ส่องเกษตร : สุดท้ายก็คน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

ส่องเกษตร : สุดท้ายก็คน

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การทำการเกษตรของไทยมีวัฒนาการมายาวนานมาก ย้อนกลับไปพิจารณาการปรับทิศทางการพัฒนาการเกษตรจะพบว่ามีการปรับเปลี่ยนทางด้านการพัฒนาคนในแวดวงการเกษตรนับเป็นร้อยปี บางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรก็ได้เฉลิมฉลองอายุกว่าร้อยปี ภาคภูมิใจในการก่อตั้งและการให้บริการเกษตรกรมาอย่างยาวนาน แต่หากตั้งเกณฑ์ว่าผลการพัฒนาต้องตกกับเกษตรกร และหันกลับไปพิจารณาเกษตรกรของไทยอย่างจริงจัง จะเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่มากนักเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา และเมื่อเทียบกับเกษตรกรในประเทศอื่นๆ ก็จะยิ่งเห็นความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ความยากจนกับเกษตรกรไทยจึงเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันมาโดยตลอด กลายเป็นอมตวาจากันไป ไม่ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่ชุด เปลี่ยนทีมบริหาร เปลี่ยนผู้นำ เปลี่ยนที่มาอย่างไร เป้าหมายที่เหมือนกันคือแก้ไขปัญหาความยากจน และมุ่งไปที่เกษตรกรเป็นสำคัญ ด้วยวิธีการและแนวนโยบายต่างๆนานา ยิ่งนานวันเข้าความยากจนกับเกษตรกรกลายเป็นเกลอกันไป ทิ้งห่างจากกลุ่มอาชีพอื่นในสังคม จากสถานการณ์ดังกล่าวจึงน่าขบคิดว่าแท้จริงแล้วสิ่งใดคือสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาความยากจนของเกษตรกร การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการต่างๆของภาครัฐจึงไม่ตอบสนองสักที

หากพิจารณาประเด็นทางวิชาการเกษตรว่าอ่อนด้อยกว่าประเทศอื่นๆ ก็ไม่อาจจะใช่ เพราะผลงานวิจัยต่างๆ ทั้งในระดับพื้นฐานจนกระทั่งงานวิจัยประยุกต์ เห็นออกมาเผยแพร่จากหลายแหล่ง ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา หรือหน่วยงานวิจัยโดยตรงของภาครัฐหากจะถามถึงเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นคงไม่ด้อยกว่าชาติใด เมื่อเป็นเช่นนี้ คงต้องมองต่อว่า ทำไมข้อมูลและเทคโนโลยีเหล่านี้จึงเข้าไม่ถึงเกษตรกร ทำไมเกษตรกรถึงไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ ข้อต่อตรงไหนที่บกพร่อง

ในแต่ละยุคสมัยมีการวิเคราะห์สาเหตุและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาความยากจนให้กับเกษตรกรอยู่ตลอดเวลา ขึ้นกับว่าแต่ละยุคแต่ละสมัยจะนำประเด็นใดมานำเสนอ บางยุคเน้นเรื่องการตลาด โดยหวังใช้การตลาดมาแก้ไขปัญหา เกษตรกรเป็นเครื่องจักรการผลิตและมีหน่วยงานอีกหน่วยมาทำหน้าที่การตลาด เหมือนว่าหลักการจะดี แต่ปัญหาความยากจนยังคงอยู่ บางยุคบางสมัยนำประเด็นเรื่องการปรับโครงสร้างการผลิตด้านการเกษตรมาเป็นเครื่องมือ เสนอให้ปรับรูปแบบการทำการเกษตรจากการทำนามาทำสวน แจกกิ่งพันธุ์ไม้ผล ไม้มีค่า เป็นงบประมาณมหาศาล ความสำเร็จกลับไปอยู่ที่คนขายกิ่งพันธุ์ เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการได้รับการชมเชยและรางวัลในหน้าที่ราชการ แต่คล้อยหลังไปไม่นานต้นไม้เหล่านี้กลับไปไม่รอด เกษตรกรล้มเหลวจากการปรับเปลี่ยนตามที่ทางราชการแนะนำ หรือบางพื้นที่เปลี่ยนจากการปลูกพืชเป็นทำการประมง หรือเลี้ยงสัตว์ พลิกจากสาขาหนึ่งเป็นอีกสาขา สัดส่วนของเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จกับเกษตรกรที่ประสบความล้มเหลวจึงแตกต่างกันมาก เทียบกับงบประมาณที่ทุ่มเทลงไปกับโครงการของหน่วยงานต่างๆ เป็นจำนวนมาก บ่อยครั้งที่ตั้งโจทย์ไว้ที่สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ต้องมีการลงทุนกับสิ่งต่างๆ เหล่านี้ โดยเฉพาะกับการสร้างแหล่งน้ำนอกจากนี้ยังมีการหาแหล่งทุนให้กับเกษตรกร ในที่สุดเกษตรกรของเราจากคนไม่มีหนี้ กลายเป็นคนมีหนี้กันแทบทุกครัวเรือน จากเจ้าของที่ดินกลายมาเป็นผู้เช่าแทน ปัญหาความยากจนจึงยิ่งเป็นมิตรสนิทกันไปใหญ่ ผลจากการพัฒนาการเกษตรที่ผ่านมา สร้างให้เกษตรกรวนเวียนอยู่กับความยากจน การเรียกร้อง กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรที่เกิดมาร่วม 20 ปี ยิ่งนานวันเข้าเกษตรกรยิ่งเป็นกลุ่มคนที่เหลื่อมล้ำจากกลุ่มคนในอาชีพอื่น มองไปยาวๆ ยังจะมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์หรือไม่ยังไม่สามารถตอบได้ ณ เวลานี้

สุดท้ายแล้ว คงไม่พ้น “คน” องค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาการเกษตร แผนยุทธศาสตร์ชาติกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องมีการพัฒนาทุนมนุษย์ ยกระดับความความรู้ ความสามารถในทุกๆด้าน เพื่อส่งผลต่อการพัฒนาในภาพรวม แต่ถ้าคนที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาไม่รับรู้ ไม่มีส่วนร่วม ตั้งแต่กระบวนการคิดและการมีส่วนในการดำเนินการ คาดได้เลยว่าวงจรเก่าๆ คงไม่จากไปไหน “คน” ในแวดวงการเกษตรถึงเวลาต้องปรับตัว ปรับวิธีคิดกันเสียใหม่ คิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ผลคงไม่ต่างจากเดิม ความยากจนและเกษตรกรก็คงต้องกอดคอกันไปอีกนาน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ลุยประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508089

