กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขับเคลื่อน2โครงการแห่งปี ‘นำลูกหลานกลับบ้านฯ-ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505778

กรมส่งเสริมสหกรณ์เร่งขับเคลื่อน2โครงการแห่งปี ‘นำลูกหลานกลับบ้านฯ-ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์’

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์แถลงข่าวความคืบหน้า 2โครงการสำคัญ ที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ดำเนินการขับเคลื่อนปีนี้ ได้แก่ โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร และโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ พร้อมเผยว่าทั้งสองโครงการนี้เชื่อมโยงกัน ซึ่งเป้าหมายโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน เป็นการสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่กลับมาสานต่ออาชีพการเกษตร โดยเน้นนำเทคโนโลยีต่างๆ พัฒนากระบวนการผลิตการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและการตลาด การวางแผนการผลิตที่สอดคล้องความต้องการของตลาด เน้นทำน้อยแต่ได้มาก ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ได้ผลกำไรคุ้มค่า และมีโอกาสอยู่ดูแลครอบครัวใกล้ชิด และมีสหกรณ์ในพื้นที่เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลแนะนำอาชีพ มุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่ เข้ามาสานต่อและพัฒนางานสหกรณ์ในอนาคต ส่วนโครงการซูเปอร์มาเก็ตสหกรณ์ มีเป้าหมายพัฒนาสหกรณ์ให้เป็นจุดจำหน่ายสินค้าเกษตรของสหกรณ์ที่มีคุณภาพจากจังหวัดต่างๆ เช่น ข้าวสาร นม ไข่ไก่ ผักผลไม้ อาหารแปรรูป และเป็นช่องทางให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าสหกรณ์ได้มากขึ้น และผลักดันให้สหกรณ์เป็นศูนย์รวบรวมและจำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพแก่ประชาชนในราคาเป็นธรรมอย่างทั่วถึง ในรูปแบบซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ตามแนวคิด “สด สะอาด ปลอดภัย” Fresh FromFarm by Co-op สดจากฟาร์มถึงมือคุณ

สำหรับความคืบหน้าของโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ หลังเปิดรับสมัคร เมื่อวันที่ 1- 31 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา มีผู้สมัครจากทั่วประเทศ 7,559 ราย และมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการแล้ว 690 สหกรณ์ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพพนักงานบริษัท ค้าขาย รับจ้างทั่วไป ลูกจ้างหน่วยงาน ข้าราชการ พนักงานรัฐ นักศึกษาและผู้ว่างงาน เป็นคนวัย30-39 ปีมากที่สุดแ ละส่วนใหญ่จบระดับปริญญาตรี ซึ่งระหว่างที่เกิดสถานการณ์โควิด-19 ระบาด ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัดติดต่อผู้สมัครเข้าร่วมโครงการ เพื่อสอบถามถึงความพร้อมกลับไปทำการเกษตร และได้ลงพื้นที่เพื่อไปเยี่ยมถึงบ้านและพื้นที่ทำเกษตรของผู้ที่สมัครเข้าร่วมโครงการนี้แล้ว 6,079 รายและจากการสำรวจความต้องการของผู้สมัคร ส่วนใหญ่ ต้องการให้สนับสนุนส่งเสริมพัฒนาทักษะสาขาต่างๆ ได้แก่ เกษตรผสมผสานเกษตรอินทรีย์ เทคโนโลยีการเกษตร เกษตรอัจฉริยะ เกษตรแม่นยำ การปรับปรุงการผลิตการเกษตร/ทักษะการเกษตร การบริหารจัดการธุรกิจการเกษตร การใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการผลิตและช่องทางการค้าในระบบออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งแต่ละจังหวัดได้วางแผนถ่ายทอดความรู้ให้ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการตามความสนใจของแต่ละราย และจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมในการแนะนำการประกอบอาชีพการทำเกษตรในด้านต่างๆ ด้วย

ส่วนโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ มีความสอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” ภายใต้ความร่วมมือระหว่างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตที่ทำหน้าที่รวบรวม แปรรูป บริหารจัดการสินค้าของสมาชิกเกษตรกร และกระจายสินค้าตรงถึงผู้บริโภค ซึ่งหลังจากเปิดตัวนำร่องซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์แห่งแรกที่ร้านสหกรณ์พระนคร จำกัด ถนนพหลโยธิน กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2562 ทำให้มีกระแสตอบรับจากสหกรณ์ต่างๆ สมัครเข้าร่วมโครงการนี้ 94 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ 42 จังหวัด ประกอบด้วย ภาคเหนือ 10 จังหวัด 19 แห่ง ภาคกลาง 14 จังหวัด 31 แห่ง ภาคใต้ 10 จังหวัด 20 แห่ง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 จังหวัด24 แห่ง

นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแผนพัฒนาความรู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ในการปรับตัวรองรับการเข้าสู่ยุค New Normal เพื่อให้ร้านค้าสหกรณ์ที่เข้าร่วมโครงการได้รับการพัฒนาความรู้ในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารจัดการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์และปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงในยุค New Normal จัดอบรมออนไลน์ผ่านระบบ Zoom 3ครั้ง ครั้งที่ 1 วันที่ 13-14 กรกฎาคม 2563 ครั้งที่ 2 วันที่ 20-21 กรกฎาคม 2563 และครั้งที่ 3 วันที่ 21 สิงหาคม 2563จากนั้นจะคัดเลือกซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ 10 แห่ง เป็นต้นแบบเผยแพร่ประชาสัมพันธ์การขับเคลื่อนซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ต่อไป

เกษตรแถวหน้า : ได้เวลาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้กลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง..หลังพักยาวเพราะโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505774

เกษตรแถวหน้า : ได้เวลาฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ให้กลับมาสร้างรายได้อีกครั้ง..หลังพักยาวเพราะโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต้องยอมรับว่าสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบกับภาคเกษตรในหลายภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่ด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตร ทั้งที่เป็นของเกษตรกรซึ่งเป็นศูนย์เรียนรู้ต่างๆ รวมถึงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรของภาคเอกชนและของภาครัฐที่ต้องหยุดให้บริการชั่วคราวตามมาตรการของรัฐ ซึ่งระหว่างที่หยุดพัก หลายแห่งก็ได้ถือโอกาสฟื้นฟูปรับปรุงเพื่อเตรียมพร้อมให้บริการนักท่องเที่ยวกันตามความเหมาะสมและหลังจากที่หยุดพักกันมายาวๆ ขณะนี้ รัฐบาลได้มีนโยบายผ่อนคลายให้สามารถเปิดบริการได้ แต่ต้องอยู่ในมาตรการควบคุมและป้องกันโรคฯ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 7)ก็ทำให้การท่องเที่ยวเชิงเกษตรเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะนักท่องเที่ยวสไตล์เกษตรอัดอั้นมานาน และอยากออกมาปลดปล่อยสัมผัสธรรมชาติกันอย่างเต็มที่

