‘ภูดิศ หาญสวัสดิ์’ เกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์มปี’62 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504383

‘ภูดิศ หาญสวัสดิ์’ เกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์มปี’62

‘ภูดิศ หาญสวัสดิ์’ เกษตรกรดีเด่นสาขาบัญชีฟาร์มปี’62

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ภูดิศ หาญสวัสดิ์” เกษตรกรรุ่นใหม่ที่รู้จักปรับตัวให้เข้าสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างเหมาะสมโดยใช้หลักการบันทึกทางบัญชีช่วยนำทางประกอบอาชีพ จดบันทึกทุกกิจกรรม เพื่อนำไปวิเคราะห์ แยกแยะ สิ่งไหนควรเดินหน้า ต้องลดหรือต้องทำเพิ่มเติม เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการทำกิจกรรมการเกษตรต่อไปได้ พร้อมทำหน้าที่เป็นครูบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ถ่ายทอดองค์ความรู้ทางบัญชีไปสู่เพื่อนเกษตรกรและชุมชน สร้างความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

นายภูดิศ หาญสวัสดิ์ เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาบัญชีฟาร์ม ประจำปี 2562 จากอ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น เปิดเผยว่า ปัจจุบันทำการเกษตรบนพื้นที่ 9 ไร่ โดยเน้นกิจกรรมภายใต้แนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามศาสตร์พระราชา แบ่งพื้นที่ส่วนหนึ่งเป็นบ่อน้ำสำหรับกักเก็บน้ำและเลี้ยงสัตว์น้ำ ส่วนที่สอง แหล่งน้ำเพื่อบริโภคในครัวเรือน ส่วนที่สามปลูกพืชแบบผสมผสาน และส่วนที่สี่เป็นที่อยู่อาศัย โดยกิจกรรมการเกษตรมีหลากหลาย ทั้งปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงกบ เลี้ยงจิ้งหรีดและปัจจุบันยังปรับเปลี่ยนกิจกรรมให้เหมาะสมและเป็นชนิดพืชที่ตลาดในพื้นที่ต้องการด้วยการเพาะเห็ดหลายชนิด ทั้งเห็ดนางฟ้า เห็ดนางรม รวมถึงผลิตก้อนเห็ดจำหน่าย ซึ่งทุกกิจกรรมจะบันทึกข้อมูลทางบัญชี เพื่อนำมาใช้วิเคราะห์แผนผลิตและตลาด ไม่ได้ทำแบบทำไปขายไปตามสภาพ แต่วางแผนไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า ต้องทำอย่างไร มีตลาดที่ไหน แล้วนำข้อมูลที่บันทึกไว้ในทุกกิจกรรมมาวิเคราะห์ มองจากหลายมุมหลายด้านอย่างครบถ้วน แล้วจึงเลือกนำไปวางแผนก่อนลงมือทำจริง พร้อมประเมินสิ่งที่ทำอย่างต่อเนื่อง

นอกจากทางฟาร์มโดดเด่นด้านการเพาะเห็ดแล้ว นายภูดิศบอกว่า ทางฟาร์มยังได้ทดลองเพาะเลี้ยงจิ้งหรีดมาได้สักระยะ โดยศึกษาและจดบันทึกข้อมูลทางบัญชีมาต่อเนื่อง จนมั่นใจว่าเป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ช่วยสร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง และขณะนี้กลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดในชุมชน ชักชวนให้ตนเป็นแกนนำและช่วยถ่ายทอดประสบการณ์เลี้ยงและสอนแนะการบันทึกข้อมูลทางบัญชี เพื่อยกระดับเป็นกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ เนื่องจากคนในชุมชนมองเห็นว่าเราเป็นครูบัญชี
ทำกิจกรรมด้านการเกษตรประสบความสำเร็จมาหลายอย่างจนได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ถือเป็นความภูมิใจที่ชาวบ้านในชุมชนเห็นในสิ่งที่เราตั้งใจทำมาตลอด ซึ่งขณะนี้ได้รวบรวมผู้สูงอายุที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ 33 คน มาช่วยกันทำกิจกรรมเลี้ยงจิ้งหรีด และทำตลาดร่วมกัน ซึ่งได้การตอบรับจากตลาดเป็นอย่างดี และช่วยให้คนในชุมชนมีรายได้เสริม

จะเห็นว่า ในทุกกิจกรรมที่ทำ หากบันทึกข้อมูลทางบัญชี จะช่วยวิเคราะห์วางแผนการผลิตได้ ซึ่งการจดบันทึกทางบัญชี ไม่ใช่เรื่องยากหัวใจการทำบัญชีคือ รายรับ รายจ่ายและคงเหลือ ดังนั้น สิ่งแรกที่การบันทึกทางบัญชีจะบอกเราคือ กิจกรรมที่ทำอยู่ในปัจจุบันหรือที่ผ่านมา จะมีตัวเลขในส่วนของคงเหลือมากน้อยแค่ไหน ซึ่งเป็นตัวสะท้อนหรือดัชนีชี้วัดว่า กิจกรรมที่ทำอยู่สมควรเดินหน้าต่อหรือไม่ หรือต้องปรับลดส่วนไหนเพื่อให้มียอดคงเหลือเพิ่มขึ้น ซึ่งการทำบัญชี ไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะอาชีพด้านเกษตรเท่านั้น แต่จะมีประโยชน์กับทุกอาชีพ หากทำบัญชีแล้วรู้จักวิเคราะห์ แยกแยะ ก็ดำเนินกิจการต่อไปได้ง่ายและประสบความสำเร็จ สามารถปรับตัวให้เข้าสถานการณ์และวางแผนล่วงหน้าได้

ในฐานะที่เป็นครูบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ และได้รับเลือกให้เป็นเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาบัญชีฟาร์ม ประจำปี 2562 ถือเป็นรางวัลที่มีค่าสูงสุดในชีวิต ที่ได้จากการประกอบอาชีพเกษตรกรรม จึงตั้งใจทำหน้าที่ครูบัญชีต่อไป ให้สมที่ได้รับรางวัลมีค่านี้ ปัจจุบันยังเดินหน้าถ่ายทอดความรู้ด้านการทำบัญชีให้บุคคลอื่นทั้งผู้เข้ามาศึกษาดูงานหรือลูกค้าที่มาซื้อผลผลิตที่ฟาร์ม รวมถึงเมื่อได้รับเชิญให้เป็นวิทยากรในหน่วยงานต่างๆ จะสอดแทรกองค์ความรู้เรื่องทำบัญชีครัวเรือนไปทุกครั้ง โดยหยิบยกจากสิ่งที่ตัวเราเองทำขึ้นมาเป็นตัวอย่าง มีเอกสาร มีข้อมูลประกอบ เพื่อให้เขาเห็นภาพว่าการทำบัญชีช่วยวางแผนประกอบอาชีพและพยุงเศรษฐกิจของครอบครัวเราได้จริง การทำบัญชี จะเชื่อมโยงไปถึงทุกกิจกรรมที่เราทำ เกิดการวางแผนที่ถูกต้อง ยกตัวอย่างกิจกรรมเพาะเห็ด ทางฟาร์มจะวางแผนผลิตดอกเห็ด โดยนำข้อมูลบัญชีมาวิเคราะห์ว่า ช่วงไหนตลาดต้องการเห็ดมาก เพื่อให้สอดคล้องความต้องการของตลาดรวมถึงการผลิตก้อนเห็ดก็ต้องสั่งจองล่วงหน้าอย่างน้อย 3 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้มีสินค้าล้นฟาร์มและสิ่งหนึ่งที่ถือว่าได้มาจากการเป็นเกษตรกรดีเด่นคือ เป็นเครื่องหมายการันตี ให้เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไปเข้ามาปรึกษาด้วยความมั่นใจ ว่าได้รับความรู้จากประสบการณ์จริง ด้วยข้อมูลที่เราบันทึกทางบัญชีไว้เป็นหลักฐาน

