‘อุดรธานี’หนุนเกษตรกร ผลิตอาหารสัตว์โคกระบือต้นทุนต่ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511636

'อุดรธานี'หนุนเกษตรกร ผลิตอาหารสัตว์โคกระบือต้นทุนต่ำ

‘อุดรธานี’หนุนเกษตรกร ผลิตอาหารสัตว์โคกระบือต้นทุนต่ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 21.15 น.

จ.อุดรธานี ศูนย์เทคโนโยลีเกษตรและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ร่วมกับ กลุ่มพัฒนาควายไทย อ.หนองหาน ฝึกอบรมหวังหนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงควายผลิตอาหารสัตว์ให้ควายและวัวในต้นทุนต่ำ หลังพบมีเกษตรกรหันมาเลี้ยงเพิ่มขึ้น เลี้ยงดีๆ ขายได้ราคาเป็นล้านต่อตัว

13 สิงหาคม 2563 ที่โรงเรียนบ้านหนองลาดหนองแปนคำผักกูด ต.หนองเม็ก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี ผช.ผศ.ดร.ชาติชาย ม่วงปฐม รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี , รศ.ดร.สุนทร สุทธิบาก ผอ.ศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม , นายสุเมฆ ถ่อเงิน ผอ.โรงเรียนหนองลาดหนองแปนคำผักกูด และเจ้าของบ้านควาย และกลุ่มชาวบ้านพัฒนาควายไทย อ.หนองหาน ผู้ที่มีใจรักในการเลี้ยงควาย ได้จัดฝึกอบรม “หลักสูตรนวัตกรรมการผลิตอาหารสัตว์ต้นทุนต่ำเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตโค-กระบือ” ให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงควายเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการเลี้ยงควายและวัว หลังพบว่ามีเกษตรกรหันมาเลี้ยงควายเพิ่มมากขึ้น หากเลี้ยงดีๆ เอาใจใส่ขายได้ตัวละเป็นล้านก็มี

ทั้งนี้ การฝึกอบรมเพื่อเป็นการถ่ายทดองค์ความรู้ในการจัดการการให้อาหารโคและกระบือให้แก่เกษตรกร เข้าใจในการสำรองอาหารในหน้าแล้ง คำนวณสูตรอาหาร การผสมอาหาร การปลูกหญ้าให้โคและกระบือ ซึ่งในพื้นที่ อ.หนองหาน ได้จัดตั้งกลุ่มพัฒนาควายไทยเป็นการรวบรวมเกษตรกรผู้รักและเลี้ยงควาย มีการพัฒนาสายพันธุ์จนบางตัวควายขายได้ถึง 2 ล้านบาทเลยทีเดียว

ในการฝึกอบรมครั้งนี้ มีวิทยากรหลายท่านที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงควายและสามารถขายแม่พันธุ์ได้หกหลักขึ้นไป บางตัวขายได้เลขเจ็ดหลัก นับเป็นเรื่องราวดีๆ สำหรับเกษตรกรที่สนใจมาเลี้ยงควาย โดยที่ อ.หนองหาน ขณะนี้จัดตั้งกลุ่มพัฒนาควายไทยเพื่อรวมกลุ่มในการพัฒนาสายพันธุ์และในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการสร้างแลนมาร์คควายไทยที่ อ.ทุ่งฝน เส้นทางหลักไปคำชะโนด โดยทางมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีจะหนุนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชื่อมโยงกับทะเลบัวแดง บ้านเชียงและคำชะโนด ถือเป็นเอกลักษณ์และแหล่งท่องเที่ยวของ จ.อุดรธานี อีกแห่งหนึ่ง

กษ.ปลื้มกระจายลำไยสหกรณ์เหนือฉลุย ยกเป็นโมเดลบริหารมังคุดใต้คิวต่อไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511341

กษ.ปลื้มกระจายลำไยสหกรณ์เหนือฉลุย ยกเป็นโมเดลบริหารมังคุดใต้คิวต่อไป

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกรเพื่อรองรับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งคณะรัฐมนตรีอนุมัติงบประมาณให้ 45 ล้านบาท อุดหนุนค่าขนส่ง ค่าบริหารจัดการ และซื้อตะกร้าขนผลไม้ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เพื่อเร่งระบายผลผลิตไปทั่วประเทศ เน้น “มังคุด-ลำไย” หลังเครือข่ายสหกรณ์ทุกจังหวัดร่วมกระจายผลไม้ภาคตะวันออกไปแล้วปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา กระจายลำไยจากสหกรณ์ภาคเหนือไปสู่ผู้บริโภคภาคใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง คาดว่าลำไยจะออกมากเดือนสิงหาคม ซึ่งการกระจายลำไยของเครือข่ายสหกรณ์ทำได้ดี มีเสียงชื่นชมจากผู้บริโภค เนื่องจากหลายสหกรณ์เน้นให้สมาชิกผลิตตามมาตรฐาน GAP และไม่เน่าเสียระหว่างขนส่งสู่ตลาดปลายทาง ทำให้สหกรณ์ระบายผลผลิตได้ตามเป้าซึ่งกรมฯจะใช้โมเดลบริหารจัดการลำไยมาวางระบบกระจายมังคุดในภาคใต้ต่อทันที

“โครงการนี้ได้ผลดีมาจากความร่วมมือของสหกรณ์ต้นทาง ผู้ผลิตกับสหกรณ์ปลายทางผู้บริโภคช่วยแก้ปัญหาราคาผลผลิตเกษตรตกต่ำ ดังนั้น 3 เดือนจากนี้จะเข้าฤดูกาลผลไม้ใต้ อยากขอความร่วมมือเครือข่ายสหกรณ์ภาคอื่นช่วยวางแผนหาออเดอร์รอไว้ เมื่อผลไม้ทางใต้ออกมาก็จัดส่งได้ทันที ช่วยระบายผลผลิตได้ทันเวลาสิ่งสำคัญคือคุณภาพ ต้องเน้นสมาชิกสหกรณ์ผลิตผลไม้ให้ได้มาตรฐาน ทำให้ตลาดผลไม้ของสหกรณ์เดินต่อไปได้”นายพิเชษฐ์ กล่าว

สำหรับผลรวบรวมผลไม้ของสหกรณ์ทั้งระบบ มีเงาะ มังคุด ทุเรียน ลองกอง ปริมาณรวมกว่า 10,261.972 ตัน มูลค่า 341.956 ล้านบาท ส่วนการกระจายลำไยผ่านเครือข่ายสหกรณ์ช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงสิ้นกรกฎาคมที่ผ่านมา กระจายลำไยได้แล้ว 1,312 ตัน หรือ 41% จากแผนที่ตั้งไว้ตามโครงการ 3,200 ตัน เป็นลำไยจากสหกรณ์ภาคเหนือ ปีนี้สหกรณ์เน้นทำตลาดผลไม้ในประเทศกระจายผ่านเครือข่ายสหกรณ์นอกพื้นที่ 18 จังหวัด และส่วนหนึ่งส่งให้ห้างโมเดิร์นเทรด รวมถึงขายผ่านบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

