‘เฉลิมชัย’พอใจ! เยียวยาเกษตรกรเดินหน้าตามเป้า 3เดือนจ่ายแล้ว1.2แสนล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509839

'เฉลิมชัย'พอใจ! เยียวยาเกษตรกรเดินหน้าตามเป้า 3เดือนจ่ายแล้ว1.2แสนล้าน

‘เฉลิมชัย’พอใจ! เยียวยาเกษตรกรเดินหน้าตามเป้า 3เดือนจ่ายแล้ว1.2แสนล้าน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 15.03 น.

“เฉลิมชัย”พอใจโครงการเยียวยาเกษตรกรเดินหน้าตามเป้าหมาย 3เดือนจ่ายไปแล้ว1.2แสนล้าน ขณะที่”​สศก.”โชว์ผลติดตาม เกษตรกรดีใจ นำเงินลงทุนทางการเกษตร ใช้จ่ายครัวเรือนบรรเทาความเดือดร้อนได้เพียงพอ

เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึง การติดตามประเมินผลโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ทำหน้าที่นายทะเบียน รวบรวม และจัดทำระบบคัดกรองที่ถูกต้อง สศก.ได้ทำการตรวจสอบความซ้ำซ้อนข้อมูล และส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ฯให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม – กรกฎาคม 2563

“กระทรวงเกษตรฯ โดย สศก.ได้จัดส่งรายชื่อเกษตรกรที่ได้ตรวจสอบความซ้ำซ้อนของข้อมูลกับโครงการเราไม่ทิ้งกันของกระทรวงการคลัง ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ข้าราชการบำนาญของกรมบัญชีกลาง และระบบประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม ให้ ธ.ก.ส.เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร (ข้อมูล ณ 31 ก.ค.63) รวมทั้งสิ้น 7,747,490 ราย โดย ธ.ก.ส. ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร ตั้งแต่ 15 พ.ค. – 31 ก.ค.63 รวม 3 งวด จำนวน 112,126.730 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 96.48 ของเป้าหมาย 116,212.35 ล้านบาท แบ่งเป็น งวดที่ 1 จำนวน 7,486,705 ราย จำนวนเงิน 37,433.525 ล้านบาท งวดที่ 2 จำนวน 7,472,114 ราย จำนวนเงิน 37,360.570 ล้านบาท และงวดที่ 3 จำนวน 7,466,527 ราย จำนวนเงิน 37,332.635 ล้านบาท

ทั้งนี้ มีเกษตรกรที่ยังไม่สามารถโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรได้ เนื่องจากไม่ได้แจ้งเลขบัญชี ขณะนี้ได้เร่งให้หน่วยงานในพื้นที่ติดตามเกษตรกรเพื่อส่งเลขบัญชีให้กับ ธ.ก.ส.ดำเนินการโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกร โดยดำเนินการหลายช่องทาง เช่น ติดประกาศ ณ หน่วยงานในพื้นที่ โทรศัพท์แจ้งเกษตรกรโดยตรง รวมทั้งส่งรายชื่อให้กับผู้นำชุมชนเพื่อไปแจ้งเกษตรกรต่อไป และสำหรับเกษตรกรกลุ่มสุดท้าย ที่ได้แจ้งความจำนงเพาะปลูกและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนวันที่ 15 พฤษภาคม และเพาะปลูกพืชก่อนวันที่ 30 มิถุนายน ซึ่งมีจำนวน 38,737 ราย กลุ่มนี้จะได้รับเงินครั้งเดียว 15,000 บาท ภายในเดือนสิงหาคมนี้ สำหรับผลการอุทธรณ์ มีเกษตรกรที่มาขอยื่นเรื่องอุทธรณ์เยียวยาของทั้ง 8 หน่วยงาน โดยตรวจสอบความถูกต้องและซ้ำซ้อนแล้ว คงเหลือ 189,645 ราย ซึ่งล่าสุด การประชุมคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์ ครั้งที่ 6/2563 เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ที่ผ่านมา พบว่า มีเกษตรกรที่เข้าหลักเกณฑ์ที่สามารถจ่ายเงินเยียวยาได้ จำนวน 70,338 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบสิทธิ์อีก 269 ราย ซึ่งคาดว่าจะจ่ายเงินได้เช่นกัน

ด้าน นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวถึงผลการติดตามประเมินผลโครงการฯ ว่า สศก.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้สำรวจข้อมูลในระหว่างเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม 2563 พบว่า เกษตรกร ร้อยละ 99 พึงพอใจต่อการดำเนินงานโครงการในระดับมาก มีเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่พึงพอใจเนื่องจากยังไม่ได้รับเงินช่วยเหลือจากโครงการ และอยู่ระหว่างอุทธรณ์ เกษตรกรร้อยละ 96 เห็นว่าจำนวนเงินช่วยเหลือ เพียงพอต่อการบรรเทาความเดือดร้อน มีเพียงร้อยละ 4 ที่เห็นว่าจำนวนเงินที่ได้รับไม่เพียงพอ เนื่องจากความเสียหายจากการทำการเกษตรมีมากกว่าจำนวนเงินที่ได้รับ ส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้

สำหรับเกษตรกรที่ได้รับเงินช่วยเหลือ มีการนำเงินไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ โดยเกษตรกรจะนำไปลงทุนทางการเกษตร เช่น ซื้อพันธุ์สัตว์ อาหารสัตว์ ปุ๋ย และซ่อมแซมโรงเรือน เป็นอันดับแรก ที่เหลือนำไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคในครัวเรือน ลงทุนนอกการเกษตร เช่น ซื้อสินค้าไปจำหน่ายต่อ และนำไปชำระหนี้สิน/จ่ายค่าเช่า รวมทั้งนำไปใช้จ่ายอื่นๆ เช่น จ่ายค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าซ่อมแซมบ้าน ใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน เก็บออม เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการดำเนินโครงการดังกล่าว ทำให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดทำระบบฐานข้อมูลทะเบียนเกษตรกรที่เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน ควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ กรมที่ดิน ส.ป.ก.จะทำให้การดำเนินงานอื่นๆ หรือการปรับปรุงข้อมูลของหน่วยงานมีความเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ การตรวจสอบคัดกรองข้อมูล จะดำเนินการได้รวดเร็วขึ้น  อีกทั้งหากมีการประชาสัมพันธ์ไปทางกระทรวงมหาดไทย ที่สามารถเข้าถึงกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ได้ทั่วถึงและรวดเร็วกว่า จะช่วยให้การดำเนินงานโครงการได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น สร้างความตระหนักให้เกษตรกรเห็นความสำคัญของการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร เพื่อได้รับการช่วยเหลือในโครงการต่างๆ

