‘ธรรมนัส’ตรวจเยี่ยมโครงการหมอดินอาสา ‘คนต้นแบบ ขุดบ่อ นอนนา พาคนกลับบ้าน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510423

'ธรรมนัส'ตรวจเยี่ยมโครงการหมอดินอาสา 'คนต้นแบบ ขุดบ่อ นอนนา พาคนกลับบ้าน'

‘ธรรมนัส’ตรวจเยี่ยมโครงการหมอดินอาสา ‘คนต้นแบบ ขุดบ่อ นอนนา พาคนกลับบ้าน’

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 21.32 น.

“ธรรมนัส”ตรวจเยี่ยมโครงการหมอดินอาสา”คนต้นแบบ ขุดบ่อ นอนนา พาคนกลับบ้าน”จ.อุดรธานี

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังตรวจเยี่ยมโครงการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินของหมอดินอาสา พร้อมพบปะหมอดินอาสาและเกษตรกรในเครือข่าย และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยช์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ณ อ.เพ็ญ และ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีนโยบายที่มุ่งเน้นในการรักษา อนุรักษ์ทรัพยากรดินและน้ำ ปรับปรุงฟื้นฟูดินให้เป็นดินที่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า เนื่องจากทรัพยากรดิน เป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการทำเกษตรกรรม ในวันนี้ได้ลงพื้นที่ศึกษาโครงการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินของหมอดินอาสา ภายใต้ชื่อ “คนต้นแบบ ขุดบ่อ นอนนา พาคนกลับบ้าน” ซึ่งเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรในชุมชนใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ ให้พึ่งพาตนเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อลดความเสี่ยงจากการได้รับเชื้อโควิด-19 และลดความเดือดร้อนจากสภาวะการขาดแคลนอาหารและรายได้ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ได้ทำโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรตามแผนที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) ที่มีการถอดบทเรียนของนายคมสัน โคตรสีทา และนางนุชนารถ แก้วสว่าง เป็นโครงการต้นแบบ

นอกจากนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้มอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยช์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้แก่เกษตรกร จำนวน 30 ราย และร่วมปลูกต้นไม้ในโครงการปลูกไม้ยืนต้นเพื่ออนุรักษ์ดินและน้ำเฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 68 พรรษา

เกษตรแถวหน้า : ความก้าวหน้าเยียวยาเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510060

เกษตรแถวหน้า : ความก้าวหน้าเยียวยาเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2563 ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เปิดเผยถึงความก้าวหน้า การติดตามประเมินผลว่า ขณะนี้ สศก. ได้จัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของข้อมูลกับโครงการเราไม่ทิ้งกันของกระทรวงการคลัง ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ข้าราชการบำนาญของกรมบัญชีกลาง และระบบประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม ให้ ธ.ก.ส. เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร (ข้อมูล ณ 31 ก.ค.2563) รวมทั้งสิ้น 7,747,490 ราย โดย ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ตั้งแต่ 15 พ.ค. – 31 ก.ค. 2563 รวม 3 งวด จำนวน 112,126.730 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.48 ของเป้าหมาย 116,212.35 ล้านบาท แบ่งเป็นงวดที่ 1 จำนวน 7,486,705 ราย จำนวนเงิน 37,433.525 ล้านบาท งวดที่ 2 จำนวน 7,472,114 ราย จำนวนเงิน37,360.570 ล้านบาท และงวดที่ 3 จำนวน 7,466,527 ราย จำนวนเงิน 37,332.635 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ยังพบว่ามีเกษตรกรที่ยังไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรได้ เนื่องจากไม่ได้แจ้งเลขบัญชี ขณะนี้ได้เร่งให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามเกษตรกรเพื่อส่งเลขบัญชีให้กับ ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร โดยดำเนินการหลายช่องทาง เช่น ติดประกาศ ณ หน่วยงานในพื้นที่ โทรศัพท์แจ้งเกษตรกรโดยตรง รวมทั้งส่งรายชื่อให้กับผู้นำชุมชนเพื่อไปแจ้งเกษตรกรต่อไป และสำหรับเกษตรกรกลุ่มสุดท้าย ที่ได้แจ้งความจำนงเพาะปลูกและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม และเพาะปลูกพืชก่อนวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งมีจำนวน 38,737 ราย กลุ่มนี้จะได้รับเงินครั้งเดียว 15,000 บาท ภายในเดือนสิงหาคมนี้

สำหรับผลการอุทธรณ์ มีเกษตรกรที่มาขอยื่นเรื่องอุทธรณ์เยียวยาของทั้ง 8 หน่วยงาน โดยตรวจสอบความถูกต้องและซ้ำซ้อนแล้ว คงเหลือ 189,645 ราย ซึ่งล่าสุด การประชุมคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ ครั้งที่ 6/2563เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พบว่า มีเกษตรกรที่เข้าหลักเกณฑ์ที่สามารถจ่ายเงินเยียวยาได้ จำนวน 70,338 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบสิทธิ์อีก 269 ราย ซึ่งคาดว่าจะจ่ายเงินได้เช่นกัน ซึ่ง นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ระบุว่า จากการสำรวจ พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 99 พึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในระดับมาก มีเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่พึงพอใจเนื่องจากยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการ และอยู่ระหว่างอุทธรณ์ เกษตรกรร้อยละ 96เห็นว่าจำนวนเงินช่วยเหลือ เพียงพอต่อการบรรเทาความเดือดร้อน มีเพียงร้อยละ 4 ที่เห็นว่าจำนวนเงินที่ได้รับไม่เพียงพอ เนื่องจากความเสียหายจากการทำการเกษตรมีมากกว่าจำนวนเงินที่ได้รับ ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้และการดำเนินโครงการดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำระบบฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร กรมที่ดิน ส.ป.ก.เพราะจะทำให้การดำเนินงานอื่นๆ หรือการปรับปรุงข้อมูลของหน่วยงานมีความเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ การตรวจสอบคัดกรองข้อมูล จะดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น อีกทั้งหากมีการประชาสัมพันธ์ไปทางกระทรวงมหาดไทย ที่สามารถเข้าถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้านก็จะทั่วถึงและรวดเร็วกว่า จะช่วยให้การดำเนินงานโครงการต่างๆ ทำได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น…มีความก้าวหน้ามา เลยนำมาเล่าให้ฟังครับ

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

สทนช.เร่งเครื่องทำผังจัดการ22ลุ่มน้ำทั่วปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510065

สทนช.เร่งเครื่องทำผังจัดการ22ลุ่มน้ำทั่วปท.

