กระทรวงเกษตรฯ เล็งปลดล็อกพืชสมุนไพร 13 ชนิด ให้เป็นวัตุอันตรายชนิดที่ 1 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505136

กระทรวงเกษตรฯ เล็งปลดล็อกพืชสมุนไพร 13 ชนิด ให้เป็นวัตุอันตรายชนิดที่ 1

กระทรวงเกษตรฯ เล็งปลดล็อกพืชสมุนไพร 13 ชนิด ให้เป็นวัตุอันตรายชนิดที่ 1

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.40 น.

กระทรวงเกษตรฯ เล็งปลดล็อกพืชสมุนไพร 13 ชนิด ให้เป็นวัตุอันตรายชนิดที่ 1 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรและชุมชนใช้สารสกัดธรรมชาติจากพืชใช้ป้องกันกำจัดแมลง วัชพืช และโรคพืช ศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมการกำหนดพืชสมุนไพร 13 ชนิด เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ว่าได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรรายงานความคืบหน้าการปลดล็อคบัญชีพืชสมุนไพรจากการเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ให้เป็นชนิดที่ 1 ทั้งนี้เพื่อให้เกษตรกร และชุมชนสามารถนำพืชสมุนไพร 13 ชนิด ได้แก่ สะเดา ชา/กากเมล็ดชา ข่า ขิง ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม สาบเสือ ดาวเรือง พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายยาก มาสกัดเป็นสารสกัดธรรมชาติเพื่อใช้ป้องกันกำจัดแมลง วัชพืช และโรคพืช ตลอดจนศัตรูพืชได้ด้วยตนเอง และได้มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรทำการจัดทำข้อมูลเพื่อยกร่างเสนอคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

ด้านนางสาวอิงอร ปัญญากิจ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า วัตถุอันตรายชนิดที่ 1 จะมีความเป็นอันตราย หรือความเป็นพิษน้อยกว่าชนิดที่ 2 และมีขั้นตอนการควบคุมแตกต่างกัน และในกรณีของวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ครอบครองที่จะมีไว้ใช้ จะต้องทำการขึ้นทะเบียน และแจ้งการดำเนินงานกับกรมวิชาการเกษตร ส่วนวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ไม่ต้องขึ้นทะเบียน แค่มาแจ้งข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสารหรือพืชนั้น ซึ่งการขึ้นทะเบียนจะมีขั้นตอนยุ่งยาก ต้องนำผลิตภัณฑ์ไปวิเคราะห์ข้อมูลความเป็นพิษของสารนั้น ต้องนำสารนั้นไปทดสอบประสิทธิภาพการใช้เพื่อให้ทราบว่าจะใช้อัตราที่เท่าไหร่ถึงจะมีประสิทธิภาพตามที่กล่าวอ้างจริง นอกจากนั้นจะต้องทำการประเมินความเสี่ยง ความปลอดภัยของคน สัตว์ สิ่งแวดล้อม เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนเกษตรกรได้นำสารธรรมชาติ หรือพืชที่อยู่ตามธรรมชาติมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการควบคุมศัตรูพืช กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าควรปลดล็อคพืชสมุนไพร 13 ชนิด จากวัตุอันตรายชนิดที่ 2 กลับมาเป็นวัตุอันตรายชนิดที่ 1 

จากการขึ้นทะเบียนของกรมวิชาการเกษตร พบว่า สารธรรมชาติ จะแยกออกเป็น 2 ส่วนหลัก คือ สารสกัดธรรมชาติจากพืชได้จากการสกัดจริง และสารธรรมชาติจากพืชที่ไม่ผ่านการสกัด ซึ่งไม่สามารถทำการปลดล็อคสารธรรมชาติจากการสกัดออกเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ได้ เนื่องจากเมื่อทำการสกัดแล้วจะได้สารสำคัญหรือสารออกฤทธิ์ในการกำจัดศัตรูพืช เพียว 100% ใช้เพียงนิดเดียวก็มีความเป็นพิษ  และมีความเป็นพิษมาก แต่ถ้าเป็นสารธรรมชาติจากพืชที่ไม่ผ่านการสกัด เช่น การนำไปตากแห้ง บ่ม สับ แล้วนำมาใช้เลย ไม่จำเป็นต้องขึ้นทะเบียน ไม่ต้องแจ้งว่ามีสารสำคัญในปริมาณเท่าไหร่ หรือใช้ในอัตราเท่าไหร่ ก็จะสะดวกกับเกษตรกรที่จะนำไปใช้หรือนำไปผลิตเพื่อจำหน่าย 

“พืชสมุนไพรทั้ง 13 ชนิด เป็นพืชที่เกษตรกรได้นำมาใช้ประโยชน์เพื่อเป็นสารควบคุมแมลงเพื่อทดแทนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมานาน เนื่องจากไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเลย ถึงมีก็น้อยมาก ไม่ก่อให้เกิดผลตกค้างที่เป็นอันตรายต่อทั้งเกษตรกรเองและผู้บริโภค สามารถหาได้เองจากในชุมชนหรือจากเพื่อนบ้านใกล้เคียง” นางสาวมนัญญา กล่าวทิ้งท้าย
ทั้งนี้ ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2552 ให้ ผลิตภัณฑ์จากชิ้นส่วนพืชซึ่งไม่ผ่านกรรมวิธีที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีเฉพาะที่นำไปใช้ป้องกัน กำจัด ทำลาย ควบคุม แมลง วัชพืช โรคพืช ศัตรูพืช หรือควบคุมการเจริญเติบโตของพืช ได้แก่ สะเดา ชา/กากเมล็ดชา ข่า ขิง ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม สาบเสือ ดาวเรือง พริก ขึ้นฉ่าย ชุมเห็ดเทศ ดองดึง และหนอนตายยาก เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 หลังมีประกาศฉบับนี้ได้ถูกภาคประชาชนร้องเรียนให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณายกเลิกให้ถอดพืชสมุนไพรข้างต้นออกจากการเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 และประกาศฉบับนี้ได้ยกเลิกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2538 ที่ประกาศให้ สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ให้ประกาศเป็น วัตถุอันตรายชนิดที่ 1 แทน ต่อมา ได้มีประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม พ.ศ. 2556 ให้สารสกัดจากพืช เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอม ฯลฯ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 อีกครั้ง

เกษตรกรโคนมบุรีรัมย์โวย ผู้ประกอบการเบี้ยวเงิน4เดือนกว่า2ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/505098

เกษตรกรโคนมบุรีรัมย์โวย ผู้ประกอบการเบี้ยวเงิน4เดือนกว่า2ล้าน

เกษตรกรโคนมบุรีรัมย์โวย ผู้ประกอบการเบี้ยวเงิน4เดือนกว่า2ล้าน

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.24 น.

