กรมประมงขานรับการผลิตเกษตร4.0 ชวนขายสินค้าประมงผ่านแอปฯ M-Help Me #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503995

กรมประมงขานรับการผลิตเกษตร4.0 ชวนขายสินค้าประมงผ่านแอปฯ M-Help Me

กรมประมงขานรับการผลิตเกษตร4.0 ชวนขายสินค้าประมงผ่านแอปฯ M-Help Me

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 12.03 น.

กรมประมง ขานรับนโยบาย ตลาดนำการผลิต เทคโนโลยีเกษตร 4.0 ชวนขายสินค้าประมงผ่านแอปฯ M-Help Me

​8 กรกฎาคม 2563 นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า จากนโยบาย “ตลาดนำการผลิต” และ “เทคโนโลยีเกษตร 4.0” ของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับเกษตรกรผู้ผลิตทั้งพืช ปศุสัตว์ ประมง ให้มีรายได้ที่มั่นคงและเพียงพอจากการประกอบอาชีพ และพัฒนาศักยภาพจากการเป็นผู้ผลิตเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ขาย โดยอาศัยกลไกทางการตลาดออนไลน์ในสังคมยุคดิจิทัลกระจายสินค้าเกษตร เป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนแก่เกษตรกร 
ขณะนี้ กระทรวงเกษตรฯ ได้ดำเนินการตามนโยบายดังกล่าว พยายามผลักดันสินค้าเกษตรขึ้นสู่แพลตฟอร์มของมาร์เกตต์เพลสต่างๆ 

ล่าสุด ได้บูรณาการร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ และโครงการคืนคุณแผ่นดิน เปิดตัวแพลตฟอร์มที่สร้างโดยคนไทย เป็นแพลตฟอร์มแหลักในการส่งเสริมการขายและการกระจายสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภคภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และตลาดนำการผลิต รวมทั้งพันธกิจร่วมเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด ด้วยการใช้แอพพลิเคชั่น M-Help Me ซื้อสินค้าเกษตร ขายสินค้าเกษตร ขนส่งสินค้าเกษตร ประกันสินค้าเกษตร ชำระเงิน เรียกได้ว่า ออนไลน์อย่างครบวงจร สามารถลดขั้นตอนจากคนกลาง เกษตรผู้ขายจำหน่ายสินค้าได้ตรงถึงลูกค้า ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้บริโภค 

ซึ่งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกรได้ เช่น ใช้แก้ปัญหาสินค้าเกษตรล้นตลาดในช่วงฤดูกาลที่ผลผลิตออกมาจำนวนมาก หรืออุปสรรคด้านการขนส่ง ฯลฯ ให้เกิดเสถียรภาพในการกระจายสินค้าเกษตร ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถขายสินค้าเกษตรได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการแปรรูป  SME เกษตร  โรงงานอุตสาหกรรมทั้งหลาย สามารถเชื่อมโยงไปสู่ตลาดได้ โดยเฉพาะในช่วงสถานการณ์ COVID-19 แอพลิเคชั่นดังกล่าวจะสามารถสร้างการแข่งขันไปสู่เป้าหมายของการเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหาร TOP TEN ของโลก และที่สำคัญ คือ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น  
​
สำหรับจุดเด่นของ แอพพลิเคชั่น M-Help Me ประกอบด้วย 5 ส่วนหลัก ได้แก่ 1.ผู้ซื้อ สามารถเข้ามาแสดงความจำนงค์ในการซื้อหาสินค้าหรือเลือกสินค้าที่มีอยู่บนแพลตฟอร์ม 2.ผู้ขาย สามารถนำเสนอรายละเอียดในการขายผลผลิตด้านการเกษตรพร้อมกำหนดราคาได้ 3.การขนส่งมีทั้งพนักงานขนส่งของภาคเอกชน เช่น Grab , Lineman ฯลฯ และพนักงานขนส่งอิสระ ที่จะเปิดให้ผู้ที่สนใจในแต่ละพื้นทีเข้ามาสมัครเป็นพนักงาน 4.การรับประกันสินค้า สร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อ เป็นการการันตีว่าจะได้สินค้าดีมีคุณภาพ และยังช่วยเป็นเครื่องมือในการกำหนดให้ผู้ขายรักษามาตรฐานคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าที่จำหน่ายด้วย เพื่อความยั่งยืนในการซื้อขายในระยะยาว และ5.การชำระเงิน ใช้ระบบโอนเงินผ่านบัญชีธนาคาร การชำระผ่านบัตรเครดิต ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ซื้อทุกกลุ่ม 

​ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งในระบบปฏิบัติการ IOS และ Android โดยมีขั้นตอนดังนี้ 

​ขั้นตอนที่ 1 วิธีการค้นหา แอพพลิเคชั่น M-Help Me โดยเริ่มจากให้พิมพ์ในช่องบอกสิ่งที่คุณต้องการจากนั้นเลือกหาสินค้าจากคนที่โพสต์ลงใน App 

​ขั้นตอนที่ 2 ต้องการขายสินค้า เข้าไปที่ App จากนั้นกดเข้าไปเพื่อเลือกกรอกความต้องการขายใส่รายละเอียดสินค้าที่เราต้องการจะขาย พร้อมเลือกรูปสินค้าและอัพโหลดรูป เสร็จแล้วให้กดส่งความต้องการเข้าระบบ 
​
ขั้นตอนที่ 3 ต้องการซื้อสินค้า เข้าไปที่ App จากนั้นกดเข้าไปเพื่อเลือกกรอกความต้องการซื้อ  ใส่รายละเอียดสินค้าที่เราต้องการจะซื้อ พร้อมเลือกรูปสินค้าและอัพโหลดรูป เสร็จแล้วให้กดส่งความต้องการเข้าระบบและชำระสินค้าผ่านระบบ Payment Gateway ในแบบ GB Prime pay ที่รวดเร็วและเที่ยงตรง 

ส่องเกษตร : ธำรงไว้ซึ่งเป้าหมาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503866

ส่องเกษตร : ธำรงไว้ซึ่งเป้าหมาย

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีกรณีที่สร้างความเข้าใจและไม่เข้าใจในประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง คือ ยุทธศาสตร์ชาติ โดยการใช้ Social Media สร้างกระแสให้เกิดการรับรู้ในประเด็นที่ผู้สื่อต้องการส่งสัญญาณบางอย่างให้กระเพื่อมหรือเกิดประเด็นขึ้นในสังคม และย่อมส่งผลกระทบต่อภาคการเมืองการปกครอง ในขณะที่ประชาชนทั่วไปคงได้แต่รับรู้ รับทราบ อย่างมีสติและกลั่นกรองข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ มองให้ทะลุถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างกระแส ทำไมอยู่ดีๆ ถึงมีการจุดประเด็นดังกล่าวขึ้น

