ซอกแซกอาเซียน : 23 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506987

ซอกแซกอาเซียน : 23 กรกฎาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 23 กรกฎาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบัน มหันตภัยโควิด-19 ยังไม่สร่างซาลงไปเลย เพียงแต่เคลื่อนย้ายไประบาดมากขึ้นในถิ่นฐานใหม่ๆ ก็ถือเป็นเรื่องน่าฉงนอยู่ ที่การระบาดทำลายชีวิตผู้คนเกิดที่เอเชียก่อน และหลังจากนั้นก็เคลื่อนย้ายต่อไปเล่นงานคนในยุโรป ต่อด้วยอเมริกา จนทุกวันนี้ไปโผล่เอาแถวทวีปอเมริกาใต้ มีนิดหน่อยที่ย้อนมาระบาดรอบสองในแหล่งเดิม อย่างเช่น ในจีน ญี่ปุ่น แต่ก็ไม่รุนแรงใหญ่โตเหมือนคราวแรก ตอนนี้ยังขาดอยู่ทวีปเดียวที่เจ้าโควิดยังไม่ย่างกรายเข้าไป คือ แอฟริกา ผมว่าถ้าเข้าไปได้คงเดือดร้อนแสนสาหัสกว่าที่อื่นๆที่ผ่านมา เพราะสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบสาธารณสุขในทวีปนี้ค่อนข้างจะขาดแคลนและไม่อำนวยเลย และที่แปลกมากขึ้นเท่าที่ผมสังเกต แม้ว่าจะมีการระบาดทำลายชีวิตผู้คนกันเป็นข่าวครึกโครมทราบกันล่วงหน้าเป็นเดือนๆ แต่ประเทศที่ระบาดในภายหลังก็หาได้มีมาตรการที่จะป้องกันยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อโรคได้ ทั้งๆ ที่น่าจะทำได้ไม่ยากนักด้วยมาตรการ Social Distancing ซึ่งประเทศโดนเล่นงานแรกๆนำมาใช้ควบคุมจนเบาบางลง ก็ได้แต่ขอภาวนานะครับว่า ประเทศที่เคยระบาดแล้วจะไม่ย้อนกลับมาโดนอีก และประเทศที่ยังไม่ระบาด ก็อย่าได้โชคร้ายรับเอาเชื้อเข้าไปนะครับ

ผลกระทบของการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งเกี่ยวกับงานต่างประเทศ คือ กิจกรรมการประชุมต่างๆ ของประชาคมอาเซียน หรืออาเซียนบวกสาม หรือความร่วมมืออื่นๆ ต้องถูกยกเลิกไปโดยปริยาย นับเฉพาะที่สำนักเลขานุการแอปเตอร์ ปกติปีหนึ่งก็จะต้องมีการเข้าร่วมประชุมแน่ๆ อย่างน้อย 4 รายการด้วยกันซึ่งหมุนเวียนไปจัดประชุมในประเทศสมาชิกตามลำดับตัวอักษรการยกเลิกการประชุมนี้ก็ไม่ทราบว่าจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีสำหรับประเทศสมาชิกแล้วแต่จะมองกัน ที่รู้สึกว่าดีก็มี เช่น ประหยัดรายจ่ายไม่ต้องเดินทางไปมาและประหยัดต้นทุนการจัดของเจ้าภาพ แต่ข้อเสียก็แน่ละ เพียงพูดนำเสนอผ่านวีดีโอคอนเฟอเรนซ์เห็นหน้าเฉพาะในจอภาพ ดูเหมือนจะขาดความรู้สึกผูกพันใกล้ชิด ซักถามอะไรก็ไม่ค่อยละเอียด รวบรัดใช้เวลาน้อยมาก ซึ่งก็หวังว่าระบบการประชุมแบบใหม่นี้คงจะไม่กลายเป็น New Normal นะครับ เพราะบรรยากาศแห่งความใกล้ชิดสมานฉันท์แทบจะไม่มีเลย

การประชุมที่เพิ่งผ่านไปหยกๆ คือการประชุมของแอฟซิส หรือ ASEAN Food Security Information System ที่แต่เดิมประเทศบรูไน ดารุสซาลาม จะเป็นเจ้าภาพจัด เห็นว่าจัดกระเป๋าเตรียมจะเดินทางกันอยู่แล้ว แต่ทว่าเกิดวิกฤตโควิดและมาตรการล็อกดาวน์ เลยจำเป็นต้องงดกะทันหัน รายการประชุมของแอฟซิสที่ว่านี้ความเป็นจริงถือว่าเป็นครั้งปฐมฤกษ์ที่ใช้ลักษณะเวียนกันเป็นเจ้าภาพจัดประชุม หลังจากที่ตลอดมาฝ่ายเลขานุการซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในประเทศไทย และการประชุมครั้งแรกในระบบใหม่นี้ก็จบลงด้วยการใช้วีดีโอคอนเฟอเรนซ์ ส่วนอีกรายการเป็นรายการใหญ่ที่ต้องงดเดินทางไปประชุมเช่นกัน คือ การประชุม ASEAN Summit ซึ่งปีนี้เวียดนามหมุนมาเป็นเจ้าภาพต่อจากประเทศไทย การประชุมสุดยอดนี้ ผู้เข้าประชุมคือระดับผู้นำสูงสุดของประเทศศสมาชิกเลยทีเดียว ก็ต้องใช้วิธีวีดีโอคอนเฟอเรนซ์เช่นเดียวกัน ฉะนั้น การที่จะต้องขึ้นไปจับมือแบบไขว้แขนกันที่เรียกว่าอาเซียนเวย์นั้นเลยไม่มีให้เห็นครับ

