สวพส.ดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ลดผลกระทบภัยแล้งยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506314

สวพส.ดันโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ลดผลกระทบภัยแล้งยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายภูธาดล ธีรอธิยุต รองผู้อำนวยการอุทยานหลวงราชพฤกษ์ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) สวพส. เปิดเผยว่า ปัจจุบันวิกฤตการณ์ภัยแล้งที่รุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเหนือสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) มีพื้นที่ดำเนินงานครอบคลุมพื้นที่สูงกว่า 5 ล้านไร่ ซึ่งหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบเดือดร้อนขาดแคลนแหล่งน้ำเพื่อใช้อุปโภค บริโภค และทำการเกษตร ไม่สามารถเพาะปลูกพืชสร้างรายได้ ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ สถาบันเล็งเห็นความสำคัญและจัดทำ “โครงการพัฒนาแหล่งน้ำและระบบกระจายน้ำขนาดเล็ก เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง” สนับสนุนงบประมาณวงเงิน 13.8 ล้านบาท ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ในระดับชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริ ด้านการบริหารจัดการน้ำ ประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ใช้แผนที่ดินรายแปลงเป็นเครื่องมือ ในการวางแผนพัฒนาแหล่งน้ำให้ตรงความต้องการของชุมชน และถูกต้องเหมาะสมตามบริบทของแต่ละพื้นที่ เกิดนวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน สถาบันได้สำรวจพื้นที่ร่วมกับชุมชนที่ได้รับผลประสบจากปัญหาภัยแล้ง ปี พ.ศ. 2563 ในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง44 แห่ง 296 ชุมชน 28,725 ครัวเรือน พื้นที่ทำเกษตรได้รับผลกระทบ 424,963 ไร่

ทั้งนี้ สถาบันดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง 180 แห่ง ครอบคลุมในโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 44 แห่ง 85 ชุมชน 10,256 ครัวเรือนพื้นที่เกษตร 131,821 ไร่ โดยเป็นการพัฒนาอย่างเป็นระบบครบวงจรและการมีส่วนร่วมของประชาชนตั้งแต่กำหนดขอบเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน วางแผนการพัฒนาเชิงพื้นที่ อย่างถูกต้องเหมาะสม การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธารการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและระบบกระจายน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคและการเกษตรส่งเสริมทำการเกษตรอย่างประณีต ปลูกพืชด้วยระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้น้ำอย่างคุ้มค่า มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำและระบบน้ำ 180 แห่ง มอบให้ชุมชน เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้ง และพัฒนาอาชีพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมชุมชนในพื้นที่โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวง 85 ชุมชน ทำการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำลำธารดูแลรักษาป่าชุมชนและป่าอนุรักษ์ 89,726 ไร่ และปลูกป่าฟื้นฟูระบบนิเวศต้นน้ำ 3,690 ไร่

นอกจากนี้ ยังได้รับการบูรณาการของหน่วยงานตามแผนแม่บท อาทิเช่น กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมป่าไม้ กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน และเกษตรกรในชุมชนส่งเสริมและพัฒนาชุมชนถูกต้องเหมาะสมตามระเบียบกฎหมาย และแผนใช้ที่ดินทำให้ชุมชนมีแหล่งน้ำใช้อุปโภคบริโภคและการเกษตรเกษตรกรมีทางเลือกปรับระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเหมาะสมกับบริบทและภูมิสังคม โดยนำเทคโนโลยี องค์ความรู้โครงการหลวงมาใช้พัฒนาอย่างยั่งยืนผลิตพืชปลอดภัยมีคุณภาพ ใช้พื้นที่น้อยลง สร้างรายได้พอเพียง ตามความต้องการตลาด ทำให้ชุมชนมีความมั่นคงทางด้านอาหารและทำเกษตรควบคู่กับการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนและประเทศชาติ ชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับป่า และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูงพบว่า ในพื้นที่ดำเนินงานดังกล่าวมีจุด Hotspot ลดลงต่อเนื่อง เกิดความสมดุลทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน โดยวันที่ 22 กรกฎาคมนี้ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง กำหนดวันจัดกิจกรรมการปลูกป่าฟื้นฟูแหล่งต้นน้ำ ณ โครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่มะลอบ้านแม่วาก หมู่ที่ 6 ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนเครือข่ายในการอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมของชุมชน และการขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชน ร่วมกับหน่วยงานร่วมบูรณาการ”นายภูธาดล กล่าว

กษ.ไฟเขียว4ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506318

กษ.ไฟเขียว4ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร

กษ.ไฟเขียว4ร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตร ครั้งที่ 2/2563 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบแก้ไขเพิ่มเติม ร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดอัตราค่าบริการตรวจสอบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร สำหรับมาตรฐานทั่วไป (ฉบับที่…) พ.ศ. … โดยให้แก้ไขเพิ่มเติมบทนิยามคำว่า “การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี” และคำว่าว่า “เกษตรอินทรีย์” รวมทั้งแก้ไขเพิ่มเติมอัตราค่าบริการตรวจสอบมาตรฐานทั่วไป เกี่ยวกับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) 16 ชนิด และเกษตรอินทรีย์ (Organic) 16 ชนิด สำหรับสินค้าเกษตรประเภทปศุสัตว์และแก้ไขเพิ่มเติมค่าใบรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ครอบคลุมถึงการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) และเกษตรอินทรีย์ (Organic)