กรมปศุสัตว์เอือมข่าวปลอม‘หมู-ไก่ เป็นเอดส์’ ซัดฝีมือคนไม่หวังดี-เตือนอย่าเชื่ออย่าแชร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511340

กรมปศุสัตว์เอือมข่าวปลอม‘หมู-ไก่ เป็นเอดส์’ ซัดฝีมือคนไม่หวังดี-เตือนอย่าเชื่ออย่าแชร์

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากกรณีในโซเชียลมีเดียโดยเฉพาะเฟซบุ๊คและไลน์ส่งต่อข้อความ “หมู-ไก่ เป็นโรคเอดส์ ห้ามทานเนื้อสัตว์ 6 เดือน” สร้างความตื่นตระหนกจนเกิดการแชร์ข้อความเป็นวงกว้าง เรื่องนี้ นายสัตวแพทย์สรวิศธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ชี้แจงว่า เป็นข่าวปลอมที่กลุ่มไม่หวังดีมุ่งทำลายภาคอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2551 โดยแต่งเติมเพิ่มข้อความเท็จเข้าไปแล้วนำมาวนแชร์กันทุกปีตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่กรมปศุสัตว์ให้ข้อมูลถูกต้องทุกครั้ง ส่งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบพื้นที่ที่กล่าวอ้างก็ยังไม่เคยพบโรคดังกล่าว ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อและขอความร่วมมือไม่โพสต์และแชร์ข่าวปลอมที่สร้างความหวั่นวิตก เนื่องจากมีความผิดตามพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มีโทษหนัก จำคุก 2 ปี ปรับ 1 แสนบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ และแจ้งเบาะแสผู้ทำผิดได้ที่ Application “DLD4.0” เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้านน.สพ.วิวัฒน์ พงษ์วิวัฒนชัย อุปนายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติกล่าวว่าการปล่อยข่าวลวงครั้งนี้ คาดว่าเกิดจากขบวนการปั่นป่วนอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะช่วงที่ทุกภาคส่วนร่วมแก้ปัญหาราคาเนื้อสุกรหวังให้ผู้บริโภควิตกจนเลิกบริโภค ทำให้ราคาหมูตกลงอีก จากประวัติตรวจโรคทุกพื้นที่เลี้ยงหมูทั่วไทย ไม่เคยพบโรคนี้ตั้งแต่เริ่มเลี้ยงหมูมาเป็น 100 ปี ที่สำคัญไทยประสบความสำเร็จป้องกันโรค ASF ได้เกือบ 2 ปี เป็นความสำเร็จระดับภูมิภาค ปกป้องอุตสาหกรรมหมูไทยมูลค่า 1.5 แสนล้านบาท และยังคุ้มครองผู้บริโภคให้ได้เนื้อหมูปลอดภัย ไม่ต้องประสบภาวะขาดแคลนเช่นประเทศอื่นในเอเชียที่ปริมาณหมูเสียหายจากโรคนี้ ทำให้ราคาเพิ่มหลายเท่าตัว ทั้งนี้ กลุ่มคนเลี้ยงหมูขอให้กรมปศุสัตว์เร่งหาตัวไอ้โม่งมาลงโทษตามกฎหมาย เพื่อให้ข่าวปลอมนี้หมดไป

ซอกแซกอาเซียน : 13 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511342

ซอกแซกอาเซียน : 13 สิงหาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 13 สิงหาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากฉบับก่อนหน้านี้ จะเห็นว่าปริมาณการช่วยเหลือนั้นแสนจะน้อยนิด เมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณผลกระทบจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละปี แต่กระนั้นก็อย่าเพิ่งรีบตัดสินนะครับว่า กลไกของแอปเตอร์ดูจะไม่ค่อยสนองตอบอย่างพอเพียงต่อสภาพปัญหาขาดแคลนอาหารของประชาชนอาเซียน เพราะที่จริงแล้ว การที่ประเทศสมาชิกจะร้องขอรับบริจาคข้าวนั้น คงไม่ไช่เรื่องที่กระทำกันง่ายๆ โดยปราศจากการพินิจพิจารณาให้ดูเหมาะดูควร เพราะมันเกี่ยวข้องกับนโยบายรัฐบาลของแต่ละประเทศที่ต้องใคร่ครวญอย่างละเอียด โดยต้องไม่ลืมที่จะคำนึงถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของเขาด้วย แม้บางทีประเทศอาจขาดแคลนอาหาร เพราะไม่สามารถเพาะปลูกเองได้อย่างพอเพียง หรือประชากรยากจนไม่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ แต่รัฐบาลก็อาจจะพยายามกำหนดและสร้างยุทธวิธีเพื่อจัดการกับอุปสรรคดังกล่าวโดยไม่จำเป็นต้องร้องขอจากความช่วยเหลือจากต่างประเทศอยู่ร่ำไป

ตัวอย่างเช่น ประเทศอินโดนีเซีย ตั้งแต่ผมมาเป็นจีเอ็มของแอปเตอร์ ทั้งๆ ที่ทราบว่าประเทศนี้อัตราการผลิตข้าวภายในยังไม่เป็นที่พอเพียงต่อการบริโภคของประชากร อีกทั้งมักประสบปัญหาภัยธรรมชาติพอๆ กับประเทศฟิลิปปินส์ แต่ทว่าผมไม่เคยได้รับการร้องขอด้านข้าวช่วยเหลือจากประเทศอินโดนีเซียเลยสักครั้งเดียว เท่าที่ทราบ เป็นเพราะนโยบายของท่านประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ที่ไม่ต้องการรับความช่วยเหลือจากนอกประเทศถ้าไม่จำเป็นจริงๆ รวมทั้งไม่ต้องการนำเข้าข้าวด้วย ท่านประธานาธิบดีต้องการที่จะผลักดันการผลิตข้าวให้พอเพียงภายในประเทศ อันที่จริงนโยบาย self-sufficiency นี้มีมานานมาก สำหรับประเทศที่ขาดแคลนข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศอินโดนีเซียและประเทศฟิลิปปินส์ ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวจำกัด เนื่องจากส่วนมากเป็นพื้นที่ภูเขา มีที่ราบลุ่มเหมาะแก่การเพาะปลูกข้าวน้อย แต่เขาก็กำหนดเป็นนโยบายมาโดยตลอดที่จะผลิตให้พอเพียงให้จงได้ ข่าวล่าสุดทางประเทศอินโดนีเซียกำลังเปิดพื้นทเพาะปลูกข้าวใหม่ในเกาะกาลิมันตัน หรือที่มาเลเซียเรียกว่าเกาะบอร์เนียว เพื่อขยายพื้นที่ข้าวของประเทศ เกือบล้านไร่ คงจะได้ใกล้บรรลุวัตถุประสงค์ในอีกไม่นานนะครับ

