‘สมาคมเกษตรปลอดภัย’ร้องนายกฯ ทบทวนยกเลิก‘พาราควอต’ โอดเดือดร้อนหนัก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509283

‘สมาคมเกษตรปลอดภัย’ร้องนายกฯ ทบทวนยกเลิก‘พาราควอต’ โอดเดือดร้อนหนัก

‘สมาคมเกษตรปลอดภัย’ร้องนายกฯ ทบทวนยกเลิก‘พาราควอต’ โอดเดือดร้อนหนัก

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 13.07 น.

‘สมาคมเกษตรปลอดภัย’ร้องนายกฯ ทบทวนยกเลิก‘พาราควอต’ โอดเดือดร้อนหนัก

3 สิงหาคม 2563 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล สมาคมเกษตรปลอดภัย  และสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย จำนวน 4 คนนำโดยนายสุกรรณ์  สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ยื่นหนังสือถึงพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ผ่านนายสมพาศ นิลพันธ์ ที่ปรึกษาสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องให้ลงมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกร  โดยการทบทวนการยกเลิกสารพาราควอต  

นายสุกรรณ์ กล่าวว่า ตามที่มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม กำหนดให้สารพาราควอต จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ต้องมีการยกเลิกการใช้ภายในประเทศตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. 2563 เป็นต้นมาและได้มีคำสั่งกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไม่ให้เกษตรกรใช้หรือครอบครองสารดังกล่าวหาก และตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาเกษตรกรผู้ปลูกพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ ได้แก่ อ้อย ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ยางพารา ข้าวโพด และผลไม้  ประสบปัญหาและผลผลิตเสียหายอย่างหนัก การบังคับใช้กฎหมายยกเลิก 3 การบังคับใช้กฎหมายยกเลิกสารพาราควอต โดยที่ภาครัฐไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน ถือเป็นการซ้ำเติมเกษตรกรไทยมากขึ้นในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังไม่มีมาตรการใดๆ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกร มีเพียงแต่เสนอให้ใช้สารเคมีชนิดอื่นๆ มาเป็นทางเลือก เช่น สารกลูโฟซิเนต แต่ก็ไม่สามารถนำมาใช้ทดแทนสารพาราควอตได้ เนื่องจากคุณสมบัติราคาและประสิทธิภาพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย จึงขอร้องทุกข์ต่อนายกฯให้ลงมาแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรไทยอย่างเร่งด่วนและดำเนินการทบทวนมาตรการยกเลิกสารโดยเร็วที่สุด

ปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ในหน้าฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509228

ปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ในหน้าฝน

ปศุสัตว์เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคระบาดสัตว์ในหน้าฝน

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 08.47 น.

กรมปศุสัตว์ เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ย้ำให้สังเกตอาการในสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด เพราะอากาศแปรปรวนอาจทำให้สัตว์เกิดโรคได้ง่าย พร้อมเร่งดำเนินมาตรการในการเฝ้าระวังและควบคุมโรคระบาดที่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงฤดูฝน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เผยว่า ในช่วงฤดูฝนกรมปศุสัตว์ขอเตือนเกษตรกรให้ดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยงในช่วงฤดูฝนเป็นพิเศษเนื่องจากช่วงนี้จะมีฝนกระหน่ำลงมาในแต่ละวัน อากาศเปลี่ยนแปลง อาจทำให้สัตว์เกิดโรคได้ โดยเฉพาะโรคเฮโมรายิกเซฟติซีเมีย หรือโรคคอบวม เป็นโรคระบาดรุนแรง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Pasteurella multocida ก่อความรุนแรงในกระบือ ส่วนสัตว์ชนิดอื่นสามารถพบการเกิดโรคได้ แต่ความรุนแรงลดลง ได้แก่ โค แกะ หมู ม้า อูฐ กวาง และช้าง เป็นต้น ในสัตว์ที่เป็นโรคจะแสดงอาการออกมา โดยถ้าเป็นแบบเฉียบพลันจะมีอาการซึม ไข้สูง น้ำลายไหล และตายภายในเวลาอันรวดเร็วไม่เกิน 24 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นแบบเรื้อรังจะมีอาการ อ้าปากหายใจ หายใจหอบลึก ยืดคอไปข้างหน้า หายใจมีเสียงดัง ลิ้นบวมจุกปาก หน้า คอ หรือบริเวณหน้าอกจะบวมแข็งร้อน มีอาการเสียดท้อง ท้องอืด อุจจาระมีมูกเลือดปน สัตว์จะตายภายใน 2-3 วัน 