“บัญชีจะมีบทบาทและเป็นดัชนีชี้วัดกิจกรรมอาชีพทุกอาชีพ การทำบัญชีไม่ใช่เรื่องยาก เพียงเราบันทึกสม่ำเสมอก็จะทราบถึงรายรับ รายจ่ายและคงเหลือ ช่วยวิเคราะห์สิ่งที่เราทำมา ถูกต้องเหมาะสมแล้วหรือไม่ อยากให้บัญชีเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจุบัน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ มีโปรแกรม Smart Me ซึ่งเป็นแอพพลิเคชั่นใช้บันทึกบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพ โดยออกแบบให้ใช้งานง่าย เหมาะสำหรับเกษตรกร เยาวชนและบุคคลทั่วไปใช้ทำบัญชีครัวเรือนและบัญชีต้นทุนอาชีพได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่าน

กษ.เปิดแอพฯ‘M-Help Me’ขายสินค้าประมง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504376

x

กษ.เปิดแอพฯ‘M-Help Me’ขายสินค้าประมง

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมงกล่าวว่า จากนโยบาย“ตลาดนำการผลิต” และ “เทคโนโลยีเกษตร 4.0” ของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พยายามผลักดันสินค้าเกษตรขึ้นสู่แพลตฟอร์มของมาร์เกตต์เพลสต่างๆ ล่าสุดบูรณาการกับกระทรวงพาณิชย์ และ โครงการคืนคุณแผ่นดิน เปิดตัวแพลตฟอร์มที่สร้างโดยคนไทย ส่งเสริมการขายและรกระจายสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภคภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และตลาดนำการผลิต รวมทั้งพันธกิจร่วมเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ด้วยการใช้แอพพลิเคชั่น M-Help Me ซื้อขายสินค้าเกษตร ลดขั้นตอนจากคนกลาง เกษตรผู้ขายจำหน่ายสินค้าตรงถึงลูกค้า ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย อำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภค ซึ่งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรได้ ให้เกิดเสถียรภาพกระจายสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นกลไกสำคัญช่วยเกษตรกรให้ขายสินค้าเกษตรได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศส่งเสริมให้ผู้ประกอบการแปรรูป SME เกษตร โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย สามารถเชื่อมโยงไปสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ COVID-19 แอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะสร้างการแข่งขันไปสู่เป้าหมายการเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหาร TOP TEN ของโลก และที่สำคัญ คือ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

สำหรับจุดเด่นของแอพพลิเคชั่น M-Help Me ประกอบด้วย 5 ส่วนหลักได้แก่ 1.ผู้ซื้อเข้ามาแสดงความจำนงซื้อหาสินค้า หรือเลือกสินค้าที่มีอยู่บนแพลตฟอร์ม 2.ผู้ขายเสนอรายละเอียดขายผลผลิตด้านการเกษตรพร้อมกำหนดราคาได้ 3.การขนส่ง มีทั้งพนักงานขนส่งของภาคเอกชน เช่น Grab , Lineman และพนักงานขนส่งอิสระ ที่จะเปิดให้ผู้ที่สนใจแต่ละพื้นที่เข้ามาสมัครเป็นพนักงาน 4.รับประกันสินค้า สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ เป็นการการันตีว่าจะได้สินค้าดีมีคุณภาพ และช่วยเป็นเครื่องมือกำหนดให้ผู้ขายรักษามาตรฐานคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าที่จำหน่ายด้วย เพื่อความยั่งยืนในการซื้อขาย 5.การชำระเงิน ใช้ระบบโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร การชำระผ่านบัตรเครดิต ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อทุกกลุ่ม ทั้งนี้ ผู้สนใจดาวน์โหลดได้ทั้งระบบปฏิบัติการ IOS และ Androidจึงขอเชิญชวนเกษตรกรประมงทุกภาคส่วนที่กรมส่งเสริมให้ติดต่อซื้อขายออนไลน์มาก่อนหน้านี้ ผันตัวเองเข้าสู่เกษตรยุค 4.0 ใช้แอพพลิเคชั่น M-Help Me จำหน่ายสินค้ารวมถึงประชาชนทั่วไปสั่งซื้อสินค้าได้ที่ App ดังกล่าว

สหกรณ์ฯสโมสรรถไฟเริ่มมีสภาพคล่องเพิ่ม กำชับกรรมการปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504377

สหกรณ์ฯสโมสรรถไฟเริ่มมีสภาพคล่องเพิ่ม กำชับกรรมการปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียน

สหกรณ์ฯสโมสรรถไฟเริ่มมีสภาพคล่องเพิ่ม กำชับกรรมการปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียน

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (กสส.) กล่าวว่า กรมกำกับติดตามการดำเนินงานของสหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ (สอ.สรฟ.)ต่อเนื่อง เพื่อให้ดำเนินการตามคำสั่ง นายทะเบียนสหกรณ์ ในการฟ้องร้องดำเนินคดีกรรมการสหกรณ์ในชุด 7,8,9,10 และ11 ทั้งทางแพ่ง และอาญาซึ่งกรณีสอ.สรฟ.นี้ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออกระเบียบว่าด้วยการให้กู้เงิน ให้สมาชิก โดยกำหนดระเบียบว่าด้วยการให้เงินกู้พิเศษ เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2554 ซึ่งกำหนดวงเงินให้กู้ยืมต่อรายค่อนข้างจะสูงมาก และระยะส่งชำระคืนค่อนข้างนานมาก โดยระเบียบดังกล่าวสอ.สรฟ.ส่งสำเนาระเบียบเงินกู้ให้กรมทราบ เมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2554 โดยขณะนั้นกรมให้ข้อสังเกตและมีคำแนะนำให้ระวังเรื่องปล่อยกู้ที่อาจกระทบสภาพคล่องสหกรณ์ แต่สอ.สรฟ. ยังยืนยันใช้ระเบียบดังกล่าวต่อไป