สทนช.เร่งเครื่องทำผังจัดการ22ลุ่มน้ำทั่วปท.

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สทนช.เดินหน้าส่งผู้เชี่ยวชาญลงพื้นที่อีก 8 ลุ่มน้ำภาคกลางและอีสาน ศึกษาข้อมูลจัดทำผังน้ำ พร้อมเปิดเวทีรับฟังความเห็นภาคประชาชน ขีดเส้นแล้วเสร็จทั้ง22 ลุ่มน้ำ ภายในปี 2566 หวังใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำของประเทศอย่างเป็นระบบ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ปี 2563 สทนช.จัดทำผังน้ำต่อเนื่องในอีก 8 ลุ่มน้ำ ได้แก่ ลุ่มน้ำชี มูล บางปะกง แม่กลอง สะแกกรัง ป่าสัก เจ้าพระยา และท่าจีนหลังจากก่อนหน้านี้ เมื่อปี 2562 เริ่มศึกษาการทำแผนหลักผังน้ำและคัดเลือกลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี ขึ้นมาเป็นพื้นที่ตัวอย่าง ซึ่งการจัดทำผังน้ำดังกล่าวดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดย ขณะนี้ สทนช. พร้อมคณะที่ปรึกษาลงพื้นที่ทั้ง 8 ลุ่มน้ำ ศึกษารายละเอียดลักษณะของลุ่มน้ำแต่ละแห่ง ทั้งในด้านกายภาพของพื้นที่ การใช้ประโยชน์ที่ดินในอดีตถึงปัจจุบัน ข้อกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินตามผังเมือง การพัฒนาเมืองและพื้นที่เศรษฐกิจ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน

นอกจากนี้ ยังจะรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลจากแผนที่ที่เกี่ยวข้อง อาทิ 1.แผนที่แสดงโครงข่ายระบบระบายน้ำในปัจจุบัน ทิศทางการไหลของน้ำ วิเคราะห์สภาพและสาเหตุของการเกิดอุทกภัยและภัยแล้ง2.แผนที่แสดงระบบป้องกันน้ำท่วมและการบรรเทาอุทกภัย การบริหารจัดการอุทกภัย มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา 3.แผนที่แสดงจุดประกาศภัยแล้ง การบริหารจัดการภัยแล้ง มูลค่าความเสียหายและวิเคราะห์การแก้ไขปัญหาที่ผ่านมา จากหน่วยงานต่างๆ จัดทำแผนที่แสดงสิ่งปลูกสร้างและโครงสร้างพื้นฐานที่กีดขวางทางน้ำ ตลอดจนการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านเพื่อนำมากำหนดขอบเขตผังน้ำ

ทั้งนี้ ในการจัดทำผังน้ำดังกล่าวจะอยู่ภายใต้การมีส่วนร่วมของผู้ใช้น้ำ ภาคประชาชน คณะกรรมการลุ่มน้ำ และคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำระดับจังหวัด หลังจากนั้นจะนำเสนอต่อคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เพื่อพิจารณาเห็นชอบ และส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมทรัพยากรน้ำ กรมเจ้าท่า เป็นต้น นำไปจัดทำผังระบายน้ำตามภารกิจของหน่วยงานภายใต้ข้อมูลผังน้ำฉบับเดียวกันต่อไป

“คุณสมบัติของผังน้ำเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จจะช่วยกำหนดขีดความสามารถรับน้ำของแม่น้ำแต่ละสาย ทิศทางการไหลหรือระบายน้ำ สิ่งกีดขวางทางน้ำ และพื้นที่
รับน้ำ พื้นที่เก็บน้ำหากเกิดกรณีน้ำแล้ง เพื่อให้ควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินตามขอบเขตของทางน้ำ โดยจะกำหนดรูปแบบของผังน้ำที่เหมาะสม ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันและยอมรับในระดับสากล นอกจากนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้ประยุกต์แผนงานหรือโครงการเพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งผังน้ำยังจะช่วยสนับสนุนแผนป้องกันแก้ไขภาวะน้ำแล้งน้ำท่วม การรักษาคุณภาพน้ำ และฟื้นฟูแหล่งน้ำอย่างเป็นเอกภาพร่วมกันได้อย่างยั่งยืนอีกด้วย” เลขาธิการสทนช. กล่าว

อย่างไรก็ตาม การจัดทำผังน้ำแต่ละลุ่มน้ำมีลักษณะกายภาพและสภาพปัญหาที่แตกต่างกัน ต้องใช้เทคนิคจัดทำผังน้ำที่อิงกับธรรมชาติได้ พร้อมกำหนดลักษณะขนาดสิ่งกีดขวางทางน้ำที่ชัดเจน รวมถึงการแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้น้ำมีเส้นทางการไหลของน้ำ โดยผลการศึกษาของทั้ง 8 ลุ่มน้ำ จะแล้วเสร็จในวันที่ 20 กันยายน 2564 และจะดำเนินการศึกษาจนครบทั้ง 22 ลุ่มน้ำทั่วประเทศ ภายในปี 2566 และเมื่อผังน้ำถูกประกาศใช้ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ.2561 แล้ว จะทำให้การบริหารจัดการน้ำของทุกหน่วยงานจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน มีความเป็นระบบมากขึ้น มีการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าที่สุด ขณะเดียวกัน สามารถช่วยบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำ สามารถรักษา เส้นทางน้ำ ไม่สูญหายและถูกเก็บรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

สยามคูโบต้าชู‘มหาสารคาม’โมเดล นำร่องโครงการ‘เกษตรปลอดการเผา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510061