13 กรกฎาคม 2563 เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมกลุ่ม “เกษตรกรก้าวหน้า” อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ จำนวน 9 ราย ได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือ หลังได้รับความเดือดร้อน จากกรณีที่ถูกผู้ประกอบการ ที่ทำ MOU รับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรเพื่อไปแปรรูปขายต่อและส่งให้กับโรงเรียนต่างๆ เบี้ยวไม่จ่ายเงินค่าน้ำนมดิบให้กับเกษตรกร มาตั้งแต่เดือน เม.ย.2563 จนถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 4 เดือน รวมเป็นเงินทั้งสิ้นกว่า 2 ล้านบาท ทำให้เกษตรกรได้รับความเดือดร้อนไม่มีเงินไปใช้จ่ายในครอบครัว เพราะส่วนใหญ่จะมีรายได้จากส่งน้ำนมดิบขาย และไม่มีเงินใช้หนี้สินที่กู้ยืมมาลงทุนเลี้ยงโคนม 

ที่ผ่านมา ได้สอบถามไปยังทางผู้ประกอบการ กลับอ้างว่า นมของทางเกษตรกรที่ส่งไปไม่มีคุณภาพทางบริษัทต้องนำไปเททิ้งทำให้ไม่มีเงินจ่ายให้กับเกษตรกร ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วก่อนที่จะมีการส่งนมได้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบคุณภาพน้ำนมก่อนทุกครั้ง จึงเชื่อว่าเป็นคำกล่าวอ้างของประกอบการเอง ซึ่งหลังจากเกิดปัญหาทางเกษตรกรทั้ง 9 ราย ก็ได้ไปร้องขอความเป็นธรรมกับทางศูนย์ดำรงธรรมอำเภอโนนสุวรรณ และปศุสัตว์จังหวัด   

เบื้องต้น ทางศูนย์ดำรงธรรมได้เรียกทั้งสองฝ่ายมาไกล่เกลี่ย ทางผู้ประกอบการก็รับปากจะทยอยจ่ายเงินที่ค้างให้กับเกษตรกรทั้ง 9 ราย แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีใครได้รับเงินเลย จึงอยากเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและความช่วยเหลือเกษตรกรด้วย เพราะตอนนี้เดือดร้อนมาก บางรายไม่มีเงินหมุนเวียนต้องทยอยขายโคนม เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว    

ด้านนางสมพร แจ้งสูงเนิน อายุ 52 ปี ประธานกลุ่มเกษตรกรก้าวหน้า อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า ตนเลี้ยงโคนมทั้งหมด 40 ตัว เพื่อขายน้ำนมดิบเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัว แต่เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ได้ถูกผู้ประกอบการที่ทำ MOU รับซื้อนมจากทางกลุ่มเกษตรกร เบี้ยวไม่จ่ายเงินค่าน้ำนมดิบติดต่อกันมา 4 เดือน ทำให้เดือดร้อนไม่มีเงินชำระหนี้สิน และใช้จ่ายในครอบครัว    

ไปร้องศูนย์ดำรงธรรมก็รับปากจะจ่ายให้แต่ก็เงียบหายไปอีก  ตนจึงตัดสินในนำวัวในฟาร์มออกไปขายเพื่อนำเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว ขณะนี้ขายไปแล้วเกือบ 10 ตัว จึงอยากวิงวอนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางช่วยเหลือด้วย

ด้านนายสมศักดิ์ บุตรพรมมา อายุ 38 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมอีกราย บอกตรงกันว่า ถูกผู้ประกอบการเบี้ยวเงินมา 4 เดือนแล้ว  เฉพาะของตนเอง เป็นเงินกว่า 270,000 บาท ทำให้ได้รับผลกระทบ เรื่องค่าใช้จ่ายในครอบครัว ค่าเล่าเรียนลูก รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดูแลโคนมในฟาร์ม พอไปสอบถามทางผู้ประกอบการก็อ้างว่านมของเกษตรกรที่ส่งไปไม่ได้คุณภาพ ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพอย่างถูกต้องทุกขั้นตอน เชื่อว่าเป็นเพียงคำกล่าวอ้างของทางผู้ประกอบการเอง จึงได้พากันไปร้องเรียนทางศูนย์ดำรงธรรม และปศุสัตว์จังหวัด  แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีอะไรคืบหน้า ก็อยากจะวิงวอนให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรด้วย 

ขณะที่นายสมพงษ์ กริดกลาง ฝ่ายส่งเสริมคุณภาพน้ำนม ผู้ประกอบการรายดังกล่าว ทำหน้าที่รับนมจากเกษตรกรกลุ่มก้าวหน้าที่ อ.โนนสุวรรณ เพื่อส่งต่อไปยังอำเภอปากช่อง และส่งต่อไปที่ จ.ราชบุรี โดยศูนย์แห่งนี้เป็นศูนย์ที่รับซื้อนมจากกลุ่มเกษตรกรก้าวหน้ามาเป็นระยะเวลาหลายปี ตั้งแต่ก่อตั้งมา ที่ผ่านมา ก็ไม่เคยมีปัญหา แต่เพิ่งจะมีระยะ 4 เดือนที่ผ่านมา ที่ทางบริษัทยังไม่จ่ายเงินให้กับกลุ่มเกษตรกรดังกล่าว เมื่อทวงถามขึ้นไป จะได้คำตอบกลับมาว่านมที่ส่งไปเป็นนมที่ไม่มีคุณภาพ ต้องทิ้งไปบ้างเพราะตรวจไม่ผ่านบ่อยครั้ง ส่งขายต่อไม่ได้ แต่ทางบริษัทแจ้งมาว่าจะเร่งจ่ายเงินที่ค้างให้กับเกษตรกรโดยเร็ว