การเดินทางไปสู่จุดหมายย่อมมีหลายวิธีการ หลายเส้นทางแต่ยังมีจุดหมายเดียวกัน วีธีการไปถึงจุดหมาย ไม่ว่าเป็นการเดินเท้าการใช้ยานพาหนะต่างๆ ตามเส้นทางปกติที่นิยมกันว่าสั้นที่สุด หรือมีเส้นทางลัดหลบเลี่ยงออกไป ในแต่ละช่วงของเส้นทางมักจะมีป้ายสัญญาณเตือน ป้ายบอกทางกำกับไว้เสมอ รวมทั้งป้ายสถานที่ต่างๆ ที่ผ่านระหว่างทาง ให้ผู้ใช้เส้นทางได้ใช้ประกอบการตัดสินใจว่าจะแวะก่อนหรือจะไม่ต่อ หากมีปัญหาระหว่างเส้นทางก็สามารถปรับเปลี่ยนกันไปตามสถานการณ์ ปัจจุบันนี้มีป้ายอัจฉริยะสามารถคำนวณเวลาให้ได้เลยว่าจะจุดนี้ไปแต่ละจุดนั่นใช้เวลาเท่าใด เรียกได้ว่า หากไม่รีบร้อนไปยังจุดหมายก็สามารถแวะพักระหว่างทางกันได้สบายใจ หรือหากเป็นการเดินทางด้วยเครื่องบินก็ต้องมีการวางแผนว่าจะออกจากสนามบินไหน ไปต่อที่ไหนด้วยวิธีการใด ช่วงเวลาประมาณไหนถึงจะเดินทางได้สะดวก สามารถต่อเที่ยวบินได้อย่างไม่ฉุกละหุก โดยไม่พลาดเป้าหมายปลายทางตามที่วางแผนไว้ การเดินทางโดยเครื่องบินจะแตกต่างจากการเดินทางโดยรถยนต์ ด้วยการเดินทางโดยเครื่องบิน นักบินจะเป็นผู้วางแผนการบิน ส่วนผู้โดยสารก็แค่เลือกเส้นทาง เลือกสายการบิน และเลือกเที่ยวบินให้ถูกต้องเท่านั้น ในขณะที่ก่อนการขึ้นบินนักบินจะต้องศึกษาข้อมูลและสถานการณ์โดยรอบให้พร้อมเพื่อวางแผนการบินก่อนขึ้นบินเนื่องจากบนท้องฟ้าไม่มีหลักกิโลเมตรให้ ไม่มีป้ายบอกทางทุกอย่างต้องพร้อมก่อนที่จะทำการบิน เพื่อให้บินไปยังจุดหมายตามกำหนดเวลาอย่างปลอดภัย หากไม่มีความพร้อมอาจเกิดอาการหลงฟ้า บินวน หรือร้ายแรงถึงขั้นเกิดอุบัติเหตุสร้างความสูญเสียอย่างไม่คาดฝันก็เป็นได้ มองอีกมุมหนึ่งก็เหมือนกับการใช้ชีวิตของคนเรา หากขาดเป้าหมายและขาดการวางแผนที่ดี เส้นทางชีวิตของคนๆนั้น อาจเสียเปล่า โดยไม่เกิดมรรคผลใดๆในการใช้ชีวิตที่เกิดมาครั้งหนึ่ง อย่างน้อยการมีเป้าหมายในการใช้ชีวิต ยังสามารถที่จะทำให้ทราบว่าช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมา เดินทางมาถึงจุดไหนของเป้าหมาย วิธีการที่ดำเนินมาตอบโจทย์ของการไปสู่เป้าหมายหรือไม่ และหากคำตอบ คือ ไม่เราจะต้องปรับปรุงอย่างไรให้สอดคล้องกับสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นคือ ชีวิตหนึ่งที่เกิดมาไม่ได้สูญเปล่าไปแต่อย่างใด

หากเปรียบกับประเทศชาติบ้านเมือง เส้นทางเดินของประเทศชาติคือเส้นทางของคนในชาติที่จะต้องเดินทางไปด้วยกันอย่างสร้างสรรค์ คิดและวางแผนการเดินทางร่วมกัน แล้วออกเดินทางไปด้วยกัน บางช่วงเวลาของการเดินทางอาจต้องปรับเปลี่ยนให้เกิดประสิทธิภาพ เพื่อให้การเดินทางเป็นไปด้วยความสะดวกสบาย แต่ยังคงไม่ละทิ้งเป้าหมายของการเดินทาง ทุกคนในชาติต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ความสำเร็จจะรออยู่ไม่ไกล แต่หากแต่ละคนไม่มีความเข้าใจ ไม่มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกัน ต่างคนต่างมองหน้ากัน ไม่มีใครที่จะช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ไขปัญหา หมุนคว้างอยู่ในสถานการณ์ตัวใครตัวมัน บ้านเมืองก็จะไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นเหมือนเป้าหมายในการพัฒนาของประเทศที่ได้สร้างเป้าหมายร่วมกันให้ทุกคนในชาติเห็นตรงกัน เพื่อให้ทุกคนเดินทางไปสู่เป้าหมายเดียวกันตามบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ระหว่างทางหากเกิดปัญหาขึ้น สามารถที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการ ปรับเปลี่ยนเส้นทางไปสู่เป้าหมายได้ แต่เป้าหมายต้องคงอยู่ เพื่อไม่ให้การเดินทางไร้ซึ่งทิศทาง ซึ่งจะเป็นการสูญเปล่าทางทรัพยากรของชาติ เหมือนกับนักบิน เมื่อวางแผนการบิน และออกเดินทางไปแล้ว ระหว่างทางหากเกิดสถานการณ์อากาศแปรปรวน ก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเส้นทาง แต่ยังคงเป้าหมายของเส้นทางไว้เช่นเดิม ยุทธศาสตร์ชาติก็ไม่ต่างกัน ปรับเปลี่ยนวิธีการได้ แต่ต้องธำรงเป้าหมาย เพื่อให้ทุกคนในชาติพร้อมไปสู่จุดหมายเดียวกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ชูนโยบาย8ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกก.ชสอ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503863

x

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ชูนโยบาย8ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกก.ชสอ.

