ปศุสัตว์หนุนเลี้ยงไก่ไข่ไม่ใช้กรง ยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512046

ปศุสัตว์หนุนเลี้ยงไก่ไข่ไม่ใช้กรง ยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า การเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage Free) เป็นรูปแบบการเลี้ยงที่กำลังนิยม และตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญเกี่ยวกับหลักสวัสดิภาพสัตว์ โดยการเลี้ยงไก่นอกกรงตับภายใต้ระบบปฏิบัติที่ดีทางการเกษตรสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ (GAP) เพื่อให้สัตว์เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ตามหลักสวัสดิภาพสัตว์ (Animal Welfare) 5 ประการ ได้แก่ อิสระจากความหิวกระหาย อิสระจากความไม่สบายกาย อิสระจากความเจ็บปวดและโรคภัย อิสระจากความกลัวและไม่พึงพอใจ และอิสระในการแสดงพฤติกรรมตามธรรมชาติ เช่น การจิกสิ่งปูรองเพื่อหาอาหาร การไซร้ขนเพื่อทำความสะอาดร่างกาย มีรังสำหรับการวางไข่ รวมถึงมีคอนให้เกาะเพื่อสุขภาพของขาและเท้ามี่แข็งแรง ซึ่งการเลี้ยงลักษณะดังกล่าวจะเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ไก่ไข่ปราศจากความเครียดมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีแนวโน้มช่วยลดการใช้ยาปฏิชีวนะในฟาร์ม

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะเป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแลการเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศ จึงสนับสนุนเปิดขอบข่ายการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage Free) ต่อยอดจากมาตรฐานอื่นๆ เพื่อให้การรับรองเกษตรกรที่สนใจ อีกทั้งเป็นการสนับสนุนการพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ ทำให้ Cage Free egg เป็นอีกทางเลือกให้กับผู้บริโภค และยกระดับมาตรฐานอาหารปลอดภัยให้กับคนไทย จากข้อมูลการบริโภค Cage Free ในตลาดยุโรป พบว่า ผู้บริโภคให้ความสนใจและมีมูลค่าซื้อขายสูงถึง 1,800 ล้านเหรียญ ในปี 2017 ทั้งนี้ ในประเทศไทยมีผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ให้ความสนใจจำหน่ายสินค้าไข่ไก่ที่มาจากฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage Free) แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในประเทศไทย ปัจจุบันมีผู้ประกอบการไก่ไข่ของเครือบริษัทต่างๆ รวมถึงเกษตรกรรายย่อยให้ความสนใจปรับการเลี้ยงให้เข้าสู่มาตรฐานนี้หลายราย ซึ่งจ่อคิวขอรับการรับรองเมื่อกรมปศุสัตว์เริ่มดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2563

ม.เกษตรเปิดหลักสูตรใหม่1ปี ปั้นบุคลากรรองรับอุตฯเครื่องดื่มขยายตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512047

ม.เกษตรเปิดหลักสูตรใหม่1ปี  ปั้นบุคลากรรองรับอุตฯเครื่องดื่มขยายตัว

ม.เกษตรเปิดหลักสูตรใหม่1ปี ปั้นบุคลากรรองรับอุตฯเครื่องดื่มขยายตัว

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ม.เกษตรฯเปิดหลักสูตรใหม่ระดับประกาศนียบัตรใช้เวลาเรียน 1 ปี หวังพัฒนาและสร้างบุคลากรเสริมในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มไทย รองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

รศ.ดร.อนุวัตร แจ้งชัด คณบดีคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์โควิด คาดว่าอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีการคาดการณ์กันว่าในปี 2562-2564 แนวโน้มการขยายตัวของอุตสาหกรรมเครื่องดื่มจะมีประมาณ 0-2 เปอร์เซ็นต์ คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เล็งเห็นถึงโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านเครื่องดื่มของไทย ที่ปัจจุบันมีจำนวนผู้ประกอบการรายย่อยเพิ่มมากขึ้น ให้มีศักยภาพพร้อมแข่งขันในระดับสากล จึงเปิดหลักสูตรใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม โดยจะเป็นหลักสูตร ระดับประกาศนียบัตรขั้นสูงที่ใช้ระยะเวลาเรียนเพียง 1 ปี หรือสองภาคการศึกษา เพื่อตอบสนองความต้องการบุคลากรในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม

หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องดื่มและการจัดการ (Graduate Diploma Program in Beverage Technology and Management) นี้เป็นหนึ่งในผลลัพธ์ของโครงการ South East Asia Academy for Beverage Technology (SEA-ABT) ซึ่งได้การสนับสนุนจากโปรแกรม the Erasmus+Capacity Building in Higher Education (CBHE) ของสหภาพยุโรป (European Union) ภายใต้ความร่วมมือของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย 3 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กับมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรีย อิตาลี และเยอรมนี รวมถึงภาคเอกชน องค์กรและหน่วยงานการศึกษาภายในสหภาพยุโรปอีกหลายแห่ง

“หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องดื่มและการจัดการ เป็นหลักสูตรประกาศนียบัตรขั้นสูง
มีระยะเวลาเรียน 2 ภาคการศึกษา หรือ 1 ปี จำนวน 24 หน่วยกิต โดยเนื้อหาของหลักสูตรนี้ได้ผ่านการกลั่นกรองเนื้อหาการสอนจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ มีการผสมผสานระหว่างองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการทำงานในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม”

การจัดการเรียนการสอนสำหรับหลักสูตรนี้ จะเป็นช่วงเวลานอกเวลาราชการ สอนเป็นภาษาไทย โดยมี
คณาจารย์จาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มเป็นผู้สอนและวิทยากร กำหนดการรับสมัครประมาณเดือนตุลาคม 2563 มีค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 90,000 บาท ต่อหลักสูตร (ภาคการศึกษาละ 45,000 บาท) ทั้งนี้สามารถติดตามดูประกาศรับสมัครอย่างเป็นทางการได้ที่ http://www.agro.ku.ac.th หรือติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ beveragetechnology.thailand@gmail.com และที่เบอร์โทร. 08-1987-9204 และนอกจากหลักสูตรดังกล่าวทางโครงการและมหาวิทยาลัยเครือข่าย ยังจะมีการจัดกิจกรรมที่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม ทั้งสัมมนา อบรมระยะสั้น หลักสูตรเรียนร่วมสองปริญญาอีกด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512045