อ.ต.ก.ชวนเที่ยวงาน‘อินทผลัมปันสุข’ ช่วยเกษตรกรกระจายผลผลิตสู่ตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504828

อ.ต.ก.ชวนเที่ยวงาน‘อินทผลัมปันสุข’  ช่วยเกษตรกรกระจายผลผลิตสู่ตลาด

อ.ต.ก.ชวนเที่ยวงาน‘อินทผลัมปันสุข’ ช่วยเกษตรกรกระจายผลผลิตสู่ตลาด

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จัดกิจกรรม “อินทผลัม ปันสุข” โดยเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำผลผลิตคุณภาพมาจำหน่าย เช่น อินทผลัมสดจากสวน น้ำอินทผลัมสด อินทผลัมอบแห้ง รวมถึงผลไม้ภาคตะวันออกและสินค้าแปรรูป ที่คัดสรรมาจำหน่ายในงาน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรและชาวสวนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 (COVID-19) พร้อมชูนโยบายการตลาดนำการผลิต ส่งเสริมการขายให้แก่เกษตรกร เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาด สร้างโอกาส สร้างรายได้ และสนองตอบต่อนโยบายของภาครัฐช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทาง โดยกิจกรรม“อินทผลัม ปันสุข” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 1-30 กรกฎาคม 2563 ที่ตลาดน้ำ อ.ต.ก. ย่านพหลโยธิน จตุจักร กรุงเทพฯ

นายศุภฤกษ์ เอี่ยมลออ กรรมการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร รักษาการแทนในตำแหน่งผู้อำนวยการ อ.ต.ก. กล่าวว่า
จากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 และปัญหาภัยแล้ง ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและชาวสวนเป็นวงกว้าง ทำให้เกษตรกรและชาวสวนประสบปัญหาหนักจนบางรายปล่อยให้ผลผลิตยืนต้นตายไปหลายร้อยไร่ อีกทั้งบางสวนที่พอจะเก็บผลผลิตได้กลับต้องมาเจอปัญหาจากระบบขนส่ง อ.ต.ก. สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ปรับแผนงานให้สอดคล้องสถานการณ์ดังกล่าว โดยนำระบบการตลาดนำการผลิตเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวน กระจายผลผลิตออกสู่ตลาดในรูปแบบตลาดออฟไลน์ที่มีหน้าร้าน โดยเปิดโอกาสให้เกษตรกรทั่วทุกภูมิภาคนำผลผลิต ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้สด สินค้าแปรรูปต่างๆ มาจำหน่ายในพื้นที่ตลาดน้ำ ตลาด อ.ต.ก. เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดสร้างโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกรตามนโยบายของภาครัฐในการช่วยเหลือเกษตรกรได้อีกทางหนึ่ง และให้ประชาชนได้มาจับจ่ายเลือกซื้อสินค้าที่มีคุณภาพ จึงขอเชิญชวนให้มาซื้อสินค้าภายในงาน นอกจากจะได้สินค้าที่ดีและมีคุณภาพแล้วยังเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนอีกทางหนึ่งด้วย”

ทั้งนี้ อ.ต.ก.ได้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการแก่ลูกค้า อ.ต.ก. สามารถสั่งซื้ออินทผลัมสดโดยตรงจากสวนของเกษตรกร ในระหว่างเดือนกรกฎาคม โดย Pre-order ผ่านทาง Line Mini อ.ต.ก. ได้อีกช่องทางหนึ่ง และฝากติดตามสินค้าเกษตรคุณภาพ ซึ่ง อ.ต.ก. คัดสรรมานำเสนอเพื่อส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรของไทย บน Platform Line Official Account และ Facebook Fanpage ภายใต้ชื่อ Mini อ.ต.ก.

ชายคาพระพิรุณ : 13 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504825

ชายคาพระพิรุณ : 13 กรกฎาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้เสนอร่างกฎกระทรวงเพิ่มเติมจำนวน 2 ฉบับ ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาเห็นชอบ โดยมีร่างกฎกระทรวงการให้กู้และการให้สินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ….และร่างกฎกระทรวงการกำกับการกระจุกตัวธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ…ออกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2562 ซึ่งเกณฑ์กำกับทั้ง 2 ร่าง ได้ผ่านการรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียแล้ว  เหตุสำคัญที่ต้องมีการออกกฎกระทรวงก็เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงของระบบสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มีการให้สินเชื่อกับสมาชิกและการกู้ยืมเงินและฝากเงินระหว่างสหกรณ์  เนื่องจากพบว่ามีการให้กู้ยืมและรับฝากเงินไขว้กันไปมามูลค่าสูงกว่า  721,427 ล้านบาท สหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่งมีการปล่อยเงินกู้ให้สมาชิก และกำหนดงวดชำระหนี้สูงถึง 400-600 งวด และบางแห่งให้วงเงินกู้สูงเกินความสามารถชำระหนี้ของสมาชิก  ส่งผลต่อการหักชำระหนี้ของสมาชิกบางรายหักเหลือไม่ถึงร้อยละ 10  ของเงินเดือน ทำให้ไม่เหลือเงินใช้จ่ายในครอบครัว ซึ่งร่างกฎกระทรวงนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ โดยในร่างใหม่กำหนดให้เหลือร้อยละ  30  ของเงินเดือน

