เกษตรแนวหน้า : ‘เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508667

เกษตรแนวหน้า : ‘เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย’

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ได้มีความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรม ในการรับมือโควิด-19 ด้วยการตั้งคณะกรรมการ “กรกอ.” เพื่อเดินหน้าโมเดล “เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย” ผลักดันฟู้ดอินโนโพลิสกระจายทุกภูมิภาค หวังสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรนั้น โดยมีการประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมาซึ่งได้ตกลงใน “5 กรอบความร่วมมือ 4 เป้าหมาย 1 แผน” ได้แก่ กรอบความร่วมมือด้าน “การผลิต การแปรรูป การตลาด เทคโนโลยีและโลจิสติกส์” เพื่อบรรลุเป้าหมาย 4 เพิ่ม คือ “เพิ่มรายได้เกษตรกร เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มจีดีพีประเทศ และแผนพัฒนาภาคการเกษตรในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง บน 5 คลัสเตอร์ทางการเกษตร ได้แก่ คลัสเตอร์ผลไม้ คลัสเตอร์ประมง คลัสเตอร์พืชพลังงาน คลัสเตอร์พืชสมุนไพร และคลัสเตอร์พืชมูลค่าสูง สอดรับกับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่และยุคโควิดเพื่อเร่งต่อยอดภาคเกษตรด้วยโมเดล “เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย”

ล่าสุด นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการความร่วมมือระหว่าง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) ได้แจ้งถึงความก้าวหน้าของโมเดล “เกษตรอุตสาหกรรมทันสมัย” ว่าวันที่ 6 สิงหาคม 2563 ที่จะถึงนี้จะมีการประชุมครั้งที่ 2 ของ กรกอ. ซึ่งจะมีการพิจารณาแนวทางสร้างโอกาสในวิกฤติโควิดภายใต้แนวคิดส่งเสริมและพัฒนาประเทศไทยเป็นฟู้ดแฟคตอรี่ของโลก (โรงงานอาหารโลก) โดยปรับเปลี่ยนโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องปิดตัวเองลงจากพิษโควิด-19 ให้กลายเป็นโรงงานผลิตอาหาร ซึ่งแนวทางดังกล่าวเป็นผลสืบเนื่องจากการประชุมกับศูนย์ AIC สมุทรปราการ ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ซึ่งพบว่ามีโรงงานเอสเอ็มอีจำนวนมากประสบภาวะขาดทุนและปิดกิจการจากพิษโควิด-19 รวมทั้งมีคนตกงานจำนวนมาก ดังนั้นจึงเกิดความคิดร่วมกันในการแก้ปัญหาและพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสในสถานการณ์ปัจจุบันที่โลกกำลังเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอาหาร ซึ่งนายอลงกรณ์ บอกว่าในการประชุมสัปดาห์หน้าจะเชิญหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมประชุมด้วย ประกอบด้วย หอการค้าไทย สภาผู้ส่งออก สมาคมธนาคารไทย สมาพันธ์ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะกรรมการบริหารศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (ศูนย์ AIC)…ความคืบหน้าจะเป็นอย่างไรผมจะมาแจ้งข่าวกันอีกทีครับ

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

กษ.ชวนคนไทยรีบทานผลไม้ใต้ของดีมีน้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508666

กษ.ชวนคนไทยรีบทานผลไม้ใต้ของดีมีน้อย

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวเพ็ญระพี ทองอินทร์ ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมไม้ผล สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร
เปิดเผยว่า กรมส่งเสริมการเกษตรในฐานะเลขานุการ Fruit board ร่วมกับหน่วยงานหลายภาคส่วนกำกับติดตามสถานการณ์การผลิต การตลาดผลไม้ พร้อมวางแผนรับมือและจัดการอย่างเป็นระบบพบว่าสถานการณ์โดยรวมปีนี้ ผลไม้ภาคใต้ 4 ชนิด ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ปริมาณลดลงทุกชนิด เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยน มีฝนตกช่วงที่ผลไม้กำลังออกดอก ติดผล ทำให้ผลผลิตลดลง ทุเรียน ปริมาณผลผลิตรวม 522,101 ตัน ผลผลิตทุเรียนในฤดู 489,717 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยลดลงจากปีที่ผ่านมา 4.87% ช่วง Peak ระหว่างวันที่ 21 – 31 กรกฎาคม 2563 ปริมาณ 149,243 ตัน คิดเป็น 28.59 สถานการณ์การเก็บเกี่ยวดำเนินการแล้ว 159,612 ตัน คิดเป็น 32.59% เป็นเกรด A 60.41% มังคุด ปริมาณผลผลิตรวม 125,038 ตัน ผลผลิตมังคุดในฤดู 116,891 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยลดลงจากปีที่ผ่านมา 28.02% ช่วง Peak เดือนสิงหาคม เงาะ ปริมาณผลผลิตรวม 43,374 ตัน ผลผลิตเงาะในฤดู 43,145 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยลดลงจากปีที่ผ่านมา 36% ลองกอง ปริมาณผลผลิตรวม 37,314 ตัน ผลผลิตลองกองในฤดู 35,555 ตัน ผลผลิตเฉลี่ยลดลงจากปีที่ผ่านมา คิดเป็น 47.05% ช่วง Peak เดือนกันยายน ปริมาณ 16,617 ตัน โดยในระหว่างวันที่ 11 – 20 กันยายน 2563 จะมีปริมาณถึง 15.25% สำหรับแผนบริหารจัดการ แบ่งเป็นการจัดการเชิงคุณภาพ และการจัดการเชิงปริมาณ ซึ่งการบริหารจัดการเชิงคุณภาพ 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต รักษาคุณภาพ มาตรฐาน รวมถึงถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม้ผล ผลิตตามระบบมาตรฐาน GAP และ GI ส่งเสริมการทำไม้ผลอัตลักษณ์ รวมถึงพัฒนาสร้างความเข้มแข็งของเกษตรกร ให้เป็นกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ / สหกรณ์ ระยะที่ 2 เก็บเกี่ยวผลผลิต โดยเฉพาะการป้องปรามผลผลิตด้อยคุณภาพออกสู่ตลาด เชื่อมโยงการตลาดและเพิ่มมูลค่าผลิต เช่น ส่งเสริมการบริโภคและประชาสัมพันธ์เก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเวลาเหมาะสม การเชื่อมโยงการผลิต การตลาดและจัดจำหน่าย ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขาย ช่วยเหลือการขนส่ง รวมถึงส่งเสริมการรวมกลุ่มตั้งจุดรวบรวม เพื่อจัดชั้นคุณภาพตรวจสอบย้อนกลับได้ ระยะที่ 3 หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ตกเกรด เน้นแปรรูปเพิ่มมูลค่าแช่แข็ง ทอด กวน รวมถึงให้คำแนะนำจัดการสวนหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อเตรียมความพร้อมในฤดูกาลต่อไป

