รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510882

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล  เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ

รายงานพิเศษ : สศก.เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหามหามงคล เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. เฉลิมพระเกียรติพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในหลวงรัชกาลที่ 10 สืบสาน รักษา ต่อยอด พระราชปณิธานเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้แนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขับเคลื่อนและขยายผลโครงการแรงงานคืนถิ่น บูรณาการร่วมโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ สร้างต้นแบบการพัฒนาคุณชีวิตด้วยศาสตร์พระราชา เสริมภูมิคุ้มกันชีวิตสู้วิกฤติยุค New Normal

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ณ ศพก.อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ว่า ตามที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมาย สศก. ดำเนินการจัดทำโครงการแรงงานคืนถิ่นฯ ภายใต้โครงการ พัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยอบรมและสาธิตการทำการเกษตรด้วยแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่น ผู้ว่างงาน และเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่ง สศก. ได้เริ่มเปิดตัวโครงการฯ ณ จังหวัดศรีสะเกษ ในช่วงเดือนกรกฎาคม เดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดีเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ขยายผลโครงการ และยึดแนวทาง จ.ศรีสะเกษ เป็นต้นแบบโมเดลขับเคลื่อนโครงการฯ ทั่วประเทศตลอดมา

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์

สำหรับเดือนสิงหาคมนี้ เป็นอีกหนึ่งวาระโอกาสสำคัญยิ่งของปวงชนชาวไทย ในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก. ได้ร่วมเฉลิมพระเกียรติและขยายผลโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยวันนี้ นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการ สศก. ได้เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ ณ ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี ซึ่งมี นายชาญชัย คำวงษา เศรษฐกิจการเกษตรอาสา และประธาน ศพก. อ.บ้านผือ จ.อุดรธานี เกษตรกรดีเด่น สาขาอาชีพไร่นาสวนผสมระดับจังหวัด ประจำปี 2559 และ 2561 ที่ดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตลอดจนหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการในพื้นที่ครั้งนี้ร่วมกัน

พร้อมนี้ สศก. ยังได้บูรณาการร่วมกับโครงการต่างๆโดยเฉพาะโครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่กระทรวงเกษตรฯ เสนอ และครม. อนุมัติวงเงิน 9.8 พันล้านบาท เป็นโครงการแรก ภายใต้กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 โดยโครงการ 1 ตำบล1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่ มีเป้าหมายในการพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ถึง 4,009 ตำบล ตำบลละ 16 ราย ซึ่งสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 และ ศกอ. กับ ศพก. ในพื้นที่ มีศักยภาพและความพร้อมเต็มที่เพื่อร่วมถ่ายทอดองค์ความรู้ รวมทั้งยังบูรณาการร่วมกับศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน สถาบันการศึกษาภายใต้ศูนย์ AIC องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มองค์กรภาคประชาชน และศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ ในการช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นร่วมกัน ทั้งนี้ ในส่วนของจังหวัดอุดรธานีมีจำนวนเป้าหมาย 149 ตำบล

“การแพร่ระบาดของโควิด-19 เกิดผลกระทบต่อเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจและการใช้ชีวิตประจำวัน การฟื้นฟูประเทศทางด้านเศรษฐกิจและสังคม จำเป็นที่จะต้องดำเนินการครอบคลุมทุกมิติ และผ่านความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย แน่นอนว่าภาคการเกษตร เป็นภาคการผลิตที่สำคัญ เป็นแหล่งผลิตอาหารในประเทศและส่งออกในฐานะครัวของโลก ดังนั้น สภาวะวิกฤติเช่นนี้ ภาคเกษตร มีบทบาทสำคัญอย่างมาก ในการช่วยแก้ไขปัญหา สร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนในท้องถิ่นตามแนวทางศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่ อันเป็นศาสตร์ที่เป็นทางรอดของอาชีพเกษตรและเป็นความภาคภูมิใจของเกษตรกรไทยตลอดมา” เลขาธิการ สศก.

ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 ซึ่งความสำเร็จของโครงการแรงงาน คืนถิ่นฯ ตลอดจนโครงการต่างๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ที่ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในครั้งนี้ นอกจากคนรุ่นใหม่คืนถิ่นจะหันทำการเกษตรโดยเข้าใจถึงองค์ความรู้การทำเกษตรทฤษฎีใหม่ตามศาสตร์พระราชาเป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ยังก่อเกิดฐานทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ ได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เกิดการกระจายรายได้แก่ประชาชนอย่างทั่วถึง เกษตรกรมีอาชีพ มีรายได้ มีคุณภาพชีวิตดียิ่งขึ้น เศรษฐกิจได้รับการฟื้นฟู และเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอีกด้วย

ประมงเร่งสำรวจเยียวยาเกษตรกรเหยื่อซินลากู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510877

ประมงเร่งสำรวจเยียวยาเกษตรกรเหยื่อซินลากู

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากอิทธิพลพายุ “ซินลากู” ส่งผลให้ฝนตกหนัก-น้ำท่วมสร้างความเสียหายให้บ้านเรือนประชาชน และพื้นที่เกษตร ทั้งด้านพืช ปศุสัตว์ และประมง เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา กรมประมงห่วงใยเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงสั่งการให้หน่วยงานของกรมประมงทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ลงพื้นที่รับฟังปัญหาตรวจเยี่ยม สำรวจความเสียหาย พร้อมความต้องการฟื้นฟูอาชีพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและให้ขวัญกำลังใจแก่เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและประชาชนที่ประสบอุทกภัยตามแผนเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัย ปี 2563 (ด้านประมง) ของกรมประมง อาทิ ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้เป็นปัจจุบัน แจ้งเตือนภัยข่าวสารพยากรณ์อากาศให้เกษตรกรสำหรับวางแผนการจับและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำ และแจ้งกำชับไปยังผู้ประกอบการที่เพาะเลี้ยงจระเข้ให้เพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านตรวจสอบความแข็งแรงของสถานที่ ตรวจสอบจำนวนจระเข้ และการจัดทำบัญชีฟาร์มเลี้ยงจระเข้ให้เป็นปัจจุบันเพื่อป้องกันมิให้จระเข้หลุดรอดออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ

นอกจากนี้ กรมประมงยังระดมเจ้าหน้าที่ตรวจการประมงลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจร่วมกับสำนักงานประมงจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรและประชาชนที่ประสบภัยโดยใช้เรือตรวจการประมงเข้าช่วยเหลืออพยพประชาชนไปอยู่ในที่ปลอดภัย มอบเครื่องอุปโภค-บริโภคเพื่อช่วยเหลือการยังชีพเบื้องต้น

สำหรับรายงานความเสียหายด้านประมงจากข้อมูลล่าสุดวันที่ 6 สิงหาคมพบว่า เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำใน 9 จังหวัดเสียหาย ได้แก่ เชียงใหม่ ลำปาง พะเยา น่าน นครพนม อุตรดิตถ์ เลย หนองบัวลำภู และระนอง เบื้องต้นพบพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยประมาณ 1,920 ไร่ เกษตรกรได้รับความเสียหายประมาณ 2,447 ราย ส่วนมูลค่าความเสียหายอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล คาดว่าไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถานการณ์คลี่คลายแล้ว กรมประมง จะเร่งสำรวจให้ความช่วยเหลือตามระเบียบของกระทรวงการคลังต่อไป หากเกษตรกรประสบภัยติดต่อขอรับคำแนะนำหรือขอความช่วยเหลือได้ที่สำนักงานประมงอำเภอ/ สำนักงานประมงจังหวัด/ และหน่วยงานกรมประมงในจังหวัดที่ประสบภัย หรือ กองโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ กลุ่มช่วยเหลือเกษตรกรและชาวประมง กรมประมง โทรศัพท์หมายเลข0-2558-0218 และ 0-2561-4740

แม็คโครจับมือก.เกษตรฯ หนุนกล้วยหอมทองแปลงใหญ่โคราช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510876

แม็คโครจับมือก.เกษตรฯ หนุนกล้วยหอมทองแปลงใหญ่โคราช

วันอังคาร ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เพราะแม็คโครเป็นธุรกิจค้าส่งสมัยใหม่ที่ขายอาหารสดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ผูกพันกับเกษตรกรไทยในฐานะผู้ผลิตสินค้าอย่างต่อเนื่องยาวนาน โดยไม่ได้ทำหน้าที่เพียงซื้อมาขายไป แต่เป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยหาทางออกให้เกษตรกรไทยก้าวสู่ความเข้มแข็งไปด้วยกันมาตลอด 31 ปี เช่นเดียวกับกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ ตำบลสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ที่ซึ่งแม็คโคร เข้าร่วมบูรณาการลงพื้นที่พัฒนากับ กรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท คิง ฟรุทส์ กว่า 4 ปี จนเกิดความเข้มแข็ง มีศักยภาพในการส่งผลผลิตคุณภาพปลอดภัยปีละ 1,000 ตัน สร้างรายได้ให้ชุมชนไม่ต่ำกว่าปีละ 12 ล้านบาท

นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เดิมทีกล้วยหอมทองมีแหล่งใหญ่เพาะปลูกแถวจังหวัดปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี แต่มีปัญหาจากผลกระทบทางธรรมชาติจากลมส่งผลให้ผลผลิตเสียหาย แม็คโคร จึงบูรณาการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท คิง ฟรุทส์ มองหาพื้นที่เพาะปลูกใหม่ เน้นพื้นที่ที่เกษตรกรรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่เป็นสำคัญ พื้นที่เกษตรเป้าหมายที่ได้รับการแนะนำครั้งนั้นอยู่ที่ ตำบลสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเดิมนิยมปลูกพืชล้มลุก อย่างมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทำให้มีปัญหาความไม่แน่นอนของตลาด ประสบปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ อีกทั้งยังต้องเผชิญกับปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อทางแม็คโคร, คิง ฟรุทส์ และกรมส่งเสริมการเกษตร เข้ามาแนะนำส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทอง เกษตรกรรวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ทำการเกษตรในเชิงธุรกิจด้วยการวางเป้าหมายปลูกและจำหน่ายกล้วยหอมทองปลอดภัย ที่ต้องได้มาตรฐานการเพาะปลูกและผลิตอย่างที่แม็คโครกำหนดไว้ นั่นคือ ผลผลิตต้องได้คุณภาพ เน้นเรื่องอาหารปลอดภัยตลอดกระบวนการ มีวิธีจัดการลดต้นทุนเพิ่มผลิต เพื่อให้กล้วยหอมของเรามีคุณภาพแตกต่าง โดยสิ่งที่ 3 หน่วยงานมาร่วมกันทำงานช่วยเหลือเกษตรกรนี้เพื่อยกระดับคุณภาพการเพาะปลูก ส่งเสริมการตลาด และสร้างเครือข่ายเกษตรแปลงใหญ่เข้มแข็ง โดยกรมส่งเสริมการเกษตรลงพื้นที่ให้ความรู้ ปรับวิธีการปลูก การใช้ปุ๋ย น้ำให้ถูกกับลักษณะกับผลผลิตที่ปลูก ซึ่งแม็คโครจะเข้าไปช่วยเสริมปรับปรุงกระบวนการผลิต บรรจุ และการตลาด โดยเน้นย้ำคุณภาพอาหารปลอดภัยตลอดห่วงโซ่การผลิตจนถึงมือผู้บริโภค โดยพื้นที่ปลูกกล้วยหอมแปลงใหญ่ ใช้เวลาปรับอยู่นาน เฉพาะอย่างยิ่งเรื่องบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ และได้รับคำแนะนำให้ใช้ระบบสปริงเกอร์ เพื่อความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ รวมทั้งการควบคุมการใช้สารเคมี การใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่แม็คโครเข้มงวด