ส่วนประเทศฟิลิปปินส์ก็เช่นกัน แต่ด้วยพื้นที่ปลูกจำกัดมาก ขยายไม่ได้เหมือนอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์จึงเน้นไปที่การเพิ่มปริมาณผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ ก็ลองทำทุกวิถีทางตั้งแต่ใช้พันธุ์ข้าวผลิตสูงที่ออกโดยสถาบันวิจัยข้าวระหว่างชาติ ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศตัวเอง จนมากระทั่งปัจจุบันใช้วิธีเอาพันธุ์ข้าว hybrid หรือข้าวลูกผสมที่ให้ผลผลิตสูงมากไปให้ชาวนาปลูก แต่กระนั้นก็ยังคงต้องนำเข้าข้าวจากภายนอกอีก คงถึงที่สุดก็ไม่เพียงพอ เนื่องจากพลเมืองฟิลิปปินส์มีเยอะมาก เพราะเกือบทั้งหมดเป็นคาทอลิกซึ่งไม่มีการคุมกำเนิดเลย แถมยังเกิดภัยธรรมชาติข้าวปลาเสียหายแต่ละปีจำนวนมหาศาล จึงยากจะสู้ไหว จนท่านประธานาธิบดีคนปัจจุบัน พูดตรงๆ ออกมา ให้ฟิลิปปินส์ยอมรับเสียเถอะว่าคงไม่มีวันเป็นประเทศที่ผลิตข้าวได้พอเพียงอย่างแน่นอน ก็ดีครับจะได้จัดระบบภายในเพื่อรองรับนโยบายนำเข้าข้าวอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม

ประเทศสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ที่อยู่เป็นเกาะหรือชายขอบทะเล เช่น มาเลเซียก็ผลิตข้าวไม่พอกินภายในประเทศเช่นเดียวกัน แต่มาเลเซียไม่กังวล เพราะมีสตางค์ ปลูกพืชอย่างอื่นได้เงินเยอะกว่าแล้วเอาเงินไปซื้อข้าวสารจากเพื่อนบ้านกิน เช่นเดียวกับเศรษฐีบรูไนและสิงคโปร์ที่แทบจะไม่มีพื้นที่ปลูกข้าวเลย แต่พวกเขากลับมีเงินร่ำรวยมากเหลือล้นจนสามารถซื้อข้าวดีๆ จากประเทศส่งออกไปกินได้ ทำอย่างอื่นได้เงินมากกว่า แล้วซื้อข้าวกิน

แนวคิดข้างต้นที่ว่าทำอย่างอื่นดีกว่าแล้วเอาเงินไปซื้อข้าวกินนี้ ยุคหนึ่งบ้านเราก็มีเทคโนแครตบางคนมีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน คือ คงเห็นชาวนาไทยทำนามาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายายนับร้อยนับพันปี แต่ฐานะก็ยังคงยากจนอยู่ เลยเกิดความเห็นใจว่า ทำไมทนปลูกข้าวกันแบบจนๆ กันอยู่ได้ ควรเลิกและไปทำอย่างอื่นเถอะ มีเงินแล้วซื้อข้าวกินดีกว่า แนวคิดนี้ฟังเผินๆ ก็ดูเข้าท่าดี เป็นความคิดทันสมัยที่ประเทศเจริญแล้วเขาพยายามที่จะเป็นกัน แต่ถ้าถามว่า แล้วชาวนาบ้านเรา หากเลิกปลูกข้าวจะไปทำอะไรดีล่ะที่ทำแล้วได้เงินมากกว่า หรือที่ทำแล้วรวย อันนี้คือคำถามที่คนวางแนวคิดน่าจะบอกให้จบนะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานขับเคลื่อนพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511347

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานขับเคลื่อนพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ

รายงานพิเศษ : กรมชลประทานขับเคลื่อนพระราชดำริพัฒนาแหล่งน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลอดระยะเวลามากกว่า 55 ปี ที่กรมชลประทานดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริมาแล้วมากกว่า 3,000 โครงการ เก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น 6,743 ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่รับประโยชน์ 4.88 ล้านไร่ และมีราษฎรได้รับประโยชน์กว่า 576,000 ครัวเรือน ขยายพื้นที่ชลประทานได้ 3.37 ล้านไร่ พร้อมทั้งยังนำมากำหนดแนวทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ภายใต้กรอบแนวคิด “RID No.1” โดยให้ความสำคัญในการเร่งรัดดำเนินงานโครงการอันเนื่ิองมาจากพระราชดำริเป็นอันดับแรก นอกจากนี้ ยังนำพระราชกระแสของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน ที่ทรงให้ สืบสาน รักษา ต่อยอด และเร่งรัดงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรรัชกาลที่ 9 ให้แล้วเสร็จ เพื่อให้สามารถบรรเทาความเดือดร้อนของราษฎรได้ตามพระราชประสงค์มาดำเนินการ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ที่กรมชลประทานดำเนินการนั้น สามารถแก้ไขความเดือดร้อนให้ประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม ผลประโยชน์ที่ได้รับนอกจากเป็นการเพิ่มพื้นที่ชลประทาน เพิ่มแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค บรรเทาอุทกภัย และนำน้ำที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกลเข้าระบบเพื่อการจัดการที่เกิดประโยชน์สูงสุดแล้ว ยังเป็นการพัฒนาแหล่งน้ำที่สอดคล้องเและเชื่อมโยงกัน นำไปสู่การวางแผนพัฒนาแต่ละลุ่มน้ำให้เกิดประสิทธิภาพชัดเจน

พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เมื่อครั้งยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยมีพระราชดำริให้กรมชลประทานพิจารณาจัดทำโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในตำบลยางหักอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้น เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ดังกล่าว

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำในตำบลยางหักอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จึงนับเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกของพระองค์ โดยก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขึ้น 5 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยแม่ประจัน 2 อ่างเก็บน้ำบ้านพุกรูดอ่างเก็บน้ำเขาหัวแดง อ่างเก็บน้ำห้วยพุกรูด และอ่างเก็บน้ำหินสีตอนบน ในปัจจุบันอ่างเก็บน้ำทั้ง 5 แห่งดังกล่าว ส่งน้ำให้พื้นที่เพาะปลูกในตำบลยางหัก มากกว่า 7,300 ไร่ได้ทั่วถึง ช่วยส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรม สร้างฐานะรายได้ที่ดีขึ้น ราษฎรที่เคยอพยพทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดไปเพราะการประกอบอาชีพที่ไม่ได้ผล พากันกลับสู่บ้านเกิดด้วยความหวังในชีวิตที่เกิดขึ้นจากน้ำพระราชหฤทัย เมื่อครั้นพระองค์เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาแหล่งน้ำและปัญหาในด้านน้ำมากเป็นพิเศษ เช่น เมื่อครั้งพายุโซนร้อนเซินกา พัดถล่มภาคอีสานทำให้ อ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ตำบลพังขว้าง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร เสียหาย พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รีบปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ให้ใช้การได้โดยเร็ว และทรงรับโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้น ไว้เป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