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวต่อไปว่า กรมปศุสัตว์ได้กำหนดมาตรการป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรค โดยเกษตรกรควรดำเนินการตามมาตรการที่กำหนดไว้ คือ ฟาร์มหรือฝูงสัตว์ที่มีโรคระบาดแล้ว ต้องป้องกันการแพร่กระจายโรคออกนอกพื้นที่ โดยจัดพื้นที่เฉพาะสำหรับกักแยกสัตว์ป่วยให้ห่างจากสัตว์ปกติมากที่สุด แยกอุปกรณ์ แยกบุคคลดูแลสัตว์ป่วย หากไม่สามารถทำได้ ให้จัดลำดับโดยทำกิจกรรมกับสัตว์ป่วยเป็นลำดับสุดท้าย ฉีดพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อตามพื้นคอกเป็นประจำ ห้ามชำแหละหรือเคลื่อนย้ายสัตว์ตายเพื่อบริโภคหรือจำหน่าย ทำลายซากสัตว์ให้ถูกหลัก โดยกำจัดซาก ณ สถานที่ที่สัตว์ตาย ด้วยการเผาหรือฝังซากสัตว์ใต้ระดับผิวดินไม่น้อยกว่า 1 เมตร และใช้ยาฆ่าเชื้อที่ทำลายเชื้อโรคได้

สำหรับเกษตรกรที่ยังไม่มีสัตว์ป่วย สามารถป้องกันโรคเข้าสู่ฟาร์มได้ โดยงดนำสัตว์จากพื้นที่ระบาดเข้ามาเลี้ยงอย่างน้อย 1 เดือน ไม่นำโคกระบือไปเลี้ยงในแปลงหญ้าหรือพื้นที่เลี้ยงสัตว์ร่วมกับผู้อื่น ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กระบือและโค อายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไปปีละ 1 ครั้ง โดยขอรับบริการได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอในพื้นที่ เข้มงวดการจัดการเพื่อป้องกันโรคเข้าฟาร์ม เช่น ห้ามบุคคล ภายนอกเข้าฟาร์ม เปลี่ยนรองเท้าบู๊ทสำหรับใช้เฉพาะภายในฟาร์ม และเดินผ่านอ่างน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งก่อนเข้าโรงเรือน ห้ามยานพาหนะทุกชนิดเข้าภายในฟาร์มเด็ดขาด ซื้อพืชอาหารสัตว์จากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่มีการระบาดของโรค

กรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ให้ดูแลสัตว์ของตนเองให้มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง หากพบสัตว์แสดงอาการข้างต้น ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ในพื้นที่ อาสาปศุสัตว์ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือโทรแจ้งสายด่วนของกรมปศุสัตว์ที่เบอร์โทร 063-225-6888 หรือผ่านแอปพิเคชัน DLD 4.0 “แจ้งการเกิดโรคระบาด” เพื่อให้การช่วยเหลือเกษตรกรและควบคุมการเกิดโรคได้ทันท่วงที อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวในที่สุด

‘เฉลิมชัย’ย้ำผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ฯต้องมีธรรมาภิบาล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509169

‘เฉลิมชัย’ย้ำผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ฯต้องมีธรรมาภิบาล

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2563 ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด พร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติคุณให้สหกรณ์ออมทรัพย์ดีเด่น นักสหกรณ์ออมทรัพย์ดีเด่น และสหกรณ์สมาชิกสนับสนุนการใช้บริการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย (ชสอ.) ณ อาคาร IMPACT Challenger Hall 1ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี ว่า ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ เป็นสถาบันการเงินของประชาชน ที่ก่อตั้งและดำเนินการโดยประชาชน เพราะประชาชนทั้งหลายเป็นเจ้าของ แม้จะเป็นโดยอ้อมในฐานะสมาชิกของสหกรณ์ แต่ก็ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกเหล่านั้นเป็นอย่างมาก จึงจะต้องทำให้ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ มีความเข้มแข็ง ซึ่งจะส่งผลต่อความมั่นคงและการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนของประชาชนด้วย อย่างไรก็ตาม ในหลายปีที่ผ่านมานี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ของประเทศไทยได้เผชิญกับความท้าทายที่สำคัญคือความน่าเชื่อถือของผู้บริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์โดยรวม ผู้บริหารที่จะเข้ามาบริหารงานจึงจะต้องมีหลักธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับในสังคม และสามารถนำพาสหกรณ์ไปสู่จุดมุ่งหมายได้

สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ฯเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งต้องบูรณาการทุกภาคส่วนเข้ามาช่วยกันดำเนินงานเพื่อให้เกิดผลสำเร็จ และกระทรวงเกษตรฯ พร้อมเข้าไปดูแลให้คำแนะนำ เพื่อให้สหกรณ์บรรลุเป้าหมายคือความสำเร็จของสหกรณ์ทั้งหมดในประเทศ อีกทั้งมุ่งหวังให้สหกรณ์ออมทรัพย์ของไทย จะต้องมีความเข้มแข็ง มั่นคง และยั่งยืนตลอดไป