ต่อมาเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2559 ผู้ตรวจการสหกรณ์ ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ ตรวจสอบพบกรรมการบริหารสอ.สรฟ.ออกเงินกู้ให้สมาชิก 6 ราย 199 สัญญา วงเงิน 2,279 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินการโดยมิชอบด้วยระเบียบดังกล่าว ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2559 นายทะเบียนสหกรณ์จึงออกคำสั่งให้คณะกรรมการ แก้ไขข้อบกพร่องสิ่งที่เกิดขึ้น โดยสั่งให้ระงับจ่ายเงินกู้พิเศษ ไปสู่การมีคำสั่งปลดคณะกรรมการฯชุดที่ทำให้สอ.สรฟ.เสียหายทั้งคณะ พร้อมแต่งตั้งกรรมการชั่วคราวเข้าไปบริหารงานแทนคณะกรรมการชุดเดิมที่ถูกปลด และต่อมาที่ประชุมใหญ่สอ.สรฟ.เลือกกรรมการบริหารชุดใหม่คือ ชุดที่ 13 และชุดที่ 14ขึ้นมาบริหารสหกรณ์ และนำมาสู่การแจ้งความดำเนินคดีกับบุคคลดังกล่าว ทั้งทางแพ่งและอาญา รวมถึงกรมได้ประสานให้สอ.สรฟ.ทำข้อตกลงกับสหกรณ์เจ้าหนี้ทั้ง 14 แห่ง โดยปรับงวดการชำระหนี้กันใหม่

“ปัจจุบัน สหกรณ์ออมทรัพย์สโมสรรถไฟ มีสภาพคล่องจากรายรับทุนเรือนหุ้นและการชำระหนี้เงินกู้ของสมาชิกและดอกเบี้ย ณ เดือนพ.ค. 2563 ประมาณ 45-48 ล้านบาท และสอ.สรฟ. มีภาระชำระหนี้ให้เจ้าหนี้เดือนละ 42-45 ล้านบาท คงเหลือเงินต่อเดือน 2-3 ล้านบาท สามารถจ่ายเงินให้สมาชิกที่ขอถอนได้ อย่างไรก็ตาม กรมยังติดตามผลกระทบต่อสหกรณ์เจ้าหนี้ 15 แห่งด้วย พบว่า เดือนพ.ค. 2563 สหกรณ์เจ้าหนี้ที่มีทั้งให้เงินกู้ยืมและฝากเงินกับสอ.สรฟ. ทั้ง 15 สหกรณ์ ได้ประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 เสร็จแล้วทุกสหกรณ์ ปรากฏว่าทุกสหกรณ์มีผลกำไร จ่ายเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนให้สมาชิกได้ ซึ่งมีอัตราสูงกว่าหรือเท่ากับปีที่ผ่านมาจำนวน 8 สหกรณ์ และต่ำกว่าปีที่ผ่านมา 7 สหกรณ์ และป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการที่ไม่ได้รับชำระหนี้ โดยตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญและหรือทุนรักษาระดับอัตราเงินปันผลหรือทุนสำรองความเสี่ยง 9 สหกรณ์ และไม่ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 6 สหกรณ์ เนื่องจากยังได้รับการชำระหนี้อยู่ จะเห็นได้ว่าสหกรณ์เจ้าหนี้ยังคงไม่ได้รับผลกระทบต่อฐานะทางการเงินแต่อย่างใด ซึ่งความพยายามสร้างกระแสสหกรณ์ล้มนั้น มีแต่จะส่งผลเสียให้ระบบสหกรณ์โดยรวม” นายพิเชษฐ์ กล่าว

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าวต่อว่า กรณีสหกรณ์ออมทรัพย์นั้น ยอมรับในอดีตที่ผ่านมามีปัญหาสะสมมาต่อเนื่อง ทำให้กรมต้องแก้ไขพ.ร.บ.สหกรณ์ 2542 โดยมีผลบังคับใช้ช่วงต้นปี 2562 เพื่อให้มีอำนาจเข้าไปกำกับบริหารงานของคณะกรรมการสหกรณ์ได้มากขึ้น ทั้งนี้ ได้เพิ่มเติมว่าด้วยการกำกับความเสี่ยงของสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน ซึ่งขณะนี้กรมเสนอร่างกฎกระทรวงในการออกเกณฑ์กำกับ 12 เรื่อง ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบหลักการเบื้องต้นแล้ว โดยการกำกับครั้งนี้เพื่อป้องกันเกิดความเสี่ยงบริหารงานของคณะกรรมการ เป็นการรักษาประโยชน์ของสมาชิกสหกรณ์โดยรวม ส่วนนายทะเบียนสหกรณ์ต้องทำหน้าที่ด้วยเช่นกัน รวมถึงตั้งคณะกรรมการกำกับการทำงานของผู้ที่ทำหน้าที่นายทะเบียนสหกรณ์ในจังหวัดต่างๆด้วย โดยรองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นประธาน เพื่อติดตามการทำงานของสหกรณ์ออมทรัพย์ทั่วประเทศป้องกันปัญหาทุจริตในสหกรณ์ออมทรัพย์หากเกิดปัญหาใดที่เกินศักยภาพของจังหวัด ส่วนกลางจะเข้าไปช่วยแก้ไขทันที

เกษตรแถวหน้า : สวก.ให้ทุนปริญญาตรี พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504375

เกษตรแถวหน้า : สวก.ให้ทุนปริญญาตรี พัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่

วันศุกร์ ที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ดร.สุวิทย์ ชัยเกียรติยศ ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก. ผู้นำด้านการพัฒนาบุคลากรด้านการเกษตร ได้แถลงข่าวที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงโครงการดีๆที่ทาง สวก. จะมอบให้คนรุ่นใหม่ที่สนใจอยากเรียนเกษตร ด้วยเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้นำความรู้ที่ได้กลับไปเป็นผู้นำและสร้างรายได้ให้กับชุมชน โดย สวก. ได้ทุ่มงบประมาณกว่า 70 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 270 ทุน โดยในปี พ.ศ. 2562 สวก. ได้จัดโครงการนำร่อง “ทุนปริญญาตรีเฉลิมพระเกียรติ สืบสาน ร.9 เพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่” ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระยะเวลาตลอดหลักสูตร 2 ปี ได้รับปริญญาวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาศาสตร์แห่งแผ่นดินเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน จำนวน 90 ทุน ภายใต้กรอบงบประมาณ 31.5 ล้าน จากการดำเนินการดังกล่าว พบว่านักเรียนทุนสามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้กับประสบการณ์ทำการเกษตรในชุมชนที่อาศัยอยู่ได้จริง และก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศ

ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างทั่วถึงและขยายโอกาสทางการศึกษา สวก. จึงได้มีโครงการขยายผลภายใต้ชื่อ “โครงการทุนปริญญาตรีเพื่อเกษตรกรรุ่นใหม่ Smart Farmer” ในปี พ.ศ.2564-2566 เพิ่มอีก 180 ทุน ภายใต้กรอบงบประมาณ 40 ล้านบาท ร่วมกับมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้รับปริญญาวิทยาศาสตร์บัณฑิต โดยมีสาขาตามความถนัดให้เลือก ได้แก่ สัตวศาสตร์ พืชไร่ ประมง และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ได้รับปริญญาเกษตรศาสตรบัณฑิต สาขาการจัดการการเกษตร และในอนาคต สวก. จะขยายผลไปยังมหาวิทยาลัยตามภูมิภาคต่างๆ อย่างทั่วถึง เพื่อตอบสนองการพัฒนากำลังคนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศ มุ่งหวังให้ชุมชนเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรกรรม โดยมุ่งหวังการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนภาคการเกษตรให้มีทักษะขั้นสูง พร้อมทั้งสามารถนำความรู้และทักษะมาใช้ในการแก้ปัญหาในพื้นที่ ด้วยการเสริมทักษะใหม่ Upskilling และการพัฒนาทักษะที่มีอยู่ Reskilling ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการพัฒนากำลังคนและพัฒนาภาคการเกษตรของประเทศไทย

สำหรับจุดเด่นโครงการนี้ เน้นการฝึกปฏิบัติ (On-farm Trial) เพื่อให้สามารถสร้างงานวิจัยในชุมชน โดยการนำความรู้ด้านการวิจัยมาปรับใช้ในพื้นที่ ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนภาคการเกษตรได้จริง รวมถึงสามารถสร้างนักวิจัยด้านการเกษตรระดับชุมชน ผู้นำชุมชน ผู้ช่วยนักวิจัยในหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสามารถทำงานวิจัยเชิงธุรกิจภาคการเกษตรในระดับชุมชน และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม โครงการนี้ เหมาะสมสำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) หรือเกษตรกรรุ่นใหม่ (Young Smart Farmer) ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จบการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ ปวส.ขึ้นไป ไม่จำกัดอายุและเป็นผู้มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับภาคการเกษตรของประเทศ ….เห็นว่าเป็นเรื่องราวดีๆ จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อใครสนใจส่งบุตรหลานเรียนด้านเกษตร ก็สามารถติดต่อสมัครรับทุนได้ที่ http://www.arda.or.th หรือ โทรศัพท์ 0-2579-7435 ต่อ 3616 ได้เลยครับในวัน เวลาราชการ

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504300

มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง

มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.12 น.

9 กรกฎาคม 2563 ณ ห้องประชุม 7 ชั้น 5 อาคาร 1 กรมส่งเสริมการเกษตร เขตบางเขน  กรุงเทพมหานครนายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี เป็นประธานในงานแถลงข่าว “มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดโขง ชี มูล”โดยมี นางสาวสุพรรณษา สุขเทศน์ รักษาราชการแทนเกษตรจังหวัดอุบลราชธานี นายสว่าง กาลพัฒน์เกษตรจังหวัดศรีสะเกษ นายสำพรต จันทร์หอมเกษตรจังหวัดอำนาจเจริญ และนายประยงค์ พลขำหัวหน้ากลุ่มส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร  แทนเกษตรจังหวัดยโสธร และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมงาน

นายสฤษดิ์ วิฑูรย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า “เกษตรอินทรีย์เป็นแนวทางการผลิตที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความปลอดภัยอาหารของผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค รวมทั้งการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับกระแสโลกในปัจจุบัน

รัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ซึ่งได้ประโยชน์ทั้งเกษตรกรที่สามารถจำหน่ายสินค้าเกษตรได้ในราคาที่สูงขึ้นและผู้บริโภคที่มีทางเลือกในการเลือกซื้อสินค้าที่ปลอดจากสารเคมีตกค้าง ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ พ.ศ.2560-2564 ต่อคณะรัฐมนตรีและได้ผ่านความเห็นชอบ โดยใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนและพัฒนาเกษตรอินทรีย์ ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ 11 กลยุทธ์ ได้แก่ ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการวิจัยการสร้างและเผยแพร่องค์ความรู้และนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 2 พัฒนาการผลิตสินค้าและบริการเกษตรอินทรีย์ ยุทธศาสตร์ที่ 3 พัฒนาการตลาดสินค้าและบริการ และยุทธศาสตร์ที่ 4 การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์

ทั้งนี้ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง2ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาในช่วงปี2561-2564“การเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิพืชเศรษฐกิจปศุสัตว์และประมงด้วยอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปและมาตรฐานสินค้าเกษตรอินทรีย์” จึงได้กำหนดจัดงาน ”มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี4จังหวัดอีสานล่าง2กลุ่มโขงชีมูลโดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2563 ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ

ทั้งนี้ เพื่อประชาสัมพันธ์ รวมถึงเป็นโอกาสในการนำเสนอนวัตกรรม และสร้างเครือข่ายเพื่อส่งเสริมการจำหน่ายข้าวหอมมะลิและผลิตภัณฑ์เกษตรของกลุ่มจังหวัด เชื่อมโยงช่องทางการจำหน่ายทั่วประเทศ และในอนาคตจะมีการสนับสนุนส่งเสริมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันให้เข้าไปสู่ตลาดระดับสากล

ที่ผ่านมากลุ่มจังหวัดได้ดำเนินนโยบายในเรื่องของเกษตรอินทรีย์การผลิตข้าวหอมมะลิคุณภาพในพื้นที่ระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่เพื่อเป็นแนวทางการขับเคลื่อนการเพิ่มมูลค่าข้าวหอมมะลิ ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศรวมถึงการส่งเสริมผลิตผลทางการเกษตรที่มีคุณภาพอีกหลายชนิดที่ผลิตด้วยกระบวนการทางเกษตรอินทรีย์ ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดและผู้บริโภคอย่างมากในเวลานี้

นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญในเรื่อง“การแปรรูป”เพื่อสร้างมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้าไปช่วยในเรื่องของการทำ Packagingรวมไปถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างรูปแบบของผลผลิตที่หลากหลายเป็นการใช้ประโยชน์ในทุกๆ ส่วนของผืนนา ไม่เพียงเฉพาะแต่ในต้นข้าว