“แม็คโครให้ความสำคัญเรื่องคุณภาพอาหารปลอดภัยเป็นสำคัญ ดังนั้น เกษตรกรที่จะส่งผลผลิตให้แม็คโครต้องเรียนรู้กระบวนการอื่น เพื่อเข้าใจการผลิตปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ โดยใช้หลักวิชาการด้านการบริหารจัดการสวน เทคโนโลยีจัดการดูแล ป้องกันโรครวมถึงสร้างผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคภายใต้มาตรฐาน GAP ซึ่งสมาชิกกลุ่มนี้ได้การรับรองมาตรฐาน GAP เรียบร้อย ส่งขายผลผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพปลอดภัยต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกษตรกรคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยตลอดกระบวนการผลิต”

นางจุฑารัตน์ กล่าวอีกว่า 2 ปีแรกเกษตรกรกลุ่มนี้ยังไม่ค่อยชัดเจน จนเข้าสู่ปีที่ 3 ปีที่ 4 เกษตรกรพัฒนาและเมื่อเขาได้เห็นประสิทธิภาพการเพาะปลูกผลผลิตที่ผ่านการวางแผน บริหารจัดการภายใต้ ตลาดนำการผลิตแล้ว ก็ทำให้ผลผลิตกล้วยหอมทองของที่นี่มีตลาดมั่นคงเติบโต จากเริ่มต้นมีพื้นที่เพาะปลูกรวม 300 ไร่ ปัจจุบันขยายเป็น 700 ไร่ มีผลผลิต 1,000 ตันต่อปีสร้างรายได้ให้เกษตรกรสมาชิกกลุ่มที่มีกันอยู่ราว 200-300 ราย รวมมูลค่ากว่า 12 ล้านบาทสำหรับกล้วยหอมทองจากแหล่งเพาะปลูกนี้แม็คโครรับซื้อเป็นหวี กระจายให้สาขาในภาคอีสาน และส่วนหนึ่งส่งเข้าศูนย์กระจายสินค้าแม็คโคร กระจายไปสาขาต่างๆ ทั่วประเทศ อนาคตของเกษตรแปลงใหญ่ ตำบลสุขไพบูลย์ มีแนวโน้มสดใส แม้สถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ก็ยังเห็นการเติบโตทุกมิติทั้งขยายพื้นที่เพาะปลูกในอีก 2-3 ปีข้างหน้าให้เป็น 3,000 ไร่ การเพิ่มจำนวนเกษตรกรแปลงใหญ่อีก 100 ราย นับว่า ความร่วมมือที่เกิดขึ้นตอกย้ำโมเดลความสำเร็จของ “ตลาดนำการผลิต” สร้างความมั่นคงด้านอาหารปลอดภัยให้มีเครือข่ายกว้างขวาง นำรายได้มาสู่ชีวิตเกษตรกรไทยอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ปศุสัตว์โชว์ศักยภาพรับตรวจประเมินรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510956

ปศุสัตว์โชว์ศักยภาพรับตรวจประเมินรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0

ปศุสัตว์โชว์ศักยภาพรับตรวจประเมินรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 18.24 น.

กรมปศุสัตว์โชว์ศักยภาพรับการตรวจประเมินรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0 จากสำนักงาน ก.พ.ร. มุ่งพัฒนายกระดับเป็นระบบราชการ 4.0 อย่างต่อเนื่อง

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ นำเสนอผลงานกรมปศุสัตว์เพื่อรับการตรวจประเมินจากคณะผู้ตรวจประเมินรางวัลคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ PMQA 4.0 จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ประกอบด้วยนายจาดุร อภิชาตบุตร รศ.รัชต์วรรณ กาญจนปัญญาคม ศ.ดร.บุญเจริญ ศิริเนาวกุล และดร.ศักดิ์ เสกขุนทด พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์เศรษฐเกียรติ กระจ่างวงษ์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์จากสำนัก/กอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

อธิบดีกรมปศุสัตว์นำเสนอภารกิจบทบาทหน้าที่ การดำเนินงานในภาพรวมกรมปศุสัตว์ การดำเนินงานด้านการปฏิบัติการที่ครอบคลุมกระบวนการหลักและกระบวนการสนับสนุนและการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ การพัฒนาระบบราชการ 4.0 ของกรมปศุสัตว์อย่างต่อเนื่อง ความโดดเด่นของการเป็นระบบราชการ 4.0 (Open & Connected, Citizen-centric, Smart & High Performance) แผนการยกระดับในการเป็นระบบราชการ 4.0 ในอนาคต โดยมุ่งมั่นพัฒนาสู่ความสำเร็จที่ภาคภูมิใจ และพาเยี่ยมชมบูธแสดงนิทรรศการ

กรมปศุสัตว์ มีวิสัยทัศน์เป็นองค์การที่นำและขับเคลื่อนการปศุสัตว์ไทย สู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนในตลาดโลก มีภารกิจในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สาขาปศุสัตว์ พัฒนาระบบการผลิตสินค้าปศุสัตว์ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต พัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและดิจิทัลสำหรับการปศุสัตว์ พัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรม และงานวิจัย ประสานความร่วมมือระหว่างองค์การทั้งในและต่างประเทศ และบริหารจัดการองค์การมุ่งสู่ความเป็นเลิศ มีค่านิยมประจำองค์กร คือ I2-SMART (Innovation, Integration, Standard, Mastery, Agility, Responsibility, Teamwork) มีหน่วยงานและเครือข่ายทั้งส่วนกลางและภูมิภาค โดยการพัฒนาระบบราชการ 4.0 ของกรมปศุสัตว์ Livestock Value Creation & Transformation by CID (Collaboration, Innovation and Digitalization) สู่การเติบโตอย่างยั่งยืนประกอบด้วย 6 กระบวนการ คือ ชี้นำ สร้างคน วางกลยุทธ์ จัดกระบวนการเพื่อสร้างคุณค่า ตอบสนองประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และการเรียนรู้และปรับองค์การให้เป็น 4.0