อ.ส.ค. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แม้จะมีภารกิจหลักในการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมและพัฒนาอุตสาหกรรมนมในประเทศไทยแต่อีกภารกิจหนึ่งคือให้บริการด้านท่องเที่ยวเชิงเกษตรควบคู่กันไปด้วยเพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสและชื่นชมความงามของธรรมชาติ พร้อมแหล่งเรียนรู้วิถีโคนมอาชีพพระราชทาน และการดำเนินกิจการอุตสาหกรรมการผลิตนมแบบครบวงจร ตั้งแต่การเลี้ยงโคนม การสาธิตรีดนมโค การนำน้ำนมดิบเข้าสู่กระบวนการผลิตนม ยูเอชที และนมพาสเจอร์ไรส์ การทำปุ๋ยอินทรีย์นมสด เป็นต้น ซึ่งวันนี้ได้ประกาศความพร้อมที่จะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คอีกครั้ง ในสไตล์ NewNormal พร้อมอัดโปรโมชั่นพิเศษเอาใจนักท่องเที่ยวที่อยากเรียนรู้วิถีการเป็นชาวโคนมตามแนวทางพระราชดำริ โดย นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ อ.ส.ค.บอกว่า หลังรัฐบาลมีนโยบายผ่อนคลายเกี่ยวกับมาตรการการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)ที่ลดลงโดยทางรัฐบาลมีประกาศให้สถานประกอบการสามารถเปิดกิจการได้แต่ต้องอยู่ในมาตรการควบคุมและป้องกันโรคฯ ตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 7) ดังนั้นต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา อ.ส.ค.จึงได้มีการเปิดต้อนรับให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ณ ฝ่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร อ.ส.ค. อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี ได้ปกติ ภายใต้รูปแบบท่องเที่ยวตามชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)โดยให้ความสำคัญตั้งแต่ด่านแรกคือนักท่องเที่ยว จะต้องผ่านการตรวจวัดอุณหภูมิและใช้เจแอลกอฮอล์ จากนั้นเช็คอินผ่านแพลตฟอร์มไทยชนะดอทคอมหลังจากที่เช็คอินแล้ว ก็มาสู่จุดที่จะให้ขึ้นรถนำเที่ยว เดิมจะมีคนเข้ามาเที่ยวฟาร์มเป็นจำนวนมากฉะนั้นตามมาตรการที่จะต้องเว้นระยะห่าง DISTANCING จากรถพ่วงที่ได้บรรทุกคนเข้ามาเที่ยวชมฟาร์มรอบละ 50-70 คนปัจจุบันก็ปรับลดจำนวนที่นั่งลง คันรถหนึ่งจะอยู่ที่ประมาณ 10-16 คนต่อรอบ วันหนึ่งจะรับได้ประมาณ 6 รอบ ในทุกๆ จุดก็จะมีอ่างล้างมือก่อนเข้าสถานที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจุดแรกก็คือจุดของตัวศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ แล้วก็เข้าไปชมคอกวัวรีดนมและจุดต่างๆแล้วก็กลับมาที่ฟาร์มม้าเป็นจุดท้าย เมื่อออกจากสถานที่ท่องเที่ยวฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คแล้วเราก็จะให้เช็คเอาท์ไทยชนะดอทคอมเพื่อให้ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัด

และเพื่อเป็นการสนับสนุนมาตรการผ่อนคลายล็อกดาวน์ อ.ส.ค. ยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ สำหรับวันธรรมดาค่าเข้าชมฟาร์มฯ ลด 50% สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ค่าเข้าชมฟาร์มฯ ลด 20% ตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาเรียนรู้การเลี้ยงโคนมและสัมผัสความสวยงามของฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์คให้มากขึ้น

นายสุชาติบอกอีกว่า อ.ส.ค.ยังมีแผนที่จะผลักดันฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค ให้เป็นฟาร์มตัวอย่างและศูนย์กลางการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในประเทศไทย โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามา นอกจากจะได้ทำกิจกรรม ทดลองรีดนมแม่โคด้วยมือ ป้อนนมลูกวัวแล้ว ยังได้สัมผัสบรรยากาศคาวบอยที่มีฝูงโคนมใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่นักท่องเที่ยวชื่นชอบธรรมชาติ เลือกเข้ามาเยี่ยมชมอันดับต้นๆ ของจังหวัดสระบุรี ซึ่งเหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย ในอัตราค่าบริการที่ถูกและคุ้มค่าหากท่านต้องการเปิดประสบการณ์วิถีอาชีพการเลี้ยงโคนมในรูปแบบตามวิถีชีวิตใหม่ (New Normal) สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ฝ่ายท่องเที่ยวเชิงเกษตร อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรีโทร. 03-6342-053 / 08-9901-8035

ขุนเกษตรา

‘อธิบดีปศุสัตว์’ติดตามงานจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505813

'อธิบดีปศุสัตว์'ติดตามงานจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว

‘อธิบดีปศุสัตว์’ติดตามงานจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 18.05 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์ติดตามงานจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว เน้นป้องกันควบคุมเข้มโรคตามชายแดน

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ลงพื้นที่ติดตามงานจุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว ด่านกักกันสัตว์เลย ที่ด่านศุลกากรท่าลี่ อ.ท่าลี่ จ.เลย พร้อมด้วย นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ปศุสัตว์เขต 4 และเจ้าหน้าที่ด่านกักกันสัตว์เลย กองสารวัตรและกักกัน จุดผ่านแดนถาวรสะพานมิตรภาพน้ำเหืองไทย-ลาว สินค้าปศุสัตว์นำเข้าที่สำคัญคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากกองควบคุมอาหารและยาสัตว์ สินค้าปศุสัตว์ส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ สินค้าแปรรูป (ไส้กรอก) ซากไก่แช่แข็ง ซากสุกรแช่แข็ง และอาหารสัตว์สำเร็จรูป (สุกร)