สำหรับรายละเอียดในร่างกฎกระทรวงการให้กู้และการให้สินเชื่อของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน  พ.ศ… นั้น นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ให้ข้อมูลว่า มีด้วยกัน  5 หมวดและบทเฉพาะกาล สาระสำคัญคือ สหกรณ์ให้เงินกู้กับสมาชิกได้  3 ประเภท คือ เงินกู้เพื่อเหตุฉุกเฉินหรือจำเป็นเร่งด่วน งวดชำระหนี้ไม่เกิน  12 งวด เงินกู้สามัญ เพื่อใช้จ่ายที่จำเป็นงวดชำระหนี้ ไม่เกิน 150 งวด เงินกู้พิเศษ เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพหรือความมั่นคงและคุณภาพชีวิต งวดชำระหนี้ไม่เกิน  360 งวด ทั้งนี้ การกำหนดงวดการชำระหนี้แล้วเสร็จ ผู้กู้ต้องอายุไม่เกิน 75 ปี เว้นแต่การกู้ยืมเงินนั้นเมื่อรวมทุกสัญญาแล้ว มีจำนวนไม่เกินค่าหุ้นและเงินฝากที่ผู้กู้มีอยู่กับสหกรณ์ กรณีที่มีการทำสัญญาเงินกู้ใหม่
สำหรับเงินกู้ประเภทเดียวกันหรือมีการรวมสัญญาจะต้องชำระหนี้ตามสัญญาเดิมมาแล้วดังนี้ คือกรณีเงินกู้สามัญ ต้องชำระหนี้มาแล้วไม่น้อยกว่า  6 งวด เงินกู้พิเศษไม่น้อยกว่า 12 งวด ในเรื่องหลักประกันเงินกู้สามัญสามารถใช้สมาชิกสหกรณ์หรือหลักทรัพย์เป็นหลักประกันได้ แต่ห้ามนำเงินประกันชีวิตและเงินฌาปนกิจสงเคราะห์ หรือเงินอื่นที่มีลักษณะเดียวกันมาพิจารณาเป็นหลักประกัน ส่วนเงินกู้พิเศษให้ใช้อสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันโดยใช้ราคาประเมินจากผู้ประเมินทรัพย์สินที่ได้รับอนุญาตหรือราคาประเมินของรัฐ โดยเกณฑ์การพิจารณาให้เงินกู้สมาชิกผู้กู้ต้องเป็นสมาชิกมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน ดูพฤติกรรมและความสามารถในการชำระหนี้และหลักประกันตามเกณฑ์การให้เงินกู้สามัญและเงินกู้พิเศษ ทั้งนี้ หากสหกรณ์ให้กู้ 1 ล้านบาทขึ้นไป ต้องใช้ข้อมูลเครดิตบูโรจากบริษัทข้อมูลแห่งชาติ จำกัด มาประกอบการพิจารณาด้วย และหากผู้กู้มีรายได้รายเดือน จะต้องมีเงินคงเหลือสุทธิ แต่ละเดือนหลังจากหักชำระหนี้แล้ว ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตลอดอายุสัญญา

ส่วนกรณีการให้เงินกู้แก่สหกรณ์อื่น จะต้องพิจารณาคุณสมบัติของสหกรณ์ผู้กู้ในด้านความมั่นคงทางการเงินมีความสามารถในการชำระหนี้ มีการบริหารจัดการที่ดี และปฏิบัติตามข้อบังคับของกฎหมาย ระเบียบต่างๆ ของสหกรณ์อย่างเคร่งครัดสม่ำเสมอ พร้อมทั้งให้กำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 60 งวด หลักประกันเงินกู้ที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ให้ใช้ราคาประเมินจากผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สินรับอนุญาตหรือราคาประเมินของราชการในขณะทำสัญญากู้ นอกจากนั้น ในกฎกระทรวงยังกำหนดให้ต้องมีการสอบทานธุรกรรมด้านการให้กู้อีกด้วย โดย 1.สหกรณ์ขนาดใหญ่ต้องสอบทานกระบวนการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมด้านสินเชื่อตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นกระบวนการโดยผู้สอบทานที่เป็นอิสระ 2.อัตราการสอบทานลูกหนี้ที่เป็นสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ กำหนดให้สอบทานอย่างน้อย 1 ครั้ง ในรอบ  1 ปีบัญชี ส่วนลูกหนี้ที่เป็นสมาชิกต้องไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนยอดคงค้างของลูกหนี้ แต่ไม่เกิน 200 ราย ทั้งนี้ การสอบทานดังกล่าวต้องครอบคลุมลูกหนี้รายใหญ่ 100 รายแรก และครอบคลุมเงินกู้ทุกประเภท และให้ส่งแผนสอบทานประจำปีเสนอต่อคณะกรรมาการดำเนินการให้ความเห็นชอบให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับจากวันสิ้นบัญชี ทั้งนี้ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้ นิติกรรมใดที่มีก่อนกฎกระทรวงนี้ให้ดำเนินการต่อไปจนสิ้นอายุนิติกรรม เว้นแต่การกู้เพื่อรวมสัญญาให้เป็นตามกฎกระทรวงใหม่ กรณีสหกรณ์ขนาดใหญ่การสอบทานให้ดำเนินการ ตามกฎกระทรวงใหม่ภายใน 2 ปี สำหรับร่างกฎกระทรวงการกำกับการกระจุกตัวธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ… นั้น กำหนดให้ ในฐานะเจ้าหนี้ สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์จะฝากเงินหรือให้กู้เงินแก่สหกรณ์ทุกประเภทหรือชุมนุมสหกรณ์ ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกันทุนสำรองของสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ผู้ฝากเงินหรือให้กู้เงิน แต่ไม่นับรวมการฝากเงินในชุมนุมสหกรณ์ที่สหกรณ์นั้นเป็นสมาชิก ส่วนในฐานะลูกหนี้ จะก่อหนี้และภาระผูกพัน หรือกู้เงินหรือรับฝากเงินจากสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทรวมกันแล้วแต่ละแห่งได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ผู้ก่อหนี้และภาระผูกพัน ยกเว้นสหกรณ์ก่อหนี้และภาระผูกพันกับชุมนุมสหกรณ์ที่สหกรณ์นั้นเป็นสมาชิกรวมกันแล้ว ให้ทำได้ไม่เกินร้อยละ 50 ของทุนเรือนหุ้นร่วมกับทุนสำรองของสหกรณ์  ผู้ก่อหนี้และภาระผูกพัน ทั้งนี้ การก่อหนี้และภาระผูกพัน การให้กู้ และการฝากเงินของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ที่ทำนิติกรรมก่อนกฎกระทรวงนี้ใช้บังคับให้ดำเนินการไปตามสัญญาเดิมจนสิ้นอายุสัญญา…ท่านอธิบดีพิเชษฐ์แจ้งข่าวมาเลยนำมาเล่าสู่กันฟังด้วยประการฉะนี้