กลุ่มจังหวัดเราเป็นกลุ่มแรกๆ ที่เรียกว่า “มหานครเกษตรอินทรีย์” ซึ่งผลผลิตที่ได้จากแหล่งผลิตอันบริสุทธิ์โดยปราศจากการปรุงแต่งจากสารเคมี จะทำให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นว่า แหล่งผลิตข้าวและสินค้าเกษตรของกลุ่มจังหวัดเราได้รับมาตรฐานในระดับสากล และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภคอย่างสูงที่สุด”

สำหรับการจัดงาน มหกรรมข้าวหอมมะลิคุณภาพและของดี 4 จังหวัดอีสานล่าง 2 จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มจังหวัดโขง ชี มูล”ในครั้งนี้จะมีการจำหน่ายสินค้าข้าวหอมมะลิและสินค้าเกษตรคุณภาพของกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง2 (อุบลราชธานี ยโสธร ศรีสะเกษ และอำนาจเจิรญ) จำนวน150 บูท บนเนื้อที่กว่า 3,300 ตารางเมตร ตลอดระเวลา 5 วัน ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 กรกฎาคม 2563 เวลา 11.00 – 19.00 น. ณ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะ มอลล์ บางกะปิ

โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ แนะนำสินค้า เกษตรคุณภาพ ได้มาตรฐาน เช่น สินค้าเกษตรอินทรีย์ หรือออร์แกนิคไทยแลนด์, สินค้าคุณภาพ มาตรฐานจากแปลงใหญ่, จากโครงการ Young Smart Farmer, จากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรต่างๆ โดยสินค้าที่จัดจำหน่ายในงานครั้งนี้จะมีความหลากหลาย อาทิข้าว และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว ผัก ผลไม้ รวมไปถึงพืชผักสวนครัวหลังนา ซึ่งทุกผลิตภัณฑ์ที่นำมาจำหน่ายเป็นสินค้าเกษตรอินทรีย์คุณภาพ

นอกจากนี้แล้วยังมีโซนเฉลิมพระเกียรติ โซนนิทรรศการ และโซนเจรจาธุรกิจ (Business Matching) รวมไปถึงยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจทุกวัน ทั้งการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน และการแสดงมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดังอาทิ เจน ,นุ่น,โบว์ (ซูเปอร์วาเลนไทน์) ,นกพงศกร ,สาวแย้ (ลมพัดตึ้ง) ,อ๋อมแอ๋มละมัย,เวียงนฤมลรวมไปถึงการถ่ายทอดองค์ความรู้ กิจกรรมเสวนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และกิจกรรมส่งเสริมการขายซึ่งให้ผู้มาร่วมงานได้ซื้อสินค้าและร่วมสนุกกันทุกวัน

อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ โควิด-19 จะเริ่มคลี่คลาย แต่การปฏิบัติตัวในการมาเดินห้างสรรพสินค้าก็ยังคงมีการจัดมาตรการเข้ม เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับบรรดาประชาชนที่มาใช้บริการ และเป็นไปตามมาตรการของภาครัฐ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการระบาดระลอก 2

ซึ่งการจัดงานขึ้นที่ เอ็มซีซี ฮอลล์ เดอะมอลล์ บางกะปิ ในครั้งนี้ได้มีการตั้งจุดคัดกรองอย่างเคร่งครัด มีบริการตรวจวัดอุณหภูมิและเจลแอลกอฮอล์ การกำหนดจุดเว้นระยะห่าง โดยผู้ประกอบการร้านค้า ร้านอาหาร รวมไปถึงประชาชนที่เข้าเยี่ยมชมงานจะต้องมีการลงทะเบียนผ่านแฟลตฟอร์ม http://www.ไทยชนะ.com เพื่อรองรับมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 และการดำเนินชีวิตวิถีใหม่ (New Normal)

ดังนั้น จึงมั่นใจได้ว่าทั้งหมดเป็นมาตรการที่ผู้จัดงานจัดทำขึ้น เพื่อความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมงานทุกคน

‘มนัญญา’ลุยสุราษฯพรุ่งนี้ ยันใช้ลิงเก็บมะพร้าวเป็นภูมิปัญญาวิถีชีวิตชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504240

'มนัญญา'ลุยสุราษฯพรุ่งนี้ ยันใช้ลิงเก็บมะพร้าวเป็นภูมิปัญญาวิถีชีวิตชุมชน

‘มนัญญา’ลุยสุราษฯพรุ่งนี้ ยันใช้ลิงเก็บมะพร้าวเป็นภูมิปัญญาวิถีชีวิตชุมชน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 12.46 น.

“มนัญญา ลุยสวนมะพร้าว จ.สุราษฏร์ฯ พรุ่งนี้ ยันมีสวนใช้ลิงเก็บมะพร้าว เป็นภูมิปัญญาและการแสดงวิถีชีวิตชุมชน หวั่นต่างประเทศแบนกระทิทำชาวสวนมะพร้าวกว่า2แสนครัวเรือน เดือดร้อน เร่งแจงกะทิกล่องส่งออก จากสวนผ่านการรับรองจีเอพีใช้คนเก็บทั้งหมด”

9 กรกฎาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าวันที่10ก.ค.ตนจะลงพื้นที่จ.สุราษฏร์ธานี ไปดูหน่วยงานของกรมวิชาการเกษตร ที่ได้ปรับปรุงพันธุ์มะพร้าวมาต่อเนื่อง จนได้ต้นมะพร้าวต้นเตี้ย มีความสูงไม่เกิน10-12เมตร โดยเป็นที่นิยมของชาวสวนมะพร้าวนำพันธุ์ไปปลูกเพราะเก็บมะพร้าวได้ง่าย ซึ่งสวนมะพร้าวส่วนใหญ่ใช้คนเก็บ มากกว่าใช้ลิง ถ้าเทียบเป็นเป็นสัดส่วนแทบไม่ได้เพราะปัจจุบันมีสวนน้อยมากใช้ลิงเก็บมะพร้าว

“สื่อต่างชาติมาสัมภาษณ์จะให้พูดว่าประเทศไทย ไม่มีลิงเก็บมะพร้าว ถ้ารัฐมนตรี พูดไปถือว่าโกหก เพราะมันเป็นภูมิปัญญาของไทยเรา และปัจจุบันไม่มีลิงเก็บมะพร้าวมากมายมีเพียงบางสวน ที่มะพร้าวต้นสูงมาก ซึ่งลิงฉลาด รู้ว่าลูกไหนสุก แต่ระบบอุตสาหกรรม ใช้คนเก็บทั้งหมด โดยมีระบบจีเอพี รับรองมาตรฐานการผลิตที่ดีให้กับสวนมะพร้าวที่เป็นอุตสาหกรรมและส่งออก จากนี้พยายามให้รับรองมาตรฐานสวนมีระบบจีเอพี มากขึ้นเพื่อขยายพื้นที่มาตรฐานการผลิต”น.ส.มนัญญา กล่าว