และใกล้เข้ามาอีกรายการ ซึ่งพอดีเวียดนามถึงคิวเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเช่นเดียวกัน คือ การประชุมของ ASEAN Food Security Reserve Board หรือ AFSRB ปีที่แล้วประเทศไทยเราเป็นเจ้าภาพ ผมก็ได้เขียนถึง เนื่องจากได้มีการจัดเลี้ยงในเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา และช่วงนั้นทางตัวแทนคนเวียดนามก็เตรียมการแล้ว โดยแจ้งล่วงหน้าเลือกเอากรุงฮานอยเป็นสถานที่จัด แต่ในที่สุดก็ต้องประกาศงดไป ผมถึงแม้จะเคยไปประชุมที่ฮานอยมาหลายครั้งแล้ว ยังรู้สึกผิดหวัง เพราะหมายมั่นปั้นมือจะไปเดินที่สุสานโฮจิมินห์อีกสักครั้ง เลยต้องเปลี่ยนมาเป็นเตรียมไปอยู่หน้าจอวีดีโอแทน ซึ่งฝ่ายเลขานุการ คือ กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เป็นผู้เตรียมการในฝ่ายของประเทศไทย โดยใช้สถานที่ของกระทรวงพาณิชย์ที่สนามบินน้ำเรานี่เองครับ นอกจากนี้ยังมีการประชุมใหญ่อีกสองรายการที่สำคัญ คือ ประชุมระดับปลัดกระทรวงเกษตรครั้งหนึ่ง กับการประชุมระดับรัฐมนตรีเกษตรอีกครั้งหนึ่ง ที่ประเทศบรูไน และกัมพูชา ตามลำดับ ซึ่งก็คงไม่พ้นที่จะต้องไปอยู่หน้าจอแทนเช่นเดียวกัน

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ก.เกษตรฯจัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ’ในหลวง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506949

ก.เกษตรฯจัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ'ในหลวง'

ก.เกษตรฯจัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ’ในหลวง’

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.27 น.

กระทรวงเกษตรฯจัดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ จ.ประจวบคีรีขันธ์

เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดหนองตาแต้ม ต.หนองตาแต้ม อ.ปราณบุรี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกณณ์

โดยกรมปศุสัตว์ ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ที่ทรงมีน้ำพระราชหฤทัยต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งทั่วประเทศ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และร่วมเทิดพระเกียรติในเดือนมหามงคล เฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้ โดยโครงการนี้จะเป็นประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนตลอดไป

“การจัดกิจกรรมปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯ นอกจากมีวัตถุประสงค์เพื่อเฉลิมพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแล้ว ยังช่วยส่งเสริมเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ลดรายจ่าย มีรายได้เพิ่มขึ้นและเป็นการจัดสวัสดิภาพสัตว์ในสถานสงเคราะห์ที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ได้รับการบำบัดรักษาโรคและควบคุมจำนวนที่เหมาะสม ทำให้สัตว์มีคุณภาพชีวิตที่ดี และเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรับรองการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีด้านปศุสัตว์แบบยังยืนต่อไป” นายเฉลิมชัย กล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยังได้มอบสัญญาโค จากโครงการธนาคารโค – กระบือ (ธคก.) เพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริให้แก่เกษตรกร มอบถุงยังชีพปศุสัตว์ (อาหารสัตว์) ให้แก่ผู้แทนประชาชนผู้รับบริการ และมอบอาหารผสม TMR ในโครงการนำร่องใช้ TMR ปราณบุรี – บางสะพาน อีกทั้งยังมอบเอกสารสิทธิ์ ส.ป.ก.4 – 01 ให้แก่เกษตรกร และมอบพันธุ์กุ้งก้ามกรามและพันธุ์สัตว์น้ำ เพื่อปล่อยในอ่างเก็บน้ำห้วยมงคล อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ต.ห้วยสัตว์ใหญ่ อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้แก่ผู้แทนชุมชนด้วย

ด้าน นายสรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประจำปี พ.ศ.2563 จ.ประจวบคีรีขันธ์ ขึ้น เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ประชาชน เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ และสัตว์ที่ถูกทอดทิ้งในที่สาธารณะ ทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืน ซึ่งการดำเนินงานโครงการปศุสัตว์เคลื่อนที่เฉลิมพระเกียรติฯ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ในครั้งนี้ จัดขึ้นในวันที่ 14 กรกฎาคม 2563 และวันที่ 22 กรกฎาคม 2563 มีพื้นที่เป้าหมายทั้ง 8 อำเภอ ของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้แก่ อ.หัวหิน อ.ปราณบุรี อ.สามร้อยยอด อ.กุยบุรี อ.เมือง อ.ทับสะแก อ.บางสะพาน และ อ.บางสะพานน้อย จำนวน 48 ตำบล 388 หมู่บ้าน คาดว่าจะมีเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์มาขอรับบริการไม่น้อยกว่า 1,000 ราย จำนวนสัตว์เลี้ยงที่จะได้รับบริการไม่น้อยกว่า 4,000 ตัว และมีเจ้าหน้าที่ร่วมปฏิบัติงาน ไม่น้อยกว่า 100 นาย ซึ่งมาจากหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในพื้นที่ปศุสัตว์เขต 7

สำหรับกิจกรรมประกอบด้วย การตรวจรักษาพยาบาลสัตว์ทั้งด้านอายุรกรรม สูติกรรม ศัลยกรรม การฉีดวัคซีนป้องกันโรค การกำจัดพยาธิภายในและภายนอก การเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจชันสูตรโรคสัตว์ การสำรวจสภาวะโรค การเสวนาปัญหาด้านปศุสัตว์ การให้ความรู้ คำแนะนำ รวมถึงพิธีมอบสัญญายืมโค ในโครงการธนาคารโค – กระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 69 ตัว ให้แก่เกษตรกรจำนวน 69 ราย และพิธีมอบโค – กระบือ ตามโครงการส่งเสริมอาชีพอาสาปศุสัตว์ ภายใต้โครงการธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกร ตามพระราชดำริ จำนวน 15 ตัว ให้แก่อาสาปศุสัตว์ จำนวน 3 ราย ด้วย

‘ประพัฒน์’กระตุกรัฐบาลรอบคอบ อย่าด่วนตัดสินใจร่วมCPTPPหวั่นกระทบผลประโยชน์ชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506728