มีภารกิจการควบคุมป้องกันโรคระบาดสัตว์ตามแนวชายแดนไทย-ลาว ประกอบด้วย การตรวจสินค้าปศุสัตว์และการควบคุมการเคลื่อนย้าย การพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อสัตว์และยาพาหนะที่เข้า-ออกด่าน การพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อในพื้นที่เสี่ยงตามแนวชายแดน การตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ การประชาสัมพันธ์ในการควบคุมป้องกันและกำจัดโรคระบาดสัตว์ และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตามมาตรการควบคุมป้องกันโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร (ASF) ซึ่งจากการดำเนินงานอย่างเข้มแข็งต่อเนื่องทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่สามารถป้องกันและปลอดโรค ASF จนถึงปัจจุบันนี้

ทั้งนี้ ต้องขอขอบคุณ และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานทุกคนที่ช่วยกันปฏิบัติงานอย่างเข้มงวด ช่วยควบคุม ป้องกันและกำจัดโรคระบาดที่จะเข้ามาประเทศไทย

เปิดแนวคิด บัญญัติ7ประการ ฝ่าวิกฤตเกษตรไทยสู้โควิด19 จาก’โชค บูลกุล’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505806

เปิดแนวคิด บัญญัติ7ประการ ฝ่าวิกฤตเกษตรไทยสู้โควิด19 จาก'โชค บูลกุล'

เปิดแนวคิด บัญญัติ7ประการ ฝ่าวิกฤตเกษตรไทยสู้โควิด19 จาก’โชค บูลกุล’

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 17.54 น.

เปิดแนวคิด บัญญัติ 7 ประการ ฝ่าวิกฤตเกษตรไทยสู้โควิท 19 จาก “โชค บูลกุล” ซูเปอร์โค้ชรอปั้นไอดอลSME-เกษตรกรไทย ขึ้นชั้นไอดอลเกษตรวิถีใหม่

“ การมี Mind Set  และเป้าหมายที่ชัดเจน จะเป็นตัวช่วยให้ ธุรกิจเกษตร SME ไทยผ่านช่วงวิกฤติโควิด 19 นี้พร้อมพาไปสู่ความยั่งยืนได้ได้ “

“ เป็นเกษตรกรไทย เป็นแล้วต้องเท่ห์   มีความ Cool ความเจ๋งด้วยความคิดสร้างสรรค์ในแบบของตัวเอง”

ถอดแนวคิด “โชค บูลกุล” หนึ่งในซูเปอร์โค้ช โครงการจีเนียสเดอะครีเอชั่น(Genius The Creation) รอแชร์ประสบการณ์ฝ่าวิกฤต ร่วมปลุกปั้น SME-เกษตรกรไทย ขึ้นชั้นไอดอลเกษตรอุตสาหกรรมทำตลาดโลก

โชค บูลกุลกรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย หนึ่งใน 3 โค้ชหลัก ในโครงการจีเนียสเดอะครีเอชัน (Genius The Creation) ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ที่เปิดรับสมัครเกษตรกร-SME เกษตรทั่วประเทศเข้าร่วมคัดเลือกเพื่อพัฒนาแนวคิด-บรรจุภัณฑ์ (โดยSME-เกษตรกรทั่วประเทศสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ทางออนไลน์ ได้ที่ https://forms.gle/6LUYgzAsHCpij5vGA, Email:ga.thecreation@gmail.com, Line: @ga.thecreation (มีเครื่องหมาย @ ด้วย), เฟซบุ๊ก : ga.thecreationรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถ โทร.ติดต่อได้ที่ 06-4721-8102 ตั้งแต่วันนี้-20 กรกฎาคม 2563 นี้เท่านั้น )เปิดเผยถึงแนวคิดที่ทุกคน สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเพื่อก้าวสู่การเป็นเกษตรอุตสาหกรรมวิถีใหม่

โค้ชโชคบอกว่า “1. เป็นเกษตรกรไทย เป็นแล้วต้องเท่ และ 2 ทุกคนเท่ได้ในแบบของตัวเอง ด้วยหลักการ “คิดแบบเด็ก ทำแบบผู้ใหญ่” แม้กระทั่งมีความคิดแบบง่ายๆ ก็เท่ได้เพียงแต่ใส่รายละเอียด ใส่ความสนุกให้มีสีสันลงไปในแบบของตัวเอง  3. ทุกคนมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัว แต่ความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ต้องมีพลังในการกระตุ้น เพื่อที่จะปะทุออกมาจากข้างใน นำไปสู่งานสร้างสรรค์ที่เยี่ยมยอด และโดนใจผู้คน “

“ และในอีก 3 ประการที่เหลือนั้น คือ 4.ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เกิดวิกฤติ ซึ่งก่อนหน้านี้ ฟาร์มโชคชัยก็เคยผ่านวิกฤติหนักๆมาเช่นกันแต่เรา ก็ใช้แนวคิดที่จะแก้ปัญหา ทีละขั้นๆแบบมีทิศทางที่ชัดเจน คือ  แก้จากขั้นติดลบ ให้ขึ้นมาเป็นศูนย์ เพื่ออยู่รอดให้ได้ก่อน  และต่อจากนั้นค่อยพัฒนาให้เติบโตไปทีละก้าวจนไปถึงอยู่ได้แบบยั่งยืน  (  สรุป คือขั้นติดลบ –เปลี่ยนไปเป็นศูนย์– สร้างความเติบเติบโต – นำไปสู่ความยั่งยืน  )

โค้ชโชคกล่าวเพิ่มเติมอีกว่าข้อ 5. ในการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจเกษตร หรือธุรกิจอะไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ความคิด ทัศนคติที่ส่งผลต่อพฤติกรรม หรือ Mind Set และเป้าหมายต้องชัดเจน เพราะ SME บ้านเราทุนน้อย ถ้าทำอะไรสะเปะสะปะ เป้าหมาย-ทิศทางไม่ชัดเจน ทุนจะหมดก่อน เพราะสู้ต่อในระยะยาวไม่ไหว

“ข้อ 6.ความสุข ความทรงจำ ประสบการณ์ดีๆ ที่ได้มาเที่ยวฟาร์ม คือความสำเร็จที่คนเห็นเบื้องหน้า เป็นเสมือนแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งที่ทุกคนส่วนใหญ่มองเห็นกัน แต่ทุกอย่างจะมีเบื้องหลังคือความยากลำบากอยู่ ไม่สนุก ไม่สวยงามเหมือนเบื้องหน้า ทั้งในแง่ของการใช้ความคิดสร้างสรรค์ การวางแผนงาน การกำหนดกลยุทธ์ การเตรียมการ การฝึกฝนซักซ้อมเพื่อความพร้อมอยู่ตลอดเวลา ไปจนถึงการโชว์จริงๆ ในฟาร์ม ซึ่งทุกอย่างต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการคิด ซึ่งเราต้องเปลี่ยนความปกติธรรมดาหรือแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เป็นประจำ ดังนั้น จงอย่าท้อถอย แต่เตรียมพร้อมและมองวิธีการรับมือเพื่อแก้ปัญหาให้ไปเป็นแนวคิดแบบสร้างสรรค์ได้อย่างไร ตรงนี้สำคัญมาก”