ทั้งนี้ ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ เป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2515 โดยการรวมกันของสหกรณ์ออมทรัพย์ผู้ก่อตั้ง 81 สหกรณ์ วัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางทางการเงินการศึกษา ข้อมูลข่าวสาร เทคโนโลยีสารสนเทศ บริการอื่นๆ และเป็นตัวแทนในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ และได้กำหนดวิสัยทัศน์ตามแผนกลยุทธ์ให้ “ชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ เป็นผู้นำขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ไทยสู่ความเป็นสากล ด้วยหลักธรรมาภิบาลและอุดมการณ์สหกรณ์” โดยตลอดระยะเวลา40 กว่าปี ที่ก่อตั้งชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์ฯ ได้มีการพัฒนาและเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจำนวนสมาชิกและผลประกอบการไม่ว่าจะเป็นทางด้านการเงินและการพัฒนาขบวนการสหกรณ์ออมทรัพย์ของประเทศไทย จนเป็นที่ไว้วางใจของสหกรณ์ออมทรัพย์ส่วนใหญ่ของประเทศสมัครเป็นสมาชิก โดยเมื่อสิ้นปีบัญชี 2562 (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2563) มีสหกรณ์สมาชิกจำนวน 1,099 สหกรณ์ สินทรัพย์รวม153,781 ล้านบาท เพิ่มมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาถึง 20,492 ล้านบาทคิดเป็น 15% สามารถบริหารสินทรัพย์ให้เกิดกำไรสุทธิ 1,966 ล้านบาทจ่ายเงินปันผลได้ในอัตรา 5.3% และเงินเฉลี่ยคืนในอัตรา 4.0%

อ.ต.ก.เปิดตลาดน้ำกลางกรุง ส่งตรงสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรไทยถึงมือผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509168

อ.ต.ก.เปิดตลาดน้ำกลางกรุง ส่งตรงสินค้าคุณภาพจากเกษตรกรไทยถึงมือผู้บริโภค

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า ตลาดสด อ.ต.ก. เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคทั้งชาวไทยและต่างชาติ เรื่องคุณภาพของสินค้าเกษตร สินค้าแปรรูป ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี จนได้รับการรับรองมาตรฐาน จากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขให้ตลาด อ.ต.ก. เป็น “ตลาดสดน่าซื้อ” ระดับดีมากและได้รับการจัดอันดับของสำนักข่าว CNN ว่าเป็นตลาดสดดีที่สุดอันดับ 4 ใน 10 ของโลก อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าของเกษตรกร สถาบันเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน รวมถึงสร้างแหล่งท่องเที่ยวใจกลางกรุงแห่งใหม่ อ.ต.ก. จึงเปิดตลาดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งโซนเป็น “ตลาดน้ำอ.ต.ก.” อยู่ติดกับริมคลองบางซื่อ ปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ร่มรื่น สะดวกสบาย และมีมุมพักผ่อนริมน้ำ อำนวยความสะดวกลูกค้าที่มาจับจ่ายซื้อสินค้าเกษตรคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง

สำหรับสินค้าที่ขายในตลาดน้ำ อ.ต.ก. จะเน้นสินค้าที่มาจากเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรโดยตรง คัดสรรสินค้าในรูปแบบวิถีไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่น จากทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย ที่สำคัญมีการจัดกิจกรรมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าเกษตร จำหน่ายผลไม้ตามฤดูกาล สลับหมุนเวียนไป และจำหน่ายสินค้าเกษตรแปรรูป เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกร ตลอดจนเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการซื้อสินค้าจากผู้ผลิตโดยตรง ซึ่งตลาดน้ำแห่งนี้รองรับร้านค้าได้ไม่ต่ำกว่า 30 ร้านค้ามีสินค้าหลากหลายให้เลือกทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค

ทั้งนี้ จากการเปิดตลาดน้ำได้ระยะหนึ่งและเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้แสดงความคิดเห็น อ.ต.ก. มีแนวคิดว่าต้องพัฒนาต่อยอดเพื่อยกระดับตลาดน้ำให้ได้รับความนิยมเทียบเท่ากับตลาดสด อ.ต.ก. รวมทั้งรองรับผู้บริโภคในรูปแบบ New Normal หลังวิกฤติไวรัสโควิด-19 เบื้องต้นคาดว่าจะร่วมมือกับภาคเอกชนที่เชี่ยวชาญในการบริหารตลาดน้ำเข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่และทำประชาสัมพันธ์ให้ผู้บริโภครู้จักตลาดน้ำ อ.ต.ก. แหล่งช็อปปิ้งสินค้าเกษตรคุณภาพมาตรฐานเกรดพรีเมียมแห่งใหม่ใจกลางกรุง

“ขอเชิญผู้บริโภคมาจับจ่ายใช้สอยสินค้าเกษตรคุณภาพได้ที่ตลาดน้ำ อ.ต.ก. เปิดบริการทุกวัน ภายใต้มาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเข้มงวด การันตีความปลอดภัยทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ที่สำคัญยังเป็นการสนับสนุนสินค้าไทย ช่วยเกษตรกรไทยให้มีอาชีพและรายได้มั่นคง ยั่งยืน เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศและของโลกต่อไป” นายศุภฤกษ์

ชายคาพระพิรุณ : 3 สิงหาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509167