‘ประพัฒน์’กระตุกรัฐบาลรอบคอบ อย่าด่วนตัดสินใจร่วมCPTPPหวั่นกระทบผลประโยชน์ชาติ

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะอนุกรรมาธิการศึกษาผลกระทบด้านการเกษตรและพันธุ์พืชเพื่อให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็นในประเด็นผลกระทบด้านการเกษตรกรรมจากการเข้าร่วมความตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (CPTPP) เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ (สผ.) 419 อาคารรัฐสภา สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ศึกษาเนื้อหาในความตกลง CPTPP ตลอดจนศักยภาพเงื่อนไขความพร้อมของภาคส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรและภาคเกษตรกรรมของประเทศไทยยิ่งมีความห่วงกังวล หากรัฐบาลจะตัดสินใจเข้าเป็นภาคีสมาชิก เนื่องจากมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างกว้างขวางต่อภาคเกษตร และแน่นอนเกษตรกรรายย่อยที่ยากจนมีความด้อยโอกาสในด้านต่างๆ รวมทั้งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ในภาคส่วนที่เกี่ยวข้องตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพ การพึ่งพาตนเองในด้านพันธุ์พืชส่งผลไปยังความมั่นคงด้านอาหาร เนื่องจากความตกลง CPTPP มีข้อบัญญัติว่าให้ประเทศสมาชิกต้องเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 ซึ่งการเข้าร่วมจะส่งผลให้ไทยต้องปรับปรุงพ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ.2542 ให้สอดคล้องซึ่งอาจส่งผลกระทบถึงอธิปไตยคนในชาติด้วย

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรแห่งชาติมีความเห็นว่าความตกลง CPTPP มีขอบเขตกว้างขวางมากถึง 30 เรื่อง/ข้อบท และประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ประเทศสมาชิกความตกลงฯ 11 ประเทศ มีเพียงเม็กซิโกกับแคนาดาเท่านั้นที่ยังไม่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับประเทศไทย นอกนั้น 9 ประเทศล้วนเปิดเสรีทางเศรษฐกิจกับประเทศไทยภายใต้กรอบความตกลงต่างๆไปก่อนหน้าแล้วทั้งสิ้น (กดอ่านข้อมูล : https://bit.ly/3je8fqb)

“รัฐบาลไม่ควรรีบเร่งจนขาดการพิจารณาอย่างรอบคอบ ละเอียด รอบด้าน และต้องมีมาตรการเพื่อสร้างเสริมศักยภาพเป็นเงื่อนไขความพร้อมของเกษตรกรกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการให้เห็นผลเป็นรูปธรรมเป็นเบื้องต้นก่อน ถึงเวลานั้นจะเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกภายหลังเพื่อให้เกษตรกร ประชาชน และประเทศชาติได้สามารถเข้าถึงและได้รับผลประโยชน์จากความตกลง CPTPP ได้อย่างเต็มที่ในวันที่เข้าเป็นภาคีสมาชิกก็ไม่สายเกินไป”นายประพัฒน์ กล่าว

ประมงจัดกิจกรรมปล่อยกบลงนา ปล่อยปลาลงหนอง ฟื้นฟูลำคลองธรรมชาติ-สร้างแหล่งอาหารให้ชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506730

ประมงจัดกิจกรรมปล่อยกบลงนา ปล่อยปลาลงหนอง ฟื้นฟูลำคลองธรรมชาติ-สร้างแหล่งอาหารให้ชุมชน

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.วิชาญ อิงศรีสว่าง รองอธิบดีกรมประมง เป็นประธานกิจกรรม“ปล่อยกบลงนา ปล่อยปลาลงหนอง ฟื้นฟูลำคลองธรรมชาติ” ที่ศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เพื่อขยายพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติให้กลับมาอุดมสมบูรณ์อีกครั้ง และเนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้ประชาชนบางรายไม่ได้รับการจ้างงานต่อ ต้องกลับถิ่นที่อยู่อาศัยไปประกอบอาชีพเกษตรกรรม การลงนา ลงหนองน้ำ จึงเป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมของคนไทย ที่ใช้แสวงหาสัตว์น้ำจากธรรมชาติเพื่อบริโภคและลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ปัจจุบันสัตว์น้ำในแหล่งน้ำสาธารณะลดจำนวนลง สาเหตุหลักเกิดจากการจับสัตว์น้ำขึ้นมาใช้ประโยชน์จนธรรมชาติไม่สามารถผลิตได้ทันความต้องการ รวมถึงความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำธรรมชาติจากกิจกรรมของมนุษย์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดน้อยลงทั้งสิ้น

ดร.วิชาญกล่าวต่อว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายของกรมประมง จังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วย สำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานี ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดปทุมธานี ศูนย์วิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำปทุมธานี และศูนย์ป้องกันและปราบปรามประมงน้ำจืดภาคกลาง(พระนครศรีอยุธยา) กำหนดจัดกิจกรรม “ปล่อยกบลงนา ปล่อยปลาลงหนอง ฟื้นฟูลำคลองธรรมชาติ” ขึ้นเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับแหล่งน้ำธรรมชาติ และช่วยสร้างให้มีแหล่งอาหารให้ราษฎรในพื้นที่ โดยกิจกรรมนี้จะปล่อยพันธุ์ปลาและกบนา ที่ปัจจุบันในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี พบได้น้อยลงเนื่องจากสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปและจากกิจกรรมของเกษตรกรที่ใช้ปุ๋ยและสารเคมีในการปลูกพืช การกระทำดังกล่าวจึงเป็นการตัดวงจรการแพร่ขยายพันธุ์และมีส่วนทำลายพันธุ์กบในธรรมชาติทั้งสิ้น อีกทั้งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มีนโยบายให้หน่วยงานในสังกัดส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรอินทรีย์ ทางสำนักงานประมงจังหวัดปทุมธานีจึงดำเนินการคัดเลือกพื้นที่นาอินทรีย์ของกลุ่มเกษตรที่เป็นศูนย์การเรียนรู้ฯ เป็นพื้นที่นำร่องสำหรับดำเนินกิจกรรมในครั้งนี้

กิจกรรมครั้งนี้ กรมประมงได้คัดเลือกศูนย์การเรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพสินค้าเกษตร ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เป็นพื้นที่จัดกิจกรรม โดยได้มีการปล่อยพ่อแม่พันธุ์กบ จำนวน 20 คู่ ลงในนาข้าวและปล่อยพันธุ์ปลาแก้มช้ำ และปลาตะเพียนทอง จำนวน 100,000 ตัว ลงแหล่งน้ำสาธารณะบริเวณใกล้เคียงพร้อมให้คำแนะนำข้อมูลทางวิชาการในด้านการเพาะเลี้ยงกบ ซึ่งหลังจากนี้ทางกรมประมงจะจัดส่งนักวิชาการลงพื้นที่ติดตามการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำเป็นระยะเพื่อประเมินผลการดำเนินกิจกรรมต่อไป