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุมกล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ก่อตั้งจากการรวมตัวของกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ หลักการและแนวคิดของสหกรณ์ที่เหมือนกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสมาชิกสหกรณ์โดยยึดทำงานเป็นทีม เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ดังนั้น ทีมพลังรักษ์สหกรณ์จึงสรรหาคนดี มีฝีมือ มากความสามารถ มาร่วมงานหลากหลาย ทั้งจากกลุ่มวิชาชีพและเขตพื้นที่ เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของชสอ. ภายใต้นโยบาย 8 ระบบได้แก่ 1.ระบบบริหารจัดการผลักดันให้ชสอ.เป็นศูนย์กลางทางการเงิน หาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์สมาชิกและจัดตั้งกองทุนเสถียรภาพ เพื่อแก้ปัญหาให้สหกรณ์กรณีเจอภาวะวิกฤติ เช่น หุ้นกู้การบินไทย 2.ระบบสวัสดิการ ลดความเสี่ยงของผู้ค้ำด้วยสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 3.พัฒนาบุคลากรของคนในกระบวนการสหกรณ์ เป็นนักสหกรณ์มืออาชีพ 4.ระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ส่งเสริมบทบาทของเขตพื้นที่ 5.ระบบการออมส่งเสริมการออม เพื่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของสมาชิกยามชรา 6.ระบบสินเชื่อ จัดระบบสินเชื่อให้หลากหลายและเข้าถึงครอบคลุม 7.ระบบลงทุน บริหารลงทุนของชสอ.อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นคง และ8.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ยกระดับชสอ.เป็นศูนย์กลางพัฒนาระบบ IT และศูนย์ข้อมูลกลางDATA CENTER ในรูปแบบ BIC DATA เพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นสารสนเทศ MIS

“หากทีมพลังรักษ์สหกรณ์ได้รับคัดเลือกเป็นกรรมการ ชสอ. นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการอันดับแรกคือ เรื่องหุ้นกู้การบินไทย เพราะมีผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์กว่า 3 ล้านคน ในสหกรณ์ 87 แห่ง รวมทั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อหาช่องทางลดภาระหนี้สมาชิก อย่างไรก็ตาม ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ จะทำงานด้วยความมุ่งมั่น ตามอุดมการณ์สหกรณ์คือ เพื่อนช่วยเพื่อน ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นหลัก ฉะนั้น โปรดเลือกทีมพลังรักษ์สหกรณ์ เบอร์ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, และ 9 ยกทีม”นายปรเมศวร์ กล่าว

ด้านรศ.(พิเศษ)พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ กล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ มีประสบการณ์ในวงการสหกรณ์มาเป็น 10 ปี การบริหารงานยึดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง โดยยึดหลัก “สหกรณ์มั่นคง สมาชิกมั่งคั่ง” เน้นกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่ เพื่อรับทราบปัญหาสมาชิกอย่างแท้จริง และดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างทั่วถึง ซึ่งเราเต็มร้อยกับการพัฒนาบุคลากรและสมาชิก ทั้งนี้ สมาชิกมีปัญหาทีมพลังรักษ์สหกรณ์แก้ปัญหาให้ได้หมด รวมทั้งผลักดันชสอ. เป็นสถาบันพัฒนาบุคลากร และความมั่นคงสหกรณ์ออมทรัพย์

ขณะที่พล.ต.ท.วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.)กล่าวว่า นโยบายของทีมพลังรักษ์สหกรณ์ “ซื่อตรง มั่นคง ปลอดภัย ยั่งยืน” ซึ่งการบริหารงานตลอด 4 ปี ยึดหลักธรรมาภิบาล คิดดี ทำดี พูดดี และมุ่งเน้นเรื่องหลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของสมาชิก เน้นผลประโยชน์ของสมาชิกสูงสุด เช่น เงินฝาก ผลตอบแทนของหุ้น ทั้งนี้ ตนเข้ามาบริหารชสอ. ช่วงเดือนมิถุนายน 2562 เป็นช่วงที่มีปัญหา พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2562 ออกใหม่ ซึ่งตามมาตรา 89 วรรค 2 จะต้องออกกฎกระทรวงภายใน 2 ปี เราได้ทำกฎกระทรวงนี้เป็น 3 แบบ คือ ชนิดปัญหาที่เป็นผลกระทบสมาชิกน้อย ปานกลางและมาก โดยในส่วนกระทบน้อย กฎกระทรวง 7 ฉบับ ได้รับความกรุณาจากกฤษฎีกา ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับแบงก์ชาติ และกระทรวงการคลัง จนสามารถนำกฎกระทรวง 7 ฉบับ ไปปฏิบัติได้ แต่ยังเหลืออีก 6 ฉบับ ในส่วนที่กระทบมาก เช่น การให้สินเชื่อ ดังนั้น นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการต่อไปคือ ผลักดันกฎกระทรวง 6 ฉบับ และแก้ปัญหาเรื่องหุ้นกู้การบินไทย

ซีพีเอฟผนึกกำลังบริษัทเครือCP ยกระดับเข้มนโยบายรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่รุกป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503869

x

ซีพีเอฟผนึกกำลังบริษัทเครือCP ยกระดับเข้มนโยบายรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ไม่รุกป่า

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยยกระดับ “ระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์” สนับสนุนให้คู่ค้ามีส่วนร่วมในระบบตรวจสอบย้อนกลับเพื่อความแม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น ตอกย้ำการทำธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมเดินหน้าพัฒนาศักยภาพเกษตรกรและคู่ค้าเติบโตไปด้วยกัน