ชายคาพระพิรุณ : 3 สิงหาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กรมประมง ได้เปิดรับสมัครชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ เข้าร่วม“โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง” เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวประมงที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 มาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา พบว่ามีพี่น้องชาวประมงให้ความสนใจอย่างล้นหลาม ซึ่งจากข้อมูล ณ วันที่ 24 ก.ค. 2563 โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาทจากการเปิดรับสมัครให้ชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์เข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1-24 กรกฎาคม 2563 มีผู้ประกอบการประมงแจ้งความประสงค์เข้าร่วมโครงการแล้วจำนวน 1,678 ราย จาก 21 จังหวัดชายฝั่งทะเล รวมวงเงินสินเชื่อที่ต้องการ จำนวน 2,841,267,080 บาทแบ่งออกเป็น ผู้ประกอบการประมงพื้นบ้าน จำนวน 803 ราย เรือประมงพื้นบ้าน 835 ลำ วงเงินสินเชื่อที่ต้องการประมาณ 162 ล้านบาทผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ จำนวน 893 ราย เรือประมงพาณิชย์ 1,196 ลำวงเงินสินเชื่อที่ต้องการประมาณ 2,679 ล้านบาท

ซึ่งนายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง บอกว่า โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท ที่กระทรวงเกษตรฯ ได้จัดทำโครงการเงินกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับพี่น้องชาวประมงให้สามารถกู้เงินทุนได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปี และผู้ประกอบการประมงจะต้องจ่ายสมทบอีกร้อยละ 4 ต่อปี กำหนดชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 7 ปีนับตั้งแต่วันที่กู้ ซึ่งจากการเปิดรับสมัครให้ชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์เข้าร่วมโครงการ สำหรับผู้ประกอบการประมงที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ สามารถกรอกคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการ และยื่นความประสงค์ได้ในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563-25 พฤษภาคม 2564 ได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามพื้นที่ที่เรือประมงลำที่ยื่นกู้ทำการประมงอยู่พร้อมแนบหนังสือรับรองการเข้าร่วมโครงการ จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย หรือสมาคมประมงในพื้นที่ หรือสมาคมประมงพื้นบ้านในพื้นที่ ในกรณีที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคม สามารถติดต่อขอหนังสือรับรองได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดที่ยื่นคำขอ โดยขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งดำเนินการเพื่อให้ความช่วยเหลือพี่น้องชาวประมง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่า 2 มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงและผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นและประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนสืบต่อไป… พี่น้องชาวประมงที่ยังไม่ดำเนินการรีบดำเนินนะครับ เดี๋ยวจะเสียสิทธิ์ไม่รู้ด้วยนะครับ

กยท.เดินหน้าตลาดนำการผลิต หนุนแปรรูปเพิ่มมูลค่า-ก้าวสู่ศูนย์กลางยางโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509171

กยท.เดินหน้าตลาดนำการผลิต  หนุนแปรรูปเพิ่มมูลค่า-ก้าวสู่ศูนย์กลางยางโลก

กยท.เดินหน้าตลาดนำการผลิต หนุนแปรรูปเพิ่มมูลค่า-ก้าวสู่ศูนย์กลางยางโลก

วันจันทร์ ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กยท.รับนโนบายกระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าใช้การตลาดนำการผลิต เน้นงานวิจัยแปรรูปเพิ่มมูลค่ายางพารา พร้อมสนับสนุนใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการทำสวนยาง วางเป้ายกระดับตลาดสร้างเสถียรภาพด้านราคา มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพารา

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัทผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า การทำงานของกยท.ในปัจจุบัน และในอนาคตจะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ 20 ปีและยุทธศาสตร์ยางพารา 20 ปีตลอดจนนโยบายที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมาย คือ ยกระดับการผลิต การแปรรูป และตลาดยางพาราทั้งระบบให้ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งความท้าทายภายใต้สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่ กยท.ต้องพุ่งเป้าไปที่การใช้แผนตลาดนำการผลิต โดยจะเน้นใช้เทคโนโลยีนวัตกรรม หรือการวิจัยให้มากขึ้นเพื่อส่งเสริมการแปรรูปและเพิ่มมูลค่าให้ยางพารา โดยเฉพาะอย่างยิ่งความได้เปรียบในด้านคุณภาพยางพาราไทยซึ่งจัดว่าดีที่สุดในโลก ที่จะช่วยยกระดับผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราไปสู่ตลาดโลกได้ไม่ยากคือเป็นอีกหนึ่งแนวทางในการช่วยรักษาเสถียรภาพราคายาง

