‘รมช.มนัญญา’พร้อมผลักดันสหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร สู่ฟาร์ม GAP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502895

'รมช.มนัญญา'พร้อมผลักดันสหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร สู่ฟาร์ม GAP

‘รมช.มนัญญา’พร้อมผลักดันสหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร สู่ฟาร์ม GAP

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 15.03 น.

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2563 น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ รวมทั้งข้าราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมผลการดำเนินงานสหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร จำกัด ณ ต.พังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร

น.ส.มนัญญา กล่าวว่า ตามที่นโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งเสริมการใช้ระบบตลาดนำการผลิตเพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำและสินค้าล้นตลาด ดังนั้น สิ่งสำคัญคือเรื่องมาตรฐาน และการควบคุมคุณภาพน้ำนมดิบ ในเรื่องของการผลิตน้ำนมโค เพื่อผลิตนมโรงเรียน ทางสหกรณ์โคนมภูพานสกลนคร จำกัด นั้นทำได้ดีอยู่แล้ว ขอฝากเรื่องการบริหารจัดการของสหกรณ์ภายในให้เข้มแข็ง ดูแลการจัดการ การบัญชีให้เกิดประโยชน์ต่อสมาชิกอย่างสูงสุด รวมทั้ง การวางรูปการจัดตั้งฟาร์มโคนมให้ได้มาตรฐาน GAP คือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี สำหรับฟาร์มปศุสัตว์ เริ่มตั้งแต่ระดับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ อาทิ การจัดการระบบน้ำ โดยมีการจัดการระบบน้าที่ดี น้ำที่ใช้ภายในฟาร์มต้องสะอาด ถูกสุขลักษณะ ไม่เป็นอันตรายต่อสัตว์ รวมถึงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมการจัดการของเสีย สิ่งปฏิกูล มูลสัตว์ น้ำทิ้ง และขยะต่างๆ ต้องผ่านการจัดการที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ หรือก่อความรำคาญต่อผู้อยู่อาศัยข้างเคียง และไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อยกระดับการจัดการฟาร์ม เลี้ยงสัตว์ให้ได้มาตรฐาน และคุ้มครองผู้บริโภค เป็นต้น

ในการนี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เยี่ยมชมศูนย์วิจัยและบำรุงพันธุ์สัตว์สกลนคร โรงรวมนมรับน้ำนมดิบ โครงการตามพระราชดำริซึ่งมีการรับน้ำนมดิบทุกวัน โดยนมดังกล่าว สามารถขายได้ตลอดทั้งปี โดยในช่วงเปิดภาคเรียนรับนมดิบของสมาชิกนำแปรูปเป็นนมพาสเจอไรซ์ (Pasteurized Milk) และช่วงปิดภาคเรียนส่งน้ำนมดิบจำหน่ายให้แก่เอกชนเพื่อผลิตและจัดจำหน่ายเป็นนมกล่อง U.H.T. (Ultra High Temperature )ภายใต้การดูแลคุณภาพและการผลิตโดยกรมปศุสัตว์รวมทั้งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์และอบรมให้ความรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพการเลี้ยงโคนมเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในการลดต้นทุน และการใช้ระบบตลาดนำการผลิตเพื่อแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ และล้นตลาดอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

‘บิ๊กป้อม’น้อมนำทฤษฎีแก้มลิง แก้ปัญหาน้ำ-ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502853

'บิ๊กป้อม'น้อมนำทฤษฎีแก้มลิง  แก้ปัญหาน้ำ-ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง

‘บิ๊กป้อม’น้อมนำทฤษฎีแก้มลิง แก้ปัญหาน้ำ-ป้องกันน้ำท่วม-แล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 13.11 น.

“บิ๊กป้อม” น้อมนำ ทฤษฎีแก้มลิง  แก้ปัญหาน้ำ เติมน้ำใต้ดิน ป้องกันน้ำท่วมน้ำแล้ง  ช่วยเหลือปชช.  รณรงค์ประหยัดน้ำ

วันที่ 2 กรกฎาคม 2563 พล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้โฆษกประจำรองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้เวลา10.00 น.  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุม เติมน้ำใต้ดิน โดยมี นาย วราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทส. เข้าร่วมในพิธี  ณ  ห้องแกรนด์บอลรูม โรงแรม มิราเคิล แกรนด์  คอนเวนชั่น  กรุงเทพฯ

พล.อ.ประวิตร  ได้กล่าวเปิดการประชุม โครงการเติมน้ำใต้ดิน และ  การเตรียมขยายผลโครงการให้ครอบคลุมพื้นที่ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาน้ำ ทั่วประเทศ โดยการประชุมได้มีการนำเสนอแนวทางและให้ความรู้ เพื่อนำไปดำเนินการ ในพื้นที่ต่างๆ พร้อมมอบคู่มือการเติมน้ำใต้ดิน ให้ มท. เพื่อนำไปถ่ายทอดผ่านผู้นำท้องถิ่นในพื้นที่ให้มีความเข้าใจ และเกิดการเรียนรู้ การยอมรับ  เห็นคุณค่าการแก้ปัญหาน้ำทั้งระบบ ได้แก่น้ำท่วม น้ำหลาก และน้ำแล้ง ให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ ของตน และสามารถมีน้ำที่มีคุณภาพดีทั้งก่อนเก็บและหลังเก็บ ได้อย่างยั่งยืน ตลอดไป ซึ่งจะเป็นการประหยัดงบประมาณการแก้ปัญหาน้ำได้เป็นอย่างดี  ทั้งนี้รัฐบาล ได้มอบหมายให้ สทนช. และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นเจ้าภาพหลัก ในการศึกษาและกำหนดแนวทางการเติมน้ำใต้ดิน เพื่อนำน้ำที่เหลือใช้ในช่วงน้ำท่วม/น้ำหลาก หรือจากน้ำฝนที่ตกลงมา เติมลงสู่ชั้นน้ำบาดาลด้วยวิธีการที่เหมาะสม กับสภาพพื้นที่ เพื่อให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ในช่วงเวลาที่ต้องการ และเป็นการฟื้นฟูชั้นน้ำบาดาล แก้ไขปัญหาการลดระดับลง ของชั้นน้ำบาดาลให้กลับคืนสู่สภาพเดิม และเพิ่มน้ำต้นทุน ให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

พล.อ.ประวิตร  ได้สั่งการให้ ทส.และ มท. ช่วยกันขับเคลื่อนโครงการเติมน้ำใต้ดินโดย น้อมนำศาสตร์พระราชา ทฤษฎีแก้มลิงมาประยุกต์ใช้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างจริงจัง  พร้อมกำชับ ผวจ.ทุกจังหวัดให้กำกับดูแล และควบคุม ท้องถิ่นที่ดำเนินการเติมน้ำใต้ดิน จะต้องทำอย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาการ อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถนำน้ำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชน เกษตรกร เมื่อจำเป็น ต่อไป 