ลุยประเมินงานชลประทานภาคใต้ นำร่องอ่างฯห้วยน้ำเขียวตามพระราชดำริ

วันพุธ ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายธนา สุวัฑฒน ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา กรมชลประทาน ในฐานะอนุกรรมการดำเนินการประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษา/โครงการชลประทาน ทำหน้าที่แทนประธานการประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการชลประทาน และฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษา ประจำปี พ.ศ.2564 เปิดเผยภายหลังการลงพื้นที่ ตรวจเยี่ยม และดูงานภาคสนามของกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานรักษ์อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ ว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายศราวุธ จันทิปะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ ได้นำเสนอผลงานฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 ซึ่งได้นํายุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน จังหวัดกระบี่ และโครงการชลประทานกระบี่ มาเป็นกรอบแนวทางเพื่อกําหนดเป็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของฝ่ายส่งน้ำและบํารุงรักษาที่ 3 พร้อมขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวทาง RID No.1 ในการพัฒนาองค์กรผู้ใช้น้ำด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม พัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการตามวัตถุประสงค์การใช้น้ำ และพัฒนาบุคลากร

นายปริญญา สัคคะนายก ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 15 และคณะอนุกรรมการการประเมินฯ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม และดูงานภาคสนามของกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทาน รักษ์อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมร่วมประเมินการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการโครงการชลประทานฯ ฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ ณ ที่ทำการฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อม จ.กระบี่

ทั้งนี้ นายศราวุธ จันทิปะ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ ได้นำเสนอผลงานฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 ซึ่งได้นํายุทธศาสตร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน จังหวัดกระบี่ และโครงการชลประทานกระบี่ มาเป็นกรอบแนวทางเพื่อกําหนดเป็นวิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์ของฝ่ายส่งน้ำและบํารุงรักษาที่ 3 พร้อมขับเคลื่อนนโยบายภายใต้แนวทาง RID No.1 ในการพัฒนาองค์กรผู้ใช้น้ำด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม พัฒนาแหล่งน้ำและเพิ่มพื้นที่ชลประทาน บริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการตามวัตถุประสงค์การใช้น้ำ และพัฒนาบุคลากร

นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการปฏิบัติงานภายใต้วิสัยทัศน์ ที่ว่า “ดําเนินงานด้วยกระบวนการมีส่วนร่วม เพื่อจัดสรรน้ำให้ทั่วถึง และเป็นธรรม ส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำตามศาสตร์พระราชา (โคก หนอง นา โมเดล) โดยได้สืบสาน รักษา ต่อยอดแนวพระราชดำริ ยึดหลัก “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” ซึ่งนําไปสู่การพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการน้ำ แบบ 4 ประสาน ประกอบด้วย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน หน่วยงานราชการอื่นที่เกี่ยวข้อง และชลประทาน จนเกิดเป็นผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทำให้สามารถบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม จัดสรรน้ำได้อย่างทั่วถึง เพียงพอ และเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน 

ด้านนายยุโสบ ขนานใต้ รองประธานกลุ่มบริหารการใช้น้ำรักษ์อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดำริกล่าวว่า การบริหารจัดการน้ำร่วมกับฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ ทำให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้อย่างทั่วถึงเพียงพอ ที่ผ่านมามีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรมชลประทานอย่างต่อเนื่อง ได้รับความรู้เรื่องการจัดสรรน้ำ และคำแนะนำเรื่องการเพาะปลูกให้เพียงพอต่อปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างฯ เช่น การปลูกพืชผักใช้น้ำน้อย หรือปลูกพืชระยะสั้น
การปลูกพืชแบบผสมผสาน สามารถสร้างรายได้ในครัวเรือน ทำให้กลุ่มสมาชิกสามารถพึ่งตนเองได้ทุกสถานการณ์

สำหรับฝ่ายส่งน้ำและบํารุงรักษาที่ 3 โครงการชลประทานกระบี่ สํานักงานชลประทานที่ 15 รับผิดชอบพื้นที่ 3 อําเภอ ได้แก่อําเภอลําทับ อําเภอคลองท่อม และอําเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ มีแหล่งน้ำต้นทุนประเภท โครงการชลประทานขนาดกลาง 2 แห่ง ได้แก่ อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำเขียวอันเนื่องมาจากพระราชดําริ และฝายคลองทรายขาว พื้นที่ชลประทานรวม 7,051 ไร่ โครงการชลประทานขนาดเล็ก 2 แห่ง ได้แก่ โครงการทํานบดินคลองสังกาอู้อันเนื่องมาจากพระราชดําริ และโครงการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าทุ่งทะเลอันเนื่องมาจากพระราชดําริ พื้นที่รับประโยชน์ 150 ครัวเรือน โดยการเกษตรในเขตพื้นที่ชลประทาน มีการทําสวนปาล์มน้ำมัน ยางพารา ไม้ผล พืชผัก ปศุสัตว์ เป็นต้น

‘กรมปศุสัตว์’ ส่งชุดเฉพาะกิจเร่งควบคุมโรคคอบวม‘มหาสารคาม-ขอนแก่น’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/508037

‘กรมปศุสัตว์’ ส่งชุดเฉพาะกิจเร่งควบคุมโรคคอบวม‘มหาสารคาม-ขอนแก่น’

‘กรมปศุสัตว์’ ส่งชุดเฉพาะกิจเร่งควบคุมโรคคอบวม‘มหาสารคาม-ขอนแก่น’

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 10.30 น.

เมื่อวันที่ 28 กรกฎา 2563 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมีย หรือ โรคคอบวม ที่จังหวัดมหาสารคาม มีกระบือ ป่วย 28 ตัว ตาย 25 ตัว และจังหวัดขอนแก่น มีกระบือป่วย 4ตัว ตาย 1 ตัว โคเนื้อตาย 1 ตัว ซึ่งโรคคอบวมเป็นโรคระบาดร้ายแรงในกระบือ เนื่องจากมีอัตราป่วยและอัตราตายสูง โดยโรคนี้เป็นโรคสัตว์ที่ไม่ติดคน เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่พบอยู่ในระบบทางเดินหายใจของสัตว์ปกติ ซึ่งสัตว์จะไม่แสดงอาการป่วย แต่เมื่อมีภาวะที่ทำให้สัตว์เครียด เช่น ช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะต้นหน้าฝน มีการเคลื่อนย้ายสัตว์หรือการแรงงานสัตว์มากเกินไป สัตว์จะแสดงอาการป่วยและขับเชื้อออกมาในสิ่งแวดล้อมผ่านสิ่งขับถ่ายต่างๆ และปนเปื้อนในอาหารและน้ำ เมื่อสัตว์อื่นมาสัมผัสเชื้อ ทำให้สัตว์ป่วยและเกิดการแพร่กระจายของโรคอย่างรวดเร็ว เพื่อเป็นการควบคุมโรคไม่ให้แพร่กระจายไปยังพื้นที่อื่น กรมปศุสัตว์ได้ระดมกำลังชุดเฉพาะกิจจากส่วนกลางและภูมิภาคดำเนินการตามมาตรการเมื่อพบสัตว์สงสัยหรือแสดงอาการป่วยด้วยโรคคอบวม ดังนี้

1. เก็บตัวอย่างส่งตรวจที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการสัตวแพทย์ภาคตะวันออกเฉียงหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่น เพื่อเพาะเชื้อและทดสอบยาที่มีความไวต่อการรักษา

2. ประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวชนิดโรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมียในโค กระบือพื้นที่ อ.บรบือ อ.กุดรัง อ.นาดูน จ.มหาสารคาม  และประกาศเขตโรคระบาดชั่วคราวชนิดโรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมียในโค กระบือ พื้นที่ อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น  เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายสัตว์ป่วยและสัตว์ในพื้นที่