นอกจากนี้ เกษตรกร ได้ให้ข้อคิดเห็นถึงรูปแบบในการช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ หรือเหตุการณ์อื่น โดยต้องการให้จ่ายเงินช่วยเหลือเป็นลำดับแรก รองลงมาคือ การจัดหาตลาด ช่วยกระจายผลผลิตของเกษตรกร การสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย ยา พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ หรือ อาหารสัตว์ จัดอบรมให้ความรู้ เพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบการเกษตรได้ และช่วยด้านระบบชลประทาน หรือจัดหาแหล่งน้ำ รวมทั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้ในการเพาะปลูก และลดดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม สศก.จะมีการสำรวจข้อมูลเพื่อประเมินผลอีกครั้งเมื่อโครงการเสร็จสิ้นแล้ว

อย่างไรก็ตาม ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขอบคุณทุกหน่วยงานรวมทั้งคณะรัฐมนตรีแทนเกษตรกรทุกคน ที่ช่วยสนับสนุนกระทรวงเกษตรฯ ในการดำเนินโครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อ ไวรัสโคโรนา 2019 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จนลุล่วงคืบหน้าด้วยดีโดยให้กำลังใจทุกฝ่ายดำเนินก่อนต่อจนแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคมนี้

กยท.ระดมสมองป้องกัน-พัฒนาถุงมือยางไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509617

กยท.ระดมสมองป้องกัน-พัฒนาถุงมือยางไทย

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (ผู้ว่าฯกยท.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 (COVID-19) ไปทั่วโลก ส่งผลให้แต่ละประเทศตระหนักถึงมาตรการป้องกันและลดความเสี่ยงระบาดโรค COVID-19 หลายประเทศ จึงต้องการใช้ถุงมือยางมากขึ้นโดยเฉพาะถุงมือยางที่ใช้ทางการแพทย์ สำหรับไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยางทางการแพทย์เป็นอันดับสองของโลก รองจากประเทศมาเลเซีย มีมูลค่าการส่งออก ประมาณ 37,381 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 14.76 ส่งผลให้การผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า ปัจจุบันถุงมือยางของไทยเป็นที่ต้องการแพร่หลายทั่วโลก ทำให้เกิดผลกระทบด้านกำลังผลิตและส่งออก ที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลก รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งกยท.ตระหนักประเด็นดังกล่าว อาจเกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียง ตลอดจนความเชื่อมั่นที่มีต่อนักลงทุนในต่างประเทศ จึงเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) สมาคมผู้ผลิตถุงมือยางไทย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมวิชาการเกษตร รวมถึงนักวิชาการ ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หาแนวทางร่วมกันป้องกันแก้ปัญหาอุตสาหกรรมถุงมือยางของไทย ภายใต้กรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ผู้ผลิต และภาคธุรกิจ

ด้านนางวราภรณ์ ขจรไชยกูลที่ปรึกษาด้านการควบคุมและแปรรูปอุตสาหกรรมยางปลายน้ำด้านยางแห้งกล่าวว่า ไทยเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกถุงมือยาง แบ่งเป็น ถุงมือยางธรรมชาติ และถุงมือยางสังเคราะห์ไปทั่วโลก ภายใต้มาตรฐานรับรองคุณภาพสินค้า ISO 11193-1 ซึ่งเป็นมาตรฐานระดับสากลสำหรับถุงมือตรวจโรค ผลิตจากยางธรรมชาติและยางสังเคราะห์ และ ISO 10282 สำหรับมาตรฐานถุงมือผ่าตัด แต่ยังมีมาตรฐานระดับประเทศที่จำกัดการนำเข้าถุงมือยางธรรมชาติ ได้แก่ ASTM ซึ่งเป็นมาตรฐานของสหรัฐอเมริกา ส่งผลกระทบต่อการส่งออกถุงมือยางธรรมชาติของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ(MTEC) ได้วิจัยสามารถลดปริมาณโปรตีนที่ละลายน้ำในถุงมือยางธรรมชาติได้ต่ำกว่า 200 ไมโครแกรม ตามมาตรฐานที่ ASTM กำหนด โดยคุณสมบัติทางการภาพยังคงเหมือนเดิม ขณะนี้ การวิจัยดังกล่าวผ่านการทดสอบในห้องปฏิบัติการแล้ว อยู่ระหว่างการทดสอบในระดับโรงงาน จึงเชื่อว่าถุงมือยางของประเทศไทยมีความปลอดภัยและสามารถส่งออกไปทั่วโลกได้ โดยก้าวต่อไปจะมีการร่วมบูรณาการพัฒนาด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยีถุงมือยาง ของหลายภาคส่วน เช่น กยท. MTEC กรมวิทยาศาสตร์บริการ มหาวิทยาลัยต่างๆ และผู้ประกอบการถุงมือยาง

ส่องเกษตร : น้ำ…ไปไหน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509619

ส่องเกษตร : น้ำ…ไปไหน

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

น้ำ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของโลกใบนี้ และยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีพของมนุษย์ รวมไปถึงการผลิตทางการเกษตร น้ำเป็นปัจจัยหนึ่งที่ชี้วัดความสำเร็จของการทำการเกษตร ถ้าน้ำดีเชื่อได้ก่อนว่าการทำการเกษตรจะไม่มีปัญหา ดังนั้นการพัฒนาด้านการเกษตรจึงเริ่มต้นที่การพัฒนาน้ำก่อนที่จะพัฒนาปัจจัยอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นดิน พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ การดูแลรักษา สิ่งเหล่านี้มักจะมีความสำคัญในลำดับรอง เมื่อเทียบกับการพัฒนาด้านน้ำ

ข้อเท็จจริงที่ปรากฏ พบว่า ปริมาณน้ำจากฝนที่ตกลงมาที่ภาษาคนในวงการเขาเรียกกันว่าน้ำฟ้าในแต่ละปีของประเทศไทยเรานั้น จะมากบ้างน้อยบ้าง แต่ปริมาณที่กักเก็บเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ทั้งทางด้านการเกษตร อุตสาหกรรม และการอุปโภคบริโภคต่างๆ มีปริมาณไม่เกินร้อยละ 30 และเรามักจะได้ยินปัญหาน้ำมาก น้ำน้อยกันเป็นประจำ โดยเฉพาะในปีที่น้ำน้อยถึงกับต้องมีการจัดสรรให้แต่ละภาคส่วนได้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ และต้องมีผู้เสียสละเสมอ ซึ่งก็ไม่พ้นการเกษตรที่ต้องยอมไม่ทำการผลิตในปีที่น้ำน้อย เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรม และการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของผู้คนในสังคมยังคงอยู่กันได้

