กษ.จับมือผู้ผลิตไก่ส่งออกฯช่วยฮาลาลไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502437

x

กษ.จับมือผู้ผลิตไก่ส่งออกฯช่วยฮาลาลไทย

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังมอบเงินสนับสนุนสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกับสมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทยสนับสนุนงบประมาณให้สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อฟื้นฟูประสิทธิภาพการทำงานกิจการฮาลาลของประเทศไทย ให้ผู้ประกอบการส่งออกสินค้าฮาลาลได้สะดวกรวดเร็ว เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19

“กระทรวงเกษตรฯ สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทย และสำนักงานคณะกรรมกลางอิสลามแห่งประเทศไทยร่วมกันพัฒนาอุตสาหกรรมสัตว์ปีกของประเทศไทยให้เข้มแข็งในเวทีโลก โดยปัจจุบันโรงเชือดสัตว์ปีกของประเทศไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานส่งออกจากกรมปศุสัตว์มี 30 แห่ง ทั้งหมดได้รับรองมาตรฐานฮาลาลที่สร้างมูลค่าส่งออกปีละมากกว่า 1 แสนล้านบาท ติดอันดับ 4 ของประเทศผู้ส่งออกเนื้อสัตว์ปีกของโลก” นายเฉลิมชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ไทยยังมุ่งส่งออกเนื้อสัตว์ปีกให้มากขึ้น นอกเหนือจากตลาดหลักคือ ญี่ปุ่นและประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรปแล้ว ยังเน้นเจาะตลาดจีนและกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง ซึ่งซาอุดิอาระเบียจัดเป็นประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ติดอันดับ 3 ของโลกและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จัดอยู่ในอันดับ 10ของโลก ซึ่งในสถานการณ์โควิด-19 ถือเป็นโอกาสของไทย เนื่องจากหลายประเทศได้รับผลกระทบและต้องการนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกจำนวนมาก ดังนั้น การที่โรงงานไทยได้มาตรฐานฮาลาลจะมีส่วนช่วยให้สินค้าเนื้อสัตว์ปีกของไทยเป็นที่ต้องการของต่างประเทศมากขึ้น

ด้านนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์จัดทำโครงการพัฒนาส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์มาตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบัน ดำเนินการร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยส่งเสริมพัฒนาผู้ประกอบการสินค้าฮาลาล ดำเนินการตรวจรับรองสถานประกอบการโรงเชือด สถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ และสถานประกอบการอื่นด้านปศุสัตว์ เช่น ศูนย์รวบรวมนม ศูนย์รวบรวมไข่ สถานที่ตัดแต่งเนื้อสัตว์ โดยกรมปศุสัตว์อุดหนุนงบประมาณตรวจรับรองดังกล่าวให้สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามทุกปี เพื่อช่วยลดหย่อนค่าธรรมเนียมการตรวจรับรองฮาลาลแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งความสำเร็จครั้งล่าสุดเมื่อปี 2562 มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการมากกว่า 250 ราย และตั้งเป้าให้มีผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็น 300 ราย ภายในปี 2563 เพื่อยกระดับผู้ประกอบการรายย่อยสู่มาตรฐานการผลิตสินค้าฮาลาล นอกจากนี้ ยังได้เพิ่มมาตรการรเฝ้าระวังการปนเปื้อนดีเอ็นเอสุกรในสินค้าปศุสัตว์ฮาลาล โดยให้สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทั่วประเทศสุ่มเก็บตัวอย่างสินค้าฮาลาล 800 ตัวอย่าง เพื่อทวนสอบมาตรฐานการผลิต และสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภคทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่อไป

รายงานพิเศษ : ‘สุวิทย์’ปลื้ม‘อว.สร้างงานเฟส1’ทะลุเป้า เดินหน้าเปิดระยะ2ต้นก.ค.รับอีก3.2หมื่นคน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502441

รายงานพิเศษ : ‘สุวิทย์’ปลื้ม‘อว.สร้างงานเฟส1’ทะลุเป้า  เดินหน้าเปิดระยะ2ต้นก.ค.รับอีก3.2หมื่นคน

รายงานพิเศษ : ‘สุวิทย์’ปลื้ม‘อว.สร้างงานเฟส1’ทะลุเป้า เดินหน้าเปิดระยะ2ต้นก.ค.รับอีก3.2หมื่นคน

วันพุธ ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมคณะผู้บริหาร อว.ลงพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ติดตามความคืบหน้าโครงการ “อว.สร้างงาน ระยะที่ 1” ในความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ โดยมีนายธนากร อึ้งจิตรไพศาล ผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์ และผศ.ดร.เรืองเดช วงศ์หล้าอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ต้อนรับ

สำหรับโครงการ “อว.จ้างงาน ระยะที่ 1”ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ในฐานะหน่วยจ้างงาน รับสมัครและคัดเลือกบุคคลที่จะได้รับการจ้างงานจำนวน 290 อัตรา จ้างงานระยะเวลา 4 เดือน เดือนละ 9,000 บาท ซึ่งในขณะนี้ รับเข้าทำงานแล้วจำนวน 279 อัตรา เหตุที่ไม่ครบ 290 อัตรา เนื่องจากผู้สมัครบางส่วนได้รับสิทธิในการเยียวยาจากภาครัฐที่ซ้ำซ้อนจึงต้องมีการตัดรายชื่อออก และมีการลาออกระหว่างทำงาน โดยทั้ง 279 อัตรา ได้ลงดำเนินการในพื้นที่ในเขตพื้นที่ภาคเหนือ 9 จังหวัด จำนวน 109 ตำบล ประกอบด้วยจังหวัดอุตรดิตถ์ แพร่ น่าน พะเยา เชียงราย เชียงใหม่ ลำปาง ลำพูน และ สุโขทัย