พล.อ.ประวิตร  ยังได้เชิญชวน ข้าราชการ ภาครัฐ เอกชน และประชาชน ได้ให้เข้ามามีส่วนร่วมในโครงการและรณรงค์การประหยัดน้ำ รู้จักใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า ทั้งการอุปโภคบริโภค การทำเกษตรปลูกพืชน้ำน้อย รวมถึง การมีแหล่งน้ำแบบพึ่งพาตนเองได้ ของทุกภาคส่วน ในอนาคต ข้างหน้า

WTOกำชับปท.สมาชิกยึดกฎ ใช้มาตรการห้ามส่งออกอย่าให้กระทบห่วงโซ่อุปทานโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502745

x

WTOกำชับปท.สมาชิกยึดกฎ ใช้มาตรการห้ามส่งออกอย่าให้กระทบห่วงโซ่อุปทานโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการเกษตร (Committee of Agricultural: COA) สมัยพิเศษในรูปแบบ Virtual Meeting ซึ่งจัดโดยองค์การการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) มี Ms.Christiane Daleiden ประธานคณะกรรมการด้านเกษตรขององค์การการค้าโลก เป็นประธานการประชุมว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญเรื่องการค้าสินค้าเกษตรของโลกภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง เพราะนอกจากจะทำให้มีผู้ป่วยติดเชื้อและผู้เสียชีวิตจำนวนมากทั่วโลกแล้ว ยังส่งกระทบ ด้านการสาธารณสุขที่เกิดการขาดแคลนผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ด้านการคมนาคมทางอากาศที่ห้ามเดินทางเข้า-ออกนอกประเทศ ด้านห่วงโซ่อุปทานของโลกที่ได้รับผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงฉับพลันเนื่องจากการหยุดกิจกรรมทางด้านการผลิต

ปัญหาข้างต้นส่งผลให้บางประเทศประกาศใช้มาตรการทางการค้าที่อาจขัดแย้งกับกฎระเบียบของ WTO เช่น การห้ามส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ป้องกันรักษาโรค COVID-19เพื่อบรรเทาภาวะความขาดแคลนสินค้าในประเทศของตน จึงจำเป็นต้องกำชับให้ประเทศสมาชิก WTO ร่วมกันหาแนวทางใช้มาตรการต่างๆ เพื่อไม่ก่อให้เกิดเป็นอุปสรรคทางการค้าของโลกโดยไม่จำเป็น เพราะการใช้มาตรการเช่นนี้ อาจทำให้อุปทานสินค้าอาหารของโลกลดต่ำลง ราคาสินค้าสูงขึ้น จนเกิดผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานการค้าสินค้าเกษตร และเกิดขาดแคลนสินค้าอาหารที่สำคัญ อันส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของโลกในที่สุด

โอกาสนี้ กลุ่มประเทศต่างๆอาทิ กลุ่ม Cairns Ottawa และ EUได้ออกแถลงการณ์ร่วมแสดงจุดยืนใช้มาตรการทางการค้าช่วงระหว่างสถานการณ์ COVID-19 โดยเน้นย้ำว่า การใช้มาตรการต้องสอดคล้องกับกฎ WTO และควรมีการบังคับใช้ชั่วคราว โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำให้เกิดการค้าเปิดกว้าง และคาดการณ์ได้ (open and predictable trade) โดยประเทศสมาชิกร่วมกันตรวจสอบมาตรการที่เกี่ยวกับสถานการณ์ COVID-19 ที่ประเทศสมาชิกได้แจ้งต่อ WTO เช่น เวียดนาม กัมพูชา และเมียนมา ที่ใช้มาตรการจำกัดส่งออกข้าว ส่วนอียิปต์ และฮอนดูรัส ห้ามส่งออกพืชตระกูลถั่ว ขณะที่คาซัคสถาน รัสเซีย และคาจิกิสถาน จำกัดการส่งออกข้าวสาลี เป็นต้น สำหรับประเทศไทยได้แจ้งให้ประเทศสมาชิกรับทราบเกี่ยวกับการใช้มาตรการห้ามส่งออกไข่ไก่ โดยประกาศใช้ชั่วคราวเฉพาะช่วงระหว่างวันที่ 26 มีนาคม – 30 เมษายน 2563 สอดคล้องและเป็นไปตามหลักการของ WTO

ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้ประเทศสมาชิก WTO นำประเด็นข้อจำกัดช่วงสถานการณ์ COVID-19 มาเป็นเหตุอ้างเพื่อนำมาตรการต่างๆมาใช้เป็นอุปสรรคทางการค้าที่ไม่จำเป็น องค์การการค้าโลกในฐานะผู้ควบคุมการใช้มาตรการของประเทศสมาชิก ควรเร่งแสดงบทบาทเข้มแข็งในการดำเนินการเร่งรัดสร้างกฎ กติกา และแนวทางสำหรับใช้มาตรการต่างๆ รวมถึงสร้างช่องทางสื่อสารเพื่อให้ประเทศสมาชิกเข้าถึงข้อมูลทางการค้า และติดตามความเคลื่อนไหวของมาตรการต่างๆที่เกี่ยวข้องได้อย่างรวดเร็ว ทันเหตุการณ์

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านสะท้อนเร่งต่อยอดผลิต เสาหลักนำทางยางพาราช่วยสมาชิกมีรายได้เพิ่ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502747

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านสะท้อนเร่งต่อยอดผลิต  เสาหลักนำทางยางพาราช่วยสมาชิกมีรายได้เพิ่ม

รายงานพิเศษ : สหกรณ์ฯบ้านสะท้อนเร่งต่อยอดผลิต เสาหลักนำทางยางพาราช่วยสมาชิกมีรายได้เพิ่ม

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ความสำเร็จจากผลิตภัณฑ์หมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ ที่สหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด อำเภอเขาคิชฌกูฏ จังหวัดจันทบุรี ได้พลิกวิกฤติช่วงราคายางตกต่ำ จากที่เคยรับซื้อยางแผ่นและยางก้อนถ้วยจากสมาชิกเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ผลิตหมอนยางพาราเพื่อสุขภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้สมาชิกมีรายได้มากขึ้น ทั้งจากการขายน้ำยางดิบและรายได้เสริมจากการเข้ามารับจ้างเป็นแรงงานผลิตหมอนยางพารากับทางสหกรณ์ฯ และเพื่อให้สมาชิกมีรายได้เข้ามาต่อเนื่อง สหกรณ์ฯจึงเดินหน้ามุ่งขยายงานด้านการแปรรูปเพิ่มขึ้น ด้วยการเข้าร่วม“โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ” โดยความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์และกรมทางหลวงชนบท