3.ทำบันทึกสั่งกักโค กระบือในพื้นที่พบโรคทั้งหมด

4. รักษาโค กระบือป่วยด้วยยาปฏิชีวนะที่ไวต่อเชื้อ ร่วมกับการรักษาทางอาการ

5. ตั้งจุดตรวจสัตว์และซากสัตว์ เพื่อควบคุมการเคลื่อนย้ายโค กระบือเข้า-ออกในพื้นที่

6. ฉีดวัคซีนโรคเฮโมรายิกเซพติกซีเมียให้กับโค กระบือ ในรัศมี 5 กิโลเมตร จากจุดเกิดโรค

7. ให้คำแนะนำตลอดจนควบคุมการทำลายซากโค กระบือให้ถูกสุขลักษณะโดยการฝังกลบ รวมทั้งทำลายเชื้อโรคบริเวณที่ฝังซาก เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรค

8. ทำลายเชื้อโรคบริเวณจุดเสี่ยง จนกว่าจะไม่พบสัตว์ป่วยเพิ่มเติม

9. เฝ้าระวังเชิงรุกทางอาการ โดยให้ปศุสัตว์อำเภอร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบล และองค์กรปกครอง     ส่วนท้องถิ่นค้นหาโรคในพื้นที่ และจัดตั้งศูนย์รับแจ้งสัตว์ป่วยที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ

10. ประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค กระบือ เฝ้าระวังโรคดังกล่าว หากพบกระบือแสดงอาการผิดปกติให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอทันที พร้อมทั้งให้ความรู้เกษตรกรเกี่ยวกับการป้องกันโรคคอบวม

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายจากโรคคอบวม จึงขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ฉีดวัคซีนป้องกันโรคให้กับกระบือ และโคที่มีอายุตั้งแต่ 4 เดือนขึ้นไป โดยวัคซีนดังกล่าวสามารถคุ้มโรคได้นานถึง 1 ปี และสังเกตอาการโค กระบือ ของตนเอง หากพบสัตว์แสดงอาการป่วยให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัด หรือ   แจ้งสายด่วนกรมปศุสัตว์ที่ 063-2256888 หรือ แอพพลิเคชั่น DLD 4.0 โดยทันที เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เร่งดำเนินการให้การช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

พด.รุกขยายผลสำเร็จโครงการบัตรดินดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507964

พด.รุกขยายผลสำเร็จโครงการบัตรดินดี

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวเบญจพร ชาครานนท์ อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาที่ดิน (พด.)เริ่มโครงการบัตรดินดี (Din Dee ID) เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในปี 2562 โดยมีเกษตรกรมากกว่า 1 แสนรายใน 77 จังหวัด เข้าร่วมโครงการ และปี 2563 สานต่อความสำเร็จกับโครงการบริหารจัดการดินเชิงรุกแก่เกษตรกรรายแปลงผ่านบัตรดินดี ที่ติดตามการใช้ประโยชน์จากบัตรและนำข้อมูลในบัตรไปใช้พัฒนาพื้นที่เกษตรกรรมของเกษตรกรผู้ถือบัตรดินดีได้ถูกต้องเหมาะสม และเพื่อพัฒนาเกษตรกรผู้ถือบัตรดินดีต้นแบบ เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการพัฒนาที่ดิน และขยายผลแปลงเกษตรกรรมให้เป็นแบบอย่างที่นำไปปฏิบัติปรับใช้ในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง โดยการดำเนินงานในปี 2563 กรมพัฒนาที่ดินเน้นวิเคราะห์ข้อมูลดินและการเกษตรของเกษตรกรผู้ที่ได้รับบัตรดินดีในปี 2562 เพื่อติดตามดูแล ให้คำแนะนำในการจัดการดินอย่างต่อเนื่องในเชิงบูรณาการ ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการได้รับบัตรดินดีแล้ว 130,000 ราย ใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ และกรมพัฒนาที่ดินยังมอบบัตรดินดีให้เกษตรกรที่มุ่งมั่นพัฒนาที่ดินรายใหม่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังประกวดและมอบรางวัลยกย่องเชิดชูผู้ดำเนินงานขับเคลื่อนโครงการบัตรดินดี เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีขวัญกำลังใจปฏิบัติงาน รวมถึงยกย่องเชิดชูเกษตรกรผู้มุ่งมั่นตั้งใจพัฒนาที่ดินให้ดินดีมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น โดยจัดให้ดำเนินงานประกวด แบ่งออกเป็น 3 ประเภทรางวัล ได้แก่ รางวัลหน่วยงานจัดทำคลังความรู้ดีเด่น (หน่วยงานส่วนกลาง) รางวัลหน่วยงานดีเด่นด้านขับเคลื่อนบัตรดินดี (หน่วยงานส่วนภูมิภาค) และรางวัลเกษตรกรผู้ถือบัตรดินดีต้นแบบที่คัดเลือกจากตัวแทนผู้ถือบัตรดินดีทั้ง 77 จังหวัด

สำหรับสิทธิประโยชน์ของบัตรดินดีคือ เกษตรกรจะรู้จักชุดดินในแปลงของตนเองดูผลตรวจสุขภาพดินผ่านระบบบัตรดินดีได้เป็นอย่างดี มีเจ้าหน้าที่ดูแลและให้คำแนะนำจัดการดินที่เหมาะสมต่อเนื่องและรวดเร็ว สามารถสืบค้นสาระความรู้ในคลังข้อมูลดิน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ผ่านเครือข่าย ผู้มีบัตรดินดี ได้รับการสนับสนุนปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่น กล้าหญ้าแฝก ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์สารเร่ง พด. เมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด วัสดุปูนเพื่อปรับปรุงดิน การรับรู้ข่าวสาร ข้อมูล และกิจกรรมพิเศษของกรมพัฒนาที่ดิน รวมทั้งประสานหน่วยงานภาครัฐอื่นหรือหน่วยงานเอกชน เพื่อร่วมให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติม แก่เกษตรกรผู้ถือบัตรดินดี ทำให้เกษตรกรจัดการดินและปุ๋ยได้ด้วยตนเองอย่างเหมาะสม ทันฤดูเพาะปลูก โดยเข้าถึงข้อมูลองค์ความรู้และการให้บริการที่สะดวก รวดเร็ว ที่ดินของเกษตรกรถูกใช้ได้ตรงตามศักยภาพของดินช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและมีรายได้เพิ่มขึ้น นำไปสู่ความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรดินและส่งผลดีต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และกรมพัฒนาที่ดินเอง ก็เกิดการบูรณาการร่วมกัน การจัดเก็บข้อมูลในรูปแบบไฟล์ดิจิทัล สามารถใช้เพื่อสนับสนุนการทำงานได้อย่างสะดวก รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ ลดการปฏิบัติงานที่ซ้ำซ้อน และประหยัดงบประมาณ ทำให้ทรัพยากรดินในพื้นที่เกษตรกรรมถูกใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้คงความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างยั่งยืน และเกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้จากเครือข่ายเกษตรกรสู่กรม เป็นแนวทางปรับปรุงเทคโนโลยีและนวัตกรรมการพัฒนาที่ดินที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป

สำหรับเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมโครงการติดต่อได้ที่สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 1-12 สถานีพัฒนาที่ดินทุกแห่งใกล้บ้าน หมอดินอาสาประจำหมู่บ้านในชุมชนที่ท่านมีภูมิลำเนา หรือจากเว็บไซต์ของกรมพัฒนาที่ดินที่ http://www.ldd.go.th หรือ โทร. 1760

สศก.ชูผลศึกษาโซ่อุปทาน‘ผักสลัดอินทรีย์’ แนวทางสร้างรายได้-เพิ่มมูลค่าการผลิต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507960

สศก.ชูผลศึกษาโซ่อุปทาน‘ผักสลัดอินทรีย์’ แนวทางสร้างรายได้-เพิ่มมูลค่าการผลิต

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่า เกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของผู้ที่เกี่ยวข้อง ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยปัจจุบันผู้บริโภคได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพและให้ความสำคัญกับการรักษาสิ่งแวดล้อม ทำให้สินค้าเกษตรอินทรีย์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นและขยายตัวต่อเนื่อง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ. 2560-2564 เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเพิ่มพื้นที่และจำนวนเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เพิ่มสัดส่วนตลาดเกษตรอินทรีย์ภายในประเทศ รวมทั้งยกระดับกลุ่มเกษตรอินทรีย์วิถีพื้นบ้าน นำไปสู่การพัฒนาเกษตรอินทรีย์ของประเทศ

สศก.ศึกษาโซ่อุปทานผักสลัดอินทรีย์ ในจ.เชียงใหม่ และนครราชสีมา ซึ่งปลูกผักสลัดอินทรีย์ ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน Organic Thailand มากที่สุดในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้เป็นแนวทางสร้างมูลค่าเพิ่มผลิตผักสลัดอินทรีย์ให้เกษตรกร โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานต้นน้ำ ได้แก่เจ้าหน้าที่ฝ่ายตลาด เจ้าหน้าที่ฝ่ายวางแผนผลิต เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการผลิต และเกษตรกร เกี่ยวกับการวางแผนผลิต จัดหาปัจจัยการผลิต และการผลิต กลางน้ำ ซึ่งเป็นการจัดการผลผลิต ผู้ที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานกลางน้ำ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการตรวจสอบสารตกค้าง โรงคัด บรรจุ ตกแต่ง และผู้รวบรวม และปลายน้ำ เป็นการกระจายผลผลิต ผู้ที่เกี่ยวข้องในโซ่อุปทานปลายน้ำ ได้แก่ ร้านค้าห้างสรรพสินค้า บริษัท และผู้บริโภค

หากพิจารณาต้นทุน ผลตอบแทนการผลิต วิถีการตลาด ส่วนเหลื่อมการตลาด พบว่า เกษตรกรที่ปลูกผักสลัดอินทรีย์ อาทิ ผักกาดหอม ผักกาดแก้ว สลัดคอส กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค ใน 1 รอบการผลิต ซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่เพาะปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวประมาณ 50 วันเท่านั้น ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 9,501 บาท/ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 842 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 52.41 บาท/กิโลกรัม ผลตอบแทน 44,112 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 34,611 บาท/ไร่ ส่วนวิถีตลาดผักสลัดอินทรีย์ในจ.เชียงใหม่ เกษตรกรจะส่งผลผลิตขายให้ศูนย์/สถานีโครงการหลวง ได้แก่ ศูนย์พัฒนาโครงการหลวงแกน้อย อำเภอเชียงดาว สถานีเกษตรหลวงอินทนนท์อำเภอจอมทอง สถานีเกษตรหลวงอ่างขางอำเภอฝาง เพื่อส่งต่อศูนย์รวบรวมผลผลิตมูลนิธิโครงการหลวงแม่เหี๊ยะในการกระจายสินค้า ส่วนในจ.นครราชสีมา ผลผลิตส่วนใหญ่ส่งขายให้สหกรณ์ และวิสาหกิจชุมชนในอ.วังน้ำเขียว ได้แก่ สหกรณ์กสิกรรมไร้สารพิษในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอวังน้ำเขียว จํากัด วิสาหกิจชุมชนผักอินทรีย์แปลงใหญ่นิคมเศรษฐกิจพอเพียง อำเภอวังน้ำเขียว และอีกส่วนหนึ่งขายหน้าแปลง

สำหรับส่วนเหลื่อมการตลาด หรือความแตกต่างระหว่างราคาที่ผู้บริโภคจ่ายหรือราคาขายปลีก กับราคาที่ผู้ผลิตหรือเกษตรกรได้รับ กรณีศูนย์/สถานีโครงการหลวง สหกรณ์ฯ วิสาหกิจชุมชนฯ ขายให้กับผู้รวบรวม มีส่วนเหลื่อม 25 บาท/กิโลกรัม และผู้รวบรวมขายให้ร้านค้าห้างสรรพสินค้า บริษัทในจังหวัด และกรุงเทพมหานคร มีส่วนเหลื่อม 20 บาท/กิโลกรัม ส่วนร้านค้าห้างสรรพสินค้า บริษัทในจังหวัด และกรุงเทพฯ ขายให้ผู้บริโภค มีส่วนเหลื่อม 53 บาท/กิโลกรัม เนื่องจากผักสลัดเน่าเสียและเสียหายง่าย ทำให้ส่วนเหลื่อมค่อนข้างสูง

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าการผลิตผักสลัดอินทรีย์มีการบริหารจัดการที่ดี มีตลาดแน่นอน ให้ผลตอบแทนสูง และสามารถเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างดี ดังนั้น ผักสลัดอินทรีย์จึงเป็นพืชอีกชนิดหนึ่ง ที่ภาครัฐควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมากขึ้น ตลอดจนสนับสนุนปัจจัยการผลิต ด้านเงินทุนเพื่อใช้พัฒนาเทคโนโลยีปรับปรุงขบวนการผลิต เช่น โรงเรือน ห้องเย็น และห้องตรวจสอบสารพิษตกค้าง และควรส่งเสริมให้ตั้งศูนย์เมล็ดพันธุ์ผักอินทรีย์ เพื่อลดต้นทุนเมล็ดพันธุ์การผลิตให้เกษตรกร สำหรับผู้สนใจผลการศึกษา สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนวิจัยเศรษฐกิจเทคโนโลยีและปัจจัยทางการเกษตร สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โทร.0-2579-8615

แม็คโครผุดโปรเจกท์‘ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่สังคม’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507962

แม็คโครผุดโปรเจกท์‘ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่สังคม’

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ชวนลูกค้าคืนกำไรสู่สังคม ผุดโครงการ “ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่สังคม” ทุกการซื้อ 1 กก. บริจาค 1 บาท เปลี่ยนเป็นสิ่งของอุปกรณ์วัสดุการแพทย์จำเป็นกลับคืน ป้ออุ๊ย-แม่อุ๊ยยกระดับคุณภาพชีวิตสังคมสูงวัย ในแหล่งผลิตลำไยของประเทศ (เชียงใหม่ ลำพูน) เชื่อมโยงธุรกิจสู่ชุมชนเข้มแข็ง