การจัดแสดงนิทรรศการ ประกอบด้วยกิจกรรม/โครงการผลงานจากสำนัก/กองต่างๆ ประกอบด้วย การบริหารจัดการโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) แอปพลิเคชันประเมินความเสี่ยงฟาร์มและรายงานโรคระบาดสัตว์ (E-smart plus) ระบบการผลิตโคเนื้อคุณภาพสร้างรายได้ให้เกษตรกร การปศุสัตว์ฐานวิถีชีวิตใหม่ (DLD New Normal) มีการเรียนรู้ด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ออนไลน์ด้วย E-book (DLD Products Online Library) การเพิ่มช่องทางการตลาดออนไลน์ การรับรองโรงงานผลิตสินค้าปศุสัตว์เพื่อการส่งออก การกำกับดูแลและการรับรองมาตรฐานฟาร์มหรือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีด้านปศุสัตว์ ระบบเชื่อมโยงข้อมูลระบบงานสารสนเทศกลางและระบบคลังข้อมูลเชิงธุรกิจของกรมปศุสัตว์สำหรับรายงานเชิงวิเคราะห์สำหรับผู้บริหารโดยครอบคลุม 4 ด้าน (ด้านโรคระบาดสัตว์ ด้านการผลิตสัตว์ ด้านราคาผลิตผลปศุสัตว์ และด้านผลการปฏิบัติงานและการกระทำผิดกฎหมาย) เกษตรกรไทย ยุค 4.0 เลี้ยงสัตว์ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ (Raised without antibiotics: RWA) ผลการดำเนินงานร้านค้าสวัสดิการกรมปศุสัตว์ (Livestock Farm Outlet) โครงการนมหน้าฟาร์ม ผลการดำเนินงานตลาดสินค้าปศุสัตว์ออนไลน์ (Livestock Product Online Marketing) ตลาดเกษตร-ปศุสัตว์อัจฉริยะ และโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่องภายใต้ความร่วมมือกรมปศุสัตว์กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

จากการดำเนินงานอย่างเข้มแข็ง กรมปศุสัตว์มุ่งพัฒนาระบบคุณภาพการบริหารจัดการราชการ 4.0 เป็นองค์การชั้นนำอย่างต่อเนื่อง มุ่งพัฒนาระบบการให้บริการประชาชนและการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในวิถีชีวิตใหม่ New Normal ให้การทำงานเกิดความคล่องตัว ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและยกระดับการให้บริการประชาชน โดยมุ่งมั่นพัฒนาสู่ความสำเร็จที่ภาคภูมิใจอย่างยั่งยืนในอนาคตต่อไป

ชุมชนน่าอยู่! เกษตรกร3หมู่บ้าน’สตูล’ปลูกแปลงผักรวมปลอดภัย-ลดรายจ่าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510840

ชุมชนน่าอยู่! เกษตรกร3หมู่บ้าน'สตูล'ปลูกแปลงผักรวมปลอดภัย-ลดรายจ่าย

ชุมชนน่าอยู่! เกษตรกร3หมู่บ้าน’สตูล’ปลูกแปลงผักรวมปลอดภัย-ลดรายจ่าย

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.36 น.

วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ที่ศูนย์การเรียนรู้เกษตรแปลงรวมตำบลคลองขุด  หมู่ที่ 7 ต.คลองขุด อ.เมือง จ.สตูล  กลุ่มสตรีในตำบลคลองขุด  จากสามหมู่บ้านคือ หมู่ที่ 4 ,6 และหมู่ที่ 7 กำลังช่วยกันดูแลแปลงผักสวนครัวไม่ว่าจะเป็นต้นพริก  ใบแมงลัก  ใบบัวบก และอีกหลายชนิดที่ลงแรงและร่วมใจกันลงมือปลูกบนพื้นที่ 2 ไร่ เพื่อยกร่องแปลงผักขึ้นมาจำนวน 10 แปลงทำการปลูกผักกินใบและผักที่รับประทานกันในครัวเรือนเพื่อไว้กินกันในชุมชน เหลือจากแปลงผักก็ส่งขายให้กับแม่ค้าตลาดซึ่งก็เป็นสมาชิกที่อาสารับซื้อเพื่อไปขายต่อในตลาดระในการระบายสินค้าด้วย แปลงผักกินใบและพืชสวนครัวเป็นการคิดและร่วมมือทำกันขึ้นโดยตั้งเป็นกลุ่มแปลงผักรวม ปลอดสารพิษ  หลังได้งบจาก สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน พอช. จึงคิดว่าแปลงผักนี่แหละที่จะช่วยให้ทุกคนลดรายจ่ายในครัวเรือน เนื่องจากผักและเครื่องครัวไม่ต้องซื้อหารับประทานได้ทุกวัน ดีต่อสุขภาพ และยังเป็นการช่วยกันปลูกช่วยกันกิน และเหลือก็นำไปขายเป็นรายได้เล็ก ๆ น้อยช่วยเหลือสมาชิกด้วย

นางศิริภัสสร   ชายทวีป รองประธานกลุ่มเกษตรแปลงรวมตำบลคลองขุด บอกว่า  แนวคิดการปลูกผักเกิดจากทุกคนชอบทานผัก และแม่บ้านส่วนใหญ่ก็จะชื่นชอบการทำกับข้าวการมีแปลงผักจะเป็นการลดรายจ่าย และมีผักที่ปลอดภัยไว้เพื่อรับประทานกัน  การรวมกลุ่มเพื่อทำแปลงผักรวมของตำบลคลองขุด การทำร่วมกัน 3 หมู่บ้าน หมุนสับเปลี่ยนกันมาดูแปลงผักของตนเองซึ่งปลูกไว้ให้ช่วยกันดูแลแปลงผักละ 5 คน จากสมาชิกทั้งหมด 50 คน

โดยผักที่เลือกปลูกจะต้องเป็นผักที่นิยมรับประทานกันในครัวเรือนและชุมชน   สมาชิกกลุ่มสามารถนำกลับไปรับประทานได้และเหลือก็นำออกจำหน่ายนำเม็ดเงินเก็บไว้กองทุนเกษตรพอเพียง ต.คลองขุดเพื่อต่อยอดต่อไป  นายชัยณรงค์  ไชยจิต ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7 ตำบลคลองขุด บอกว่า  ได้อุทิศพื้นที่ให้เกษตรกรกลุ่มแปลงผักรวมตำบลคลองขุดได้ปลูกพืชผักตามที่ชาวบ้านนิยมรับประทานแล้ว   ยังกันพื้นที่เพื่อปลูกไผ่กิมซุง  มะเขือ  กล้วย และชะอม อนาคตจะปรับปรุงสถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของตำบลคลองขุดต่อไป