สยามคูโบต้าชู‘มหาสารคาม’โมเดล นำร่องโครงการ‘เกษตรปลอดการเผา’

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวีรพงศ์ วิรบุตร์ ผู้จัดการภาคอีสานอาวุโส – แทรกเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัดเปิดเผยว่า ไทยต้องเผชิญสถานการณ์
“ฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5” ซึ่งส่งผลกระทบต่อสุขภาพและการดำเนินชีวิตประจำวัน สยามคูโบต้าในฐานะผู้นำด้านเครื่องจักรกลการเกษตรในภูมิภาคอาเซียนเห็นความสำคัญในการแก้ปัญหาดังกล่าว จึงดำเนินโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาภาคเกษตรกรรมได้อย่างยั่งยืน ในปี. 2562 สยามคูโบต้าให้ความสำคัญกับการส่งเสริมและให้ความรู้เกษตรกรร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจทั้งภาครัฐและเอกชน จึงเกิดแนวคิดตั้ง “โครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn)” โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรปลอดการเผา เพื่อลดมลพิษจากการเผาในที่โล่งจากภาคเกษตรกรรม ตลอดจนสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุเหลือใช้หลังเก็บเกี่ยว เช่น ฟางข้าว ตอซังข้าว ใบอ้อย และใบข้าวโพด โดยนำนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร และองค์ความรู้ด้านเกษตร ภายใต้องค์ความรู้ KUBOTA (Agri) Solutions เกษตรครบวงจรมาประยุกต์ใช้จัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

โครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) มีวัตถุประสงค์สนับสนุนให้พื้นที่ภาคการเกษตรของไทยกว่า 140 ล้านไร่ ให้ปลอดการเผา 100% ภายในปี 2565 สยามคูโบต้าจึงมุ่งเผยแพร่องค์ความรู้ด้านปลอดการเผาผ่านกิจกรรมรณรงค์และสัมมนาโครงการฯ ในจ.สุพรรณบุรี เชียงใหม่ และมหาสารคาม พร้อมลงพื้นที่ส่งเสริมตั้งจังหวัดปลอดการเผาในพื้นที่เกษตรเป้าหมาย 5 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม ชัยนาท อุบลราชธานี ศรีสะเกษ และมุกดาหาร โดยมีจ.มหาสารคาม และชัยนาท เป็นจังหวัดต้นแบบพร้อมนำร่องแนวคิดทำเกษตรปลอดการเผาแบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ

ในปีนี้ สยามคูโบต้าจึงเดินหน้าสานต่อโครงการฯดังกล่าว โดยลงนามบันทึกความร่วมมือโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) จ.มหาสารคาม ร่วมกับหน่วยงานรัฐและเอกชน จ.มหาสารคาม และผู้แทนจำหน่ายคูโบต้า มหาสารคาม เพื่อผลักดันให้เป็นจังหวัดต้นแบบนำร่องแห่งแรกในการขับเคลื่อนโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) ให้เป็นรูปธรรมยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “มหาสารคาม มหานครปลอดการเผา” โดยได้รับเกียรติจาก ว่าที่ร้อยตรี กฤษณพงศ์ศรีพงษ์พันธุ์กุล ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ เป็นสักขีพยานในพิธี

“สยามคูโบต้าร่วมส่งเสริมองค์ความรู้และวิธีทำการเกษตรปลอดการเผา พร้อมหาช่องทางการตลาดสร้างรายได้ให้เกษตรกรในจ.มหาสารคาม จากการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยวางแผนสนับสนุนเครื่องจักรกลการเกษตร ด้วยการมอบส่วนลดเครื่องอัดฟางเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เกษตรเป้าหมาย”นายวีรพงศ์ กล่าว

ด้านนายธัญญวัฒน์ ชาญพินิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามเปิดเผยว่า หน่วยงานภาครัฐและเอกชน จ.มหาสารคาม พร้อมร่วมมือกับสยามคูโบต้า ผลักดันนโยบายงดเผาในพื้นที่การเกษตรของภาครัฐผ่านโครงการเกษตรปลอดการเผา (Zero Burn) เพื่อแก้ปัญหาปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปัญหาฝุ่นควัน PM2.5 ในจ.มหาสารคาม พร้อมแก้ปัญหาการเผาทำลายหน้าดิน มุ่งสู่เป้าหมายลดการเผาในพื้นที่การเกษตรของจ.มหาสารคามให้เป็น 0% ภายในปี 2565 พร้อมทั้งยังมุ่งสร้างรายได้เกษตรกรในจังหวัด ด้วยการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรอย่างยั่งยืน สยามคูโบต้ามุ่งมั่นผลักดันให้แนวคิดทำเกษตรปลอดการเผาเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลาย ด้วยการขยายพื้นที่ความร่วมมือโครงการฯไปทั่วประเทศ เพื่อให้เกษตรกรนำความรู้และประสบการณ์ไปปรับใช้และลงมือปฏิบัติจริงกับพื้นที่การเกษตรของตนเอง พร้อมส่งต่อความรู้ไปยังภาคการเกษตรทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมภาคเกษตรกรรมให้เข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป

GDPเกษตรครึ่งปีแรกหดตัว5.1% สศก.แนะพลิกวิกฤติโควิดพัฒนาอาชีพยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/510063