ด้านการบริหารจัดการเชิงปริมาณ แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต ติดตามคาดคะเนสถานการณ์ผลไม้ และจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิต และแผนบริหารจัดการผลผลิต ระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต กระจายผลผลิตออกสู่ตลาด โดยบริหารจัดการผลผลิตในฤดูกาลเป็นสำคัญ เน้นป้องปรามผลไม้ไม่มีคุณภาพ ขอเชิญชวนคนไทยซื้อผลไม้ไทย ในแคมเปญ “ซื้อสินค้าเกษตรไทย เกษตรกรอยู่ได้ ประเทศไทยอยู่รอด” หรือสามารถเลือกซื้อสินค้าคุณภาพผ่านเกษตรกรที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์ สอบถามพูดคุยกับเกษตรกรได้โดยตรง ผ่าน เว็บไซต์ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com

นอกจากนี้ ช่วงฤดูกาลผลไม้ภาคใต้ ขอชวนคนไทย เที่ยวสวนผลไม้ไทย เช่น สวนสละลุงถัน จ.พัทลุง, สวนทวีทรัพย์ จ.ชุมพร, บ้านในวงโฮมสเตย์ จ.ระนอง,ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร กิจกรรมการพัฒนาคุณภาพผลผลิตมังคุด จ.นครศรีธรรมราช, วิสาหกิจชุมชนคลองแดนพัฒนา จ.สงขลา, วิสาหกิจชุมชนผลิตและแปรรูปสละอาทิตย์ จ.สุราษฎร์ธานี หรือ ดาวน์โหลด แอพพลิเคชั่น “ท่องเที่ยวเชิงเกษตร” ฟรี โดยผู้ใช้เข้าไปหาข้อมูลแต่ละภาคว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ใดบ้าง เมื่อเลือกสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกใจได้แล้ว ก็กดเข้าไปดูรายละเอียด โดยจะมีข้อมูลสถานที่ตั้งเบอร์โทรศัพท์ จุดเด่นของสถานที่ท่องเที่ยว ให้ข้อมูลความเป็นมา กิจกรรมที่ทำได้สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น มีบ้านพัก ห้องน้ำ ลานกางเต็นท์ ที่จอดรถ

UNถกนานาชาติแก้ปัญหาโภชนาการโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508669

UNถกนานาชาติแก้ปัญหาโภชนาการโลก

UNถกนานาชาติแก้ปัญหาโภชนาการโลก

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยการประชุมแถลงรายงานสถานการณ์ความมั่นคงอาหารและโภชนาการโลก (The State of Food Security and Nutrition in the World: SOFI) ประจำปี 2563 ซึ่งสศก.ร่วมประชุมออนไลน์เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีนายอันโตนิโอ กูแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ เป็นประธาน พร้อมประธานสภามนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ ประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก (CFS) ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงโรม (FAO/IFAD/WFP) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประธานกองทุนระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาเกษตรกรรม (IFAD) ผู้อำนวยการใหญ่โครงการอาหารโลก (WFP) ผู้อำนวยการใหญ่ UNICEF และผู้ช่วยผู้อำนวยการใหญ่ WHO ร่วมกล่าวถ้อยแถลง “รายงานสถานการณ์ความมั่นคงทางอาหารและโภชนาการโลก ประจำปี 2563” ผ่านระบบออนไลน์

จากรายงานขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO พบว่าปัจจุบันโลกผลิตอาหารได้เพียงพอกับจำนวนประชากรโลก แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้าถึงอาหารได้ โดยตั้งแต่ปี 2557 ผู้หิวโหยมีจำนวนเพิ่มขึ้นประมาณ 10 ล้านคน/ปี นอกจากนี้ วิกฤตการณ์ระบาดของ COVID-19 อาจส่งผลให้เพิ่มปริมาณคนขาดสารอาหารมากถึง 83-132 ล้านคน ในปี 2563 และประชากรมากกว่า 3 พันล้านคนในโลก ยังไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารที่ดีต่อสุขภาพได้ เนื่องจากมีราคาแพงมากกว่าอาหารปกติถึง 5 เท่า จึงอาจส่งผลให้โลกมีแนวโน้มที่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย SDGs เพื่อยุติความหิวโหยได้ภายในปี 2573

ดังนั้น นายแม็กซิโม โตเรโร ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของFAO รายงานว่า จำเป็นต้องกำหนดนโยบายที่ปรับเปลี่ยนระบบของอาหาร ด้วยการลดต้นทุนอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ และเพิ่มการเข้าถึงอาหารที่ดีมีประโยชน์ต่อสุขภาพ (healthy diets) หาซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม อาทิ นโยบายหลักประกันโภชนาการที่ดี สร้างแรงจูงใจลงทุนด้านโภชนาการที่ดี นโยบายส่งเสริมประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่การผลิต นโยบายมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค การส่งเสริมรูปแบบการบริโภคที่ทำให้สุขภาพดีและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ เพราะการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพ จะช่วยลดต้นทุนแฝงทางสังคมได้ โดยเฉพาะต้นทุนด้านสุขภาพ และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อปรับเปลี่ยนไปสู่“ระบบอาหารที่ยั่งยืนและที่สามารถปรับตัวได้”(Sustainable and Resilient Food Systems) สู่การบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ภายในปี 2573 ตามที่กำหนดไว้

โอกาสนี้ ประธานคณะกรรมการความมั่นคงอาหารโลก หรือ CFS (นายธนวรรษ เทียนสิน อัครราชทูต ฝ่ายเกษตร)กล่าวถึงความก้าวหน้าของการดำเนินงานของ CFS ซึ่งอยู่ระหว่างจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายแก่ทุกภาคส่วน ได้แก่ แนวทางปฏิบัติเชิงนโยบายด้านระบบอาหารและโภชนาการ และนโยบายด้านเกษตรเชิงนิเวศและนวัตกรรม ซึ่งจะนำเข้าสู่การพิจารณารับรองในการประชุม CFS 47 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 นอกจากนี้ CFS ยังจัดทำแนวทางปฏิบัติการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ และรายงานการสร้างความมั่นคงอาหารและโภชนาการระดับโลก มุ่งสู่เป้าหมายปี 2030 เพื่อเสนอกรอบแนวคิดที่ส่งเสริมระบบอาหารและโภชนาการอย่างยั่งยืน รวมถึงแนวทางแก้ปัญหา โดยเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนมีบทบาทในการให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อผลักดันได้อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับการดำเนินนโยบายความมั่นคงอาหารต่อเนื่อง โดยสศก. ได้พัฒนาระบบสารสนเทศการเกษตรเชิงพื้นที่ เพื่อบริหารจัดการความมั่นคงด้านอาหาร นำเทคโนโลยีดิจิทัล มาใช้พัฒนาระบบการจัดทำปฏิทินผลผลิตสินค้าเกษตรรายเดือนระดับจังหวัด (Provincial Crop Calendar) เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนพัฒนาการผลิตและบริหารจัดการอาหารให้สอดคล้องความต้องการตลาด ทั้งในสถานการณ์ปกติและสถานการณ์วิกฤติ รวมถึงการระบาดโควิด-19 ปัจจุบันด้วย