ทั้งนี้ คณะกรรมการให้ความเห็นชอบแผนจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร ปี 2564 จำนวน 20 เรื่อง และแผนจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร 3 ปี (พ.ศ.2564-2566) นอกจากนี้ ยังเห็นชอบร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร เพื่อประกาศเป็นมาตรฐานทั่วไปของประเทศต่อไป ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ 4 เรื่องได้แก่ 1. ถั่วเขียวผิวดำ 2.กระถินแห้งสำหรับอาหารสัตว์ 3.การปฏิบัติการทางการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่ดีสำหรับคอกแมว และ 4 .สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด

ด้าน ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) กล่าวว่า สำหรับสาระสำคัญของร่างมาตรฐานใหม่ 4 เรื่องคือ 1. ถั่วเขียวผิวดำ เป็นพืชสำคัญต่อเศรษฐกิจของไทย เนื่องจากเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตถั่วงอกที่มีคุณภาพ ซึ่งการจัดทำร่างมาตรฐานสินค้าเกษตร ถั่วเขียวผิวดำเพื่อยกระดับคุณภาพการผลิต และการปฏิบัติต่อถั่วเขียวผิวดำในขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการเก็บรักษาและการขนส่ง ต้องปฏิบัติถูกสุขลักษณะ เพื่อให้เป็นที่ยอมรับในเวทีการค้าระหว่างประเทศ 2.กระถินแห้งสำหรับอาหารสัตว์ ปัจจุบันมีการผลิตกระถินสับและกระถินป่น เพื่อจำหน่ายให้ผู้เลี้ยงสัตว์และโรงงานผสมอาหารสัตว์ ปีละไม่น้อยกว่า 60,000 ตัน และแปรรูปเป็นกระถินสับ กระถินป่น และกระถินอัดเม็ดส่งจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เช่น ญี่ปุ่น และเกาหลี แต่กระถินแห้งสำหรับอาหารสัตว์ที่จำหน่ายทั่วไปมีลักษณะทางกายภาพ และสัดส่วนของปริมาณใบ กิ่ง และลำต้นแตกต่างกัน ทำให้คุณภาพผันแปร จึงกำหนดมาตรฐานกระถินแห้งสำหรับอาหารสัตว์ ที่ผ่านการเตรียมและบรรจุหีบห่อใน 3 รูปแบบ

ได้แก่ 1) กระถินสับ เป็นผลิตภัณฑ์กระถินสำหรับอาหารสัตว์ที่ได้จากการนำส่วนต่างๆ ของกระถินสดมาสับและทำให้แห้งด้วยวิธีการที่เหมาะสม 2) กระถินป่น เป็นผลิตภัณฑ์กระถินสำหรับอาหารสัตว์ที่ได้จากการนำใบกระถินแห้งหรือกระถินสับมาบดละเอียดตามขนาดที่ต้องการ และ 3) กระถินอัดเม็ด เป็นผลิตภัณฑ์กระถินสำหรับอาหารสัตว์ที่ได้จากการนำกระถินป่นมาอัดเป็นเม็ดตามขนาดที่ต้องการ

3.ปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่ดีสำหรับคอกแมว ปัจจุบันไทยมีผู้นิยมเลี้ยงแมวหลากหลายพันธุ์ ทำให้มีผู้ประกอบการคอกแมวเพิ่มขึ้น และการดำเนินธุรกิจคอกแมวที่มีอยู่ในปัจจุบันบางแห่งยังขาดการพัฒนาจัดระเบียบเข้าระบบที่ดี ส่งผลต่อสุขภาพแมว สวัสดิภาพสัตว์และป้องกันการระบาดของโรคที่สำคัญ เช่น ไข้หัดแมว พิษสุนัขบ้า โดยร่างมาตรฐานครอบคลุมข้อกำหนดการปฏิบัติทางการเพาะเลี้ยงสัตว์ที่ดีสำหรับคอกแมวเชิงพาณิชย์ ตั้งแต่ลักษณะคอกแมว การจัดการคอกแมว บุคลากร การจัดการเลี้ยงและ/หรือเพาะพันธุ์สุขภาพแมว การขนส่งและบันทึกข้อมูล เพื่อให้แมวมีคุณภาพ สุขภาพ และพันธุกรรมที่ดีโดยคำนึงถึงสุขภาพสัตว์ สวัสดิภาพสัตว์และสิ่งแวดล้อม

4.สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด โดยกระทรวงเกษตรฯจัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ เรื่อง สารพิษตกค้าง : ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด (มกษ. 9002-2559) เป็นมาตรฐานที่มีการกำหนดค่า MRLs ในสินค้าเกษตรที่ใช้เป็นอาหารและอาหารสัตว์ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์อ้างอิงการผลิต การค้าและควบคุมตรวจสอบสินค้าเกษตรที่ผลิต นำเข้าและส่งออก ซึ่งสินค้าเกษตรของไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ และข้อมูลด้านวิชาการที่ใช้พิจารณากำหนดค่า MRLs ยังไม่ครอบคลุมสินค้าเกษตรทุกชนิดโดยเฉพาะพืชเขตร้อน เช่น Imidaclopid Thiamethoxam ใช้เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งสับปะรด เพลี้ยแป้งสับปะรดสีเทาที่เป็นศัตรูพืชของสับปะรด Carbaryl ใช้เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งส้ม ที่เป็นศัตรูพืชของมังคุด และสารผสม Fluopyram+Trifloxystrobin ใช้เพื่อป้องกันกำจัดโรคผลเน่าในลำไยจากเชื้อรา Lasiodiplodia theobromae และโรครำแป้งในมะม่วงที่มีสาเหตุจากเชื้อรา Oidium mangiferea