ขุนเกษตรา

สทนช.ลุยปฏิรูปบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504826

สทนช.ลุยปฏิรูปบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

สทนช.ลุยปฏิรูปบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทนช. เริ่มดำเนินการโครงการนำร่องศึกษาวิเคราะห์ความเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำกับระบบการประเมินด้านเศรษฐกิจและสังคม และพัฒนาระบบบัญชาการการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในภาวะวิกฤติ โดยศึกษาทบทวนแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ลักษณะทางสภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ครอบคลุมทั้ง 22 ลุ่มน้ำ พร้อมคัดเลือกพื้นที่ศึกษานำร่อง พัฒนาแบบจำลอง เพื่อเป็นต้นแบบใช้ประกอบการตัดสินใจวางแผนบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งภาวะปกติและภาวะวิกฤติ ได้เป็นรูปธรรม

“ผลจากการดำเนินโครงการครั้งนี้จะทำให้ได้มาซึ่งแบบจำลองที่เรียกว่า“Hydroeconomic Model” ซึ่งเป็นแบบจำลองที่เชื่อมโยงกลไกทางด้านเศรษฐกิจและสังคมเข้ากับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำรูปแบบต่างๆ โดยคำนึงถึงผลกระทบทุกด้าน นำไปสู่การจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดยมีสทนช.เป็นศูนย์กลางดำเนินงาน ทั้งในภาวะปกติและการบัญชาการข้ามหน่วยงานในภาวะวิกฤติ การศึกษาโครงการนี้แล้วเสร็จเดือนมิถุนายน 2564” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

ทั้งนี้ สทนช. วางแนวทางศึกษาโครงการครอบคลุมทุกด้านที่เกี่ยวข้อง ทั้งข้อมูลอุตุนิยมวิทยา อุทกวิทยา
อุทกธรณีวิทยา/น้ำใต้ดิน และชลศาสตร์ เพื่อนำมาใช้ศึกษาวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนและระดับน้ำ ตลอดจนใช้วิเคราะห์ปริมาณน้ำท่า ปริมาณน้ำหลากในพื้นที่ลุ่มน้ำ ศึกษาทบทวนบทเรียนจากการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำเพื่อบรรเทาอุทกภัยและภัยแล้ง ทั้งภาวะปกติและวิกฤติ ทั้งในประเทศและแนวทางการปฏิบัติที่ดีจากต่างประเทศ ตลอดจนศึกษาการทบทวนสภาพเศรษฐกิจและสังคมในระดับมหภาค รวมถึงแผนการพัฒนาที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของพื้นที่นั้น รวมทั้งศึกษา วิเคราะห์ และประเมินความอ่อนไหวของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

สำหรับพื้นที่นำร่องที่ได้รับการคัดเลือกจะดำเนินการศึกษาในเชิงลึกโดยศึกษา ทบทวน วิเคราะห์ข้อมูล เช่น ความผันผวนของวัฏจักรน้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมมนุษย์ ร่วมกับการศึกษาสภาพแวดล้อมทั่วไป การศึกษาสมดุลน้ำ วิเคราะห์ความต้องการใช้น้ำครอบคลุมปริมาณน้ำต้นทุน ทั้งน้ำผิวดินและน้ำใต้ดิน รวมถึงศึกษาแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในปัจจุบัน ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ และศึกษาความต้องการใช้น้ำในทุกกิจกรรม วิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงและคาดการณ์อนาคต อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนศึกษา วิเคราะห์ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ การศึกษาข้อมูลทางเศรษฐกิจ สังคม และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง สุดท้ายจะนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกัน พร้อมจัดทำแบบจำลอง Hydroeconomic Model ที่เป็นต้นแบบ ใช้ประกอบการตัดสินใจวางแผนบริหาจัดการทรัพยากรน้ำที่มองผลกระทบรอบด้าน ก่อนนำขยายผลสู่ลุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไป

Codexเตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ คุมเข้มสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่ผลิตอาหาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504823

x

Codexเตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ คุมเข้มสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่ผลิตอาหาร

วันจันทร์ ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวจูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)เปิดเผยว่า การประชุม Codex Alimentarius Commission ครั้งที่ 43 เดิมกำหนดจัดประชุมกลางเดือน กรกฎาคม 2563 ณ กรุงโรม สาธารณรัฐอิตาลี แต่เนื่องด้วยสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) Mr.Guilherme da Costa ประธานคณะกรรมการธิการโคเด็กซ์ จึงพิจารณาประชุมคณะกรรมการบริหารโคเด็กซ์(Executive Commiyyee) ทางออนไลน์แทน เพื่อให้ยังดำเนินงานได้ต่อเนื่องโดยเฉพาะการพิจารณา Critical Review ของร่างมาตรฐาน Codex โดย Codex ได้ทบทวนมาตรฐานหลักการทั่วไปสำหรับสุขลักษณะอาหาร (General Principles of Food Hygiene (CXC1-1969) and its HACCP Annex) เพื่อสร้างความเชื่อมโยงระหว่างหลักการทั่วไปด้านสุขลักษณะอาหารและการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติในธุรกิจอาหาร กำหนดให้ผู้ประกอบการธุรกิจอาหาร (Food Business Operators) ซึ่งครอบคลุมเกษตรกร ผู้ประกอบการผลิตอาหารตลอดห่วงโซ่ต้องเข้าใจและทราบถึงอันตรายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมาตรการป้องกันกำจัดอันตรายเหล่านั้น โดยแบ่งมาตรการเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1.การควบคุมทั่วไปด้วยการปฏิบัติที่ดีทางสุขลักษณะ (Good Hygienic Practices GHP) 2.การควบคุมที่เฉพาะเจาะจงกับอันตราย ณ จุดวิกฤติที่ต้องควบคุม และ3.ควบคุมทั่วไปด้วย GHP แต่ขั้นตอนนี้เสี่ยงมากกว่าจุดอื่น จึงอาจเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดหรือทวนสอบ รวมทั้งปรับประเด็นใช้น้ำโดยให้ใช้น้ำที่เหมาะสมตามวัตถุประสงค์การใช้ของแต่ละขั้นตอนการผลิต รวมถึงปรับแก้หลักการ HACCP เพื่อให้เกิดความชัดเจนระหว่างการทดสอบความใช้ได้ (Validation) และการทวนสอบ (Verification)

