รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า…สู่วิถีศก.พอเพียง’ สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503517

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า...สู่วิถีศก.พอเพียง’  สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม

รายงานพิเศษ : เปิดโครงการ‘บัญชีต้นกล้า…สู่วิถีศก.พอเพียง’ สอนเยาวชนจดค่าใช้จ่ายสร้างนิสัยรักการออม

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ส่งเสริมการทำบัญชีให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มอาชีพ วิสาหกิจชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเป็นเครื่องมือนำทางให้ผู้ทำบัญชี เกิดแรงจูงใจที่จะปรับเปลี่ยนตนเองสู่ชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ก่อเกิดแนวคิดพัฒนาอาชีพ ทำให้รู้รายได้ รู้รายจ่าย มีเงินออม ก้าวสู่การดำเนินชีวิตตามแนวทางของเศรษฐกิจพอเพียง โดยเด็กและเยาวชนถือเป็นกลุ่มเป้าหมายหนึ่งที่กรมให้ความสำคัญ และต้องการให้ตระหนักถึงประโยชน์ของบัญชี สามารถจัดทำบัญชีรับ-จ่ายของตนเองได้ จึงจัดทำโครงการ “บัญชีต้นกล้า สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้น เพื่อสอนแนะให้เยาวชนรู้จักวิธีจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายของตนเองในแต่ละวัน รู้จักการวางแผนการใช้จ่ายของตนเอง อีกทั้งสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการบันทึกบัญชีให้กับผู้ปกครอง เพื่อช่วยในการวางแผนการใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล ขณะเดียวกันก็เป็นการปูพื้นฐานให้กับเยาวชนนักเรียนมีนิสัยรักการออมโดยผ่านการจดบันทึกบัญชีรายรับ-รายจ่าย รู้จักการคิดคำนวณ รู้คุณค่าของเงิน และมีวินัยทางการเงิน ซึ่งการออมโดยการจดบันทึกนี้ มีความสำคัญกับการสร้างฐานรากเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งและแข็งแกร่ง ทำให้เกิดความสามัคคี และความปรองดองภายในครอบครัวและชุมชนได้

นายโอภาส ทองยงค์ 

สำหรับโครงการ”บัญชีต้นกล้า สู่วิถีเศรษฐกิจพอเพียง” จะเป็นการอบรมการจัดทำบัญชีให้กับเด็กนักเรียนและเยาวชนได้มีความรู้ด้านการบัญชีรับจ่ายในครัวเรือน รู้จักการคิดคำนวณตัวเลขให้เห็นถึงความพอประมาณและวิเคราะห์ข้อมูลได้ สอนแนะให้เข้าใจถึงเหตุผล โดยใช้หลักบันได 3 ขั้นคือ “รู้จด รู้จริง รู้จ่าย จะไม่จน” รู้จดคือการทำบัญชีเป็นประจำ รู้จริงคือ รู้รายรับ-รายจ่ายของตนเอง และรู้จ่ายคือ ใช้เงินเป็นเห็นเงินออม รู้จักใช้ประโยชน์จากข้อมูลทางบัญชี นำไปวางแผนการใช้จ่าย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งใดจำเป็นหรือไม่จำเป็น รวมทั้งสอนแนะให้เยาวชนเกิดความตระหนักว่า การทำบัญชี ไม่ใช่เรื่องยากเพียงรู้จักแบ่งประเภท “รายรับ” และ “รายจ่าย”ให้ชัดเจน ว่ารายรับคือสิ่งที่บ่งบอกถึงช่องทางการเงินทั้งที่เป็นรายรับหลักและรายได้เสริม ส่วนรายจ่ายคือ สิ่งที่บ่งบอกถึงการใช้จ่ายของตนเอง ทั้งที่เป็นรายจ่ายคงที่ ซึ่งเกิดขึ้นแน่นอนสม่ำเสมอในทุกๆเดือน และรายจ่ายผันแปรที่มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละเดือน โดยการจดบันทึกทางบัญชี จะทำให้เห็นผลต่างระหว่างรายรับกับรายจ่ายที่ชัดเจน และจะสะท้อนให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายของตนเองได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

“การสอนแนะการจดบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียง จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการสร้างและปลูกฝังจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชน เข้าใจและเข้าถึงการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และช่วยให้ทราบถึงพฤติกรรมการใช้จ่ายของตนเอง สามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะข้อมูลการใช้จ่ายเป็น หากสอนให้เยาวชนลงบันทึกทางบัญชีเป็นประจำทุกวันและหมั่นตรวจสอบค่าใช้จ่ายในแต่ละวันอย่างสม่ำเสมอ ก็จะทำให้รู้จักสังเกตพฤติกรรมการใช้จ่ายของตัวเอง และสามารถวางแผนการใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็นและเหมาะสม ลดการซื้อสิ่งของฟุ่มเฟือยและรู้จักเก็บออมเงินมากขึ้น ซึ่งการปลูกฝังนิสัยรักการออมและการมีวินัยทางการเงินตั้งแต่ยังเล็ก จะเป็นรากฐานที่สำคัญในการเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต มีความเข้มแข็งทางการเงิน สามารถพึ่งพาตนเองได้ นำไปสู่ความเป็นอยู่ที่พอเพียงและมีชีวิตที่เป็นสุข” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 6 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503515

ชายคาพระพิรุณ : 6 กรกฎาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ภาคเกษตรได้รับผลกระทบในหลายภาคส่วน และรัฐบาลได้มีมาตรการเยียวยาไปบ้างแล้วนั้น สำหรับในส่วนของภาคประมง ก็เป็นเกษตรกรอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบไม่น้อย เนื่องจากการส่งออกสินค้าประมงชะลอตัวและกำลังการซื้อของผู้บริโภคในประเทศลดลง ส่งผลให้เกษตรกรภาคประมงขาดสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ ซึ่งก่อนหน้านี้ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบนโยบายการให้ความช่วยเหลือประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านเพื่อเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพ ด้วยการจัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงเสนอต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อจัดหาแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ บรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพประมงต่อไปได้ และล่าสุดคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท เรียบร้อยแล้ว

สำหรับโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง เป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทยจัดทำนำเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ซึ่งจะเปิดรับชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ เข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ 1 กรกฎาคม 2563 – 25 พฤษภาคม 2564 ซึ่งโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำซอฟต์โลนดังกล่าว ถือเป็นโครงการสินเชื่อประมงที่มีวงเงินมากที่สุดครอบคลุมทั้งประมงพื้นบ้าน และประมงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยรัฐบาลจัดงบประมาณช่วยดอกเบี้ยเป็นเงิน 2,163 ล้านบาท และยังเป็นโครงการ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมมากที่สุดของทุกภาคส่วน ซึ่งหวังว่าโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องชาวประมงที่รายได้ลดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น โดยชาวประมงสามารถกู้เงินไปเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 และผู้ประกอบการประมงจ่ายสมทบเองอีกร้อยละ 4 ต่อปี มีกำหนดชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 7 ปี นับตั้งแต่วันที่กู้ ซึ่งจะเปิดรับสมัครชาวประมงที่สนใจเข้าร่วม ณ สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทั้ง 22 จังหวัด และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กองนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาการประมงกรมประมง http://www4.fisheries.go.th หรือ โทร.0-2561-3353 ในวันและเวลาราชการ

สำหรับรูปแบบสินเชื่อแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. สินเชื่อเงินกู้ระยะสั้นเพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน ค่าน้ำมัน ค่าน้ำแข็ง ฯลฯ และ 2. สินเชื่อเงินกู้ระยะยาว เพื่อเป็นเงินทุนในการไปปรับปรุงเรือ ปรับเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์ทำการประมง โดยมีธนาคารของรัฐที่เข้าร่วม 2 แห่ง ได้แก่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,300 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดต่ำกว่า 60 ตันกรอส ในวงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท และธนาคารออมสิน ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไป ในวงเงินรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท…โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำนี้ น่าจะพอช่วยเสริมสภาพคล่องให้กับพี่น้องชาวประมงทั้งประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้าน ให้กลับมาทำการประมงออกหาปลาสร้างรายได้กันอีกครั้ง

ขุนเกษตรา

เกษตรฯแจงงบปี’64รวม113,980ล. มุ่งขับเคลื่อน5ยุทธศาสตร์ชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503516

เกษตรฯแจงงบปี’64รวม113,980ล.  มุ่งขับเคลื่อน5ยุทธศาสตร์ชาติ

เกษตรฯแจงงบปี’64รวม113,980ล. มุ่งขับเคลื่อน5ยุทธศาสตร์ชาติ

วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้รับจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ 2564 เบื้องต้น เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติรวม 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการสร้างความสามารถแข่งขันงบประมาณ 31,867.60 ล้านบาท เป็นโครงการที่ขับเคลื่อนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติด้านการเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานหลักส่งเสริมพัฒนาเกษตรอัตลักษณ์พื้นถิ่น พัฒนาเกษตรปลอดภัย เกษตรชีวภาพ เกษตรแปรรูป ส่งเสริมการพัฒนาเกษตรอัจฉริยะ และการจัดการระบบนิเวศเกษตร นอกจากนี้ ยังมีแผนงาน/โครงการขับเคลื่อนโครงการภายใต้แผนแม่บทอื่น ได้แก่ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร พัฒนาระบบให้บริการเชื่อมโยงทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW และพัฒนา SME 2.ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม งบประมาณ 3,207.25 ล้านบาท ได้แก่ บริหารจัดการที่ดินทำกินแก่เกษตรกรรายย่อย โครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง (Smart Farmer) ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินของเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร ยกระดับศักยภาพเกษตรกรรุ่นใหม่และผู้ประกอบการ/วิสาหกิจชุมชน สร้างผู้ประกอบการเพื่อให้บริการทางการเกษตรในชุมชน และพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์กลุ่มเกษตรกร

3.ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม งบประมาณ 78,521.44 ล้านบาท ได้แก่ พัฒนาเพิ่มประสิทธิภาพอนุรักษ์ฟื้นฟูแหล่งน้ำระบบกระจายน้ำและเชื่อมโยงวางระบบเครือข่ายน้ำ/ลุ่มน้ำทั้งในและนอกเขตชลประทาน ปรับปรุงทางน้ำทางผันน้ำ พื้นที่รับน้ำนอง วางระบบป้องกันและแก้ปัญหาบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ บำรุงรักษางานชลประทาน เพื่อส่งน้ำ ระบายน้ำ 4.ด้านการสร้างการปรับสมดุลและพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐงบประมาณ 43.78 ล้านบาท ได้แก่ พัฒนาระบบฐานข้อมูลการเกษตร ผ่านศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center : NABC) และ5.ด้านความมั่นคงงบประมาณ 340.63 ล้านบาท ได้แก่ โครงการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านการประมงและโครงการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย และโครงการตำบลมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมศักยภาพพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2564 กระทรวงเกษตรฯได้รับจัดสรรงบประมาณเบื้องต้น113,980.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2563 จำนวน 4,867.44 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.46 แบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 25,210.41 ล้านบาท 2.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นฐานในภารกิจตามกฎหมายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) 33,235.08 ล้านบาท 3.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) 46,854.25 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่แผนงานการบริหารจัดการน้ำ และแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และ4.กลุ่มงบประมาณรายจ่ายพื้นที่ (Area) เพื่อพัฒนาพื้นที่ระดับภาค 8,680.96 ล้านบาท งบประมาณเบื้องต้นดังกล่าวได้บรรจุในร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2564 ซึ่งจะเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในวาระ 1, 2, 3 ต่อไป