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า ทุกปีแม็คโครรับซื้อผลผลิตลำไย ผลไม้ประจำท้องถิ่นที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรรายย่อยและกลุ่มสหกรณ์ในภาคเหนือโดยเฉพาะจ.เชียงใหม่ ลำพูนเป็นจำนวนมาก สิ่งที่เราพบคือ ช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ทุกสวนจะมีแรงงานสูงวัยมาช่วยนั่งคัดแยก มัดพวงลำไย เป็นวิถีชีวิตชุมชนดั้งเดิมแม็คโครจึงตั้งโครงการ “ลำไยปันสุข…คืนสุข สู่สังคม” ขึ้น โดยทุกการซื้อลำไย 1 กิโลกรัม ในแม็คโครทุกสาขาทั่วประเทศจะบริจาค 1 บาท นำไปซื้อสิ่งของจำเป็นอุปกรณ์การแพทย์ ให้กลุ่มผู้สูงวัยในจ.ลำพูน เชียงใหม่ นำรายได้จากชุมชน กลับคืนสู่ชุมชน ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม – 8 กันยายน

“นอกจากการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งแล้ว แม็คโครยังส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในชุมชน ซึ่งโครงการ ลำไย ปันสุข…คืนสุข สู่สังคม จะนำเงินรายได้จากการขายลำไยทุก 1 กิโลกรัม บริจาค 1 บาท ไปมอบให้ 3 องค์กรที่ดูแลผู้สูงวัยในพื้นที่ ประกอบด้วย กลุ่มผู้สูงอายุบ้านล้อง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน, สถานสงเคราะห์คนชราวัยทองนิเวศน์ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่, กองทุนผู้ยากไร้ ต.แม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่”

ด้านนางสุมิตรา ไชยเวียงผู้จัดการสหกรณ์ส่งเสริมเกษตรกรป่าซาง จำกัด กล่าวว่า วิถีชีวิตของชาวสวนลำไย จะผูกพันผู้สูงอายุในพื้นที่ ซึ่งจะมารวมตัวกันในฤดูเก็บเกี่ยว เพื่อคัดแยก มัดพวง หากคิดสัดส่วนแล้วก็ประมาณ 50% มีอายุมากที่สุด 70 กว่าปี กลุ่มแรงงานสูงวัยจึงสำคัญและผูกพันกับชาวสวนลำไย เมื่อแม็คโครมีโครงการนี้ คิดว่าดีมากเพราะช่วยให้ผู้สูงอายุในพื้นที่ ได้รับการดูแลระดับหนึ่งทีเดียว

ปัจจุบัน แม็คโคร เป็นแหล่งจำหน่ายลำไย โดยรับซื้อผลผลิตจาก สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ในหลายพื้นที่ อาทิ สหกรณ์ส่งเสริมเกษตรกรป่าซาง จังหวัดลำพูน, สหกรณ์การเกษตรประตูป่า จังหวัดลำพูน, สหกรณ์การเกษตรจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่

รายงานพิเศษ : กรมประมง‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’งานโครงการพระราชดำริ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507966

รายงานพิเศษ : กรมประมง‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’งานโครงการพระราชดำริ

รายงานพิเศษ : กรมประมง‘สืบสาน รักษา ต่อยอด’งานโครงการพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมง เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ร่วมสนองงานโครงการ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ เพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากของราษฎรในชนบท โดยเน้นการถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการประมง การส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำให้เป็นแหล่งอาหารโปรตีน และการอนุรักษ์ทรัพยากรประมง เพื่อสร้างอาชีพ ก่อเกิดรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับเกษตรกร

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา กรมประมงร่วมสนองงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อแก้ปัญหาความทุกข์ยากของเกษตรกร โดยมุ่งเน้นสร้างอาชีพด้านการประมงและสร้างรายได้ให้เกษตรกร รวมทั้งปลูกจิตสำนึกให้มีการรักษาหวงแหนอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำธรรมชาติ ในหลายกิจกรรม ซึ่งในปีงบประมาณ 2563 กรมประมงดำเนินงานในโครงการส่งเสริมการดำเนินงานอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อสนองพระมหากรุณาธิคุณ ในพื้นที่ 67 จังหวัด มีเป้าหมายดำเนินงาน 77 โครงการ ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลักคือ 1.กิจกรรมผลิตพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ จำนวน 302,863,000 ตัว 2. กิจกรรมถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีด้านการประมง ด้วยการส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสนับสนุนปัจจัยการผลิต พร้อมกับให้คำแนะนำด้านการเลี้ยงสัตว์น้ำแก่เกษตรกร และด้านการแปรรูปสัตว์น้ำ 8,685 ราย 3.กิจกรรมประมงโรงเรียน 765 แห่ง และ 4. กิจกรรมจุดเรียนรู้และสาธิตการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ 43 แห่ง ซึ่งได้ผลเป็นรูปธรรม ช่วยแก้ปัญหาความยากจน เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และลดต้นทุนรายจ่ายในครัวเรือนได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ กรมประมงยังสนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงมีพระราชดำริให้กรมประมงฟื้นฟูปลาไทยให้กลับมามีจำนวนมากขึ้นและอนุรักษ์ปลาหายากไว้ เพื่อนำไปปล่อยในแหล่งน้ำธรรมชาติ ทดแทนปริมาณสัตว์น้ำที่ถูกทำลาย ตลอดจนคืนความหลากหลายของชนิดปลา รักษาสภาพความสมดุลตามธรรมชาติของแหล่งน้ำ นำมาซึ่งการใช้ทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน โดยในปีงบประมาณ 2563 มีเป้าหมายผลิตสัตว์น้ำเพื่อปล่อยแหล่งน้ำธรรมชาติ 45,255,000 ตัว ดำเนินการแล้ว 28,155,100 ตัว โดยเป็นชนิดพันธุ์สัตว์น้ำของไทย เช่น ปลายี่สกไทย ปลาแก้มช้ำ ปลาตะเพียนทอง ปลาบ้า ปลาสร้อยขาว ปลาทรงเครื่อง ปลากระแห ปลากดเหลือง ปลาชะโอน ปลาหมอไทย ปลาจาด เป็นต้น รวมไปถึงฟื้นฟูและขยายพันธุ์กุ้งก้ามกรามให้คืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

นายมีศักดิ์กล่าวอีกว่า ในปี 2563 กรมประมงยังร่วมโครงการฟาร์มตัวอย่างต้านภัยโควิด – 19 ในรูปแบบโคกหนองนาโมเดล เพื่อสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวในการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด – 19 ที่ต้องหยุดงานและเดินทางกลับภูมิลำเนาในจังหวัดต่างๆ ให้มีงานทำและมีรายได้จากการจ้างงานในพื้นที่ในระหว่างหยุดงาน โดยโครงการฯ ประกอบด้วยฟาร์มตัวอย่าง 30 แห่ง ตั้งอยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ รวม 17 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง ราชบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี สกลนคร บุรีรัมย์ อุบลราชธานี บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร มหาสารคาม สงขลา พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี และยะลา