ประเด็นการกักเก็บน้ำดังกล่าว มีทั้งผู้รู้และผู้แสดงว่ารู้ออกมาให้ความเห็นกันหลายอย่างถึงการกักเก็บน้ำให้ได้มากยิ่งขึ้น ไม่ให้ไหลลงสู่ทะเลโดยไม่เกิดประโยชน์ หากจะให้ขยายความถึงวิธีการกักเก็บ คำตอบยังไม่ชัดเจนออกมาเท่าใดนัก หน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการกักเก็บน้ำโดยตรง รับผิดชอบในการสร้างเขื่อน สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดต่างๆ ได้ให้ข้อมูลด้านปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะประเด็นของการวิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ฝ่ายต่อต้านการสร้างเขื่อนไม่เคยยอมรับผลการวิเคราะห์ดังกล่าว เพราะมองว่าการสร้างเขื่อนหรืออ่างเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมและวิถีของชุมชน โดยที่ผลที่ได้จากการสร้างเขื่อนดังกล่าวไม่สามารถชดเชยสิ่งเหล่านี้ได้ ดังนั้นกว่าร้อยปีของงานชลประทานในบ้านเมืองของเราจึงสามารถสร้างพื้นที่ในเขตชลประทานได้เพียง 30 ล้านไร่ จากพื้นที่การเกษตรรวมราว 149 ล้านไร่ ไม่นับรวมพื้นที่ในเขตชลประทานที่กลายร่างเป็นพื้นที่เมืองและย่านอุตสาหกรรมแทนการเกษตรเดิมที่ถูกผลักไสออกไป ข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าพื้นที่การเกษตรกว่า 100 ล้านไร่ เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานที่จะต้องแสวงหาแหล่งน้ำมาทำการเกษตรเอง แม้ว่าจะมีหน่วยงานของรัฐเข้ามาดำเนินการในส่วนนี้ แต่ไม่ได้ครอบคลุมพื้นที่ดังกล่าวทั้งหมด ความแตกต่างของการผลิตทางการเกษตรในเขตพื้นที่ชลประทานกับเขตนอกพื้นที่ชลประทานจึงแตกต่างกันมาก

การสูญเสียน้ำฟ้าไปในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความพยายามที่จะกักเก็บน้ำเหล่านี้ไว้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับฟังข้อมูลจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลถึงแนวคิดในการทำธนาคารน้ำใต้ดินซึ่งกำลังเป็นกระแสของในปัจจุบัน โดยมีหลายแนวคิดและทฤษฎีมาก กรมทรัพยากรน้ำบาดาลจึงได้ทดลองดำเนินการในพื้นที่ทุ่งบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งเป็นแหล่งที่ทราบดีว่าเป็นทุ่งรับน้ำที่มีน้ำท่วมเป็นประจำแทบทุกปี เมื่อพิจารณาโครงสร้างของชั้นดิน พบว่า ดินชั้นบนเป็นดินเหนียว ส่วนดินล่างเป็นดินทราย และสามารถที่จะกักเก็บน้ำไว้ในใต้ดินได้ แต่ประเด็นคือ ดินบนที่เป็นดินเหนียวทำให้น้ำที่อยู่บนผิวดินซึมลงสู่ชั้นใต้ดินได้น้อย ดังนั้นจึงแก้ปัญหาด้วยการเจาะจากผิวดินทะลุชั้นดินเหนียว ลงไปในชั้นดินทรายลึกประมาณ 30 เมตร จำนวนมากกว่า 300 จุด เพื่อให้น้ำบนผิวดินซึมผ่านลงไปกักเก็บไว้ในชั้นล่าง
ได้ ซึ่งนอกจากจะสามารถกักเก็บน้ำไว้ได้แล้ว ยังชะลอการไหลของน้ำ ลดปัญหาการชะล้างพังทลายของหน้าดิน คงความอุดมสมบูรณ์ของดินไว้ได้อีกด้วย แนวทางการดำเนินงานของกรมทรัพยากรน้ำบาดาลดังกล่าว
นับว่ามีประโยชน์หลายด้าน นอกจากการเก็บกักน้ำแล้ว การลดความสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ของผิวหน้าดินก็เกิดผลดีด้วย ผมจึงเสนอให้ขยายการดำเนินการไปยังพื้นที่อื่นๆ ที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อจะได้เป็นอีก
กำลังหนึ่งในการกักเก็บน้ำไว้ใช้ประโยชน์ วิธีการดังกล่าวน่าจะเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันไม่ให้ใครมาประท้วงว่าทำลายวิถี ทำลายสิ่งแวดล้อมได้ น้ำที่หายไปจะกลายเป็นน้ำที่นำมาใช้ประโยชน์ได้ในที่สุด

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ก.เกษตรจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ ร่วมสร้างฝายชะลอน้ำ-ปลูกหญ้าแฝก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509616

ก.เกษตรจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ‘ร.10’ ร่วมสร้างฝายชะลอน้ำ-ปลูกหญ้าแฝก

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “กิจกรรมจิตอาสาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563” ณ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว ตำบลเขาใหญ่อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี โดยมี นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นายภัคพงศ์ ทวิพัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี คณะผู้บริหารกรมส่งเสริมสหกรณ์ เจ้าหน้าที่ สมาชิกสหกรณ์ และประชาชนในพื้นที่ ให้การต้อนรับและเข้าร่วมกิจกรรมจำนวน 600 คน ซึ่งโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเฉพาะราษฎรที่อาศัยทำกินในพื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง ได้ร่วมกันแสดงออกถึงความจงรักภักดี และรู้สึกสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงได้ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสา เพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่โครงการ หุบกะพง และแก้ไขปัญหาการเกิดไฟไหม้ในแปลงปลูกป่านศรนารายณ์ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่หุบกะพง เนื่องจากชาวบ้านจะใช้เส้นใยจากต้นป่านศรนารายณ์มาเป็นวัตถุดิบจักสานเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เช่น กระเป๋า รองเท้า หมวก เพื่อจำหน่ายและสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว ซึ่งการดำเนินกิจกรรมจิตอาสาในครั้งนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านในพื้นที่หุบกะพงแล้ว ยังเป็นการน้อมนำพระราชปณิธานในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 ในการ “สืบสาน รักษา และต่อยอด” โครงการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ให้อยู่กับประชาชนชาวไทยสืบไป

จากนั้น ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผู้บริหารและผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมกันปลูกหญ้าแฝก และการทำฝายชะลอน้ำ บริเวณอ่างเก็บน้ำห้วยแก้ว เพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนและแก้ปัญหาภัยแล้ง ให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัยทำกินในพื้นที่โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง จากนั้นเดินทางไปร่วมกิจกรรมปลูกป่านศรนารายณ์ ในแปลงสาธิต ทดลอง ปลูกป่านศรนารายณ์ (แปลง 500 ไร่) แปลงเลขที่ 146 ซึ่งได้รับความเสียหายจากเหตุเพลิงไหม้เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 ประมาณ 80 ไร่ซึ่งอยู่ภายในบริเวณศูนย์สาธิตสหกรณ์โครงการหุบกะพง ซึ่งทางศูนย์ฯ ได้ทำเป็นแปลงสาธิต ทดลองปลูก ป่านศรนารายณ์ในโครงการศิลปาชีพ (พิเศษ) จักสานป่านศรนารายณ์ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รวมทั้งใช้เป็นวัตถุดิบทำผลิตภัณฑ์จักสานป่านศรนารายณ์ ธุรกิจหลักของสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ด้วย