‘เฉลิมชัย’พร้อมสนับสนุนผู้เลี้ยงปลากัด มุ่งผลักดันเป็นปลาเศรษฐกิจส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503417

'เฉลิมชัย'พร้อมสนับสนุนผู้เลี้ยงปลากัด มุ่งผลักดันเป็นปลาเศรษฐกิจส่งออก

‘เฉลิมชัย’พร้อมสนับสนุนผู้เลี้ยงปลากัด มุ่งผลักดันเป็นปลาเศรษฐกิจส่งออก

วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 21.27 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมการดำเนินการดำเนินการของฟาร์มปลากัด (SK Betta Farm) ณ ต.คลองท่อมใต้ อ.คลองท่อมใต้ จ.กระบี่ ซึ่งฟาร์มปลากัดนี้เริ่มต้นจากการชอบตัวของเจ้าของฟาร์ม แต่พอเริ่มเลี้ยงเยอะขึ้น จึงมองหาตลาด โดยการขายผ่าน facebook เว็บไซต์ และห้องประมูลปลากัด เป็นต้น มีการสะสมสายพันธุ์จากทั่วประเทศ และมีการเดินสายประกวดจนได้รางวัลต่าง ๆ เป็นเครื่องการันตีปลากัดสวยงาม ทำให้สามารถขายได้ในราคาตั้งแต่ 1,000 – 30,000 บาท

ต่อมาได้ก่อตั้งชมรมคนรักปลากัดสวยงามจังหวัดกระบี่ เมื่อต้นปี 2563 นี้ มีสมาชิก 15 ราย ซึ่งสมาชิกมีการถ่ายทอดความรู้ในการเลี้ยงปลากัด มีหน่วยงานภาครัฐ อาทิ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เข้ามาดูแล รวมถึงมีภาคเอกชนเข้ามาให้การสนับสนุนด้วย

ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มีการสนับสนุนการเพาะเลี้ยงปลากัด และการส่งเสริมด้านการตลาดมาอย่างต่อเนื่อง โดยกรมประมงได้มีการหาช่องทางการตลาดให้กับกลุ่มผู้เลี้ยงปลากัด โดยปลากัดถือเป็นปลาเศรษฐกิจส่งออก เนื่องจากเป็นปลาที่เลี้ยงง่าย ตายยาก มีสีสันสวยงาม ใช้พื้นที่ในการเลี้ยงน้อยและทนทุกสภาพอากาศ จึงเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยตลาดส่งออกปลากัดที่สำคัญ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สิงค์โปรค์ ฮ่องกง และมาเลเซีย

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503169

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ.

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ.

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.52 น.

ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ชูนโยบาย 8 ระบบ สู้ศึกเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของ ชสอ. ยึดประโยชน์สมาชิกเป็นหลัก  ตามอุดมการณ์สหกรณ์ “เพื่อนช่วยเพื่อน” 

3 กรกฎาคม 2563 นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม ประธานสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย (สสท.) พร้อมด้วยพล.ต.ท.วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล ประธานกรรมการดำเนินการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด (ชสอ.) รศ.(พิเศษ)พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ อดีตประธานกรรมการดำเนินการ ชสอ. ในนามคณะกรรมการบริหารทีมพลังรักษ์สหกรณ์ นำทีมผู้สมัคร เป็นคณะกรรมการ ชสอ. ชุดที่ 48 ร่วมแถลงข่าวเปิดนโยบาย 8 ระบบ เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของ ชสอ. 

นายปรเมศวร์ อินทรชุมนุม กล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ ก่อตั้งขึ้นมาจากการรวมตัวกันของกลุ่มบุคคลที่มี อุดมการณ์ หลักการ และแนวคิดของสหกรณ์ที่เหมือนกัน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของระบบสหกรณ์และพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของสมาชิกสหกรณ์ โดยยึดการทำงานเป็นทีม เพื่อก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ดังนั้นทีมพลังรักษ์สหกรณ์ จึงได้สรรหาคนดี   มีฝีมือ  มากด้วยความสามารถ มาร่วมงานอย่างหลากหลายทั้งจากกลุ่มวิชาชีพ  และเขตพื้นที่ เน้นสานงานต่อ ก่องานใหม่ ตั้งใจพัฒนา เพื่อความก้าวหน้าของ ชสอ. ภายใต้นโยบาย  8 ระบบ ได้แก่ 1.ระบบการบริหารจัดการ ผลักดันให้ ชสอ. เป็นศูนย์กลางทางการเงิน หาเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้สหกรณ์สมาชิก และจัดตั้งกองทุนเสถียรภาพ เพื่อแก้ปัญหาให้แก่สหกรณ์กรณีเจอภาวะวิกฤต เช่น หุ้นกู้การบินไทย 2.ระบบสวัสดิการ ลดความเสี่ยงของผู้ค้ำด้วยสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ 3.พัฒนาบุคลากรของคนในกระบวนการสหกรณ์ เป็นนักสหกรณ์มืออาชีพ 4.ระบบเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ส่งเสริมบทบาทของเขตพื้นที่ 5.ระบบการออมส่งเสริมการออม เพื่อความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของสมาชิกยามชรา 6.ระบบสินเชื่อ จัดระบบสินเชื่อให้มีความหลากหลายและสามารถเข้าถึงได้อย่างคลอบคลุม 7.ระบบการลงทุน บริหารการลงทุนของ ชสอ.อย่างมืออาชีพ เพื่อสร้างความมั่นคง และ8.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ยกระดับ ชสอ.เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาระบบ IT และศูนย์ข้อมูลกลาง DATA CENTER ในรูปแบบ BIC DATA เพื่อนำไปสู่การพัฒนาให้เป็นสารสนเทศ MIS