นายนิพนธ์ เลาห์กิติกูล ประธานสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด เล่าว่า ปัจจุบันสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด มีสมาชิก 109 รายธุรกิจหลักของสหกรณ์ฯในขณะนี้คือ การรวบรวมน้ำยางดิบจากเกษตรกรสมาชิกและเกษตรกรในพื้นที่ มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หมอนยางพารา (Natural Latex Pillow) จัดจำหน่ายไปสู่ผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศจุดเด่นของสหกรณ์ฯ คือเป็นจุดศูนย์กลางรวบรวมและแปรรูปผลิตน้ำยางพาราแบบครบวงจรของชุมชนขณะนี้ สหกรณ์ฯ ได้ต่อยอดพัฒนาการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางพารา โดยเข้าร่วม “โครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมสหกรณ์กับกรมทางหลวงชนบท ผลิตแผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP)สำหรับนำไปใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนน

เบื้องต้นสหกรณ์ฯเข้าร่วมโครงการ ในส่วนผลิตเสาหลักนำทางจากยางธรรมชาติเพียงอย่างเดียวเป็นการชิมลางก่อน โดยมีกำลังการผลิตเฉลี่ยวันละ 19 ต้น ผลิตไปแล้วประมาณ 200 ต้น ต้นทุนการผลิตต้นละประมาณ 1,200 บาท ใช้น้ำยางข้นในการผลิตประมาณ 19 กิโลกรัม/ต้นและนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเสร็จเรียบร้อยแล้วไปใช้จริงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยกระทรวงคมนาคมจะเป็นผู้ดำเนินการรับซื้อผลิตภัณฑ์ เพื่อมอบให้กรมทางหลวงชนบทนำไปติดตั้งในพื้นที่ต่างๆต่อไป

สำหรับโครงการนี้ จะดำเนินการระหว่างปี 2563-2565 กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนความต้องการใช้ยางพาราตามมติคณะรัฐมนตรี แบ่งเป็นเสาหลักนำทางยางพารา 1,063,651 ต้น และแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต ความยาวรวม 12,282 กิโลเมตร โดยในปี 2563 นี้ กระทรวงคมนาคมต้องการเสาหลักนำทางยางพาราชุดแรก 289,635 ต้น จากการสำรวจพบสหกรณ์ที่พร้อมผลิตเสาหลักนำทาง 10 แห่ง และแผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต 7 แห่ง โดยสหกรณ์ที่พร้อมชุดแรกนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์จะได้เข้าไปช่วยเหลือเรื่องถ่ายทอดองค์ความรู้การผลิตเสาหลักนำทาง และแผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีตให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน ในส่วนสหกรณ์ที่ทำธุรกิจรวบรวมน้ำยางพาราแห่งอื่นที่อาจยังไม่มีความพร้อมผลิตสามารถเข้าร่วมโครงการได้ โดยเป็นเครือข่ายป้อนวัตถุดิบน้ำยางข้นให้สหกรณ์ผู้ผลิตที่จะรับซื้อในราคานำตลาด ส่วนราคาที่กระทรวงคมนาคมทำสัญญารับซื้อจะเป็นไปตามราคาน้ำยางสด FOB ซึ่งเป็นราคาที่ยุติธรรม

“การดำเนินกิจการของสหกรณ์กองทุนสวนยางบ้านสะท้อน จำกัด ประสบความสำเร็จและผ่านวิกฤติมาได้ เพราะความร่วมมือกันของสมาชิกและคณะกรรมการสหกรณ์ โดยสหกรณ์จะให้ความสำคัญกับการประกอบอาชีพของสมาชิก ส่งเสริมให้สมาชิกวางแผนการผลิตควบคู่ไปกับการวางแผนด้านการตลาดและร่วมพัฒนาแปรรูปผลผลิตน้ำยางพาราเพิ่มมูลค่า เพิ่มช่องทางการตลาด มีทิศทางขับเคลื่อนภายใต้การใช้ระบบตลาดนำการผลิตเพื่อแก้ปัญหาสินค้าล้นตลาดและราคาสินค้าเกษตรตกต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายนิพนธ์ กล่าวทิ้งท้าย

อีกบรรทัดฐานหนึ่งของการทำงานของคนญี่ปุ่นที่ผมจะกล่าวต่อไป ความจริงก็แทบจะไม่ต่างจากบรรทัดฐานเดิมที่ผมได้เสนอท่านผู้อ่านไปเมื่อครั้งที่แล้ว คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ท่าที” เหมือนกัน แต่วันนี้จะเน้นความต่างจากของเดิมซึ่งได้แก่การกำหนดท่าทีที่ชัดเจน ตรงที่เขามีการกำหนดท่าทีไว้ “ล่วงหน้าอย่างแท้จริง” แต่ก่อนที่จะเขียนต่อไป มีหลายท่านสงสัยคำว่า “ท่าที” ที่ผมยกมาว่ามันคืออะไรกันแน่ ดังนั้น ขออธิบายสั้นๆ ก่อนครับว่า “ท่าที”น่าจะตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า attitude หรือ position หรือ stance อันหมายถึงปฏิกิริยาหรือแนวทางการสนองตอบของฝ่ายหนึ่ง ที่มีต่อนโยบาย ข้อเสนอ หรือมติการดำเนินงานของอีกฝ่ายหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์โควิด-19 และน่าจะทำให้เกิดวิกฤติด้านความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น จึงได้มีการเสนอว่าสมาชิกแอปเตอร์ควรที่จะมีการบริจาคข้าวเพิ่มขึ้น กรณีเช่นนี้ ประเทศไทยเรา หรือแต่ละประเทศสมาชิก จะกำหนด attitude หรือ position หรือ stance หรือ “ท่าที” ต่อกรณีดังกล่าวอย่างไรบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