ทั้งนี้ โครงการตามพระราชประสงค์หุบกะพง เป็นโครงการในพระราชประสงค์แห่งแรกของจังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2507 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้จัดสรรที่ดินในตำบลเขาใหญ่ อำเภอชะอำ เนื้อที่ 12,079-1- 82 ไร่ ให้ราษฎรที่ไม่มีที่ดินทำกิน ได้เข้าอยู่อาศัยและประกอบอาชีพการเกษตร แต่เดิมพื้นที่ดังกล่าวมีสภาพเป็นป่าเสื่อมโทรม สภาพภูมิประเทศเป็นดินทราย อากาศแห้งแล้ง ส่งผลต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกร พระองค์จึงได้จัดการพัฒนาที่ดินให้แก่เกษตรกรและทดลองทำการเกษตรแผนใหม่จนประสบผลสำเร็จ พลิกฟื้นผืนดินที่แห้งแล้งให้มีความอุดมสมบูรณ์ และใช้ประโยชน์ในการปลูกพืชและทำการเกษตรได้จวบจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเกษตรกรที่ได้รับการจัดสรรที่ดินเหล่านี้ ได้รวมตัวกันแล้วจัดตั้งเป็นสหกรณ์การเกษตรหุบกะพง จำกัด ยึดหลักและวิธีการสหกรณ์ในการดูแลชีวิตความเป็นอยู่และส่งเสริมการประกอบอาชีพให้กับสมาชิก ปัจจุบัน หมู่บ้านหุบกะพงมีประชากรอาศัยในพื้นที่ประมาณ 3,029 คน และที่นี่ยังเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการปลูกพืชและสัตว์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการเกษตรบนพื้นที่แห้งแล้ง อีกทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้การทำเกษตรด้านต่างๆ แก่เกษตรกร และประชาชนทั่วไปด้วย

รายงานพิเศษ : ประมงนำร่องทดลองระบบฯ ออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509622

รายงานพิเศษ : ประมงนำร่องทดลองระบบฯ  ออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD)

รายงานพิเศษ : ประมงนำร่องทดลองระบบฯ ออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ(APD)

วันพุธ ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมง เปิดทดลองระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งทะเลและผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) สามารถยื่นคำขอทดลองเข้าใช้งานระบบการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำได้ด้วยตนเองตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการ และเพื่อประโยชน์ในการสืบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสัตว์น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่ากรมประมงได้ออกประกาศ เรื่อง การจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ สำหรับกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภทการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2563 โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 91แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 ในการกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม ประเภทการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล และผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) อาทิ แพรับซื้อกุ้ง ผู้รวบรวมสัตว์น้ำ สถานแปรรูปเบื้องต้น สถานประกอบการห้องเย็น โรงงานแปรรูปสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์ และผู้ส่งออกกุ้งทะเลที่ประสงค์จะขายหรือส่งมอบกุ้งทะเลแก่บุคคลอื่น จะต้องจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำให้แก่ผู้ซื้อหรือผู้รับมอบกุ้งทะเล ผ่านระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (Aquatic AnimalPurchasing Document: APD) ทางเว็บไซด์ http://apd.fisheries.go.th เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการ ในการออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ และสืบค้นแหล่งที่มาของกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ อีกทั้งเพื่อประโยชน์ในการกำกับดูแลการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเลให้ได้คุณภาพ ป้องกันอันตรายต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะในเรื่องของสารตกค้างในสินค้ากุ้งทะเล สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศคู่ค้าในเรื่องระบบ Traceability ของประเทศไทย

สำหรับการจัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับเกษตรกรและผู้ประกอบการเนื่องจากที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน กรมประมงได้ใช้หนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำและลูกพันธุ์สัตว์น้ำ (MD/FMD) เพื่อเป็นหลักฐานในการสืบค้น แต่เนื่องจากประกาศกรมประมงฉบับดังกล่าวได้ออกไป จึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบในการจัดทำหนังสือกำกับฯ จากเดิมผู้ออกหนังสือกำกับฯ ให้แก่เกษตรกรคือเจ้าหน้าที่กรมประมง หรือกลุ่มองค์กรที่ได้รับการประกาศรับรองให้ออกหนังสือกำกับฯ ปรับเปลี่ยนเป็นให้เกษตรกรและผู้ประกอบการฯ สามารถจัดทำหนังสือกำกับฯ ได้ด้วยตนเองผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ แบบ Real-time ทำให้โปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ APD สามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของกุ้งทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มการอำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถจัดทำหนังสือกำกับฯ ผ่านระบบดังกล่าวได้ในพื้นที่ของตนเอง อีกทั้งยังเป็นการช่วยลดการใช้กระดาษ เนื่องจากสามารถส่งข้อมูลการซื้อขายกุ้งทะเลในรูปแบบของไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเกษตรกรไม่ต้องกังวลในเรื่องของความยุ่งยากในการใช้ระบบ เนื่องจากกรมประมงได้มีเจ้าหน้าที่คอยให้คำปรึกษา ซึ่งท่านสามารถยื่นคำขอทดลองใช้ระบบฯ ได้ในวันที่ 3 สิงหาคม 2563 และจะเปิดระบบให้สามารถทดลองใช้งานตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 -1 กันยายน 2564

อย่างไรก็ตาม หลังจากพ้นระยะเวลาช่วงทดลองระบบ 1 ปี(1 กันยายน 2563-1 กันยายน 2564) ในวันที่ 2 กันยายน 2564 ประกาศกรมประมงจะมีผลใช้บังคับ หากเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) ท่านใดที่ไม่จัดทำหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ ในทุกครั้งที่มีการซื้อขายหรือส่งมอบกุ้งทะเล หรือจัดทำเอกสาร หรือกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ จะมีความผิดตามมาตรา 156 ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 10,000-1,000,000 บาท หรือหากนำหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD/FMD) ที่กลุ่มองค์กรเอกชนหรือบุคคลที่ได้รับการประกาศรับรองฯ ฝ่าฝืนออกให้ไปใช้ประกอบการซื้อขายกุ้งทะเลให้แก่บุคคลอื่น จะมีความผิดตามมาตรา 268 ประมวลกฎหมายอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท ซึ่งกลุ่มองค์กรเอกชนหรือบุคคลที่ได้รับการประกาศรับรองให้ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำ (MD/FMD) จะถูกระงับมิให้ออกหนังสือกำกับการจำหน่ายสัตว์น้ำและลูกพันธุ์สัตว์น้ำ (MD/FMD) ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2563 เป็นต้นไป หากฝ่าฝืนจะมีความผิดตามมาตรา 265 ประมวลกฎหมายอาญา ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 1,000-10,000 บาท

ทั้งนี้ กรมประมงได้มีการจัดประชุมชี้แจงกับเกษตรกรและผู้ประกอบการด้านการประมงฯ เกี่ยวกับประกาศที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการใช้งานระบบโปรแกรมประยุกต์การออกหนังสือกำกับการซื้อขายสัตว์น้ำ (APD) ไปเมื่อวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2563 ผ่านระบบ Video conference (Zoom) ซึ่งเป็นการประชุมทำความเข้าใจร่วมกัน โดยหากท่านใดต้องการรับชมคลิปวีดีโอสอนใช้งานระบบ (APD) สามารถรับชมได้ที่ http://apd.fisheries.go.th/ และสามารถสอบถามได้ที่หน่วยงานกรมประมงในพื้นที่ ได้แก่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือสถานที่ที่ประมงจังหวัดประกาศกำหนด หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ภายใต้สังกัดกองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง จำนวน 17 ศูนย์ฯ หรือติดต่อได้ที่ กลุ่มวิจัยการจัดระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำควบคุม กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง โทร. 0-2579-2421 หรือทาง Line: @eapd