ด้านดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อว.กล่าวว่า พอใจการดำเนินการโครงการ อว.สร้างงาน ระยะที่ 1 และอว.จะเริ่มโครงการ อว.สร้างงาน ระยะที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 จำนวนกว่า 3.2 หมื่นคน โดยในส่วนของมหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ มีอัตราการจ้างงงานระยะที่ 2 จำนวน 376 อัตรา จ้างงานระยะเวลา 3 เดือน เดือนละ 9,000 บาท มีพื้นที่ดำเนินการใน 4 จังหวัดภาคเหนือ จำนวน 74 ตำบล ได้แก่ อุตรดิตถ์ แพร่ น่าน และ กำแพงเพชร โดยลักษณะงานที่ผู้รับจ้างดำเนินงาน จะเป็นเรื่องข้อมูลเชิงพื้นที่ ติดต่อประสานงานกับผู้นำชุมชน ประชาชน และหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เก็บข้อมูลจากหน่วยงานหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ การวิเคราะห์และจัดทำแผน วางแผนโครงการและแผนการดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานคู่ความร่วมมือผู้เชี่ยวชาญในพื้นที่และผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆของมหาวิทยาลัย เช่น ด้าน Smart Faming ด้านการจัดการน้ำชุมชน ด้านสุขภาพ ด้านการสร้างอาชีพ ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ด้านการจัดการขยะ ด้านการจัดการสังคมผู้สูงอายุหรือด้านอื่น ที่สอดคล้องกับบริบทปัญหา หรือความต้องการของพื้นที่

น.ส.คนธวัลย์ รัตนสุวรรณ หนึ่งในผู้รับจ้างงานโครงการ จ.อุตรดิตถ์เปิดเผยว่า สิ่งที่ประทับใจจากโครงการนี้คือ ส่วนท้องถิ่นที่ไปประจำอยู่ ภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการสะท้อนปัญหา เราได้ทราบปัญหา สิ่งที่เรามองจากข้างนอก เรามองว่าบ้านเรา เจริญสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่การท่องเที่ยวทำไมถึงไม่มี พอลงพื้นที่แล้วจึงได้ทราบปัญหา ที่ไม่สามารถมีได้เพราะอะไร ได้ทราบจุดด้อยและจุดเด่นของแต่ละพื้นที่มากขึ้น รู้สึกภูมิใจว่าได้เป็นกระบอกเสียงให้กับชาวบ้าน อยากเป็นส่วนหนึ่งที่กลับมาพัฒนาชุมชนให้ดียิ่งขึ้น

ด้านนายวุฒิชัย เหมดี ผู้รับจ้างโครงการอว.ฯ บอกว่า โดยส่วนตัวก่อนที่จะมารับงานตรงนี้ เคยทำงานทางด้านเทคโนโลยีมาก่อน เกี่ยวกับแอพลิเคชั่น จบมาเมื่อปี 46 ปวส. สาขาการตลอด ได้มีโอกาสไปที่ประเทศจีน เพิ่งกลับมาได้สองปี พอกลับมาได้ร่วมธุรกิจพัฒนาแอพลิเคชั่นร้านอาหาร สักระยะหนึ่งก็ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ก็ไม่สามารถไปสมัครงานที่อื่น เพราะเป็นข้อจำกัดในหลายด้าน จึงได้มาทำงานตรงนี้ พอได้สัมผัส ทำให้รู้สึกภูมิใจว่า ถึงเราเป็นหมากตัวเล็กตัวหนึ่งก็สามารถช่วยเป็นแรงผลักดัน ให้เกิดกระบวนการในการพัฒนา

ในอดีตจะไม่ค่อยรอบรู้เกี่ยวกับการพัฒนาหมู่บ้านเท่าไหร่แต่พอลงไปตรงนี้ทำให้เกิดการสำนึกรักบ้านเกิดของตัวเอง ทำให้เกิดการพัฒนาทางด้านธุรกิจ หรือว่าเกษตร นวัตกรรมของจีน เขามีสิ่งใหม่ๆ เข้ามา ซึ่งอยากให้ตรงนี้เป็นตัวผลักดันในโครงการนี้ให้บรรลุวัตถุประสงค์ของทางอว.ด้วย

‘ปศุสัตว์’วอนปชช.อย่าตื่นตระหนก กรณีข่าวไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในจีน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502501

'ปศุสัตว์'วอนปชช.อย่าตื่นตระหนก กรณีข่าวไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในจีน

‘ปศุสัตว์’วอนปชช.อย่าตื่นตระหนก กรณีข่าวไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในจีน

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 17.58 น.

กรมปศุสัตว์วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนกกรณีที่มีข่าวการตรวจพบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศจีน

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2563 ว่านักวิทยาศาสตร์จีนตรวจพบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศจีน มีลักษณะคล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมูที่ระบาดในปี 2009 โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า G4 EA H1N1 ซึ่งพบในคนงานที่ทำงานโรงฆ่าสุกร โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้กล่าวว่า แม้ไวรัสชนิดนี้ยังไม่จัดว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาควรเริ่มวางมาตรการควบคุมไวรัสในสุกรและเฝ้าระวังการติดเชื้อในกลุ่มคนงานในอุตสาหกรรมผลิตสุกร

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่าโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (A/H1N1) หรือไข้หวัดใหญ่ 2009 เริ่มพบเมื่อปี พ.ศ.2552 ที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้แพร่ไปหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบันได้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบทั่วไป เป็นโรคที่แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน และทำไมถึงเรียกว่า ไข้หวัดหมู (Swine Flu) เนื่องจากในช่วงแรกที่พบการระบาดนักวิทยาศาสตร์ พบว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสที่พบในฟาร์มหมูในทวีปอเมริกาเหนือ แต่การศึกษาในระยะต่อมา พบว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ (A/H1N1) เกิดจากการผสมของสายพันธุกรรม (gene) ของเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนกแต่คนบางส่วนก็ยังเรียกติดปากว่า ไข้หวัดหมู (Swine Flu) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างสายพันธุ์ H1N1 ที่พบในมนุษย์และสุกรนั้นก็จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้น มิใช่ว่าเชื้อไวรัสทุกสายพันธุ์ในสุกรจะสามารถติดเชื้อข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์ได้