“ที่ผ่านมามกอช.จัดทำมาตรฐานสินค้าเกษตร ตั้งแต่ปี 2546 ถึงปัจจุบัน มีมาตรฐานที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรไปแล้ว 356 เรื่อง” เลขาธิการ มกอช. กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 20 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506316

ชายคาพระพิรุณ : 20 กรกฎาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 20 กรกฎาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ไปบรรยายพิเศษในหัวข้อ “เกษตรไทย มาตรฐานโลก” ภายในงาน “อาหารไทย อาหารโลก” เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ณ โรงแรมแกรนด์ ไฮแอท เอราวัณ และได้พูดถึงการสร้างความแข็งแกร่งให้กับประเทศในฐานะผู้ผลิตอาหารและความพร้อมที่จะเป็นครัวโลกด้วย “อาหารปลอดภัย” ซึ่งนายเฉลิมชัย บอกว่า กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายในการพัฒนาที่สำคัญ คือ การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้ให้กับเกษตรกรในสินค้าเกษตรสําคัญ อาทิ ข้าว ยางพารา มันสําปะหลังปาล์ม อ้อย และข้าวโพด ซึ่งได้มีการดำเนินการแล้วในส่วนของการประกันรายได้เกษตรกรในสินค้าทั้ง 6 รายการ รวมถึงการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่เหมาะสม และไม่ก่อให้เกิดภาระทางการเงินการคลังของภาครัฐ การพัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่ โดยเพิ่มทักษะการประกอบการและพัฒนาความเชื่อมโยงของกลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ในทุกระดับ โดยเฉพาะด้านการตลาดการค้าออนไลน์ ส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตร เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร โดยใช้ประโยชน์จากฐานความหลากหลายทางชีวภาพ การลด ละ เลิกใช้ยาปราบศัตรูพืชโดยเร็ว เป็นต้น นอกจากนี้ ปัจจุบันกระทรวงเกษตรฯ ยังได้มีการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center) หรือ AIC เพื่อขับเคลื่อนการเกษตรสมัยใหม่ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ครบแล้วทั้ง 77 จังหวัดด้วย

นายเฉลิมชัยยังพูดถึงเกษตรสมัยใหม่ หรือ “เกษตรทันสมัย” ด้วยว่า เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์สำคัญที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ระหว่างการผลักดันให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อเชื่อมโยงกับช่องทางการตลาด “พาณิชย์ทันสมัย” ของกระทรวงพาณิชย์ที่กำลังเร่งดำเนินการเช่นกัน โดยเกษตรทันสมัย นอกจากจะเป็นในรูปแบบเกษตรรวมกลุ่ม เกษตรนวัตกรรม เกษตรปลอดภัย เกษตรแปรรูป เกษตรเทคโนโลยี และเกษตรพอเพียงแล้ว ยังมุ่งเน้นการผลักดันให้เกษตรกรผลิตสินค้าให้ได้คุณภาพมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับผู้บริโภคทั่วไป สินค้ามาตรฐาน GAP GMP CODEX ฮาลาล และมาตรฐานระหว่างประเทศอื่น ๆ ทั้งมาตรฐานของรัฐและมาตรฐานเอกชนเพื่อการส่งออก และสินค้าพรีเมียม เช่น สินค้า GI ออร์แกนิก นวัตกรรม สตอรี่ แบรนด์ และอื่นๆ ที่เน้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และเพิ่มมูลค่าการส่งออกของประเทศซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรต้นน้ำและภาคส่วนที่เกี่ยวเนื่องมีรายได้ที่สูงขึ้น

อย่างไรก็ดี จากข้อมูลในปี 2562 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าเกษตรและเกษตรอุตสาหกรรมมูลค่ารวม 1.25 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 16.4% ของการส่งออกสินค้าไทยในภาพรวม ซึ่งแม้ไทยจะเป็นประเทศเล็กๆ แต่ในปีที่ผ่านมาติดอันดับ 11 ของประเทศผู้ส่งออกอาหารของโลก และเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย ซึ่งในระดับเอเชียเราเป็นรองแค่จีนเท่านั้น ขณะที่มูลค่าตลาดอาหารในประเทศในปี 2562 มีมูลค่ากว่า 2 ล้านล้านบาท ดังนั้นภาพรวมตลาดอาหารของไทยทั้งในประเทศและส่งออกในปี 2562 มีมูลค่ารวมมากกว่า 3 ล้านล้านบาท ถือว่ามีศักยภาพสูง และยังมีช่องทางโอกาสอีกมาก และสำหรับห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรและอาหารของไทย ณ ปัจจุบันมีพื้นที่เพาะปลูกภาคการเกษตรราว 138 ล้านไร่ คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 43 ของพื้นที่ทั้งหมดของประเทศไทยที่มีประมาณ 321 ล้านไร่ มีอุตสาหกรรมพื้นฐานกว่า 44,000 แห่ง วิสาหกิจชุมชน 55,000 แห่ง และมีอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มกว่า 54,000 แห่ง ซึ่งสินค้าเกษตรและอาหารของไทยถือมีความโดดเด่นในตลาดโลก หากมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานอาหารปลอดภัย (FoodSafety) ที่เป็นวิถีใหม่ หรือ New Normal ที่ผู้บริโภคทั่วโลกได้ให้ความสำคัญกับอาหารปลอดภัยมากขึ้นก็จะมีส่วนช่วยผลักดันยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” โดยมุ่งเน้นเรื่องคุณภาพมาตรฐานให้ประสบความสำเร็จ และจะช่วยเพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารของไทยหลังจากนี้ได้อีกมาก ซึ่งทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ตลอดซัพพลายเชนต้องผนึกกำลังร่วมมือกันผลักดันให้เกิดผลสำเร็จต่อไป….ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯได้กล่าวไว้