กรมประมง…เร่งปั้น‘กะพงทอง’ สู่สังเวียนสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508668

กรมประมง…เร่งปั้น‘กะพงทอง’ สู่สังเวียนสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดใหม่

วันศุกร์ ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมง มีนโยบายพัฒนางานวิจัยด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำสำหรับทดแทนการจับจากธรรมชาติ ซึ่งนับวันมีปริมาณลดน้อยถอยลง โดยเฉพาะสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ตามนโยบายนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่เน้นส่งเสริมให้ภาครัฐใช้การตลาดนำการผลิต สร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพให้เกษตรกรไทย

สำหรับ “ปลากะพงทอง” ถือเป็นปลาทะเลที่ตลาดต้องการมาก เนื่องจากเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ฮ่องกง และจีน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการเพาะเลี้ยงปลากะพงทองในเชิงพาณิชย์อย่างแพร่หลาย ปลากะพงทองที่นำมาบริโภคส่วนใหญ่ได้มาจากการจับจากธรรมชาติ ราคาจำหน่ายค่อนข้างสูง โดยปลากะพงทองขนาด 800-1,000 กรัม อยู่ที่กิโลกรัมละ 180-220 บาทเลยทีเดียว กรมประมงจึงสนับสนุนให้หน่วยงานในสังกัดเร่งศึกษา วิจัย เพาะพันธุ์ปลากะพงทองรองรับความต้องการของตลาดและผู้บริโภค พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรนำลูกพันธุ์ไปเลี้ยงสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงต่อไป

นางพิชญา ชัยนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 5 (ภูเก็ต) กองวิจัย
และพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กล่าวในรายละเอียดเพิ่มเติมว่า “ปลากะพงทอง” หรือ “อังเกย” เป็นปลาทะเลที่พบได้ในทะเลฝั่งอันดามัน บริเวณจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และพังงา มีชื่อสามัญว่า Golden Snapper และชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Lutjanus johnii ลักษณะลำตัวมีสีเหลืองทอง และมีจุดสีดำใหญ่ๆ บริเวณลำตัวค่อนมาทางครีบหาง ปากมีเขี้ยวและฟันแหลมคม เนื้อแน่นรสชาติดี มีกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 สูง สามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายเมนู เช่น นึ่งซีอิ้ว ต้มยำ แกงส้ม ทอดกระเทียม ลวกจิ้ม และซาซิมิ ซึ่งปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 5 (ภูเก็ต) สามารถเพาะพันธุ์ปลากะพงทองได้สำเร็จ โดยใช้วิธีฉีดฮอร์โมน Suprefact ร่วมกับ Motilium ทั้งในพ่อและแม่พันธุ์ปลาที่จับจากธรรมชาติเพื่อกระตุ้นการสืบพันธุ์ แล้วปล่อยให้ปลาผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา แม่ปลาที่ฉีดฮอร์โมนได้วางไข่ และไข่ฟักออกเป็นตัว อัตราฟักร้อยละ 85 จากนั้นจึงนำลูกปลาวัยอ่อนไปอนุบาลต่อในบ่อคอนกรีต ซึ่งลูกปลามีอัตราการรอดและการเจริญเติบโตที่ดี

ทั้งนี้ ปัจจุบันศูนย์ผลิตลูกพันธุ์ปลากะพงทองขนาด 3 เซนติเมตร หรือ 1.2 นิ้ว ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะสม
ต่อการนำไปเลี้ยงในกระชังได้หลายรุ่นต่อเนื่อง โดยจำหน่ายให้เกษตรกร ในราคาเริ่มต้นตัวละ 2 บาท (ขนาด 1 เซนติเมตร) ซึ่งมีเกษตรกรในจ.ภูเก็ตและจังหวัดใกล้เคียง เช่น พังงา และกระบี่ ได้นำลูกพันธุ์ไปเลี้ยงในกระชังบริเวณริมฝั่งทะเล โดยให้กินปลาสดและอาหารเม็ด วันละ 1-2 มื้อ ใช้เวลาเลี้ยง 8-9 เดือน จะได้ปลาขนาด 800-1,000 กรัม ก็ทยอยจับขายให้ร้านอาหารหรือภัตตาคารได้ ทำรายได้ให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ ทางศูนย์ยังปล่อยลูกปลากะพงทองจำนวนหนึ่งคืนสู่ธรรมชาติ เพื่อเพิ่มประชากรในแหล่งที่อยู่อาศัยเดิมให้คงความอุดมสมบูรณ์ต่อไป สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 5 (ภูเก็ต) กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมงโทรศัพท์ 0-7662-1822 ในวันและเวลาราชการ

กรมชลฯพร้อมรับมือพายุดีเปรสชั่น ‘ทองเปลว’ชี้เป็นโอกาสดีเก็บกักน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508593

กรมชลฯพร้อมรับมือพายุดีเปรสชั่น 'ทองเปลว'ชี้เป็นโอกาสดีเก็บกักน้ำ

กรมชลฯพร้อมรับมือพายุดีเปรสชั่น ‘ทองเปลว’ชี้เป็นโอกาสดีเก็บกักน้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.05 น.