น.ส.มนัญญา กล่าวว่าปัจจุบันต้นมะพร้าว ปรับปรุงพันธุ์เป็นต้นเตี้ย ตนลงไปเพื่อเตรียมพร้อมที่กระทรวงพาณิชย์ จะนำทูตต่างชาติลงไปดูสร้างความชัดเจนให้ต่างประเทศ เห็นว่าเราจริงใจไม่นิ่งนอนใจ แต่ทุกอย่างจะไปเปลี่ยน วิถีชีวิตชาวบ้าน ซึ่งเลี้ยงลิงเหมือนสัตว์เลี้ยงในบ้าน ผูกพันกันมานาน จะไปห้ามวิถีชีวิตชาวบ้านคงไม่ได้ จึงต้องแยกออกวิถีชาวบ้าน ไม่เกี่ยวกับอุตสาหกรรมการส่งออก 

“เร่งลงมาพื้นที่ร่วมพูดคุยสร้างความเข้าใจ ร่วมทั้งหน่วยงานและเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวในระบบอุตสาหกรรม กว่า2แสนครัวเรือน ที่ไม่ควรต้องเดือดร้อน กับการแบนกะทิกล่องจากไทย จะนำแนวทางมาเสนอกระทรวงพาณิชย์ ต้องแยกอุตสาหกรรม กับภูมิปัญญาชาวบ้าน ที่ยังใช้ลิงเก็บมะพร้าวจะเป็นการแสดงและท่องเที่ยววิถีชุมชน ซึ่งจะนำมารายงานต่อ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯว่าการดำเนินการต่อไปในเรื่องนี้ ในแนวทางระบบเกษตร อุตสาหกรรม และการชี้แจงกับต่างประเทศ”น.ส.มนัญญา กล่าว

เดินหน้าพัฒนายุวเกษตรกร13จว. เสริมทักษะสืบทอดอาชีพเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504089

x

เดินหน้าพัฒนายุวเกษตรกร13จว. เสริมทักษะสืบทอดอาชีพเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับชมรมนิสิตเก่าค่ายอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เข้าพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรในโรงเรียน 13 จังหวัด สนับสนุนความรู้ ส่งเสริมทักษะอาชีพเกษตรกรรม และนำผลผลิตมาประกอบเป็นอาหารกลางวันในโรงเรียน

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ด้านพัฒนาเกษตรกร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรจัดตั้งกล่มยุวเกษตรกรมาตั้งแต่ปี 2510 เพื่อเป็นกลไกปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนรุ่นใหม่ มีทัศนคติที่ดีต่อการประกอบอาชีพเกษตรกรรมโดยกรมฯช่วยสนับสนุนความรู้วิชาการ ผ่านการเสริมสร้างประสบการณ์และการฝึกปฏิบัติ โดยมุ่งหวังให้เยาวชนเหล่านี้สืบทอดอาชีพการเกษตร เป็นเกษตรกรมืออาชีพ ทดแทนเกษตรกรผู้สูงอายุได้ในอนาคต โดยปี 2563 กรมฯร่วมกับชมรมนิสิตเก่าค่ายอาสาพัฒนา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เข้าไปส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านโครงการส่งเสริมและพัฒนากลุ่มยุวเกษตรกรในโรงเรียนเกษตรศาสตร์อนุสรณ์ ในพื้นที่ 13 จังหวัด ได้แก่ เพชรบุรี อุทัยธานี กำแพงเพชร น่าน สุรินทร์ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ ชัยภูมิ นครพนม ร้อยเอ็ด สุราษฎร์ธานี เน้นจัดกระบวนการเรียนรู้ ถ่ายทอดความรู้ ฝึกปฏิบัติทักษะด้านการเกษตร เคหกิจเกษตร หรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามแผนดำเนินกิจกรรมและความสนใจของสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรแต่ละกลุ่ม เพื่อปลูกฝังให้ยุวเกษตรกรมีทัศนคติที่ดีต่ออาชีพเกษตรกรรม ภาคภูมิใจในการทำเกษตร ส่งเสริมและพัฒนาภาวะผู้นำ ทำงานเป็นหมู่คณะบริหารจัดการกลุ่ม การใช้กระบวนการกลุ่มและหลักประชาธิปไตยดำเนินงานของกลุ่มยุวเกษตรกร เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่โรงเรียนอื่นโดยรอบ และเพื่อให้ยุวเกษตรกรมีผลผลิตทางการเกษตรเพื่อนำมาใช้ประกอบอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการในโรงเรียน

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวต่อว่า การปลูกฝังทัศนคติด้านการเกษตรให้เด็กในโรงเรียน นอกจากเป็นกิจกรรมเสริมความรู้และฝึกทักษะการดำรงชีวิตให้เยาวชนแล้ว ยังเสริมสร้างประสบการณ์ชีวิตที่สำคัญที่ให้เด็กต่อยอดนำไปใช้ประกอบอาชีพ และเป็นกำลังสำคัญต่อภาคการเกษตรไทยได้ในอนาคต

ซอกแซกอาเซียน : 9 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504090

ซอกแซกอาเซียน : 9 กรกฎาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 9 กรกฎาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สามสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพยายามนำเสนอข้อดีของการทำงานในแบบญี่ปุ่น เท่าที่ได้เห็นจากประสบการณ์ที่ทำงานอยู่ด้วยกัน ความจริงยังมีอีกมาก ที่สามารถนำมาพูดคุยได้แต่กระนั้น คงต้องไม่พูดเยอะ เพราะเดี๋ยวจะไม่มีโอกาสได้พูดถึงประเทศอื่นๆ ไป เนื่องจากยังมีลักษณะเฉพาะต่างๆ สำหรับวิถีการทำงานของชาติต่างๆ อีก แต่ทว่าผมคงจะเลือกสรรคัดเอาในส่วนที่ดีๆ ส่วนไหนที่ไม่ดีก็ไม่ควรนำมาเสนอ เพราะจะกลายเป็นการประจานเขาไป ซึ่งคงไม่ดีในแบบฉบับของนักการทูตมืออาชีพครับ