ขุนเกษตรา

ลุ้นพายุเติมน้ำเข้าเขื่อน กู้วิกฤติอ่างฯเหนือ-กลาง-อีสาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506317

ลุ้นพายุเติมน้ำเข้าเขื่อน  กู้วิกฤติอ่างฯเหนือ-กลาง-อีสาน

ลุ้นพายุเติมน้ำเข้าเขื่อน กู้วิกฤติอ่างฯเหนือ-กลาง-อีสาน

วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กองอำนวยการน้ำแห่งชาติลุ้นพายุเติมน้ำเข้า
เขื่อน หลังปริมาณน้ำในอ่างฯ ภาคเหนือ กลาง อีสาน ยังน่าห่วง พร้อมวิเคราะห์ข้อมูลฝน
รายวัน ชี้บริเวณ จ.จันทบุรี เข้าข่ายฝนมาก หวั่นเกิดน้ำป่าไหลหลากสั่งหน่วยงานเกี่ยวข้องติดตามใกล้ชิด

นายสำเริง แสงภู่วงค์ รองเลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ตามที่กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) มีคำสั่งให้ 14 หน่วยงาน เช่น กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน ส่งผู้แทนหน่วยงานมาปฏิบัติการประจำที่ห้องประชุม กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ตั้งแต่วันที่
15 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อคาดการณ์พายุ น้ำฝนน้ำท่า และน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ และน้ำหลาก ดินโคลนถล่ม การคาดการณ์พื้นที่เสี่ยง และจัดทำแผนที่น้ำท่วม ประชาสัมพันธ์การให้ความช่วยเหลือ และติดตามผลดำเนินการตามข้อสั่งการของผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาตินั้น จากการหารือติดตามประเมินแนวโน้มฝนตกหนัก 24 ชั่วโมงล่วงหน้า พบว่า ฝนในภาพรวมของประเทศระยะนี้ยังมีฝนตกต่อเนื่อง โดยจะมีฝนตกหนักบริเวณภาคตะวันออก คาดว่า จ.จันทบุรีจะคงมีฝนตกหนักเฉลี่ย 50-100 มม. ซึ่งถือว่าเสี่ยงน้ำป่าไหลหลากน้ำท่วมฉับพลัน ดังนั้น กอนช.ได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนในพื้นที่ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด เพื่อแจ้งเตือนประชาชนในการเฝ้าระวังผลกระทบ

สำหรับสถานการณ์ในแหล่งน้ำต่างๆพบ ปริมาณน้ำรวมทั้งประเทศขณะนี้ 33,995 ล้านลูกบาศก์เมตร( ลบ.ม.) คิดเป็น 41% เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 10,200 ล้าน ลบ.ม. หรือ 18% โดยมีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 33 แห่ง มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่า 30% ซึ่งอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ยังน่าเป็นห่วงและต้องติดตามเฝ้าระวัง แจ้งเตือนกลุ่มผู้ใช้น้ำต่อเนื่องคือ 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ แควน้อยฯ และป่าสักฯมีปริมาณน้ำรวมทั้งสิ้น 7,454 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 30% ของความจุอ่างฯ เป็นปริมาณน้ำใช้การได้ 758 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 4% ของความจุน้ำใช้การ

ส่วนการจัดสรรน้ำของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ช่วงที่ผ่านมา แม้จะจัดสรรน้ำเกินกว่าแผนที่กำหนด 300 ล้านลบ.ม. แต่ถ้าเทียบกับสถิติแล้วยังถือว่าน้อยกว่า ซึ่งทุกปีที่ผ่านมาจะจัดสรรเกินกว่าแผนเฉลี่ยถึง 1,000 ล้านลบ.ม. ทั้งนี้ เนื่องจากมีมาตรการสร้างการรับรู้ให้ประชาชน กลุ่มผู้ใช้น้ำ และเกษตรกร เข้าถึงปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่ เพื่อควบคุมการจัดสรรน้ำให้เป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งรณรงค์ให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูก เมื่อมีปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้น โดยใช้น้ำฝนเพาะปลูกเป็นหลัก

“ต้องยอมรับว่า แม้จะมีฝนตกหลายพื้นที่ แต่มีปริมาณน้ำที่ไหลเข้าอ่างเก็บน้ำของเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่งทั่วประเทศน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ มีปริมาณน้ำไหลเข้า เพียง 2,409 ล้านลบ.ม. จากคาดการณ์ว่าจะมีน้ำไหลเข้าอ่างฯประมาณ 3,899 ล้าน ลบ.ม. และยังมีการระบายออกมากกว่าน้ำไหลเข้า ส่งผลกับปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนทั้งในภาคเหนือ อีสาน กลาง มีปริมาณคงที่หรือบางแห่งมีปริมาณลดลง ดังนั้นหากปริมาณฝนยังน้อยต่อเนื่อง ฤดูแล้งถัดไปน่าจะมีปัญหาและอาจต้องพิจารณามาตรการเข้มข้นมากขึ้นในการจัดสรรน้ำในแต่ละกิจกรรม อย่างไรก็ตาม จากการติดตามพายุของกอนช. คาดว่าจะมีพายุพัดผ่านประเทศไทย 1-2 ลูก มาช่วยเติมน้ำในเขื่อนให้มากขึ้น พร้อมทั้งปรับลดการระบายน้ำลงตั้งแต่ 11 กรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อให้มีปริมาณน้ำเก็บกักน้ำในอ่างฯเพิ่มขึ้น” รองเลขาธิการ สทนช.กล่าว