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 17 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้เกษตรกรชาวสวนลำไยเดือดร้อนจากปัญหาราคาตกต่ำเพราะผลกระทบจากโควิดระบาดรอบสองในจีน ทำให้โรงงานผลิตลำไยอบแห้งรับซื้อลำไยน้อยลง เช่นเดียวกับผู้ค้าส่งออกลำไยสด ด้วยกังวลความไม่แน่นอนในการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ ศุลกากรจีนเคร่งครัดเรื่องการสำแดงราคานำเข้าลำไยทำให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการนำเข้าส่งออกลำไยไปจีน ประกอบกับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ ทำให้พ่อค้าชาวจีนลดจำนวนการเดินทางเข้ามาในระหว่างนี้ทำให้ส่งผลต่อราคาลำไย ซึ่งจากการสำรวจของ กรมส่งเสริมการเกษตร พบว่า ปัจจุบันมีเกษตรกรผู้ปลูกลำไยทั้งหมดที่ขึ้นทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตร ปี 2562 โดยมีขนาดพื้นที่ปลูกลำไย ดังนี้ 1.น้อยกว่าหรือเท่ากับ 5 ไร่ ประมาณ 61% คิดเป็น 121,475 ครัวเรือน 2. มากกว่า 5-10 ไร่ ประมาณ 20% คิดเป็น 41,236 ครัวเรือน 3. มากกว่า 10-15 ไร่ ประมาณ 7% คิดเป็น 15,252 ครัวเรือน 4. มากกว่า 15-20 ไร่ ประมาณ 3% คิดเป็น 7,640 ครัวเรือน 5. มากกว่า 20-25 ไร่ ประมาณ 1% คิดเป็น 3,682 ครัวเรือน และ 6. มากกว่า 25 ไร่ ประมาณ 3% คิดเป็น 7,367 ครัวเรือน รวมทั้งสิ้น 196,655 ครัวเรือน

สำหรับแนวทางการรับมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการรายงานจาก นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า คณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) หรือฟรุ้ทบอร์ด ที่มีนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ได้จัดประชุมนัดพิเศษตามคำสั่งของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สั่งการให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยเป็นการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาโครงการเยียวยาชาวสวนลำไยวงเงินกว่า 3 พันล้านบาทเสนอโดยกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้ไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบให้ดำเนินโครงการเยียวยาเกษตรกรชาวสวนลำไยปี 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไยให้สามารถฟื้นฟูการผลิตลำไยที่ได้รับผลกระทบทั้งด้านการผลิตและการตลาด รวมทั้งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรมีแนวทางปฏิบัติต่อสวนลำไยเพื่อประกอบอาชีพชาวสวนลำไยได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมีเป้าหมายช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนลำไย ปี 2562 ที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรทุกครัวเรือน โดยให้ความช่วยเหลือในอัตราไร่ละ 2,000 บาท ครัวเรือนละไม่เกิน 25 ไร่ และเป็นพื้นที่ลำไยที่ให้ผลผลิตแล้ว (อายุต้นลำไยตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไป)

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาการส่งออกฟรุ้ทบอร์ดจะเร่งดำเนินการโมเดลเกษตรพาณิชย์ทันสมัยตามแผนปฏิบัติการโอ 2 โอ. (O2O) ออฟไลน์ 2 ออนไลน์โมเดล “เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย” เร่งระบายลำไยสดประมาณ 30% ของผลผลิตลำไยทั้งหมดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และบริษัทอี-คอมเมิร์ซ รวมทั้งเว็บไซต์ ช่วยเกษตร.com และบริษัทไปรษณีย์ไทย พร้อมทั้งสั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการส่งเสริมการบริโภคลำไยในประเทศจับคู่ค้ารับซื้อผลลำไยสด ส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ รับซื้อลำไยของสมาชิกในราคานำตลาดส่งจำหน่ายข้ามจังหวัดและข้ามภาคเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งลำไยให้ผลผลิตมากที่สุดนั้น ได้ทำแผนกระจายสินค้าที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้….

ขุนเกษตรา

กษ.ชวนช็อปสินค้าสหกรณ์งาน‘Fresh From Farm’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512048

กษ.ชวนช็อปสินค้าสหกรณ์งาน‘Fresh From Farm’

กษ.ชวนช็อปสินค้าสหกรณ์งาน‘Fresh From Farm’

วันจันทร์ ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานพิธีเปิดงานจัดแสดงสินค้า Fresh From Farm “สหกรณ์คัดสรร ผลิตภัณฑ์คุณภาพ” พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ศูนย์การค้า เซ็นทรัลพลาซาพระราม 3 กรุงเทพมหานคร โดยรมช.เกษตรฯกล่าวว่า จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิตประชาชน ดังนั้น การตื่นตัวและปรับวิถีชีวิตให้สอดคล้องกับวิถีใหม่ New Normal จึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมไปถึงการผลิตและจัดจำหน่าย จึงต้องเน้นย้ำคุณภาพสินค้า เริ่มตั้งแต่ขบวนการผลิตต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำ ปัจจุบันประเทศไทยอยู่ในระดับที่ควบคุมสถานการณ์โรคไว้ได้ระดับหนึ่ง ซึ่งรัฐบาลมีมาตรการผ่อนคลายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับนโยบายกระทรวงเกษตรฯคือ ส่งเสริมระบบตลาดนำการผลิตโดยนำระบบสหกรณ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็ง ผลิตสินค้าคุณภาพได้มาตรฐานเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดงานแสดงสินค้าของสหกรณ์ เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ และเพิ่มช่องทางการตลาดและผลิตภัณฑ์คุณภาพของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร รวมทั้งส่งเสริมการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคได้รับประโยชน์สูงสุด