มาตรฐานนี้หน่วยรับรองในประเทศได้นำไปใช้ตรวจรับรอง และประเทศต่างๆ ได้นำไปใช้อ้างอิงเพื่อออกเป็นกฎหมายของประเทศตนเอง จึงมีผลกระทบต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมผลิตอาหาร ขณะเดียวกัน มกอช. ได้ทบทวนมาตรฐานสินค้าเกษตรเรื่อง หลักเกณฑ์การปฏิบัติ : หลักการทั่วไปเกี่ยวกับสุขลักษณะอาหาร (มกษ. 9023-2550) และเรื่อง ระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุมและแนวทางในการนำไปใช้ (มกษ. 9024-2550) รวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติที่ดีทางการผลิต เพื่อให้สอดคล้องกับสากล

ทั้งนี้ Codex เตรียมประกาศมาตรฐานใหม่ เรื่อง “หลักปฏิบัติสำหรับการจัดการสารก่อภูมิแพ้สำหรับผู้ประกอบการ
ธุรกิจอาหาร” (Code of Practice on Food Allergen Management for Food Business Operator) ซึ่งครอบคลุมการจัดการสารก่อภูมิแพ้ตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหาร ได้แก่ ผู้ผลิตขั้นต้น โรงงานแปรรูป ร้านค้าปลีก และร้านอาหาร เพื่อให้มีการป้องกันการปนเปื้อนของสารก่อภูมิแพ้จากเครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้การทำความสะอาด โดยยังเน้นให้มีโปรแกรมการฝึกอบรมพนักงานให้เหมาะสมกับหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งมาตรฐานนี้จะมีความสำคัญมากในอนาคต และต่อการค้าระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการจึงควรเตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ อีกทั้ง Codex เตรียมรับรองให้ใช้วัตถุเจือปนอาหาร Xanthan Gum (INS415) และ Pectins (INS440) เป็นสารให้ความข้นเหนียว (Thickener) ในอาหารสำหรับทารกและอาหารทางการแพทย์สำหรับทารกที่ระดับ 0.19 และ0.2 g ในผลิตภัณฑ์ 100 ml ตามลำดับ

“อย่างไรก็ตาม Codex อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหาร ในกรอบการพิจารณาเหตุผลทางเทคโนโลยีการผลิต เพื่อทบทวนการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตอาหารดังกล่าว ฉะนั้น มกอช. ในฐานะหน่วยงานกลางด้านมาตรฐาน ซึ่งเป็นผู้แทนประเทศไทยเข้าร่วมการประชุมCodex จะประสานผู้ประกอบการเตรียมข้อมูล เหตุผลความจำเป็นทางด้านเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเสนอต่อ Codex รวมทั้งแจ้งเตือนหาก Codex พิจารณายกเลิกรายการวัตถุเจือปนอาหารที่เคยอนุญาตให้ใช้ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการตระหนัก พร้อมศึกษาและปรับตัวตามหลักปฏิบัติดังกล่าว เพื่อไม่ให้กระทบการส่งออกสินค้าเกษตรไทยในอนาคต”เลขาธิการ มกอช. กล่าว

มข. คิดค้นเครื่อง NIR ช่วยเกษตรกรวัดคุณภาพมันสำปะหลัง รู้ผลทันที #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504848

มข. คิดค้นเครื่อง NIR ช่วยเกษตรกรวัดคุณภาพมันสำปะหลัง รู้ผลทันที

มข. คิดค้นเครื่อง NIR ช่วยเกษตรกรวัดคุณภาพมันสำปะหลัง รู้ผลทันที

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 19.05 น.

12 กรกฎาคม 2563 ผศ.ดร.เจษฎา โพธิ์สม อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร ได้คิดค้นเครื่อง NIR หรือเครื่องวัดคุณภาพมันสำปะหลังอย่างรวดเร็ว เพื่อช่วยให้เกษตรกรที่ทำไร่มันสำปะหลัง ลดภาระในการขุดหัวมันเพื่อมาทดสอบคุณภาพของหัวมัน โดยเครื่อง NIR นี้ เกษตรกร สามารถที่จะถือเข้าไปในสวนแปลงที่ปลูกมันสำปะหลังและวัดคุณภาพของหัวมันสำปะหลังโดยไม่ต้องขุดหัวมันขึ้นมา

ผศ.ดร.เจษฎา โพธิ์สม อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเกษตร เปิดเผยว่า  ทีมนักวิจัย ต้องการสร้างเครื่องที่วัดคุณภาพมันสำปะหลังได้อย่างรวดเร็วให้กับเกษตร โดยเครื่องที่ถูกพัฒนาขึ้น จะต้องเป็นเครื่องที่สามารถพกพาเข้าไปในแปลงมันสำปะหลังและวัดคุณภาพมันสำปะหลังได้เลย โดยที่ไม่ต้องมีการขุดหัวมันขึ้นมา เพราะที่ผ่านมาเราพบปัญหาว่า การวัดเปอร์เซ็นต์แป้ง เกษตรกรจำเป็นต้องขุดมันขึ้นมาประมาณ 5 กิโลกรัม และต้องทำลายต้นก่อนที่จะรู้ว่ามีเปอร์เซ็นต์แป้งเท่าไหร่ แต่ถ้ามีเครื่องที่ทีมนักวิจัยผลิตขึ้นมา จะสามารถวัดคุณภาพมันสำปะหลังได้ทันที ซึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อเกษตรที่ต้องการวัดคุณภาพมันสำปะหลังก่อนที่จะขุดเพื่อนำไปจำหน่าย หรือเป็นประโยชน์ต่อโรงงานหรือผู้รับเหมาที่ต้องการเหมาซื้อมันสำปะหลังยกแปลง เพื่อที่จะตรวจสอบคุณภาพก่อนที่จะตกลงราคาสินค้า โดยเครื่อง NIR เป็นเครื่องมือ

สำหรับวัดคุณภาพวัสดุ ที่ประกอบด้วย สารไฮโดรคาร์บอน ซึ่งเป็นวัสดุทางผลผลิตทางการเกษตร ที่สามารถนำมาวัดค่าได้  ประโยชน์ของเครื่อง NIR นี้ สามารถวัดมันสำปะหลังได้แบบไม่ต้องทำลายตัวอย่าง วัดคุณภาพ มันสำปะหล้งได้รวดเร็ว ถูกต้อง แม่นยำพร้อมทั้งไม่ใช้สารเคมีอีกทั้งราคาต้นทุนในการวิเคราะห์ต่อ 1 ตัวอย่างมีราคาถูก สร้างประโยชน์และแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรได้จริง