‘รมช.มนัญญา’หนุนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง ดันลำไยสดกระจายสู่ผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506327

'รมช.มนัญญา'หนุนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง ดันลำไยสดกระจายสู่ผู้บริโภค

‘รมช.มนัญญา’หนุนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง ดันลำไยสดกระจายสู่ผู้บริโภค

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.03 น.

“รมช.มนัญญา”ส่งมอบตะกร้า22,533ใบ สนับสนุนสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง ริเริ่มดันลำไยสดกระจายสู่ผู้บริโภค หลังได้รับผลกระทบโควิด-19

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ที่สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานเปิดโครงการประชุมสร้างการรับรู้และขับเคลื่อนนโยบายภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงาน สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด พร้อมทั้ง เยี่ยมชมซูเปอร์มาร์เก็ตจำลองของสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด และพบปะเกษตรกรผู้ร่วมโครงการ ในโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพเกษตรกร

สหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด แรกเริ่มนั้นได้ดำเนินการรับซื้อลำไยสดที่ร่วง เพื่อนำมาอบแห้ง แปรรูป จัดจำหน่ายโดยรายได้หลักมาจากการส่งออกจัดจำหน่ายไปยังประเทศจีน จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโคโรน่าไวรัส หรือโควิด-19 ที่แพร่ไปทั่วโลก กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าและการส่งออกลำไยของไทย ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ยังคงสามารถดำเนินการได้ และลดผลกระทบต่อเกษตรผู้ปลูกลำไย จึงได้มีการรับซื้อลำไยสดช่อ เพื่อนำมาแพคในตะกร้าและจัดจำหน่าย ควบคู่ไปกับการทำลำไยอบแห้ง

ในการนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบตะกร้าจำนวน 22,533 ใบ มูลค่า 360,528 บาท เพื่อสนับสนุนการกระจายสินค้าเพื่อความสะดวก และคุณภาพของสินค้า ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้แก่ อุปกรณ์การตลาด อาทิ โรงสีข้าวที่ได้รับมาตรฐาน GMP มีกำลังการผลิต 40 ตัน/วัน และไซโล เก็บข้าวเปลือกได้ 500 ตัน เครื่องอบลดความชื้น และลานตาก และในช่วงฤดูลำไยของทุกปี (ก.ค. – ส.ค.) สหกรณ์ได้ดำเนินการรับซื้อลำไยจากสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อจำหน่ายเป็นลำไยสดและมีตู้อบลำไย เพื่อนำไปแปรรูปเป็นลำไยอบแห้ง และจัดจำหน่ายให้กับเอกชนเพื่อนำไปจำหน่ายส่งออกไปยังประเทศจีน

ทั้งนี้ อ.สันป่าตอง พื้นที่เป็นที่ราบลุ่มเหมาะสำหรับทำการเกษตร มีพื้นที่ทำเกษตรประมาณ 79,565 ไร่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ปลูกข้าว ลำไย และถั่วเหลือง รวมถึงเลี้ยงสัตว์เพื่อสร้างรายได้ โดยมีสหกรณ์การเกษตรสันป่าตอง จำกัด ซึ่งเป็นสหกรณ์ขนาดใหญ่ระดับอำเภอ มีสมาชิก 10,005 ราย ทุนดำเนินงานกว่า 927 ล้านบาท

‘รมช.มนัญญา’ลุยเชียงใหม่ ถกยกระดับการผลิต-จัดจำหน่ายสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506296

'รมช.มนัญญา'ลุยเชียงใหม่ ถกยกระดับการผลิต-จัดจำหน่ายสินค้าเกษตร

‘รมช.มนัญญา’ลุยเชียงใหม่ ถกยกระดับการผลิต-จัดจำหน่ายสินค้าเกษตร

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 17.00 น.

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2563 ที่หอประชุมอำไพพรรณการเกษตร ต.บ้านกาด อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประธานในพิธีเปิดการสัมมนา เรื่อง แนวทางการส่งเสริมและยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าเกษตร ของคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม สภาผู้แทนราษฎร โดยประเด็นหารือราคาลำไยตกต่ำ พร้อมทั้งรับฟังปัญหาจากเกษตรกร ล้งผู้รับซื้อ และประชาชน

ในการนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้แนวทางสำคัญในการดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด -19 ส่งผลกระทบต่อการส่งออก การกระจายสินค้า ดังนั้น การขับเคลื่อนโดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
สิ่งสำคัญคือการตลาด ภาคผู้บริโภคภายในประเทศ มีความต้องการในด้านใด และสินค้าใดมีการนำเข้าที่สูง การปรับตัวปรับปรุง เพื่อให้ตรงต่อความต้องการในตลาด อีกทั้งการพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพผนวกกับสร้างความเชื่อมั่นในการบริโภค เป็นเกษตรปลอดภัย จึงได้มอบ หน่วยงานในสังกัด คือ มอบกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการดำเนินการเร่งกระจายสินค้า และมอบกรมวิชาการเกษตรศึกษาและพัฒนาพันธุ์เพื่อผลผลิตที่มีคุณภาพและสามารถต่อยอดเป็นเกษตรเชิงท่องเที่ยวในอนาคตสร้างรายได้ และอาชีพอย่างยั่งยืน