โดยมีการแบ่งการดำเนินงานโครงการเป็น 3 ระยะคือ ระยะที่ 1 ระยะเร่งด่วน เป็นการดำเนินงานในการปรับสถานที่ในรูปแบบโคกหนองนาโมเดล และจัดทำโครงสร้างพื้นฐานภายในฟาร์มตัวอย่างฯ มีการจ้างแรงงานจากผู้เข้าร่วมโครงการรายใหม่เข้ามาดำเนินการ โดยใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน ระยะที่ 2 ระยะรักษาสภาพเพื่อถ่ายโอน เป็นการดูแลบำรุงรักษาการดำเนินงานของฟาร์มตัวอย่างฯและจัดกลุ่มผู้มีความสนใจในแต่ละด้านเข้ารับการฝึกงานและอบรมความรู้ด้านต่าง ๆ ให้สามารถดำเนินงานได้หรือนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 2 เดือน และระยะที่ 3 ระยะเปลี่ยนผ่าน ซึ่งจะมีการถ่ายโอนความพร้อมให้ฟาร์มตัวอย่างฯ รับผิดชอบดูแลดำเนินงานต่อ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 1 เดือน

กรมประมงได้สนับสนุนพันธุ์สัตว์น้ำที่เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทในแต่ละพื้นที่ ตลอดจนให้คำแนะนำด้านวิชาการและส่งเสริมการประมงที่เกี่ยวข้อง พร้อมสนับสนุนวิทยากรร่วมบรรยายให้ความรู้ตามที่ฟาร์มตัวอย่างฯ ต้องการ โดยให้หน่วยปฏิบัติงานในส่วนภูมิภาคประสานงานโดยตรงกับผู้จัดการฟาร์มตัวอย่างฯ แต่ละพื้นที่ เพื่อให้ตรงตามความต้องการของฟาร์มและสอดคล้องกับความเป็นไปได้ในการดำเนินงานของหน่วยงาน โดยมีความก้าวหน้าในการดำเนินการโครงการมาตามลำดับ มีการประชุมหารือเพื่อเตรียมการดำเนินงานครบทั้งหมด จำนวน 30 แห่ง มีการให้คำแนะนำและจัดสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติให้สัตว์น้ำแล้ว 23 แห่ง และได้ดำเนินการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ อาทิ พันธุ์ปลานิล ปลาตะเพียนขาว ปลาตะเพียนทองปลายี่สกไทย ปลานวลจันทร์เทศ ปลาไน จำนวน 21 แห่ง และอบรมให้ความรู้ด้านอาชีพไปแล้ว 17 แห่ง

“นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ ที่พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการเสด็จพระราชดำเนินไปยังภูมิภาคต่างๆเพื่อทอดพระเนตรความเป็นอยู่ และความทุกข์ยากเดือดร้อนของราษฎร พระราชทานแนวความช่วยเหลือราษฎร ซึ่งประสบปัญหาแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาอาชีพ การพัฒนาแหล่งน้ำ และการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ทำให้ทรงเข้าพระราชหฤทัยถึงความทุกข์ยากของราษฎรทุกหมู่เหล่า ทรงสืบสาน รักษา และต่อยอดโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร โดยเฉพาะเรื่องการน้อมนำแนวทางตามหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” และศาสตร์พระราชา มาใช้ในการดำเนินชีวิต คือการพึ่งตนเอง และมัธยัสถ์ ก่อให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียง อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”นายมีศักดิ์ กล่าว

รายงานพิเศษ : ประมงเร่งพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ มุ่งอนุรักษ์-เพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507840

รายงานพิเศษ : ประมงเร่งพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ  มุ่งอนุรักษ์-เพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

รายงานพิเศษ : ประมงเร่งพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ มุ่งอนุรักษ์-เพิ่มความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมง เห็นความสำคัญของการเพิ่มศักยภาพพัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำ ที่ต้องทำควบคู่กับการบูรณาการวิทยาการด้านการเพาะเลี้ยงทั้งในด้านโภชนาการสัตว์น้ำ สุขภาพสัตว์น้ำ และเทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเป็นการอนุรักษ์และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก

นายถาวร จิระโสภณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า หนึ่งในพันธกิจหลักที่กรมประมงให้ความสำคัญมาตลอดคือ การจัดการทรัพยากรพันธุกรรมสัตว์น้ำเพื่อคงไว้ซึ่ง “ความหลากหลายทางพันธุกรรม” เนื่องจากทรัพยากรพันธุกรรมสัตว์น้ำเป็นหนึ่งในทรัพยากรสำคัญยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ทั้งนี้ ประชากรสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีรูปแบบบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมในเชิงการอนุรักษ์ ในขณะที่ประชากรสัตว์น้ำที่มีการเพาะเลี้ยง เพื่อการบริโภคนั้น มีรูปแบบการบริหารจัดการเพื่อการดำรงสายพันธุ์ หรือเพื่อลดผลกระทบต่อการผสมเลือดชิดเป็นหลัก กรมประมงจึงมีแนวทางบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมแตกต่างกัน เช่น การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมในประชากรธรรมชาติ ที่จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือในการทำประมงถูกกฎหมาย ตลอดจนลดการปล่อยปลาที่ได้จากการเพาะเลี้ยงหรือจากการปรับปรุงพันธุ์ หรือเป็นสัตว์น้ำที่ไม่ทราบแหล่งที่มาชัดเจน จนอาจส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์น้ำของประเทศ ซึ่งปัจจุบัน กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดได้เก็บรวบรวมตัวอย่างเนื้อเยื่อและสารพันธุกรรมสัตว์น้ำมากกว่า 240 ชนิด ในธนาคารดีเอ็นเอ/ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีชีวภาพพันธุศาสตร์โมเลกุล นอกจากนี้ กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำได้เก็บรวบรวมสารพันธุกรรมสัตว์น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเก็บไว้ในธนาคารเชื้อพันธุ์มากกว่า 20 ชนิด เพื่อใช้วิเคราะห์โครงสร้างทางพันธุกรรมของประชากรสัตว์น้ำ ติดตามการเปลี่ยนแปลงและกำหนดแผนการจัดการทรัพยากรประมงอย่างยั่งยืน

ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือ การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมของประชากรโรงเพาะฟัก มีเป้าหมายสำคัญในการดำรงรักษาสายพันธุ์ให้มีศักยภาพเชิงเพาะเลี้ยงคงเดิม และลดการเกิดการผสมเลือดชิดที่อาจส่งผลให้ความหลากหลายทางพันธุกรรมลดลง ซึ่งการบริหารจัดการพ่อแม่พันธุ์ตามหลักพันธุศาสตร์สามารถช่วยให้เกษตรกรดำรงไว้ซึ่งความหลากหลายของประชากรพ่อแม่พันธุ์ไว้ได้ การบริหารจัดการพ่อแม่พันธุ์ ต้องคำนึงถึงทรัพยากรที่ใช้เพาะเลี้ยงของหน่วยงาน รูปแบบการผสมพันธุ์ของสัตว์น้ำ จำนวนพ่อแม่พันธุ์ที่ใช้ ตลอดจนอัตราส่วนการผสมพันธุ์ โดยปัจจุบัน กรมประมงโดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำได้พัฒนาคู่มือ “การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ” เพื่อใช้เป็นแหล่งความรู้และแนวทางปฏิบัติภายในกรมประมง