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานแสดงสินค้าสหกรณ์ Fresh From Farm ครั้งนี้ กรมมุ่งให้ผู้บริโภคได้เข้าถึงสินค้าสหกรณ์ที่มีคุณภาพ สดใหม่และปลอดภัย ซึ่งมาจากเกษตรกรตัวจริง ภายในงานจัดจำหน่ายสินค้าหลากหลายชนิด มีทั้งสินค้าอุปโภคและบริโภค อาทิ ข้าวสาร ไข่ไก่ ผักสด ผลไม้ ทุเรียน เงาะ มังคุด ลำไย ส้มโอ ชมพู่ มะพร้าวน้ำหอม และสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นต้น โดยเริ่มจัดแสดงสินค้าครั้งแรกที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพระราม 3 นอกจากนี้ งานจัดแสดงสินค้าสหกรณ์ดังกล่าว จะขับเคลื่อนระดับภูมิภาคต่อเนื่อง จึงขอเชิญชวนประชาชนเลือกซื้อสินค้า Fresh From Farm ได้ตามแต่ละภูมิภาค ใน 4 ภาค ได้แก่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา สาขาเชียงใหม่แอร์พอร์ต จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา สาขาอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่ เฟสติวัล จังหวัดสงขลา และวงเวียนหอนาฬิกา อำเภอเมือง จังหวัดอุทัยธานี โดยจัดในเดือนกันยายน 2563

‘รมช.ประภัตร’นำทีมคณะกมธ.ลุยน่าน​ แก้ปัญหาที่ดินทำกิน-พื้นที่ทำการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/512030

'รมช.ประภัตร'นำทีมคณะกมธ.ลุยน่าน​ แก้ปัญหาที่ดินทำกิน-พื้นที่ทำการเกษตร

‘รมช.ประภัตร’นำทีมคณะกมธ.ลุยน่าน​ แก้ปัญหาที่ดินทำกิน-พื้นที่ทำการเกษตร

วันอาทิตย์ ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.14 น.

เมื่อวันที่ 16​ สิงหาคม​ 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาที่ดินและการออกเอกสารสิทธิในที่ดิน สภาผู้แทนราษฎร​ พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการ​ฯ เดินทางลงพื้นที่จังหวัดน่าน​ เพื่อพบปะพูดคุย​และรับฟังเกี่ยวกับปัญหาที่ดินและการออกแบบเอกสารสิทธิในที่ดินพื้นที่จังหวัดน่าน โดยมี นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต รองผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน​ ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนภาคประชาชนของจังหวัดน่าน ร่วมการหารือ ณ หอประชุมโรงเรียนปัว อำเภอปัว จังหวัดน่าน

ทั้งนี้ นายประภัตร กล่าวว่า จากการรับฟังปัญหาของพี่น้องเกษตรกรและราษฎรในหลายอำเภอของจังหวัดน่าน พบว่ายังประสบปัญหาเกี่ยวกับการขาดเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน บางพื้นที่มีการทำการเกษตรและอยู่อาศัยก่อนมีนโยบายทวงคืนผืนป่า​บางพื้นที่รุกล้ำแนวเขตพื้นที่ป่าสงวนและอุทยานแห่งชาติ ปัญหาการทำไร่เลื่อนลอย​ และขาดแหล่งเงินทุนสำหรับทำการเกษตร ซึ่งได้ประสานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)​ ให้มาช่วยดูแลภายใต้นโยบายโครงการสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูเกษตรกร​ ในการสร้างงานสร้างอาชีพของรัฐบาล​ รวมถึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง​ในจังหวัดให้เร่งแก้ไขปัญหา​ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น​

อย่างไรก็ตาม การเดินทางลงพื้นที่​น่าน’วันนี้ได้มารับฟังปัญหาเรื่องเอกสารสิทธิของพี่น้องประชาชน​ ทำให้เข้าใจปัญหาในพื้นที่มากขึ้น​ โดยในจังหวัดน่านมีพื้นที่จำนวนมากที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิ​ ทางคณะกรรมาธิการฯได้รับทราบข้อมูลทั้งหมดแล้ว​และจะเร่งรวบรวมปัญหาและหาแนวทางแก้ไขต่อไป​ ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์โอชา​ นายกรัฐมนตรี​ ได้เน้นย้ำว่า เมื่อแก้ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินแล้ว​ ยังต้องส่งเสริมให้พี่น้องเกษตรกรมีอาชีพ​ โดยได้นำโครงการสินเชื่อ​ ปล่อยกู้ 50,000 ล้านบาท​ ของรัฐบาล มาให้กับเกษตรกร​ เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนในการประกอบอาชีพการเกษตร’

รายงานข่าวแจ้งว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ ทางด้านสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ​ (เขตงานน่าน)​ และตัวแทนภาคประชาชน ยังได้ยืนหนังสือเกี่ยวกับข้อเสนอ​และปัญหาในที่ดินทำกินต่อตัวแทนคณะกรรมาธิการฯ​ และส่วนราชการของจังหวัดน่านอีกด้วย

จังหวัดน่านมีพื้นที่ทั้งสิ้นประมาณ​ 7,581,035.02 ไร่​ หรือ 12,163.04 ตารางกิโลเมตร​ ซึ่งสภาพพื้นที่โดยทั่วไปของจังหวัดส่วนใหญ่เป็นภูเขาถึงร้อยละ​ 87.2 ของพื้นที่ทั้งหมด​ มีที่ราบเพียงร้อยละ​ 12.8 ของพื้นที่ทั้งหมด​ โดยจังหวัดน่านประกอบด้วย​ 15​ อำเภอ​ 99​ ตำบล​ 924 หมู่บ้าน/ชุมชน​ 112,935 ครัวเรือน​ ประชากรทั้งหมด​ (จปฐ.62)​ 338,558 คน

รมว.กษ.ตรวจราชการนครศรีธรรมราช อธิบดีปศุสัตว์ร่วมลงพื้นจัดกิจกรรมมอบสัญญาโค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511832

รมว.กษ.ตรวจราชการนครศรีธรรมราช อธิบดีปศุสัตว์ร่วมลงพื้นจัดกิจกรรมมอบสัญญาโค

รมว.กษ.ตรวจราชการนครศรีธรรมราช อธิบดีปศุสัตว์ร่วมลงพื้นจัดกิจกรรมมอบสัญญาโค

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 19.43 น.