จากนั้น น.ส.มนัญญา ชมการสาธิตการล้างลำไยด้วยเครื่องกำหนดโอโซนนาโน โดยสามารถชำระสิ่งตกค้างและสารเคมีบนเปลือกลำใยด้วยวิธีทางธรรมชาติ ซึ่งได้นำไปใช้ที่สหกรณ์การเกษตรจอมทอง จำกัด จ.เชียงใหม่ เป็นที่แรก

‘มังคุดทิพย์’ หวานอมเปรี้ยว สินค้ายอดนิยมในตลาดเกษตรกรออนไลน์พังงา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506304

‘มังคุดทิพย์’ หวานอมเปรี้ยว สินค้ายอดนิยมในตลาดเกษตรกรออนไลน์พังงา

‘มังคุดทิพย์’ หวานอมเปรี้ยว สินค้ายอดนิยมในตลาดเกษตรกรออนไลน์พังงา

วันอาทิตย์ ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.47 น.

“มังคุด” เป็นผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญอีกชนิดหนึ่งของจังหวัดพังงา มีพื้นที่ปลูกรวมทั้งจังหวัดกว่า 13,300 ไร่ ผลผลิตรวมกว่า 7,900 ตัน/ปี ผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ในช่วงเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม ลักษณะเด่นของมังคุดพังงาคือ มีผิวสีน้ำตาลอมแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว เป็นที่นิยมของผู้บริโภค ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนาได้ตั้งชื่อมังคุดที่ปลูกในพื้นที่จังหวัดพังงาว่า “ ทิพย์พังงา ”หมายถึง ผลไม้ที่เป็นของเทวดา มีรสเลิศจากจังหวัดพังงา 

นางรัตนา สัจจารักษ์ Smart Farmer เจ้าของ”สวนมังคุดแม่นา” อายุ 54 ปี บ้านเลขที่ 20/1 หมู่ที่ 7 ตำบลถ้ำ อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา สาวแกร่งผู้ฝ่าฟันกับการทำสวนมังคุด ให้มีผลผลิตที่มีคุณภาพ แม่นาไม่ได้มีการปลูกที่ต้องรอฟ้ารอฝน แต่แม่นาได้คิดเริ่มสังเกตระยะการเติบโต การระบาดของโรคและแมลง ปริมาณน้ำที่มังคุดต้องการ และยังพยายามหาวิธีการผสมผสานทั้งวิชาการ และภูมิปัญญาท้องถิ่นที่จะมาผลิตมังคุดให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน GAP และได้เข้าร่วมจำหน่ายมังคุดทิพย์พังงา ผ่านช่องทางตลาดเกษตรออนไลน์ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ของกรมส่งเสริมการเกษตร

ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศเป็นอย่างดี เนื่องด้วยมังคุดสวนแม่นา ผ่านการรับรองสินค้าเกษตรปลอดภัยหรือ GAP รับรองคุณภาพสินค้าถึงมือผู้บริโภค รสชาติหวานอมเปรี้ยวโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และที่สำคัญไม่เป็นเนื้อแก้วยางไหล ท่านที่สนใจสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ Facebook : สวนมังคุดแม่นา หรือโทร. 098-0216357

นายประคอง อุสาห์มัน เกษตรจังหวัดพังงา เปิดเผยว่า ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัวเว็บไซต์รวบรวมสินค้าเกษตรคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม จากเกษตรกรตัวจริงทั่วประเทศ ส่งตรงถึงบ้าน ประหยัดเวลา ไม่ต้องขับรถออกไปซื้อถึงแหล่งผลิต ตามโครงการส่งเสริมตลาดเกษตร online ในรูปแบบของเว็บไซต์ชื่อ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ภายใต้สโลแกน “เกษตรกรจริงจริง ทุกสิ่งปลอดภัย เพียงคุณสั่ง เราพร้อมส่ง” เพื่อช่วยเป็นสื่อกลางในการนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี

จากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ Smart Farmer  (SF) Young Smart Farmer (YSF) วิสาหกิจชุมชน และองค์กรเกษตรกรอื่น ๆ จากทั่วประเทศ ให้ถึงมือผู้บริโภค ประกอบด้วยสินค้าทางการเกษตร ทั้งผลผลิตสด สินค้าแปรรูป และสินค้าหัตถกรรม ในส่วนของจังหวัดพังงานั้น ที่ผ่านมามียอดการจำหน่ายสินค้าเกือบ 1 ล้านบาท ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก โดยสินค้าที่ได้รับความนิยมในการสั่งซื้อได้แก่ มังคุดทิพย์พังงา ซึ่งเป็นมังคุดที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดพังงา มีผิวสีน้ำตาลอมแดง รสชาติหวานอมเปรี้ยว เป็นที่นิยมของผู้บริโภค

‘รมช.มนัญญา’ลุยแปลงโคกหนองนาโมเดล หนุนอุทัยธานีเมืองตัวอย่างเกษตรปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/506065

'รมช.มนัญญา'ลุยแปลงโคกหนองนาโมเดล หนุนอุทัยธานีเมืองตัวอย่างเกษตรปลอดภัย

‘รมช.มนัญญา’ลุยแปลงโคกหนองนาโมเดล หนุนอุทัยธานีเมืองตัวอย่างเกษตรปลอดภัย

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.21 น.