GDPเกษตรครึ่งปีแรกหดตัว5.1%  สศก.แนะพลิกวิกฤติโควิดพัฒนาอาชีพยั่งยืน

GDPเกษตรครึ่งปีแรกหดตัว5.1% สศก.แนะพลิกวิกฤติโควิดพัฒนาอาชีพยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส COVID-19 ที่เกิดขึ้น กระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงัก ทั้งระบบห่วงโซ่การผลิตทั่วโลก ที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน ทั่วโลกเกิดความกังวลเรื่องขาดแคลนอาหารเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยฝืดเคือง แรงงานภาคอุตสาหกรรมและบริการในประเทศถูกเลิกจ้างและปรับเปลี่ยนหันมาประกอบอาชีพทางการเกษตร เพื่อเป็นทางรอด อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ดังกล่าว หากมองกลับกันถือเป็นโอกาสพัฒนาเศรษฐกิจการเกษตรวิถีใหม่ หรือ New Normal ที่ท้าทาย เพราะเป็นโอกาสของอาชีพเกษตรกรไทย เนื่องจากรูปแบบดำเนินชีวิตของประชาชนนั้นเปลี่ยนแปลงไป คำนึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยเพิ่มขึ้น จึงพลิกวิกฤตเป็นโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มและยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรพัฒนาให้อาหารของไทยปลอดภัย เน้นจุดขายเรื่องอัตลักษณ์ด้านอาหารผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมท้องถิ่นและวิถีชีวิตรูปแบบใหม่ (Fusion Food) ขยายช่องทางตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ (E-Commerce) พัฒนาระบบโลจิสติกส์ด้านการเกษตร และส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้มากขึ้น อีกทั้ง วิกฤตการณ์ครั้งนี้ ยังเป็นโอกาสใหม่ทำเกษตรพันธสัญญากับกลุ่มธุรกิจยาและเวชภัณฑ์โดยส่งเสริมการผลิตและแปรรูปพืชสมุนไพรเพื่อพัฒนาต่อยอดจากพื้นฐานความพร้อมของเกษตรกรรองรับต่อความต้องการของตลาดโลกในอนาคตได้อีกด้วย

โอกาสในการพัฒนาภาคเกษตรจากสถานการณ์วิกฤตต่างๆ เป็นสิ่งท้าทายและโอกาสสำคัญ แต่ต้องมองปัจจัยรอบด้าน หากพิจารณาภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ครึ่งแรกของปี2563 (มกราคม-มิถุนายน 2563) พบว่า หดตัวอยู่ที่ร้อยละ 5.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562 เป็นผลมาจากสาขาพืช สาขาประมง และสาขาบริการทางการเกษตร หดตัวร้อยละ 7.0 6.4 และ 3.0 ตามลำดับ จากสภาพอากาศร้อนจัดและแห้งแล้ง รวมทั้งปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำส่วนใหญ่ และปริมาณน้ำตามแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำไม่พอเพาะปลูก ประกอบกับบางพื้นที่ประสบปัญหาระบาดของแมลงศัตรูพืช เป็นผลให้สาขาบริการทางการเกษตรหดตัวลงเช่นกัน

นอกจากนี้ สภาพอากาศที่แปรปรวน ยังส่งผลให้การทำประมงทะเลลดลง และสถานการณ์ภัยแล้งที่ทำให้ปริมาณเลี้ยงกุ้งทะเลเพาะเลี้ยงและสัตว์น้ำจืดลดลงด้วย ประกอบกับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ก็ส่งผลต่อกิจกรรมการเกษตรและเศรษฐกิจที่หยุดชะงักไปทั่วโลกด้วยเช่นกัน ขณะที่สาขาปศุสัตว์ และสาขาป่าไม้ ขยายตัวร้อยละ 5.5 และ 1.0 ตามลำดับ โดยขยายตัวจากการเพิ่มการผลิตตามความต้องการของตลาด และไทยป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ แนวโน้มเศรษฐกิจการเกษตรของทั้งปี 2563 สศก. คาดว่าจะมีทิศทางดีขึ้น แต่ยังหดตัวเล็กน้อยอยู่ในช่วงร้อยละ(-2.3) – (-1.3) เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาโดยสาขาพืช และสาขาบริการทางการเกษตร หดตัวลงตามการผลิตพืชเศรษฐกิจสำคัญหลายชนิดมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากสภาพอากาศร้อนและฝนทิ้งช่วง ที่ส่งผลให้หลายพื้นที่ประสบภัยแล้ง บางพื้นที่มีปริมาณน้ำไม่เพียงพอต่อการผลิตทางการเกษตร อย่างไรก็ตาม ช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2563 ยังอยู่ช่วงเพาะปลูกข้าวนาปี คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะมีมากขึ้น อาจทำให้เกษตรกรขยายพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปีในช่วงครึ่งปีหลัง ประกอบกับสภาพอากาศกลับสู่ภาวะปกติ ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเพาะปลูกสินค้าเกษตร อีกทั้ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ติดตามสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง น้ำท่วม และภัยแล้งในพื้นที่ต่างๆใกล้ชิด เพื่อดำเนินการแก้ปัญหาบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรได้ทันท่วงที สำหรับสาขาประมงที่ปรับตัวลดลง ทั้งประมงทะเล เพาะเลี้ยงกุ้งและประมงน้ำจืด เนื่องจากสภาพอากาศแปรปรวน ปริมาณน้ำมีไม่พอเลี้ยง ในขณะที่สาขาปศุสัตว์ และสาขาป่าไม้ ยังมีโอกาสขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยสาขาปศุสัตว์ขยายการผลิตตามความต้องการของตลาด

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรต่อเนื่อง ทั้งการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและการวางแผนใช้น้ำ วางแผนผลิตอย่างเหมาะสม การส่งเสริมการรวมกลุ่ม การทำเกษตรแบบแปลงใหญ่ การส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีในการผลิตและยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตร การบริหารจัดการผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด รวมถึงส่งเสริมการบริโภคและการใช้สินค้าเกษตรในประเทศ รวมทั้งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการคาดการณ์แนวโน้มภาวะเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2563 ที่ยังต้องติดตามต่อเนื่อง โดยเฉพาะความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนในสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 อัตราแลกเปลี่ยน ความแปรปรวนของสภาพอากาศ และราคาน้ำมันดิบแต่เชื่อมั่นว่า นโยบายมาตรการต่างๆ ที่กระทรวงเกษตรฯ ขับเคลื่อน และด้วยความร่วมมือ บูรณการจากทุกฝ่ายจะร่วมแก้ไขวิกฤตโควิด-19ในครั้งนี้ให้ผ่านพ้นไปได้ ภาคเกษตรและเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัวได้อย่างแน่นอน

กรมชลฯลงพื้นที่ตรวจสอบความมั่นคง’อ่างเก็บน้ำแม่เฮียว’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509978

กรมชลฯลงพื้นที่ตรวจสอบความมั่นคง'อ่างเก็บน้ำแม่เฮียว'

กรมชลฯลงพื้นที่ตรวจสอบความมั่นคง’อ่างเก็บน้ำแม่เฮียว’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 09.39 น.