ชป.พร้อมรับมือพายุดีเปรสชั่น เป็นโอกาสดีเก็บกักน้ำไว้ในอ่างเก็บน้ำต่างๆให้มากที่สุด

เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ตามประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา ฉบับที่ 1 (141/2563) ลงวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 เรื่อง “ฝนตกหนัก และคลื่นลมแรงบริเวณประเทศไทย” เนื่องจากหย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณทะเลจีนใต้ คาดว่าจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุดีเปรสชั่นในระยะต่อไป และเคลื่อนตัวทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สู่ชายฝั่งประเทศจีนตอนใต้ ส่งผลให้ในช่วงวันที่ 31 กรกฎาคม – 4 สิงหาคม 2563 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ จะมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่งนั้น

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติต่าง ส่วนใหญ่ยังมีน้ำอยู่ในเกณฑ์น้อย ทำให้มีพื้นที่รองรับปริมาณน้ำฝนที่จะตกลงมาค่อนข้างมาก หากพายุดังกล่าวทำให้ฝนตกลงมาบริเวณเหนืออ่างเก็บน้ำหรือพื้นที่ที่สามารถรองรับน้ำฝนได้ จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำและแหล่งน้ำธรรมชาติได้พอสมควร ซึ่งกรมชลประทาน จะบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำรวมทั้งการจัดจราจรน้ำในแม่น้ำสายหลักให้สอดคล้องกับปริมาณฝนที่ตกลงมา เพื่อป้องกันและลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้แจ้งเตือนสถานการณ์น้ำไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม ให้เตรียมพร้อมรับมือและเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำ รวมไปถึงการติดตามสภาพอากาศจากกรมอุตุนิยทวิทยาอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ยังได้ให้โครงการชลประทานในพื้นทีเสี่ยงภัยน้ำหลาก เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องสูบน้ำ และกำลังเจ้าหน้าที่ ไว้คอยช่วยเหลือประชาชนที่อาจจะประสบปัญหาน้ำท่วมได้ หากประชาชนหรือหน่วยงานใดต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามได้ทางสายด่วนกรมชลประทาน โทร. 1460 หรือติดตามสถานการณ์น้ำได้ทาง http://water.rid.go.th/ และ www.rid.go.th 

ส.ป.ก.เดินหน้ายกระดับชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ชูโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508458

ส.ป.ก.เดินหน้ายกระดับชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ชูโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

ส.ป.ก.เดินหน้ายกระดับชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ชูโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 10.20 น.

ส.ป.ก. เดินหน้ายกระดับชีวิตเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ชูโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านผู้ใหญ่โทน และการจัดที่ดินทำกินในพื้นที่ คทช. ตำบลเขาซก ต้นแบบพัฒนาอาชีพทำเกษตรอย่างยั่งยืน

30 กรกฎาคม 2563 ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมา ส.ป.ก. ได้ดำเนินการจัดที่ดินเพื่อเกษตรกรรมให้กับเกษตรกรจำนวน 2.9 ล้านราย 3.7 ล้านแปลง 36.2 ล้านไร่ และจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล ภายใต้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ (คทช.) ในเขตปฏิรูปที่ดิน ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558-2562 จำนวน 74 พื้นที่ 17 จังหวัด เนื้อที่ 74,679.85  ไร่ โดยคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดินเห็นชอบพื้นที่แล้ว 49 พื้นที่ 13 จังหวัด เนื้อที่ 42,167.51 ไร่ พร้อมกับได้มีส่งเสริม และพัฒนาเกษตรกรในด้านต่างๆ อาทิ การส่งเสริมการผลิตภายใต้ระบบแปลงใหญ่ การผลิตภายใต้ระบบเกษตรอินทรีย์อระบบวนเกษตร การปลูกพืชสมุนไพร 

ดร.วิณะโรจน์  กล่าวว่า อย่างไรก็ดี การที่เกษตรกรจะสามารถ “อยู่ดี” ในพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินนั้น ส.ป.ก.ต้องพัฒนาอาชีพเกษตรกรควบคู่กันไป เพื่อให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยเน้นให้เกษตรกรสามารถพึ่งตนเองได้ ทั้งนี้ การดำเนินงานตามภารกิจทั้งในด้านการจัดที่ดิน การพัฒนาศักยภาพพื้นที่ให้มีความพร้อมในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร ก็เพื่อมุ่งหวังให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินสามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่ได้อย่าง “มีความสุข” อาทิ โครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านผู้ใหญ่โทน (นายเดชา ศรีโกศักดิ์) ตำบลหนามแดง อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ในผืนดินพระราชทานพื้นที่ปฏิรูปที่ดิน โดยส.ป.ก. ได้รับพระราชทานทรัพย์สินส่วนพระองค์จากพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อนำมาจัดสรรให้แก่เกษตรกรเช่าทำกิน ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ 1,2 และ 3 เนื้อที่ทั้งสิ้นประมาณ 2,251 ไร่ ส.ป.ก.ได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกร ส่วนใหญ่เป็นผู้ครอบครองเดิมทำสัญญาเช่าที่ดินเพื่อทำการเกษตรและอยู่อาศัย ปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 267 แปลง เนื้อที่ประมาณ 2,123 ไร่  โดยศูนย์เรียนรู้ฯ ได้มีการเพาะเลี้ยงหนูพุก เพื่อจำหน่ายในประเทศ และส่งออกตลาดต่างประเทศ มีการเลี้ยงกบคอนโด และทำการเกษตรแบบผสมผสาน 

อีกทั้งยังมีการแบ่งปันความรู้เกี่ยวกับวิถีการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงแก่คนในชุมชนและบุคคลทั่วไป และการจัดที่ดินทำกินในพื้นที่ คทช. ตำบลเขาซก อำเภอหนองใหญ่ จังหวัดชลบุรี แปลง NO 378 เนื้อที่  569-3-00 ไร่ ซึ่งได้มีการยึดคืนพื้นที่ นำมาจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายของรัฐบาล ปัจจุบันได้ดำเนินการจัดที่ดินให้เกษตรกร 47 ราย และได้มีการรวมกลุ่มจัดตั้งเป็นสหกรณ์ โดยเกษตรกรสมาชิกส่วนใหญ่ปลูกมันสำปะหลัง ทำเกษตรผสมผสาน และเลี้ยงสัตว์ นอกจากนี้ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดชลบุรี ได้ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเกษตรกร เช่น โครงการปลูกไผ่ในเขตปฏิรูปที่ดิน แปลงพื้นที่ ม.44 No.378 ซึ่งนายเดชา พรมพันธุ์ใจ ได้บุกเบิกพื้นที่ปลูกไผ่ สร้างรายได้ รวมทั้งทำเกษตรผสมผสาน เพื่อเกิดความยั่งยืนของอาชีพในอนาคต