นายไพศาล เครือวงศ์วานิช รองประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทผู้พัฒนาแหล่งผลิต เพิ่มคุณค่าสินค้าเกษตร และธุรกิจการค้าสินค้าเกษตรแปรรูปสู่ผู้บริโภคในระดับโลก โดยเป็นผู้จัดหาวัตถุดิบอาหารสัตว์ให้ซีพีเอฟ กล่าวว่า การประกาศรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์บนพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง และใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Corn Traceability) ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี 2559 ที่ยืนยันเจตนารมย์การจัดหาวัตถุดิบทางการเกษตรที่มาจากแหล่งผลิตที่รับผิดชอบและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ มีฐานข้อมูลในระบบการขึ้นทะเบียนเกษตรกรที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน พร้อมทั้ง ยังเดินหน้าขับเคลื่อนนำระบบบริหาร และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งเสริมการใช้ระบบ GPS เพื่อติดตามรถขนส่ง รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจสอบย้อนกลับแหล่งปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ให้มีความถูกต้องและชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าว บริษัทได้รับความร่วมมือจากคู่ค้าธุรกิจและผู้รวบรวมข้าวโพดในการติดตั้งระบบ GPS Tracking บนรถขนส่งทุกคัน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา เพื่อใช้ในติดตามข้อมูลแบบ real time สำหรับการขนส่งข้าวโพดเข้าสู่โรงงานอาหารสัตว์ซีพีเอฟในเขตประเทศไทยได้ครบ 100% ทำให้ระบบตรวจสอบย้อนกลับมีความแม่นยำและโปร่งใสยิ่งขึ้น ทราบแหล่งที่มาที่ชัดเจน นอกจากนี้ระบบดังกล่าวยังจะช่วยให้บริษัท สามารถอำนวยความสะดวก เพิ่มความคล่องตัว และประสิทธิภาพการขนส่งให้แก่คู่ค้าอีกด้วย

ซีพีเอฟ ยังได้เริ่มนำระบบตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าวไปขยายผลในประเทศเพื่อนบ้านของไทย โดยตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดยซีพีเอฟ และกลุ่มธุรกิจการค้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ประกาศรับซื้อผลผลิตข้าวโพดจากแหล่งผลิตที่มีเอกสารสิทธิถูกต้องในเขตประเทศเมียนมาภายใต้ระบบตรวจสอบย้อนกลับเท่านั้น โดยเกษตรกรมอบความมั่นใจให้โรงงานอาหารสัตว์ซีพีเขตประเทศเมียนมาและร่วมลงชื่อขึ้นทะเบียนตามการกำหนดมาตรฐานการรับซื้อจากแหล่งผลผลิตข้าวโพดที่มีเอกสารสิทธิ และเป็นส่วนหนึ่งในการรักษาผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังได้มุ่งเน้นการสร้างพันธมิตรในห่วงโซ่การผลิตอาหารทั้งคู่ค้าธุรกิจต่อเนื่องจนถึงเกษตรกร เพื่อให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน ผ่านโครงการ “เกษตรกรพึ่งตน ข้าวโพดยั่งยืน” ตั้งแต่ปี 2558 ส่งเสริมเกษตรกรให้มีความรู้สมัยใหม่ในการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ ต้นทุนการผลิตลดลง พัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพสามารถขายตรงให้กับโรงงานอาหารสัตว์ได้ ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ ตั้งแต่ขั้นตอนการเพาะปลูกที่ถูกต้อง การวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ย การใช้สารเคมีที่เหมาะสม รวมทั้งกระบวนการจัดการหลังเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาคุณภาพของผลผลิต โดยในปี 2563 นี้ บริษัท มีเป้าหมายที่จะขยายผลโครงการในพื้นที่ อ.ด่านขุนทด อ.สีคิ้ว และ อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ตั้งเป้าส่งเสริมเกษตรกรทั้งสิ้น 1,000 ราย พื้นที่เพาะปลูก 30,000 ไร่

ทั้งนี้ ซีพีเอฟ ยังร่วมมือกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ดำเนินแผนงานโครงการ ความร่วมมือพัฒนาคู่ค้าสู่ระบบมาตรฐานแรงงานไทย เพื่อยกระดับขีดความสามารถของคู่ค้าในหลากหลายธุรกิจ และผู้รวบรวมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในห่วงโซ่อุปทานมีการบริหารจัดการแรงงานด้วยความรับผิดชอบและถูกต้องตามกฎหมาย และผลักดันให้ผู้ประกอบการได้การรับรองมาตรฐานแรงงานไทยอีกด้วย เป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน ลดความเหลื่อมล้ำซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอีกองค์ประกอบหนึ่งของนโยบายการจัดหาอย่างยั่งยืน

เปิด‘DLD PRODUCTS LIBRARY ONLINE’ ให้เกษตรกรเรียนรู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503865

x

เปิด‘DLD PRODUCTS LIBRARY ONLINE’ ให้เกษตรกรเรียนรู้แปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์

วันพุธ ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวว่า ปัจจุบันการเรียนการสอนออนไลน์ (Onlinelearning) จัดเป็นนวัตกรรมการศึกษาอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนรู้ในรูปแบบเดิมๆสู่รูปแบบใหม่ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเป็นสื่อกลางเรียนรู้ ทำให้เกษตรกรเข้าถึงความรู้และข้อมูลได้รวดเร็วขึ้น ซึ่งการเรียนการสอนออนไลน์นี้ ช่วยลดอุปสรรคด้านระยะทางเรียนรู้ได้โดยทำการเรียนทางไกล เรียนผ่านเว็บไซต์ ซึ่งเหมาะสมกับสถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่ยังแพร่ระบาดอยู่ทั่วโลก ทำให้ต้องคำนึงถึงมาตรการเว้นระยะห่างทางสังคม (Social Distancing)

กรมปศุสัตว์ โดยกองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ เป็นหน่วยงานหลักมีบทบาทหน้าที่ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีด้านการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ พร้อมทั้งมีภารกิจหลักถ่ายทอดความรู้ด้านเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ให้เกษตรกรทั่วประเทศ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน ทั้งด้านผลิตและการตลาดทั้งในและต่างประเทศ จึงได้ทำการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ เพื่อถ่ายทอดข้อมูลและความรู้ ผ่านช่องทางห้องสมุดออนไลน์ “DLD PRODUCTS LIBRARY ONLINE” ให้เกษตรกรและนักแปรรูปทั่วประเทศศึกษาค้นคว้าความรู้เพิ่มเติมได้แบบไร้ขีดจำกัดของระยะทาง สถานที่ เวลาและที่สำคัญไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ ห้องสมุดออนไลน์ “DLD PRODUCTSLIBRARY ONLINE” รวบรวมเนื้อหาด้านเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เรื่องต่างๆ เช่นแปรรูปผลิตภัณฑ์เนื้อโค ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์เนยแข็ง และสูตรการแปรรูปผลิตภัณฑ์นมในหลักสูตรการเรียนการสอนออนไลน์ต่างๆของกรมปศุสัตว์ สำหรับผู้สนใจเข้าไปชมได้ที่ : https://anyflip.com/bookcase/qhdcj หรือแสกน QR code ด้านล่าง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เชียงใหม่ กองผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โทร. 0-5321-3162