ทั้งนี้ หลังวิกฤตการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เป็นโอกาสดีของธุรกิจตลาดยางพารา เนื่องจากพฤติกรรมการบริโภคของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป มีการใช้ถุงมือยางหน้ากากอนามัย รถยนต์ส่วนบุคคลรวมทั้งในโรงพยาบาลก็มีแนวโน้มจะใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ยางพาราเป็นวัสดุหลักในการผลิตมากขึ้น ซึ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่จะช่วยส่งเสริมให้ตลาดผลิตภัณฑ์แปรรูปจากยางพาราขยายตัวเพิ่มขึ้น ดังนั้นกยท.จะเร่งเปิดและหาตลาดใหม่ๆ พร้อมกับความพยายามในการดึงเกษตรกร สถาบันเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ซึ่งมีวัตถุดิบในมือเข้าร่วมธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการ (SMEs)หรือ Startup ด้วย โดยมุ่งหวังให้เกิดการขับเคลื่อนการบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบตามเป้าหมายที่กำหนด ส่วนในด้านการร่วมทำตลาดกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน กยท.ยังคงดำเนินการเพื่อส่งเสริมการใช้ยางภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ กยท. ยังเตรียมการยกระดับสินค้าจากยางพารา ภายใต้ Business Unit (BU) เพื่อเปิดตลาดใหม่ให้กับนักลงทุนที่สนใจ โดย กยท.จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการให้ข้อมูล เจรจา ประสานงานด้านตลาด ซึ่งเป็นการขยายตลาดเพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกด้วย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การเกิดความยั่งยืน และความมั่นคงในการทำสวนยางของเกษตรกร กยท.จะสนับสนุนหลักการทำสวนยางโดยใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ควบคู่กับการควบคุมการผลิตยางให้ได้คุณภาพมาตรฐานระดับโลก ด้วยมุ่งจะผลักดันให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพความพร้อมตั้งแต่ระดับต้นยาง การบริหารจัดการจนถึงระดับการส่งออกยางพารา เพื่อก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ยางพาราในอนาคต ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศมีการขยายตัวในขณะที่เกษตรกรจะมีความมั่่นคงในอาชีพชาวสวนยาง

“ยางพาราถือเป็นทองคำขาวและเป็นอุตสาหกรรมที่มีความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยในอนาคตอย่างแน่นอน”ผู้ว่าการ กยท.เปิดเผยในตอนท้าย

‘รมช.มนัญญา’ผลักดันกิจกรรม’เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย’Re-Startอุทัยธานี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509145

'รมช.มนัญญา'ผลักดันกิจกรรม'เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย'Re-Startอุทัยธานี

‘รมช.มนัญญา’ผลักดันกิจกรรม’เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย’Re-Startอุทัยธานี

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 22.02 น.

“รมช.มนัญญา”ผลักดันกิจกรรม”เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย”Re-Startอุทัยธานี หวังครัวไทยแข็งแรงก้าวสู่ครัวโลก

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานพิธีเปิดงาน “เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย” Re-Start อุทัยธานี พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจังหวัดอุทัยธานี , นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และผู้บริหารระดับสูงในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ ตรอกโรงยา อ.เมือง จ.อุทัยธานี

รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กิจกรรมการจัดงาน เกษตรอินทรีย์ วิถีอุทัย Re Start อุทัยธานีเป็นกิจกรรมสำคัญที่ได้รับความร่วมมือและผลักดันและบูรณาการกับภาคส่วนซึ่งสอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การตลาดนำการผลิต และการส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนทำเกษตรอินทรีย์ การจัดงานดังกล่าวเป็นการส่งเสริมเพิ่มรายได้และส่งเสริมช่องทางจำหน่ายสินค้า ให้เกษตกร ผู้ประกอบการร้านค้า และเป็นการกระตุ้นการท่องเที่ยวให้เกิดการใช้จ่ายเพื่อฟื้นฟูเศษฐกิจของจังหวัดอุทัยธานี ภายหลังสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โคโรน่า COVID-19 และมีความมุ่งหวังในการสร้างคุณภาพสินค้าเกษตร เพื่อต่อยอดการเป็นครัวโลกในอนาคต  ลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ บริโภคซื้อขายภายในประเทศอย่างเข้มแข็ง และประชาชนมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนต่อไป

ทั้งนี้ งาน “เกษตรอินทรีย์วิถีอุทัย” Re-Start อุทัยธานี จัดขึ้นในระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม – 1 สิงหาคม 2563 เพื่อประชาสัมพันธ์สินค้าเกษตรอินทรีย์ สินค้าเกษตรปลอดภัย ตลอดจนร้านอาหารตามโครงการวัตถุดิบปลอดภัยเลือกใช้สินคิา Q สินค้า OTOP ของจังหวัดอุทัยธานี ให้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ โดยฉพาะผลิตภัณฑ์ข้าว ซึ่งจังหวัดอุทัยธานี ได้รับการยอมรับว่าเป็นนาชั้นดีที่สุดของประเทศไทย นอกจากนี้ภายในงานยังมีบริการตรวจหาสารพิษตกค้างจากยาฆ่าแมลง เคมีตกค้างในร่างกาย โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอุทัยธานี และนิทรรศการจากผักวิสาหกิจชุมชนต่างๆ อาทิ ผักวิสาหกิจเขาเทิน ผักผลไม้วิสาหกิจชุมชนสายใยเกษตร โครงการป่าครอบครัว และโครงการ “ร้านอาหารวัตถุดิบปลอดภัย เลือกใช้สินค้า Q” โดยมีการสาธิตเมนูอาหารที่ได้เข้าร่วมโครงการ คือ ขนมจีนน้ำยาปลาแรด และ ขนมเบื้องหน้าปลาแรด เป็นต้น

กรมชลฯระบายน้ำเพิ่ม’ฝายหนองหวาย’ หนุนการประปาเมืองมหาสารคาม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509154

กรมชลฯระบายน้ำเพิ่ม'ฝายหนองหวาย' หนุนการประปาเมืองมหาสารคาม

กรมชลฯระบายน้ำเพิ่ม’ฝายหนองหวาย’ หนุนการประปาเมืองมหาสารคาม

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 21.38 น.