กรรมการผู้จัดการกลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัยย้ำว่า “ ข้อ 7 ความสำเร็จของฟาร์มโชคชัยมาจากปัจจัยหลายๆ อย่าง แต่ทุกอย่างมาจากการที่เราคิดวางรากฐานบางอย่างขึ้นมา ถึงบางครั้งจะดูน่าเบื่อ มีปัญหาอุปสรรค แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำเพื่อความสำเร็จทั้งระบบในระยะยาว ซึ่งทางฟาร์มโชคชัยได้มองถึงปัญหาและพัฒนาเรื่องนี้ตลอดเวลา เพื่อการก้าวไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มเรื่องการท่องเที่ยวฟาร์มเกษตรที่สามารถเติบโตอย่างมีทิศทาง หลังการเกิดวิกฤตโควิด-19 ได้ในอนาคต

โชค บูลกุล-ซูเปอร์โค้ชชั้นนำด้านฟาร์มเกษตรท่องเที่ยวและการต่อยอดทางธุรกิจ ยืนยันว่า พร้อมจะแชร์ประสบการณ์ดีๆ ด้านธุรกิจการเกษตร สร้างวิสัยทัศน์และพลังแห่งการสร้างสรรค์ด้านเกษตรกรรม ในโครงการจีเนียสเดอะครีเอชัน (Genius The Creation) หลักสูตรแรกของธุรกิจเกษตรไทยที่กองพัฒนาเกษตรอุตสาหกรรม ที่นำพลังความคิดสร้างสรรค์ผสมผสานเข้ากับวิสัยทัศน์ด้านการออกแบบมาเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจเกษตรกรรมแบบครบวงจร

ทั้งนี้ SME-เกษตรกรทั่วประเทศสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ทางออนไลน์ ได้ที่ https://forms.gle/6LUYgzAsHCpij5vGA, Email: ga.thecreation@gmail.com , Line: @ga.thecreation (มีเครื่องหมาย @ ด้วย), เฟซบุ๊ก : ga.thecreationรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถ โทร.ติดต่อได้ที่ 06-4721-8102 ตั้งแต่วันนี้-20 กรกฎาคม 2563 นี้เท่านั้น

สำหรับผู้ที่ได้เป็น 10 สุดยอดไอดอลด้านเกษตรกรรมโครงการนี้จะได้รับสิทธิพิเศษจาก โค้ชยอด-ฉัตรชัย ระเบียบธรรม ปรมาจารย์ด้านการวางวิสัยทัศน์ระดับโลก โค้ชแชมป์-สมชนะ กังวารจิตต์ ที่ได้รับรางวัลด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ระดับโลกการันตี 78 รางวัลทั่วโลก มาร่วมวางวิสัยทัศน์ในการออกแบบจนได้บรรจุภัณฑ์ให้ฟรี

นอกจากนี้ยังมีรางวัล Best of the Best อีก 4 รางวัล โดยโชค บูลกุล จะเลือกผู้ประกอบการที่ดีที่สุด 2 ราย เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเป็นการส่วนตัวหลังจากจบโครงการ และโค้ชแชมป์-สมชนะ กังวารจิตต์ สุดยอดนักออกแบบบรรจุภัณฑ์ จะเลือกผู้ประกอบการที่ดีที่สุดอีก 2 ราย เพื่อดูแลด้านออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อให้ก้าวไปสู่การเป็นผลิตภัณฑ์เกษตรอุตสาหกรรมระดับโลกในอนาคต

‘เกษตรกรหมู’ย้ำดูแลราคา-ผู้บริโภคเต็มที่ เตรียมขายถูกลดค่าครองชีพปชช.สู้โควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505803

‘เกษตรกรหมู’ย้ำดูแลราคา-ผู้บริโภคเต็มที่ เตรียมขายถูกลดค่าครองชีพปชช.สู้โควิด

‘เกษตรกรหมู’ย้ำดูแลราคา-ผู้บริโภคเต็มที่ เตรียมขายถูกลดค่าครองชีพปชช.สู้โควิด

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 17.48 น.

‘เกษตรกรหมู’ย้ำดูแลราคา-ผู้บริโภคเต็มที่ เตรียมขายถูกลดค่าครองชีพปชช.สู้โควิด

16 กรกฎาคม 2563 นายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ขณะนี้ราคาสุกรหน้าฟาร์มอยู่ที่ 78-79 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับราคาที่เกษตรกรทั่วประเทศยืนหยัดให้ความร่วมมือกับกรมการค้าภายใน ดูแลราคาหน้าฟาร์มไม่เกิน 80 บาท ทำให้ราคาขายหมูหน้าเขียงไม่เกิน 160 บาทต่อกิโลกรัม เป็นการดูแลค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยราคาเป็นไปตามกลไกตลาด จากความต้องการบริโภคที่เพิ่มขึ้น เหมือนกับทุกประเทศในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตามราคาหมูไทยยังคงถูกที่สุดในภูมิภาคนี้ ที่สำคัญเกษตรกรวอนขอความเห็นใจ เพราะมีอาชีพเดียวไม่สามารถเปลี่ยนไปทำอาชีพอื่นได้ ขณะที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการรับประทานโปรตีนอื่นๆทดแทนได้ ทั้งไก่ ไข่ ปลา รวมถึงอาหารธรรมชาติที่ออกมามากในช่วงนี้

“การปรับเพิ่มขึ้นในช่วงสั้นๆ หลังจากหลายกิจการเริ่มกลับมาดำเนินการ ประกอบกับโรงเรียนเปิดภาคเรียน แต่เกษตรกรยังคงราคา 78-79 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เกษตรกรพออยู่ได้ โดยเพิ่งจะขายได้ราคานี้ หลังจากแบกรับภาระขาดทุนสะสมมาถึง 3 ปี จากภาวะหมูล้นตลาดและราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สูงขึ้น เกษตรกรยืนราคานี้ไว้ไม่กระทบกับการใช้จ่ายของผู้บริโภคจนเกินไป ยืนยันว่าปริมาณหมูมีเพียงพอกับการบริโภคในประเทศ ผู้บริโภคไม่ต้องกังวล การปรับราคานี้สะท้อนกลไกตลาดที่แท้จริง นับว่าเป็นราคาที่เหมาะสม นอกจากนี้ สมาคมฯได้ผนึกกำลังกับสมาชิก จัดกิจกรรมจำหน่ายหมูสดลดค่าครองชีพประชาชนทั่วไทย ส่งตรงจากฟาร์มถึงมือผู้บริโภคไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง นำร่องที่จังหวัดชลบุรีก่อนเป็นที่แรก ในวันที่ 21 กรกฎาคม และขายพร้อมกันทุกภูมิภาค วันที่ 7 สิงหาคม” นายสุรชัย กล่าว

นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีความวิตกกังวลเรื่องโรค ASF ในสุกร ที่ระบาดในหลายประเทศ เกษตรกรทุกคนต่างเข้าเลี้ยงสุกรอย่างระมัดระวัง พบว่าสุกรในระบบของไทยหายไปกว่า 20% จากเดิมในปี 2562 ไทยที่มีสุกรในระบบประมาณ 20,000,000 ตัว ที่สำคัญเกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้น จากการเฝ้าระวังและป้องกัน ASF อย่างเข้มงวด ทำให้เกษตรกรมีค่าใช้จ่ายเพิ่มถึงตัวละ 100 บาท แต่ทุกคนยินดีดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้โรคนี้มาทำลายอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกร และเกษตรกรผู้เพาะปลูกในห่วงโซ่การผลิต ทั้งยังเป็นการปกป้องผู้บริโภคไม่ให้ต้องได้รับความเดือดร้อนเหมือนกับประเทศอื่นในภูมิภาค

กรมฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติร.10 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505780

กรมฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติร.10

กรมฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศเฉลิมพระเกียรติร.10

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.38 น.

กรมฝนหลวงฯ เปิดโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศสร้างความชื้นสัมพัทธ์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

16 กรกฎาคม 2563 เวลา 09.00 น. พลเรือเอก ปวิตร รุจิเทศ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน เป็นประธานในพิธีโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศสร้างความชื้นสัมพัทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2563 ซึ่งจัดโดยศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน ร่วมกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เพื่อสืบสานศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทานและเพิ่มพื้นที่ป่าไม้ในการสร้างความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศ เพิ่มโอกาสการเกิดฝน เพื่อการปฏิบัติการฝนหลวงประสบผลสัมฤทธิ์เพิ่มมากขึ้น รวมถึงเป็นแหล่งอาหารของสัตว์ป่าในการดำรงชีวิตและการใช้ประโยชน์สำหรับชุมชน ณ อาคารเอนกประสงค์ กองบิน 46 อำเภอเมือง จังหวัดพิษณุโลก

นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า “ศาสตร์ตำราฝนหลวงพระราชทาน” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่ทรงพระราชทานไว้มีคุณค่าคุณูปการสำหรับการพัฒนาประเทศชาติและสร้างความสุขให้แก่ประชาชน จึงมีพระราชประสงค์ให้ศึกษาและน้อมนำพระราชดำริต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติให้ถูกต้องเหมาะสมและพอเพียงทันต่อสถานการณ์ ในปี 2563 กรมฝนหลวงและการบินเกษตร จึงได้นำมาเผยแพร่แก่หน่วยงานรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไป เพื่อสร้างความเข้าใจแนวพระราชดำริ และน้อมนำสู่การปฏิบัติจากพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ ฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำ พระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำ ฉันก็จะสร้างป่า” แสดงให้เห็นถึงความห่วงใยต่อปัญหาวิกฤตการณ์ด้านทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ที่ถูกทำลายซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น 

ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากความต้องการใช้ที่ดินทำกินและความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของราษฎรที่เข้าไปบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าไม้เพื่อทำการเกษตร ตลอดจนการล่าสัตว์ป่าเพื่อนำมาเป็นอาหาร ทำให้ปัจจุบันพื้นที่ป่าไม้ในประเทศไทยถูกทำลายมากขึ้นทุกปี ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศในธรรมชาติและความแปรปรวนของสภาพอากาศ เช่น ความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศลดลง กระบวนการเกิดฝนและปริมาณน้ำฝนตามธรรมชาติ มีค่าผิดปกติตามมา จึงจำเป็นต้องมีการแสวงหาวิธีการและความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ในการอนุรักษ์ป่าไม้ไม่ให้ถูกทำลายเพิ่มขึ้น และการฟื้นฟูสภาพผืนป่าที่ถูกทำลายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม โดยในบางครั้งไม่สามารถดำเนินการเข้าถึงพื้นที่ป่าทางภาคพื้นได้ จึงจำเป็นจะต้องมีการบูรณาการจากหน้าที่ความรับผิดชอบหลักของแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การฟื้นฟูผืนป่าให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามพระราชเสาวนีย์
​​
นายสุรสีห์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโครงการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชทางอากาศสร้างความชื้นสัมพัทธ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติการฝนหลวง เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือได้ว่าเป็นโครงการหนึ่งในการสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งทุกฝ่ายตระหนักในคุณค่าของป่าต้นน้ำ และน้อมนำแนวพระราชดำริไปเป็นแนวทางในการสร้างความเข้าใจและการมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อรักษาระบบนิเวศ ป่าไม้ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย

กรมป่าไม้ ให้การสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 12 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง สมอไทย ประดู่ กระบก แดง สนสามใบ มะขามป้อม มะค่าแต้ สาธร เพกา ชัยพฤกษ์ และตะแบกนา รวมจำนวนทั้งสิ้น 400 กิโลกรัม กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ให้การสนับสนุนข้อมูลเพื่อกำหนดพื้นที่เป้าหมายโปรยเมล็ดพันธุ์พืชบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติต่างๆ ทั่วประเทศ และนอกจากนี้ ยังได้รับการสนับสนุนสถานที่และกำลังพลในการปั้นเมล็ดพันธุ์พืชจากเหล่าทัพ ได้แก่ กองบิน 41 จ.เชียงใหม่ มณฑลทหารบกที่ 310 จ.ตาก กองบิน 46 จ.พิษณุโลก มณฑลทหารบกที่ 31 จ.นครสวรรค์ กรมทหารราบที่ 8 จ.ขอนแก่น กองทัพภาคที่ ๒ จ.นครราชสีมา และค่ายพระมหาเจษฎาราชเจ้า จ.ชลบุรี
 
อย่างไรก็ตาม สำหรับด้านการปฏิบัติการโปรยเมล็ดพันธุ์พืชบริเวณพื้นที่ผืนป่าอุทยานแห่งชาติและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จะดำเนินการโดยความรับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวง 7 ศูนย์ ดังนี้
          