ด้านนายเดชา ศรีโกศักดิ์ หรือ ผู้ใหญ่โทน กล่าวว่า ที่ดินที่ก่อตั้งโครงการศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงฯ เป็นที่ดินพระราชทานจากในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งได้รับการจัดสรรที่ดินจาก ส.ป.ก. ตั้งแต่รุ่นปู่ รุ่นย่า และมีการสืบทอดมาตามสายเลือด เพื่อทำนา และพอพ่อ แม่ ทำไม่ไหว ก็ปล่อยที่ดินรกร้างกว่า 30 ปี ถ้าไม่ทำประโยชน์ก็อาจจะถูกยึดที่ดินคืน ตนจึงได้ฟื้นฟูที่ดินพระราชทาน 16 ไร่เศษ มา 10 กว่าปีแล้ว ทำเกษตรผสมผสาน ขุดบ่อเลี้ยงปลา ปลูกไม้ผลต่างๆ เช่น กล้วย อ้อย มะพร้าว กะท้อน มะม่วง แต่ที่ประสบความสำเร็จคือ การปลูกมะนาว พันธุ์แป้นพิจิตรพันธุ์ทูลเกล้า และทำกิ่งพันธุ์ขาย โดยไม่ใช้สารเคมี

นอกจากนี้ มีการเลี้ยงหนูพุก 400 กระถาง เพื่อจำหน่ายเป็นพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ และขายเป็น ราคากิโลกรัมละ 150 บาท เช่น ร้านอาหารป่า โดยอายุหนูพุก 2-3 เดือน ก็สามารถขายได้ ช่วยสร้างรายได้เดือนละ 3-4 หมื่นบาท และส่งเสริมอาชีพเลี้ยงหนูพุกให้เกษตรกร โดยลงทุนครั้งเดียว เช่น ซื้อพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์ 10 คู่ ราคา 8,000 บาท และค่าวัสดุอุปกรณ์ รวมราคาไม่เกิน 1,500 บาท ปัจจุบัน มีสมาชิกเครือข่ายเลี้ยงหนูพุก 30 กว่าฟาร์ม และได้มีทำเอ็มโอยูส่งออกหนูพุกไปยังเวียดนาม แต่ด้วยสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ต้องหยุดชะงัก 

“คนที่อยากทำกินแต่ไม่มีที่ทำกิน คนที่มีที่ดินทำกินแต่ไม่ทำกิน ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ท่านทรงตรัสได้ถูกต้องว่า เกษตรกรไม่รวย แต่ไม่อด ได้ตัดสินใจเลี้ยงหนูพุก ทั้งที่ยังไม่มีตลาด เริ่มจาก 60 คู่ ขยายพันธุ์ และขายด้วย เพราะใช่พื้นที่เยอะแค่ 1 งานกว่าๆ ต้นทุนลงทุนครั้งเดียว และตีกินยาว พื้นที่ที่เหลือทำเกษตรผสมผสาน สามารถเก็บกิน และขายได้ ผมต้องการใช้พื้นที่ทุกตารางนิ้วของที่ดินพระราชทาน ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และในอนาคตจะมโครงการปลูกป่า ผมจะไม่ให้ที่ดินว่าง เพราะเรามีที่ทำกิน เราต้องทำกิน”ผู้ใหญ่โทน กล่าว

ขณะที่นายเดชา พรมพันธุ์ใจ เกษตรกรโครงการที่ดิน คทช. ตำบลเขาซก กล่าวว่า จากเดิมทำงานโรงงาน ไม่มีที่ทำกินเป็นของตัวเอง ต้องเช่าบ้านอยู่ และได้ไปลงทะเบียนขอที่ดินทำกินประมาณ 2-3 เดือน ก็ได้รับการจัดที่ดิน และเข้าร่วมโครงการเกษตรกรรุ่นใหม่ ส.ป.ก.รุ่นที่ 13 รวมทั้งได้เข้าอบรมเกษตรกร 6 เดือน จนจบจากวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีอุดรธานี และได้มาขอลงพื้นที่ คทช. ตำบลเขาซก โดยเริ่มแรกเป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า ได้ช่วยชาวบ้านไปบุกเบิกพื้นที่ตรงนี้ ทำเป็นที่อยู่อาศัย และช่วยกันพัฒนา ซึ่งหน่วยงาน ส.ป.ก. ได้ช่วยอำนวยความสะดวกประสานงานกรมชลประทานขุดบ่อให้ 2 บ่อ หน่วยงานทหารช่างช่วยทำถนน ปัจจุบันมีเกษตรกรได้เข้ามาอยู่อาศัย ในพื้นที่นี้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2560 โดยได้รับการจัดสรรที่ดินคนละ 6 ไร่ แบ่งเป็นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ และที่ดินทำกิน 5 ไร่ ซึ่งสมาชิกเกษตรกรมีการรวมตัวกันอย่างใกล้ชิดเพื่อปรึกษาหารือและกำหนดเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่ร่วมกัน โดยยึดหลักที่ว่า “ต้องพึ่งพาตนเองให้ได้พร้อมกับการช่วยเหลือผู้อื่น” 

ทั้งนี้ ตนได้ทำเกษตรยั่งยืน บนพื้นที่ 5 ไร่ ปลูกพืชที่มีประโยชน์ใช้สอยหลากหลาย ทั้งใช้บริโภค เช่น มะพร้าว กล้วย มะม่วง กระเจี๊ยบ  และใช้สอย เช่น ไผ่ตงลืมแล้ง  เลี้ยงไก่ ขุดบ่อเลี้ยงปลา โดยต้นทุนจากการทำอาชีพทางการเกษตรเฉลี่ยต่อปี ค่าต้นพันธุ์ ประมาณ 7,200 บาท ค่าวัสดุบำรุงดิน สารกำจัดศัตรูพืช  6,000  บาท เมื่อหักต้นทุนผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ยประมาณ 46,800 บาทต่อปี

“จากที่ได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ คทช. ชีวิตก็เปลี่ยนไป จากลูกจ้างโรงงาน ต้องเลี้ยงเมีย เลี้ยงลูก 2 คน เงินเดือนที่ได้ ต้องใช้เดือนชนเดือน แถมเป็นหนี้เป็นหนี้สินเขาอีก แต่ตอนนี้เราไม่ต้องมีภาระ ทุกอย่างที่มีอยู่ในแปลงเกษตรสามารถกินได้หมด อยากกินผัก กินปลา ก็มีให้กิน เหลือก็ไปขาย ซึ่งเป็นความสุขที่ยั่งยืน และยังช่วยสร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว และลูกหลานได้มีที่อยู่อาศัย”นายเดชา กล่าว 

รมว.เกษตรฯมอบนโยบายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ย้ำใช้หลักธรรมาภิบาลบริหารงานให้บรรลุเป้าหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508279

รมว.เกษตรฯมอบนโยบายสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯ ย้ำใช้หลักธรรมาภิบาลบริหารงานให้บรรลุเป้าหมาย