ผมชมเชยทางการญี่ปุ่นในเรื่องนี้มาก เพราะจากประสบการณ์ที่เห็น ไม่ว่าแอปเตอร์จะเคลื่อนไหวไปอย่างไร จะเล็กน้อยจนแทบจะไม่เห็นความสำคัญเลย หรือยิ่งใหญ่ปานว่าขุนเขา กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นไม่เคยละเว้นที่จะเก็บเอาไปพิจารณากำหนด “ท่าที” ทุกประเด็น และที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง ก็คือ เขาทำก่อนเหตุการณ์จะเกิดหรือทำล่วงหน้าทุกครั้งนั่นเอง โดยเขาพยายามเกาะติดสถานการณ์และมองไปข้างหน้า สแกนทุกอย่างและก็เตรียมกำหนดท่าทีในเรื่องนั้นๆ ไว้ก่อนที่บางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้น นั่นหมายถึงไม่ต้องรีรอให้เกิดเรื่องเสียก่อนแล้วจึงมาหาวิธีแก้ไขสนองตอบภายหลัง หลายท่านอาจเถียงผมว่า ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องวิเศษลึกซึ้งแต่ประการใดอีกเช่นกัน เพราะยุทธวิธีแบบนี้ใครๆ ก็ทราบ แต่ผมก็ขอเถียงกลับว่า จริงครับ มันเป็นเรื่องตื้นๆ ที่ใครๆ ก็น่าจะรู้ ทว่า เท่าที่เห็น มันมีการกระทำจริงแบบนั้นน้อยมากในที่อื่นๆ และเท่าที่เห็นในบางแห่งบางประเทศ มักปล่อยปะละเลยไม่สนอกสนใจที่จะคิดทำกัน ส่วนมากถือว่าธุระไม่ใช่ จนในที่สุดก็เกิดปัญหาขึ้น แล้วหลังจากนั้นก็จะโทษกันไปมามากกว่าจะร่วมกันหาวิธีการแก้ไข สุดท้ายสังคมก็เดือดร้อนยุ่งเหยิง ไร้ประสิทธิภาพในการจัดการ

ตัวอย่างปัญหาที่ใกล้ตัวและเห็นมาตลอดในบางประเทศ (น่าจะไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ) คือ กรณีมีคนบุกรุกที่สาธารณะเป็นที่อยู่อาศัย เริ่มแรกก็มาคนเดียวหรือสองสามคน แทนที่ผู้รักษากฎหมายจะเร่งจัดการเพื่อเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม แต่กลับเฉยเสีย ไม่มีใครเลยที่สนใจจะแก้ไขเชิญเขาออกไป จึงทำให้คนอื่นๆ ได้ใจและทยอยเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นกันว่าอยู่ได้ ไม่มีใครมาห้าม ทีนี้ก็กลายเป็นชุมชนผู้บุกรุกกลุ่มใหญ่ ถึงตอนนี้ก็ยากละครับที่จะแก้ไขเชิญพวกเขาออกไป กลับกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ลักษณะบรรทัดฐานแบบนี้ถ้าเป็นในประเทศญี่ปุ่นแล้ว เขาไม่มีทางยอมตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอะไรๆ ที่ส่อว่าจะเกิดปัญหาในอนาคตไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ไม่มีวันลอดหูลอดตาทางการญี่ปุ่นไปได้ จริงๆ แล้วระบบของฝรั่งก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน เพราะเขาถือว่าความเป็นไปของสังคมนั้นทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบ ดังนั้นใครที่ทำอะไรไม่ชอบมาพากล ย่อมไม่หลงหูหลงตาประชาชนคนใดคนหนึ่งไปได้ แล้วเขาก็จะเป็นตาสับปะรดช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่อีกชั้นหนึ่ง ผมเคยพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ในเมืองหนึ่งในประเทศอิตาลี วันหนึ่งมีเพื่อนมานั่งดื่มสุรากัน 1-3 คน พอดึกหน่อยก็เริ่มมีเสียงดังขึ้นๆ สักพักเดียว มีตำรวจมาเคาะประตู และบอกว่าถ้ายังเสียงดังรบกวนชาวบ้านอย่างนี้อีก คงต้องย้ายที่นอนไปนอนที่สถานีตำรวจแทน เท่านั้นแหละ เงียบสนิทกันได้ทันที

สมัยทำงานอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ ผมเคยได้รับมอบหมายให้ไปประชุมและสัมมนาระยะสั้นที่ประเทศแซมเบีย แถบทวีปแอฟริกา พอไปถึงก็เกิดความพิศวงงงงวยมาก เพราะในดินแดนแอฟริกาอันลึกลับกลับได้พบคนจีนกับคนญี่ปุ่นเยอะแยะไปหมด ส่วนมากคนจีนจะทำธุรกิจด้านการก่อสร้างทั้งโดยการช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชน ส่วนคนญี่ปุ่นมักจะทำงานในองค์กรช่วยเหลือระหว่างชาติและเอกชน และหลังจากที่ผมได้ศึกษารวมทั้งถามไถ่ผู้รู้ต่างๆ จึงทราบว่า นั่นคือท่าทีวิสัยทัศน์ของคนญี่ปุ่นและคนจีนครับ จากข้อเท็จจริงที่ผมไม่อาจเล่าได้ จะเห็นได้ว่า เขาไม่ได้กำหนดนโยบายหรือท่าทีต่างๆ โดยมองไปข้างหน้าเพียง 5 ปี 10 ปีเท่านั้น แต่เขามองไปข้างหน้าอย่างน้อย 50 ปีเลยทีเดียว

ซอกแซกอาเซียน : 2 กรกฎาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502743

ซอกแซกอาเซียน : 2 กรกฎาคม 2563

ซอกแซกอาเซียน : 2 กรกฎาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อีกบรรทัดฐานหนึ่งของการทำงานของคนญี่ปุ่นที่ผมจะกล่าวต่อไป ความจริงก็แทบจะไม่ต่างจากบรรทัดฐานเดิมที่ผมได้เสนอท่านผู้อ่านไปเมื่อครั้งที่แล้ว คือเป็นเรื่องเกี่ยวกับ “ท่าที” เหมือนกัน แต่วันนี้จะเน้นความต่างจากของเดิมซึ่งได้แก่การกำหนดท่าทีที่ชัดเจน ตรงที่เขามีการกำหนดท่าทีไว้ “ล่วงหน้าอย่างแท้จริง” แต่ก่อนที่จะเขียนต่อไป มีหลายท่านสงสัยคำว่า “ท่าที” ที่ผมยกมาว่ามันคืออะไรกันแน่ ดังนั้น ขออธิบายสั้นๆ ก่อนครับว่า “ท่าที”น่าจะตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า attitude หรือ position หรือ stance อันหมายถึงปฏิกิริยาหรือแนวทางการสนองตอบของฝ่ายหนึ่ง ที่มีต่อนโยบาย ข้อเสนอ หรือมติการดำเนินงานของอีกฝ่ายหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดเหตุการณ์โควิด-19 และน่าจะทำให้เกิดวิกฤติด้านความมั่นคงทางอาหารมากขึ้น จึงได้มีการเสนอว่าสมาชิกแอปเตอร์ควรที่จะมีการบริจาคข้าวเพิ่มขึ้น กรณีเช่นนี้ ประเทศไทยเรา หรือแต่ละประเทศสมาชิก จะกำหนด attitude หรือ position หรือ stance หรือ “ท่าที” ต่อกรณีดังกล่าวอย่างไรบ้าง อย่างนี้เป็นต้น