กอนช.ตั้งคณะทำงานรับมือน้ำท่วมกทม.-ปริมณฑล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503656

x

กอนช.ตั้งคณะทำงานรับมือน้ำท่วมกทม.-ปริมณฑล

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ฤดูฝนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลว่า กอนช.ตั้งคณะทำงานด้านบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลขึ้น เป็นคณะทำงานคณะที่ 5 มี พลโทธรรมนูญ วิถี แม่ทัพภาคที่ 1 เป็นประธาน ทำหน้าที่บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนรองรับการระบายน้ำ แก้ปัญหาน้ำท่วมขังและปริมณฑลช่วงฤดูฝนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาได้ขุดลอกขยายคูคลอง ทำความสะอาด กำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำตลอดแนวถนนวิภาวดีรังสิต และในพื้นที่เสี่ยงทั้งในเขตกรุงเทพฯปริมณฑลมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำให้ไหลออกแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำบางปะกง ได้โดยเร็วเมื่อเกิดสถานการณ์ฝนตกหนัก

สำหรับการวางแผนป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตกทม.และปริมณฑลนั้น ได้วางแผนรับมือแบบองค์รวมตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำการเก็บน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ของกรมชลประทานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด (Rule Curve) ซึ่งขณะนี้ 4 เขื่อนใหญ่ที่มีผลต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำรวมกัน 7,617 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 31 ของปริมาณกักเก็บยังรองรับน้ำได้อีกกว่า 17,254 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่วนพื้นที่กลางน้ำที่จะใช้เป็นทุ่งรับน้ำหลากของลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่มี 13 ทุ่ง กรมชลประทานคาดการณ์ว่า ปีนี้จะมีทุ่งที่รับน้ำได้เพียง 6 ทุ่งเท่านั้นคือทุ่งบางระกำ ทุ่งป่าโมก ทุ่งผักไห่ ทุ่งโพธิ์พระยา ทุ่งพระยาบรรลือ และทุ่งรังสิตใต้ รับน้ำได้รวม 810 ล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งขณะนี้เตรียมพร้อมรองรับปริมาณน้ำจากฝนที่ตกตอนบนของประเทศ ในส่วนที่เหลืออีก 7 ทุ่ง เกษตรกรเพิ่งเริ่มเพาะปลูก เก็บเกี่ยวได้เดือนพฤศจิกายนปีนี้ ทำให้ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำเข้าทุ่งได้

ส่วนพื้นที่ปลายน้ำ ซึ่งอยู่ในเขตกทม.และปริมณฑลนั้น นอกจากขุดลอกขยายคูคลอง ทำความสะอาด กำจัดวัชพืช สิ่งกีดขวางทางน้ำดังกล่าวแล้ว กรุงเทพมหานครยังตรวจสอบระบบไฟฟ้าเครื่องกลของประตูระบายน้ำบ่อสูบน้ำที่ลุ่มต่ำให้พร้อมใช้งาน เพื่อเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ท่วมขังให้เร็วที่สุด รวมถึงประสานการกำหนดเกณฑ์เปิดปิดประตูระบายน้ำ สถานีสูบน้ำและคลองของกรุงเทพมหานคร ที่เชื่อมกับจังหวัดโดยรอบให้สอดคล้องกัน ป้องกันท่วมพื้นที่จุดใดจุดหนึ่งเป็นเวลานาน จนท้ายที่สุดคือ การเตรียมพร้อมสถานีสูบน้ำทางชายฝั่งทะเลตะวันออก แก้มลิงมหาชัยทางฝั่งตะวันตกและเครื่องมือหนักจักรกล เพื่อบริหารจัดการมวลน้ำส่วนเกินก่อนผลักดันออกสู่ทะเล

นอกจากนี้ ยังมีถังเก็บน้ำใต้ดินที่พร้อมใช้งานแล้วบริเวณวงเวียนหลักสี่ เขตบางเขน และซอยสุทธิพร เขตดินแดง มีท่อใต้ดินขนาดใหญ่บริเวณแยกเกษตร ถนนพหลโยธิน เพื่อดึงน้ำออกจากพื้นที่ได้โดยเร็ว ทั้งหมดเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการระบายน้ำท่วมฉับพลันได้อีกทาง ขณะเดียวกัน ยังให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต รณรงค์ให้ประชาชนคัดแยกขยะนัดพบการจัดเก็บขยะชิ้นใหญ่ และขอความร่วมมือประชาชนไม่ทิ้งขยะในแม่น้ำคูคลองที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อประสิทธิภาพการระบายน้ำ โดยประชาชนติดต่อขอรับการกำจัดขยะชิ้นใหญ่ได้ที่ สำนักงานเขตกรุงเทพมหานครทุกเขต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม คณะทำงานประชุมวางแผนแก้ปัญหาน้ำร่วมกัน โดยวิเคราะห์พื้นที่เขตกทม.พบมีจุดเสี่ยงน้ำท่วมซ้ำซาก 10 จุด ได้แก่ 1.ถนนแจ้งวัฒนะ ช่วงจากคลองประปาถึงคลองเปรมประชากร 2.ถนนรัชดาภิเษกบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ 3.ถนนพหลโยธินบรเิวณหน้าตลาดอมรพันธุ์และแยกเกษตร 4.ถนนประชาราษฎร์สาย 2 บริเวณแยกเตาปูน 5.ถนนราชวิถี หน้าราชภัฏสวนดุสิต และเชิงสะพานกรุงธน 6.แยกพญาไท กรมปศุสัตว์ แยกพญาไท สน.พญาไท 7.ถนนจันทน์ช่วงจากซอยบำเพ็ญกุศล ถึงที่ทำการไปรษณีย์ยานนาวา 8.ถนนสุวินทวงศ์ช่วงจากคลองสามวาถึงคลองแสนแสบ 9.ตลาดบางแคและหมู่บ้านเศรษฐกิจ และ 10.ถนนบางขุนเทียนชายทะเลช่วงจากถนนพระรามที่ 2 ถึงคลองสะแกงาม โดยจุดเสี่ยงทั้ง 10 จุดดังกล่าว สามารถติดตั้งเครื่องสูบน้ำ พัฒนาปรับปรุงพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพรับน้ำในฤดูฝนได้สูงขึ้น บางพื้นที่สามารถพัฒนาเป็นแก้มลิงและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่ม โดยวางแผนที่ระบายน้ำไม่ให้ท่วมขังได้ทุกจุดภายในเวลา 30 นาที