“กรมชลประทาน”ปรับเพิ่มการระบายน้ำหน้าฝายหนองหวาย ในปริมาณ3.5ล้านลูกบาศก์เมตร ลงสู่ลำน้ำพอง ก่อนไหลลงแม่น้ำชีหน้าเขื่อนมหาสารคาม เพื่อช่วยเหลือการประปาส่วนภูมิภาคสาขามหาสารคาม วอนเกษตรกรใช้น้ำฝนเป็นหลัก เพื่อสงวนน้ำสำหรับการอุปโภคบริโภค

เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2563 ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลสถานการณ์น้ำในแม่น้ำชีของศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะสำนักงานชลประทานที่ 6 (SWOC 6) พบว่าระดับน้ำในแม่น้ำชีบริเวณบริเวณโรงสูบน้ำ บ้านดินดำ ตำบลเกิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยและระดับลดต่ำลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อน้ำอุปโภคบริโภค เนื่องจากเป็นแหล่งน้ำดิบในการผลิตประปาส่วนภูมิภาคสาขามหาสารคาม จึงปรับเพิ่มการระบายน้ำหน้าฝายหนองหวาย ลงสู่ลำน้ำพอง ก่อนจะไหลลงแม่น้ำชีหน้าเขื่อนมหาสารคาม ในปริมาณ 3.50 ล้านลูกบาศก์เมตร เพื่อระบายจากเขื่อนมหาสารคามลงด้านท้ายไปช่วยเติมน้ำดิบสำหรับการผลิตประปาเสริมความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค จ.มหาสารคาม

สำหรับน้ำที่ระบายไปช่วยการประปามหาสารคามครั้งนี้ เป็นน้ำต้นทุนหน้าฝายหนองหวายที่ได้เก็บกักน้ำฝนไว้ตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยการใช้อาคารชลประทานบริหารจัดการน้ำท่าให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตามนโยบายกรมชลประทาน ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนหน้าฝายหนองหวายเพียงพอที่จะสนับสนุนการประปามหาสารคาม โดยไม่ต้องเพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์

นอกจากนี้ โครงการชลประทานมหาสารคาม ได้เข้าไปร่วมกับการประปาส่วนภูมิภาควางแผนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยจะนำถุงบิ๊คแบ็คเข้าไปกั้นแม่น้ำชีบริเวณด้านท้ายน้ำของโรงสูบน้ำดิบ และนำเครื่องจักรเข้าไปขุดชักร่องน้ำใต้สะพานท่าขอนยาง รวมถึงอาจจะต้องใช้เครื่องสูบน้ำเพื่อสูบเติมน้ำดิบให้กับโรงสูบน้ำดิบ

ด้าน นายศักดิ์ศิริ  อยู่สุข ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 6 กล่าวว่า สำนักงานชลประทานที่ 6 ได้รายงานสถานการณ์ดังกล่าวให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามทราบ และขอความร่วมมือไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ลดจำนวน/ลดชั่วโมงการสูบน้ำจากสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าเพื่อการเกษตรที่อยู่ในความดูแลของท้องถิ่นลง เนื่องจากน้ำที่ระบายเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ มีปริมาณจำกัดสำหรับใช้ในการอุปโภคและบริโภคเท่านั้น

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนตระหนักถึงคุณค่าของทรัพยากรน้ำ ใช้น้ำอย่างประหยัด ปฏิบัติตามแผนการจัดสรรน้ำที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนกว่าจะมีฝนตกชุกหรือมีปริมาณเพียงพอในระยะต่อไป

เทคโนโลยีบริหารนํ้าต้นทุน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/509027

เทคโนโลยีบริหารนํ้าต้นทุน

เทคโนโลยีบริหารนํ้าต้นทุน

วันอาทิตย์ ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การผลิตงานวิจัยที่ใช้ประโยชน์ได้จริงต้องมาจากการมีส่วนร่วมของผู้เป็นเจ้าของโจทย์หรือใช้ประโยชน์จากงานผลการศึกษานั้น ดังนั้นในการศึกษากลยุทธ์การปรับเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำสำหรับพัฒนาการบริหารจัดการน้ำต้นทุนระยะยาวของเขื่อนภูมิพล ภายใต้แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมายด้านสังคม แผนการบริหารจัดการน้ำ หรือโครงการวิจัยเข็มมุ่งฯ จึงทำงานร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มาตั้งแต่เริ่ม

ผศ.ดร.อารียา ฤทธิมา นักวิชาการจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะหัวหน้าโครงการศึกษากลยุทธ์การปรับเปลี่ยนแนวทางการปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำสำหรับพัฒนาการบริหารจัดการน้ำต้นทุนในระยะยาวของเขื่อนภูมิพล (ระยะที่ 1) กล่าวถึงสถานการณ์ของหนึ่งในเขื่อนหลักของไทยอย่างเขื่อนภูมิพล ว่า แม้เขื่อนภูมิพลจะมีศักยภาพการกักเก็บน้ำได้ถึง 2,700-4,000 ล้าน ลบ.ม./ปี