แต่อย่างไรก็ดี กรมปศุสัตว์ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าว โดยร่วมกับสัตวแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ติดตามและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด เอสายพันธุ์ เอช1 เอ็น1 (A/H1N1) ในสุกรมาโดยตลอด โดยดำเนินการจัดทำ “คู่มือแนวทางการปฏิบัติงานทางคลินิกต่อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)” สำหรับสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ และผู้เลี้ยงสุกร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการติดตาม ป้องกัน และเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่อาจเกิดขึ้นกับสุกรในประเทศ และกรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรในการป้องกันโรคภายในฟาร์มสุกร ดังนี้ 1.ควรมีการจัดการที่ดีตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity) 2.ควรทำการกักแยกสุกรที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่เพื่อสังเกตอาการก่อนปล่อยเข้าร่วมฝูง 3.ทำความสะอาดฟาร์มด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพ 4.หากบุคลากรภายในฟาร์มป่วย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสุกร 5.สำหรับน้ำที่ใช้ภายในฟาร์ม ควรมีการทำลายเชื้อโรคก่อนนำไปใช้เลี้ยงสุกร 6.ยานพาหนะที่เข้า – ออกฟาร์มจะต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคทุกครั้ง

ทั้งนี้ แม้จะถูกเรียกชื่อว่า “ไข้หวัดหมู (Swine Flu)” แต่ยังไม่มีรายงานทางวิชาการว่า โรคไข้หวัดใหญ่ ชนิด A สายพันธุ์ H1N1 เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อจากหมูโดยตรง ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ต้องตื่นตระหนกยังสามารถรับประทานหมูได้ตามปกติและแนะนำให้รับประทานอาหารที่ปรุงสุก และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ

ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนหน้าฝน! ระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาด’โค-กระบือ-แพะ-แกะ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502404

ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนหน้าฝน! ระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาด'โค-กระบือ-แพะ-แกะ'

ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนหน้าฝน! ระวังโรคปากเท้าเปื่อยระบาด’โค-กระบือ-แพะ-แกะ’

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 14.18 น.

30 มิถุนายน 2563 นายอภิชาติ สุวรรณชัยรบ ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ขณะนี้จังหวัดบุรีรัมย์ สภาพอากาศเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศชื้น จะทำให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพอ่อนแอ เอื้อต่อการติดเชื้อโรคง่าย จึงได้ขอแจ้งให้เกษตรกรผู้เลี้ยง โค-กระบือ หมั่นดูแลสุขภาพสัตว์ ซึ่งปัจจุบันจังหวัดบุรีรัมย์ มีประชากรโค อยู่กว่า 250,000 ตัว กระบือกว่า 98,000 ตัว แพะกว่า 5,300 ตัว แกะกว่า 1,200 ตัว กระจายอยู่ในพื้นที่ 23 อำเภอ ทั้งจังหวัด

สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ร่วมกับปศุสัตว์อำเภอ ได้ระดมเจ้าหน้าที่ออกให้บริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อยและโรคคอบวมให้โค กระบือ แพะ แกะ ของเกษตรกรที่เลี้ยงไว้ให้ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดโรคปากเท้าเปื่อยในช่วงฤดูฝน ซึ่งเป็นช่วงที่มีอากาศชื้นเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดสัตว์ได้ง่าย จึงแนะให้เกษตรกรควรหมั่นดูแลรักษาสุขภาพสัตว์เลี้ยงของตนเอง ทั้งให้หมั่นทำความสะอาดเล้า โรงเรือนอยู่เสมอ       

“ทั้งนี้ ได้กำชับให้ปศุสัตว์อำเภอทั้ง 23 อำเภอ เร่งออกฉีดวัคซีนให้โค กระบือ แพะ แกะ หรือสัตว์กลีบคู่ที่เสี่ยงต่อการระบาดของโรคดังกล่าวให้ครอบคลุม ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ได้นำสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคปากเท้าเปื่อย และโรคคอบวมระบาดที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และปศุสัตว์อำเภอได้ทุกแห่งให้ครบทุกตัว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวด้วย” นายอภิชาติ กล่าว 

อย่างไรก็ตาม ขอให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือ ได้เฝ้าระมัดระวัง หากพบว่า โค-กระบือ มีอาการป่วยผิดปกติ มีแผลตามริมฝีปาก กลีบเท้า น้ำลายไหล เซื่องซึม หรือป่วยตายผิดปกติ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ หรือปศุสัตว์จังหวัด เข้าไปตรวจสอบเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวอย่างเร่งด่วน ไม่ให้มีการแพร่ระบาดขยายเป็นวงกว้าง ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงโค-กระบือได้

ติดดาบ‘ผู้ตรวจสอบกิจการ’ อบรมเสริมความรู้ก้าวทันธุรกิจสหกรณ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502211

x

ติดดาบ‘ผู้ตรวจสอบกิจการ’ อบรมเสริมความรู้ก้าวทันธุรกิจสหกรณ์

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เปิดเผยว่า ผู้ตรวจสอบกิจการถือเป็นบุคคลสำคัญทำหน้าที่ในสหกรณ์ หากสหกรณ์ใดมีผู้ตรวจสอบกิจการเข้มแข็งมีความรู้มั่นใจได้ว่า กิจการสหกรณ์นั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์กฎ ข้อบังคับ และความเสี่ยงประกอบกิจการน้อยซึ่งกรมรับผิดชอบฝึกอบรมให้ผู้ตรวจสอบกิจการ มีหลักสูตรเสริมศักยภาพให้ผู้ตรวจสอบกิจการได้รับความรู้เข้าไปตรวจสอบกิจการของสหกรณ์ต่อเนื่อง ให้ดูบัญชีได้ ใช้บัญชีเป็น รู้จักประเมินกิจกรรมความเสี่ยงต่อการดำเนินกิจการของสหกรณ์ รู้ปัจจัยเศรษฐกิจสังคมที่จะนำมาใช้วิเคราะห์ว่า หากดำเนินธุรกิจใดแล้ว ผลลัพธ์ที่ได้เหมาะสมกับสหกรณ์เพียงใด