ประมงจับมือสวทช.ลุยวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503658

x

ประมงจับมือสวทช.ลุยวิจัยเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีของทั้ง 2 หน่วยงานจะได้ร่วมมือวิจัยพัฒนานวัตกรรมด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จากข้อมูลการวิเคราะห์สถิติการประมงของจังหวัด พบว่า ตัวเลขข้อมูลสัตว์น้ำที่ใช้ดำเนินงานจะมาจาก 2 ส่วนคือ จับสัตว์น้ำจืดจากธรรมชาติประมาณ 70% และระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประมาณ 30% กรมประมงจึงมีนโยบายวิจัยพัฒนาในส่วนระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการอาหารของโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว มีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของห่วงโซ่อาหารไปจนถึงกระบวนการแปรรูปอาหาร ความร่วมมือนี้เป็นความเชื่อมั่นว่า ผลงานที่จะเกิดขึ้นของกรมประมงและสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จะตอบโจทย์ประเทศรูปแบบใหม่ ให้เติบโตด้วยการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เพื่อสร้างธุรกิจเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศสู่การแข่งขันในตลาดโลก เนื่องจากกรมประมงมีศักยภาพเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และสวทช.มีองค์ความรู้ด้านวิจัยพัฒนาสนับสนุนเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังนั้น เชื่อมั่นว่านี่คือ จุดเริ่มต้นนำพัฒนาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลกในอนาคต

ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผอ.สวทช.กล่าวว่า สวทช.มุ่งผลักดันให้ไทยแข็งแกร่งและก้าวสู่การแข่งขันบนเวทีเศรษฐกิจระดับโลก โดยนำความสามารถด้านวทน. มาสนับสนุนภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมให้ดำเนินงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยสวทช.มีโปรแกรมผลิตสัตว์น้ำและสุขภาพสัตว์น้ำ ภายใต้กรอบวิจัยด้านเกษตรและอุตสาหกรรมชีวภาพทำงานเชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย รวมถึงหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้การผลิตสัตว์น้ำเศรษฐกิจ โดยเน้นเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พึ่งพาทรัพยากรและวัตถุดิบในประเทศ และเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตสัตว์น้ำของประเทศ ทั้งด้านคุณภาพและความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ครอบคลุมการวิจัยพัฒนาหลายด้าน เช่น ปรับปรุงพันธุ์ รวมถึงพัฒนาสูตรอาหารสัตว์น้ำโดยใช้เทคโนโลยีเก็บสารสำคัญ ด้านระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีการพัฒนางานวิจัยด้านระบบอัจฉริยะที่ช่วยเกษตรกรติดตามดูแลคุณภาพน้ำ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ ประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีหลักคือ ระบบบริหารจัดการคุณภาพน้ำ อุปกรณ์ตรวจวัดปริมาณสารเคมี ตรวจวัดการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย รวมถึงงานวิจัยโรคและสุขภาพสัตว์น้ำ เช่น พัฒนาวัคซีนป้องกันโรคในสัตว์น้ำ

ซึ่งความร่วมมือนี้ เป็นการดำเนินงานวิจัยด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งเชื่อมโยงเครือข่ายความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนร่วมกำหนดทิศทางงานวิจัยและพัฒนาด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหารของประเทศ เพิ่มขีดความสามารถแข่งขันในตลาดโลก ทำให้พัฒนาวิธีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่หลากหลาย อย่างไรก็ตาม ไทยถือเป็นประเทศมีจุดแข็งเรื่องภูมิประเทศที่ค่อนข้างหลากหลายทางชีวภาพ ระบบนิเวศสมบูรณ์มีผู้เชี่ยวชาญวิจัยสัตว์น้ำ เกษตรกรไทยเชี่ยวชาญเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ รวมทั้งภาคเอกชนเข้มแข็งเข้าถึงวทน.และตลาดได้ดี นอกจากนี้ ยังพัฒนาเทคโนโลยีสมัยใหม่อยู่เสมอ

“ปัจจุบันสวทช.เริ่มวิจัยที่ทำร่วมกับกรมประมงบ้างแล้ว เช่น โครงการปรับปรุงลักษณะการเจริญเติบโตปลานิลในระบบการเลี้ยงแบบน้ำหมุนเวียน โครงการผลการใช้ถั่วเหลืองเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนปลาป่นในอาหารเม็ดสำเร็จรูปต่ออาการขี้ขาวของกุ้งขาวแวนนาไม ซึ่งผลงานวิจัยบางส่วนนี้นำมาสู่การเชื่อมโยงกับการทำงานร่วมกัน เพื่อนำผลงานวิจัยที่เข้มแข็งไปประยุกต์ใช้สนับสนุนอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน” ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล กล่าว

สศก.เสวนาออนไลน์มหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้านปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503657

x

สศก.เสวนาออนไลน์มหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้านปี’63

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการร่วมเป็นวิทยากรสัมมนาเรื่อง“เกษตรกรรมกับการเปลี่ยน ปรับ รับมือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ”เมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งจัดรูปแบบผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ระบบ Zoom ในงานมหกรรมพันธุกรรมพื้นบ้าน ปี 2563 โดยมีวิทยากรจากหลากหลายสถาบัน อาทิ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง มหาวิทยาลัยมหาสารคาม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย มูลนิธิสายใยแผ่นดิน มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน สมาคมเกษตรกรรมทางเลือกฉะเชิงเทรา และศูนย์เครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน จ.ร้อยเอ็ด