“รมว.กษ.”ลงพื้นที่ตรวจราชการณจังหวัดนครศรีธรรมราช “อธิบดีกรมปศุสัตว์”ร่วมลงพื้นจัดกิจกรรมมอบสัญญาโค ตามโครงการ”ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร”ตามพระราชดำริ

เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 14 สิงหาคม 2563 ณ สำนักงานการยางแห่งประเทศไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจราชการณจังหวันครศรีธรรมราช ระหว่างวันที่ 14 – 16สิงหาคม 2563 นั้น

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายเศกสรร สวนกูล ปศุสัตว์จังหวัดนครศรีธรรมราช และข้าราชการและประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมกิจกรรม ดังกล่าว

นอกจากนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้จัดกิจกรรม ดังนี้ 1.มอบสัญญาโค ตามโครงการ ธนาคารโค-กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ (ธ.ค.ก.) เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ยากจนได้มีโค – กระบือไว้ใช้งานและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรช่วจให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น 2.มอบพันธ์ุสัตว์ปีก (ไก่ศรีวิชัย) นครศรีฯ ให้แก่เกษตรกรจำนวน 5 ราย (รวม 150 ตัว) ซึ่งเป็นไก้สานพันธุ์พื้นเมืองที่มีลักษณะพิเศษ คือ เลี้ยงง่าย อกใหญ่ ไข่ดก

3.มอบหญ้าแห้ง จำนวน 200 ฟ่อน ให้แก่เกษตรกรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ใช้เป็นเสบียงอาหารสัตว์ในยามวิกฤติ 4.มอบถุงยังชีพ จำนวน 100 ถุง เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ที่ประสบปัญหาอุทกภัย ใช้เป็นเสบียงยารักษาโรคสัตว์ในเบื่องต้น 5.การผ่าตัดทำหมันสัตว์ มีการจัดกิจกรรมการรักษาพยาบาลสัตว์ป่วย การฉีดวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์ การผ่าตัดทำหมันสุนัข แมว เพื่อควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า การตรวจวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการเคลื่อนที่ การให้ความรู้ แนะนำการจัดการด้านอาหารสัตว์ การจัดการด้านสุขภาพสัตว์ เป็นต้น

นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้จัดนิทรรศการ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและเกษตรกรภายในงาน ดังนี้ 1.สำนักพัฒนาอาหารสัตว์ จัดกิจกรรมการผลิตอาหารสัตว์ TMR เป็นอาหารผสมครบส่วน ต้นทุนอาหารสัตว์ 4 บาทต่อ 1 กิโลกรัม เป็นอาหารผสมสำเร็จรูปที่เกิดจากการนำอาหารหยาบ และอาหารข้นมาผสมกันอัตราส่วนที่เหมาะสม โดยคำนวณสัดส่วนของอาหารทั้ง 2 ชนิด จากน้ำหนักแห้งให้ได้ตามความต้องการของสัตว์เลี้ยง 2.ศูนย์วิจัยผสมเทียมและเทคโนโลยีชีวภาพสุราษฎร์ธานี สำนักเทคโนโลยีชีวภาพการผลิตปศุสัตว์จัดนิทรรศการเรื่องการผสมพันธุ์โคเนื้อและพันธุ์แพะ 3.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคใต้ตอนบนจัดนิทรรศการเรื่องการตรวจโรคพยาธิ การชันสูตรโรคสัตว์ เป็นต้น

ด้าน อธิบดีกรมปศุสัตว์ชี้แจงเพิ่มเติมว่ากรมปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานในการสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ได้อย่างยั่งยืนและสานต่อโครงการพระราชดำริ เป็นการน้อมนำศาสตร์พระราชาไปสู่การปฏิบัติและประยุกต์ให้สอดคล้องเหมาะสมกับชุมชนและพื้นที่ช่วยให้เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์มากขึ้นบนพื้นฐานทรัพยากรของท้องถิ่นนั้น ๆกรมปศุสัตว์จะมุ่งสร้างอาชีพ สร้างความมั่นคงทางอาหาร ทำให้ชุมชนยั่งยืน กรมปศุสัตว์จะพัฒนางานด้านปศุสัตว์ให้เกิดประโยชน์แก่เกษตรกรยิ่งขึ้นต่อไป

สวนส้มแพร่พ้อปัญหาอื้อวอนสภาเกษตรฯเป็นพี่เลี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511549