ชป.ลงพื้นที่ตรวจสอบความมั่นคงอ่างเก็บน้ำแม่เฮียว จังหวัดลำปาง หลังน้ำในอ่างฯเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2563 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่าจากกรณีที่เกิดฝนตกหนักจังหวัดลำปาง ทำให้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำแม่เฮียว บ.แม่เฮียว ต.วังเหนือ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง ในปริมาณมากจนไหลล้นข้ามทำนบดิน จนชาวบ้านเกิดความกังวลว่าจะเป็นอันตรายทำให้ทำนบดินเสียหายได้ นั้นล่าสุด ภายหลังทราบเหตุเจ้าหน้าที่สำนักงานชลประทานที่ 2 ได้เข้าไปตรวจสอบพื้นที่ร่วมกับผู้ใหญ่บ้านแม่เฮียว กลุ่มผู้ใช้น้ำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาแล้ว ในเบื้องต้นสำนักงานชลประทานที่ 2 ได้ส่งรถขุดตักแบ็คโฮเข้าไปขุดลอกวัชพืชและเศษไม้ออกจากร่องชักน้ำ เพื่อให้น้ำสามารถระบายออกทางระบายน้ำล้นได้สะดวก เป็นการป้องกันไม่ให้น้ำไหลข้ามทำนบดิน โดยจะดำเนินการร่วมกับราษฎรและกลุ่มผู้ใช้น้ำให้แล้วเสร็จในวันที่ 6 ส.ค.2563

สำหรับอ่างเก็บน้ำแม่เฮียว เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กสร้างเสร็จเมื่อปี 2527 ตัวทำนบดินยาว 88 เมตร กว้าง 6 เมตร สูง 16 เมตร มีความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 1.10 ล้านลูกบาศก์เมตร มีทางระบายน้ำล้นสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 70 ลบ.ม./วินาที ภายหลังก่อสร้างแล้วเสร็จกรมชลประทานได้ถ่ายโอนภารกิจให้กับเทศบาลตำบลวังเหนือ เพื่อบำรุง ดูแลรักษาต่อไป ทั้งนี้ ในช่วงวันที่ 1 – 3 ส.ค. 63 ที่ผ่านมา ได้เกิดฝนตกในพื้นที่อำเภอ วังเหนือ จากอิทธิพลของพายุ “ซินลากู” วัดปริมาณฝนสะสม 3 วัน ได้มากถึง 232 มิลลิเมตร ทำให้มีน้ำท่าไหลเข้าอ่างเก็บน้ำในปริมาณมาก แต่เนื่องจากบริเวณร่องชักน้ำของทางระบายน้ำล้น มีวัชพืชและเศษไม้อยู่เป็นจำนวนมากจนกีดขวางทางน้ำไหล ทำให้น้ำไม่สามารถระบายออกทางระบายน้ำล้นได้สะดวก ทำให้น้ำไหลล้นข้ามทำนบดินและกัดเซาะด้านท้ายทำนบดินเป็นหลุมลึกตลอดแนว

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบทำนบดิน พบว่ายังมีความมั่นคงแข็งแรงดี สามารถเก็บกักน้ำได้ตามปกติ แต่จะต้องป้องกันไม่ให้มีน้ำไหลข้ามทำนบดินอีก เนื่องจากจะทำให้เกิดการกัดเซาะจนทำนบดินพังเสียหายได้ ในส่วนของการซ่อมแซม ได้ชี้แจงให้ทางผู้ใหญ่บ้านแม่เฮียว เทศบาลตำบลวังเหนือ และกลุ่มผู้ใช้น้ำได้ทราบแล้วว่า อ่างเก็บน้ำแห่งนี้กรมชลประทานได้ถ่ายโอนภารกิจให้กับเทศบาลตำบลวังเหนือแล้ว ดังนั้น การดำเนินการซ่อมแซมทางเทศบาลจะเป็นผู้ดำเนินการเอง โดยกรมชลประทานจะสนับสนุนให้คำแนะนำรูปแบบและวิธีการซ่อมแซมที่เหมาะสมต่อไป

อ.ส.ค.ทุ่ม86ล.สร้างสำนักงานกรุงเทพฯ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509885

อ.ส.ค.ทุ่ม86ล.สร้างสำนักงานกรุงเทพฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“มนัญญา”วางศิลาฤกษ์สำนักงาน อ.ส.ค.กรุงเทพ ทุ่ม 86 ล้าน เนรมิตที่ทำการนมไทย-เดนมาร์คแล้วเสร็จก.ค.64 พร้อมผลักดันนมไทย-เดนมาร์ค ขึ้นแทนผู้นำอุตสาหกรรมนมทั้งในและต่างประเทศ และสืบสาน ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานตามพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 สืบไป

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะผู้กำกับดูแลอ.ส.ค.กล่าวว่าปัจจุบันองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นเพื่อทำหน้าที่ส่งเสริมกิจการด้านโคนม ตลอดจนช่วยเหลือ แนะนำและให้คำปรึกษาแก่เกษตรกรรวมไปถึงส่งเสริมและสนับสนุนการบริโภคนมและและผลิตภัณฑ์นมในประเทศและดำเนินกิจกรรมอื่นๆที่เกี่ยวข้องหรือต่อเนื่องกับการส่งเสริมกิจการด้านธุรกิจอุตสาหกรรมโคนมและธุรกิจอุตสาหกรรมโคนม