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานเปิดประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2563 ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย ว่า ขบวนการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน มีส่วนพัฒนาคน พัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาเศรษฐกิจสังคม ชุมชนให้เข้มแข็ง ด้วยวิธีการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน นับว่าเป็นองค์กรทางการเงินและสวัสดิการของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งที่ไม่มีรายได้ประจำหรือมีรายได้ไม่แน่นอน และมีอาชีพหลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชาชนระดับฐานรากของประเทศ มีอาชีพเป็นเกษตรกร ชนเผ่าในพื้นที่สูง ผู้ด้อยโอกาส และคนพิการ ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้ง ยังส่งเสริมการจัดสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนถึงเสียชีวิต มีการส่งเสริมการออมทรัพย์ ให้บริการเงินกู้ บริหารงานโดยใช้หลักประชาธิปไตย ปลูกฝังจิตสำนึกและคุณธรรม พร้อมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้ามาใช้เป็นแนวดำเนินงาน ให้เกิดการช่วยเหลือตนเอง ช่วยเหลือกัน เป็นการแบ่งเบาภาระการดูแลช่วยเหลือจากภาครัฐได้มาก เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในภาพรวม โดยปัจจุบันมีสหกรณ์/กลุ่มเครดิตยูเนี่ยน 1,181 แห่ง แยกเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 589 สหกรณ์ และกลุ่มเครดิตยูเนี่ยนเตรียมจัดตั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน 592 แห่ง และมีสมาชิกรายบุคคล 1,205,660 คน กระจายอยู่ในพื้นที่ 75 จังหวัดของประเทศไทย

“สหกรณ์มีความสำคัญและมีบทบาทต่อประเทศนำพาประเทศไปในทิศทางต่างๆ ซึ่งรูปแบบสหกรณ์มีความเหมาะสมกับประเทศ บนพื้นฐานการช่วยเหลือซึ่งกันและกันและดำเนินการชัดเจนเป็นระบบ อย่างไรก็ตาม ต้องมุ่งเน้นการสร้างธรรมาภิบาลที่ดี จะเป็นการส่งเสริมให้ประสบความสำเร็จและเป็นที่ยอมรับในสังคม หัวใจสำคัญคือการบริหารงานที่ดีที่จะนำพาสหกรณ์ไปสู่จุดมุ่งหมายได้ อีกทั้ง ยังเรียกศรัทธาของประชาชนให้กลับมาเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ต่อไป สำหรับในส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่กำกับดูแล ซึ่งจะต้องทำงานหนักขึ้นต้องไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำอีก จึงต้องบูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามาช่วยดำเนินงานให้เกิดผลสำเร็จ และกระทรวงเกษตรฯ พร้อมดูแลให้คำแนะนำ เพื่อให้สหกรณ์บรรลุเป้าหมายคือความสำเร็จของสหกรณ์์ทั้งหมดในประเทศไทย” นายเฉลิมชัย กล่าว

ทั้งนี้ ชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด (ช.ส.ค.) เป็นองค์กรกลางของขบวนการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนระดับชาติ จัดตั้งขึ้นภายใต้พระราชบัญญัติสหกรณ์ มีฐานะเป็นชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศของประเภทสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ที่ว่า “สถาบันกลางและผู้นำทางขบวนการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนของประเทศไทย” มีบทบาทหน้าที่เป็นผู้แทนให้ความคุ้มครองรักษาผลประโยชน์ร่วมกันของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสมาชิก การจัดและให้สวัสดิการ และการสงเคราะห์แก่สมาชิกสหกรณ์ โดยตั้งเป็น “กองทุนสวัสดิการ” ของขบวนการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน และมีภารกิจเผยแพร่ จัดตั้งพัฒนาส่งเสริมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนในประเทศไทย ให้เข้มแข็งมั่งคงยั่งยืน ซึ่งการจัดประชุมครั้งนี้ เพื่อให้สหกรณ์สมาชิกชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนฯได้ทราบผลดำเนินงาน ประจำปี 2562 และเพื่อให้ผู้แทนสมาชิกทั่วประเทศได้พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน

บจธ.เร่งช่วยชาวบ้านเดือดร้อนไร้ที่ดินทำกิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508277

บจธ.เร่งช่วยชาวบ้านเดือดร้อนไร้ที่ดินทำกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อม นายกุลพัชร ภูมิใจอวดรองผู้อำนวยการปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ เข้าประชุมชี้แจงวัตถุประสงค์ภารกิจของบจธ. ที่ศาลากลางจังหวัดอุบลราชธานี มีนายเธียรชัย พุทธรังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมหัวหน้าส่วนราชการจังหวัดในพื้นที่ ร่วมประชุมหาแนวทางแก้ปัญหาไม่มีที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัยของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงป้องกันการสูญเสียสิทธิจากรายที่ถูกบังคับคดี ให้กลับมามีที่ดินเป็นของตนเอง พึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคงยั่งยืน โดย พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ กล่าวว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่ดินทำกินและความยากจน ของเกษตรกรในพื้นที่ โดยให้ส่วนราชการจังหวัดทั่วประเทศ ร่วมบูรณาการกับ บจธ.ช่วยเหลือประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคง และยั่งยืน ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ทั้งนี้ ได้ชี้แจงวัตถุประสงค์ และภารกิจการดำเนินการของ บจธ. โดยทุกโครงการได้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการได้มาของที่ดิน ส่งเสริมฝึกอบรมให้สมาชิกได้นำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรทฤษฎีใหม่มาเป็นแนวทางดำรงชีวิต เพื่อให้พึ่งพาตนเองได้อย่างเข้มแข็งและมีศักดิ์ศรี

ด้าน นายเธียรชัย พุทธรังษี รองผู้ว่าราชการจังหวัด กล่าวขอบคุณรัฐบาล และบจธ.ที่เห็นความสำคัญของการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินในจังหวัดฯ โครงการของ บจธ.เป็นประโยชน์มากต่อประชาชน มอบหมายให้ศูนย์ดำรงธรรมเป็นผู้รวบรวมข้อมูลการขอความช่วยเหลือให้บจธ. และให้ส่วนราชการทุกหน่วยงาน นายอำเภอทุกอำเภอสนับสนุน ประชาสัมพันธ์โครงการให้ประชาชน เกษตรกร ได้รับทราบถึงโครงการของ บจธ. โดยทั่วกัน

ทั้งนี้ เกษตรกรที่จะใช้บริการของธนาคารที่ดิน ให้มาติดต่อได้ที่ศูนย์ดำรงธรรมของส่วนภูมิภาค หรือศูนย์ดำรงธรรมจังหวัด และรับเรื่องส่งผ่านมายัง บจธ. เพื่อให้ประชาชนรับรู้ช่องทางช่วยเหลือ ผ่านเว็บไซต์ http://www.labai.or.th หรือติดต่อสอบถามเรื่องข้อมูลที่ดินได้ที่ 0-2278-1648 ต่อ 501,511 กองบริหารจัดการที่ดิน บจธ.