เกษตรกรใต้ยืนหยัดดูแลผู้บริโภค ย้ำขายหมูหน้าฟาร์มไม่เกิน80บาท #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509358

เกษตรกรใต้ยืนหยัดดูแลผู้บริโภค ย้ำขายหมูหน้าฟาร์มไม่เกิน80บาท

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายปรีชา กิจถาวร กรรมการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และนายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนไทย ทำให้สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรทุกภูมิภาค ตลอดจนเกษตรกรทั่วประเทศ ร่วมใจกันดูแลปกป้องประชาชนไม่ให้เดือดร้อนด้านค่าครองชีพ ด้วยการให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ตรึงราคาขายหมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม ซึ่งเป็นต้นทางไม่ให้เกิน 80 บาทต่อกิโลกรัม มาตลอด เพื่อให้ราคาจำหน่ายหมูหน้าเขียงที่ปลายทางอยู่ที่ 150-160 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาเหมาะสมเป็นธรรมกับผู้บริโภค และที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรต่างร่วมกันบริหารจัดการการผลิตตลอดห่วงโซ่ ให้มีปริมาณสุกรเพื่อการบริโภคในประเทศอย่างเพียงพอ

“ราคาสุกรปัจจุบันเป็นไปตามกลไกตลาด จากการบริโภคที่เพิ่มขึ้นก้าวกระโดด ทั้งจากการผ่อนคลายมาตรการต่างๆ ส่งผลให้กิจการและกิจกรรมหลายส่วนเริ่มเปิดดำเนินการ การจับจ่ายใช้สอยกลับมาคึกคัก ประกอบกับสถานศึกษาทั่วประเทศเปิดทำการเรียนการสอนแล้ว ยิ่งทำให้การบริโภคเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เลี้ยงทุกคนจะยืนหยัดผลิตสุกรให้เพียงพอบริโภค ย้ำว่าประเทศไทยจะไม่ประสบปัญหาขาดแคลนสุกรแน่นอน ที่สำคัญจากโครงการ “เนื้อหมู…สู้โควิด” ของสมาคมผู้เลี้ยงสุกรที่เริ่มดำเนินการแล้วในจังหวัดชลบุรี ด้วยการขายเนื้อหมูกิโลกรัมละ 130 บาท จากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมถึงห้างค้าส่ง ค้าปลีก ต่างร่วมกิจกรรมทั่วประเทศ ส่งผลให้สถานการณ์ราคากลับสู่ภาวะปกติแล้ว” นายปรีชากล่าว

นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้ กล่าวถึงสถานการณ์การผลิตสุกรว่า จากปัญหาโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ หรือ ASF ในสุกร ที่มีการระบาดอย่างหนักโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านทั้งจีน เวียดนาม
เมียนมา ฯลฯ ทำให้อุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรในประเทศดังกล่าวเสียหายอย่างหนัก ปริมาณสุกรหายไปจากระบบเป็นจำนวนมาก ส่งผลต่อราคาเนื้อสุกรในประเทศเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว เช่น จีนราคาหมูหน้าเขียงกิโลกรัมละ 350 บาท เวียดนาม 250 บาท และกัมพูชา 200 บาท เป็นต้น โรค ASF ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงเกิดความวิตกกังวล และตัดสินใจเลิกอาชีพเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น โดยเกษตรกรในภาคใต้หายออกไปจากระบบถึงร้อยละ 20 ส่งผลให้ปริมาณแม่พันธุ์รวมเหลืออยู่ประมาณ 80,000 ตัว จากเดิมมีแม่พันธุ์มากกว่า 100,000 ตัว อย่างไรก็ตามไทยยังสามารถป้องกันโรค ASF ไว้ได้ ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมนี้ และคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ประสบปัญหาขาดแคลนและเดือดร้อนจากภาวะราคาดังเช่นประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงสุกรภาคใต้จะร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และกระทรวงพาณิชย์ จัด “มหกรรมหมูธงฟ้า” ส่งตรงหมูสดจากฟาร์มเกษตรกรผู้เลี้ยงสู่ผู้บริโภค เพื่อสนับสนุนนโยบายการช่วยเหลือพร้อมกันทุกภูมิภาคทั่วประเทศ ในวันที่7 สิงหาคม โดยพื้นที่ภาคใต้เบื้องต้นจะจัดที่ จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ทยอยจัดจำหน่ายประมาณ 1,000 กิโลกรัมต่อวัน

ไฟเขียวประกันรายได้มันฯ-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509359

ไฟเขียวประกันรายได้มันฯ-ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการมันสำปะหลัง (นบมส.) และคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (นบขพ.) ที่มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธาน เห็นชอบโครงการประกันรายได้สินค้า 2 ชนิด คือมันสำปะหลัง ประกันรายได้ที่หัวมันสำปะหลังสด เชื้อแป้ง 25% ในพื้นที่เพาะปลูกทั่วประเทศ กำหนดราคาและปริมาณประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2563/64ที่กิโลกรัมละ 2.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 100 ตัน

ทั้งนี้ เกษตรกรที่มีสิทธิ์ได้รับเงินส่วนต่างดังกล่าว ต้องขึ้นทะเบียนผู้ปลูกมันสำปะหลังกับกรมส่งเสริมการเกษตร หลังปลูกมันสำปะหลังไปแล้ว 15 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2563 –31 มี.ค.2564 เป็นเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลังด้วยตนเอง และกรรมสิทธิ์เป็นของเกษตรกร แจ้งระยะเวลาเก็บเกี่ยวกับกรม นับจากวันที่เพาะปลูกไม่น้อยกว่า 8 เดือน กำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงระหว่างวันที่ 1 ธ.ค. 2563 – 30 พ.ย.2564 ประกาศเกณฑ์กลางอ้างอิงทุกวันที่ 1 ของเดือน ระยะเวลา12 เดือน สำหรับการจ่ายเงินส่วนต่างงวดแรกครอบคลุมเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งเพาะปลูก ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2563 ระบุวันคาดว่าเก็บเกี่ยวก่อนวันที่ 1 ธ.ค.2563 สำหรับการประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงงวดสุดท้าย ครอบคลุมเกษตรกรที่ระบุวันที่คาดว่าเก็บเกี่ยวตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.2564