สวนส้มแพร่พ้อปัญหาอื้อวอนสภาเกษตรฯเป็นพี่เลี้ยง

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายภูผา บัวบุญ หัวหน้าสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดแพร่ กล่าวว่า ส้มเขียวหวานเป็นผลไม้ขึ้นชื่อประจำอำเภอลอง และอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ มีชื่อเสียงด้านรสชาติดีไม่เหมือนถิ่นอื่นคือ หวานกลมกล่อมและหวานอมเปรี้ยวในบางฤดู ผลใหญ่ กลมแป้น ผิวเนียน สีผิวเขียวอมเหลือง เส้นใยไม่ติดเนื้อ หรือส้มเปลือกล่อนเนื้อ สีเหลืองส้มฉ่ำน้ำ น้ำในผลสม่ำเสมอ เนื้ออวบมีพื้นที่ปลูกรวม 17,422 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 14,294 ไร่ เกษตรกร 2,460 ครัวเรือน ผลผลิตออกสู่ตลาดปีละ 3 รุ่น รุ่นที่ 1 ช่วงเดือนตุลาคม-มกราคม จะมีปริมาณมากที่สุด ส้มมีรสหวาน รุ่นที่ 2 ช่วงเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน ปริมาณระดับปานกลาง ส้มมีรสหวานนำเปรี้ยว และรุ่นที่ 3 ช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมมีปริมาณน้อย และส้มมีรสเปรี้ยวนำ ซึ่งแต่ละปีผลผลิตจะออกมาพร้อมกัน เกษตรกรขาดการวางแผนการผลิต ตัดราคากันเองทำให้พ่อค้าคนกลางกดราคา ปัจจุบันส้มเขียวหวานเบอร์ใหญ่สุดคือ 000, 00 และ 0 ซื้อราคาเดียวกันที่ไม่เกินกิโลกรัมละ 20 บาท เบอร์ 1 ขายได้ราคา 10 บาท เบอร์ 2-3 ราคา 3 บาท และเบอร์ 4 ราคา 1 บาท ถึงแม้เกษตรกรชูส้มปลอดสารพิษเป็นจุดขาย แต่ราคายังไม่ขยับขึ้น ส้มขนาดใหญ่ที่เคยมีราคากิโลกรัมละ 20 บาท ปัจจุบันลดต่ำลงเหลือไม่ถึงครึ่งซึ่งตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เกษตรกรประสบภาวะขาดทุนต่อเนื่อง ยิ่งปีนี้รุนแรงกว่าเดิมด้วยสถานการณ์ภัยแล้งโดยเฉพาะการระบาดไวรัสโควิด-19 สวนส้มที่ไม่มีระบบน้ำดีพอ หรือขาดแหล่งน้ำต้นทุนไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงใบเหี่ยวแห้งเสียหายประมาณร้อยละ 20 ของพื้นที่ปลูกส้ม มีผลต่อคุณภาพผลผลิต เช่น ขนาดเล็กหรือใหญ่เกินไปไม่สามารถนำเข้าตลาดได้ แม้ยังคงรสชาติดีก็ตาม รวมทั้งราคาตกต่ำจากเฉลี่ยกิโลกรัมละ 30 บาท เหลือเพียง 10 บาท อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคือ จัดการน้ำ ซึ่งตำบลนาพูนมีพื้นที่เกษตรจำนวนมาก แต่เป็นพื้นที่มีโฉนดเพียง 4,000 ไร่เท่านั้น ดังนั้น การช่วยเหลือด้านน้ำต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ก่อน เช่น พื้นที่ป่า ต้องได้รับความเห็นชอบจากกรมป่าไม้

อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรจังหวัดแพร่ลงพื้นที่เปิดเวทีฟังปัญหาเกษตรกรเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ที่ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลนาพูน เป็นเวทีแสดงความเห็นนำเสนอปัญหาของเกษตรกร เช่น ปัญหาราคาตกต่ำ ขาดการรวมกลุ่ม ไม่มีการวางแผนการผลิต ภัยแล้งและโรคแคงเกอร์ ดินอุดมสมบูรณ์ต่ำ ปุ๋ยและสารเคมี พื้นที่ปลูกไม่มีเอกสารสิทธิ ผลผลิตเก็บได้ไม่นาน ให้หน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องรับทราบปัญหาช่วยป้องกันแก้ไขตรงจุด โดยสภาเกษตรกรจังหวัดแพร่ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรต่อไป

ขณะที่นายสมบูรณ์ ล่ายวน อายุ 64 ปี เกษตรกรเจ้าของ “สวนแม่แขมหลง” เปิดเผยว่า ปัญหาส้มที่เกิดขึ้นหนักสุดคือภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง บวกกับปัญหาไวรัสโควิด-19ระบาดปีนี้ ราคาร่วงมากจะเก็บผลผลิตเอาไว้ก็ยื้อไม่ไหวงอมจัดลม/ฝนมาก็ร่วงหมดไม่ได้ขาย พยายามหาตลาดโดนกดราคา ส้ม 20 ลัง ขายได้แค่ 2 พันกว่าบาท ไม่คุ้มกับค่าแรง/ค่าน้ำมัน ตลาดท้องถิ่นปิดเช่นเดียวกับตลาดต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย อย่างไรก็ตาม ในการทำสวนส้มนั้นไม่ได้ขายแค่ผลสดอย่างเดียว ที่สวนยังตอนกิ่งพันธุ์ ชำกับพื้นดินจำหน่าย ลำต้นเท่านิ้วก้อย สูงประมาณ 50-60 เซนติเมตร ราคากิ่งละ 50 บาท รอบหนึ่งผลิตได้ประมาณ 100-200 กิ่ง แต่ก็ไม่พอขาย อยากให้สภาเกษตรกรจังหวัดแพร่เข้ามาช่วยเป็นพี่เลี้ยงเรื่องของการแปรรูป การตลาด การอบรมให้ความรู้ ด้วยพืชเศรษฐกิจผัก ผลไม้ ยางพารา อื่นๆต่างก็มีพี่เลี้ยง มีตัวช่วย แต่ส้มนั้นไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาดูแลช่วยเหลือ สภาเกษตรกรเป็นปากเสียงตัวแทนของเกษตรกรจึงหวังพึ่งต่อไป

กรมประมงจับมือพาณิชย์ ดัน‘ปลากะพงขาว’เข้าโมเดิร์นเทรด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511550

กรมประมงจับมือพาณิชย์ ดัน‘ปลากะพงขาว’เข้าโมเดิร์นเทรด

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับความเดือดร้อน ไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ อีกทั้งยังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กรมประมงจึงวางมาตรการกระตุ้นส่งเสริมการบริโภคสัตว์น้ำในประเทศ โดยจับมือกับหน่วยงานของกระทรวงพาณิชย์ อาทิ กรมการค้าภายใน และสำนักงานพาณิชย์จังหวัด และภาคเอกชน เชื่อมโยงตลาดในการกระจายผลผลิตปลากะพงขาวเข้าสู่ตลาดโมเดิร์นเทรด