“รมช.มนัญญา”ลุยแปลงโคกหนองนาโมเดล มุ่งขับเคลื่อนเกษตรทฤษฎีใหม่ตามแนวพระราชดำริ หนุนอุทัยธานีเมืองตัวอย่างเกษตรปลอดภัย

เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิด “งานวันเริ่มต้นฤดูกาลทำนา และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่จังหวัดอุทัยธานี” พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เยี่ยมชมแปลงแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่ ณ พื้นที่โคกหนองนาตากะยาย บ้านวังตอยาง ต.เขากวางทอง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีเป้าหมายในการขยายผลโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ให้ครอบคลุมทั้งประเทศปีละ 70,000 ราย ใน 882 อำเภอ เฉลี่ยอำเภอละ 80 ราย เพื่อเป็นต้นแบบของการยกระดับคุณภาพชีวิต โดยให้หน่วยงานราชการทุกหน่วยงานมาร่วมกันขับเคลื่อนศาสตร์พระราชา ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญในแผนขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทย และเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลในการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งการขับเคลื่อนโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ มีแนวคิดหลักในการบริหารจัดการทรัพยากรระดับไร่นา คือที่ดิน และน้ำ ในพื้นที่ขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด มีการผลิตที่หลากหลาย เพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก ที่เหลือจึงนำไปขายสร้างรายได้และความมั่นคง

สำหรับโคกหนองนาตากะยาย บ้านวังตอยาง ตำบลเขากวางทอง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี เป็นตัวอย่างพื้นที่ที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้ระยะเวลาอันสั้น ซึ่งแต่เดิมพื้นที่เกษตรกรรมของจังหวัดอุทัยธานี เป็นการปลูกพืชเศรษฐกิจ อาทิ ข้าว อ้อย และมันสำปะหลัง เป็นการทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ที่ต้องอาศัยน้ำมาก ประกอบกับที่ผ่านมาประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภคในพื้นที่ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงเข้าไปส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนมาทำการเกษตรแบบผสมผสาน โดยน้อมนำศาสตร์พระราชา ภายใต้โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามแนวพระราชดำริ ในรูปแบบโคก หนอง นา โมเดล

ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานจากพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2563 เพื่อเป็นเมล็ดพันธุ์ในการเพาะปลูกแก่เกษตรกรจาก 8 อำเภอ และมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) รวมทั้งมอบใบรับรอง GAP แก่เกษตรกร จำนวน 7 ราย จากนั้นได้เยี่ยมชมแปลงเกษตรผสมผสาน และปล่อยพันธุ์ปลา โยนกล้า และขับรถดำนาปักดำกล้าข้าว บริเวณพื้นที่แปลงทฤษฎีใหม่โคกหนองนาตากะยาย ซึ่งมีพื้นที่รวมทั้งสิ้นกว่า 8 ไร่ด้วย

เกษตรฯจับมือช้อปปี้ปรับกลยุทธ์รุกฐานตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505777

เกษตรฯจับมือช้อปปี้ปรับกลยุทธ์รุกฐานตลาดออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย)ว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ คือส่งเสริมและขยายตลาดสินค้าเกษตรสู่ตลาดออนไลน์ให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มช่องทางการกระจายผลผลิตเกษตรโดยใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ผ่านมามีการอบรมเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพมีเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการกับกระทรวงเกษตรฯต่อเนื่อง จนปัจจุบันเกษตรกรหลายรายประสบความสำเร็จ และสามารถจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สร้างยอดจำหน่ายได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 30%

วันนี้ กระทรวงเกษตรฯ ต่อยอดการดำเนินงานด้านตลาดออนไลน์ให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยร่วมกับ บริษัท ช้อปปี้ (ประเทศไทย) จำกัด ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce) จัดอบรมเกษตรกร ให้เป็นผู้จำหน่ายสินค้าเกษตรออนไลน์มืออาชีพประจำอำเภอ ซึ่งนอกจากจะจัดอบรมให้เกษตรกร 4 กลุ่มเดิมคือ เกษตรแปลงใหญ่ กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และ Young smart farmer แล้ว ในครั้งนี้เรายังขยายโอกาสไปยังลูกหลานเกษตรกร หรือ ศพก. หรือ อาสาสมัครด้านการเกษตรที่มีความพร้อม มาร่วมเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า หรือ เทรดเดอร์ ให้เกษตรกรอีกด้วย ซึ่งจะเป็นการเติมเต็มให้เกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ ที่ยังไม่พร้อมจำหน่ายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ได้มีโอกาสจำหน่ายสินค้าเกษตรของตนเองออกสู่ตลาดได้อย่างทั่วถึง

“ทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่าการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทุกฝ่ายปรับตัวสู่ New Normal อย่างเห็นได้ชัด วันนี้เราได้พันธมิตรชั้นนำอย่างช้อปปี้ ประเทศไทย จำกัด แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคในประเทศมาดำเนินงานร่วมกัน จึงมั่นใจได้ว่าทีมงานที่มีประสิทธิภาพของช้อปปี้ที่ได้เข้ามาช่วยฝึกอบรม จะช่วยให้เกษตรกรพัฒนาสู่ผู้จำหน่ายสินค้าเกษตรมืออาชีพประจำอำเภอได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน มร. เทอเรนซ์ แพง ประธานฝ่ายปฏิบัติการ ช้อปปี้ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ ช้อปปี้พร้อมส่งเสริมสนับสนุนให้พัฒนาศักยภาพของเกษตรกรและกลุ่มเป้าหมายตามแผนงานโครงการที่ได้ตกลงร่วมกัน เพื่อให้เกษตรกรก้าวสู่การเป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ และมีเทรดเดอร์ มาร่วมสนับสนุนกระจายผลผลิตให้เกษตรกรในทุกพื้นที่เพิ่มขึ้น