ผมชมเชยทางการญี่ปุ่นในเรื่องนี้มาก เพราะจากประสบการณ์ที่เห็น ไม่ว่าแอปเตอร์จะเคลื่อนไหวไปอย่างไร จะเล็กน้อยจนแทบจะไม่เห็นความสำคัญเลย หรือยิ่งใหญ่ปานว่าขุนเขา กระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นไม่เคยละเว้นที่จะเก็บเอาไปพิจารณากำหนด “ท่าที” ทุกประเด็น และที่น่าทึ่งอย่างยิ่ง ก็คือ เขาทำก่อนเหตุการณ์จะเกิดหรือทำล่วงหน้าทุกครั้งนั่นเอง โดยเขาพยายามเกาะติดสถานการณ์และมองไปข้างหน้า สแกนทุกอย่างและก็เตรียมกำหนดท่าทีในเรื่องนั้นๆ ไว้ก่อนที่บางสิ่งบางอย่างจะเกิดขึ้น นั่นหมายถึงไม่ต้องรีรอให้เกิดเรื่องเสียก่อนแล้วจึงมาหาวิธีแก้ไขสนองตอบภายหลัง หลายท่านอาจเถียงผมว่า ก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องวิเศษลึกซึ้งแต่ประการใดอีกเช่นกัน เพราะยุทธวิธีแบบนี้ใครๆ ก็ทราบ แต่ผมก็ขอเถียงกลับว่า จริงครับ มันเป็นเรื่องตื้นๆ ที่ใครๆ ก็น่าจะรู้ ทว่า เท่าที่เห็น มันมีการกระทำจริงแบบนั้นน้อยมากในที่อื่นๆ และเท่าที่เห็นในบางแห่งบางประเทศ มักปล่อยปะละเลยไม่สนอกสนใจที่จะคิดทำกัน ส่วนมากถือว่าธุระไม่ใช่ จนในที่สุดก็เกิดปัญหาขึ้น แล้วหลังจากนั้นก็จะโทษกันไปมามากกว่าจะร่วมกันหาวิธีการแก้ไข สุดท้ายสังคมก็เดือดร้อนยุ่งเหยิง ไร้ประสิทธิภาพในการจัดการ

ตัวอย่างปัญหาที่ใกล้ตัวและเห็นมาตลอดในบางประเทศ (น่าจะไม่ใช่ประเทศไทยนะครับ) คือ กรณีมีคนบุกรุกที่สาธารณะเป็นที่อยู่อาศัย เริ่มแรกก็มาคนเดียวหรือสองสามคน แทนที่ผู้รักษากฎหมายจะเร่งจัดการเพื่อเป็นการตัดไฟเสียแต่ต้นลม แต่กลับเฉยเสีย ไม่มีใครเลยที่สนใจจะแก้ไขเชิญเขาออกไป จึงทำให้คนอื่นๆ ได้ใจและทยอยเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเห็นกันว่าอยู่ได้ ไม่มีใครมาห้าม ทีนี้ก็กลายเป็นชุมชนผู้บุกรุกกลุ่มใหญ่ ถึงตอนนี้ก็ยากละครับที่จะแก้ไขเชิญพวกเขาออกไป กลับกลายเป็นปัญหาที่แก้ไขไม่ได้ ลักษณะบรรทัดฐานแบบนี้ถ้าเป็นในประเทศญี่ปุ่นแล้ว เขาไม่มีทางยอมตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอะไรๆ ที่ส่อว่าจะเกิดปัญหาในอนาคตไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็ก ไม่มีวันลอดหูลอดตาทางการญี่ปุ่นไปได้ จริงๆ แล้วระบบของฝรั่งก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน เพราะเขาถือว่าความเป็นไปของสังคมนั้นทุกคนต้องช่วยกันรับผิดชอบ ดังนั้นใครที่ทำอะไรไม่ชอบมาพากล ย่อมไม่หลงหูหลงตาประชาชนคนใดคนหนึ่งไปได้ แล้วเขาก็จะเป็นตาสับปะรดช่วยแจ้งเจ้าหน้าที่อีกชั้นหนึ่ง ผมเคยพักอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์ในเมืองหนึ่งในประเทศอิตาลี วันหนึ่งมีเพื่อนมานั่งดื่มสุรากัน 1-3 คน พอดึกหน่อยก็เริ่มมีเสียงดังขึ้นๆ สักพักเดียว มีตำรวจมาเคาะประตู และบอกว่าถ้ายังเสียงดังรบกวนชาวบ้านอย่างนี้อีก คงต้องย้ายที่นอนไปนอนที่สถานีตำรวจแทน เท่านั้นแหละ เงียบสนิทกันได้ทันที

สมัยทำงานอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ ผมเคยได้รับมอบหมายให้ไปประชุมและสัมมนาระยะสั้นที่ประเทศแซมเบีย แถบทวีปแอฟริกา พอไปถึงก็เกิดความพิศวงงงงวยมาก เพราะในดินแดนแอฟริกาอันลึกลับกลับได้พบคนจีนกับคนญี่ปุ่นเยอะแยะไปหมด ส่วนมากคนจีนจะทำธุรกิจด้านการก่อสร้างทั้งโดยการช่วยเหลือจากภาครัฐและเอกชน ส่วนคนญี่ปุ่นมักจะทำงานในองค์กรช่วยเหลือระหว่างชาติและเอกชน และหลังจากที่ผมได้ศึกษารวมทั้งถามไถ่ผู้รู้ต่างๆ จึงทราบว่า นั่นคือท่าทีวิสัยทัศน์ของคนญี่ปุ่นและคนจีนครับ จากข้อเท็จจริงที่ผมไม่อาจเล่าได้ จะเห็นได้ว่า เขาไม่ได้กำหนดนโยบายหรือท่าทีต่างๆ โดยมองไปข้างหน้าเพียง 5 ปี 10 ปีเท่านั้น แต่เขามองไปข้างหน้าอย่างน้อย 50 ปีเลยทีเดียว

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘ยารา’มอบปุ๋ยแทนกำลังใจ ช่วยเกษตรกรไทยสู้วิกฤติปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502744

x

‘ยารา’มอบปุ๋ยแทนกำลังใจ ช่วยเกษตรกรไทยสู้วิกฤติปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปี 2563 ถือเป็นปีที่ยากลำบากของเกษตรกรไทย เพราะด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่เผชิญทั้งภัยแล้ง ราคาผลผลิตตกต่ำและการระบาดของโควิด-19 จึงทำให้รายได้ลดลงอย่างน่าใจหาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำหรับส่งออก หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ เกษตรกรมะม่วงในจังหวัดพิจิตรที่ปีนี้ต้องบอบช้ำ เนื่องจากการส่งออกหยุดชะงักและพ่อค้าคนกลางลดปริมาณสั่งซื้อ ทำให้มีปริมาณผลผลิตล้นตลาดจำนวนมาก จนราคาตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี

มิสเตอร์เมดิ เซนท์-อังเดร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธานกลุ่มธุรกิจประเทศไทยและประเทศเมียนมา กล่าวว่า สำหรับยารา เกษตรกรถือเป็นผู้ที่มีคุณูปการยิ่งใหญ่ เพราะพวกเขาคือหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและผลิตอาหารเพื่อดูแลปากท้องของประชาชนทั้งในยามปกติและยามวิกฤต เมื่อเกษตรกรเดือดร้อน ยาราพร้อมยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ซึ่งท่ามกลางวิกฤตทั้งภัยแล้ง ผลผลิตราคาตกต่ำ และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ถาโถมเข้ามาปีนี้ ยาราจึงออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรไทยด้วยการบริจาคปุ๋ยยารามีร่า 16-16-16 จำนวน 500 กระสอบ น้ำหนักรวม 25 ตัน ให้เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงที่ได้รับผลกระทบในอ.สากเหล็ก อ.วังทรายพูน และอ.ดงเจริญ ในจ.พิจิตร เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนและสื่อความหมายแทนกำลังใจจากพวกเรา

กิจกรรมบริจาคปุ๋ยเพื่อบรรเทาวิกฤตปี 2563 แก่เกษตรกรมะม่วงเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ “115 ปี ปุ๋ยยารา เคียงข้างเกษตรกรนักสู้” ที่ยาราจัดขึ้น โดยเปลี่ยนเป้าหมายจากการเฉลิมฉลองการครบรอบมาเน้นการให้กำลังใจ สนับสนุน ช่วยเหลือดูแลเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤตในปีนี้ไปด้วยกัน นอกจากการช่วยเหลือด้วยการบริจาคปุ๋ยแล้ว ยารายังมีส่วนร่วมบรรเทาปัญหาให้เกษตรกรในมิติอื่นด้วย เช่น จัดแคมเปญ “Save #เกษตรกรนักสู้ ยารารับฝากสวน” เปิดโอกาสให้เกษตรกรใช้พื้นที่เฟซบุ๊คของยาราประเทศไทย เป็นอีกหนึ่งช่องทางเข้าถึงลูกค้าและจำหน่ายผลผลิตทางออนไลน์ จัดกิจกรรมเชิญชวนเกษตรกรเข้าร่วมประกวดร้องเพลงในรายการ “ร้องได้ให้ล้าน” ทางช่องไทยรัฐทีวี ตลอดจนเปิดตัวมิวสิกวีดีโอเพลง “เกษตรกรนักสู้” ซึ่งขับร้องโดยสองศิลปินระดับตำนานขวัญใจเกษตรกร ปู-พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ และ สุนารี ราชสีมา เพื่อเชิดชูและสร้างขวัญกำลังใจให้เกษตรกรไทยที่กำลังต่อสู้ฝ่าฟันวิกฤติ ให้กลับมายืนหยัดได้อย่างแข็งแกร่ง นอกจากนี้ ยารายังสนับสนุนชุมชน องค์กรสาธารณะอื่น เพื่อบรรเทาความทุกข์ช่วงระบาดของโควิด-19 อีกด้วย อาทิ บริจาคเงินช่วยบุคลากรทางการแพทย์ รวมทั้งชุมชนใกล้เคียงโรงงานบรรจุปุ๋ยยาราในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นต้น

“ยาราขอให้คำมั่นสัญญาว่า เราจะยังมุ่งมั่น ช่วยเหลือ แบ่งปัน สนับสนุน และยืนเคียงข้างเกษตรกรไทยต่อไปอย่างไม่หยุดนิ่งเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องเกษตรกรและส่งเสริมให้เกษตรกรทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน” มิสเตอร์เมดิ กล่าว

‘เฉลิมชัย’จัดหนัก! อุ้มชาวประมง คิกออฟสินเชื่อ10,300ล้านวันนี้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502702

'เฉลิมชัย'จัดหนัก! อุ้มชาวประมง คิกออฟสินเชื่อ10,300ล้านวันนี้

‘เฉลิมชัย’จัดหนัก! อุ้มชาวประมง คิกออฟสินเชื่อ10,300ล้านวันนี้

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.42 น.

“เฉลิมชัย”จัดหนัก! อุ้มชาวประมง คิกออฟสินเชื่อ10,300ล้านวันนี้ เสริมสภาพคล่องบรรเทาผลกระทบโควิด

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทย แถลงวันนี้ (1 ก.ค.63) ว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท ซึ่ง ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการให้กรมประมงประสานธนาคารเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) และธนาคารออมสิน ดำเนินการเปิดตัวโครงการดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ ด้วยการจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำช่วยเสริมสภาพคล่อง โดยเฉพาะในยุคโควิด

นายอลงกรณ์ กล่าวว่า โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงเป็นโครงการที่กระทรวงเกษตรฯ โดยคณะกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพประมงไทยจัดทำนำเสนอคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ซึ่งจะเปิดรับชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ เข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันนี้ 1 กรกฎาคม 2563 – 25 พฤษภาคม 2564 ซึ่งโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำซอล์ฟโลนดังกล่าวถือเป็นโครงการสินเชื่อประมงที่มีวงเงินมากที่สุดครอบคลุมทั้งประมงพื้นบ้าน และประมงพาณิชย์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยรัฐบาลจัดงบประมาณช่วยดอกเบี้ยเป็นเงิน 2,163 ล้านบาท และยังเป็นโครงการฯ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมมากที่สุดของทุกภาคส่วน ซึ่งหวังว่าโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงจะสามารถบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องชาวประมงที่รายได้ลดลงจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ให้สามารถกลับมาประกอบอาชีพได้มั่นคงมากยิ่งขึ้น

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ชาวประมงสามารถกู้เงินไปเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 และผู้ประกอบการประมงจ่ายสมทบเองอีกร้อยละ 4 ต่อปี มีกำหนดชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 7 ปี นับตั้งแต่วันที่กู้ ซึ่งจะเปิดรับสมัครชาวประมงที่สนใจเข้าร่วม ณ สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทั้ง 22 จังหวัด และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กองนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาการประมงกรมประมง http://www4.fisheries.go.th หรือ โทร. 02 561 3353 ในวันและเวลาราชการ หรือคิวอาร์โค้ด

นางสุดารัตน์ กลิ่นเจริญ ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารลูกค้าธุรกิจและภาครัฐ (ผู้แทนธนาคารออมสิน) และ นายประสาน พูลเวช รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนโยบายรัฐ (ผู้แทน ธ.ก.ส.) แถลงว่า สำหรับรูปแบบสินเชื่อแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) สินเชื่อเงินกู้ระยะสั้น เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน ค่าน้ำมัน ค่าน้ำแข็ง ฯลฯ (2) สินเชื่อเงินกู้ระยะยาว เพื่อเป็นเงินทุนในการไปปรับปรุงเรือ ปรับเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์ทำการประมง โดยมีธนาคารของรัฐที่เข้าร่วม 2 แห่ง ได้แก่ (1) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส) ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,300 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดต่ำกว่า 60 ตันกรอส ในวงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท (2) ธนาคารออมสิน ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไป ในวงเงินรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท

นายพิชัย แซ่ซิ้ม เลขาธิการสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย และนายปิยะ เทศแย้ม รองนายกสมาคมสมาพันธ์ชาวประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขอบคุณรัฐบาล กระทรวงเกษตรฯ และกรมประมงที่เข้าใจความเดือดร้อนของพี่น้องประมงโดยสนับสนุนโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในครั้งนี้ซึ่งเป็นโครงการที่ทั้งภาครัฐและสมาคมประมงได้ร่วมคิดร่วมทำมาด้วยกันตั้งแต่ปีที่แล้วโดยหวังว่าจะช่วยฟื้นฟูอาชีพประมงให้ยืนได้ในภาวะวิกฤตโควิด

ผู้เลี้ยงกุ้งร้องศูนย์ร้องทุกข์ พปชร. ถูกคนขายอาหารฉ้อโกงสูญเงิน 1.2 ล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502691

ผู้เลี้ยงกุ้งร้องศูนย์ร้องทุกข์ พปชร. ถูกคนขายอาหารฉ้อโกงสูญเงิน 1.2 ล้าน

ผู้เลี้ยงกุ้งร้องศูนย์ร้องทุกข์ พปชร. ถูกคนขายอาหารฉ้อโกงสูญเงิน 1.2 ล้าน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 16.24 น.

วันที่ 1 ก.ค.63 นางบุญสม บุญลือพันธ์ อายุ 65 ปี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดนครปฐม เดินทางเข้าพบนายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ หลังถูกคนขายอาหารกุ้งฉ้อโกงทำให้สูญเสียเงินจำนวนกว่า 1.2 ล้านบาท

นางบุญสม ระบุ ตนเป็นเกษตรกรเลี้ยงกุ้งมาเป็นเวลากว่า 10 ปี โดยซื้ออาหารกุ้งจากนางสาวณัฐิยา ภู่ทอง คู่กรณี มาเป็นเวลานาน กระทั่งเมื่อเดือนมกราคมปี 2560 ได้ตกลงซื้ออาหารกุ้งราคากว่า 1.2 ล้านบาท โดยชำระเป็นเงินสด แต่ปรากฏว่าคู่กรณีไม่มีอาหารกุ้งมาให้ และหายตัวไปติดต่อไม่ได้ จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์พนักงานสอบสวน สภ.บางหลวง จ.นครปฐม พนักงานสอบสวนจึงเรียกตัวมาไกล่เกลี่ยกัน โดยคู่กรณีตกลงว่าจะผ่อนชำระเงินที่ค้างเป็นรายเดือน ซึ่งที่ผ่านมามีการจ่ายเงินคืนมา 20,000 บาท เพียงครั้งเดียวเท่านั้น จากนั้นก็ขาดการติดต่อไป ตนจึงพยายามตามเรื่องแต่ก็ไม่คืบหน้า จึงเข้าร้องทุกข์เพื่อให้ช่วยติดตาม

ด้าน นายสามารถ ระบุ ตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ร้องทุกข์พรรคพลังประชารัฐ ได้มีประชาชนเข้ามาร้องทุกข์กรณีฉ้อโกงจำนวนมาก ตนจึงประสานไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้การช่วยเหลือ โดยกรณีของนางบุญสมนั้น ได้แจ้งให้ศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข กระทรวงยุติธรรม ดำเนินการรับเรื่องร้องทุกข์ไว้ จากนั้นจะส่งเรื่องไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเป็นเจ้าของเรื่อง ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

1กค.เปิดรับสมัครชาวประมงร่วมโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502438

1กค.เปิดรับสมัครชาวประมงร่วมโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมง เปิดรับสมัครชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ เข้าร่วม “โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง”สามารถกู้เงินไปเสริมสภาพคล่องประกอบอาชีพได้ อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี(จ่ายเองร้อยละ 4 ต่อปี รัฐชดเชยให้ร้อยละ 3ต่อปี) สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563-25 พฤษภาคม 2564 ที่สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทั้ง 22 จังหวัด และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กองนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาการประมง กรมประมง http://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/site/strategy โทร.0-2561-3353 ในวันเวลาราชการ

ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม เห็นชอบโครงการสินเชื่อ เพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงกรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท บรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ด้วยการจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำให้ชาวประมงกลับมาประกอบอาชีพได้อีก ซึ่งดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ให้กรมประมงเร่งเปิดโครงการดังกล่าว เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้ช

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี นับจากวันที่ค.ร.ม.มีมติอนุมัติโครงการ โดยกรมฯจะเปิดรับสมัครให้ชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์เข้าร่วมโครงการ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563-25 พฤษภาคม 2564 ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นเงินกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับชาวประมงให้กู้เงินทุนได้อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี กล่าวคือ รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปีและผู้ประกอบการประมงต้องจ่ายสมทบอีกร้อยละ4 ต่อปี กำหนดชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จภายในเวลา 7 ปีนับตั้งแต่วันที่กู้

สำหรับรูปแบบสินเชื่อแบ่งเป็น 2 ประเภทได้แก่ 1.สินเชื่อเงินกู้ระยะสั้น เป็นทุนหมุนเวียนประกอบอาชีพ 2.สินเชื่อเงินกู้ระยะยาวเป็นเงินทุนปรับปรุงเรือ ปรับเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์ทำประมง โดยมีธนาคารของรัฐที่เข้าร่วม 2 แห่ง ประกอบด้วย 1.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,300 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดต่ำกว่า 60 ตันกรอส วงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท 2.ธนาคารออมสินปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไป ในวงเงินรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท

โดยชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ ที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1. บุคคลธรรมดาอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ สัญชาติไทย หรือเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายไทย 2.เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในเรือประมงที่มีทะเบียนเรือไทย 3.เป็นผู้ประกอบการประมงที่มีประสบการณ์ประกอบอาชีพมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี 4.กรณีเป็นผู้ประกอบการประมงพาณิชย์ต้องมีใบอนุญาตทำประมงพาณิชย์ 5.ไม่เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามได้รับใบอนุญาตทำประมง ตามมาตรา 39 แห่งพระราชการกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และไม่เป็นผู้อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการประมงหลักประกันเงินกู้เงิน ให้ใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างรวมกัน ดังนี้ 1.ที่ดิน ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่มีหนังสือแสดงเอกสารสิทธิสามารถจดทะเบียนจำนองได้หรืออาคารชุด 2.เรือประมงที่จดทะเบียนเรือไทยถูกต้องตามกฎหมาย 3.บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) 4.บุคคลค้ำประกัน 5. หลักประกันอื่นตามที่ธนาคารกำหนด