“ผู้ตรวจสอบกิจการต้องเป็นอิสระ ที่ประชุมใหญ่สหกรณ์จะเป็นผู้เลือกตั้งอาจมาจากสมาชิกสหกรณ์หรือเลือกจากบุคคลภายนอกก็ได้ แต่บุคคลที่มาทำหน้าที่ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรผู้ตรวจสอบกิจการจากกรมมาแล้ว กรมเห็นว่าหากให้ตรวจสอบกิจการของสหกรณ์ดำเนินไปอย่างดีทุกปี ควรให้ผู้ทำหน้าที่ตรวจสอบกิจการสหกรณ์ได้รับการฟื้นฟูความรู้และถ่ายทอดประสบการณ์ หรือสาระเป็นประโยชน์ที่ไปปรับปรุงดูแลกิจการสหกรณ์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้ก้าวทันธุรกิจสหกรณ์ที่เปลี่ยนแปลงในสถานการณ์ปัจจุบันที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อการแข่งขันกับธุรกิจภาคเอกชนที่ดำเนินการลักษณะเดียวกับสหกรณ์”นายโอภาส กล่าว

นายโอภาสกล่าวอีกว่า เนื่องจากการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ส่วนใหญ่จะมาจากการฝาก ถอน กู้ ยืม ซึ่งไม่สามารถแข่งขันกับสถาบันการเงินภาคเอกชนได้ เพราะแนวทางบริหารจัดการและการแก้ปัญหาต่างๆ ของภาคเอกชนจะไม่ยุ่งยากเหมือนกับการบริหารจัดการของระบบสหกรณ์ เช่น การปล่อยกู้ของภาคเอกชนจะง่ายกว่าสหกรณ์ จึงช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้กู้ได้ อีกทั้ง เอกชนมีระบบการตีมูลค่าหลักทรัพย์ตามความเป็นจริง มีรูปแบบบริหารจัดการที่เน้นความรวดเร็ว และมีระบบติดตามแบบทันทีทันใด เข้าถึงตัวบุคคล ซึ่งจะแตกต่างจากระบบบริหารจัดการของสหกรณ์ ที่หากสมาชิกจะกู้ยืมต้องค้ำประกันตัวเองโดยใช้เงินหุ้นของผู้กู้เป็นหลักประกัน ซึ่งในรูปแบบนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหา

ส่วนรูปแบบที่ 2 คือใช้ตัวบุคคลค้ำประกัน ในกรณีนี้มักเจอปัญหาหลายแห่ง โดยเฉพาะในสหกรณ์ที่สมาชิกผู้กู้สังกัดอยู่นั้นมีปัญหาเกิดขึ้น ทำให้มีผลกระทบต่อผู้กู้และผู้ค้ำประกันไปพร้อมกัน ซึ่งจะนำมาสู่ความไม่แน่นอนในการชำระเงินกู้ที่มีอยู่กับสหกรณ์นั้นได้ รูปแบบที่ 3 คือ ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งพบว่าบางสหกรณ์มักประเมินมูลค่าหลักทรัพย์ไม่เป็นตามราคาที่แท้จริง ทำให้มูลหนี้กับมูลค่าหลักทรัพย์ไม่เท่าเทียมกัน เมื่อเกิดปัญหา ผู้กู้จึงไม่สามารถชำระหนี้ได้ หลักทรัพย์ที่ยึดคืนได้จึงด้อยกว่ามูลหนี้ค่อนข้างมาก นำมาสู่ความเสียหายแก่สหกรณ์ในที่สุด แต่ปัญหาเหล่านี้ เป็นสิ่งที่ผู้ตรวจสอบกิจการช่วยวิเคราะห์วางแผนให้สหกรณ์ เพื่อป้องกันปัญหาในอนาคตได้ สามารถประเมินความเสี่ยงได้ว่า ในกิจกรรมของสหกรณ์นั้น เรื่องใดเสี่ยงหรือต้องแก้ไขปรับปรุงอย่างไร เมื่อผู้ตรวจสอบกิจการตรวจพบให้เสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ เพื่อพิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสมต่อไป ปัจจุบันปัญหาที่พบมากคือ ทุจริตรายบุคคลที่เกิดขึ้นหลายรูปแบบ เช่น ปลอมลายมือชื่อ การรับฝากเงินแล้วไม่นำฝากจริง กรณีแบบนี้ผู้ตรวจสอบกิจการสามารถสอดส่องดูแลพฤติกรรมของทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องลดความเสี่ยงและช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สมาชิกทุกคนว่าได้รับการดูแลจากสหกรณ์เป็นอย่างดี

เกษตรฯ-พาณิชย์เปิดตัวแอพฯ‘M-Help Me’ ขับเคลื่อนนโยบาย‘ตลาดนำการผลิต’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502210

x

เกษตรฯ-พาณิชย์เปิดตัวแอพฯ‘M-Help Me’ ขับเคลื่อนนโยบาย‘ตลาดนำการผลิต’

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังแถลงข่าวเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “M-Help Me”ว่า ตามนโยบายดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ เน้นการตลาดนำการเกษตรเพื่อปฏิรูปภาคเกษตรให้เกษตรกรมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ กระทรวงเกษตรฯจึงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ ทำยุทธศาสตร์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ช่วยหาตลาดจำหน่ายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ รองรับผลผลิตและสินค้าเกษตรฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ขณะนี้ทั่วโลกต้องการอาหารและสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพผลิตภาคเกษตรสูง รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าเกษตร 4 หมวด คือ พืช ปศุสัตว์ ประมงและการแปรรูป กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงพาณิชย์ได้ขยายการรับซื้อของตลาดเดิมและหาตลาดส่งออกใหม่ไปทั่วโลก ด้วยการสนับสนุนส่งเสริมเกษตรกร ผลิตสินค้าเกษตรที่ตรงความต้องการของตลาด เกษตรกรขายผลผลิตได้แน่นอน ส่งผลให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น พร้อมส่งเสริมสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน กลุ่ม SME กลุ่มเกษตรกรรายย่อยและ Young Smart Farmers ให้มีทางเลือกจำหน่ายผลผลิตและสินค้าแปรรูปผ่านระบบออนไลน์ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0

กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับช่องทางออกสู่ตลาดของสินค้าเกษตร จึงบูรณาการร่วมระหว่างภาครัฐเอกชน รวม 30 หน่วยงานจัดระบบขนส่งของประเทศ โดยจัดพิธีลงนาม “บันทึกข้อตกลงความร่วมมือแนวทางบริหารจัดการการขนส่งผลไม้ไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโควิด 19” เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่กระทรวงพาณิชย์ ความร่วมมือดังกล่าวเพื่อให้ความสำคัญด้านบริหารจัดการขนส่งผลไม้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อโควิด-19 เพื่อใช้ระบบขนส่งในประเทศไทยช่วยกระจายผลผลิตผลไม้ที่ออกสู่ตลาดมากปี 2563 ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย มะม่วง และองุ่น รวมถึงไม้ผลอื่นที่เป็นพืชเศรษฐกิจจากแหล่งผลิตโดยตรง นั่นคือ เกษตรกรหรือโรงงานผู้ผลิตไปยังผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศหรือตลาดปลายทางให้ได้โดยเร็ว โดยอาศัยกลไกทำงานของระบบโลจิสติกส์ การขนส่งทางอากาศ ทางบก และทางเรือ และในส่วนขนส่งสินค้าในสถานที่ต่างๆ รวมถึงการซื้อขายผ่านออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มในการช่วยอำนวยความสะดวกแบบเบ็ดเสร็จ

“M-Help Me เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์ของคนไทยส่งเสริมการขายสินค้าเกษตรสู่ผู้บริโภคภายใต้นโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 และนโยบายตลาดนำการผลิต รวมทั้งพันธกิจร่วมเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด ซึ่งเชื่อมั่นว่า M-Help Me จะเป็นกลไกสำคัญของประเทศช่วยเหลือเกษตรกรให้ขายสินค้าเกษตรทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการ รวมทั้ง SMEs และโรงงานอุตสาหกรรมในภาคเกษตร เชื่อมโยงไปสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้เช่นกัน และสร้างความเข้มแข็งให้ประเทศในยุค COVID-19 ระบาด เพื่อบรรลุเป้าหมายสู่ประเทศผู้ส่งออกอาหาร 1 ใน 10 ของโลกได้ตามที่รัฐบาลกำหนด และเป้าหมายสำคัญที่สุดคือ เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น” นายอลงกรณ์ กล่าว

ด้านนายประสิทธิ์ เจียวก๊ก ประธานโครงการคืนคุณแผ่นดิน ผู้ก่อตั้งสมาคมการค้าธุรกิจบริการและผลิตภัณฑ์ผสมผสานร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือนี้และสร้างความร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่ดูแลสินค้าเกษตร เพื่อวางแผนผลิตไปจนถึงมือผู้บริโภคและสนับสนุนธุรกิจเกษตรด้วย องค์ความรู้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยพัฒนาระบบแพลตฟอร์มช่องทาง การตลาดออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่น M-Help Me หรือ M-Man เป็นระบบ ซื้อ-ขาย-ขนส่ง-ประกัน-ชำระเงิน-ออนไลน์ ครบจบบนแอพฯเดียว ช่วยอำนวยความสะดวกเบ็ดเสร็จ ภายใต้โครงการคืนคุณแผ่นดิน ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผลักดันการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อลดผลกระทบความเสียหายของผลผลิต และช่วยแก้ปัญหาผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ เพราะกระจุกตัวภายในประเทศมากเกินความต้องการ

อย่างไรก็ตาม แม้วิกฤติการระบาดของโควิด-19 ยังส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารไปทั่วโลก แต่ความต้องการอาหารและสินค้าเกษตรยังมีอัตราสูง จึงจำเป็นต้องสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ที่จะช่วยกระจายผลผลิตการเกษตรและอาหารสู่ตลาดถึงมือผู้บริโภค ด้วยช่องทางการตลาด ออนไลน์ ผ่าน แอพพลิเคชั่น M-Help Me ซื้อ-ขาย-ขนส่ง-ประกัน-ชำระเงิน-ออนไลน์ ครบจบบนแอพฯ เดียว

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502212

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง  ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด

รายงานพิเศษ : ม.เกษตรโชว์ผลงานโบแดง ผลิต‘เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU’เวอร์ชั่นล่าสุด

วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อาหารปิ้ง ย่าง เป็นอาหารการกินที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน และได้รับความนิยมทุกระดับกลุ่มผู้บริโภค ร้านอาหารปิ้ง ย่างมักเลือกใช้เตาปิ้งย่างที่ใช้ถ่านไม้เป็นเชื้อเพลิงหลัก เพราะได้กลิ่นหอมจากถ่าน แต่ปัญหาที่พบคือ ถ่านเชื้อเพลิงกระจายตัวในเตาไม่สม่ำเสมอ ทำให้การสุกของอาหารแต่ละชิ้นไม่พร้อมกัน “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” เวอร์ชั่นล่าสุด ตอบโจทย์การใช้งานของผู้ประกอบการและส่งเสริมพัฒนาการประกอบอาชีพยั่งยืนเป็นรูปธรรม ผลงานวิจัยพัฒนาของผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนาผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจกรรมนิสิต และอาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนักวิจัยได้แก่นายธนัตถ์ ศรีสุขสันต์ และน.ส.ต้องใจ สัตราศรี พัฒนาทุกองค์ประกอบตั้งแต่สูตรหมักไก่ย่าง กระบวนการใช้งานเตา พัฒนาสูตรน้ำจิ้มไก่ย่างและปลาเผาไปจนถึงทดลองประกอบธุรกิจจริง (ออกขายอาหารปิ้งย่างตามตลาดนัด)รวมถึงออกงาน เพื่อเผยแพร่ผลงานและทดสอบตลาดต่อเนื่อง ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภค

ผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา หัวหน้าทีมนักวิจัย กล่าวว่า เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU ประกอบด้วย แผ่นสเตนเลส ฉนวนความร้อน สำหรับห่อหุ้มสเตนเลส (ฉนวนเส้นใยเซรามิกทนความร้อนได้มากกว่า 600 องศาเซลเซียส) กระจกสำหรับปิดเตาย่าง (กระจกทนความร้อน 500 องศาเซลเซียส) มอเตอร์ไฟฟ้า และพัดลมดูดอากาศ ทำการออกแบบเป็นถังรูปทรงกระบอก ขนาด กว้างxยาวxสูง = 844 x 890 x 1,640มิลลิเมตร ด้านนอกเตาย่าง หุ้มด้วยฉนวนกันความร้อน พร้อมติดระบบดูดควันสำเร็จรูปในตัวมีฝาปิดไม่ให้ควันออก ตัวเตาย่างจะวางขนานกับพื้น ตั้งอยู่บนขาตั้งที่แยกออกจากกันได้ เพื่อความสะดวกในการขนย้าย ภายในเตาย่างทรงกระบอก จะมีวงล้อที่มีเดือย 6 รูรอบวง เพื่อรองรับการเสียบของแกนเหล็กสเตนเลสสำหรับใส่อาหารที่จะย่าง คือ ไก่ หรือ ปลา ในเตานี้จะมีแกนเหล็กทั้งหมด 6 แกน 1 แกนเหล็ก จะใส่ไก่ได้ 2 ตัว ถ้าย่างไก่ได้ครั้งละ 12 ตัว (ปลาเผา 1 ตัวต่อ 1 แกนเหล็ก) โดยวงล้อจะหมุนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า นอกจากนี้ ยังมีถาดใส่ถ่านเชื้อเพลิง 2 ถาด ภายในเตาย่างมีถาดใส่ถ่านเชื้อเพลิง 1 ถาดพร้อมล้อเลื่อนเพื่อความสะดวกในการดึงออกมาเปลี่ยนถ่านเชื้อเพลิง โดยจะอยู่ตรงแกนกลางของเตาย่างทรงกระบอก ส่วนอีก 1 ถาด สำหรับใส่ถ่านเชื้อเพลิงจะอยู่ด้านล่างนอกเตาย่าง เวลาย่างไก่จะได้รับความร้อนและสุกพร้อมกัน ทั้ง 2 ด้าน โดยไม่เสียเวลาในการพลิกไก่

การทำงานของ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” ขณะย่างไก่ เมื่อไก่หมุนมาอยู่ในตำแหน่งแนวดิ่ง น้ำมันจากไขมันของไก่ในช่วงนี้ จะหยดใส่ผนังเตา แล้วน้ำมันจะไหลลงไปยังร่องเอียง เพื่อลำเลียงน้ำมันไปในถังใส่น้ำมันทั้ง 2 ด้านของเตา โดยน้ำมันดังกล่าวจะไม่หยดใส่ถ่านเชื้อเพลิงที่อยู่นอกเตาย่าง ทำให้ไม่มีควัน ส่วนฝาปิด-เปิดเตาทำด้วยกระจกจึงมองเห็นไก่ย่างภายในเตา เพื่อสังเกตอาหารที่ย่างว่าสุกหรือยัง มีปุ่มสวิตช์สำหรับปิด-เปิดพัดลมดูดอากาศ และมีปุ่มสวิตช์สำหรับปิด-เปิดมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อหยุดการหมุนของวงล้อ เพื่อดึงแกนเหล็กนำไก่ที่สุกแล้วออกจากเตา หรือนำไก่ดิบเสียบในแกนเหล็กใส่เข้าไปในเตาย่าง ส่วนระบบดูดควันสามารถดูดควันได้เกือบ 100% และสามารถต่อท่อดูดควันออกไปนอกร้านได้

จุดเด่นของ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU” สามารถย่างไก่สุกทั่วถึงภายในโดยที่ยังคงความชุ่มฉ่ำและมีรสชาติดี หนังกรอบ ที่สำคัญไม่เกิดรอยไหม้ ผู้บริโภคได้รับประทานอาหารย่างที่สดใหม่ต่อเนื่องทุก 6-8 นาที ประหยัดถ่านเชื้อเพลิงได้มากกว่าเตาย่างแบบเปิดทั่วไป 2-3 เท่า โดยไก่ย่างจะใช้เวลาย่าง 30-45 นาที ส่วนปลานิลเผา ใช้เวลา 10-12 นาที สามารถย่างไก่และปลาเผาได้ 20 ตัว / ชั่วโมง และที่สำคัญคือ ลดใช้แรงงาน สะดวกสบาย ลดความร้อน และขนย้ายสะดวก

ผู้ประกอบการ และผู้สนใจ “เตาย่างกึ่งอบไร้ควัน KU”ติดต่อได้ที่ ผศ.ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โทรศัพท์ 08-1927-0098 และคุณธนัตถ์ ศรีสุขสันต์ โทรศัพท์ 08-3030-6609

ชาวสวนยางลุ้น!‘เฉลิมชัย’ชงประกันรายได้เฟส2เข้าครม.พรุ่งนี้ ทุ่มงบ3หมื่นล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502173

ชาวสวนยางลุ้น!‘เฉลิมชัย’ชงประกันรายได้เฟส2เข้าครม.พรุ่งนี้ ทุ่มงบ3หมื่นล้าน

ชาวสวนยางลุ้น!‘เฉลิมชัย’ชงประกันรายได้เฟส2เข้าครม.พรุ่งนี้ ทุ่มงบ3หมื่นล้าน

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 15.03 น.

ชาวสวนยางลุ้น!‘เฉลิมชัย’ชงประกันรายได้เฟส2เข้าครม.พรุ่งนี้ ทุ่มงบ3หมื่นล้าน

29 มิถุนายน 2563 นายสุนทร รักษ์รงค์ กรรมการการยางแห่งประเทศไทย (บอร์ดกยท.) เปิดเผยว่า โครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 2 ในกรอบงบประมาณ 30,000 ล้านบาท ประกันรายได้จากยาง 3 ชนิด โดยกำหนดราคายางแผ่น 60 บาทต่อกิโลกรัม(กก.) น้ำยางสด 57 บาทต่อ กก. ยางก้อนถ้วย 46 บาทต่อ กก. มีระยะเวลาการประกันรายได้ 5 เดือน รายละไม่เกิน 25 ไร่ เริ่มโครงการเดือนสิงหาคม-ธันวาคม 2563 เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับ กยท.ภายในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563 จำนวนประมาณ1.8 ล้านคน ในพื้นที่เปิดกรีด 18 ล้านไร่ เงินชดเชยจะจ่ายเป็น 5 งวด(เดือนละครั้ง) โดยโอนเงินเข้าบัญชีโดยตรงให้เจ้าของสวนยาง 60% และคนกรีดยาง 40% โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์นำเข้า ครม.พิจารณา วันที่ 30 มิถุนายน นี้

ดีเดย์ 1 ก.ค.นี้! เปิดโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รัฐจ่ายให้ร้อยละ 3 ต่อปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502146

ดีเดย์ 1 ก.ค.นี้! เปิดโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รัฐจ่ายให้ร้อยละ 3 ต่อปี

ดีเดย์ 1 ก.ค.นี้! เปิดโครงการเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ รัฐจ่ายให้ร้อยละ 3 ต่อปี

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.52 น.