ที่สำคัญคือเป็นองค์กรหลักที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนสืบสาน ต่อยอด โคนมอาชีพพระราชทานตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร” รัชกาลที่ 9 ที่ทรงได้พระราชทานอาชีพโคนมให้คนไทย เนื่องจากทรงเล็งเห็นว่าอาชีพการเลี้ยงโคนมจะช่วยให้ชาวไทยได้บริโภคนมที่มีคุณค่าและประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายอีกทั้งยังช่วยให้เกษตรกรไทยได้มีอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืนชั่วลูก ชั่วหลานสืบไป

ปัจจุบันอ.ส.ค.พัฒนาตัวเองเป็นองค์กรชั้นนำด้านอุตสาหกรรมนมที่ได้รับการยอมรับทั้งในและกลุ่มประเทศอาเซียน และเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์นมตราไทย-เดนมาร์ค เป็นเจ้าแรกที่ผลิตนมจากน้ำนมโคสด 100% ไม่ผสมนมผงแต่อย่างใด จนที่เป็นที่ยอมรับในกลุ่มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศอย่างกว้างขวาง โดยปัจจุบันครองสัดส่วนการจำหน่ายในตลาดเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ จะเห็นว่าอ.ส.ค.พัฒนาและเติบโตอย่างต่อเนื่องแต่ปัจจุบันอ.ส.ค.กรุงเทพยังไม่มีที่ทำการของตัวเองต้องเช่าพื้นที่อาคารขององค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก) เป็นอาคารสำนักงานอ.ส.ค. กรุงเทพฯ มีสภาพคับแคบ ทั้งในส่วนพื้นที่ใช้สอยในสำนักงานและพื้นที่จอดรถของบุคคลากรภายในองค์กรและผู้มาติดต่อประสานงาน รวมทั้งค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นประจำทุกปี จากปัญหาดังกล่าว อ.ส.ค. จึงจัดทำโครงการก่อสร้างอาคารสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯ ซึ่งคณะกรรมการ อ.ส.ค. อนุมัติงบประมาณก่อสร้างอาคารสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯโดยใช้งบประมาณการก่อสร้างเฟสแรก50 ล้านบาท เฟสสอง 36 ล้านบาท รวม 86 ล้านบาท ซึ่งจะก่อสร้างแล้วเสร็จเดือนกรกฎาคม 2564

“ปัจจุบันอ.ส.ค. เร่งพัฒนานมไทย-เดนมาร์ค ก้าวสู่แบรนด์นมแห่งชาติ พร้อมสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาด้านการพัฒนาโคนมให้เป็นอาชีพที่มั่นคงยั่งยืน โดยมียอดขายในปี 2562 อยู่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่วนปี 2563 ปรับกลยุทธ์การแข่งเดือดในสมรภูมิอุตสาหกรรมนม วางเป้ายอดขาย ปี 2563 อยู่ที่ 11,130 ล้านบาทและในอนาคตตนให้นโยบายให้อ.ส.ค.เร่งพัฒนา วิจัยผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด รวมทั้งเจาะตลาดต่างประเทศให้กว้างขวางมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายเติบโตของอุตสาหกรรมนมทั้งในและต่างประเทศในอนาคต”นางสาวมนัญญา กล่าว

ด้านนายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการ ทำการแทนผอ.อ.ส.ค.กล่าวว่า สำหรับสำนักงาน อ.ส.ค. กรุงเทพฯแห่งใหม่นี้ แบ่งพื้นที่เป็น3 ส่วนหลัก คือ 1.พื้นที่ส่วนอาคารสำนักงานสูง 3 ชั้น 2.พื้นที่ส่วนลานจอดรถและสวนหย่อม 3.พื้นที่ส่วนโรงอาหาร และ ร้าน Thai – DenmarkMilk Land สร้างบนพื้นที่ 3 ไร่ 2 งาน 50 ตารางวา ในพื้นที่ราชพัสดุ แปลงหมายเลขทะเบียน ปท. 558 ตำบลคลองหนึ่งอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานีของสำนักงานสหกรณ์จังหวัดปทุมธานี กรมส่งเสริมสหกรณ์

สศก.จับมือม.หอการค้าฯจัดทำBig Data #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509887

สศก.จับมือม.หอการค้าฯจัดทำBig Data

สศก.จับมือม.หอการค้าฯจัดทำBig Data

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการความร่วมมือระหว่าง สศก. กับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยว่า จากที่ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นนโยบายขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและการบริการด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ที่รัฐบาลให้ทุกกระทรวงเร่งจัดทำฐานข้อมูล Big Data เพื่อให้บริการกับทุกภาคส่วน และมอบหมาย สศก.ดำเนินการหลักในการจัดทำBig Data ของกระทรวงเกษตรฯ สศก. ได้มีการบูรณาการร่วมกับ10 กระทรวง และ MOU เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์เมื่อ25 ธันวาคม 2562 พร้อมตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC และเปิดให้บริการมาตั้งแต่เดือนมีนาคม 2563

ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ พัฒนาระบบฐานข้อมูลมาอย่างต่อเนื่อง บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน รวมทั้งสถาบันการศึกษา ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนการจัดทำ Big Data ด้านการเกษตรให้เกิดผลเป็นรูปธรรม การลงนาม MOU บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการของ สศก. และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยในครั้งนี้ นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่จะร่วมกันพัฒนาขีดความสามารถด้านวิชาการ ข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตร ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)และร่วมกันเสริมสร้างความเข้มแข็งและประสิทธิภาพเจ้าหน้าที่และนักวิชาการของทั้ง 2 หน่วยงาน สร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการร่วมกัน