กรมชลประทานดำเนินการปรับปรุงอ่างเก็บน้ำห้วยทรายขมิ้นอันเนื่องมาจากพระราชดำริ แล้วเสร็จสมบูรณ์ในปี 2561 ทำให้ราษฎรบ้านห้วยทรายหมู่ที่ 4 บ้านพังขว้างเหนือ หมู่ที่ 2 ตำบลพังขว้าง และบ้านขมิ้น หมู่ที่ 2บ้านพาน หมู่ที่ 8 ตำบลขมิ้น อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร รวม 1,223 ครัวเรือน 4,584 คน มีน้ำใช้ทำเกษตรและอุปโภคบริโภคเพียงพอ และส่งน้ำสนับสนุนพื้นที่ทำการเกษตรในฤดูแล้ง 1,000 ไร่ และฤดูฝน 3,000 ไร่ ปัจจุบันมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 100 โครงการ รวมทั้งยังทรงห่วงใยโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จึงมีพระราชกระแสให้สืบสาน รักษา ต่อยอด และเร่งรัดงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของรัชกาลที่ 9 ให้ครบถ้วนสมบูรณ์ บังเกิดประโยชน์สูงสุดกับราษฎร

ดร.ทองเปลวกล่าวด้วยว่า ปีนี้ (2563) กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่สำคัญ เช่น โครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9ทรงมีพระราชดำรัสเมื่อปี 2520 มีความสำคัญตอนหนึ่งว่า “….ควรพิจารณาสร้างฝายทดน้ำหรือเขื่อนทดน้ำตามความเหมาะสมในลำน้ำเลยตอนล่าง เพื่อส่งน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกผืนใหญ่สองฝั่งแม่น้ำเลย ในเขตอำเภอเชียงคาน โดยระบายน้ำจากเขื่อนเก็บกักน้ำในลุ่มน้ำเลยตอนบนลงมาเสริมปริมาณน้ำธรรมชาติที่ฝายทดน้ำหรือเขื่อนทดน้ำเลยตอนล่างดังกล่าว….”

กรมชลประทานสนองพระราชดำริ โดยก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ปิดกั้นแม่น้ำเลยก่อนที่จะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ประกอบด้วยงานสำคัญๆ ได้แก่ การก่อสร้างปตร.ศรีสองรักปิดกั้นระหว่างลำน้ำเลยกับลำน้ำโขง ระบายน้ำได้สูงสุด 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยช่วงน้ำหลากจะยกบานประตูเพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเลยลงแม่น้ำโขง ส่วนช่วงน้ำโขงหนุน ประตูจะปิดบานกั้นน้ำโขงไม่ให้ไหลเข้ามาในแม่น้ำเลย รวมทั้งทำหน้าที่สำคัญในการทดน้ำเพื่อเก็บกักน้ำในแม่น้ำเลยไว้ใช้ในฤดูแล้ง การก่อสร้างประตูระบายน้ำในลำน้ำเลยแบบให้เรือสัญจรผ่านได้ ระบายน้ำได้สูงสุด 400 ลบ.ม.ต่อวินาที นอกจากนี้ ยังจะขุดช่องลัดเชื่อมแม่น้ำเลยที่บ้านคกมาก หมู่ 3 อำเภอเชียงคาน ความยาว 1 กิโลเมตร เพื่อย่นระยะเวลาระบายน้ำด้านท้ายแม่น้ำเลยให้เร็วขึ้น พร้อมทั้งก่อสร้างระบบส่งน้ำ สถานีสูบน้ำถาวรอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยเก็บน้ำส่งให้พื้นที่การเกษตรสองฝั่งของแม่น้ำเลยกว่า 90,600 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 44 หมู่บ้าน 7 ตำบล มีประชากรได้รับประโยชน์รวมกว่า 9,287 ครอบครัว อีกทั้ง ยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเพื่ออุปโภค-บริโภคให้ภาคการท่องเที่ยวเมืองเชียงคานได้อีกปีละ 1.02 ล้านลบ.ม. และช่วยบรรเทาปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในอำเภอวังสะพุง อำเเภอเมือง และอำเภอเชียงคาน โดยใช้งบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้น 5,000 ล้านบาทคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้ คือ ปี 2565

นอกจากนี้ ในปี 2563 กรมชลประทานยังดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ ซึ่งโครงการนี้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานพระราชดำริ สรุปความว่า “..ควรพิจารณาเลื่อนเขื่อนเก็บกักน้ำลำน้ำชีมาก่อสร้างใต้ลงไปที่พิกัด 47PQT984-485 ซึ่งอ่างเก็บน้ำอาจเล็กลง แต่ปัญหาเรื่องที่ดินภายในอ่างเก็บน้ำมีน้อย สามารถทำการก่อสร้างได้…”

กรมชลประทานได้น้อมนำพระราชดำริ ไปศึกษาความเหมาะสม พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน กระทั่งวันที่ 2 ธันวาคม 2562 คณะรัฐมนตรีอนุมัติให้ดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริณ บริเวณพื้นที่บ้านยางนาดี ตำบลชีบน อำเภอบ้านเขว้า และพื้นที่บ้านละหานค่ายตำบลโคกสะอาด อำเภอหนองบัวระเหว จังหวัดชัยภูมิ งบประมาณ 3,100 ล้านบาท

โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาางความจุ 70.21 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำหรับพื้นที่เกษตร เมื่อแล้วเสร็จจะเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 75,000 ไร่ และฤดูแล้ง 30,000 ไร่ รวมทั้งยังบรรเทาปัญหาอุทกภัยในพื้นที่ชุมชนและเขตเกษตรกรรม เป็นแหล่งน้ำด้านการอุปโภคบริโภค อุตสาหกรรม และสนับสนุนการประมง ตลอดจนรองรับแผนพัฒนาที่เพิ่มขึ้นให้เต็มศักยภาพในลุ่มน้ำชีอีกด้วย

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริมากกว่า 3,000 โครงการที่ผ่านมา และกำลังจะเกิดขึ้นอีกหลายโครงการในอนาคต ล้วนแต่สร้างประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพสกนิกร ขณะเดียวกันก็สร้างความมั่นคงในด้านน้ำให้กับประเทศชาติอีกด้วย

บจธ.คำตอบสุดท้ายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511155

บจธ.คำตอบสุดท้ายแก้ปัญหาที่ดินทำกิน

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมด้วย นายเรืองศิลป์ วงศ์บุญทิวา กรรมการผู้แทนองค์กรชุมชน นางสาวสายอรุณ แก้วมุงคุณ กรรมการผู้แทนองค์กรชุมชน นายกุลพัชร ภูมิใจอวดรองผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ บจธ. นายเอก วรรณประทีป รองผู้อำนายการ สายปฏิบัติการ นายศิลา เส็งพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการที่ดิน 1 และ นายสุทธิโรจน์ คำมั่นผู้อำนวยการกองทรัพยากรบุคคล ร่วมประชุมชี้แจงภารกิจ บจธ. กับนายไชยวัฒน์ จุนถิระพงษ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และหัวหน้าส่วนราชการในจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินให้ประชาชน ตามนโยบายรัฐบาล และรองนายกรัฐมนตรี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่กำกับดูแล บจธ. ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์

โดยภายหลังการประชุม มีตัวแทนวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกแคนตาลูปหนองสรวง ต.แสลงพัน อ.ลำปลายมาศ นำโดยนางแสงจันทร์ ปวงสุข มายื่นเอกสารขอรับความช่วยเหลือที่ดินทำกิน และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ให้กับสมาชิก ซึ่งเป็นเกษตรกรที่เช่าที่ดินทำกินกว่า 100 คน ซึ่งรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์รับมอบเอกสารและส่งต่อให้บจธ.ดำเนินการพิจารณาตามหลักเกณฑ์และระเบียบของ บจธ. ต่อไป