​กรมประมง เปิดรับสมัครชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์ เข้าร่วม “โครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง” สามารถกู้เงินไปเสริมสภาพคล่องในการประกอบอาชีพได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี (จ่ายเองร้อยละ 4 ต่อปี รัฐชดเชยให้ร้อยละ 3 ต่อปี) สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ ตั้งแต่วันที่   1 กรกฎาคม 2563 – 25 พฤษภาคม 2564 ณ สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทั้ง 22 จังหวัด และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร สอบถามรายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซต์กองนโยบายและยุทธศาสตร์พัฒนาการประมง กรมประมง http://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/site/strategy  โทร. 02 561 3353 ในวันเวลาราชการ

​ตามมติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2563 ได้มีมติเห็นชอบโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง กรอบวงเงิน 10,300 ล้านบาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านและประมงพาณิชย์ด้วยการจัดหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำช่วยเสริมสภาพคล่องให้ชาวประมงสามารถกลับมาประกอบอาชีพได้อีกครั้ง ซึ่ง ดร.เฉลิมชัย  ศรีอ่อน  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  มีนโยบายให้กรมประมงเร่งดำเนินการเปิดโครงการดังกล่าวโดยเร็ว เพื่อจะได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องชาวประมง 

​นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า โครงการสินเชื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมง มีระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี นับจากวันที่ ค.ร.ม.มีมติอนุมัติโครงการฯ โดยกรมประมงจะเปิดรับสมัครให้ชาวประมงพื้นบ้านและพาณิชย์เข้าร่วมโครงการฯ เป็นระยะเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 – 25 พฤษภาคม 2564 ซึ่งโครงการดังกล่าวนี้เป็นเงินกู้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับพี่น้องชาวประมงให้สามารถกู้เงินทุนได้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 ต่อปี กล่าวคือ รัฐบาลจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3 ต่อปีและผู้ประกอบการประมงจะต้องจ่ายสมทบอีกร้อยละ 4 ต่อปี ซึ่งกำหนดชำระคืนเงินกู้ให้แล้วเสร็จ ภายในระยะเวลา 7 ปีนับตั้งแต่วันที่กู้  

สำหรับรูปแบบสินเชื่อแบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ (1) สินเชื่อเงินกู้ระยะสั้น เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนในการประกอบอาชีพ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจ้างแรงงาน ค่าน้ำมัน ค่าน้ำแข็ง ฯลฯ (2) สินเชื่อเงินกู้ระยะยาว เพื่อเป็นเงินทุนในการไปปรับปรุงเรือ ปรับเปลี่ยนเครื่องมือและอุปกรณ์ทำการประมง  โดยมีธนาคารของรัฐที่เข้าร่วม จำนวน 2 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส)  ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,300 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพื้นบ้านและเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดต่ำกว่า 60 ตันกรอส ในวงเงินรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท 

และธนาคารออมสิน ปล่อยวงเงินสินเชื่อ 5,000 ล้านบาท สนับสนุนเรือประมงพาณิชย์ ที่มีขนาดตั้งแต่ 60 ตันกรอสขึ้นไป ในวงเงินรายละไม่เกิน 10 ล้านบาท  ผู้ประกอบการประมงที่ประสงค์จะเข้าร่วมโครงการฯ สามารถกรอกคำขอสมัครเข้าร่วมโครงการฯ และยื่นความประสงค์ในระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 – 25 พฤษภาคม 2564 ได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดทั้ง 22 จังหวัดชายทะเล และสำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ตามพื้นที่ที่เรือประมงลำที่ยื่นกู้ทำการประมงอยู่ พร้อมแนบหนังสือรับรองการเข้าร่วมโครงการฯ จากสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย หรือ สมาคมประมงในพื้นที่ หรือ สมาคมประมงพื้นบ้านในพื้นที่ ในกรณีที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมฯ สามารถติดต่อขอหนังสือรับรองได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดที่ยื่นคำขอ 

​อย่างไรก็ตาม ขณะนี้กรมประมงได้สั่งการไปยังสำนักงานประมงจังหวัดทุกแห่ง และขอความร่วมมือไปยังสมาคมประมงต่างๆ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกและประชาสัมพันธ์ให้กับพี่น้องชาวประมงได้รับทราบโครงการดังกล่าว ซึ่งกรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการสินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องผู้ประกอบการประมงจะสามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวประมงให้สามารถประกอบอาชีพให้เกิดความมั่นคงได้มากขึ้น รองอธิบดีฯ กล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 29 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502025

ชายคาพระพิรุณ : 29 มิถุนายน 2563

ชายคาพระพิรุณ : 29 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ขณะนี้ กำลังจะผ่านครึ่งปีแรกของปี 2563 ซึ่งต้องยอมรับว่าปีนี้ ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากหลายด้าน ทั้งจากภาวะภัยแล้ง ที่ทำให้หลายพื้นที่มีน้ำไม่เพียงพอต่อการทำเกษตร และยังต้องมาได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลให้การซื้อขายสินค้าหลายชนิดชะลอตัว แต่ถึงอย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมแล้ว ถือว่ายังสามารถประคองตัวจนฝ่าฟันช่วงครึ่งปีแรกมาได้ด้วยดี สินค้าเกษตรหลายชนิดที่เคยคาดการณ์กันว่าจะล้นตลาด ก็สามารถขายหมดและได้ราคาค่อนข้างดี โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มผลไม้ ทั้งทุเรียน เงาะ มังคุด หลายคนที่อุตส่าห์รอกินทุเรียนราคาถูกก็ต้องผิดหวังไปตามๆ กัน ซึ่งขณะนี้ ผลไม้ภาคตะวันออกกำลังจะวาย และกำลังจะเข้าสู่ฤดูกาลของผลไม้ของภาคใต้ ที่แม้ว่าปีนี้ ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงเรื่องตลาดมากนัก ด้วยเพราะความต้องการยังมีมากทั้งส่งออกและในประเทศ อีกทั้ง ขณะนี้ สถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลายล็อกลงบ้างแล้ว การรวบรวม การกระจายสินค้า ก็ทำได้สะดวกขึ้น