ส่องเกษตร : พร้อมก่อนค่อยเจรจา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506735

ส่องเกษตร : พร้อมก่อนค่อยเจรจา

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การเพาะปลูกพืชสิ่งสำคัญที่สุดคือพันธุ์พืช เพราะถ้าได้ใช้พันธุ์ดีทำการเพาะปลูกแล้ว เชื่อมั่นได้ว่าเราจะได้ผลผลิตที่ดีตามพันธุ์ที่ปลูก ซึ่งหากต้องใช้พันธุ์ดีแต่หายาก มีราคาแพง หรือบางคราวอาจโดนหลอกว่าเป็นพันธุ์ดี นับว่าเป็นความล้มเหลวตั้งแต่แรกของการเพาะปลูกภาครัฐเองก็เข้าจปัญหาดังกล่าวดีมีความพยายามหลากหลายรูปแบบที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยใช้กลไกทางกฎหมาย เห็นได้จากมีการออกกฎหมายว่าด้วยการควบคุมพันธุ์พืชหรือรู้จักกันในชื่อ พระราชบัญญัติพันธุ์พืช พ.ศ. 2518 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งกฏหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อคุ้มครองเกษตรกรให้ได้ใช้พันธุ์พืชที่มีคุณภาพ เข้าถึงพันธุ์พืชที่มีคุณสมบัติที่ดี ลดความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกหลอกหลวงไปได้ในระดับหนึ่ง นั่นหมายความว่ามีเมล็ดพันธุ์ดีจำหน่ายและสามารถพัฒนาพันธุ์ดีนั่นๆอยู่เรื่อยๆ นำไปสู่การพัฒนาพันธุ์พืชและเกิดการขยายตัวของอุตสาหกรรมพันธุ์พืช ให้เกษตรกรได้มีตัวเลือกและเข้าถึงพันธุ์พืชที่มีคุณภาพได้ดียิ่งขึ้น

บนความห่วงใยต่อการเข้าถึงพันธุ์ดีและการสงวนพันธุ์ดีให้ไว้ใช้ในประเทศรวมทั้งการคุ้มครองพันธุ์พืชไว้ให้คนไทยทั้งประเทศ ภาคราชการจึงได้ออกกฎหมายอีกฉบับคือพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 โดยหวังว่าจะส่งเสริมให้มีการวิจัย พัฒนาพันธุ์พืช และส่งเสริมการคุ้มครองพันธุพืชท้องถิ่นของไทยให้ยังคงเป็นของชุมชน เป็นของคนไทย เพื่อให้สามารถนำไปใช้สร้างประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมือง ขณะเดียวกันนักวิจัย นักปรับปรุงพันธุ์ หรือเจ้าของพันธุ์ดังกล่าว จะได้รับการดูแลไปด้วย บนความเชื่อมั่นว่ากฏหมายดังกล่าวจะคุ้มครองเจ้าของพันธุ์ได้จากการที่พันธุ์พืชนั่นจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ทั้งในลักษณะของทางธุรกิจการค้า หรือในรูปแบบของสาธารณประโยชน์

ขณะที่ประเทศไทยมีข่าวการเข้าร่วมการเจรจารอบแรกของการเข้าร่วมเป็นสมาชิก CPTPP โดยมีเงื่อนไขว่าไทยจะต้องยอมรับและเข้าร่วมให้สัตยาบันการดำเนินการปกป้องพันธุ์พืชใหม่หรือมักเรียกว่าติดปากว่า UPOV ที่หลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำให้ประเทศไทยต้องสูญเสียพันธุ์พืชพันธุ์ดีของไทย จะมีการครอบงำและดูแลเฉพาะผู้ประกอบธุรกิจเมล็ดพันธุ์รายใหญ่เท่านั้น เรื่องนี้ถ้าดูกันให้ลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่า เรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืชที่ต้องดูแลพืชท้องถิ่นพืชพื้นเมืองของเรา รวมทั้งพันธุ์พืชใหม่ที่พัฒนาโดยนักวิจัยของเรา ทำไมต้องกลัวและกังวลในประเด็นดังกล่าว รวมทั้งมีเอกสารทางวิชาการออกมาจากหลายสำนัก หลายหน่วยงาน แสดงให้เห็นว่าไม่มีการสูญเสียพืชพันธุ์ดีอย่างแน่นอน พืชท้องถิ่น พืชพันธุ์ดั้งเดิมของเราก็ยังเป็นของเรา หรือแม้แต่พาดพิงไปยังเหตุการณ์ต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นจากการละเมิดเอาพันธุ์พืชที่ขึ้นทะเบียนไว้ไปใช้ขยายผลในเชิงพาณิชย์อีกด้วย

เรื่องนี้ถ้าทำความเข้าใจและดูให้รอบคอบในทุกๆด้าน จะพบว่าการคุ้มครองพันธุ์พืชของเรามีอยู่อย่างแน่นอน ไม่ว่าเราจะเป็นสมาชิก UPOV หรือไม่ก็ตาม แต่การเข้าเป็นสมาชิก UPOVผู้พัฒนาพันธุ์ย่อมได้รับการคุ้มครองสิทธิ การจำหน่ายสามารถทำได้อย่างกว้างขวาง ป้องกันการละเมิดสิทธิ มีการสร้างความนิยม จนเกษตรกรเองอาจต้องมาเป็นเป้าหมายของการส่งเสริมการใช้พันธุ์ดังกล่าว จนเกิดเป็นความจำเป็นที่ต้องใช้พันธุ์นั่น จนทำให้พันธุ์พื้นเมือง พันธุ์ท้องถิ่นถูกละเลย หรือไม่สามารถแข่งขันได้ในระบบตลาดเสรี เกษตรกรอาจถูกมัดมือชกต้องซื้อหาพันธุ์พืชจากผู้พัฒนาพันธุ์นั่นอย่างต่อเนื่อง ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่ภาครัฐต้องคิด ต้องเร่งพัฒนาพันธุ์ ขยายพันธุ์พืชทุกชนิดให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ มีภาครัฐเป็นที่พึ่ง เมื่อเกษตรกรต้องการเพาะปลูก พันธุ์ดีของภาครัฐต้องพร้อมให้บริการ แต่ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน งานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชและงานขยายพันธุ์พืชของภาครัฐ สามารถเป็นที่พึ่งให้เกษตรกรได้น้อยมาก หากคิดสัดส่วนความต้องการของเกษตรกร ทำให้เกษตรกรต้องหันไปพึ่งพันธุ์ดีของเอกชนแทน ส่งผลให้ธุรกิจเมล็ดพันธุ์พืช ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มของเมล็ดพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ประเด็นนี้คือสิ่งที่ภาครัฐจะต้องเร่งดำเนินการสร้างความมั่นใจให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรและคนในชาติ ความคิดที่ว่าพันธุ์พืชจะถูกครอบงำและผูกขาดจะหมดสิ้นไป ใครจะเจรจาอะไรกับใครก็ไม่ต้องกังวล มาเร่งรัดงานวิจัยพัฒนาพันธุ์พืชและงานขยายพันธุ์พืชให้เข้มแข็งกันเถิด เพื่อความมั่นคงของภาคการเกษตรของเราเอง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กระทรวงเกษตรฯเฉลิมพระเกียรติร.10 เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯขยายผลทั่วปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506732