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบมาตรการคู่ขนาน 4 มาตรการ ประกอบด้วย 1) โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูกมันสำปะหลัง 2) โครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมมันสำปะหลังและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร3) โครงการชดเชยดอกเบี้ยในการเก็บสต็อกมันสำปะหลัง และ 4) บริหารจัดการการนำเข้าส่งออก ขณะเดียวกันยังได้เห็นชอบขอขยายพื้นที่ดำเนินโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ให้ครอบคลุมทุกจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง เนื่องจากมีแนวโน้มการแพร่ระบาดไปยังหลายพื้นที่ จากพื้นที่ดำเนินโครงการ 11 จังหวัด ปัจจุบันเพิ่มเป็น 22 จังหวัด

สำหรับโครงการประกันรายได้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปี 2563/64 กำหนดราคาประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ณ ความชื้น 14.5% เท่ากับปีที่ผ่านมา กิโลกรัมละ 8.50 บาท ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ และไม่ซ้ำแปลง เกษตรกรผู้มีสิทธิได้รับการชดเชย ต้องขึ้นทะเบียนเป็นผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยแจ้งเพาะปลูกตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.2563 – 31 พ.ค.2564 และขึ้นทะเบียนได้แปลงละ 1 ครั้ง เท่านั้นในรอบการผลิตดังกล่าว ระยะเวลาชดเชยส่วนต่างวันที่ 20 พ.ย.2563 – 31 ต.ค.2564 โดยมีมาตรการคู่ขนาน 6 มาตรการ คือ 1) สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ปี 2563/64 2) โครงการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในการเก็บสต๊อก ปีการผลิต 2563/643) มาตรการกำหนดช่วงเวลานำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สำหรับผู้นำเข้าทั่วไป 4) กำหนดสัดส่วนการนำเข้าข้าวสาลีต่อการรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ต่อ 3 5) การดูแลความเป็นธรรมในการซื้อขายข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ให้แสดงราคา ณ จุดรับซื้อที่ความชื้น 14.5% และ 30% และ 6) การดูแลความสมดุล ให้แจ้งปริมาณการครอบครอง การนำเข้า สถานที่เก็บ การตรวจสอบสต๊อก เป็นต้น

รายงานพิเศษ : แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำยั่งยืน…มั่นคงด้วยพระราชดำริ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509360

รายงานพิเศษ : แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำยั่งยืน...มั่นคงด้วยพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : แก้ปัญหาทรัพยากรน้ำยั่งยืน…มั่นคงด้วยพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)ในฐานะหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้น้อมนำพระราชกระแสของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทร มหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน มาขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยจัดลำดับความสำคัญแผนงาน งบประมาณโครงการพระราชดำริที่มีความพร้อม ไม่ติดปัญหาอุปสรรคใดเป็นลำดับแรก

พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสให้ สืบสาน รักษา และต่อยอดงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ให้แล้วเสร็จ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งสทนช.ได้นำพระราชกระแสดังกล่าว มาขับเคลื่อนและใช้วางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. กล่าวว่า สทนช.ได้นำแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 มาใช้แก้ปัญหาน้ำทั้งปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ในปัจจุบันต้องยอมรับว่า ประเทศไทยประสบปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างสูง จะเห็นได้จากสภาพฝนเปลี่ยนไปจากค่าเฉลี่ยในอดีตมาก ฝนจะตกกระจุกตัวมากขึ้น ฤดูฝนมาช้าลง และทิ้งช่วงนาน ทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดน้ำท่วม รวมทั้งปัญหาขาดแคลนน้ำ ดังนั้นจึงทำให้พื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งซ้ำซากเป็นพื้นที่เดียวกัน ผลผลิตทางการเกษตรได้รับความเสียหาย และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกษตรกรประสบปัญหาความยากจน

ในขณะที่การขยายพื้นที่ชลประทานทำได้อย่างจำกัด ประเทศไทยมีพื้นที่ 321.2 ล้านไร่ รวม 70,129 หมู่บ้าน แบ่งเป็น พื้นที่ทำการเกษตร 158.2 ล้านไร่ โดยในจำนวนนี้ที่เป็นพื้นที่ที่อยู่นอกเขตชลประทานถึง 128.05 ล้านไร่ หรือ ร้อยละ 80ส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เพื่อปัญหาดังกล่าว สทนช. ได้บูรณาการกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน หน่วยงานส่วนท้องถิ่น ด้วยการสนับสนุนทางเทคนิคจาก มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน. ได้นำแนวพระราชดำริเรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาใช้แก้ปัญหา ซึ่งจะเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่การพึ่งพาตนเองและเกิดการพัฒนาทรัพยากรน้ำที่ช่วยแก้ไขปัญหาน้ำในพื้นที่ได้ตรงกับสาเหตุ เกิดความมั่นคงในทุกด้าน ทั้งด้านน้ำ ด้านผลผลิต ด้านรายได้ ด้านโครงสร้างทางสังคมของชุมชน และเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มความเข้มแข็งและความมั่นคงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศได้อย่างยั่งยืน

การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ มีองค์ประกอบหลัก 5 ส่วน ประกอบด้วย 1.แหล่งน้ำต้นทุน 2.แหล่งเก็บกักน้ำสำรอง 3.ระบบการเชื่อมโยงน้ำต้นทุนและแหล่งเก็บกักน้ำสำรอง 4.ระบบกระจายน้ำ และ 5.ความพร้อมของชุมชนผู้รับประโยชน์ ในการขับเคลื่อนการจัดการน้ำชุมชน ถ้าขาดองค์ประกอบใดองค์ประกอบหนึ่งจะไม่สามารถขับเคลื่อนให้ประสบความสำเร็จได้จึงต้องอาศัยกลไกการมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมจากหน่วยงานราชการ สถาบันการศึกษา มูลนิธิ หรือภาคเอกชน เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน

ที่ผ่านมาได้นำแนวพระราชดำริดังกล่าวมาใช้แก้ปัญหาไปแล้ว 1,659 หมู่บ้าน รวมทั้งขยายผลดำเนินงานพัฒนาชุมชนที่เป็นตัวอย่างความสำเร็จ 60 ชุมชน ในพื้นที่ 19 ลุ่มน้ำ โดยได้สร้างเครือข่ายการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ซึ่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

“การจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตชลประทาน ช่วยส่งผลให้ชุมชนสามารถบริหารความเสี่ยง บรรเทาปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในพื้นที่ของตน ช่วยสร้างความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการน้ำ เพิ่มความมั่นคงด้านน้ำ นำไปสู่การเพิ่มผลผลิตและเพิ่มรายได้ สร้างศักยภาพให้กับชุมชนในการปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์น้ำที่ไม่แน่นอน รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน” ดร.สมเกียรติ กล่าว

นอกจากนี้ สทนช. ยังได้กำหนดทิศทางการดำเนินงานยึดโยงตามแนวทางพระราชดำริของรัชกาลที่ 9 ในเรื่องการบูรณาการหน่วยงานแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน ดังเช่นกรณีการสร้างเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ซึ่งได้มีพระราชดำริให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานด้วยกัน แทนที่จะเป็นเพียงหน่วยงานเดียวอย่างที่เคยเป็นมา อีกทั้งยังได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการขับเคลื่อนงานโครงการพระราชดำริให้เป็นไปอย่างรวดเร็ว มีประสิทธิภาพ เพื่อที่จะสานงานต่อ ก่องานใหม่ จัดการน้ำตามแนวพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่10