“สศก. เรามีความพร้อมทั้งด้านองค์ความรู้เทคโนโลยี และบุคลากรที่จะร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพื่อสร้างสรรค์ผลงานและพัฒนางานด้านวิชาการทั้งงานวิจัย นวัตกรรมด้านเกษตร การพยากรณ์ที่ครอบคลุมทุกมิติ และวันนี้ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ได้แลกเปลี่ยนมุมมองเสวนาในด้านต่างๆ ต่อวิกฤติสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น อาทิ มุมมองด้านพฤติกรรมการบริโภคที่หันมาสู่ ตลาด online การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร การพัฒนาโลจิสติกส์ การส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรแม่นยำสูงให้เกษตรกร และสถาบันเกษตรกรสามารถเข้าถึงระบบเทคโนโลยีดิจิทัลด้วยต้นทุนต่ำที่สุด รวมไปถึงการส่งเสริมแนวคิดเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) และแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ตลอดจนความมั่นคงอาหารและเศรษฐกิจในชุนชนท้องถิ่น ซึ่ง สศก. ได้พัฒนาและจัดทำปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตรรายเดือนระดับจังหวัดเพื่อวางแผนเรื่องความมั่นคงอาหาร และช่วงที่ผ่านมา ได้เปิดตัวโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดินด้วยเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อช่วยเหลือกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งทั้งหมดนี้หากเรามองเห็นถึงโอกาส ในช่วงวิกฤตที่เกิดขึ้น ก็จะเป็นอีกก้าวแห่งการพัฒนาขับเคลื่อนภาคเกษตรไทยสู่ความสำเร็จไปอีกขั้นในยุคที่ท้าทายในปัจจุบัน” เลขาธิการ สศก. กล่าว

ด้านผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวเสริมว่า ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยยินดีอย่างยิ่งที่จะสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับทาง สศก. โดยเฉพาะทักษะด้านวิชาการ การพัฒนาและประยุกต์ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการวิเคราะห์ วิจัย และการพยากรณ์ทางเศรษฐกิจการเกษตรให้นักวิชาการของสศก. ตลอดจนโพลล์และเผยแพร่ข่าวสารสู่สาธารณชน และยินดีร่วมสนับสนุนนักวิชาการประชุม สัมมนา อบรมวิชาการเพื่อร่วมเพิ่มพูนศักยภาพของบุคลากรไปด้วยกัน

‘เฉลิมชัย’ห่วงเกษตรกรประสบภัยซินลากู สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย-วางแผนฟื้นฟู #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509886

‘เฉลิมชัย’ห่วงเกษตรกรประสบภัยซินลากู สั่งเร่งสำรวจความเสียหาย-วางแผนฟื้นฟู

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้ทุกหน่วยงานช่วยเหลือ ฟื้นฟู ดูแลเกษตรกรผู้ประสบภัย จากกรณีร่องมรสุมกำลังแรงพาดผ่านภาคเหนือ เข้าสู่พายุระดับ 2 (ดีเปรสชั่น ซินลากู) ทำให้ไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคใต้ ทำให้เกษตรกรหลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากฝนตกหนักถึงหนักมากซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลากไว้ด้วย และอาจก่อให้เกิดความเสียหายในพื้นที่การเกษตร โดยเฉพาะ 21 จังหวัดเสี่ยง

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการให้เกษตรจังหวัดทุกจังหวัด ที่ได้รับผลกระทบ ลงพื้นที่สำรวจข้อมูลความเสียหายด้านพืช หลังพายุผ่านทันที และให้ทุกจังหวัดรายงานสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมระดมเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรกระจายลงพื้นที่ตามอำเภอต่างๆ เพื่อเยี่ยมให้กำลังใจเกษตรกรและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม รวมทั้งสำรวจปัญหา สอบถามความต้องการเพื่อฟื้นฟูอาชีพหลังน้ำลด เช่น ส่งเสริมปลูกพืชผักระยะสั้น หรืออาชีพอื่น การให้คำแนะนำด้านวิชาการเพื่อดูแลพืชภายหลังน้ำลด พร้อมให้เกษตรกรเฝ้าระวังความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิตทางการเกษตรให้คำแนะนำแก่เกษตรกรดูแลข้าว พืชไร่ ไม้ผล เพราะช่วงนี้บางพื้นที่พืชเก็บเกี่ยว จึงต้องเตรียมช่วยเหลือเกษตรกรนอกจากนี้ ยังเตรียมให้ผลิตชีวภัณฑ์ เช่น ไตรโคเดอร์ มาเพื่อเตรียมแจกช่วยเหลือเกษตรกรหลังน้ำลดทันที หลังน้ำลดสารชีวภัณฑ์จะช่วยลดผลกระทบจากโรคพืชที่มากับน้ำได้

สำหรับมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบภัยจะจ่ายให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย จ่ายเงินช่วยเหลือตามจำนวนพื้นที่จริงที่เสียหายรายละไม่เกิน 30 ไร่ ซึ่งกำหนดให้นาข้าวได้รับอัตราไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ได้รับอัตราไร่ละ 1,148 บาท และพืชสวนและอื่นได้รับอัตราไร่ละ 1,690 บาท ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562

ซอกแซกอาเซียน : 6 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509888

ซอกแซกอาเซียน : 6 สิงหาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 6 สิงหาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ฉบับที่แล้วเกือบจะพูดถึงกิจกรรมแอปเตอร์ในปีงบประมาณ 2020 แต่ไพล่ไปพูดถึงความคิดความเห็นในแนวทางแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงทางอาหาร เพราะกำลังเป็นประเด็นร้อนของโลก เนื่องมาจากความกังวล
เกี่ยวกับการระบาดของเชื้อโควิค-19 ก็ว่ากันไปครับ เพราะถ้าไม่พูดถึงเลย ก็จะกลายเป็นตกเทรนด์สำคัญไปแต่กระนั้น ผมในฐานะที่พอมีประสบการณ์ในเรื่องความมั่นคงทางอาหารอยู่บ้าง ทราบดีว่า เรื่องนี้แม้จะมีความสำคัญมากต่อการดำรงชีวิตของพลโลก และหลายๆ ประเทศ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศก็ให้ความสำคัญ หากแต่ในทางปฏิบัติเพื่อการจัดการให้เป็นไปในทิศทางที่ต้องการนั้น ไม่ง่ายเลยครับ จะเห็นได้จาก ประเทศที่ขาดแคลน ก็ยังคงขาดแคลนอยู่เหมือนเดิม มันจึงยังเป็นเรื่องที่สำคัญที่ต้องพูดถึงกันอย่างไม่จบสิ้นครับ