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดเชียงใหม่ โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 41 กิโลกรัม และสมอไทย จำนวน 5 กิโลกกรัม ณ บริเวณ อุทยานแห่งชาติศรีลานนา จังหวัดเชียงใหม่ และหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ตาก โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 2 กิโลกรัม ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 20 กิโลกรัม และประดู่ จำนวน 2 กิโลกรัม ณ อุทยานแห่งชาติดอยสอยมาลัย จังหวัดตาก      
         
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือตอนล่าง จังหวัดพิษณุโลก โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง 
จังหวัดพิษณุโลก โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ สนสามใบ จำนวน 5 กิโลกรัม แดง จำนวน 2 กิโลกรัม ประดู่ 5 กิโลกรัม และกระบก จำนวน 30 กิโลกรัม ณ พื้นที่อุทยานน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์
         
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง จังหวัดนครสวรรค์ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จังหวัดลพบุรีและกาญจนบุรี โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 2 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 60 กิโลกรัม และประดู่ จำนวน 3 กิโลกรัม ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติพุเตย จ.สุพรรณบุรี
         
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน จังหวัดขอนแก่น โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดนครราชสีมา ขอนแก่น โปรยเมล็ดพันธุ์พืชจำกระบก จำนวน 40 กิโลกรัม ณ พื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง จังหวัดเลย
          
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จังหวัดบุรีรัมย์ โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดอุดรธานีและบุรีรัมย์ โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 20 กิโลกรัม มะขามป้อม จำนวน 2 กิโลกรัม มะค่าแต้ จำนวน 23 กิโลกรัม และสาธร จำนวน 20 กิโลกรัม ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา  
          
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออก จังหวัดระยอง โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดระยอง โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 4 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง 35 กิโลกรัม ตะแบกนา 10 กิโลกรัม สมอไทย จำนวน 5 กิโลกรัม และเพกา จำนวน 5 กิโลกรัม ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จ.ปราจีนบุรี
          
– ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคใต้ จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัด
สุราษฎร์ธานี โปรยเมล็ดพันธุ์พืช จำนวน 3 ชนิด ได้แก่ มะค่าโมง จำนวน 44 กิโลกรัม ตะแบกนา 11 กิโลกรัม และชัยพฤกษ์ จำนวน 1 กิโลกรัม ณ พื้นที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี

เกษตรกรอ่างทองถวายหนังสือความเดือดร้อนหน้าพระบรมรูปเสด็จพ่อ ร.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505709

เกษตรกรอ่างทองถวายหนังสือความเดือดร้อนหน้าพระบรมรูปเสด็จพ่อ ร.5

เกษตรกรอ่างทองถวายหนังสือความเดือดร้อนหน้าพระบรมรูปเสด็จพ่อ ร.5

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 13.17 น.

สุดทน! เกษตรกรอ่างทองถวายหนังสือความเดือดร้อนหน้าพระบรมรูป ร.5 ปลัดจังหวัดพูดให้กำลังใจ แนะนำให้นำหนังสือยื่นศูนย์ดำรงธรรม เพื่อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ดำเนินการหาแนวทางแก้ไข

เมื่อเวลา 10.00น. วันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ที่บริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมเด็จพระปิยมหาราช บริเวณสนามหน้าศาลากลางจังหวัดอ่างทอง  นายทรงพล พูลสวัสดิ์ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดอ่างทอง พร้อมด้วยเกษตรกรชาวนาจังหวัดอ่างทอง  ได้เดินทางมายื่นเรื่องร้องทุกข์ เรื่องราวขอความอนุเคราะห์ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนจากภัยแล้ง   ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำชลประทานมาเป็นเวลายาวนาน ทำให้ผลทางการเกษตรยืนต้นตาย  เขียนที่หน้าซองถึงนายกรัฐมนตรี แต่ไม่พบว่ามีหน่วยงานราชการลงมารับเรื่องราวร้องทุกข์ 

ทางแกนนำจึงตัดสินใจนำเรื่องราวความเดือดร้อนใส่พานถวายต่อหน้า หน้าพระบรมรูป รัชการที่5  พร้อมนำหนังสือที่ได้รับความเดือดร้อนใส่พานถวายต่อพระบรมรูปรัชการที่ 5 โดยนายศักดิ์ดา บรรดาศักดิ์ ปลัดจังหวัดอ่างทอง มาพูดคุยให้กำลังใจพร้อมแนะนำหนังให้นำหนังสือเรื่องความเดือดร้อนของกลุ่มเกษตรกรจังหวัดอ่างทอง ไปยื่นที่ศูนย์ดำรงค์ธรรม เพื่อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  ดำเนินการหาแนวทางแก้ไข ความเดือดร้อนของเกษตรกรจังหวัดอ่างทอง ตามขั้นตอนต่อไป

โดยในหนังสือมีเรื่องขอความช่วยเหลือจากทางรัฐบาลช่วยเหลือแก้ไขปัญหา 4ข้อ คือ

1.ขอให้รัฐบาลจัดสรรน้ำให้จังหวัดอ่างทองทำการเกษตรอย่างเร่งด่วน ซึ่งเกษตรกรจังหวัดอ่างทองเดือดร้อนไม่ได้รับน้ำจากชลประทานทำการเกษตรมาเป็นเวลายาวนาน

2.ขอให้จังหวัดอ่างทองประกาศภัยพิบัติ เนื่องจากภัยแล้ง  เพื่อเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อน จากพืชผลยืนต้นตาย จะได้รับการช่วยเหลือจากทางราชการ

3.ก่อนการดำเนินงานดาดคอนกรีตในคลองส่งน้ำ ขอให้ชลประทานจัดทำเวทีประชาคมเพื่อรับฟังความคิดเห็นของเกษตรกร และขอให้มีผู้แทนจากนายอำเภอ เกษตรจังหวัด และสภาเกษตรกรเข้าร่วมในการจัดทำเวทีประชาคมทุกครั้งด้วย

4.ให้รัฐบาลช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยแล้ง ไดพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 3-5ปี

อ.ต.ก.ประกาศยืนหนึ่งตลาดพรีเมียมสินค้าเกษตร รุกออนไลน์เพิ่มช่องทางจำหน่ายฝ่าวิกฤติโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505474

อ.ต.ก.ประกาศยืนหนึ่งตลาดพรีเมียมสินค้าเกษตร  รุกออนไลน์เพิ่มช่องทางจำหน่ายฝ่าวิกฤติโควิด-19