รายงานพิเศษ : กฎหมายประมงไม่ทำร้ายใคร… มุ่งสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกษตรกร-ทรัพยากรสัตว์น้ำยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508092

รายงานพิเศษ : กฎหมายประมงไม่ทำร้ายใคร...  มุ่งสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกษตรกร-ทรัพยากรสัตว์น้ำยั่งยืน

รายงานพิเศษ : กฎหมายประมงไม่ทำร้ายใคร… มุ่งสร้างความอยู่ดีกินดีให้เกษตรกร-ทรัพยากรสัตว์น้ำยั่งยืน

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ประเทศไทยเป็นประเทศส่งออกสินค้าสัตว์น้ำลำดับต้นของโลก เป็นสินค้าอุตสาหกรรมเกษตรที่สร้างรายได้เข้าประเทศอันดับต้นๆ ขณะที่อาชีพประมงก่อให้เกิดอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกมากมาย แต่การทำประมงผิดกฎหมาย ไม่จัดทำรายงาน และไร้การควบคุม ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติสัตว์น้ำที่ถูกทำลาย ขาดความยั่งยืน จนอาจไม่มีเหลือให้รุ่นลูกหลานไว้ใช้ประโยชน์ แม้ที่ผ่านมาจะบังคับใช้กฎหมาย โดยผ่อนปรนขอบเขตให้เหมาะสมพอดี เนื่องจากเป้าหมายบังคับใช้กฎหมายไม่ได้กำหนดขึ้นมาเพื่อทำร้ายอาชีพประมง แต่เพื่อสร้างความพอดี ยั่งยืน

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ย้อนไปก่อนปี 2558 การประมงของประเทศไทยอยู่ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรประมงตามพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 ที่เน้นบริหารจัดการการประมงแบบ Open Access ทุกคนมีสิทธิได้รับใบอนุญาตทำประมง หากมีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด แต่ไม่มีระบบควบคุมจำนวนเรือประมง และระบบติดตาม ควบคุม และเฝ้าระวังการทำการประมง ส่งผลให้ประเทศไทยประสบปัญหาทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม สร้างความสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและแหล่งที่อยู่อาศัยทางทะเล ความมั่นคงอาหาร เศรษฐกิจของรัฐชายฝั่ง คณะรัฐมนตรีจึงเห็นชอบให้ออกพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วน เพื่อแก้ไขป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม มีผลใช้บังคับวันที่ 14 พฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา และมีการบริหารจัดการเชิงพื้นที่เพื่อให้เกิดความเหมาะสมกับแต่ละจังหวัด ทั้งเรื่องทำประมง เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและการอนุรักษ์

ทั้งนี้ สิ่งที่เกษตรกรหรือชาวประมงจะได้รับประโยชน์จากการบังคับใช้กฎหมายการประมงคือ ไทยจะมีทรัพยากรประมงที่อุดมสมบูรณ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เกิดความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ส่งผลให้ผู้ประกอบอาชีพประมง ตลอดจนธุรกิจที่เกี่ยวข้องได้ผลผลิตสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่มีคุณภาพ แข่งขันในตลาดโลกได้ ผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้รับการส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐานให้เป็นที่ยอมรับของตลาด ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เกษตรกร ผู้ประกอบอาชีพประมงและประชาชนทั่วไป มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นในระยะยาว เนื่องจากทรัพยากรสัตว์น้ำมีพอสำหรับบริโภคยั่งยืน ผลประกอบการของเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพประมง ตลอดจนเศรษฐกิจของไทยเจริญเติบโตต่อไปอย่างมั่นคง เนื่องจากสัตว์น้ำผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมงโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นที่ต้องการและจำหน่ายได้ทั่วโลก

ในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำ กรมประมงไม่ได้มองเพียงสัตว์น้ำในทะเล ยังรวมถึงสัตว์น้ำจืดด้วย โดยมองทุกมิติจากภูผาสู่มหานที รวมถึงพัฒนาแหล่งน้ำในประเทศ ให้พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพิ่มปริมาณสัตว์น้ำได้ เป้าหมายอยากให้ชาวประมงมีความเป็นอยู่ที่ดี แต่วันนี้ กระบวนการรับรู้ของชาวประมงต้องคิดกลับจะทำเหมือนเดิมไม่ได้อีกต่อไป ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีคิดพฤติกรรมทำประมงใหม่ ทุกคนต้องมีจิตสำนึกและทำประมงถูกต้องตามกฎหมายเพื่อใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำ ทั้งทางทะเลและแหล่งน้ำจืดที่เหมาะสมใช้ประโยชน์ได้สูงสุด การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดของกรมประมง ไม่ได้ขัดขวางการทำประมง แต่เรักษาผลประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ให้ชาวประมงได้ทำประมงยั่งยืน

อย่างไรก็ดี ปัจจุบันถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างพ.ร.บ.ฉบับเดิมและฉบับใหม่ การเรียนรู้ของคนคนหนึ่ง แม้จะมีองค์ความรู้ผ่านประสบการณ์อย่างดี แต่ขาดประสบการณ์ด้านกฎหมาย เมื่อต้องปรับตัวเข้าสู่ระบบการทำประมงถูกกฎหมาย ก็เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ กรมจัดทำคู่มือทำประมงแจกให้ชาวประมงได้ศึกษา สร้างการรับรู้ที่ถูกต้องและเข้าใจ เพื่อให้เกิดการยอมรับ และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด โดยหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการคือ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ซึ่งเป็นผู้ออกกฎหมายภายใต้หลักวิชาการและสังคมยอมรับ กับบุคคลที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายคือ ชาวประมง หากทุกคนยอมรับปฏิบัติตามกติกา ทรัพยากรสัตว์น้ำก็จะไม่หายไปไหน เพราะการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดของกรมประมง ไม่ได้มุ่งขัดขวางการประกอบอาชีพของชาวประมง แต่เป็นการรักษาผลประโยชน์ทรัพยากรสัตว์น้ำไว้ให้ชาวประมงได้ใช้ประโยชน์สูงสุดและเหมาะสม