กระทรวงเกษตรฯเฉลิมพระเกียรติร.10 เดินหน้าโครงการแรงงานคืนถิ่นฯขยายผลทั่วปท.

วันพุธ ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมาย สศก. ขยายผลโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำต้นแบบ จ.ศรีสะเกษ ขยายผลทั่วประเทศ สืบสาน รักษา ต่อยอดพระราชปณิธานเกษตรทฤษฎีใหม่ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ร่วมสร้างอาชีพเกษตร ช่วยผู้ได้รับผลกระทบโควิด-19 ก้าวสู่ Smart Farmer ยุคดิจิทัล ตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า เดือนกรกฎาคมเป็นเดือนมหามงคลของปวงชนชาวไทย ในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2563 กระทรวงเกษตรฯ โดยสศก. นำโครงการจิตอาสาพระราชทาน “เราทำความดี เพื่อชาติศาสน์ กษัตริย์” ขับเคลื่อนโครงการแรงงานคืนถิ่น พลิกฟื้นผืนดิน ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ภายใต้โครงการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจการเกษตรอาสาประจำศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร โดยอบรมและสาธิตการทำการเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการบริหารจัดการสินค้าเกษตรผลผลิตทางการเกษตร ผ่านเศรษฐกิจการเกษตรอาสา (ศกอ.) พร้อมบูรณาการขับเคลื่อนผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ศูนย์ปฏิบัติการอื่นๆ กลุ่มองค์กรภาคประชาชน ในการช่วยเหลือแรงงานคืนถิ่นให้สามารถทำการเกษตรเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้

โดยขณะนี้เปิดโครงการดังกล่าว ณ ศพก. อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น ซึ่ง สศก.นำต้นแบบของจังหวัดศรีสะเกษ เป็นโมเดลขยายผลโครงการ ไปทั่วประเทศ ทั้งนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1-12 จัดอบรมไปแล้วมากกว่า 300 ราย และจะอบรมไปจนถึงเดือนกันยายน 2563เป้าหมายกว่า 1,000 ราย และจากที่คณะรัฐมนตรี เห็นชอบโครงการระยะที่ 1 เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากผลกระทบโควิด-19 กรอบวงเงิน 92,400 ล้านบาท สศก. เตรียมบูรณาการและเชื่อมโยงขยายผลร่วมกับโครงการต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาคีในระดับพื้นที่ อาทิ กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมประมง กรมปศุสัตว์ ภายใต้โครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งกลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่” เป้าหมายพัฒนาพื้นที่เกษตรทฤษฎีใหม่ 4,009 ตำบล 64,144 ราย รวมพื้นที่192,432 ไร่ และโครงการ “พัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service)” ซึ่งมีพื้นที่ดำเนินการในศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน 394 ศูนย์/อำเภอใน 63 จังหวัด ตลอดจนมีแผนบูรณาการร่วมกับหน่วยงานนอกสังกัดกระทรวง อาทิ โครงการสร้างงานของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตลอดจนแรงงานจังหวัด พัฒนาชุมชนจังหวัด การศึกษานอกระบบ (กศน.) หรือหน่วยงานอื่นที่มีโครงการลักษณะเดียวกันมาใช้ ศพก. และ ศกอ.เป็นกลไกขับเคลื่อน

“เพื่อให้การดำเนินโครงการเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มที่ สศก.จัดทำคู่มือการฝึกอบรมให้เป็นมาตรฐาน เพื่อติดตามประเมินผล จากการถอดบทเรียนของศูนย์เรียนรู้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ผ่าน ศกอ. ที่มีศักยภาพ ประกอบด้วย 9 ฐานเรียนรู้ที่เข้มข้น และยังมุ่งเน้นองค์ความรู้ด้านเศรษฐกิจการเกษตร ด้วยเทคโนโลยีเพื่อให้ก้าวทันยุคดิจิทัล ผ่านแอพพลิเคชั่น ฟาร์ม D และแอพพลิเคชั่นกระดานเศรษฐี (RCMO) รวมทั้งการใช้ประโยชน์จาก BIG Data ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (NABC)โดยผู้เข้าอบรมต้องทำความเข้าใจพร้อมถอดรหัสบทเรียนที่ได้ ไปออกแบบแปลงให้สอดคล้องกับสภาพของพื้นที่ตนเองและประยุกต์ใช้ได้จริง” เลขาธิการ สศก. กล่าว

กองทุนFTAผนึกรัฐ-เอกชน แก้ปัญหาผลกระทบเปิดเสรีการค้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506512

กองทุนFTAผนึกรัฐ-เอกชน แก้ปัญหาผลกระทบเปิดเสรีการค้า

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ (FTA) เห็นชอบให้จัดทำแผนงานสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563 – 2565 วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความร่วมมือแก้ปัญหาให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้า ให้มีศักยภาพแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยอาศัยอำนาจหน้าที่ บทบาท ความรู้ และความเชี่ยวชาญ ของแต่ละหน่วยงานร่วมส่งเสริมการดำเนินงานในกิจกรรมหรือโครงการต่างๆ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตรฯ

สำหรับแผนงานสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และกลุ่มเกษตรกรดังกล่าว มีกลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย กรมปศุสัตว์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการเกษตร องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย สภาเกษตรกรแห่งชาติ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) บริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด บริษัท สยามบีฟ จำกัด สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมโคเนื้อพันธุ์กำแพงแสน สหกรณ์โคเนื้อกำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สหกรณ์โคเนื้อปางศิลาทอง และชุมนุมสหกรณ์โคเนื้อภาคตะวันตก และภาคใต้ รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเปิดเสรีทางการค้าที่คาดว่าจะขอรับการสนับสนุนจากกองทุน FTA ทั้งนี้ สินค้าเป้าหมาย ได้แก่ โคเนื้อ โคนม มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน กาแฟ ข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์โดยแผนความร่วมมือมีระยะเวลา 3 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 – 2565

“แผนงานสร้างความร่วมมือฯครั้งนี้กองทุน FTA จะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ และเอกชนเร็วๆนี้ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันของเกษตรกร โดยการแลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้ทางวิชาการ มีความร่วมมือในการจัดฝึกอบรม ถ่ายทอดความรู้ให้เกษตรกร กลุ่มเป้าหมายของกองทุน FTA เพื่อสร้างโอกาสเสวนา พบปะให้เกิดความร่วมมือทำโครงการ รวมทั้งสรรหากลุ่มเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรที่ประสงค์จะดำเนินโครงการ และการเข้าถึงเทคโนโลยีเพื่อประโยชน์ของทางราชการ และวิชาการตามความเหมาะสม” รองเลขาธิการ สศก. กล่าว

ทั้งนี้ กองทุน FTA มุ่งหวังให้เกษตรกรพัฒนาขีดความสามารถ และมีศักยภาพแข่งขันผลิตและการตลาดเพิ่มขึ้น สร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกรมั่นคงในอาชีพเกษตร มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ด้วยการผสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผลักดันโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุน FTA ให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมตามวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป สำหรับเกษตรกรที่ต้องการทราบขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกองทุน FTA สอบถามได้ที่ โทร. 0-2561-4727 หรือ อีเมล fta.oae@gmail.com หรือศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www2.oae.go.th/FTA

รายงานพิเศษ : เกษตรกรโคราชเฮ!กล้วยหอมทองทำเงิน ส่งขายคิงฟรุทส์-แม็คโครสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า60ล. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506516

รายงานพิเศษ : เกษตรกรโคราชเฮ!กล้วยหอมทองทำเงิน  ส่งขายคิงฟรุทส์-แม็คโครสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า60ล.

รายงานพิเศษ : เกษตรกรโคราชเฮ!กล้วยหอมทองทำเงิน ส่งขายคิงฟรุทส์-แม็คโครสร้างรายได้ไม่ต่ำกว่า60ล.

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คิงฟรุทส์ ตอกย้ำความเป็นเบอร์ 1 วงการกล้วยหอมทองจับมือกลุ่มวิสาหกิจกล้วยหอมทอง ต.สุขไพบูลย์ ที่โคราช ลงนามรับซื้อผลผลิตระยะยาว 5 ปี ตั้งเป้าขยายพื้นที่ปลูก 3,000 ไร่ และจะสร้างรายได้จากการปลูกกล้วยหอมทองได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาท

นายกังสดาล สวัสดิ์ชัย เกษตรจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่าจ.นครราชสีมา ให้ความสำคัญกับระบบส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ ที่ยึดพื้นที่เป็นหลัก (area-based approach) ดำเนินงานลักษณะบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง มีผู้จัดการแปลงบริหารจัดการพื้นที่ในทุกกิจกรรมตลอดห่วงโซ่การผลิตภายใต้วัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรวมกลุ่มผลิต บริหารจัดการร่วมกันและรวมกันจำหน่าย โดยมีตลาดรองรับที่แน่นอน เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต สร้างผลผลิตเพิ่มขึ้นมีคุณภาพได้มาตรฐาน และให้เกษตรกรเป็นผู้บริหารจัดการการผลิต ผลผลิต และตลาดได้ ซึ่งการลงนามครั้งนี้เป็นการสร้างความชัดเจนด้านตลาดรองรับผลผลิตกล้วยหอมทองของเกษตรกรที่ร่วมมือกับบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด สอดคล้องกับนโยบายตลาดนำการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขณะที่บริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตกล้วยหอมทองใหญ่อันดับ 1 ของประเทศ ซึ่งส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทองพร้อมรับซื้อจากเกษตรกรหลายจังหวัด โดยผลผลิตจะส่งจำหน่ายห้างสรรพสินค้าในประเทศ และขณะนี้มีแผนขยายปริมาณส่งจำหน่ายกล้วยหอมทองเพิ่มขึ้นทั้งตลาดภายในประเทศ และต่างประเทศ

ด้าน นายเกรียงศักดิ์ วิเลปะนะ ประธานบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัดกล่าวว่า การลงนามครั้งนี้ ถือเป็นการเข้ามาช่วยเติมเต็มด้านการตลาดให้เกษตรกรสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองตำบลสุขไพบูลย์ ซึ่งบริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ได้เข้ามาส่งเสริมในเขตตำบลสุขไพบูลย์เป็นปีที่ 5 เริ่มจากเกษตรกรเพียง 7 ราย พื้นที่ 30 ไร่ จนมาถึงวันนี้มีเกษตรกรเข้าร่วมถึง 100 ครอบครัว พื้นที่ปลูก ประมาณ 700 ไร่ ทั้งนี้ มาจากการประกอบธุรกิจด้วยความจริงใจ เอาประโยชน์ของเกษตรกรเป็นที่ตั้ง