ด้าน นางสาวอังคณา  ใจกิจสุวรรณ  ผู้ตรวจราชการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) และคณะลงเปิดป้าย “ศูนย์การเรียนรู้เกษตรแปลงรวมตำบลคลองขุด”  และเยี่ยมชมแปลงเกษตร ของเกษตรกรตำบลคลองขุด พร้อมชี้แนะว่า ในยุคพิษโควิด19 การลดรายได้ในครัวเรือนเป็นสิ่งสำคัญในการเชื่อว่าจะช่วยแบ่งเบาภาระของชาวบ้าน เหมือนอย่างเช่นกลุ่มเกษตรกรแปลงรวมตำบลคลองขุดแห่งนี้หลังเหลือกิน เก็บ ก็เป็นอีกหนึ่งแหล่งในการแบ่งปันให้ชุมชนสามารถนำเม็ดพันธุ์ไปปลูกขยายต่อที่บ้านเรือนของตัวเองเพื่อลดรายจ่าย และศูนย์เรียนรู้แหล่งนี้ฯในอนาคตทางศูนย์ฯก็เตรียมผลักดันให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจของคนในชุมชนที่จะเกิดการสร้างงานและรายได้ต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 10 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510662

ชายคาพระพิรุณ : 10 สิงหาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 10 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ความวัวไม่ทันหายความควายเข้ามาอีกแล้ว สำหรับพี่น้องเกษตรกร ที่หลังจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ผลกระทบจากภัยแล้งแล้ว นี่ยังต้องมาโดนพายุ ซินลากู ถล่มอีกในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพี่น้องชาวสวนทุเรียนภาคใต้ ที่ต้องพากันกุมขมับ ผลผลิตจะเก็บขายได้อยู่มะรำมะร่อ แต่กลับเสียหายหนักทั่งร่วงหล่น บางต้นโค่นล่ม เกษตรกรได้แต่นั่งมองตาปริบๆ รวมๆ หลายจังหวัดน่าจะเสียหายนับร้อยล้านบาทเลยทีเดียว นี่ยังไม่รวมถึงภาคการผลิตอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน ซึ่ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ได้มีความห่วงใยประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ และได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเร่งด่วนทันที

ซึ่งจากการสำรวจของกรมชลประทาน ระบุว่า อิทธิพลของพายุซินลากูทำให้ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากในบางแห่ง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากในช่วงวันที่ 1-4 สิงหาคม 2563 รวม 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง น่าน พิษณุโลก แม่ฮ่องสอน พะเยา แพร่ อุตรดิตถ์ กาฬสินธุ์ หนองบัวลำภู สุรินทร์ อุดรธานี อำนาจเจริญ นครราชสีมา ขอนแก่น เลย นครพนม มหาสารคาม ชุมพร นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง ระนอง และสุราษฎร์ธานี ปัจจุบันเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว 20 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดลำปาง น่าน พะเยา แพร่ แม่ฮ่องสอน กาฬสินธุ์ สุรินทร์ อุดรธานี อำนาจเจริญ นครราชสีมา ขอนแก่น นครพนม มหาสารคาม หนองบัวลำภู พังงา สุราษฎร์ธานี ชุมพร ระนอง พัทลุง และจังหวัดนครศรีธรรมราช ส่วนที่ยังไม่กระทบเหลือเพียง 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก และจังหวัดเลย โดยได้รับผลกระทบด้านการเกษตร แบ่งเป็น ด้านพืช 10 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดแพร่ อุตรดิตถ์ น่าน ลำปาง เชียงราย แม่ฮ่องสอน เลย ชุมพร สุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช เกษตรกร 6,366 ราย พื้นที่คาดว่าจะเสียหาย 38,233.50 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 18,904.50 ไร่ พืชไร่ 9,986 ไร่ พืชสวน 9,343 ไร่ ด้านประมง 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดพะเยา เลย นครพนม และจังหวัดหนองบัวลำภู เกษตรกร 1,396 ราย พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับผลกระทบ บ่อปลา 1,137.25 ไร่ และด้านปศุสัตว์ 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเลย น่าน ลำปาง เกษตรกร 480 ราย สัตว์ได้รับผลกระทบ 6,801 ตัว ได้แก่ โค-กระบือ 230 ตัว สุกร 76 ตัว สัตว์ปีก 6,495 ตัว

ในขณะที่ กรมส่งเสริมการเกษตร ก็เร่งสั่งการให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ที่ได้รับผลกระทบ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืชหลังพายุผ่านทันที และให้ทุกจังหวัดรายงานสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งสำรวจปัญหา สอบถามความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลดเช่น ส่งเสริมปลูกพืชผักระยะสั้น หรืออาชีพอื่น การให้คำแนะนำด้านวิชาการเพื่อดูแลพืชภายหลังน้ำลด พร้อมให้เกษตรกรเฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตรให้คำแนะนำแก่เกษตรกรดูแลข้าว พืชไร่ ไม้ผล เพราะช่วงนี้บางพื้นที่พืชเก็บเกี่ยว จึงต้องเตรียมช่วยเหลือเกษตรกรนอกจากนี้ ยังเตรียมให้ผลิตชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโคเดอร์ มาเพื่อเตรียมแจกช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำลดทันที หลังน้ำลดสารชีวภัณฑ์จะช่วยลดผลกระทบจากโรคพืชที่มากับน้ำได้ สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยจะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่เสียหายรายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562…ก็ต้องสู้ๆ กันต่อไปครับ

ขุนเกษตรา

นักวิชาการแนะกลยุทธ์เกษตรกร ซื่อสัตย์-จริงใจเจาะตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510664