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สถานการณ์ระบาดของเชื้อโคโรนา 2019 ส่งผลให้ร้านค้า ภัตตาคาร และโรงแรม หยุดสั่งซื้อ รวมถึงจำหน่ายสินค้าประมงให้ผู้บริโภคในประเทศก็ลดลงฉับพลัน จากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ ทำให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเดือดร้อน เนื่องจากไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ ทำให้มีปลากะพงขาวขนาดใหญ่ตั้งแต่ 3-6 กิโลกรัม/ตัว ตกค้างในระบบการเลี้ยงจำนวนมาก และประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ กรมตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงจัดประชุมร่วมกับผู้แทนเกษตรกร ผู้แทนเอกชนและหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง วางแผนรับมือการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยหารือถึงความเป็นไปได้ในการเพิ่มช่องทางการกระจายสินค้าปลากะพงขาวไปยังตลาดค้าปลีกสมัยใหม่หรือ โมเดิร์นเทรด อาทิ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ แม็คโคร บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด(เทสโก้ โลตัส) บริษัท เซ็นทรัล ฟู้ด รีเทล จำกัด (ท็อปส์ มาร์เก็ต) รวมถึงสมาคมภัตตาคารไทย ซึ่งมีศักยภาพรองรับผลผลิตของเกษตรกรได้เป็นอย่างดี โดยมีจุดจำหน่ายในพื้นที่จังหวัดที่ใกล้กับฟาร์มเพาะเลี้ยงของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมเหมาะสมกับสภาพต้นทุน อีกทั้ง ยังเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อได้ง่ายอีกด้วย ทั้งนี้ จากการหารือในเบื้องต้นภาคเอกชนยินดีร่วมมือช่วยเหลือเกษตรกร โดยกรมเร่งจัดทำข้อมูลวิชาการ และคุณค่าโภชนาการของปลากะพงขาว ช่วยกระตุ้นส่งเสริมการบริโภคปลากะพงขาว ภายในประเทศอีกทางหนึ่ง

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ผ่านมา กรมเปิดระบบสั่งจองสินค้าสัตว์น้ำออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิต ภายใต้ชื่อ “Fisheries Shop” ช่วยอำนวยความสะดวกให้เกษตรกร ใช้เป็นเครื่องมือจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำที่สด สะอาด ปลอดภัย ได้มาตรฐาน จากเกษตรกรไปสู่ผู้บริโภคโดยตรงได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ผู้บริโภคมั่นใจ ทั้งเรื่องคุณภาพและราคาสินค้า ล่าสุดมีเกษตรกรเข้าร่วมจำหน่ายสินค้าผ่าน “Fisheries Shop” แล้ว 273 ราย ปรากฏว่า ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี มีลูกค้าสนใจสั่งจองและซื้อสินค้าจำนวนมาก เร็วๆนี้ กรมเตรียมเปิดบ้านจัดงาน “ชาตินิยม กะพงไทย” (Seabass Fair) ครั้งที่ 2 จำหน่ายปลากะพงขาวคุณภาพดี สด สะอาด ไร้สารตกค้าง ราคาถูก และผลิตภัณฑ์ปลากะพงขาว ระหว่างวันที่ 8-9 กันยายน ที่ลานหน้าอาคารสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำจืดกรุงเทพฯ กรมประมง ผู้สนใจติดตามรายละเอียดงานได้ที่ https://coastalaqua.fisheries.go.th/preorder/

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาะยะยาว กรมจัดทำแผนปฏิบัติการด้านปลากะพงขาว พ.ศ. 2563-2565 ขึ้น เป็นแนวทางพัฒนาศักยภาพการผลิตตลอดสายการผลิต และการตลาด รวมทั้งสนับสนุนข้อมูลวิชาการเพื่อผลักดันปลากะพงยักษ์ให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ช่วยเพิ่มมูลค่า เป็นเครื่องมือการตลาดต่อไป

ก.เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนโครงการเกษตรวิชญา สานต่องานในพระราชดำริ ‘อนุรักษ์ธรรมชาติ-ช่วยเกษตรกร’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511551

ก.เกษตรฯเร่งขับเคลื่อนโครงการเกษตรวิชญา สานต่องานในพระราชดำริ ‘อนุรักษ์ธรรมชาติ-ช่วยเกษตรกร’

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังร่วมประชุมคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา ครั้งที่ 2/2563 เพื่อหารือขับเคลื่อนโครงการเกษตรวิชญา โดยมี นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรี เป็นประธานการประชุม พร้อมด้วยพลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี นายฐากร ธรรมประทีป เลขาธิการคณะองคมนตรีนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายพิศาล พงศาพิชณ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิรุฬ พรรณเทวี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ กรมพัฒนาที่ดิน ว่า ด้วยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งยังดำรงพระราชอิสริยยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้า มหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านกองแหะ ม.4 ต.โป่งแยง อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ทอดพระเนตรสภาพพื้นที่เป็นเขาหัวโล้น ราษฎรทำการเกษตรแบบไร่เลื่อนลอย ทรัพยากรป่าไม้เสื่อมโทรม จึงทรงมีพระราชดำริให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ วางแผนการใช้ที่ดิน พัฒนาที่ดินและแหล่งน้ำ ให้เกษตรกรทำการเกษตรได้ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ พร้อมพระราชทานที่ดิน (ส่วนพระองค์) เนื้อที่ 1,350 ไร่ ให้กับกระทรวงเกษตรฯนำไปดำเนินการ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยราชการ สถานศึกษา และราษฎร พร้อมทั้งได้พระราชทานนามศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรบ้านกองแหะว่า “เกษตรวิชญา”