ผู้ประกอบการประมงที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการฯกรอกคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการฯ และยื่นความประสงค์ระหว่างวันที่ 1กรกฎาคม 2563-25 พฤษภาคม 2564 ได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานครตามพื้นที่ที่เรือประมงลำที่ยื่นกู้ทำประมงอยู่ พร้อมแนบหนังสือรับรองเข้าร่วมโครงการฯ จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย หรือสมาคมประมงในพื้นที่หรือสมาคมประมงพื้นบ้านในพื้นที่ กรณีไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมติดต่อขอหนังสือรับรองได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดที่ยื่นคำขอ ขณะนี้กรมฯสั่งสำนักงานประมงจังหวัดทุกแห่งและขอความร่วมมือไปยังสมาคมประมงต่างๆ ช่วยอำนวยความสะดวกและประชาสัมพันธ์ให้ชาวประมงรับทราบโครงการดังกล่าว กรมหวังว่าโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของชาวประมงให้ประกอบอาชีพให้มั่นคงมากขึ้น

ส่องเกษตร : พระพุทธศาสนากับการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502435

ส่องเกษตร : พระพุทธศาสนากับการเกษตร

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านปริมาณฝนในประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น เข้าสู่ช่วงเวลาของกลางฤดูฝน เริ่มมีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ส่งสัญญาณที่ดีต่อการทำการเกษตร และมีความคาดหวังว่าจะได้ใช้ประโยชน์จากปริมาณฝนที่ตกลงมาอย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดฤดูกาลนี้

ตัวผมเองในช่วงปลายสัปดาห์ได้เดินทางไปแถบจังหวัดระยองและชลบุรี เพื่อร่วมพิธีอุปสมบทซึ่งเป็นหนึ่งในพิธีกรรมทางศาสนาของพุทธศาสนิกชนที่ดี เป็นการสืบสานศาสนาให้คงอยู่ยืนยงต่อไปในช่วงเข้าพรรษาที่กำลังจะมาถึง สอดคล้องกับสถานการณ์ของดินฟ้าอากาศมาครั้นสมัยพุทธกาล นับว่าเป็นกุศโลบายอันแยบยลของพระพุทธเจ้าที่จะให้พระภิกษุสงฆ์ได้จำพรรษา ณ สังฆวาสไม่ต้องออกไปเหยียบย่ำพืชผลในไร่นาของประชาชนเป็นการอำนวยให้พระภิกษุสงฆ์ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม พัฒนาสติปัญญา ไม่ให้รบกวนหรือส่งผลต่อการประกอบอาชีพของประชาชนทั่วไป เป็นการผนวกธรรมชาติเข้ากับกิจกรรมทางศาสนาได้อย่างกลมกลืน ทำให้ศาสนาสามารถเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตปกติของพุทธศาสนิกชน ไม่แปลกแยกออกจากกัน

การเดินทางโดยรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปยังจังหวัดระยอง ผ่านเส้นทางที่เป็นถนน 4 เลนที่ถูกปรับปรุงผิวการจราจรใหม่ จึงค่อนข้างเรียบ ขับรถสบาย สภาพพื้นที่เป็นเนินสูง-ต่ำ สลับกับทางเรียบ สองข้างทางมีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่น และแปลงไม้ยืนต้นแถบตลอดแนว ไม่ว่าจะเป็นยางพารา ปาล์มน้ำมัน สวนทุเรียน หรือ ไร่อ้อย ไร่มันสำปะหลัง บวกกับฝนพรำเบาๆ อากาศสบายๆ บรรยากาศประมาณขับรถท่องเที่ยวในประเทศที่พัฒนาแล้วเลยทีเดียว ได้เห็นแปลงไม้ผลที่มีการตัดแต่งกิ่งหลังจากการให้ผลผลิต การบำรุงรักษาต้นให้แข็งแรงสมบูรณ์ สามารถให้ผลผลิตได้ดีในฤดูกาลถัดไป พร้อมกับการจัดคาราวานสินค้าต่างๆ มาจำหน่ายให้กับเกษตรกร ทั้งสิ่งที่จำเป็นและไม่จำเป็น เนื่องจากทุกฝ่ายทราบดีว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เกษตรกรชาวสวนภาคตะวันออกมีเงินเต็มกระเป๋า จึงมีความพยายามนำเสนอสินค้าเพื่อดึงเงินออกมาจากกระเป๋าของเกษตรกรให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ดังนั้นการบริหารจัดการด้านการเงินของเกษตรกรจึงเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะรายรับของเกษตรกรชาวสวนมีมาเพียงแค่ช่วงเวลาเดียวของแต่ละปี ในขณะที่รายจ่ายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา การบริหารจัดการรายรับ-รายจ่าย ให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการประกอบอาชีพและการใช้ชีวิตจึงเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้และต้องทำให้สำเร็จ

วิถีของชาวสวนและชาวนามีความแตกต่างกันอยู่มาก แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือรายได้ไม่ได้เข้ามาตลอดทุกเดือน หากจะมีรายได้ก็ต่อเมื่อมีผลผลิตออกมาจำหน่าย ฟากฝั่งของชาวนาในปัจจุบัน บางพื้นที่ข้าวอาจกำลังตั้งตัว แต่บางพื้นที่อาจต้องไถทิ้งแล้วปลูกใหม่ ก็ได้แต่หวังว่าจะเป็นการปลูกใหม่ครั้งสุดท้ายของฤดูนาปีนี้ อย่างไรก็ตาม การเกษตรที่ต้องเป็นหุ้นส่วนกับธรรมชาติย่อมมีความเสี่ยงเกิดขึ้นเสมอ หลักคำสอนในพุทธศาสนาจึงเชื่อในการตั้งอยู่ในความไม่ประมาท สิ่งที่ควรตระหนักคือการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะและเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ค้ำจุนซึ่งกันและกัน ไม่เบียดเบียนกัน มนุษย์ไม่สามารถมีชีวิตอย่างสงบได้ หากไม่เคารพต่อธรรมชาติ เกิดบทเรียนต่างๆ มาให้เห็นกันนับครั้งไม่ถ้วน แต่มนุษย์ก็ยังมีความพยายามที่จะเอาชนะธรรมชาติอยู่เสมอ จนลืมไปว่าพุทธศาสนาสอนให้อยู่ร่วมกับธรรมชาติให้เป็นธรรมชาติอย่างที่สุดแล้ว

สมชาย ชาญณรงค์กุล