นักวิชาการแนะกลยุทธ์เกษตรกร  ซื่อสัตย์-จริงใจเจาะตลาดออนไลน์

นักวิชาการแนะกลยุทธ์เกษตรกร ซื่อสัตย์-จริงใจเจาะตลาดออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากรคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เปิดเผยว่า ยุค 4.0 เทคโนโลยีทุกอย่างอยู่บนมือถือ ทำให้ทุกคนเข้าถึงความรู้และการสื่อสาร ทั้ง Facebook, Twitter เข้าสู่ยุคสื่อสารออนไลน์ ยุคการเปลี่ยนแปลง รวมถึงการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ หลังลงพื้นที่ศึกษาวิจัยในจังหวัดชุมพร นครปฐม ระยอง และสระบุรี พบข้อมูลงานวิจัยที่น่าสนใจและเพื่อให้เข้าสถานการณ์ในยุคที่เปลี่ยนแปลงจากโควิด-19 จึงมีคำแนะนำมาช่วยส่งเสริมและเพิ่มกลยุทธ์ทำการตลาดจำหน่ายสินค้าเกษตรออนไลน์ให้เกษตรกรรายย่อย

รูปแบบการขายสินค้าเกษตรออนไลน์ เกษตรกรรายย่อยหรือเจ้าของสวนต้องปรับเปลี่ยนตามยุคสมัย ซึ่งก่อนหน้าสถานการณ์โควิด-19 มีการขายสินค้าเกษตรออนไลน์เพียง 10% เริ่มจากเกษตรกรแต่ละสวนต้องสร้างเพจขึ้นมาและเปิดเป็นร้านของตัวเอง 2)ต้องผลิตและขายสินค้าเฉพาะเกรดพรีเมียมเท่านั้น เพื่อเอาใจลูกค้าไว้ก่อน 3)นำเสนอสวนเกษตรของตัวเองเล่าเรื่องในสวนให้ลูกค้าฟัง และพยายามสื่อสารกับลูกค้าเพื่อสร้างความผูกพัน ซึ่งสังคมเฟซบุ๊คจะช่วยให้ขายของได้ เช่น วันนี้สอยมังคุดสดจากต้นแล้วนำมาบรรจุใส่กล่อง วันรุ่งขึ้นส่งถึงลูกค้า การเชิญชวนไปเยี่ยมสวนลักษณะ
ท่องเที่ยวเชิงนิเวศ แสดงที่ตั้งสวนชัดเจน ซึ่งช่องทางออนไลน์แชร์ต่อได้ ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้น การสร้างไลน์ช่องทางติดต่อ นัดรับของ ทำให้ลูกค้าซื้อของได้ง่าย ผลิตภัณฑ์มีอายุยาวขนส่งได้และมีบรรจุภัณฑ์ที่ดี เช่น ทุเรียน บอกได้ว่า กี่วันสุกแบบกรอบนอกนุ่มใน และกี่วันสุกรับประทานได้

ดร.สุวรรณากล่าวเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้การขายสินค้าเกษตรออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จ เกษตรกรต้องมีความรู้ความเข้าใจหลายด้าน อาทิ อดทนเรียนรู้ในการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ต้องขายตามแพลตฟอร์มที่กำหนด ทำตามกฎกติกา และอดทนกับลูกค้า ซึ่งจะดูสินค้าและเปรียบเทียบราคามีการแข่งขัน ต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า จำลูกค้าให้แม่น ทำฐานข้อมูลลูกค้าของเราเอง เป็นต้น

ดังนั้น เกษตรกรหรือเจ้าของสวนที่ต้องการขายสินค้าเกษตรออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จเป็นอาชีพยั่งยืน เจ้าของสวนต้องคำนึงถึง 3 สิ่งหลักคือ 1.จริงใจซื่อสัตย์ ขายผลิตภัณฑ์ที่ดีมีคุณภาพ ลูกค้ามั่นใจบอกต่อจะได้ลูกค้าเพิ่มขึ้น 2.บอกราคาชัดเจนบอกช่องทางติดต่อรวมถึงช่องทางจ่ายเงิน เลขที่บัญชี ภาพสินค้า ข้อความและแสดงแหล่งที่มาให้ชัดเจน 3.สร้างความประทับใจด้วยการใช้บรรจุภัณฑ์ดีมีคุณภาพหากส่งไปรษณีย์ ให้หมายเลข Tracking และติดตามสอบถามว่าได้รับสินค้าหรือยัง ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็ต้องให้โอกาสเกษตรกร เพราะไม่ใช่พ่อค้ามืออาชีพ สินค้าเกษตรจะเปลี่ยน ไปตามสภาพภูมิอากาศ ให้โอกาสพัฒนาเรียนรู้ผลิตสินค้าคุณภาพระดับพรีเมียมเพื่อเสิร์ฟคนไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นไปพร้อมกัน เกษตรกรและผู้สนใจขอรับคำแนะนำได้ที่ ดร.สุวรรณา สายรวมญาติ ภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทรศัพท์ 0-2942-8650-51 ต่อ 109

กยท.มอบสนามเด็กเล่นปูพื้นบล็อกยางพารา ชูนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510663

กยท.มอบสนามเด็กเล่นปูพื้นบล็อกยางพารา ชูนวัตกรรมเพื่อประโยชน์ชุมชน

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทยเปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.)ดำเนินบทบาทภารกิจขององค์กรภายใต้นโยบายที่ต้องการผลักดัน ส่งเสริม สนับสนุน ให้ยางพารา ไม่ใช่แค่หยดน้ำยางสีขาวที่ส่งออกไปต่างประเทศเท่านั้น แต่มุ่งเห็นยางพารากลายเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวอยู่ในชีวิตประจำวัน นำไปใช้ประโยชน์หลากหลาย ประกอบกับภาครัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นให้เกิดการใช้ยางภายในประเทศมากขึ้น กยท.จึงขานรับนโยบายดังกล่าว โดยเริ่มงานวิจัยแปรรูปวัตถุดิบยางพาราจนไปสู่นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางที่ใช้ได้จริง เพิ่มมูลค่าให้ยางพารา ช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางมีคุณภาพชีวิตที่ดี มั่นคงต่อไป

ประธานกรรมการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดำเนินงานด้านการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ของกยท. จึงนำนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารามาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน อาทิ หุ่นยางพาราเพื่อฝึกช่วยการฟื้นคืนชีพ (CPR) อุปกรณ์ฝึกสอนการเย็บแผลที่ผลิตจากยางพารา และบล็อกปูพื้นจากยางพารา โดยครั้งนี้ กยท.มอบสนามเด็กเล่นที่ปูพื้นด้วยบล็อกยางพารารูปตัวหนอน ให้โรงเรียนบ้านไสใหญ่ จ.สตูล ซึ่งบล็อกยางพาราปูพื้นรูปตัวหนอน ผลิตโดยสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง จ.สตูล ที่ได้รับถ่ายทอดความรู้งานวิจัยและการผลิตจาก กยท. แน่นอนว่าวัตถุดิบยางพาราที่นำมาแปรรูปนั้น มาจากวัตถุดิบยางที่รับซื้อจากเกษตรกรชาวสวนยางใน จ.สตูล

นางสาวนภาวรรณ เลขะวิพัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมยาง กยท.กล่าวว่า บล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพารา เป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากยางธรรมชาติที่มีคุณสมบัติตามมาตรฐาน โดยแผ่นยางมีความยืดหยุ่นตัวสูง ทำให้การสัมผัสกับพื้นผิวของการเดินหรือวิ่งลดกระแทกข้อเท้า ลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น มีความหนาสม่ำเสมอ แข็งแรงติดตั้งง่ายสะดวก อายุการใช้งานยาวนาน มีขนาด 24x12x1.2 (กว้างxยาวxหนา) เซนติเมตร 1 ตารางเมตร ใช้บล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพารา 32 ชิ้น โดยสนามเด็กเล่นจากยางพาราของโรงเรียนบ้านไสใหญ่ จ.สตูล มีขนาดพื้นที่ 150 ตารางเมตร ใช้บล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนจากยางพารา 4,800 ชิ้น คิดเป็นการใช้ยางธรรมชาติ 1,500 กิโลกรัม ทั้งนี้ กยท.จ้างให้ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยางสตูล จำกัด ซึ่งเป็นสถาบันเกษตรกรที่มีศักยภาพและได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตบล็อกปูพื้นรูปตัวหนอนยางพาราจาก กยท. เป็นผู้ผลิต

เตือนหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510666

เตือนหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด

เตือนหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด

วันจันทร์ ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากการติดตามรายงานสถานการณ์ระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดของกรมส่งเสริมการเกษตร พบการระบาดของศัตรูพืชชนิดดังกล่าวในนาข้าวพื้นที่ตำบลห้วยซ้อ อำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย เพื่อเฝ้าระวังป้องกันการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด กรมส่งเสริมการเกษตรมีข้อสังการให้ทุกจังหวัดสำรวจ เฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ของหนอนกระทู้ลายจุดในพื้นที่ปลูกข้าวโพด ข้าว อ้อย และพืชอาหารชนิดอื่นๆ เช่น ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ฝ้าย ทานตะวัน ถั่วเหลือง หญ้า และพืชผักชนิดต่างๆ พร้อมสร้างการรับรู้เรื่องหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด เตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อพบการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดในพื้นที่ และประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรสำรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ พร้อมเผยแพร่คำแนะนำป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เพื่อให้เกษตรกรใช้เป็นแนวทางแก้ปัญหาเบื้องต้น

หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด Spodoptera frugiperda (Fall Armyworm) ตัวเต็มวัยเป็นหนอนผีเสื้อกลางคืนมีวงจรชีวิตประมาณ ใช้เวลา 30-40 วัน เมื่อผสมพันธุ์แล้ว ผีเสื้อให้สังเกตเพศเมียจะวางไข่เวลากลางคืน โดยวางไข่เป็นกลุ่มประมาณ 100-200 ฟอง มีขนปกคลุมไข่ ผีเสื้อเพศเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ 1,500 -2,000 ฟอง ระยะไข่ 2-3 วัน หนอนมี 6 วัย ระยะหนอน 14 -22 วัน หนอนที่โตเต็มที่ มีขนาดลำตัวยาว 3.2-4 เซนติเมตร จะทิ้งตัวลงดินเพื่อเข้าดักแด้ ระยะดักแด้ 7- 13 วัน จึงเป็นตัวเต็มวัยมีชีวิต 10-21 วัน ตัวเต็มวัยบินได้ไกลเฉลี่ย 100 กิโลเมตรต่อคืน ลักษณะเด่นของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มีส่วนบนของหัวเป็นแถบสีขาวรูปตัว Y หัวกลับ ด้านข้างและหลังมีแถบสีขาวตามยาวลำตัว ปล้องท้องก่อนปล้องสุดท้ายมีจุดสีดำ 4 จุด

หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มีพืชอาหารมากกว่า 80 ชนิด ซึ่งนอกจากข้าวโพดแล้วยังมีพืชอาศัยที่เป็นแหล่งอาหาร เช่น
ข้าว ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี อ้อย ฝ้าย ทานตะวัน ถั่วเหลือง หญ้า และพืชผัก อีกหลายชนิด การเข้าทำลายพืชส่วนใหญ่จะพบในข้าวโพด จะเกิดขึ้นระยะที่เป็นตัวหนอนเท่านั้น หนอนจะระบาดทำลายข้าวโพดตั้งแต่อายุประมาณ 7 วัน จนออกฝัก โดยกัดกินยอดและใบข้าวโพดแหว่งหรือกัดกินทั้งแผ่นใบและจะพบตัวหนอนหลบซ่อนแสงอยู่ที่ยอดหรือโคนกาบใบข้าวโพด โดยหนอนวัย 3-6 เป็นระยะที่ทำความเสียหายมาก โดยกัดกินอยู่ในยอดข้าวโพด ระยะก่อนที่ดอกตัวผู้จะโผล่ หนอนจะกัดกินเกสรตัวผู้ หลังจากใบยอดคลี่ทั้งหมด ดอกตัวผู้โผล่ หนอนจะย้ายไปกัดกินไหม และเจาะเปลือกหุ้มฝักเข้าไปกัดกินภายในฝัก หากระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหายประมาณ 70% ของพื้นที่ การเข้าทำลายในข้าว พบในสภาพแปลงนาหว่าน รอฝนไม่มีน้ำขังติดพื้นที่ปลูกข้าวโพดเดิม ข้าวมีอายุ 20-25 วัน ลักษณะทำลายคือ กัดกินใบอ่อน แล้วเข้าไปหลบอยู่ซอกดิน ใต้ดิน ใต้เศษตอซัง พบดักแด้หนอนในดิน การเข้าทำลายในอ้อยพบหนอน กัดกินอยู่ในยอดอ้อย ทำให้ใบขาดเป็นรูเว้าแหว่ง ยอดกุด และพบตัวหนอนหลบแสงอยู่ที่ยอดหรือโคนกาบอ้อย