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับชาวประมง พยายามผ่อนปรน สิ่งไหนเกินขอบเขตพยายามปรับลดให้เหมาะสม สิ่งไหนที่ยังขาดพยายามเติมเต็มให้เกิดมิติความพอดีและเดินต่อไปด้วยกันได้ ซึ่งนโยบายของ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ มุ่งเน้นคืนความสุขกับชาวประมง ในการอนุรักษ์สัตว์น้ำให้ชาวประมงได้ประกอบอาชีพ
แต่การคืนความสุขนี้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากชาวประมงในการช่วยดูแล และต้องเกิดการยอมรับ โดยมีเป้าหมายให้ทรัพยากรสัตว์น้ำกลับคืนมาเพื่อใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน”อธิบดีกรมประมงกล่าว

‘ไททา’แนะเกษตรกรปรับตัวรับนิวนอร์มอล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508090

‘ไททา’แนะเกษตรกรปรับตัวรับนิวนอร์มอล

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.วรณิกา นาควัชระ บีดิงเฮ้าส์ ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมนวัตกรรมเพื่อการเกษตรไทย(ไททา) เปิดเผยว่า ภารกิจหลักของไททาคือ ช่วยยกระดับภาคเกษตรกรรมไทยให้ก้าวขึ้นสู่ระดับสากล โดยยึดมาตรฐานสากลเป็นหลักปฏิบัติ เรามีพันธมิตรที่พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้ นวัตกรรมใหม่ และเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก

สำหรับนโยบายของไททาครึ่งปีหลังคือ สานต่อการเผยแพร่ความรู้เรื่อง GAP และรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาตระหนักถึงความปลอดภัยต่อตนเอง ต่อสิ่งแวดล้อม และต่อผู้บริโภค เพื่อให้เกษตรกรไทยสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพสูง ปลอดภัยได้มาตรฐาน ซึ่งเป็นการลดขีดจำกัดทางการค้าในการส่งออก พร้อมส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงปัจจัยทางการผลิตที่มีคุณภาพ รวมถึงการทำแคมเปญ “Eat Safe Live Safe” (อีทเซฟลีฟเซฟ) หรือ “กินอยู่ปลอดภัย” รณรงค์ให้ผู้บริโภคตระหนักถึงความปลอดภัยในอาหารรวมถึงวิธีเลือกอาหารปลอดภัยควบคู่กันด้วย

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ขณะนี้ภาคการเกษตรทั่วโลกกำลังเผชิญความท้าทาย หลายประเทศเผชิญวิกฤติความมั่นคงทางอาหาร เป็นผลมาจากสภาวะอากาศเปลี่ยนแปลง และการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ไม่ได้ส่งผลกระทบกับชีวิตประจำวันเพียงเท่านั้น แต่ยังสร้างปัจจัยลบอีกหลายด้านที่เป็นอุปสรรคต่อการผลิตอาหารให้เพียงพอความต้องการ โดยเฉพาะมาตรการล็อกดาวน์ ที่นอกจากจะทำให้ไม่สามารถขนส่งสินค้าและปัจจัยการผลิตข้ามประเทศได้ยังทำให้ขาดแคลนแรงงานในระบบ เนื่องจากแรงงานต่างประเทศเดินทางกลับภูมิลำเนาในสถานการณ์ไม่แน่นอนนี้

“หลายประเทศเกิดวิกฤติขาดแคลน เมล็ดพันธุ์คุณภาพ ปุ๋ย สารกำจัดแมลง เคมีเกษตรคุณภาพ ขณะที่ประเทศเราช่วงก่อนหน้านี้สินค้าเกษตรไม่สามารถส่งออกได้ ซึ่งการพึ่งพาอุปสงค์และอุปทานจากแหล่งผลิตระหว่างประเทศนี้ทำให้เกิดการทบทวนระบบการผลิตที่หันมาสู่การผลิตเพื่อพึ่งตนเองมากขึ้น ผลที่ตามมาคือจากที่เคยผลิตพอส่งออก เหลือแค่ผลิตให้พอกินในประเทศ ฉะนั้นวิกฤตินี้มีโอกาสสำหรับประเทศไทย ในการเป็นผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ของโลก ที่มีความได้เปรียบในการเกษตรกรรม มีความพร้อมทั้งด้านภูมิประเทศ และความชำนาญ”

ดร.วรณิกา ยังมองอีกว่า การจะผลักดันให้ไทยมีศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลกยุคนิวนอร์มอลได้ เกษตรกรไทยต้องปรับตัวเป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ ลดพึ่งพาแรงงานหันมาใช้เทคโนโลยี นวัตกรรมให้มากขึ้น เน้นการผลิตเพื่อคุณภาพมากกว่าปริมาณ วางแผนการผลิตที่สอดคล้องตลาดและสภาพอากาศมากขึ้น รวมทั้งเร่งพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้เข้าถึงองค์ความรู้ข้อมูลต่างๆ ยิ่งช่วงที่ผ่านมามีการเดินทางกลับภูมิลำเนามากขึ้น มีคนรุ่นใหม่หันมาทำการเกษตรมากขึ้น บางคนนำเทคโนโลยีมาช่วยหาตลาด หาช่องทางขายให้ครอบครัว ซึ่งถ้าสามารถนำนวัตกรรม เทคโนโลยี ผสานกับความรู้พื้นฐานด้านเกษตรที่ส่วนใหญ่มีกันอยู่ มาต่อยอดร่วมกับปัจจัยการผลิตอื่นๆ ก็จะสามารถสร้างระบบสมาร์ทฟาร์มมิ่งได้

ดร.วรณิกา ยังกล่าวเสริมอีกว่า GAP เป็นทางออกที่สมาคม มองว่ายั่งยืนที่สุด เพราะให้ผลผลิตมีคุณภาพ ปลอดภัย เป็นที่ยอมรับตามมาตรฐานสากล เพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต นอกจากนี้ อีกประโยชน์ที่สำคัญมากคือความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งเกษตรกรยุคนี้ต้องคำนึงถึงอย่างมาก เพราะโลกยุคใหม่นี้ ผู้บริโภคนอกจากจะห่วงสุขภาพแล้ว ยังมองไปถึงสิ่งแวดล้อม และแน่นอนว่าหลายประเทศคู่ค้าของไทยใช้ประเด็นสุขอนามัยพืชและสิ่งแวดล้อมและการทำลายระบบนิเวศเป็นหัวข้อกีดกันทางการค้าดังนั้น จึงสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องพัฒนามาตรฐาน มี Traceability คือ สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ สร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคและคู่ค้า GAP จึงเป็นแนวทางปฏิบัติที่ให้ประโยชน์กับทุกฝ่าย