ในช่วงบ่าย พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน พร้อมคณะได้เข้าร่วมประชุมกับ นายจรัสชัย โชคเรืองสกุลรองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และหัวหน้าส่วนราชการ เพื่อชี้แจงวัตถุประสงค์ ภารกิจการดำเนินงานของ บจธ. โดยมีผู้แทนสมาชิกวิสาหกิจชุมชนไร่นาส่วนผสมเกษตรกรฐานรากช่องโคพัฒนา ที่ บจธ. ได้ดำเนินการให้ความช่วยเหลือไปแล้ว มาให้การต้อนรับและยังมีกลุ่มเกษตรกรที่ต้องการขอรับความช่วยเหลืออีกจำนวนกว่า 100 ครัวเรือน ที่ประสบปัญหาทางด้านที่ดินทำกินจากนโยบายของรัฐและสมาชิกกลุ่มเครือข่ายทหารผ่านศึก กว่า 130 ครัวเรือน เดินทางเข้ายื่นหนังสือเพื่อขอรับความช่วยเหลือจาก บจธ. เรื่องที่ดินทำกิน ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา สำหรับพี่น้องประชาชนหรือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่ดิน สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมขอจังหวัดและส่วนภูมิภาค หรือยื่นเรื่องด้วยตนเองได้ที่ http://www.labai.or.th หรือโทร. 02 278 1648 ต่อ 501,511 กองบริหารจัดการที่ดิน บจธ.

‘แอปเตอร์’ย้ำคำมั่นช่วยอาเซียนบวกสามสู้วิกฤติโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511157

‘แอปเตอร์’ย้ำคำมั่นช่วยอาเซียนบวกสามสู้วิกฤติโควิด-19

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายชาญพิทยา ฉิมพาลี ผู้จัดการทั่วไปของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve) หรือ แอปเตอร์ ได้เน้นย้ำคำมั่นต่อที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนด้านการเกษตรและป่าไม้กับเจ้าหน้าที่อาวุโสของจีน ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 19 สมัยพิเศษ (Special SOM-17th AMAF Plus Three) ซึ่งจัดขึ้นผ่านระบบการประชุมทางไกลเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563ว่า พร้อมให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกอาเซียนบวกสาม โดยผ่านกลไกการระบายข้าวสำรองฉุกเฉินของแอปเตอร์ในการเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารท่ามกลางการแพร่ระบาดอย่างหนักของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธ์ุใหม่ 2019 (โควิด-19)ที่ก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับวิกฤติขาดแคลนอาหารที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

ด้าน ที่ประชุมเจ้าหน้าที่อาวุโสอาเซียนบวกสามด้านการเกษตรฯ ได้แสดงกล่าวชื่นชมความสำเร็จของแอปเตอร์ในการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่ประสบภัยพิบัติเพื่อให้สามารถเข้าถึงอาหาร โดยเฉพาะข้าว ซึ่งถือเป็นอาหารหลักในภูมิภาค และช่วยขจัดปัญหาความยากจนที่เกิดขึ้น โดยที่ผ่านมาแอปเตอร์ได้ระบายข้าวไปแล้วกว่า 25,000 ตัน เพื่อช่วยเหลือประชาชนในอาเซียนบวกสามกว่า 4 ล้านคน ปัจจุบันแอปเตอร์มีข้าวสำรองในรูปแบบสัญญารวมทั้งหมด 787,000 ตัน ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิกโดยผ่านโปรแกรมการระบายข้าว 1 และ 2 รวมถึงยังมีข้าวที่ได้รับบริจาคจากประเทศสมาชิกเพื่อนำไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและด้านมนุษยธรรม โดยผ่านโปรแกรมระบายข้าว 3 ซึ่งในปีนี้แอปเตอร์ได้รับข้าวบริจาคจากประเทศญี่ปุ่นและสาธารณรัฐเกาหลี รวมทั้งหมด 3,979 ตัน โดยข้าวสาร 2,375 ตัน ได้นำไปเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์ภัยธรรมชาติที่ประเทศฟิลิปปินส์ ขณะที่ข้าวสารอีก 1,600 ตัน และข้าวปรุงสำเร็จพร้อมทาน 4 ตัน จะนำไปเก็บไว้ที่ประเทศกัมพูชา เมียนมาและฟิลิปปินส์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับให้ความช่วยเหลือหากเกิดภัยพิบัติขึ้นในอนาคต

รายงานพิเศษ : ‘ผังน้ำ’เอกภาพแห่งการบริหารทรัพยากรน้ำของชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511160

รายงานพิเศษ : ‘ผังน้ำ’เอกภาพแห่งการบริหารทรัพยากรน้ำของชาติ

รายงานพิเศษ : ‘ผังน้ำ’เอกภาพแห่งการบริหารทรัพยากรน้ำของชาติ

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ได้กำหนดให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เป็นหน่วยงานในการจัดทำผังน้ำและรายการประกอบ “ผังน้ำ” เสนอคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) พิจารณาให้ความเห็นชอบและประกาศใช้ทั้ง 22 ลุ่มน้ำภายในปี 2566

“ผังน้ำ” หมายถึง แผนที่หรือแผนผังแสดงระบบทางน้ำที่มีน้ำไหลผ่าน ซึ่งเชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงทางออกสู่พื้นที่แหล่งน้ำ ทะเล หรือทางออกทางน้ำระหว่างประเทศ ระบบทางน้ำดังกล่าวครอบคลุมทั้งแม่น้ำ ลำคลอง ห้วย หนอง บึง กุด ป่าบุ่ง ป่าทาม พื้นที่ชุ่มน้ำ พื้นที่แหล่งกักเก็บน้ำ พื้นที่ทางน้ำหลาก พื้นที่น้ำนอง พื้นที่ลุ่มต่ำ ทางน้ำหรือพื้นที่อื่นใดที่มีลักษณะทำนองเดียวกันไม่ว่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้น โดยทางน้ำดังกล่าวอาจมีน้ำไหลผ่านตลอดทั้งปีหรือบางช่วงเวลาก็ได้

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสทนช. กล่าวว่า ในปี 2562 ที่ผ่านมาสทนช. ได้ดำเนินโครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำ เพื่อกำหนดกรอบแนวทางการจัดทำผังน้ำที่เหมาะสม ตลอดจนกำหนดรูปแบบแผนที่ผังน้ำ ให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและใช้ประโยชน์ได้ของลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งโครงการนี้เป็นโครงการที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์

ด้วยเหตุนี้จึงต้องจัดการระบบเส้นทางน้ำ หรือ “ผังน้ำ” เพื่อกำหนดขอบเขตเส้นทางน้ำ แจ้งให้ประชาชนทราบถึงพื้นที่เสี่ยงเกิดอุทกภัยระดับต่างๆ และการใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำไม่ให้เกิดอันตรายหรือความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึงการไม่ก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางน้ำหรือสิ่งกีดขวางการไหลของน้ำในระบบทางน้ำ อันเป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติตามแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำแล้ง และแผนป้องกันและแก้ไขภาวะน้ำท่วม

“โดยเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ต้องการให้การบริหารทรัพยากรน้ำของประเทศเกิดเอกภาพและเป็นระบบ จึงจำเป็นต้องมีการวางผังทางน้ำและทิศทางการไหลของทางน้ำทั้งระบบขึ้นมาก่อน ซึ่งการวางผังน้ำดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย แผนแม่บท และแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรน้ำ อีกทั้งผังน้ำที่จัดทำขึ้น จะนำไปเชื่อมโยงกับผังเมืองตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้ประโยชน์แหล่งน้ำในภาพรวมของประเทศให้เกิดประสานสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบต่อไปได้” เลขาธิการสทนช. กล่าว

“ผังน้ำ” ที่ สทนช. จัดทำขึ้นนี้ เป็นการดำเนินการเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และมีความเหมาะสมและความสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่เคยมีมาก็ว่าได้

เพราะก่อนที่จะได้ผังน้ำในแต่ละลุ่มน้ำออกมานั้น จะมีการสำรวจและเก็บข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำศึกษา วิเคราะห์ วางแผน และกำหนดกิจกรรมต่างๆ ตั้งแต่การศึกษาทบทวนข้อมูลและรายงานที่เกี่ยวข้อง จากการศึกษาที่ผ่านมาแล้วในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำผังน้ำของลุ่มน้ำต่างๆ รวบรวมจากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิต่างๆ และรายงานการศึกษาที่ผ่านมาของหน่วยงานต่างๆ รูปแบบและแนวทางการใช้งานของผังน้ำจากหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งข้อเสนอแนะ กฎหมาย มาตรการต่างๆ ในการนำผังน้ำไปประยุกต์ใช้งานในทางปฏิบัติ ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยข้อมูลทุติยภูมิต้องมีที่มาและแหล่งอ้างอิงที่ชัดเจนและเชื่อถือได้

นอกจากนี้ ก็จะมีรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะสภาพกายภาพ การใช้ที่ดิน สภาพเศรษฐกิจ สังคม ประชากร การตั้งถิ่นฐาน การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน ความเสียหายจากอุทกภัยที่ผ่านมาของพื้นที่ลุ่มน้ำหลักและลุ่มน้ำสาขา พื้นที่แก้มลิงแม่น้ำ พื้นที่จังหวัด รวมทั้งวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงอุทกภัยของพื้นที่ลุ่มน้ำ ตลอดจนศึกษา วิเคราะห์ทิศทางการบริหารทรัพยากรน้ำ จากแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ แผนการพัฒนาจากหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ลุ่มน้ำ มาเชื่อมโยงแผนความเป็นไปได้ ความสอดคล้องกับแผนบริหารจัดการน้ำทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำในทุกๆ ด้านทั้งปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต จากนั้นถึงจะมากำหนดลักษณะ หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข การจัดทำผังน้ำ โดยต้องผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการลุ่มน้ำ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนที่เกี่ยวข้องตามความเหมาะสม

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้ผังน้ำที่จัดทำขึ้นมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการพัฒนาประเทศ สทนช. ได้จัดทำผังน้ำตัวอย่าง คือ ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี ซึ่งขณะนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยจัดประชุมปัจฉิมเทศโครงการ และประชุมรับฟังความเห็นของประชาชนในพื้นที่ผังน้ำตัวอย่าง ตัวแทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางกำหนดกรอบจัดทำผังน้ำที่เหมาะสมมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและใช้ประโยชน์ได้ จนได้ออกมาเป็นแผนที่และแผนผัง ประกอบด้วย

แผนที่แสดงขอบเขตผังน้ำ และระบบทางน้ำ แผนที่แสดงพื้นที่ป่าและพื้นที่ชุ่มน้ำ แผนผังแสดงพื้นที่ทางน้ำหลาก พื้นที่น้ำนองและพื้นที่ลุ่มต่ำ แผนที่แสดงความจุลำน้ำและพื้นที่น้ำท่วมที่คาบอุบัติต่างๆ แผนที่แสดงพื้นที่น้ำท่วมที่คาบอุบัติ 2 ปี 5 ปี 10 ปี 25 ปี 50 ปี และ 100 ปี ผังระบบระบายน้ำ แผนที่แสดงพื้นที่เสี่ยงภัยแล้ง ผังน้ำท่า และความต้องการน้ำในรูปแบบของไดอะแกรม

ล่าสุด สทนช. ได้ขยายผลจัดทำผังน้ำจากลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี สู่ลุ่มน้ำอื่นๆ อีก 8 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำชี มูล บางปะกง แม่กลองสะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา และท่าจีน คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในวันที่ 20 กันยายน 2564 จากนั้นก็จะดำเนินการศึกษาจัดทำผังน้ำจนครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศภายในปี 2566 และเมื่อผังน้ำถูกประกาศแล้ว จะทำให้การบริหารจัดการน้ำของทุกหน่วยงานจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีความเป็นระบบมากขึ้น มีการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าที่สุด ขณะเดียวกัน สามารถช่วยบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ สามารถรักษา เส้นทางน้ำ ไม่สูญหายและถูกเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ไม่นานประเทศไทยก็จะมี “ผังน้ำ” ใช้แล้ว การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำจะได้มีเอกภาพและเป็นระบบเสียที…

ส่องเกษตร : ว่ายไม่ถึงฝั่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/511159

ส่องเกษตร : ว่ายไม่ถึงฝั่ง

วันพุธ ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำว่า “เกษตรสร้างมูลค่า” เป็นคำที่มักจะได้ยินบ่อยๆ และมีความถี่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อกล่าวถึงยุทธศาสตร์ชาติหรือการปฏิรูปประเทศด้านการเกษตร เพราะทุกคนเห็นตรงกันว่าการเกษตรจะต้องเปลี่ยนไปไม่สามารถทำเหมือนกับที่เคยทำมาแบบเดิมๆ ได้ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก การเกษตรที่ถูกเรียกว่าเป็นเศรษฐกิจฐานราก หรือ กระดูกสันหลังของชาติ ตามแต่การประดิษฐ์คำขึ้นมาเพื่อเชิดชู หรือสร้างความชอบธรรมในการดำเนินการใดๆก็ตาม สิ่งต่างๆ เหล่านี้ถูกมองว่าเป็นการพัฒนาการเกษตร โดยต่อยอดจากแนวความคิดต่างๆ ที่หลากหลาย และนำไปสู่การพัฒนาโครงการต่างๆ ขึ้นมาภายใต้สมมุติฐานดังกล่าว ผลจากโครงการที่พัฒนาอาจเกิดประโยชน์มากบ้างน้อยบ้าง หรืออาจเป็นเพียงการจัดฉากหรูๆ เพื่อซ่อนกลโกงต่างๆไว้ อย่างที่ปรากฏให้เห็นกันอยู่ก็มีมิใช่น้อย

การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ล้วนมาจากการปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม มีการจัดระเบียบสังคมโลก การพัฒนาของเทคโนโลยี หรือแม้แต่ความต้องการพื้นฐานที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะทางด้านอาหารและโภชนาการ ซึ่งเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละสังคม สินค้าเกษตรจึงเป็นสินค้าอีกประเภทหนึ่งที่ต้องรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเช่นกัน การผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรในรูปแบบของวัตถุดิบขั้นต้นจำเป็นต้องปรับตัว หากต้องการผลตอบแทนที่ดีขึ้น จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิต มีการใช้เทคโนโลยีเข้าไปจัดการระบบการผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอน ส่งผลให้เกิดผลตอบแทนที่คุ้มค่าต่อการปรับเปลี่ยนไป และเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

ในอดีตการแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จะถูกมองว่าเป็นขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต้นทุนสูง เกษตรกรไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง จึงจำหน่ายในรูปของวัตถุดิบเพื่อให้ผู้ประกอบการนำมาแปรรูปแทน อย่างไรก็ตามมีเกษตรกรหลายรายที่เรียนรู้และปรับตัวมาเป็นผู้แปรรูปสินค้าเอง เพิ่มมูลค่า สร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นด้วยการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ และการใช้ประโยชน์จากผลผลิตที่แปรรูปให้กว้างขวางมากขึ้น เป็นต้นแบบในการดำเนินการให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ผมได้มีโอกาสเดินทางพบปะกับกลุ่มเกษตรกรที่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่สำคัญของภาครัฐ เช่น เกษตรกรในกลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนจังหวัดชุมพร ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีการรวมกลุ่มประมาณ 30 ราย โดยมุ่งมั่นที่จะสร้างผลตอบแทนสูงสุดให้เกิดขึ้นกับธุรกิจของกลุ่ม ด้วยการร่วมแรงร่วมใจ ทุ่มเท และมีความสามัคคีกันในการพัฒนากระบวนการผลิตและการบริหารจัดการของตน จากที่เคยรวบรวมทุเรียนขายให้กับล้งทุเรียนซึ่งสมาชิกกลุ่มมองว่ามีความเสี่ยงสูง จึงพยายามปรับปรุงกระบวนการผลิตและบริหารจัดการกันใหม่ ทั้งการผลิตทุเรียนคุณภาพ การแปรรูปทุเรียนในรูปแบบของทุเรียนแช่เยือกแข็ง โดยเก็บรักษาทุเรียนที่อุณหภูมิ-18 องศาเซลเซียล เพื่อรอการจำหน่าย และการทำทุเรียน fresh dry เป็นการดึงน้ำออกจากเนื้อทุเรียน สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆขึ้นมา และนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ๆ ในขณะที่การบริหารจัดการมีการพัฒนา Application ของตนเองขึ้นมา เพื่อนำข้อมูลการผลิตของสมาชิกเข้ามาอยู่ในระบบข้อมูล ทำให้สามารถติดตาม ประเมินสถานการณ์ได้ใกล้เคียงความจริงมากที่สุด จึงสามารถจัดการปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นได้อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้กลุ่มแปลงใหญ่ทุเรียนดังกล่าว เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการ สมาชิกมีความสุขในการร่วมมือร่วมใจกัน ใช้ชีวิตตามวิถีของตนเอง

ในขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งทำสวนทุเรียนร่วมกับการปลูกกล้วยเล็บมือนางแซม ได้รับการอุดหนุนและช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงาน เครื่องมืออุปกรณ์ต่างๆ นับว่าสมบูรณ์มาก ไม่ว่าจะเป็นโรงอบพลังงานแสงอาทิตย์ เครื่องบรรจุ ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแปรรูปแต่สิ่งที่ขาดคือระบบการบริหารจัดการกลุ่มที่ดีและมีความเหมาะสม ส่งผลให้มีปัญหาด้านวัตถุดิบไม่เพียงพอ ขาดความต่อเนื่องในการดำเนินการ เครื่องจักรอุปกรณ์ต่างๆ จึงใช้งานไม่เต็มประสิทธิภาพ สะท้อนให้เห็นว่า จากฐานความคิดที่ว่า ผลผลิตล้นตลาด จำเป็นต้องมีการแปรรูป มีการลงทุนเครื่องจักรอุปกรณ์เข้าไป ผลที่ตามมาคือ ผลผลิตไม่ล้นตลาด แต่ผลผลิตไม่เพียงพอที่จะคุ้มทุนในการแปรรูป กลายเป็นปัญหาวนกันไปมา เหมือนว่ายน้ำไปไม่ถึงฝั่งสักที เพราะปัญหามันวนๆ กันอยู่ สุดท้ายอาจถึงกับยกธงขาวยอมแพ้กันไปเอง หรือกัดฟันสู้แล้วอ่อนแรงจมหายกันไป สภาพการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้ได้คิดว่าการแก้ปัญหาทางการเกษตรอย่าได้มองกันแค่มิติเดียว มองให้ลึก มองให้ขาด จากตัวตนของแต่ละกลุ่ม ฝั่งคงไม่ไกลเกินไปถึง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

จัดคิวสวน-โรงคัดบรรจุ4ผลไม้ไทย ดันขึ้นเว็บไซต์จีน-ขนุนแชมป์ส่งออกทะลุ7หมื่นตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510879

จัดคิวสวน-โรงคัดบรรจุ4ผลไม้ไทย  ดันขึ้นเว็บไซต์จีน-ขนุนแชมป์ส่งออกทะลุ7หมื่นตัน

จัดคิวสวน-โรงคัดบรรจุ4ผลไม้ไทย ดันขึ้นเว็บไซต์จีน-ขนุนแชมป์ส่งออกทะลุ7หมื่นตัน

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เสริมสุข สลักเพ็ชร์

กรมวิชาการเกษตร เดินหน้าจัดคิวส่งรายชื่อสวน GAP พร้อมโรงคัดบรรจุ GMPการันตีคุณภาพ 4 ผลไม้ไทย กล้วย มะพร้าว สับปะรด และขนุน ประกาศเพิ่มในเว็บไซต์จีน จับตาขนุนไทยม้ามืดโตไวในแดนมังกร ส่องยอดส่งออกขนุนปี’62 สูงถึง 75,556 ตัน พุ่งแซงปี’61 กว่า 5 หมื่นตัน

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการร่วมทางเทคนิคสุขภาพและสุขอนามัยพืชไทย-จีน ครั้งที่ 6 ในเดือนธันวาคม 2561 ทั้งไทยและจีนเห็นชอบร่วมกันให้แลกเปลี่ยนข้อมูลทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ 5 ชนิดตามพิธีสารที่ลงนามในปี 2547 โดยผลไม้ไทยที่มีรายชื่ออยู่ในพิธีสารดังกล่าวและได้แลกเปลี่ยนข้อมูลทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุกันไปแล้วในปี 2562 คือ ทุเรียน ลำไย ลิ้นจี่ มังคุด และมะม่วง ส่วนผลไม้จากจีนคือ แอปเปิ้ล แพร์ พืชตระกูลส้ม องุ่นและพุทรา โดยการนำเข้าและส่งออกผลไม้ชนิดที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกันแล้ว กำหนดให้ผลไม้ต้องมาจากสวนและโรงคัดบรรจุที่ได้รับการขึ้นทะเบียนทั้งจากกรมวิชาการเกษตร และ สำนักงานศุลกากรของจีน (GACC) แล้วเท่านั้น