ขอแนะนำให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดสำรวจแปลงหลังข้าวโพดงอก สังเกตกลุ่มไข่ และรอยทำลายสีขาวที่ผิวใบ เมื่อพบเข้าทำลายข้าวโพด ข้าว อ้อยและพืชอาหารชนิดอื่น ให้รีบแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอและจังหวัดในพื้นที่ และให้ทุกจังหวัดรายงานกองส่งเสริมอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยทราบทาง E-mail : Bio53@gmail.com เพื่อจะได้ดำเนินการต่อไป

‘อลงกรณ์’เผย’เฉลิมชัย’สั่ง’ฟรุ้ทบอร์ด’ประชุมด่วน13ส.ค.เยียวยาชาวสวนลำไย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510624

'อลงกรณ์'เผย'เฉลิมชัย'สั่ง'ฟรุ้ทบอร์ด'ประชุมด่วน13ส.ค.เยียวยาชาวสวนลำไย

‘อลงกรณ์’เผย’เฉลิมชัย’สั่ง’ฟรุ้ทบอร์ด’ประชุมด่วน13ส.ค.เยียวยาชาวสวนลำไย

วันอาทิตย์ ที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 14.20 น.

“อลงกรณ์”เผย”เฉลิมชัย”สั่ง”ฟรุ้ทบอร์ด”ประชุมด่วน13ส.ค.เยียวยาชาวสวนลำไยกว่า3พันล้านเสนอครม.สัปดาห์หน้า พร้อมเดินหน้าโมเดล”เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย”

เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) หรือฟรุ้ทบอร์ด ได้จัดประชุมนัดพิเศษตามคำสั่งของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่สั่งการให้ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกลำไยเป็นการเร่งด่วน ในวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม เพื่อพิจารณาโครงการเยียวยาชาวสวนลำไย วงเงินกว่า 3 พันล้านบาท เสนอโดยกรมส่งเสริมการเกษตร โดยการจ่ายค่าชดเชยเยียวยาให้ไร่ละ 2,000 บาท รายละไม่เกิน 25 ไร่ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ

ทั้งนี้ เนื่องที่ผ่านมาเกษตรกรชาวสวนลำไยเดือดร้อนจากปัญหาราคาตกต่ำ เพราะผลกระทบจากโควิดระบาดรอบ 2 ในจีน ทำให้โรงงานผลิตลำไยอบแห้งรับซื้อลำไยน้อยลง เช่นเดียวกับผู้ค้าส่งออกลำไยสดด้วยกังวลความไม่แน่นอนในการส่งออกไปจีนซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด นอกจากนี้ ศุลกากรจีนเคร่งครัดเรื่องการสำแดงราคานำเข้าลำไยทำให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการนำเข้าส่งออกลำไยไปจีน ประกอบกับมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ ทำให้พ่อค้าชาวจีนลดจำนวนการเดินทางเข้ามาในระหว่างนี้ทำให้ส่งผลต่อราคาลำไย

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ปัญหาการส่งออก ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน ได้สั่งการให้ฟรุ้ทบอร์ดดำเนินการโมเดลเกษตรพาณิชย์ทันสมัย ตามแผนปฏิบัติการโอ 2 โอ (O2O) “ออฟไลน์ 2 ออนไลน์โมเดล” เกษตร-พาณิชย์ทันสมัย เร่งระบายลำไยสดประมาณ 30% ของผลผลิตลำไยทั้งหมดร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และบริษัทอีคอมเมิร์ซ รวมทั้งเว็บไซต์ ช่วยเกษตร.com และบริษัท ไปรษณีย์ไทย พร้อมทั้งสั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตร ดำเนินโครงการส่งเสริมการบริโภคลำไยในประเทศจับคู่ค้ารับซื้อผลลำไยสด ส่วนกรมส่งเสริมสหกรณ์ รับซื้อลำไยของสมาชิกในราคานำตลาด ส่งจำหน่ายข้ามจังหวัดและข้ามภาคเป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งลำไยให้ผลผลิตมากที่สุดนั้น ได้ทำแผนกระจายสินค้าที่ได้วางไว้ก่อนหน้านี้

นายอลงกรณ์ กล่าวอีกว่า ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร AIC ที่มีตนเป็นประธาน ในวันอังคารที่ 11 สิงหาคม จะมอบนโยบายให้เร่งรัดการจัดตั้ง “สถาบันลำไย” ในรูป AIC ศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนนี้ เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาลดต้นทุนเน้นการแปรรูปเพิ่มมูลค่าลำไย ลดการพึ่งพาการส่งออก เป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนโดยเร็วต่อไป

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สํารวจข้อมูลเกษตรกรชวาสวนลําไย ปี 2562 โดยใช้ฐานข้อมูลการขึ้นทะเบียน ณ วันที่ 30 เมษายน 2563 มีครัวเรือนเกษตรกรชสงสวนลําไยทั้งประเทศทั้งสิ้น 128,099 ครัวเรือน เนื้อที่ปลูก 871,716 ไร่

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร รายงานว่า ลําไยเป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สําคัญของประเทศไทย ในปี 2562 มีพื้นที่ยืนต้น 1,201,678 ไร่ พื้นที่ให้ผล 1,169,49 ไร่ ผลผลิต 1,011,276 ตัน ผลผลิตเฉลี่ย 865 กิโลกรัมต่อไร่ มีมูลค่าการส่งออกลําไยสด 583,297 ตัน คิดเป็น 20,812 ล้านบาท การส่งออกลําไยอบแห้ง 164,575 ตัน คิดเป็นมูลค่า 8,780 ล้านบาท ประเทศคู่ค้าสําคัญได้แก่ จีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ฯลฯ