อ.ต.ก.ประกาศยืนหนึ่งตลาดพรีเมียมสินค้าเกษตร รุกออนไลน์เพิ่มช่องทางจำหน่ายฝ่าวิกฤติโควิด-19

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ 

นายศุภฤกษ์ เอี่ยมละออ รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เปิดเผยว่า อ.ต.ก. เป็นครัวของคนกทม. และธนาคารอาหาร ที่สำคัญคือติดอันดับ 1 ใน 10 ตลาดคุณภาพที่ดีที่สุดในโลก แต่เมื่อเกิดการระบาดของโรคโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม ตลอดจนวิถีการดำรงชีวิตของผู้คน สิ่งที่ อ.ต.ก.ทำคือ เข้มงวดกำหนดมาตรการตรวจคัดกรอง ทั้งผู้ค้าและผู้ซื้อให้มีความปลอดภัยอย่างจริงจัง ในสภาวะที่ทุกคนปรับตัวเพื่อป้องกันตัวเองจากเชื้อโควิด-19 จึงเหมือนเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสเพราะยอดจำหน่ายสินค้าของอ.ต.ก.เพิ่มขึ้นเท่าตัว จนได้รับคำชื่นชมจากเกษตรกรว่า ช่วยให้มีรายได้เพิ่ม จากการเป็นที่รองรับการจำหน่ายผลผลิตในราคาที่เป็นธรรม

ทั้งนี้ อ.ต.ก.ยังปรับพันธกิจและรูปแบบส่งเสริมเกษตรกร ให้เข้ากับสภาวการณ์ปัจจุบัน เพื่อสร้างมูลค่าการตลาดให้สินค้าเกษตรควบคู่กับเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าให้หลากหลาย รองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปเช่น ค้าขายออนไลน์ อ.ต.ก.เดลิเวอรี่อ.ต.ก.สมาร์ทมาร์ท รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรให้พัฒนาตนเองจากเป็นผู้ผลิตมาเป็นผู้ค้าไปในตัว เพิ่มรายได้และสร้างความยั่งยืนในอาชีพ นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่เพิ่มช่องทางกระจายสินค้าจากเดิมที่สินค้าเกษตรจากพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศจะส่งมายังอ.ต.ก.ส่วนกลางในกทม.เพียงแห่งเดียว ก็จะตั้งสำนักงานตลาด อ.ต.ก.ทั้ง 76 จังหวัด มีการบริหารจัดการแบบเดียวกับอ.ต.ก.ในกทม. ด้วยการควบคุมคุณภาพ เน้นความน่าเชื่อถือ สร้างมูลค่าเพิ่มของผลิตภัณฑ์ จำหน่ายสินค้าราคาเป็นธรรมกับผู้บริโภค เพื่อยกระดับตลาดสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพให้ครอบคลุมทั่วประเทศต่อไป

“ที่ผ่านมา อ.ต.ก.ร่วมบริหารกับเอกชนส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรในพื้นที่ต่างจังหวัด แต่การดำเนินการเช่นนี้ในระยะยาวอาจไม่ยั่งยืน ดังนั้น การมีสำนักงานอ.ต.ก.ทั่วประเทศ จะช่วยให้มีจุดกระจาย ดูแล ควบคุณภาพสินค้าเกษตรได้อย่างมั่นคง และน่าเชื่อถือมากขึ้น ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าได้ตรงตามความต้องการ โดยการนำสินค้าไปจำหน่ายระหว่างอ.ต.ก. แต่ละจังหวัดเพื่อเพิ่มความหลากหลาย ซึ่งผมยังเชื่อมั่นว่า อ.ต.ก.จะยังเป็นองค์กรช่วยเหลือเกษตรกรโดยตรงในการกระจายสินค้าส่งตรงถึงผู้บริโภค และจะยังคงพัฒนาต่อยอดหาช่องทางรองรับผลผลิตการเกษตรกรให้ได้มากที่สุด อ.ต.ก. พร้อมเป็นตลาดอันดับต้นๆ และเป็นตลาดคุณภาพระดับพรีเมียม ตลอดไป” นายศุภฤกษ์ กล่าว

ปศุสัตว์จับมือ16ภาคีเครือข่าย กำจัดกาฬโรคแอฟริกาในม้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505472

ปศุสัตว์จับมือ16ภาคีเครือข่าย กำจัดกาฬโรคแอฟริกาในม้า

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สถานภาพปลอดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อวงการการเลี้ยงม้าเป็นอย่างมาก เนื่องจากโรคมีผลกระทบต่อการจัดการแข่งขันกีฬาในประเทศไทย การประกอบพิธีกรรม กิจกรรมสันทนาการ และการขนส่งเคลื่อนย้ายม้าในประเทศ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนำรายได้เข้าประเทศ ดังนั้น จึงขอความร่วมมือทุกภาคส่วนประสานงานในพื้นที่ ข้อมูล ทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อเป้าหมายเดียวกันคือ กำจัดโรคนี้ให้หมดไปจากประเทศไทย ได้รับการรับรองสถานะปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก และกลับมาดำเนินกิจกรรมต่างๆได้อย่างปกติในที่สุด ซึ่งการลงนามบันทึกข้อตกลง (Memorandum Of Understanding) หรือ MOU การกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness)ของไทยครั้งนี้ มีภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและภาคเอกชนเข้าร่วมลงนามรวม 17 หน่วยงาน ประกอบด้วย

กรมปศุสัตว์ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กรมประชาสัมพันธ์ กรมการสัตว์ทหารบก หน่วยม้าทรงประจำพระองค์ฯกองพันทหารม้าที่ 29 รักษาพระองค์ สถานเสาวภา สภากาชาดไทย สัตวแพทยสภาภาคี คณบดีคณะสัตวแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย สมาคมสัตวแพทย์สวนสัตว์และสัตว์ป่าแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาขี่ม้าแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย สมาคมกีฬาม้าแข่งไทย มูลนิธิม้าไทย ชมรมสัตวแพทย์บำบัดโรคม้าแห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ การลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU)กำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (African Horse Sickness) ของประเทศไทยนั้น ปฏิบัติตามหลักความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public Private Partnership, PPP) ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) เพื่อกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าให้หมดไปจากประเทศไทย และได้รับสถานะประเทศปลอดโรคกลับคืนมาในที่สุด ซึ่ง OIE ให้คำแนะนำให้ไทยทำPPP อย่างเป็นทางการ เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขอคืนสภาพปลอดโรค ซึ่งในทางปฏิบัติกรมปศุสัตว์ร่วมมือกับทุกภาคส่วนอยู่แล้ว ภายใต้แผนปฏิบัติการกำจัดโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าเพื่อคืนสภาพปลอดโรคของประเทศไทย ทั้ง 3 ระยะ ประกอบด้วย ระยะที่ 1 ระยะเผชิญเหตุ (กำลังอยู่ในระยะนี้) ระยะที่ 2 การเฝ้าระวังและป้องกันการเกิดโรคอุบัติซ้ำ และระยะที่ 3 การขอคืนสภาพปลอดโรคจากองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE)