โอกาสนี้ รองเลขาธิการ สศก. ในฐานะรองประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร และประธานคณะทำงานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการจัดทำยุทธศาสตร์ วิชาการ และฐานข้อมูล ได้บรรยายนโยบายและการดำเนินงานด้าน Climate Change ในภาคเกษตรของไทย เริ่มจากกลไกดำเนินงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560 – 2564 (ฉบับปัจจุบัน) ที่ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์ย่อย ได้แก่ 1) พัฒนาระบบฐานข้อมูลและสร้างความตระหนักรู้ 2) การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 3) การมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ 4) การขับเคลื่อนโดยเสริมสร้างขีดความสามารถของผู้เกี่ยวข้อง การศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในภาคเกษตรของสศก. และหน่วยงานในกษ. อาทิ จัดทำฐานข้อมูลปล่อยก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตร การจัดทำคาร์บอนฟุตพริ้นท์สินค้าเกษตร การศึกษาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อรายได้ครัวเรือนเกษตร ศึกษาผลปรับตัวของเกษตรกรต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (เกษตรทฤษฎีใหม่) และศึกษาต้นทุนส่วนเพิ่มการลดก๊าซเรือนกระจกจากนาข้าว การปรับปรุงพันธุ์ข้าวเจ้าเพื่อให้ปรับตัวได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม การส่งเสริมการไถกลบตอซังเพื่อลดการเผา การจัดทำแบบจําลองการผลิตพืช (Crop Modeling) เพื่อจัดการดินและธาตุอาหารพืชการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอ้อยโดยการจัดการน้ำ ธาตุอาหาร และการใช้พันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงโครงการที่ดำเนินงานร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ โครงการ Supporting the Integrationof the Agricultural Sector into the National Adaptation Plans: NAPs-Ag.) ร่วมกับ FAO และ UNDP โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดภาวะโลกร้อนจากการทำนา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(Thai Rice NAMA) ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) ทั้งนี้ เป้าหมายสุดท้ายของการดำเนินงาน ต้องการให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเกษตรกรพึ่งตนเองได้ มีรายได้พอใช้ ประกอบอาชีพการเกษตรได้ยั่งยืน ผลผลิตมีคุณภาพได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด จากการมีความรู้เพียงพอปรับเปลี่ยนระบบการผลิตของตนให้เหมาะสมกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยสอดคล้องกับวิถีชีวิตและภูมิปัญญาในท้องถิ่น โดยทุกภาคส่วนต้องดำเนินการร่วมกันทั้งระบบ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ภาครัฐกำหนดนโยบาย/มาตรการที่ผู้ปฏิบัติสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ภาคเอกชนต้องสนับสนุนปัจจัยการผลิตและเทคโนโลยี ภาคการเงินสนับสนุนเงินทุน และเกษตรกรต้องยอมรับการปรับเปลี่ยนและใช้เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและเกิดความยั่งยืน

กษ.ยัน2ตั๊กแตนศัตรูพืชไม่เข้าไทย สภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้อขยายพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503659

กษ.ยัน2ตั๊กแตนศัตรูพืชไม่เข้าไทย  สภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้อขยายพันธุ์

กษ.ยัน2ตั๊กแตนศัตรูพืชไม่เข้าไทย สภาพอากาศร้อนชื้นไม่เอื้อขยายพันธุ์

วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรย้ำนักเปิบแมลงไม่ต้องรอ 2 ตั๊กแตนคอนเฟิร์มไม่เข้าไทย เคลียร์พบระบาดในลาวเป็นตั๊กแตนไผ่พลิกไทม์ไลน์ 4 ปี วนเวียนระบาดพื้นที่เดิม ส่วนตั๊กแตนทะเลทรายพบระบาดล่าสุดในอินเดีย ยันสภาพอากาศเมืองไทยไม่เป็นใจให้ 2 ตั๊กแตนตั้งรกรากและขยายเผ่าพันธุ์

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรชี้แจงกรณีมีข่าวฝูงตั๊กแตนระบาดในพื้นที่ตอนเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว)ขณะนี้ว่า สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบแล้ว พบเป็นตั๊กแตนไผ่ที่มีรายงานการระบาดอยู่ที่สปป.ลาวมาตั้งแต่ปี 2559 แล้ว ซึ่งในช่วงที่พบการระบาดของตั๊กแตนไผ่ กรมวิชาการเกษตรส่งนักวิจัยเข้าไปติดตามสถานการณ์ระบาดของตั๊กแตนไผ่ในสปป.ลาวใกล้ชิด จนถึงปัจจุบันพบว่าตั๊กแตนไผ่ยังระบาดวนเวียนอยู่ในพื้นที่เดิมของสปป.ลาวตอนเหนือ ซึ่งมีสภาพเป็นภูขาและป่าไผ่ อากาศหนาวเย็น และฝูงตั๊กแตนบางส่วนระบาดเข้าไปตอนเหนือของเวียดนาม จึงขอยืนยันว่าเป็นตั๊กแตนคนละชนิดกับตั๊กแตนทะเลทรายที่พบระบาดในอินเดียและแอฟริกาตามที่เป็นข่าวขณะนี้

ตั๊กแตนไผ่ ชอบอากาศค่อนข้างเย็นและมีต้นไผ่ในธรรมชาติจำนวนมาก ขณะที่ไทยสภาพอากาศร้อนชื้นไม่เหมาะกับการดำรงชีวิตของแมลงชนิดนี้ ดังนั้น จึงมีโอกาสน้อยมากที่จะเข้ามาระบาดในประเทศไทย นอกจากพืชกลุ่มไผ่แล้วแมลงชนิดนี้ยังเป็นศัตรูพืชที่สำคัญของพืชในตระกูลหญ้า และยังพบว่าสามารถเข้าทำลายพืชตระกูลปาล์มและพืชล้มลุกบางชนิด ดังนั้น กรมวิชาการเกษตรจึงสำรวจและเฝ้าระวังมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเข้ามาระบาดในประเทศไทย โดยใช้กับดักเหยื่อพิษวางตามแนวชายแดนในพื้นที่ที่มีความเสี่ยง พร้อมตรวจกับดักทุก 3 วันและ 7 วัน ตรวจเช็คชนิดของตั๊กแตนที่ตายบริเวณกับดักเปรียบเทียบกับรูปภาพตั๊กแตนไผ่ ในกรณีที่พบมีลักษณะใกล้เคียงตามภาพตัวอย่าง ให้เก็บตัวตั๊กแตนนำส่งที่สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชเพื่อนำมาจำแนกชนิดว่าเป็นตั๊กแตนไผ่หรือไม่ โดยเฝ้าระวังตามวิธีการดังกล่าวมาจนถึงปัจจุบันยังไม่พบตั๊กแตนไผ่เข้ามาระบาดในประเทศไทย

การป้องกันกำจัดตั๊กแตนไผ่ในกรณีพบในเขตประเทศไทย ให้ป้องกันกำจัดโดยใช้สารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้ อีโทเฟนพรอกซ์ 20% EC อัตรา 40 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือเดลทาเมทริน 3% EC อัตรา 20 มล./น้ำ 20 ลิตร หรือแลมป์ดาไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 20 มล./น้ำ 20 ลิตร การป้องกันกำจัดโดยนำมาบริโภคไม่เป็นที่นิยม เนื่องจากตั๊กแตนไผ่ลำตัวแข็ง รสชาติขม และมีกลิ่นเหม็น