“หากทีมพลังรักษ์สหกรณ์ได้รับการคัดเลือกให้เป็นกรรมการ ชสอ. นโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการเป็นอันดับแรก คือ เรื่องหุ้นกู้การบินไทย เพราะมีผลกระทบต่อสมาชิกสหกรณ์กว่า 3 ล้านคน ในสหกรณ์ 87 แห่ง รวมทั้งสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เพื่อหาช่องทางลดภาระหนี้สมาชิก อย่างไรก็ตาม ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ จะทำงานด้วยความมุ่งมั่น ตามอุดมการณ์ของสหกรณ์ คือ เพื่อนช่วยเพื่อน ไม่แสวงหาผลประโยชน์ ทุกอย่างเพื่อประโยชน์ของสมาชิกเป็นหลัก ฉะนั้น โปรดเลือกทีมพลังรักษ์สหกรณ์ เบอร์ 2, 3, 4, 5, 6, 7, 8, และ 9  ยกทีม”นายปรเมศวร์ กล่าว 

ด้านรศ.(พิเศษ)พลโท ดร.วีระ วงศ์สรรค์ กล่าวว่า ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ มีประสบการณ์ในวงการสหกรณ์มาเป็น 10 ปี การบริหารงานยึดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง โดยยึดหลัก “สหกรณ์มั่นคง สมาชิกมั่งคั่ง” เน้นกระจายอำนาจสู่เขตพื้นที่ เพื่อรับทราบปัญหาของสมาชิกอย่างแท้จริง และดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์อย่างทั่วถึง ซึ่งเราเต็มร้อยกับการพัฒนาบุคลากร และสมาชิก ทั้งนี้ สมาชิกมีปัญหา ทีมพลังรักษ์สหกรณ์ สามารถแก้ปัญหาให้ได้หมด รวมทั้ง ผลักดัน ชสอ. เป็นสถาบันพัฒนาบุคลากร และความมั่นคงสหกรณ์ออมทรัพย์ 

ขณะที่พล.ต.ท.วิโรจน์ สัตยสัณห์สกุล กล่าวว่า นโยบายของทีมพลังรักษ์สหกรณ์ “ซื่อตรง มั่นคง ปลอดภัย ยั่งยืน” ซึ่งการบริหารงานตลอด 4 ปี ยึดหลักธรรมาภิบาล คิดดี ทำดี พูดดี และมุ่งเน้นเรื่องหลักนิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วมของสมาชิก เน้นผลประโยชน์ของสมาชิกสูงสุด เช่น เงินฝาก ผลตอบแทนของหุ้น ทั้งนี้ ตนเข้ามาบริหาร ชสอ. ช่วงเดือนมิถุนายน 2562 เป็นช่วงที่มีปัญหา พ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ.2562 ออกใหม่ ซึ่งตามมาตรา 89 วรรค 2 จะต้องมีการออกกฎกระทรวงภายใน 2 ปี เราได้ทำกฎกระทรวงนี้เป็น 3 แบบ คือ ชนิดปัญหาที่เป็นผลกระทบสมาชิกน้อย ปานกลาง และมาก โดยในส่วนกระทบน้อย กฎกระทรวง 7 ฉบับ ได้รับความกรุณาจากกฤษฎีกา ช่วยชี้แจงทำความเข้าใจกับแบงก์ชาติ และกระทรวงการคลัง จนสามารถนำกฎกระทรวง 7 ฉบับไปปฏิบัติได้ แต่ยังเหลืออีก 6 ฉบับ ในส่วนที่กระทบมาก เช่น การให้สินเชื่อ ดังนั้น นโยบายเร่งด่วนที่จะเร่งดำเนินการต่อไป คือ การผลักดันกฎกระทรวง 6 ฉบับ และแก้ไขปัญหาเรื่องหุ้นกู้การบินไทย 

‘รมช.มนัญญา’ชูพืชผลเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน ผลักดันไกลสู่ครัวโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/503112

'รมช.มนัญญา'ชูพืชผลเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน ผลักดันไกลสู่ครัวโลก

‘รมช.มนัญญา’ชูพืชผลเกษตรอินทรีย์ผสมผสาน ผลักดันไกลสู่ครัวโลก

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 14.36 น.

เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ รวมทั้งข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เยี่ยมชมแปลงสมาชิกเกษตรผสมผสานสกลนคร ต.เชียงสือ อ.โพนนาแก้ว จ.สกลนคร ทั้งนี้ แปลงเกษตรกรของสมาชิกสหกรณ์ของสมาชิกการเกษตรผสมผสานสกลนคร จำกัด มีการสร้างเครือข่าย ขยายผลการทำเกษตรอินทรีย์ ลดการใช้สารเคมีสู่การพัฒนา เกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมสหกรณ์ทั้งด้านการให้ความรู้ด้านการพัฒนามาตรฐานสินค้าและแหล่งเงินทุน โดยกลุ่มดังกล่าวมีแนวคิดหลักที่จะทำอาชีพเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมีสังเคราะห์ทุกชนิด เพื่อสุขภาวะที่ดีของตนอง ผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม จะร่วมทำงานให้สมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนสกลนครเจริญก้าวหน้าในทุกๆด้าน และจะปฏิบัติตามกฎระเบียบของสมาพันธ์เกษตรกรรมยั่งยืนสกลนครอย่างเคร่งครัด มีการปลูกพืชที่หลากหลาย อาทิ ไม้สัก มะม่วงน้ำดอกไม้ กล้วยน้ำหว้า มะเขือเทศ ผักหวาน เป็นต้น