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้และแลกเปลี่ยนประสบการณ์บริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมระหว่างกรมประมงและเกษตรกร เพื่อความยั่งยืนในการอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำและแหล่งน้ำในท้องถิ่น กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ ยังร่วมกับกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด และกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล จัดให้มีการฝึกอบรมหลักสูตร “การบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมของพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำ” ขึ้นในปี 2561 เพื่อเป็นการพัฒนาบุคลากรของกรมประมงให้มีความรู้และความเข้าใจในการบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรม พ่อแม่พันธุสัตว์น้ำ ตลอดจนการบริหารจัดการประชากรสัตว์น้ำ เพื่อปล่อยสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ เพื่อให้บุคลากรของกรมประมงนำองค์ความรู้ไปถ่ายทอดแก่เกษตรกร ตลอดจนนำไปใช้เป็นแนวทางอนุรักษ์ทรัพยากรประมงร่วมกับชาวประมง หรือชุมชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย

นายถาวร กล่าวอีกว่า นอกจากการบริหารจัดการความหลากหลายทางพันธุกรรมสัตว์น้ำแล้ว กรมประมงยังได้วิจัยด้านการพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ เพื่อนำไปสู่การส่งเสริมให้เกษตรกรควบคู่กันไปด้วย โดยกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำได้พัฒนาพันธุ์สัตว์น้ำใหม่ เช่น ลักษณะเจริญเติบโตในกุ้งขาว ปลาช่อน ปลาสลิด และกบนา ลักษณะต้านทานโรคในกุ้งขาว (EMS) ปลานิล(Streptococcus agalactiae) ลักษณะทนเค็มในปลานิล ลักษณะรูปร่างในปลาหมอสายพันธุ์ชุมพร 1 และขณะนี้กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งและกองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ อยู่ระหว่างพัฒนาสายพันธุ์โตเร็วในปูทะเล และสายพันธุ์ปลากะพงขาวปลอดโรคและโตดีอีกด้วย โดยในกระบวนการวิจัยพัฒนาสายพันธุ์สัตว์น้ำ กรมประมงได้พัฒนานำเทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์ ด้วยเครื่องหมายพันธุกรรมโมเลกุลที่สัมพันธ์กับลักษณะที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ลักษณะต้านทานโรค Streptococcus agalactiae ในปลานิล ซึ่งผลงานวิจัยต่างๆ เหล่านี้ เมื่อได้ลักษณะที่ต้องการแล้ว จะส่งต่อให้กองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด กองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ผลิตและกระจายพันธุ์สู่เกษตรกร เพื่อเพิ่มทางเลือกให้เกษตรกรได้มีโอกาสเข้าถึงลูกพันธุ์คุณภาพดี ช่วยเพิ่มศักยภาพการผลิตสัตว์น้ำของประเทศต่อไป ซึ่งกว่า 30 ปีที่กรมประมงปรับปรุงพันธุ์สัตว์น้ำ และได้สร้างสายพันธุ์สัตว์น้ำรวม12 สายพันธุ์ในสัตว์น้ำ 8 ชนิด ได้แก่ ปลานิลดำ ปลานิลแดง ปลาตะเพียน กุ้งก้ามกราม ปลายี่สกเทศ ปลานวลจันทร์เทศปลาหมอ ปลาไน และพันธุ์ไม้น้ำ 1 ชนิดได้นำไปใช้ประโยชน์ส่งเสริมเกษตรกรผ่านโครงการภาครัฐหลากหลายโครงการ

“จะเห็นว่า พันธุกรรมสัตว์น้ำมีบทบาทสำคัญส่งเสริมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีศักยภาพการผลิตสูงขึ้น ช่วยให้เกษตรกรแข่งขันในตลาดในและต่างประเทศได้ อีกทั้ง ยังเป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อคงไว้ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรม ป้องกันสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติสูญพันธุ์และส่งเสริมให้ใช้ประโยชน์จากแหล่งพันธุกรรมสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน กรมประมงยังมุ่งมั่นวิจัยพัฒนาด้านพันธุกรรมสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยมั่นคงปลอดภัยทางอาหารตลอดไป” รองอธิบดีกรมประมง

‘เฉลิมชัย’เปิดงานวันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507839

‘เฉลิมชัย’เปิดงานวันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดงานวันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย และเปิดสัมมนาร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมหาคำตอบ“เจาะลึก ประเด็นเด็ด กฎกระทรวง”ที่ ห้องประชุมศูนย์การประชุมรัชนีแจ่มจรัสสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ว่า สันนิบาตสหกรณ์ฯ จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นเพื่อรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณพระราชวรวงศ์เธอฯกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ที่ทรงมีต่อการสหกรณ์ไทย จึงเห็นควรจัดงาน “วันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทย” มีกิจกรรมบำเพ็ญพระกุศล ถวายแด่พระราชวรวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ โดยกำหนดให้จัดงานวันพระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทยขึ้นวันที่ 23 กรกฎาคมของทุกปี และจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 กระทบภาคธุรกิจภาคอุตสาหกรรม ท่องเที่ยว สถานประกอบการ ไม่เว้นภาคสหกรณ์โดยเฉพาะสมาชิกสหกรณ์ได้รับความเดือดร้อนต้องหยุดประกอบกิจการ ป้องกันการแพร่ระบาด ส่งผลให้สมาชิกขาดรายได้ไม่มีเงินส่งคืนเงินกู้ให้สหกรณ์ รัฐบาลโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย จึงมีนโยบายช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ด้านหนี้สิน และปรับโครงสร้างหนี้ของสมาชิกสหกรณ์ประกอบกับพ.ร.บ.สหกรณ์ 2542 ที่แก้ไขปี 2562 และออกกฎกระทรวง 13 ฉบับ นั้น อยู่ในขั้นตอนพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา อาจส่งผลต่อการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์พอสมควร ดังนั้น ก่อนประกาศเป็นกฎกระทรวง สันนิบาตสหกรณ์ฯร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทยและชุมนุมเครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทยได้ติดตามใกล้ชิดจึงเปิดเวทีการสัมมนาร่วมคิดร่วมทำ และร่วมหาคำตอบ “เจาะลึกประเด็นเด็ด กฎกระทรวง” ในวันดังกล่าวด้วย