ทั้งนี้ สทนช. ได้เสนอโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ซึ่งมี พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน พิจารณาให้ความเห็นชอบหลากหลายโครงการ โดยล่าสุด กนช.ได้ติดตามและเร่งขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานก่อสร้าง ดังเช่น

โครงการอ่างเก็บน้ำลำน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลางความจุ 70.21 ล้านลูกบาศก์เมตรเมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 75,000 ไร่ และฤดูแล้ง 30,000 ไร่ วงเงิน 3,100 ล้านบาท โครงการอ่างเก็บน้ำลำสะพุงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดชัยภูมิ ความจุ 46.90 ล้านลูกบาศก์เมตร เมื่อแล้วเสร็จ สามารถช่วยเหลือพื้นที่ชลประทานในฤดูฝน 40,000 ไร่ และฤดูแล้ง 8,000 ไร่ วงเงิน 3,100 ล้านบาท เป็นต้น

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงตระหนักถึงความสำคัญของ “น้ำ” และการพัฒนาแหล่งน้ำที่จะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของราษฎร ตลอดจนมีพระราชปณิธานที่จะมุ่งสืบสาน รักษาและต่อยอด โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทำให้วันนี้ โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ กระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศได้อำนวยประโยชน์ สร้างฐานะทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับพสกนิกร และเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาอาชีพ ความเป็นอยู่ของราษฎร สร้างความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืน สร้างรอยยิ้ม และความปีติสุขให้เกิดขึ้นกับพสกนิกรในพระองค์ตลอดไป…..

ชูศกอ.บางระจันแหล่งเรียนรู้ปลูกผักปลอดสารพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509357

ชูศกอ.บางระจันแหล่งเรียนรู้ปลูกผักปลอดสารพิษ

วันอังคาร ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงสินค้าทางเลือกที่ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรในจ.สิงห์บุรี ว่า ปัจจุบันเกษตรกรที่ทำนาและประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพาะปลูก มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่นาข้าวเป็นการปลูกผักปลอดสารพิษ และบริหารจัดการน้ำอย่างประหยัด ทำให้ลดต้นทุนการผลิตสร้างรายได้ต่อเนื่อง จากตัวอย่างของนางเชิงเชาว์ เพ็ชรักษ์ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) นับเป็นอีกหนึ่งเกษตรกรตัวอย่างที่มุ่งมั่นทำเกษตรปลอดสารพิษจนประสบผลสำเร็จ ได้รับมาตรฐาน GAP และพัฒนาที่พักอาศัยของตนเป็นศูนย์เรียนรู้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ต.พักทัน ศูนย์ข้าวชุมชนต้นกล้าพักทัน วิสาหกิจชุมชนต้นกล้าพักทัน และแปลงใหญ่ข้าวตำบลพักทัน เพื่อถ่ายทอดความรู้ให้ผู้ที่สนใจ นอกจากนี้ ยังมีการรวมกลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดสารพิษ ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 50 ครัวเรือน

จากการลงพื้นที่ของสศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) สัมภาษณ์ นางเชิงเชาว์ เพ็ชรักษ์ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรี เปิดเผยว่า เดิมนั้น ตนทำการเกษตรโดยเพาะปลูกข้าวเป็นหลักและปลูกผักสวนครัวบ้างเล็กน้อย ต่อมาปี 2562 ประสบปัญหาภัยแล้ง จึงมีแนวคิดขยายพื้นที่ปลูกผักปลอดสารพิษโดยใช้สารชีวภาพ เนื่องจากเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เป็นที่ต้องการของตลาด สร้างรายได้ต่อเนื่อง และติดต่อตลาดรับซื้อผลผลิต ประกอบกับ TopSupermarket เปิดโอกาสให้ส่งสินค้าเข้าไปจำหน่ายได้ ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูก 3 ไร่ ปลูกผักแต่ละชนิดหมุนเวียนสลับกันไป ซึ่งจะคำนึงถึงความต้องการของตลาดเป็นสำคัญ

สำหรับผักปลอดสารพิษแต่ละชนิดสามารถให้ผลผลิตและผลตอบแทนเฉลี่ยต่อไร่ ในแต่ละรอบการผลิต ดังนี้ คะน้า ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 9,120 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40 วัน ให้ผลผลิต 1,710 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 20 บาท/กก.ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 25,080 บาท/ไร่ กวางตุ้ง ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 9,500 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40 วัน ให้ผลผลิต 1,330 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 20 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 17,100 บาท/ไร่ ถั่วฝักยาว ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 8,160 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90 วัน ให้ผลผลิต 3,000 กก./ไร่ราคาขายอยู่ที่ 25 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 66,840 บาท/ไร่ผักบุ้งจีน ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 1,800 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 20 วัน ให้ผลผลิต 960 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 10 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 7,800 บาท/ไร่ ผักกาดขาว ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 15,750 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 40 วัน ให้ผลผลิต 2,450 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 20 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 33,250 บาท/ไร่ บวบ ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 1,800 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 70 วัน ให้ผลผลิต 3,600 กก./ไร่ราคาขายอยู่ที่ 10 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 34,200 บาท/ไร่ กระเฉด ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 1,000 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 120 วัน ให้ผลผลิต 1,200 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 15 บาท/กก. ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 17,000 บาท/ไร่ กระเจี๊ยบเขียว ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 5,000 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 90 วัน ให้ผลผลิต 1,200 กก./ไร่ ราคาขายอยู่ที่ 15 บาท/กก.ผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 13,000 บาท/ไร่

ด้าน นายชีวิต เม่งเอียดผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า ผักที่เกษตรกรผลิตได้ร้อยละ 60 จะส่งขายตลาดเกษตรกรของจังหวัด วันพุธ และเสาร์-อาทิตย์ ส่วนร้อยละ 40ส่งขายให้ Tops Supermarket ประมาณ 4 ครั้ง/สัปดาห์ ซึ่งห้างจะเน้นสินค้าหลากหลาย สะอาด สดใหม่ จากการจำหน่ายผลผลิตสร้างรายได้ (กำไร) ประมาณ 265,982 บาท/ปี นอกจากนางเชิงเชาว์ จะทำหน้าที่ ศกอ. แล้วยังเป็นตัวแทนด้านเกษตรอาสาให้หน่วยงานอื่นในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วย เช่น อาสาสมัครเกษตรฯ อาสาสมัครเกษตรด้านบัญชี เกษตรหมู่บ้าน ชาวนาอาสา และยังคงทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ ให้เกษตรกรในชุมชนรวมถึงคนทั่วไป ปัจจุบันมีเกษตรกรและผู้สนใจขอเข้าอบรมกับศูนย์ ศพก.ประมาณ 1,000 คน/ปี หากเกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลพืชทางเลือกในภาคกลางสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5005-8 หรืออีเมลzone7@oae.go.th หรือสนใจข้อมูลปลูกผักปลอดสารพิษขอรับคำปรึกษาได้ที่นางเชิงเชาว์ เพ็ชรักษ์ เศรษฐกิจการเกษตรอาสา เลขที่ 22/4 หมู่ 10ต.พักทัน อ.บางระจัน จ.สิงห์บุรีโทร. 08-9538-4361