ทั้งนี้ มีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ เช่น กล้วยน้ำหว้านำไปแปรรูปเป็นกล้วยตาก กล้วยอบ และผงกล้วยที่สามารถช่วยเรื่องกรดไหลย้อน การแปรรูปข้าว เช่น ข้าวอินทรีย์ ข้าวฮาง จมูกข้าวฮางชงพร้อมดื่ม

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า การทำเกษตรอินทรีย์ เป็นนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ให้ความสำคัญและสนับสนุนอยู่แล้วโดยเฉพาะการส่งเสริมให้เกษตรกรทำเกษตรปลอดภัย ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งต้องสอดคล้องกับการใช้ระบบตลาดนำการผลิต อย่างสวนอินทรีย์ผสมผสานที่ได้มาเยี่ยมชมวันนี้ จะทราบได้เลยว่า สินค้าเกษตรอินทรีย์ผู้บริโภคมีความต้องการสูง ปลูกเท่าไหร่ก็ไม่พอขาย แต่ยังมีกระบวนการอื่นๆอีกเล็กน้อยที่ภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องจะสามารถเข้าไปดูแลและช่วยเหลือให้สองขาของพี่น้องเกษตรกรที่เดินได้อยู่แล้วเดินได้เร็วมากขึ้นเพราะเกษตรกรนั้นถือเป็นแรงและหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนของประเทศไทยที่ต้องผลักดันให้เป็นครัวโลกในอนาคต

ปัจจุบันสินค้าแปลงเกษตรกรของสมาชิกสหกรณ์ของสมาชิกการเกษตรผสมผสานสกลนคร จำกัด ได้รับมาตรฐาน SDGsPGS และมีรายได้เฉลี่ย 80,000 – 100,000 บาท/เดือน , 1,000,000 บาท/ปี โดยจัดจำหน่าย 4 ช่องทาง ซึ่งยึดหลักการตลาดนำการผลิต ได้แก่ 1.ตลาด Modern Tradeได้แก่ Tops market สาขาโรบินสัน ไลฟ์สไตล์เซ็นเตอร์ สกลนคร เป็นสินค้าประเภทพืชผักสวนครัว เป็นการฝากขาย ส่งสัปดาห์ละ 2 ครั้ง รายได้ 2,000 บาท/สัปดาห์

2.โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย และจำหน่ายในจุดจำหน่ายที่โรงพยาบาล 3.Organic farm outlet อุทยานบัว ณ อุทยานบัวเฉลิมพระเกียรติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดสกลนคร 4.ตลาดอีเวนท์ งานต่างๆ เช่น งานกษตรแฟร์/ ตลาดนัดสินค้เกษตร/ตลาดประชารัฐ ฯลฯ และ 5.ตลาดออนไลน์

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502970

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม

รายงานพิเศษ : กตส.แนะปชช.ทำบัญชีครัวเรือนสร้างวินัยการออม

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ในปัจจุบันที่สังคมกำลังก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการดำเนินชีวิตใหม่หรือที่เรียกว่าNew Normal ส่งผลให้ประชาชนต้องรู้จักการปรับตัวเพื่อพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่อาจเกิดความผันผวนไม่แน่นอน ดังนั้น การมีวินัยทางการเงิน จึงเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นในการวางแผนการดำเนินชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้สินในครัวเรือนและในการประกอบอาชีพ มักเกิดจากการขาดการวิเคราะห์วางแผนทางการเงินที่ถูกต้อง การทำบัญชี จึงถือเป็นเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งไม่เพียงทำให้ทราบรายรับ – รายจ่าย และข้อมูลทางการเงินเท่านั้น แต่ข้อมูลทางบัญชีสามารถนำมาเป็นข้อมูลในการตัดสินใจให้ผู้ทำบัญชีสามารถดำรงชีวิตได้อย่างประสบความสำเร็จ ซึ่งตลอดระยะเวลา ที่ผ่านมา กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการสอนแนะการจัดทำบัญชีครัวเรือนให้กับเกษตรกร ประชาชน และเยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างวินัยในการใช้จ่าย และสร้างความเคยชิน ในการออม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นำมาสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวอีกว่า ในช่วงการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ที่มีรายได้ไม่แน่นอน ส่วนผู้มีรายได้ประจำ แม้จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่หากสถานการณ์ระบาดของโรคดังกล่าวยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะยาวก็อาจส่งผลกระทบต่อนายจ้างที่ต้องแบกรับภาระ จนส่งผลกระทบถึงลูกจ้างได้เช่นเดียวกัน แต่สำหรับคนที่มีการจัดทำบัญชี และมีการออมเงินโดยสม่ำเสมอ จะได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากมีข้อมูลจากการบันทึกบัญชี ทำให้สามารถวางแผนการใช้จ่ายได้อย่างสมเหตุสมผล และมีความมั่นคงทางการเงินในครัวเรือน โดยนำหลักการทำบัญชี 3 มิติ มาปรับใช้ดำเนินชีวิต ได้แก่ รู้ตนเอง รู้สภาพแวดล้อม และรู้อนาคต ยึดตามแนวทางปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ การพึ่งตนเอง รู้จักความพอประมาณ และไม่ประมาท สามารถคิด วางแผน แล้วนำไปพัฒนาอาชีพของตนเองได้ โดยมีบัญชีเป็นภูมิคุ้มกันและคู่มือชีวิต ซึ่งเป็นหลักการที่ทุกคนสามารถนำไปใช้ได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ปัจจุบันที่เกษตรกรและประชาชนทั่วไป ได้รับผลกระทบจากโรคระบาด จึงจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีสติ ไม่ประมาท และพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

“จากสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะประกอบอาชีพสาขาใดก็ตาม เราจะต้องลงมือทำด้วยตนเองมากขึ้น และลดการจ้างในส่วนที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะอาชีพเกษตรกรรม ที่นอกจากจะต้องลงมือทำด้วยตนเองแล้ว จะต้องรวมกลุ่มกันอย่างจริงจังเพื่อสร้างโอกาสในการตลาด ทำให้เกิดการพัฒนาทั้งคุณภาพ ปริมาณ และความหลากหลายของสินค้าที่ตรงกับความต้องการ รวมไปถึงการสร้างวินัยทางการเงินที่สามารถเกิดขึ้นได้ หากรู้จักการทำบัญชีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจัดระเบียบวินัยในการใช้จ่าย มีการวิเคราะห์ข้อมูลทางบัญชี ส่งผลให้เกิดช่องทางในการออมและเพิ่มรายได้ สามารถวางแผนในการประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิต เป็นการสร้างวินัยและความมั่นคงให้ตนเองและครอบครัว” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

เกษตรแถวหน้า : Agri biz Idol ปั้นนักธุรกิจเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502966

เกษตรแถวหน้า : Agri biz Idol ปั้นนักธุรกิจเกษตร

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การทำการเกษตรในยุคปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต มีการนำเทคโนโลยีเครื่องทุ่นแรงเข้ามาช่วยในการผลิตเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับเกษตรกรมากมาย และในปัจจุบัน คนทำเกษตรล้วนเป็นคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทดแทนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่การที่คนรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เคยมีประสบการณ์ทำเกษตรมาก่อน จะมาทำการเกษตรแล้วจะประสบความสำเร็จเลยนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และเชื่อว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้ ก็คงไม่อยากทำเกษตรในแบบที่รุ่นพ่อแม่เคยทำมา เพราะเห็นถึงความยากลำบาก จะเห็นว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา มีเกษตรกรรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อย ที่ประสบความสำเร็จด้วยความสามารถ แนวความคิดและฝีมือของตนเอง และบางคนก็ไม่ใช่ลูกหลานของเกษตรกร ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านการเกษตรโดยตรง แต่มีความคิดสร้างสรรค์จากความรู้ที่มีบางส่วนเข้าไปผสมผสานกับภูมิปัญญาเดิมและกิจกรรมการเกษตรที่ตนเองสนใจ แล้วเป็นอะไรที่ลงตัว

แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การสร้างและพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ ให้มีความรู้ ความสามารถ มีความเข้มแข็ง และมีศักยภาพสูงในการผลิตทางการเกษตร เพื่อทดแทนเกษตรกรรุ่นเก่าที่ลดจำนวนลง ก็ยังเป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องสนับสนุนและต่อยอด เพื่อยกระดับให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นมากกว่าเกษตรกร เป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ เป็นกำลังสำคัญของภาคเกษตรในอนาคต ซึ่งการอบรมการพัฒนา smart farmer ผู้ประกอบการต้นแบบเพื่อยกระดับเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ (Agri Biz Idol Development Project) ก็เป็นอีกโครงการหนึ่ง ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตรจัดขึ้น เพื่อต้องการพัฒนาเกษตรกรให้เป็น Smart Farmer เพื่อรองรับเกษตร 4.0 รวมไปถึงพัฒนาสินค้าเกษตร ยกระดับให้เป็น Smart Production มีคุณภาพสูง ปลอดภัย มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทำให้ต้องมีเกษตรกรต้นแบบที่ดำเนินกิจกรรมการเกษตรในลักษณะผู้ประกอบการ และต้องปรับวิธีทำการเกษตรจากรูปแบบเดิมจากปัจจุบันไปสู่การเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming) และการเกษตรแม่นยำสูง (Precision Farming) ที่เน้นการผลิตสินค้าเกษตรด้วยการบริหารจัดการ ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ในการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดการใช้แรงงาน ลดต้นทุนการผลิต บริหารจัดการปัจจัยการผลิตและกิจการที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า รวมถึงเพิ่มคุณค่าและมูลค่าสินค้าเกษตร เพื่อให้เข้าสู่มาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรตามมาตรฐานการรับรองทั้งในประเทศและต่างประเทศ

สำหรับโครงการพัฒนา Smart Farmer ผู้ประกอบการต้นแบบเพื่อยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการเกษตรชั้นนำ หรือ Agri BIZ Idol Development Project ได้ปิดรับสมัครเข้าร่วมโครงการมาตั้งแต่เดือนต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ามีผู้สนใจสมัครจำนวนมาก แต่ก็ได้คัดเลือกเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีแผนธุรกิจ และอยากที่จะพัฒนาสินค้าเกษตรจากทั่วประเทศเหลือเพียง 80 คนเท่านั้น โดยเป็นเกษตรกรทั้งที่มาจากกลุ่ม Smart Farmer, Young Smart Farmer วิสาหกิจชุมชน แปลงใหญ่ และเกษตรกรทั่วไป ซึ่งเกษตรกรกลุ่มนี้จะได้รับการอบรมจากพี่เลี้ยงที่มากด้วยประสบการณ์ จาก 8 กลุ่มผู้ประกอบการเกษตร ได้แก่ เกษตรวิถีอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชน เกษตรแปรรูปเพิ่มมูลค่า เกษตรท่องเที่ยว เกษตรไฮเทค เกษตรอุตสาหกรรม เกษตรแปลงใหญ่ และบริการเกษตร และยังมีเกษตรกรที่ประสบความสำเร็จในการเป็นผู้ประกอบการเกษตร คอยสนับสนุนให้กับทีมเกษตรกร Agri Biz Idol เพื่อให้เกษตรกรได้เข้าสู่กระบวนการพัฒนาอย่างเต็มรูปแบบเน้นแผนธุรกิจเกษตรที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม สามารถสร้างมูลค่าสินค้าเกษตรของตัวเองที่มีอยู่ หรือต่อยอดการบริหารจัดการกิจการ และการตลาดสินค้าเกษตรได้ และยังมุ่งหวังให้ Agri biz Idol เหล่านี้ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ในการพัฒนาสู่การเป็นผู้ประกอบการเกษตร และก้าวสู่การเป็น นักธุรกิจเกษตร มีการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการเกษตรเพื่อสร้างพื้นฐานในการพัฒนาการประกอบการเกษตรสมัยใหม่ที่มีการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์จากข้อมูล นวัตกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัย…โดยการเปิดอบรมโครงการดังกล่าวนี้ได้จัดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา มี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มาเป็นประธานเปิดงานด้วยตัวเองกันเลยทีเดียว….นับเป็นอีกก้าวหนึ่ง ที่จะช่วยพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่เข้ามาทำเกษตร ให้รู้จักบริหารจัดการการเกษตรด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ สามารถต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ และเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นได้