สำหรับปี 2020 นี้ นอกเหนือจากข้าวสำรองแบบ earmarked ที่นอนรอในโกดังประเทศใครประเทศมัน จำนวน 787,000 ตันแล้ว แอปเตอร์มีข้าวเตรียมบริจาคในเทียร์ 3 หรือแบบให้เปล่า จำนวน 1,600 ตัน โดยเป็นของประเทศญี่ปุ่น จำนวน 600 ตัน และของประเทศเกาหลีใต้ จำนวน 1,000 ตัน แต่ทั้งนี้ไม่รวมปริมาณข้าวที่ได้ส่งช่วยเหลือภัยฉุกเฉินของเกาหลีใต้ที่ให้แก่ฟิลิปปินส์ กรณีเกิดแผ่นดินไหวบนเกาะมินดาเนา และภูเขาไฟชื่อ ตาอัน ระเบิด อีกพันกว่าตัน นอกจากปริมาณข้าวสารข้างต้น ปีนี้แอปเตอร์เรามีรูปแบบการบริจาคใหม่ที่ทางประเทศญี่ปุ่นภูมิใจนำเสนอ คือ เป็นข้าวหุงสุกสำเร็จรูปบรรจุในถุงพลาสติกพร้อมบริโภค จำนวน 40,000 ถุง ซึ่งหลายฝ่ายช่วยกันพิจารณาแล้วเห็นว่าน่าจะดีและเหมาะสมสอดคล้องกับสถานการณ์ภัยพิบัติมาก เนื่องจากข้าวสำเร็จรูปชนิดนี้สามารถเอาไปบริโภคได้ทันทีเพียงแต่ต้มน้ำร้อนเติมเข้าไป รอเพียงแป๊บเดียวก็ใช้ช้อนตักกินจากถุงได้เลย อันนี้ต่างจากการบริจาคเป็นข้าวสารซึ่งต้องนำไปหุงต้มอีกครั้งหนึ่ง ยุ่งยากกว่าแบบสำเร็จรูป และที่พิเศษสุดกว่านั้น คือ ข้าวสำเร็จรูปของญี่ปุ่นแบบใหม่นี้เขามีการผสมกับเครื่องปรุงมาแล้ว รสชาติอร่อยมาก มีหลายรสให้เลือกกินได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องไปหากับข้าวมาเสริม (แต่ถ้าจะเสริมก็ได้ ไม่ห้าม)

โดยก่อนที่จะนำเอาข้าวสำเร็จแบบใหม่มาใช้เพื่อช่วยเหลือประชาชนผู้ประสบภัยพิบัตินี้ ทางผู้แทนญี่ปุ่นได้นำเอาตัวอย่างไปทดลองให้คณะมนตรีแอปเตอร์กินดูแล้ว ในคราวประชุมที่ประเทศมาเลเซียเมื่อต้นปีก่อน ปรากฎว่ารสชาติเป็นที่ถูกใจผู้ชิมเป็นอย่างยิ่ง มีให้เลือก เช่น รสแกงกะหรี่ที่คนญี่ปุ่นนิยมกินทั้งเมือง รสมิโสะ และรสอื่นๆ อีก อันนี้ขอบอกว่าแตกต่างจากสมัยที่ผมเคยชิมในอดีตตอนที่ไปอบรมทุนไจก้าที่โตเกียวเมื่อยี่สิบกว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นจำได้ว่าเคยไปร้านเกี่ยวกับแคมปิ้งหรือพวกเดินป่าค้างแรม และได้ซื้อข้าวสำเร็จแบบเดียวกันมาทดลองกิน เทคนิกคล้ายๆ กัน คือ ต้องต้มน้ำร้อนเทใส่ถุงข้าวรอสักพักแล้วกิน ส่วนที่ต่างกันคือข้าวสำเร็จสมัยนั้น มันเป็นแต่ข้าวขาวเฉยๆ ไม่มีการปรุงรสเลย เวลากินต้องหากับข้าวมากินด้วย แต่กระนั้น ผมก็ไม่ยืนยันนะครับ อาจเป็นเพราะผมมีเงินน้อยเลยเลือกซื้อของราคาถูกที่มีแต่ข้าวเฉยๆ ความจริงเขาอาจจะมีแบบปรุงรสอยู่แล้วก็เป็นได้

การแบ่งสันปันส่วนข้าวช่วยเหลือตามโปรแกรมแอปเตอร์ปีนี้ ก็เป็นไปตามที่สมาชิกร้องขอแสดงความจำนง อย่างที่บอกไปแล้วว่า เรามีผู้เสนอตัวขอรับข้าวบริจาคอยู่ 3 ประเทศ คือ กัมพูชา เมียนมา และฟิลิปปินส์ เฉพาะสองประเทศหลังที่ต้องการข้าวสำเร็จรูป เราเลยหารือกับทางเจ้าของข้าว คือ ประเทศญี่ปุ่น ตกลงจัดสรรให้ทั้งคู่เท่าๆ กัน คือประเทศละ 20,000 ถุง แหมน่าอิจฉาเชียว สำหรับประชาชนผู้ที่จะได้รับบริจาคข้าวแบบนี้เพราะคงอร่อยเพลินไปเลยปีนี้ ส่วนข้าวสารธรรมดา แอปเตอร์ก็ได้จัดสรรให้ทั้งสามประเทศ โดยกัมพูชาได้ไป 300 ตัน เมียนมาได้ 900 ตัน ที่เหลือเป็นของฟิลิปปินส์ จำนวน 400 ตัน

ข้าวสำเร็จรูปและข้าวสารที่จัดสรรข้างต้น เมื่อขนส่ง (ทางเรือ) ไปถึงแต่ละประเทศแล้วไม่ได้หมายความว่าจะเอาไปแจกชาวบ้านทันทีเลยนะครับ เพราะระบบนี้เป็นระบบที่เรียกว่า prepositioned กล่าวคือต้องเอาไปเก็บรักษาไว้ในโกดังก่อนประมาณ 1 ปี รอการเกิดภัยธรรมชาติ เมื่อเกิดภัยแล้วจึงจะขออนุมัตินำออกไปแจกจ่ายอีกชั้นหนึ่งครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org