ในบรรดาสมาชิกแอปเตอร์ นอกจากจีนและเกาหลีใต้ที่ผมไม่ได้ยกมาเล่าแบบญี่ปุ่นนั้น สำหรับในส่วนของสมาชิกอาเซียนแท้ๆ 10 ประเทศแล้ว ผมว่าสิงคโปร์น่าพูดถึงมากที่สุด เพราะน่าจะเป็นด้วยระบบการทำงานของเขา และอาจรวมถึงบรรทัดฐานการดำเนินชีวิตของประชาชนเขาประกอบกันจึงทำให้สิงคโปร์เจริญก้าวหน้าก้าวไกล อย่างที่เราคนไทยน่าจะตามทันได้ยาก ลักษณะเฉพาะและเด่นของสิงคโปร์คงจะมีที่มาและรวมเอาสิ่งดีจาก 2 ส่วนด้วยกัน คือความเก่งกาจในด้านการค้าพาณิชย์จากความเป็นคนเชื้อชาติจีน กับระบบการบริหารงานที่น่าจะลอกเลียนแบบมาจากอังกฤษ เมื่อสุดยอดของทั้ง 2 สุดยอดมารวมกัน เลยทำให้สิงคโปร์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ทั้งที่ทรัพยากรพื้นฐานที่จำเป็นต่อการสร้างชาติของสิงคโปร์แทบจะหาไม่ได้เลยจากภายในประเทศ การกำหนด position ตนเองเป็นคนกลางในการซื้อขายสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตผู้คน จึงเป็น norm ของสิงคโปร์มาตั้งแต่เริ่มตั้งประเทศ และแน่นอนที่สุดครับ มันเป็นความจริงอย่างหนึ่งที่ท่านผู้อ่านหลายท่านทราบแล้ว บรรพบุรุษผมเคยสอนไว้ตั้งแต่ผมยังเยาว์ว่า ในโลกนี้ ถ้าอยากจะเป็นผู้มีเงินทองทรัพย์สินมั่งคั่ง ให้เลือกประกอบอาชีพพ่อค้าวาณิช หรือ ค้าขายเถิด ซึ่งก็เป็นจริงตามที่ท่านว่า เพราะในโลกนี้ ไม่มีอาชีพใดที่จะสร้างความร่ำรวยให้กับเราได้เท่ากับอาชีพค้าขาย ส่วนอาชีพรับราชการหรือเป็นลูกจ้างเอกชนนั้น สงวนไว้สำหรับคนที่ไม่หวังจะเป็นคนมีสตางค์หรือคนที่พอเพียงเท่านั้น เพราะคนกลุ่มหลังนี้กินแต่เงินเดือนค่าจ้างซึ่งไม่มีทางที่จะเก็บสะสมจนมั่งคั่งได้แน่นอน ยกเว้นสองสามอย่างคือ ทุจริตคดโกง หรือได้ทรัพย์สินมาจากมรดกตกทอด หรือเผอิญถูกหวยรางวัลใหญ่ พอดีผมเองก็เป็นคนแบบพอเพียง หรืออาจอยากจะรวยเหมือนกันแต่ขี้เกียจค้าขาย เลยเลือกที่จะเป็นข้าราชการ ก็เลยได้จนมาสมใจอยาก (เอ้ะ!! เพลินไปซะไกล..) สิงคโปร์เลยประสบความสำเร็จในการยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศด้วยความถนัดเดิม คือ ค้าขาย ส่วนระบบภาครัฐ ที่เรียนรู้มาจากอังกฤษ อาจบวกด้วยวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่านผู้นำยุคบุกเบิก ท่านลีกวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ สิ่งที่ผมพบเห็นจากสิงคโปร์ คือ ความตรงไปตรงมาและความมีประสิทธิภาพโดยยึดถือกฎเกณฑ์ของสังคมอย่างเข้มงวด

ตัวอย่างอันหนึ่งที่ผมเห็นจากการทำงานในแอปเตอร์คือ เวลาที่ฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ขออนุมัติในเรื่องใดๆ สิงคโปร์จะต้องสอบถามกลับเพื่อความชัดเจนเกือบทุกครั้ง คือสอบถามเพื่อความเข้าใจตรงกันก่อน หากมีความคลุมเครือ ก็จะต้องอธิบายกันจนพอใจ รวมทั้งในที่ประชุมต่างๆ ทางสิงคโปร์น่าจะเป็นประเทศต้นๆ ที่มักมีคำถามบ่อยมาก แต่กระนั้น ทางออกดีๆ หรือมติที่หลายคนยอมรับ ก็มักจะมาจากสิงคโปร์นี่แหละ จริงๆ แล้วจะว่าไปสิงคโปร์เขามีวิสัยทัศน์ระดับโลกและสามารถมองข้ามอาเซียนเราไปเลยก็ได้ เพราะถึงแม้จะไม่มีพื้นที่นาสำหรับผลิตข้าวเลย แต่เขาก็มีเงินมากพอที่จะหาซื้อข้าวบริโภคจากที่ใดก็ได้ แต่ด้วยความที่เขามีภูมิรัฐศาสตร์ติดอยู่กับสมาชิกอาเซียนอื่น เขาก็ไม่เคยมองข้ามความสำคัญอันน้อยนิด อีกทั้งเงินที่เขาบริจาคให้แอปเตอร์ เมื่อเทียบกับความมั่งคั่งร่ำรวยของเขาแล้ว เหมือนขนหน้าแข้งครึ่งเส้น แต่เขาก็ยังให้ความสำคัญ โดยเฉพาะเงิน Endowment Fund ที่เป็นหนึ่งในสองก้อนที่สมาชิกบริจาคให้แอปเตอร์ทุกปี (อีกก้อน คือ Operational Cost) นั้น สิงคโปร์นี่แหละที่ยืนยันว่า ฝ่ายสำนักเลขานุการจะต้องนำไปฝากธนาคารที่น่าเชื่อถือไว้เท่านั้น ห้ามที่จะนำไปลงทุนอื่นใด แม้จะสามารถออกดอกออกผลได้มากกว่าการฝากประจำที่ธนาคารที่ว่า ทั้งนี้ เพราะเกรงว่าเงินดังกล่าวจะสูญหายหมดไปจากภาวะเสี่ยงนั่นเอง

ตัวอย่างที่ยกมาข้างต้นถือเป็นส่วนน้อยนิดกับบรรทัดฐานของสิงคโปร์ ความจริงยังมีรายละเอียดอื่นๆ อีกมากตามที่ได้เล่าไปบ้างแล้วในสอดแทรกฉบับก่อนนับเป็นความละเอียดรอบคอบของสิงคโปร์ที่สมาชิกแอปเตอร์อื่นๆ ต้องคล้อยตาม และก็ถือว่าเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของแอปเตอร์จริงๆ ครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