“สิ่งที่ บริษัท คิงฟรุทส์ จำกัด ให้ความสำคัญ คือ ความร่วมมือของเกษตรกรสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยองค์ความรู้ที่ต้องใช้บริหารจัดการสวนกล้วยหอมทอง บริษัทมีทีมงานด้านวิชาการเข้ามาสนับสนุนต่อเนื่อง และเกษตรกรสมาชิกนำไปปฏิบัติจนผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพตรงความต้องการของตลาด ทำให้บริษัทสามารถรับซื้อเพื่อส่งจำหน่ายต่อยังห้างสรรพสินค้าได้ทั้งหมด ด้วยคุณภาพและความทุ่มเทของเหล่าเกษตรกรสมาชิก คาดว่าจากการลงนามสัญญาระยะยาว 5 ปี ครั้งนี้จะสร้างรายได้จากการปลูกกล้วยหอมทองได้ไม่ต่ำกว่า 60 ล้านบาทแน่นอน เพราะตลาดกล้วยหอมคุณภาพยังเปิดกว้าง และมีผลผลิตยังไม่เพียงพอความต้องการของผู้บริโภค” นายเกรียงศักดิ์ กล่าว

ขณะที่ นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร ผู้อำนวยการฝ่ายประกันคุณภาพ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แม็คโครมีวิสัยทัศน์และนโยบายที่จะเติบโตไปด้วยกันกับเกษตรกรด้วยความยั่งยืน ดังสโลแกน “แม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย” ที่มุ่งมั่นมาตลอด และการที่เกษตรกรจะเข้มแข็งได้ต้องรวมตัวกันให้เหนียวแน่น ผลผลิตต้องได้คุณภาพ มีวิธีจัดการลดต้นทุนเพิ่มผลิต อย่างกล้วยหอมของเรามีคุณภาพแตกต่างกับที่อื่นอย่างไร และสิ่งสำคัญทำการเกษตรด้วยการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัยในกระบวนการผลิต ถ้าเราทำได้มีคุณภาพความยั่งยืนในเรื่องตลาดนำการเกษตรก็จะเกิดขึ้นได้

ด้านนายสมศักดิ์ แสงรัมย์ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกล้วยหอมทองตำบลสุขไพบูลย์ กล่าวว่าเกษตรกรในต.สุขไพบูลย์ รวมกลุ่มตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนมาตั้งแต่ปี 2560 วางเป้าหมายดำเนินธุรกิจปลูกและจำหน่ายกล้วยหอมทองไทยพันธุ์ปทุมเป็นหลัก ภายใต้การสนับสนุนของบริษัท คิงฟรุทส์จำกัด ซึ่งเข้ามาส่งเสริมการปลูกพร้อมทั้งรับซื้อผลผลิต สาเหตุที่เลือกปลูกกล้วยหอมทอง เพราะการปลูกพืชล้มลุก อย่างมันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น มีปัญหาความไม่แน่นอนของตลาดบางปีราคาดี บางปีราคาตกต่ำ อีกทั้ง ยังประสบปัญหาต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

“เกษตรกรสมาชิกของกลุ่มและบริษัทต่างยึดหลักการเดียวกันคือ รับฟังซึ่งกันและกัน เดินไปด้วยกันฉันพี่น้อง พร้อมใช้หลักวิชาการด้านการบริหารจัดการสวน เทคโนโลยีการจัดการดูแล การป้องกันโรครวมถึงการสร้างผลผลิตที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภคภายใต้มาตรฐาน GAP ซึ่งเป็นหนึ่งในระเบียบสำคัญของกลุ่มฯซึ่งเกษตรกรสมาชิกต่างได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP เรียบร้อยแล้ว วันนี้กลุ่มของเรามีพื้นที่ปลูกกล้วยหอมทองถึง 700 ไร่ ส่งกล้วยหอมทองให้คิงฟรุทส์ปีละ1,000 ตัน สร้างรายได้ถึง 12 ล้านบาทต่อปี และยังวางเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกให้เพิ่มขึ้นถึง 3,000 ไร่ในอนาคต วันนี้บอกได้แค่ว่า เราเลือกพืชสร้างรายได้ที่ถูกชนิด เลือกเน้นการผลิตที่คำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และมีบริษัทผู้รับซื้อที่ดี อย่าง คิงฟรุทส์ จึงนำมาซึ่งความสำเร็จในวันนี้”นายสมศักดิ์ กล่าว

สมาชิกวิสาหกิจเดิมบางฯบุกร้องบจธ. ช่วยสนับสนุนที่ดินทำกิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506513

สมาชิกวิสาหกิจเดิมบางฯบุกร้องบจธ. ช่วยสนับสนุนที่ดินทำกิน

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สมาชิกวิสาหกิจชุมชนเดิมบางเกษตรพอเพียงพัฒนา ต.หนองกระทุ่มอ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี เข้าพบนายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือบจธ. ที่อาคารเบญจสิริ สถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก เพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องที่ดินทำกิน เนื่องจากสมาชิกกว่า 500 คนเดือดร้อนหลายสาเหตุ มีทั้งกลุ่มที่ตกงาน ถูกเลิกจ้างจากโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมจ.อุทัยธานี พระนครศรีอยุธยา และสิงห์บุรี รวมทั้งเกษตรกรที่เสียสิทธิในที่ดินทำกินจากการจำนอง ขายฝาก และกู้เงินมาลงทุนทำการเกษตร รวมทั้งผู้เช่าที่ดินทำกินแต่ประสบปัญหาภัยธรรมชาติ ต.หนองกระทุ่ม ต.บ่อกรุอ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี และบางส่วนจาก อ.หันคา จ.ชัยนาท

นายณัฐพงษ์ ลีจ่อย ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเดิมบางเกษตรพอเพียงพัฒนา ยอมรับว่าขณะนี้สมาชิกวิสาหกิจชุมชนฯ ที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกินมีจำนวนกว่า 500 คน และมีผู้แจ้งความประสงค์เข้าเป็น
สมาชิกเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทางกลุ่มจึงนำตัวแทนสมาชิกและกรรมการมาขอความช่วยเหลือจาก บจธ.