“ปัจจุบัน ช้อปปี้ เป็นอี-คอมเมิร์ซแพลตฟอร์มอันดับหนึ่งที่ถูกใจทั้งคนซื้อและคนขาย เรามีแบรนด์ชั้นนำบน Shopee Mall กว่า 1,500 แบรนด์ และมีทีมงานพร้อมที่จะร่วมพัฒนาทักษะอี-คอมเมิร์ซให้แก่เกษตรกร เจ้าหน้าที่และเครือข่ายของกระทรวงเกษตรฯ ให้สามารถนำทักษะและความสามารถไปประยุกต์ใช้ต่อยอดได้ นอกจากนี้ ช้อปปี้ พร้อมที่จะสนับสนุนเผยแพร่โครงการด้านการส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของกระทรวงเกษตรฯ ผ่านสื่อต่าง ๆ ของบริษัท รวมทั้งจะจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายให้แก่เกษตรกร กลุ่มแปลงใหญ่ กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer เพื่อเพิ่มมูลค่าทางการค้าออนไลน์อย่างเต็มที่” มร.เทอเรนซ์ กล่าว

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ และบริษัท ช้อปปี้ฯจะจัดคอร์สฝึกอบรมให้เกษตรกรทั้ง 4 กลุ่มเดิมและกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมตามวัตถุประสงค์โครงการได้เข้าร่วมตามหลักสูตรที่กำหนด โดย 1 คอร์ส ใช้เวลา 7 วัน อีกทั้ง ยังพัฒนาการฝึกอบรมให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการเปิดอบรมทั้งระบบออฟไลน์และระบบออนไลน์ ซึ่งภายในปี 2563 นี้ กำหนดเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 1,000 ราย

กรมชลร่วมลงพื้นที่ดูงาน-ให้ข้อมูลจัดการน้ำสกลนคร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505775

กรมชลร่วมลงพื้นที่ดูงาน-ให้ข้อมูลจัดการน้ำสกลนคร

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายบริหารร่วมเดินทางศึกษาดูงานเรื่อง “บทบาทและภารกิจของจังหวัดสกลนคร และจังหวัดมุกดาหารในการบริหารจัดการงบประมาณจังหวัด/กลุ่มจังหวัด แนวทางแก้ปัญหายาเสพติด การบริหารจัดการน้ำ ลุ่มน้ำก่ำและการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษมุกดาหาร” โดยมี นายไพจิต ศรีวรขานประธานคณะกรรมาธิการการปกครอง สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกรรมาธิการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมรับฟังบรรยายสรุปการบริหารจัดการงบประมาณจังหวัด/กลุ่มจังหวัด การแก้ปัญหายาเสพติด แนวนโยบาย สภาพปัญหาหรือข้อขัดข้องในการดำเนินการแก้ปัญหา พร้อมรับฟังความเดือดร้อนของประชาชนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร และจังหวัดมุกดาหาร ที่ศาลากลางจังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม ที่ผ่านมา

จากนั้นคณะกรรมาธิการยังลงพื้นที่เพื่อติดตามการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสกลนคร เพื่อกำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำ ศึกษาเส้นทางการระบายน้ำและการผลักดันน้ำบริเวณลุ่มน้ำก่ำอีกด้วย โดยโครงการประตูระบายน้ำลำน้ำพุง-
น้ำก่ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริจังหวัดสกลนคร สร้างขึ้นเพื่อพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่โครงการ สำหรับช่วยเหลือราษฎรให้มีน้ำใช้ในการเกษตรและอุปโภค-บริโภค และช่วยบรรเทาปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำพุง หนองหารและลุ่มน้ำก่ำ ทั้งระบบ ตามพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9วันที่ 20 พฤศจิกายน 2535 “…ควรพิจารณาก่อสร้างอาคารบังคับน้ำที่ปากลำห้วยร่องช้างเผือกทางฝั่งตะวันออกของลำห้วยน้ำพุง เพื่อควบคุมการไหลของน้ำในลำห้วยต่างๆ ตามที่ต้องการ ควรพิจารณาวางโครงการขุดลอกลำห้วยต่างๆ ที่ปัจจุบันมีสภาพตื้นเขิน เช่นห้วยร่องช้างเผือก ห้วยชัน และควรขุดคลองต่อเชื่อมกับหนองน้ำธรรมชาติต่างๆ พร้อมก่อสร้างอาคารบังคับน้ำให้สามารถระบายน้ำท่วมออกจากพื้นที่เพาะปลูกไปลงลำน้ำก่ำได้สะดวกในฤดูฝน และรับน้ำจากห้วยน้ำพุงผ่านลำห้วยร่องช้างเผือกและลำห้วยอื่นๆเข้าเก็บในหนองน้ำต่างๆ เพื่อให้ราษฎรได้ใช้ทำการเกษตรและอุปโภคบริโภคในฤดูแล้ง”