สสท.เสวนายกเครื่องสหกรณ์ไทยยุคNew Normal #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504087

x

สสท.เสวนายกเครื่องสหกรณ์ไทยยุคNew Normal

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) เฉลิมฉลองวันสหกรณ์สากล ครั้งที่ 97 จัดกิจกรรมสัมมนาทางวิชาการ “ยกเครื่องสหกรณ์ไทยสู่การค้ายุคดิจิทัล”และ“รูปแบบธุรกิจการค้าสหกรณ์กับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล (New Normal)” หวังกระตุ้นสหกรณ์ตื่นตัว พัฒนา และปรับรูปแบบธุรกิจการค้าให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานกรรมการดำเนินการสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.)เปิดเผยว่า องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (InternationalCooperative Alliance – ICA) เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่เก่าแก่ที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง มีหน้าที่ในการเผยแพร่ ส่งเสริม ปกป้อง รักษาเอกลักษณ์หลักการและอุดมการณ์สหกรณ์และในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งการก่อตั้งองค์การ ICA ที่ประชุมสมัชชาองค์การสหประชาชาติ ได้มีมติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2535 และประกาศให้วันเสาร์แรก ของเดือนกรกฎาคมของทุกปี เป็นวันสหกรณ์สากล โดยได้เชิญชวนรัฐบาลประเทศต่างๆ ให้ความร่วมมือกับองค์การสหกรณ์ระดับชาติและระหว่างประเทศในการเฉลิมฉลองวันสหกรณ์สากลเป็นประจำทุกปีและในปีนี้เป็นการเฉลิมฉลองวันสหกรณ์สากลครั้งที่ 97 ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563

ทั้งนี้สันนิบาตสหกรณ์ฯ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของสหกรณ์ในประเทศไทยและเป็นสมาชิกชั้นสามัญขององค์การ ICA ได้ตระหนักดีถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกด้านเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งแปรผันอย่างรวดเร็วและรุนแรง สหกรณ์จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจการค้าให้ทันกระแสเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งปัจจุบันการแข่งขันการค้าออนไลน์มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ และในโอกาส “วันสหกรณ์สากล” ประจำปี 2563 นี้ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ร่วมกับชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด จัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การสัมมนาทางวิชาการ “ยกเครื่องสหกรณ์ไทยสู่การค้ายุคดิจิทัล” การอบรมเพื่อยกระดับมูลค่าเพิ่มสินค้าสหกรณ์ หลักสูตร “รูปแบบธุรกิจการค้าสหกรณ์กับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล (New Normal)” การแข่งขันวาดภาพในหัวข้อ “สหกรณ์ไทย ยุคดิจิทัล” จัดนิทรรศการ “วิวัฒนาการสหกรณ์โลกและสหกรณ์ไทย”ขึ้น ณ ศูนย์การประชุมรัชนีแจ่มจรัส สันนิบาตสหกรณ์ฯ กรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 3 – 4 กรกฎาคม 2563

“การจัดกิจกรรมดังกล่าวเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ “วันสหกรณ์สากล” ให้สมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไป ได้ทราบและเข้าใจ ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญของสหกรณ์ อีกทั้งเป็นการปลูกฝังให้เยาวชนได้มีโอกาสแสดงความสามารถและเข้าใจกระบวนการสร้างสรรค์สังคมอย่างยั่งยืนด้วยวิธีการสหกรณ์จากกิจกรรมการวาดภาพ และสุดท้ายคือการกระตุ้นให้สหกรณ์เพิ่มขีดความสามารถในการผลิต การแปรรูป การจัดจำหน่ายออนไลน์ในระดับต่างๆ เป็นการกระตุ้นให้สหกรณ์ตื่นตัวในการปรับรูปแบบธุรกิจการค้าของสหกรณ์ให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจยุคดิจิทัล” นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานฯ สสท. กล่าว

ปศุสัตว์ขอปชช.อย่าตื่นตระหนก พบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/504088

x

ปศุสัตว์ขอปชช.อย่าตื่นตระหนก พบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในจีน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานข่าวทางสื่อออนไลน์เมื่อวันที่ 30 มิถุนายนระบุ นักวิทยาศาสตร์จีนตรวจพบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในจีน มีลักษณะคล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมูที่ระบาดในปี 2009 โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ มีชื่อเรียกไม่เป็นทางการว่า G4 EA H1N1ซึ่งพบในคนงานที่ทำงานโรงฆ่าสุกร โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้กล่าวว่า แม้ไวรัสชนิดนี้ยังไม่จัดเป็นภัยคุกคามร้ายแรงแต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาควรเริ่มวางมาตรการควบคุมไวรัสในสุกรและเฝ้าระวังการติดเชื้อในกลุ่มคนงานในอุตสาหกรรมผลิตสุกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (A/H1N1) หรือไข้หวัดใหญ่ 2009 เริ่มพบเมื่อปี พ.ศ.2552 ที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา ต่อมาแพร่ไปหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบันกลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบทั่วไป เป็นโรคที่แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน และทำไมถึงเรียกว่า
ไข้หวัดหมู (Swine Flu) เนื่องจากช่วงแรกที่พบการระบาดนักวิทยาศาสตร์ พบว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสที่พบในฟาร์มหมูในทวีปอเมริกาเหนือ แต่การศึกษาระยะต่อมา พบว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ (A/H1N1) เกิดจากการผสมของสายพันธุกรรม (gene) ของเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนก แต่คนบางส่วนก็ยังเรียกติดปากว่า ไข้หวัดหมู (Swine Flu) เมื่อเปรียบเทียบระหว่างสายพันธุ์ H1N1 ที่พบในมนุษย์และสุกรนั้น จะแตกต่างกันชัดเจน ดังนั้น มิใช่ว่าเชื้อไวรัสทุกสายพันธุ์ในสุกรจะติดเชื้อข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์ได้

อย่างไรก็ตาม กรมปศุสัตว์ได้เตรียมความพร้อมเรื่องดังกล่าว โดยร่วมกับสัตวแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ติดตามและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด เอ สายพันธุ์ เอช1เอ็น1 (A/H1N1) ในสุกรมาตลอด โดยจัดทำ“คู่มือแนวทางการปฏิบัติงานทางคลินิกต่อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)” สำหรับสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์และผู้เลี้ยงสุกร เพื่อใช้เป็นแนวทางรติดตาม ป้องกันเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่อาจเกิดกับสุกรในประเทศ และกรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือเกษตรกรป้องกันโรคภายในฟาร์มสุกร ดังนี้ 1.ควรจัดการที่ดีตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) 2.ควรกักแยกสุกรที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่ เพื่อสังเกตอาการก่อนปล่อยเข้าร่วมฝูง 3.ทำความสะอาดฟาร์มด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพ 4.หากบุคลากรภายในฟาร์มป่วย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสุกร 5.สำหรับน้ำที่ใช้ภายในฟาร์ม ควรทำลายเชื้อโรคก่อนนำไปใช้เลี้ยงสุกร6. ยานพาหนะที่เข้า – ออกฟาร์มต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคทุกครั้ง

ทั้งนี้ แม้จะถูกเรียกชื่อว่า“ไข้หวัดหมู (Swine Flu)” แต่ยังไม่มีรายงานทางวิชาการว่า โรคไข้หวัดใหญ่ ชนิด A สายพันธุ์ H1N1 เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อจากหมูโดยตรง ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ต้องตื่นตระหนกยังรับประทานหมูได้ตามปกติ และแนะนำให้รับประทานอาหารปรุงสุก รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