สำหรับเครื่องอินฟราเรดย่านใกล้ (Near infrared spectroscopy,NIR) แบบพกพา องค์ประกอบหลักข้างใน ประกอบไปด้วย หลอดไฟและดีเทคเตอร์ที่อยู่ด้านใน ส่วนสายจะเป็นไฟเบอร์ออฟติก ที่มีหน้าที่นำแสงที่ได้รับจากหลอดไฟส่งมายังด้านหน้า ส่วนอีกเส้นจะนำแสงเข้ามายังดีเทคเตอร์ หลังจากนั้นจะประมวลผล  ซึ่งการประมวลผลสามารถที่จะลิงค์กับแท็บเล็ตได้ และตัวโปรแกรมสามารถดาวน์โหลดได้ในโทรศัพท์แบบแอนดรอยด์โดยเวลากดวัดเปอร์เซ็นต์แป้งจะแสดงผลที่หน้าจอได้ เครื่อง NIR นี้ ได้รับงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งตัวเครื่องมีเป้าหมายว่า อยากให้เป็นตัวต้นแบบและให้เป็นประโยชน์กับเกษตรกรที่ต้องการนำไปวัดคุณภาพของมันสําปะหลัง หรือกลุ่มโรงงานอุตสาหกรรมที่ต้องการประเมินคุณภาพมันสําปะหลังก่อนการรับซื้อและเป็นประโยชน์ต่อนักปรับปรุงพันธุ์ที่จะใช้ทดแทนวิธีการดั้งเดิม ที่ขุดหัวมันสำปะหลังขึ้นมาวัดแป้ง

“ขั้นตอนการทำงานของเครื่อง NIR ก่อนที่จะทำการวัดต้องมีการเกลี่ยดินออกก่อน ขณะที่ต้นไม่ได้โดนขุดขึ้นมา จากนั้นเปิดเครื่องและนำหัววัดจิ้มไปที่หัวมันสำปะหลัง การจิ้มลงไปจะเป็นการสัมผัสที่ผิวของหัวมันสำปะหลังเท่านั้น ไม่ใช่การทำลาย จากนั้นกดวัดค่าและเปอร์เซ็นต์แป้ง ผลจะปรากฏที่หน้าจอแท็บเล็ตถือได้ว่าเครื่อง NIR ช่วยวัดคุณภาพมันสำปะหลังได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ ปลอดสารเคมี ที่สำคัญขนาดเล็กพกพาง่าย สะดวก ช่วยให้ลดภาระเกษตรกรได้เป็นอย่างดีมีประสิทธิภาพในการวัดหาคุณภาพของหัวมันสำปะหลัง โดยไม่ต้องขุดหัวมันขึ้นมา” ผศ.ดร.เจษฎา กล่าว

‘ปศุสัตว์กาฬสินธุ์’พบ‘โค’ติดเชื้อปากเท้าเปื่อยระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504799

‘ปศุสัตว์กาฬสินธุ์’พบ‘โค’ติดเชื้อปากเท้าเปื่อยระบาด

‘ปศุสัตว์กาฬสินธุ์’พบ‘โค’ติดเชื้อปากเท้าเปื่อยระบาด

วันอาทิตย์ ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 11.29 น.

‘ปศุสัตว์กาฬสินธุ์’พบ‘โค’ติดเชื้อปากเท้าเปื่อยระบาด ในพื้นที่อำเภอยางตลาด เผยสาเหตุจากการเคลื่อนย้ายสัตว์จากจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาในพื้นที่ช่วงผ่อนปรน และเปิดตลาดนัด ทำให้เกิดการติดเชื้อปากเท้าเปื่อยทันที 4 ตัว เตือนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เฝ้าระวัง

เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการติดตามบรรยากาศการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตของประชาชนชาว จ.กาฬสินธุ์ ในช่วงผ่อนปรนโควิด-19 ระยะ 4  ซึ่งอยู่ในระหว่างฤดูกาลทำนาและมีการเลี้ยงสัตว์ พบว่าสถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ ทุกคนเริ่มผ่อนคลายจากการป้องกันการได้รับเชื้อโควิด-19 มากขึ้น แต่ยังคงปฏิบัติตนและรักษามาตรการทางสังคมอย่างเคร่งครัด

อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้กลับพบว่า ได้เกิดการระบาดของโรคติดต่อของสัตว์เลี้ยง คือโรคปากเท้าเปื่อยระบาดในโค โดยพบในพื้นที่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ จำนวน 4 ตัว ทั้งนี้ เกษตรกรได้แจ้งอาสาปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบและทำการฉีดวัคซีน เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด รวมทั้งให้คำแนะนำเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ ทำการแยกฝูง สังเกตอาการ พร้อมประกาศพื้นที่ควบคุมโรคปากเท้าเปื่อยระบาดชั่วคราว

นายสุทิน กาญจนรัช ปศุสัตว์จังหวัดกาฬสินธุ์ กล่าวว่า ในส่วนของการป้องกันโรคติดต่อในสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะปากเท้าเปื่อยในโคและกระบือนั้น ได้มีเจ้าหน้าที่อาสาปศุสัตว์ในพื้นที่เฝ้าระวัง และทำการฉีดวัคซีนให้สัตว์เลี้ยงอย่างสม่ำเสมอ ที่ผ่านมาจึงสามารถป้องกันและควบคุมโรคปากเท้าเปื่อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายสุทิน กล่าวอีกว่า ในกรณีที่พบโรคปากเท้าเปื่อยในช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 นี้ ซึ่งพบในช่วงเดียวกันจำนวน 4 ตัวนั้น จากการสอบสวนโรคพบว่าเป็นสัตว์เลี้ยงที่ถูกเคลื่อนย้ายมาจากจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้ ในช่วงสถานการณ์วิด-19 ที่มีการปิดตลาดนัดโค-กระบือ หรือห้ามมิให้มีการเคลื่อนย้ายสัตว์เลี้ยงนั้น  ไม่มีรายงานการพบโรค แต่หลังจากผ่อนปรนโควิด-19 และอนุญาตให้เปิดตลาดนัดโค-กระบือตามปกติ ทำให้เกิดการเคลื่อนย้ายสัตว์ข้ามจังหวัด จึงพบการเกิดโรคปากเท้าเปื่อยดังกล่าว ซึ่งทางปศุสัตว์จะได้เพิ่มมาตรการควบคุมและป้องกันอย่างเคร่งครัดต่อไป

นายสุทิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ทั้งนี้ ได้ขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์เฝ้าระวังอาการของสัตว์เลี้ยงอย่างใกล้ชิด เช่น หากพบสัตว์เลี้ยงน้ำลายไหลยืด ไม่กินอาหาร หรือเดินขากะเผลก ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นอาการของโรคปากเท้าเปื่อย ให้ทำการแยกฝูง และรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อที่จะได้เข้าไปตรวจสอบและฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย

อย่างไรก็ตาม โรคปากเท้าเปื่อยในสัตว์เลี้ยง ไม่สามารถติดต่อมาสู่คนได้ แต่คนอาจจะเป็นพาหะทำให้เกิดโรคระบาดทางอ้อม หากทำการชำแหละสัตว์เลี้ยงที่มีอาการของโรคปากเท้าเปื่อยไปรับประทาน และทำการชะล้าง เชื้อโรคปากเท้าเปื่อยที่แอบแฝงในเนื้อสัตว์อาจปะปนไปกับน้ำ แพร่กระจายลงพื้นดิน หญ้า แหล่งน้ำ และอาจเกิดการแพร่ระบาดไปสู่สัตว์เลี้ยงตัวอื่นๆได้ ดังนั้น จึงขอความร่วมมือประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ทุกคน ร่วมกันระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาดในช่วงนี้ หากพบสัตว์เลี้ยงมีอาการผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ทันที

‘ธรรมนัส’เพิ่มศักยภาพเพชรบุรี มอบส.ป.ก.4-01ให้เกษตรกรหนองหญ้าปล้อง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504708

'ธรรมนัส'เพิ่มศักยภาพเพชรบุรี มอบส.ป.ก.4-01ให้เกษตรกรหนองหญ้าปล้อง

‘ธรรมนัส’เพิ่มศักยภาพเพชรบุรี มอบส.ป.ก.4-01ให้เกษตรกรหนองหญ้าปล้อง

วันเสาร์ ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.18 น.

เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2563 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอหนองหญ้าปล้อง จังหวัดเพชรบุรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดโครงการเพิ่มศักยภาพเกษตรกรเพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของผู้ได้รับการจัดที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดินจังหวัดเพชรบุรี พร้อมทั้งมอบหนังสืออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01)  พร้อมบัตรดินดี และสระน้ำขนาดเล็กให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินอำเภอหนองหญ้าปล้อง จำนวน อย่างละ 10 ราย

โดยร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า  กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ได้ดำเนินการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน ไม่ว่าจะเป็นงานจัดที่ดินทั้งในที่ดินของรัฐและเอกชน งานพัฒนาโดยให้การสนับสนุนเกี่ยวกับการก่อสร้างปรับปรุง ซ่อมแซมเส้นทางคมนาคมและแหล่งน้ำและ การเพิ่มรายได้ พัฒนาและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรและนอกการเกษตร 

นอกจากนี้  ยังส่งเสริมให้มีการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกด้วย พร้อมกันนี้ร.อ.ธรรมนัส ยังฝากให้พี่น้องเกษตรกรหวงแหนและคุ้มครองที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ไม่นำไปขายหรือให้เช่า เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและยั่งยืนต่อไป

กรมชลฯวางแผนเตรียมพร้อมรับน้ำหลากลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ปี63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504485

กรมชลฯวางแผนเตรียมพร้อมรับน้ำหลากลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ปี63

กรมชลฯวางแผนเตรียมพร้อมรับน้ำหลากลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ปี63

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.08 น.

เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2563 ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน พร้อมด้วย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิศวกรรมชลประทาน (ด้านบำรุงรักษา) และคณะ ลงพื้นที่ติดตามการบริหารจัดการน้ำ และประชุมเตรียมความพร้อมรับมือน้ำหลากลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบนฤดูฝนปี 2563 โดยมีผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 – 4 และผู้เกี่ยวข้อง ให้การต้อนรับและร่วมประชุม ณ ห้องประชุมโครงการชลส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน สำนักงานชลประทานที่ 3 จังหวัดพิษณุโลก

อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำในเขตพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 8,091 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 31 ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 1,254 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 6 ของความจุอ่างรวมกัน ประกอบด้วย มีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่รวมกัน จำนวน 8 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันประมาณ 7,664 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 31 ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 919 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของความจุอ่างรวมกัน อ่างเก็บน้ำขนาดกลางรวมกัน จำนวน 80 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันประมาณ 284 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 27 ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 192 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 19 ของความจุอ่างรวมกัน อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก จำนวน 701 แห่ง มีปริมาณน้ำเก็บกักรวมกันประมาณ 143 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของความจุอ่างรวมกัน เป็นน้ำใช้การได้ประมาณ 143 ล้าน ลบ.ม.หรือคิดเป็นร้อยละ 40 ของความจุอ่าง

ทั้งนี้ สำนักงานชลประทานที่ 1 – 4 ได้กำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนบน ไว้ 8 แนวทาง ประกอบด้วย 1.) การจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัฉริยะ สำนักงานชลประทานที่ 1 – 4 เพื่อเป็นศูนย์บัญชาการการบริหารจัดการน้ำ 2.) ตรวจสอบสภาพอาคารในลำน้ำสายหลัก คันพนังกั้นน้ำ รวมทั้งตรวจสอบความมั่นคงของอาคารชลประทานต่างๆ ให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งาน 3.) ดำเนินการกำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ 4.) บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด 5.) จัดประชุมชี้แจงสถานการณ์ให้กลุ่มผู้ใช้น้ำรวมถึงผู้ได้รับผลกระทบทั้งด้านเหนือน้ำและด้านท้ายน้ำ เพื่อลดความเสี่ยงเกิดความเสียหายในวงกว้าง 6.) ดำเนินการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำให้ประชาชนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง 7.) เตรียมพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ สำหรับเข้าช่วยเหลือประชาชนได้อย่างทันท่วงที และ 8.) บริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการร่วมกันระหว่างสำนักงานชลประทานที่ 1 – 4 อีกด้วย