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

กษ.ลุยสกัดพื้นที่โรคใบด่างมันฯระบาด แนะชาวไร่ใช้ท่อนพันธุ์สะอาดจาก30จว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502968

x

กษ.ลุยสกัดพื้นที่โรคใบด่างมันฯระบาด แนะชาวไร่ใช้ท่อนพันธุ์สะอาดจาก30จว.

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เร่งกระชับพื้นที่ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง หลังพบพื้นที่ระบาดเพิ่มกว่าแสนไร่ใน 22 จังหวัด ชี้เป้าปลูกพันธุ์อ่อนแอและใช้ท่อนพันธุ์ติดโรค วอนเกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์มันสะอาดจาก 30 จังหวัดปลอดโรคใบด่าง พร้อมปลูกมันพันธุ์ทนทานโรค ระยอง 72 และ KU 50

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยถึงสถานการณ์ระบาดโรคใบด่างมันสำปะหลัง ล่าสุดพบระบาดในพื้นที่ปลูกมันของไทยรวม 22 จังหวัดคือ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี มหาสารคาม ระยอง ลพบุรี ศรีสะเกษ สระแก้ว สระบุรี สุพรรณบุรี สุรินทร์ อุทัยธานี อุบลราชธานี มุกดาหาร และลำปาง รวมพื้นที่ระบาดทั้งหมด 111,549 ไร่ สาเหตุสำคัญที่ทำให้โรคใบด่างมันสำปะหลังระบาดเพิ่มขึ้นเพราะใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่มีการระบาด นอกจากนี้ ยังพบเกษตรกรบางพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค ซึ่งกรมฯเคยเตือนแล้วว่าแม้จะเป็นพันธุ์ที่โตได้ดี ให้น้ำหนักดี แต่เป็นพันธุ์อ่อนแอต่อทุกโรคของมันสำปะหลัง เช่น โรคหัวเน่า พุ่มแจ้และใบด่าง ขอให้เกษตรกรปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 72 หรือ KU 50 ซึ่งค่อนข้างทนทานต่อโรคใบด่างและต้องเป็นพันธุ์ที่มาจากแปลงที่ผลิตต้นพันธุ์สะอาดและปลอดโรค รวมทั้งไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะมีโรคใบด่างติดเข้ามากับท่อนพันธุ์ด้วย ทำให้เกิดระบาดในฤดูปลูกต่อมาได้

ดังนั้น ขอย้ำเตือนเกษตรกรให้เลือกใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังจากแหล่งที่ยังไม่พบการระบาดของโรคใบด่าง 30 จังหวัดคือ กำแพงเพชร จันทบุรี ชัยนาท เชียงราย เชียงใหม่ ตาก นครนายก นครพนม นราธิวาส น่าน ประจวบคีรีขันธ์ พะเยา พิจิตร พิษณุโลก เพชรบุรี เพชรบูรณ์ แพร่ ยโสธร ร้อยเอ็ด ราชบุรี ลำพูน เลย สกลนคร สิงห์บุรี สุโขทัย หนองคาย หนองบัวลำภู อำนาจเจริญ อุดรธานีและอุตรดิตถ์ รวมทั้งขอความร่วมมือให้เกษตรกรหยุดปลูกพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรค จึงจะหยุดวงจรระบาดของโรคนี้ได้ยั่งยืน เนื่องจากโรคใบด่างจากเชื้อไวรัส Sri Lankan cassava mosaicvirus (SLCMV) ทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ เกษตรกรเก็บผลผลิตไม่ได้ ที่สำคัญโรคนี้เข้าทำลายมันสำปะหลังได้ทุกระยะการเจริญเติบโต จึงขอความร่วมมือเกษตรกรและผู้เกี่ยวข้องร่วมเฝ้าระวังและปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ป้องกันไม่ให้พื้นที่ระบาดขยายเป็นวงกว้างเพิ่มขึ้นอีกต่อไป

ผลผลิตลิ้นจี่-ลำไยภาคเหนือปี’63พุ่ง เกษตรฯเร่งวางแผนหาตลาดรองรับ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