‘อธิบดีปศุสัตว์’คุมเข้ม! กำชับควบคุมโรคระบาดสัตว์ สั่งการทุกพื้นที่ดำเนินงานเข้มงวด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509426

'อธิบดีปศุสัตว์'คุมเข้ม! กำชับควบคุมโรคระบาดสัตว์ สั่งการทุกพื้นที่ดำเนินงานเข้มงวด

‘อธิบดีปศุสัตว์’คุมเข้ม! กำชับควบคุมโรคระบาดสัตว์ สั่งการทุกพื้นที่ดำเนินงานเข้มงวด

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.59 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”คุมเข้ม! กำชับควบคุมโรคระบาดสัตว์ สั่งการทุกพื้นที่ดำเนินงานเข้มงวด สืบสวนโรคทุกกรณีและรายงานสถานการณ์โรคทุกวัน ตามหลัก”รู้เร็ว คุมเร็ว สงบโรคได้เร็ว”

เมื่อเวลา 14.30 น.วันที่ 3 สิงหาคม 2563 ณ ห้องประชุมพระพิรุณ ตึกอำนวยการ กรมปศุสัตว์ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการประชุมสถานการณ์การเกิดโรคและมาตรการการดำเนินงานควบคุมโรคระบาดในสัตว์ พร้อมด้วยนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ ผู้อำนวยการกองสารวัตรและกักกัน และปศุสัตว์เขต 1-9 และปศุสัตว์จังหวัดทั้ง 77 จังหวัด (ผ่านระบบทางไกล conference) เพื่อเร่งติดตามและสั่งการให้ทุกพื้นที่ดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรค สืบสวนโรคทุกกรณีตามหลักการระบาดวิทยาและรายงานทุกวัน ให้ทันสถานการณ์และลงพื้นที่สืบหาสาเหตุเร่งแก้ปัญหาโดยเร็ว “รู้เร็ว คุมเร็ว สงบโรคได้เร็ว” โดยให้ทุกพื้นที่มีความเข้าใจในการปฏิบัติงานและดำเนินงานเป็นทิศทางเดียวกัน

เนื่องด้วยสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง ฝนตก ส่งผลให้สัตว์เครียด มีภูมิคุ้มกันต่ำ ป่วยง่าย มีแนวโน้มการเกิดโรคระบาดในสัตว์สูงขึ้น จึงให้ทุกพื้นที่เร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุมโรคอย่างเข้มงวดในการควบคุมโรคระบาดในสัตว์ต่างๆ ดังนี้

1.โรคปากและเท้าเปื่อย (Foot and Mouth disease: FMD) ให้เฝ้าระวัง สืบสวนโรคทางระบาดวิทยาอย่างเร่งด่วน รายงานทุกวัน ประชาสัมพันธ์การป้องกัน การทำวัคซีน ควบคุมการเคลื่อนย้าย และค้นหาสัตว์ป่วย เก็บตัวอย่างทางห้องปฏิบัติการในทุกพื้นที่เกิดโรค เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง สามารถแก้ไขได้ทันท่วงที ควบคุมโรคได้เร็ว

2.โรคเฮโมรายิกเซปทิกซีเมีย (โรคคอบวม) เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ระบาดรุนแรงในโคและกระบือ ให้ควบคุมการเคลื่อนย้าย ป้องกันการลักลอบ การประชาสัมพันธ์ การทำวัคซีนให้ครอบคลุม เตรียมความพร้อมด้านเวชภัณฑ์ยาปฏิชีวนะในการรักษา การทดสอบความไวของยาในการรักษาโรค (Drug Sensitivity) โดยจากผลการทดสอบพบว่ายาที่มีความไวในการรักษาได้ผล คือ Ceftriazone, Enrofloxacin, Ampicilin และ Gentamycin การเร่งเก็บตัวอย่างและสืบสวนโรคในทุกกรณีทันที และให้รายงานสถานการณ์อัฟเดตรายวัน

3.โรคในสัตว์ปีก ให้เฝ้าระวังการเกิดโรคทั้ง โรคไข้หวัดนก โรคนิวคาสเซิล โรคขี้ขาว ให้ลงพื้นที่ติดตามอย่างเคร่งครัด รายงานทุกวัน

4.โรคในสุกร ได้แก่ โรคปากและเท้าเปื่อย โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (African Swine Fever : ASF) ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจของประเทศไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างมาก จากความร่วมมือกันทุกภาคส่วนที่ประเทศไทย สามารถป้องกันการเกิดโรค ASF ในประเทศไทยได้อย่างเข้มงวดอย่างต่อเนื่อง วันที่ 4 ส.ค.63 นี้ ครบเป็นระยะเวลา 2 ปีเต็ม

5.โรคอุบัติใหม่ โรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness: AHS) ให้เร่งควบคุมโรค สืบสวนหาสาเหตุและรายงานทุกวัน เพื่อควบคุมสถานการณ์ขอคืนสถานะปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลกโดยไว โดยขณะนี้อยู่ในระยะที่ 1 ระยะเผชิญเหตุ

6.โรคในสัตว์เลี้ยง โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies) ในทุกพื้นที่เร่งดำเนินการฉีดวัคซีนควบคุมโรค ดำเนินการตามมาตรการ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้า โดยในปี 2563 นี้ กรมปศุสัตว์ เป็นเจ้าภาพในการจัดงานวันพิษสุนัขบ้าโลก World Rabies Day 2020 ด้วย

7.การเตรียมความพร้อมการช่วยเหลือการเกิดอุทกภัย ให้ทุกพื้นที่ มีแผนเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งด้านการอพยพเคลื่อนย้ายสัตว์ เสบียงอาหารสัตว์ ความพร้อมด้านวัสดุอุปกรณ์ ยานพาหนะ และด้านบุคลากร สามารถทำการช่วยเหลือทันทีเมื่อเกิดเหตุ

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปศุสัตว์ได้สั่งการเข้มให้ทุกพื้นที่เร่งดำเนินการตามมาตรการควบคุม เฝ้าระวัง และกำจัดโรค เน้นการสืบสวนทางระบาดวิทยาทุกกรณี เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ลงพื้นที่แก้ปัญหาได้ทันที รายงานสถานการณ์การเกิดโรคอัฟเดตในทุกวัน ประชาสัมพันธ์การป้องกันและควบคุมโรค พยากรณ์และคาดการณ์ระยะเวลาการควบคุมโรค และที่สำคัญที่สุดคือความร่วมมือสร้างเครือข่ายในพื้นที่ในการปฏิบัติงาน เพื่อให้การดำเนินงานในการควบคุมโรคตามมาตรการที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรน้อยที่สุด ตามหลัก “รู้เร็ว คุมเร็ว สงบโรคได้เร็ว”