ขณะที่นายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการปฏิบัติหน้าที่แทนผอ.บจธ. ชี้แจงขั้นตอนขอรับการสนับสนุนเรื่องที่ดินทำกินจาก บจธ. แก่ตัวแทนวิสาหกิจชุมชนเดิมบางเกษตรพอเพียงพัฒนาว่า บจธ. อยู่ระหว่างเสนอของบประมาณดำเนินงานจากรัฐบาล เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน และผู้ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 ตามนโยบายของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล บจธ. พร้อมมอบหมายให้นายศรีชา ม่วงไข่ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการที่ดิน 2 พิจารณารายละเอียดเชิงพื้นที่ และตำแหน่งที่ดินที่เหมาะสมต่อไป

สัมมนาเครือข่ายชาวสวนทุเรียนใต้ ร่วมมือพัฒนาผลผลิตคุณภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506515

สัมมนาเครือข่ายชาวสวนทุเรียนใต้ ร่วมมือพัฒนาผลผลิตคุณภาพ

วันอังคาร ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางกุลฤดี พัฒนะอิ่ม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยหลังเปิดสัมมนาเชื่อมโยงเครือข่ายชาวสวนทุเรียนภาคใต้ที่โรงแรม ลอฟท์ มาเนีย อ.เมือง จ.ชุมพร ซึ่งสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัดชุมพร และสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนภาคใต้ จัดขึ้นเพื่อให้เครือข่ายเกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนในพื้นที่ภาคใต้มีส่วนร่วมกำหนดแนวทางส่งเสริมการผลิตทุเรียนคุณภาพภายใต้การสนับสนุนของกรมส่งเสริมการเกษตรและสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนภาคใต้ว่า ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตทุเรียนที่ดีที่สุดของโลก เนื่องจากสภาพภูมิศาสตร์เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต มีสายพันธุ์ทุเรียนที่ดี ตลอดจนเกษตรกรมีความสามารถใช้เทคโนโลยีทางการเกษตรได้อย่างเหมาะสม ทำให้บริหารจัดการสวนทุเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลผลิตทุเรียนมีคุณภาพดี รสชาติเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ เป็นผลไม้เศรษฐกิจหลักอันดับ 1 ที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงสุด ยืนยันได้จากปริมาณผลผลิตทุเรียนสดส่งออกไปต่างประเทศ โดยปี 2562 ประเทศไทยส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ 655,346 ตัน คิด เป็นมูลค่าการส่งออกทุเรียนผลสดกว่า 45,000 ล้านบาท

สำหรับสถานการณ์ผลิตทุเรียนในภาคใต้ แหล่งผลิตสำคัญของประเทศไทย ลำดับที่ 2 รองจากภาคตะวันออก มีพื้นที่ปลูก 571,373 ไร่ ให้ผลผลิตแล้ว 437,995 ไร่ มีแปลงใหญ่ทุเรียน 75 แปลง เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ 3,452 ราย และกรมส่งเสริมการเกษตรได้คาดการณ์ว่าปี 2563 จะมีปริมาณผลผลิตทุเรียนจากภาคใต้ออกสู่ตลาดรวม 588,337 ตัน ซึ่งขณะนี้มีผลผลิตตามฤดูกาลออกสู่ตลาดแล้วตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2563 โดยมีการ
กระจายผลผลิตไปยังผู้บริโภคในประเทศและต่างประเทศที่สำคัญคือ ส่งออกทุเรียนผลสดไปจีน ตลาดส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของทุเรียน ด้วยวิธีการกระจายผลผลิตผ่านผู้ประกอบการ (ล้ง) ซึ่งจ.ชุมพรเป็นตลาดสำคัญ เนื่องจากมีล้งรับซื้อทุเรียนใหญ่ที่สุดของภาคใต้ นอกจากนี้ยังกระจายผลผลิตผ่านวิสาหกิจชุมชน ศูนย์คัดแยกผลไม้ชุมชน สหกรณ์กลุ่มเกษตรกร Modern Trade ไปรษณีย์ ตลาดออนไลน์ ตลาดค้าผลไม้ภายในจังหวัด การจำหน่ายตรงให้ผู้บริโภค และจัดงานประชาสัมพันธ์ ตลอดจนแปรรูป ด้วยวิธีแช่แข็ง อบแห้ง กวน และทอด

กรมส่งเสริมการเกษตรเห็นความสำคัญของทุเรียนทั้งด้านเศรษฐกิจและการขยายพื้นที่ปลูก จึงร่วมกับเครือข่ายแปลงใหญ่ผู้ปลูกทุเรียน ตั้งเป็นสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนแห่งประเทศไทย ในปี 2562 เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียน และให้สมาพันธ์บริหารจัดการผลิตทุเรียนตลอดห่วงโซ่ เพื่อให้ผลผลิตสมดุลกับความต้องการของตลาด สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนระดับภาคมีทั้งหมด 6 ภาค ตามเขตของกรมส่งเสริมการเกษตร สำหรับภาคใต้ปัจจุบันมี ดร.ฉัตรกมล มุ่งพยาบาล เป็นนายกสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนภาคใต้ มีคณะกรรมการรวม 20 คน มีสมาชิก 3,400 ราย 1 ปีที่ผ่านมา สมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนภาคใต้ได้จัดทำระเบียบสมาพันธ์และอยู่ระหว่างเตรียมการจัดตั้งเป็นสมาคมชาวสวนทุเรียน รวมทั้งร่วมกับสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลา ถ่ายทอดความรู้การผลิตทุเรียนคุณภาพแก่สมาชิก และพัฒนาเกษตรกรต้นแบบเรื่องลดต้นทุนการผลิต การเชื่อมโยงตลาดกับลูกค้า และในอนาคตมีแผนขยายผลลดต้นทุนให้ครอบคลุมสมาชิกจะทำให้เกษตรกรสมาชิกสมาพันธ์เสมอภาคในการรับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน

ด้านนายสุพิท จิตรภักดี ผู้อำนวยการส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 5 จังหวัดสงขลาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า 1 ปีกับการจัดตั้งสมาพันธ์ชาวสวนทุเรียนภาคใต้ ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลการเกษตรของภาคใต้ได้ร่วมขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ กับสมาพันธ์ฯ อย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ได้บริหารจัดการเพื่อรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ตั้งแต่ต้นฤดูกาลผลิต ขณะนี้สถานการณ์ส่งออกทุเรียนไปต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ยังต้องการจำนวนมากและไทยส่งออกเป็นอันดับ 1 แต่การเพิ่มขึ้นของพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งในประเทศและเพื่อนบ้านเกิดการแข่งขันมากขึ้น ดังนั้นการพัฒนาคุณภาพจึงสำคัญมาก เป็นตัวกำหนดทิศทางอนาคตของทุเรียนไทย