แต่จากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ และปริมาณฝนที่ตกไม่แน่นอนล้วนมีผลต่อปริมาณน้ำกักเก็บ โดยหากย้อนกลับไปดูปริมาณน้ำต้นทุนของเขื่อนภูมิพล พบว่า หลังปี 2554 เป็นต้นมา มีปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำค่อนข้างน้อย ทำให้ปริมาณน้ำเก็บกักมีแนวโน้มลดลง จำเป็นต้องปรับแผนการบริหารจัดการน้ำ เพื่อให้เกิดการใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงสามารถเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในเขื่อนในระยะยาว

เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในอนาคต จึงมีแนวคิดที่จะเพิ่มปริมาณน้ำ โดยเสนอ 3 แนวทาง คือ 1.การคำนวณความต้องการใช้น้ำที่แท้จริงโดยใช้ข้อมูลCould-Based Irri Sat Application ติดตามพื้นที่เพาะปลูกจากข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม วิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรมบนพื้นที่โครงการเจ้าพระยาใหญ่ ซึ่งหากคำนวณความต้องการน้ำที่แท้จริงได้ก็จะกำหนดการระบายน้ำที่แท้จริงได้อย่างถูกต้องตามความต้องการใช้น้ำ

ซึ่งหากควบคุมพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างเหมาะสมตามปัจจัยน้ำต้นทุน ย่อมสามารถประหยัดส่วนหนึ่งจากเขื่อนได้ 2.การปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การระบายน้ำของเขื่อนภูมิพลใหม่ โดยนำเสนอแบบจำลองโดยอาศัยปัญญาประดิษฐ์ (AI) คือ แบบจำลองแบบ Fuzzy และแบบจำลอง Neuro Fuzzy แบบปรับได้ ซึ่งผลการวิเคราะห์เบื้องต้นพบว่าสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนก่อนฤดูฝนได้18.37% และก่อนฤดูแล้ง 15.57% และ 3.การใช้โปรแกรมเชิงสุ่มแบบข้อจำกัด โดยนำข้อมูลการพยากรณ์ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างมากำหนดการระบายน้ำ

โดยอาศัยเทคนิคการเรียนรู้แบบเคลื่อน(Machine Learning) ซึ่งผลการทดสอบเบื้องต้นพบว่า สามารถเพิ่มปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนในช่วงก่อนฤดูฝนได้ 14% ขณะที่ในช่วงฤดูแล้งสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 10.36% ทั้งนี้ ในระยะต่อไป จะได้นำผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการวิจัยอื่นในแผนฯไม่ว่าจะเป็นปริมาณการคาดการณ์ฝนล่วงหน้าสองสัปดาห์ ปริมาณน้ำท่าในพื้นที่ที่ได้จากแบบจำลองที่มีความแม่นยำ หรือแม้กระทั่งปริมาณความต้องการน้ำที่แท้จริงในพื้นที่ถือเป็นข้อมูลนำเข้าที่สำคัญในแบบจำลองของการปฏิบัติอ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพล

เชื่อว่า หากการดำเนินงานแล้วเสร็จจะเป็นส่วนสำคัญให้หน่วยงานภาคปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นกรมชลประทาน หรือ กฟผ. นำไปใช้กำหนดแผนการบริหารจัดการน้ำในเขื่อนที่มีประสิทธิภาพในอนาคต หมายถึงสามารถบริหารจัดการน้ำต้นทุนในระยะยาวได้มีประสิทธิภาพ ลดปัญหาน้ำท่วม และภัยแล้งได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทีมวิจัยอยู่ในระหว่างปรับสมการข้อจำกัดให้สอดคล้องกับพื้นที่ศึกษา โดยหารือกับผู้ปฏิบัติงานในส่วนของกองการจัดการทรัพยากรน้ำ กฟผ. เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกิจ

ขณะที่ นางวันเพ็ญ แก้วแกมทอง หัวหน้ากองจัดการทรัพยากรน้ำ กฟผ.กล่าวเสริมว่า กฟผ. นอกจากการผลิตและจัดหาไฟฟ้าแล้ว ยังดูแลอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลาง 12 แห่งทั่วประเทศ ร่วมกับกรมชลประทาน คณะอนุกรรมการด้านน้ำ และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ส่วนการพัฒนางานด้านการบริหารจัดการน้ำนอกจากงานวิจัยที่มีดำเนินการเองแล้ว งานวิจัยข้างต้นโดยแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (spearhead) ด้านสังคม แผนการบริหารจัดการน้ำ เป็นอีกส่วนหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการน้ำของ กฟผ. ได้ดียิ่งขึ้น

“ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา กฟผ.ได้มีส่วนร่วมกับการทำวิจัยในครั้งนี้ ทั้งให้การสนับสนุนด้านข้อมูลและสนับสนุนผู้ปฏิบัติงาน เข้าร่วมศึกษาและแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับทีมวิจัยด้วย นอกจากจะได้ประโยชน์ในแง่ของการนำชิ้นงานมาประยุกต์ใช้แล้ว ในตัวขององค์ความรู้ยังเป็นประโยชน์ในการพัฒนาต่อยอดใช้กับอีกหลายเขื่อน เช่น เขื่อนศรีนครินทร์ เขื่อนวชิราลงกรณ โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ในภาคอีสาน เนื่องจากเป็นเขื่อนขนาดเล็ก เมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนซึ่งมีความแปรผันค่อนข้างมาก” นางวันเพ็ญ กล่าว

แผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead)

ด้านสังคม แผนงานการบริหารจัดการน้ำ

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์

วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

‘กรมปศุสัตว์’ยันสถานการณ์โรคเฮโมรายิกเซพติคซีเมีย อยู่ในระดับควบคุมได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508983

'กรมปศุสัตว์'ยันสถานการณ์โรคเฮโมรายิกเซพติคซีเมีย อยู่ในระดับควบคุมได้

‘กรมปศุสัตว์’ยันสถานการณ์โรคเฮโมรายิกเซพติคซีเมีย อยู่ในระดับควบคุมได้

วันเสาร์ ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2563, 17.50 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่เกิดการระบาดของโรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย หรือโรคคอบวม ที่จังหวัดมหาสารคาม และจังหวัดขอนแก่น ซึ่งส่งผลให้มีโค-กระบือป่วยตายหลายตัวนั้น เมื่อวันที่ 29 -31 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา กรมปศุสัตว์ได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์ธนวัฒน์ พันธุ์สนิท ผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเร่งดำเนินการควบคุม โรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมียหรือโรคคอบวมในโค-กระบือ นั้น กรมปศุสัตว์ขอสรุปสถานการณ์ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2563 ดังนี้

พื้นที่พบโรค คือ จังหวัดมหาสารคาม เกิดขึ้นกับเกษตรกร 8 ราย สัตว์ป่วย 40 ตัว สัตว์ตาย 29 ตัว   จังหวัดขอนแก่น เกษตรกร 3 ราย สัตว์ป่วย  7 ตัว สัตว์ตาย 3 ตัว  จังหวัดอุดรธานี เกษตรกร 1 ราย สัตว์ป่วย 4 ตัว  สัตว์ตาย 2 ตัว รวม 3 จังหวัด เกษตรกร 13 สัตว์ป่วย 51 ตัว ตาย 34 ตัว  ดังนั้น กรมปศุสัตว์จึงได้ดำเนินการการควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ โดยประกาศเขตควบคุมโรคระบาด มีการตั้งด่านกักกัน/จุดสกัด รอบพื้นที่เกิดโรค  นอกจากนี้ ยังดำเนินการฉีดวัคซีนรอบพื้นที่เกิดโรค Ring Vaccination ให้กับสัตว์จำนวน 9,676 ตัว และฉีดวัคซีนแบบปูพรมในพื้นที่ข้างเคียง mass vaccination รวม 67,565 ตัว  พร้อมทั้งจัดทีมสัตวแพทย์รักษาพยาบาลสัตว์ป่วย ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรทุกราย สัตว์ป่วยได้รับการรักษาทุกตัว ทุกวัน  ดำเนินการสนับสนุนเสบียงอาหารสัตว์ให้แก่เกษตรกรเจ้าของสัตว์ในจุดควบคุมโรค ในระหว่างสัตว์ได้รับการกักกัน และ/หรือ ในระหว่างการรักษาพยาบาล มีการประเมินสถานการณ์ Prognosis

 อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การระบาดของโรค เกิดเป็นจุดเล็กๆ เป็นผลมาจากระบบการเฝ้าระวังโรค surveillance ที่มีประสิทธิภาพ การรับแจ้งโรคที่เร็ว ควบคุมโรคตามมาตรการที่กรมปศุสัตว์กำหนดทันที Rapid response operation  สถานการณ์โรคเข้าสู่ภาวะปรกติแล้ว นอกจากนี้ กรมปศุสัตว์ได้จัดระบบเฝ้าระวังโรคอย่างเคร่งครัด ต่อเนื่อง ซึ่งระยะเวลาตั้งแต่พบโรคคือ วันที่ 15 กรกฎาคม 2563 จนถึงระยะเวลาที่สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปรกติ ในระดับที่ควบคุมได้นั้น รวมระยะเวลาประมาณ 2 สัปดาห์ ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายจากโรคคอบวม กรมปศุสัตว์จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กับกระบือ และโคที่มีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป โดยวัคซีนดังกล่าวสามารถคุ้มโรคได้นานถึง 1 ปี รวมทั้งสังเกตอาการโค กระบือ ของตนเอง หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัด หรือแจ้งสายด่วนกรมปศุสัตว์ที่ 063-2256888 หรือ แอพพลิเคชั่น DLD 4.0 โดยทันที เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที และขอย้ำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เข้าใจว่า “โรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย หรือโรคคอบวม เป็นโรคที่เกิดในโค-กระบือเท่านั้น สัตว์ชนิดอื่นรวมทั้งคนไม่เป็นโรคดังกล่าว”