x

ผลผลิตลิ้นจี่-ลำไยภาคเหนือปี’63พุ่ง เกษตรฯเร่งวางแผนหาตลาดรองรับ

วันศุกร์ ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยหลังประชุมคณะอนุกรรมการป้องกันแก้ไขปัญหาผลไม้ภาคเหนือ ครั้งที่ 1/2563 เพื่อรับทราบรายงานผลจัดทำข้อมูลประมาณการผลผลิตผลไม้ภาคเหนือ (ลิ้นจี่และลำไย) ครั้งที่ 3/2563 สถานการณ์เก็บเกี่ยวรวมทั้งแผนบริหารจัดการลิ้นจี่และลำไย ปีการผลิต 2563 จากคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจ สำหรับลิ้นจี่ใน 4 จังหวัดภาคเหนือคือ เชียงใหม่ เชียงราย พะเยา และน่านผลผลิตปีนี้มี 28,676 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งมีผลผลิตรวม 26,278 ตัน ขณะนี้ผลผลิตเก็บเกี่ยวใกล้หมดแล้ว โดยมีคณะกรรมการแก้ปัญหาอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลัก วางแผนบริหารจัดการเชิงปริมาณ แบ่งเป็น กระจายผลผลิตในประเทศ 24,029 ตัน ได้แก่ ล้งในประเทศ วิสาหกิจชุมชน ส่งตลาดภายในจังหวัด/สถานที่ท่องเที่ยว สหกรณ์การเกษตร ตลาดอื่น อาทิ รถเร่ รถขนส่งสินค้านิคมอุตสาหกรรม ตลาดไท ตลาดต่างจังหวัด Modern Trade จำหน่ายผ่านไปรษณีย์ไทยและตลาดออนไลน์ แปรรูป 2,854 ตัน เป็นลิ้นจี่กระป๋อง น้ำลิ้นจี่และอื่นๆ เช่น ลิ้นจี่อบแห้ง และลิ้นจี่แช่แข็ง และส่งออก 1,793 ตันการจัดการเชิงคุณภาพเน้นส่งเสริมผลิตตามมาตรฐาน GAP การห่อผลลิ้นจี่ก่อนเก็บเกี่ยว การให้คำแนะนำทำลิ้นจี่คุณภาพ ส่งเสริมดำเนินงานรูปแบบแปลงใหญ่ ให้ความรู้จัดการผลผลิตและเชื่อมโยงตลาด ประชาสัมพันธ์ลิ้นจี่คุณภาพ รวมทั้งสร้างเว็บเพจซื้อขายออนไลน์ โดยเฉพาะปีนี้การขายผ่านออนไลน์มียอดสั่งซื้อผ่านไปรษณีย์ไทยสูงขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่ประชาชนต้องอยู่บ้านตามมาตรการป้องกันควบคุมการะบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบกับผลผลิตมีคุณภาพดี เกษตรกรพัฒนาบรรจุภัณฑ์ (packaging) พร้อมจัดเรียงผลผลิตเพื่อป้องกันความเสียหายได้ดีขึ้น

ส่วนลำไยแหล่งผลิตหลักอยู่ใน 8 จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่ ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา ลำปาง แพร่ และตาก คาดการณ์ปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดรวม 635,394 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ให้ผลผลิต 620,379 ตันหรือร้อยละ 2.42 แบ่งเป็นผลผลิตในฤดู 386,065 ตัน (ร้อยละ 60.76) และผลผลิตนอกฤดู 249,329 ตัน (ร้อยละ 39.24) โดยผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคมคิดเป็นร้อยละ 35.41 ของผลผลิตทั้งปี ด้านผลผลิตต่อไร่ของลำไยเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสม โดยช่วงที่ลำไยติดดอกมีความหนาวเย็นพอเหมาะ ส่งผลให้ลำไยปีนี้ออกดอกและติดผลมากกว่าปีที่แล้ว

สำหรับแผนบริหารจัดการลำไยจังหวัดวางแผนการบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง ผ่านกลไกของคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) ในเชิงคุณภาพตั้งแต่ระยะก่อนเก็บเกี่ยวจนถึงหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้แก่ โครงการรณรงค์การผลิตลำไยคุณภาพ ปี 2563 โดยมีกิจกรรมสำคัญ เช่น ส่งเสริมการผลิตตามมาตรฐาน GAP ส่งเสริมและแนะนำให้เกษตรกรใช้เทคโนโลยีที่สำคัญ 5 ด้าน คือ เตรียมต้นให้สมบูรณ์ ตัดแต่งช่อผล การให้น้ำใส่ปุ๋ยและปรับปรุงคุณภาพสีผิว รวมทั้งจัดทำแปลงเรียนรู้ ส่งเสริมการรวมกลุ่มพัฒนาคุณภาพผลผลิตและการตลาด ถ่ายทอดความรู้การผลิตลำไยคุณภาพในรูปแบบแปลงใหญ่ จนถึงคำแนะนำเตรียมต้นหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม ส่วนเชิงปริมาณลำไยภาคเหนือจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่เดือนมิถุนายน-กันยายน ช่วงที่ให้ผลผลิตมาก ต้องเฝ้าระวังสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนสิงหาคม ซึ่งทั้ง 8 จังหวัดเตรียมบริหารจัดการลำไยในฤดูรวม 386,065 ตันแล้ว ทั้งการประชุมเชื่อมโยงตลาดลำไยล่วงหน้า สนับสนุนให้มีจุดรวบรวมและคัดคุณภาพลำไยและกระจายผลผลิต จัดเตรียมข้อมูลความต้องการรับซื้อผลผลิตของผู้ประกอบการลำไยโดยประสานความร่วมมือกับพาณิชย์และอุตสาหกรรมจังหวัด

สำหรับการบริหารจัดการผลผลิตมีดังนี้ บริโภคสดในประเทศ 69,102 ตัน ด้วยวิธีกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร ตลาดในจังหวัดและท่องเที่ยวชุมชน รวมทั้ง Modern Trade และตลาดออนไลน์/ไปรษณีย์ แปรรูป 269,021 ตัน ด้วยวิธีการอบแห้งทั้งเปลือก อบแห้งเนื้อสีทอง แปรรูป เช่น ทำน้ำลำไยสกัดเข้มข้นลำไยกระป๋อง และการส่งออกลำไยสด 47,942 ตัน ทั้งนี้ ในการประชุมดังกล่าวเตรียมเสนอแนวทางกำกับ ติดตาม เฝ้าระวังผลผลิตลำไยปริมาณมาก (ช่วง Peak)ปี 2563 เพื่อเสนอคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board)เห็นชอบแผนบริหารจัดการผลไม้ภาคเหนือต่อไป