ด้านนายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า โรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า เป็นโรคระบาดสัตว์ที่ส่งผลกระทบต่อผู้เลี้ยงม้าเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่สามารถแพร่กระจายได้รวดเร็ว โดยพาหะสำคัญอย่างริ้น เหลือบและแมลงดูดเลือด จึงเป็นเรื่องสำคัญในการป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสแพร่กระจายวงกว้าง และป้องกันโรคในม้า ลา ล่อ และสัตว์ที่ไวรับต่อโรคชนิดอื่นๆ เพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสียจากการระบาดของโรค ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ Public Private Partnership เป็นกุญแจหลักที่จะก่อให้เกิดผลสำเร็จในการควบคุม ป้องกัน กำจัดโรคระบาดสัตว์ให้หมดไปจากประเทศ ทั้งความร่วมมือด้านกำหนดนโยบาย วางแผนยุทธศาสตร์ การปฏิบัติงานในพื้นที่ และห้องปฏิบัติการ โดยหน่วยงาน สมาคม และภาคีเครือข่ายที่ร่วมลงนามวันนี้ จะร่วมกันประสานข้อมูลเพื่อช่วยเฝ้าระวังโรค ขึ้นทะเบียน ตรวจสอบการเคลื่อนย้ายม้าและสัตว์อื่นที่เป็นพาหะนำโรค การประชาสัมพันธ์เตือนภัยโรคระบาดและข้อปฏิบัติให้เจ้าของม้าทราบ สร้างชุมชนสัมพันธ์ผู้เลี้ยงม้าที่ตระหนักและยั่งยืนในการป้องกัน เฝ้าระวังโรคทางอาการ อีกทั้งการร่วมพัฒนา ศึกษา วิจัยและสนับสนุนองค์ความรู้ทางวิชาการ และวางแผนกำจัดโรคที่ยั่งยืนต่อไป

กยท.เตือนชาวสวนยางตั้งการ์ดสูง เฝ้าระวังโรคใบร่วงชนิดใหม่ระบาดซ้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505475

กยท.เตือนชาวสวนยางตั้งการ์ดสูง  เฝ้าระวังโรคใบร่วงชนิดใหม่ระบาดซ้ำ

กยท.เตือนชาวสวนยางตั้งการ์ดสูง เฝ้าระวังโรคใบร่วงชนิดใหม่ระบาดซ้ำ

วันพฤหัสบดี ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายกฤษดา สังข์สิงห์ 

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เตือนเกษตรกรชาวสวนยางการ์ดอย่าตก หมั่นดูแลสวนยางช่วงฤดูฝน หวั่นโรคใบร่วงชนิดใหม่อาจกลับมาระบาดหนัก เพราะอากาศชื้นสูง ย้ำควรใส่ปุ๋ยบำรุงต้นและไม่ควรกรีดหน้ายางหักโหม โดยเฉพาะในสวนยางที่สภาพต้นไม่สมบูรณ์เนื่องจากการเข้าทำลายของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในปีที่ผ่านมาต้องดูแลมากเป็นพิเศษ

นายกฤษดา สังข์สิงห์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยยาง การยางแห่งประเทศไทย เตือนเกษตรชาวสวนยางว่า ช่วงนี้ไทยมีฝนตกชุกต่อเนื่องโดยเฉพาะภาคใต้ อาจก่อให้เกิดน้ำท่วมขังและสวนยาง
พาราของเกษตรกรอาจเสียหาย จึงต้องหมั่นเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งการดูแลสวนยางช่วงฤดูฝนนั้น กยท. แนะนำให้ใส่ปุ๋ยบำรุงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องทำทั้งช่วงต้นและปลายฤดูฝน เพื่อสร้างความสมบูรณ์ของต้นและเพิ่มประสิทธิภาพผลิตน้ำยางพาราของต้นยาง ช่วงฤดูฝนมีปริมาณฝนตกมากทำให้สวนยางมีความชื้นสูงเหมาะแก่การเข้าทำลายของเชื้อราต่างๆ ที่ก่อให้เกิดโรคกับต้นยาง ดังนั้น หลังกรีดยาง เกษตรกรควรใช้ยาทารักษาหน้ายางเป็นประจำป้องกันโรคจากเชื้อรา กรณีเกิดน้ำท่วมขัง ควรระบายน้ำออกจากสวนยางให้เร็วที่สุด โดยการขุดร่องน้ำกึ่งกลางระหว่างแถวต้นยาง เพื่อให้น้ำระบายไปอยู่ในร่องน้ำที่ขุดไว้ แต่ไม่ควรใช้เครื่องจักรขนาดใหญ่ขุดร่องน้ำ เพราะอาจกระทบกระเทือนระบบรากของต้นยางได้ นอกจากนี้ไม่ควรเข้าไปกรีดยางขณะมีน้ำท่วมขังจนกว่าสภาพดินจะแห้งเป็นปกติ เพราะรากของต้นยางบางส่วนจะได้รับการกระทบกระเทือน ไม่สามารถดูดธาตุอาหารไปเลี้ยงต้นยางได้

ผอ.สวย.กยท. กล่าวย้ำว่า สิ่งที่กังวลมากที่สุดคือโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราที่เคยระบาดหนักในหลายพื้นที่ภาคใต้ช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับสภาพภูมิอากาศที่ร้อนสลับชื้นช่วงนี้ จะช่วยหนุนให้เชื้อราที่สะสมอยู่ในพื้นดินแปลงสวนยางพารากลับมาแพร่ระบาดได้ กยท.จึงอยากให้ชาวสวนยางการ์ดอย่าตก หมั่นตรวจสอบสวนยางพาราของตัวเองใส่ปุ๋ยบำรุงรักษาต้นยางพารา และกำจัดวัชพืชรวมถึงเศษซากใบต่างๆ ในแปลงที่อาจมีเชื้อราสะสมและก่อให้เกิดการระบาดขึ้นอีก หากพบความผิดปกติในสวนยางให้แจ้งเจ้าหน้าที่ กยท. ในพื้นที่ เพื่อเข้าตรวจสอบสวนยางพาราและหาแนวทางป้องกันกำจัดได้ทันท่วงที