ด้านนายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการทำบุญบำเพ็ญพระกุศล ถวายแด่พระราชวรวงศ์เธอฯกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ แล้วยังจัดกิจกรรมคาราวานสินค้าสหกรณ์ ระดมความคิดเห็นลักษณะร่วมคิดร่วมทำเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น ตามแนวคิดNew Normal สะท้อนแนวคิดฝ่าวิกฤติการลงทุนหุ้นกู้ : กรณีศึกษาบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎกระทรวง13 ฉบับ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของขบวนการสหกรณ์ เปิดเวทีรับฟังปัญหาจากสหกรณ์เจ้าหนี้ที่ลงทุนหุ้นกู้และหุ้นสามัญในบริษัทการบินไทยฯอันเป็นแนวทางใหม่นำไปสู่การลงทุนกับแหล่งเงินทุนอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงน้อยหรือไม่มีความเสี่ยงของสหกรณ์ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของสหกรณ์ให้เกิดขึ้น ซึ่งการจัดกิจกรรมครั้งนี้ที่เป็นประโยชน์ต่อวงการสหกรณ์เหมือนดั่งที่พระราชวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงตั้งพระทัยจะให้สหกรณ์เป็นที่พึ่งของพี่น้องชาวไทยตลอดมา

สทนช.บูรณาการยุทธศาสตร์ พัฒนาลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/507838

สทนช.บูรณาการยุทธศาสตร์ พัฒนาลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า สทนช. ดำเนินโครงการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลติดอ่าวไทย ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัดคือ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง ตรัง นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เพื่อประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมในการบริหารจัดการน้ำ ที่นำไปพัฒนาจัดทำแผนงานตามแนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำแบบบูรณาการระดับยุทธศาสตร์ที่สมดุล และเป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืนในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดยุทธศาสตร์ดำเนินการไว้ 8 ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ลดความขาดแคลนและเพิ่มการเข้าถึงน้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ ยุทธศาสตร์ที่ 2 แก้ปัญหาน้ำท่วมและอุทกภัยในพื้นที่ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่อนุรักษ์และคุ้มครองทรัพยากรยุทธศาสตร์ที่ 4 เพิ่มประสิทธิภาพใช้น้ำ ยุทธศาสตร์ที่ 5 เพิ่มความจุกักเก็บน้ำและเพิ่มพื้นที่การกระจายน้ำยุทธศาสตร์ที่ 6 จัดการคุณภาพน้ำและอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำยุทธศาสตร์ที่ 7 การแก้ไขเตรียมความพร้อมรับภัยพิบัติ และยุทธศาสตร์ที่ 8 พัฒนาระบบบริหารจัดการและการมีส่วนร่วมการบริหารจัดการสอดคล้องกับแนวทางดำเนินการตามแผนแม่บทบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580) ด้วย

เลขาธิการ สทนช.กล่าวด้วยว่า แผนงานตามแนวทางพัฒนาลุ่มน้ำแบบบูรณาการระดับยุทธศาสตร์ พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออก แบ่งออกเป็น 3 พื้นที่ได้แก่ 1.พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบน ซึ่งประกอบด้วย 4 ลุ่มน้ำสาขาได้แก่ คลองท่าตะเภา ภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนบนคลองหลังสวน และภาคใต้ฝั่งตะวันออกส่วนที่ 2 ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ระนอง และสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่เป้าหมายในการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้อย่างยั่งยืน เหมาะสำหรับพัฒนาเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมฐานชีวภาพและการแปรรูปการเกษตรมูลค่าสูง และอุตสาหกรรมโอเลโอเคมิคัลแบบครบวงจร ซึ่งการศึกษาพบว่า ควรจะพัฒนาพื้นที่เต็มศักยภาพ ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้และภาคใต้ชายแดน

2.พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนกลางซึ่งมี 3 ลุ่มน้ำสาขา ประกอบด้วย ภาคใต้ฝั่งตะวันออกส่วนที่ 3 คลองกลายและภาคใต้ฝั่งตะวันออกส่วนที่ 4 ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง และพัทลุง เป็นพื้นที่เป้าหมายพัฒนาพื้นที่เกษตรแปลงใหญ่ในพื้นที่ที่เหมาะสม การเกษตรผสมผสานและเกษตรอัจฉริยะ ยกระดับอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงกุ้งและสัตว์น้ำชายฝั่ง อุตสาหกรรมการอาหารทะเล จากการศึกษา พบว่า ควรจะพัฒนาพื้นที่โดยเพิ่มขีดความสามารถของฐานเศรษฐกิจเดิม (เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว) และการพัฒนากิจกรรมเศรษฐกิจพื้นฐาน
ด้านเกษตรกรรมและการท่องเที่ยวในพื้นที่ให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ

และ 3.พื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่างมี 6 ลุ่มน้ำสาขา ได้แก่ คลองนาทวี คลองเทพา ภาคใต้ฝั่งตะวันออกตอนล่าง แม่น้ำสายบุรี แม่น้ำบางนรา และแม่น้ำโก-ลก ครอบคลุมพื้นที่ 4 จังหวัด คือ สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส เป็นพื้นที่เป้าหมายพัฒนาเขตเศรษฐกิจชายแดน เมืองการค้าและเมืองท่องเที่ยวชายแดน ศูนย์กลางการขนส่งและโลจิสติกส์ (ทางเรือ) อุตสาหกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรมแปรรูปการเกษตร (ปาล์มน้ำมัน ยางพารามะพร้าว) การเพาะเลี้ยงชายฝั่งและอุตสาหกรรมแปรรูปประมง การศึกษาพบว่าควรพัฒนาพื้นที่เพื่อสนับสนุนส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจสาขาท่องเที่ยวและเกษตรกรรม รวมทั้งกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคอุตสาหกรรมนวัตกรรมที่มีมูลค่าสูง

“แผนงานตามแนวทางการพัฒนาลุ่มน้ำแบบบูรณาการระดับยุทธศาสตร์ดังกล่าว มีงานสำคัญต้องดำเนินการให้ได้ตามเป้าหมาย เช่น ขยายประปาหมู่บ้าน 563 หมู่บ้าน สร้างประปาเมืองหลักหรือพื้นที่เศรษฐกิจครอบคลุม 74,983 ครัวเรือน สนับสนุนการผลิตน้ำดื่มในชุมชน 540 แห่ง เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำและจัดการพื้นที่น้ำท่วม 577 แห่ง อนุรักษ์ฟื้นฟูพื้นที่ป่าต้นน้ำที่เสื่อมโทรม 167,903 ไร่ เพิ่มความจุของแหล่งกักเก็บน้ำและพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำใหม่ได้ปริมาณน้ำเพิ่มขึ้น 2,520 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) พัฒนาแหล่งน้ำทางเลือกและแหล่งน้ำบาดาล ได้ปริมาณน้ำเพิ่ม 2,713 ล้าน ลบ.ม.เพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัดน้ำและควบคุมการระบายน้ำเสียออกสู่สิ่งแวดล้อม 664 แห่ง เสริมสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์นโยบาย แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้ได้ 100% เป็นต้น” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ สทนช.จัดปัจฉิมนิเทศโครงการเพื่อนำเสนอผลการศึกษา พร้อมรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและประชาชนในพื้นที่ โดยจะนำข้อเสนอแนะดังกล่าวไปปรับปรุงผลศึกษา และเสนอผลศึกษาต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันออกให้ความเห็นอีกครั้ง เพื่อให้รายงานถูกต้องสมบูรณ์ ใช้เป็นแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรน้ำพื้นที่ภาคใต้ฝั่งตะวันออกที่ชัดเจน สมดุลและยั่งยืน ต่อไป