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ส่วนตั๊กแตนอีกชนิดหนึ่งพบระบาดอยู่ที่อินเดียและเริ่มเข้าไปในเนปาลและตอนใต้ของจีนขณะนี้ เป็น “ตั๊กแตนทะเลทราย” ระบาดต่อเนื่องมาจากทวีปแอฟริกา ก่อนระบาดเข้ามาทางประเทศแถบตะวันออกกลาง และอินเดีย เป็นตั๊กแตนที่อพยพเป็นกลุ่มใหญ่ สามารถเพิ่มจำนวนได้รวดเร็ว กินพืชได้หลายชนิดและกินได้ทุกส่วนของพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวบาร์เลย์ อ้อย ไม้ผล และพืชผัก หากมีการระบาดจะเกิดความเสียหายรุนแรง รวดเร็วและเป็นบริเวณกว้าง โดยสถานการณ์ล่าสุด FAO รายงานว่าตั๊กแตนทะเลทรายแพร่ระบาดในรัฐราชสถาน ทางตอนเหนือของอินเดีย ซึ่งได้มีการพยากรณ์ว่าตั๊กแตนที่ระบาดในภาคเหนือมีแนวโน้มระบาดในเขตภาคตะวันออกและตะวันตกของอินเดียช่วงต้นเดือนกรกฎาคมนี้ ก่อนกลับไปวางไข่ในรัฐราชสถานช่วงเริ่มเข้าฤดูมรสุม โดยการระบาดขณะนี้เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์

“ตั๊กแตนที่พบการระบาดอยู่ในขณะนี้ที่สปป.ลาวและอินเดีย เป็นตั๊กแตนต่างชนิดกัน ยืนยันว่าจะไม่เข้ามาระบาดในประเทศไทย เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนชื้นของประเทศไม่เหมาะกับการตั้งรกรากและขยายเผ่าพันธุ์ของตั๊กแตนทั้ง 2 ชนิดนี้ อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรทำแผนเชิงรุกเฝ้าระวังการระบาดของตั๊กแตนทั้ง 2 ชนิดนี้ไว้พร้อมแล้ว และติดตามสถานการณ์ระบาดใกล้ชิดหากมีความคืบหน้ากรมวิชาการเกษตรจะแจ้งให้ทราบต่อไป”อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

หนุนสินค้ายางฯเข้าอุตสาหกรรม กยท.ดึงบีโอไอร่วมเป็นพี่เลี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503514

x

หนุนสินค้ายางฯเข้าอุตสาหกรรม กยท.ดึงบีโอไอร่วมเป็นพี่เลี้ยง

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มุ่งหาแนวทางส่งเสริมการลงทุนในกิจการยางพารา เพื่อให้เกิดพัฒนาอุตสาหกรรมยาง จึงประสานความร่วมมือกับบีโอไอ เพื่อหาแนวทางสนับสนุนผู้ประกอบกิจการยาง สถาบันเกษตรกร หรือผู้ประกอบกิจการของกยท. เนื่องจากบีโอไอ เป็นหน่วยงานที่ส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย ทั้งด้านเพิ่มขีดความสามารถแข่งขัน อำนวยความสะดวกด้านการลงทุน และการบริการสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งกยท.มองว่าสามารถช่วยกลุ่มเกษตรกร สถาบันเกษตรชาวสวนยาง รวมถึงผู้ประกอบกิจการยางพารารายย่อยได้ผ่านมาตรการต่างๆ ได้แก่ มาตรการลดหย่อนภาษี มาตรการลดหย่อนภาษีนำเข้า กิจกรรมส่งเสริมการลงทุน การยกเว้นอากรวัตถุดิบเพื่อวิจัยพัฒนา และพัฒนามาตรฐานการผลิต เช่น ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับปรุงทำมาตรฐาน FSC, GMP, GAP ฯลฯตลอดจนขยายการผลิต ซึ่งสามารถขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอได้เช่นกัน ทั้งนี้ แต่ละหลักเกณฑ์จะให้ความช่วยเหลือที่แตกต่างกันไป

นายณกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่าการส่งเสริมยางพารา กำลังปรับให้พัฒนาจากภาคเกษตรไปสู่ภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น โดยมาตรการให้การสนับสนุนใหม่ของบีโอไอนี้ ชาวสวนยางกลุ่มเกษตรกรรายย่อย สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางหรือผู้ประกอบกิจการ SMEs สามารถขอรับการสนับสนุนได้เช่นกัน เพื่อใช้งดเว้นภาษีนิติบุคคล ภาษีนำเข้าเครื่องจักร หรือวัตถุดิบเพื่อส่งออก ซึ่งมีหลายสหกรณ์หรือบริษัทขนาดเล็กที่ไม่เคยทราบถึงสิทธิ์นี้

สำหรับแนวโน้มอุตสาหกรรมแปรรูปยางของไทยขณะนี้ น่าสนใจมาก โดยเฉพาะถุงมือยาง ซึ่งถือเป็นโปรดักส์แชมป์เปี้ยนในกลุ่มผลิตภัณฑ์แปรรูปยางของไทย เพราะถุงมือยางมีช่วงการเติบโต (Growth) เพิ่มมากขึ้น จากช่วงก่อนการระบาดเชื้อโควิด-19 อยู่ที่ 12-15% ต่อปี แต่ปัจจุบันคาดว่าจะขยับขึ้นไปถึงเท่าตัว (30%ต่อปี) และมีมูลค่าส่งออกถุงมือยาง 2.7 หมื่นล้าน/ปีซึ่งเป็นไปได้ว่าจะเพิ่มเป็น 5 หมื่นล้านบาท/ปี ทั้งนี้ ภาครัฐกำลังหาแนวทางนำน้ำยางข้นซึ่งมีปริมาณมากในประเทศผลักดันแปรรูป ขยายอุตสาหกรรมถุงมือยาง และนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากน้ำยางมาใช้ให้มากขึ้นอันจะส่งผลต่อเศรษฐกิจโดยรวม และเพื่อให้อุตสาหกรรมยางของประเทศเข้มแข็งเป็นผู้นำการผลิตและส่งออกยางและผลิตภัณฑ์ยางของโลก