ทั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาให้ไปเป็นตามพระบรมราโชบาย และดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการดำเนินงานที่เป็นปัจจุบัน จึงได้แต่งตั้งคณะกรรมการโครงการเกษตรวิชญา โดยมี นายจรัลธาดา กรรณสูต องคมนตรีเป็นประธานที่ปรึกษา พลเอกกัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขาธิการองคมนตรี เป็นที่ปรึกษา ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานกรรมการ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธานกรรมการและอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เป็นกรรมการและเลขานุการ และเพื่อรับทราบภาพรวมของโครงการและความก้าวหน้าการดำเนินงานโครงการเกษตรวิชญาในระยะที่ผ่านมารวมถึงกิจกรรมพิเศษที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการ และพิจารณาแผนการปฏิบัติงานโครงการเกษตรวิชญาในระยะต่อไป

เกษตรวิชญานั้นหมายถึง ปราชญ์แห่งการเกษตร จำแนกการใช้ประโยชน์ที่ดิน ออกเป็น 5 พื้นที่ได้แก่ 1.พื้นที่ทรงงาน 2.พื้นที่ส่วนราชการ 3.พื้นที่ทำการเกษตร 4.พื้นที่ธนาคารอาหารชุมชน และ5.พื้นที่ป่า โดยมีวัตถุประสงค์การดำเนินงานโครงการเพื่อพัฒนาพื้นที่โครงการให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรบนพื้นที่สูงและขยายผลสู่เกษตรกร เป็นต้นแบบในการทำงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานและชุมชนให้เป็นการเกษตรแบบยั่งยืน ให้เกษตรกรทำกิน รายละ 1 ไร่ ให้มีรายได้จากการทำการเกษตร 1.5 แสนบาทต่อปี และเป็นต้นแบบการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมให้เกิดระบบนิเวศที่สมบูรณ์ เกษตรกรสามารถใช้พื้นที่ป่าเป็นแหล่งผลิตอาหาร และมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กตส.หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511552

รายงานพิเศษ : กตส.หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชี

รายงานพิเศษ : กตส.หนุนสหกรณ์ใช้โปรแกรมFASจัดการบัญชี

วันศุกร์ ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีภารกิจสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้กับสหกรณ์ สถาบันเกษตรกร เกษตรกร และประชาชน โดยการนำระบบบัญชีไปใช้ในการบริหารจัดการสู่ความสำเร็จ มีระบบบริหารจัดการด้านการเงินการบัญชีที่โปร่งใสและเข้มแข็ง โดยได้ขับเคลื่อนภารกิจการทำงานที่หลากหลายมิติในการนำระบบบัญชี เข้าไปใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ ตามภารกิจหลักของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมถึงการส่งเสริมและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการบัญชีสู่สหกรณ์ สมาชิกสหกรณ์ เกษตรกร และประชาชนทั่วไป โดยดำเนินงานควบคู่กับการพัฒนางานระบบบัญชีและกลไกที่จะส่งเสริมระบบบัญชีให้มีความทันสมัย และเท่าทันกับสถานการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน

ทั้งนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ มาเป็นเครื่องมือเสริมสร้างความเข้มแข็งทางการเงินของสหกรณ์ ช่วยอำนวยความสะดวกให้สหกรณ์มีระบบการเงินการบัญชีและมีการควบคุมภายในที่ดี สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส โดยหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร คือ โปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (Cooperative Full Pack Accounting Software : FAS) ซึ่งกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการบริหารงานของสหกรณ์ และเป็นส่วนสำคัญในการช่วยบริหารจัดการงานภาคสหกรณ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โปรแกรมดังกล่าว ได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตามธุรกิจของสหกรณ์ในทุกๆ ด้าน และมีความทันสมัย เป็นปัจจุบัน ช่วยลดข้อผิดพลาดในการทำงานและมีระบบข้อมูลทางบัญชีที่ได้มาตรฐานสามารถปิดบัญชีประจำปีได้อย่างรวดเร็ว จึงนับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความแข็งแกร่งทางบัญชี และสามารถให้บริการสมาชิกแบบจุดเดียว (One Stop Service) เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีเครื่องมือในการช่วยบริหารจัดการงานสหกรณ์ และช่วยให้ผู้บริหารสหกรณ์สามารถนำข้อมูลสารสนเทศทางการเงิน มาใช้ประกอบการตัดสินใจในการบริหารจัดการได้รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่สหกรณ์ ซึ่งกรม ได้สนับสนุนให้ทุกสหกรณ์ ได้นำโปรแกรม ไปใช้ โดยมีสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ในแต่ละจังหวัด คอยดูแลและให้คำปรึกษาแนะนำในการติดตั้ง โดยที่สหกรณ์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด

นอกจากนี้ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้พัฒนานวัตกรรมที่ตอบสนองพฤติกรรมของคนในสังคมปัจจุบันที่มีการใช้เทคโนโลยีมาอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน และเพื่อสร้างข้อมูลที่มีคุณค่าให้สหกรณ์ โดยมีนวัตกรรม Smart4M ที่สามารถใช้งานได้ผ่านอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย ประกอบด้วย Smart Me แอพพลิเคชั่นสำหหรับสมาชิกสหกรณ์และบุคคลทั่วไปใช้ในการบันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ Smart Member แอพพลิเคชันสำหรับสมาชิกสหกรณ์ ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์ สามารถตรวจสอบฐานะทางการเงินของตนเองได้ตลอดเวลา Smart Manage แอพพลิเคชันสำหรับกรรมการสหกรณ์ ใช้ติดตามและตรวจสอบการดำเนินงานของสหกรณ์ และ Smart Monitor แอพพลิเคชั่นสำหรับผู้สอบบัญชี ผู้กำกับดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้อง สามารถติดตามความเคลื่อนไหว และความผิดปกติทางการเงินของสหกรณ์ได้อีกด้วย