สำหรับความคืบหน้าล่าสุด กรมวิชาการเกษตรส่งข้อมูลสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ไทยให้จีนพิจารณาขึ้นทะเบียนและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC เพิ่มอีก 4 ชนิดคือ กล้วย มะพร้าว สับปะรด และขนุน โดยแยกเป็นกล้วย 3,493 แปลง มะพร้าว 2,203 แปลง ขนุน 1,148 แปลง และสับปะรด 3,101 แปลง ส่วนโรงคัดบรรจุของไทยที่ผ่านการขึ้นทะเบียนและได้รับการประกาศรายชื่อในเว็บไซต์ของ GACC แล้วรวม 1,520 โรงงาน โดยผลไม้ทั้ง 4 ชนิดที่เพิ่มใหม่นี้เริ่มมีผลบังคับใช้ตามเงื่อนไขนำเข้าส่งออกของทั้ง 2 ประเทศเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวอีกว่า ตลาดจีนถือเป็นตลาดส่งออกผลไม้สดรายใหญ่ของไทย ในปี 2561-2562 ผลไม้ไทย 5 อันดับแรกที่มีปริมาณการส่งออกไปจีนสูงสุดคือ ทุเรียน มังคุด ลำไย มะพร้าวอ่อน และ ขนุน โดยปริมาณการส่งออกผลไม้ทั้ง 5 ชนิดดังกล่าวไปจีนปี 2562 สูงกว่าปี 2561 มาก โดยเฉพาะขนุนเติบโตเร็วแบบก้าวกระโดดจากปริมาณส่งออกปี 2561 จำนวน 21,688 ตัน ในปี 2562 เพิ่มปริมาณส่งออกสูงขึ้นถึง 75,556 ตัน หรือเพิ่มสูงขึ้นกว่า 248% โดยมีผู้ส่งออกไทย 25 บริษัทส่งออกขนุนพันธุ์ทองประเสริฐ และพันธุ์ทวาย 8 เดือนไปจีน ขนุนจึงเป็นผลไม้ไทยยอดนิยมอีกชนิดหนึ่งที่น่าจับตามองการขยายตลาดในจีน เพราะที่ผ่านมาปริมาณส่งออกเติบโตเร็วมาก ปัจจุบันจีนนำเข้าขนุนจากเวียดนามและไทย เมื่อมองภาพรวมปี 2563 นี้ไทยส่งออกผลไม้ไปจีนแล้วรวมทั้งหมด 822,205 ตัน มูลค่ารวม 60,076 ล้านบาท

“ไทยได้รับอนุญาตให้ส่งออกผลไม้ไปจีน 22 ชนิด ถือว่ามากที่สุดในบรรดาประเทศคู่ค้าของจีนภายใต้เงื่อนไขผลไม้ที่จะส่งออกต้องมาจากแปลงที่ได้รับรองตามมาตรฐาน GAP และโรงคัดบรรจุที่ได้รับรองมาตรฐาน GMP พร้อมทั้งต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลการขึ้นทะเบียนสวนและโรงคัดบรรจุกับจีน โดยผลไม้ที่จะส่งออกไปจีนได้ สวนและโรงคัดบรรจุต้องผ่านการพิจารณาขึ้นทะเบียนและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC แล้วเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันผลไม้ไทยที่ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและประกาศในเว็บไซต์ของ GACC แล้วมี 10 ชนิด คือ ลำไย ทุเรียน มะม่วง ลิ้นจี่ มังคุด ชมพู่ กล้วย มะพร้าว สับปะรด และขนุนดังนั้น หากสวนและโรงคัดบรรจุผลไม้ใดที่ยังไม่ได้รับการรับรองให้เข้าระบบดังกล่าวให้ยื่นเรื่องขอรับการตรวจรับรองได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตร ในส่วนภูมิภาคทั้ง 8 เขตของกรมวิชาการเกษตร” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในหลวงรัชกาลที่ 10 สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขับเคลื่อนและขยายผลโครงการแรงงานคืนถิ่น บูรณาการร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สร้างต้นแบบการพัฒนาคุณชีวิตด้วยศาสตร์พระราชา เสริมภูมิคุ้มกันชีวิตสู้วิกฤติยุค New Normal

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการโครงการแรงงานคืนถิ่นพลิกฟื้นผืนดิน ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศพก.อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมาย สศก. ดำเนินการจัดทำโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ ภายใต้โครงการ พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยอบรมและสาธิตการทำการเกษตรด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่น ผู้ว่างงาน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่ง สศก. ได้เริ่มเปิดตัวโครงการฯ ณ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงเดือนกรกฎาคม เดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขยายผลโครงการ และยึดแนวทาง จ.ศรีสะเกษ เป็นต้นแบบโมเดลขับเคลื่อนโครงการฯ ทั่วประเทศตลอดมา

สำหรับเดือนสิงหาคมนี้ เป็นอีกหนึ่งวาระโอกาสสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติและขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ณ ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งมี นายชาญชัย คำวงษา เศรษฐกิจการเกษตรอาสา และประธาน ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสมระดับจังหวัด ประจำปี 2559 และ 2561 ที่ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ครั้งนี้ร่วมกัน

พร้อมนี้ สศก. ยังได้บูรณาการร่วมกับโครงการต่างๆโดยเฉพาะโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ และครม. อนุมัติวงเงิน 9.8 พันล้านบาท เป็นโครงการแรก ภายใต้กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ถึง 4,009 ตำบล ตำบลละ 16 ราย ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 และ ศกอ. กับ ศพก. ในพื้นที่ มีศักยภาพและความพร้อมเต็มที่เพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมทั้งยังบูรณาการร่วมกับศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน สถาบันการศึกษาภายใต้ศูนย์ AIC องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มองค์กรภาคประชาชน และศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ ในการช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นร่วมกัน ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดอุดรธานีมีจำนวนเป้าหมาย 149 ตำบล

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดผลกระทบต่อเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จำเป็นที่จะต้องดำเนินการครอบคลุมทุกมิติ และผ่านความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย แน่นอนว่าภาคการเกษตร เป็นภาคการผลิตที่สำคัญ เป็นแหล่งผลิตอาหารในประเทศและส่งออกในฐานะครัวของโลก ดังนั้น สภาวะวิกฤติเช่นนี้ ภาคเกษตร มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการช่วยแก้ไขปัญหา สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นตามแนวทางศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ อันเป็นศาสตร์ที่เป็นทางรอดของอาชีพเกษตรและเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทยตลอดมา” เลขาธิการ สศก.

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ซึ่งความสำเร็จของโครงการแรงงาน คืนถิ่นฯ ตลอดจนโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในครั้งนี้ นอกจากคนรุ่นใหม่คืนถิ่นจะหันทำการเกษตรโดยเข้าใจถึงองค์ความรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาเป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ยังก่อเกิดฐานทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เกิดการกระจายรายได้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดียิ่งขึ้น เศรษฐกิจได้รับการฟื้นฟู และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกด้วย