ด้าน นายสมเกียรติ วงศ์สอน ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจ อาทิ ธุรกิจสินเชื่อ ธุรกิจรับฝากเงิน ธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่าย ธุรกิจการให้บริการ ชั่งผลผลิตทางการเกษตร ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งจากการสหกรณ์ฯ ได้มีการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายประเภท และการดำเนินงานที่มีความแตกต่างกัน ทำให้เกิดความยุ่งยากในการจัดทำบัญชี ที่จำเป็นต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำเพื่อใช้ในการบริหารจัดการสหกรณ์ให้มีความโปร่งใส สร้างความเชื่อมั่นในกับสมาชิกสหกรณ์ฯ จึงได้นำโปรแกรมระบบบัญชีสหกรณ์ครบวงจร (FAS) ซึ่งเป็นโปรแกรมที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์พัฒนาขึ้นมาใช้ในการบริหารจัดการให้สหกรณ์มีประสิทธิภาพมากขึ้น

โดย นางสาวสิรัชชา วิเศษรจนา เจ้าหน้าที่การเงิน แทนผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า สำหรับด้านการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์นั้น ทางสหกรณ์ฯ ได้เริ่มใช้งานแบบครบวงจรมาตั้งแต่ปี 2551 เนื่องจาก ในขณะนั้นสหกรณ์ดำเนินธุรกิจหลายด้านและมีแนวโน้มปริมาณธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฝ่ายจัดการจึงจำเป็นต้องจัดเตรียมข้อมูลด้านการเงินการบัญชีที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน ในการนำเสนอผู้บริหารสหกรณ์เพื่อใช้ในการตัดสินใจวางแผนและติดตามงาน โดยได้รับความอนุเคราะห์จากเจ้าหน้าที่ของสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ราชบุรี และสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 10 รวมทั้งเจ้าหน้าที่จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการให้บริการติดตั้ง สอนแนะ และแก้ไขปัญหาจากการใช้งานอย่างทันทีเพื่อให้สามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างต่อเนื่อง

จากการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ในปี 2554 สหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด ได้รับรางวัลดีเด่น ด้านการใช้งานโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร จากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมทั้งในปี 2556 ได้รับการประกาศเกียรติคุณว่าเป็นสหกรณ์ดีเด่นด้านการปิดบัญชีเร็วสำหรับสหกรณ์ภาคเกษตร จากผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี นอกจากนี้ยังได้รับการคัดเลือกเป็น “สหกรณ์ดีเด่น” ระดับจังหวัด “สหกรณ์ต้นแบบ” และได้รับการประเมินว่าเป็นหน่วยงานที่มีผลการประเมินธรรมาภิบาลในสหกรณ์อยู่ในระดับ “ดีมาก” อีกด้วย และในปัจจุบัน สหกรณ์ใช้บริการโปรแกรมระบบสมาชิกและระบบเงินให้กู้ ในการให้บริการสมาชิกด้านการดำเนินธุรกิจสินเชื่อ ใช้โปรแกรมระบบสินค้า ให้บริการด้านการดำเนินธุรกิจจัดหาสินค้ามาจำหน่ายและธุรกิจแปรรูป และใช้โปรแกรมระบบเงินรับฝาก ในการให้บริการด้านธุรกิจรับฝากเงิน โดยทุกโปรแกรมสหกรณ์ให้บริการแบบเต็มรูปแบบโดยสามารถจัดพิมพ์ใบกำกับสินค้า ใบเสร็จรับเงิน สมุดคู่มือสมาชิก สมุดเงินรับฝาก และสมุดคู่มือเงินกู้
โดยทุกสิ้นวันผู้รับผิดชอบแต่ละโปรแกรมจะต้องดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานและจัดพิมพ์รายงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งให้เจ้าหน้าที่บัญชีเพื่อใช้ในการบันทึกบัญชี และมีการสำรองข้อมูลที่เครื่องเซิร์ฟเวอร์ รวมทั้งจัดเก็บข้อมูลชุดสำรองไว้ตามระเบียบ ว่าด้วยมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับสหกรณ์ที่ใช้โปรแกรมระบบบัญชีในการประมวลผลข้อมูล

นางสาวลภัสรดา บัวโพธิ์เจ้าหน้าที่บัญชีสหกรณ์การเกษตรโพธาราม จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า การบันทึกรายการในโปรแกรมระบบบัญชีครบวงจร (FAS) มีขั้นตอนไม่ยุ่งยากซับซ้อน เข้าใจง่าย และสามารถจัดพิมพ์รายงานเพื่อใช้ในการตรวจสอบการปฏิบัติงานของแต่ละแผนกได้ครบถ้วน การปิดบัญชีประจำวัน ประจำเดือน และประจำปีจึงเป็นเรื่องง่ายและสามารถจัดทำได้อย่างรวดเร็ว สามารถใช้ข้อมูลของแต่ละโปรแกรมในการตรวจสอบกระทบยอดกับโปรแกรมระบบบัญชีแยกประเภทได้ทุกสิ้นวัน และในการปิดบัญชีประจำปีสามารถจัดพิมพ์รายงานการเคลื่อนไหวและยอดคงเหลือต่างๆ ในการจัดทำรายละเอียดประกอบงบการเงินเพื่อจัดส่งให้ผู้สอบบัญชี นอกจากนี้ทุกสิ้นวันหลังจากมีการสอบทานการบันทึกบัญชีแล้ว ได้ดำเนินการอัพโหลดข้อมูลทางการเงินการบัญชีขึ้นไว้ในระบบฐานข้อมูลของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อให้คณะกรรมการ ผู้ตรวจสอบ และสมาชิก สามารถตรวจสอบข้อมูลผลการดำเนินงาน การดำเนินธุรกิจ และการทำธุรกรรมทางการเงินต่างๆ ได้ทันทีทุกสิ้นวันผ่านแอพพลิเคชั่นที่พัฒนาโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ได้แก่ Smart Manage และ Smart Memberซึ่งจากนวัตกรรมดังกล่าว ได้ช่วยให้เกษตรกร สมาชิก กรรมการสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องได้ใช้ประโยชน์จากข้อมูลร่วมกันอย่างคุ้มค่าที่สุด