ในส่วนของภาคเกษตรอื่นๆ เช่น พืชไร่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) โดย นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก็ออกมายืนยันข้อมูล ว่า สถานการณ์พืชไร่หลายชนิดปีนี้ มีแนวโน้มสดใสกว่าปีที่แล้ว การผลิตสินค้าเกษตรที่สำคัญปีนี้คาดว่าผลผลิตสินค้าหลายชนิดจะเพิ่มขึ้นทั้งข้าวนาปี ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และมันสำปะหลังโรงงาน โดยหากพิจารณาสินค้าแต่ละชนิด พบว่า ข้าวนาปี ปี 2564 (ปีเพาะปลูก 2563/64) เริ่มปลูกเดือนพฤษภาคม ถึง เดือนตุลาคม 2563 เก็บเกี่ยวช่วงสิงหาคม 2563 ถึง กุมภาพันธ์ 2564 คาดว่าเนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 60.49 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว ร้อยละ 0.15 ให้ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 25.18 ล้านตันข้าวเปลือก เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.17 โดยผลผลิตต่อ เนื้อที่เพาะปลูกทั้งประเทศ 416 กิโลกรัมต่อไร่เพิ่มขึ้นร้อยละ 4 ทั้งนี้ จากการที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้คาดหมายลักษณะอากาศช่วงฤดูฝนของประเทศไทยปี 2563 จะมีปริมาณมากกว่าปี 2562 ทำให้คาดว่าปริมาณน้ำจะเพียงพอเมื่อเทียบกับปี 2562 ประกอบกับราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้อยู่ในเกณฑ์ดี เกษตรกรขยายเนื้อที่เพาะปลูกจากที่นาที่ปล่อยว่างเมื่อปีที่แล้วและบางส่วนปลูกแทนอ้อยโรงงานที่ครบอายุ เนื้อที่เพาะปลูกข้าวนาปี จึงเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้ว โดยผลผลิตเพิ่มขึ้นเช่นกันแต่ไม่มากนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วง ระหว่างฤดูกาลเพาะปลูก อย่างไรก็ตาม ความเสียหายจะน้อยกว่า ปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับผลกระทบจากภัยแล้งยาวนาน และอุทกภัยในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว

ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ปี 2563 (ปีเพาะปลูก 2563/64) แบ่งเป็น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 เริ่มปลูกเดือนมีนาคม ถึง เดือนตุลาคม 2563 เก็บเกี่ยวช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ถึง กุมภาพันธ์ 2564 และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 เริ่มปลูกเดือนพฤศจิกายน 2563 ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 เก็บเกี่ยวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนพฤษภาคม 2564 ซึ่งคาดว่า ทั้ง 2 รุ่น เนื้อที่เพาะปลูกรวมทั้งประเทศ 6.66 ล้านไร่ ลดลงร้อยละ 0.97 ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 4.67 ล้านตัน เพิ่มขึ้น ร้อยละ 8.36 ส่วนผลผลิตต่อเนื้อที่เพาะปลูก ทั้งประเทศ 701 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.53 ซึ่งภาพรวมแม้ว่าเนื้อที่เพาะปลูกจะลดลง แต่เนื่องจากปีที่แล้วผลผลิตเสียหายจากภัยแล้งและการระบาดของหนอนกระทู้ ปีนี้เกษตรกรเริ่มมีการจัดการควบคุมและกำจัดหนอนกระทู้ได้ดีขึ้น ทำให้คาดว่าการระบาดของหนอนกระทู้จะลดลง ประกอบกับปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูฝนปีนี้ก็จะมากกว่าปีที่แล้ว ส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จึงเพิ่มขึ้น สำหรับเนื้อที่เพาะปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์มีแนวโน้มลดลงทั้ง 2 รุ่น โดยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 1 ลดลง เนื่องจากเกษตรกรเกรงว่าจะประสบปัญหาภัยแล้งและหนอนกระทู้ดังเช่นปีที่ผ่านมา อีกทั้งต้นทุนการบำรุงดูแลรักษาที่สูงขึ้น จึงปรับเปลี่ยนไปปลูกมันสำปะหลังที่ทนแล้ง และปลูกสับปะรดโรงงานที่ราคากำลังปรับตัวดีขึ้น รวมถึงมีการปล่อยเป็นที่ว่าง ส่วนเนื้อที่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์รุ่น 2 ลดลง เนื่องจากเกษตรกรเกรงว่าจะขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูก ประกอบกับภาครัฐยังไม่มีโครงการส่งเสริมให้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เหมือนปีที่ผ่านมา เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนไปปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย เช่น ข้าวโพดตัดต้นสด ถั่วเขียว ปอเทือง และปล่อยว่าง

มันสำปะหลังโรงงานปี 2564 (ปีเพาะปลูก 2563/64) เริ่มปลูกมากช่วงมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2563 เก็บเกี่ยวช่วงตั้งแต่ ตุลาคม 2563 ถึง กันยายน 2564 คาดว่า เนื้อที่เก็บเกี่ยว รวมทั้งประเทศ 8.84 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.20 ผลผลิตรวมทั้งประเทศ 29.90 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.83 ผลผลิตต่อเนื้อที่เก็บเกี่ยว ทั้งประเทศ 3,382 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 โดยเนื้อที่เก็บเกี่ยวเพิ่มขึ้น ทุกภาค จากที่เกษตรกรขยายเนื้อที่ปลูกมันสำปะหลังแทนอ้อยโรงงานที่ราคามีแนวโน้มลดลง ปลูกแทนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ได้รับความเสียหายจากหนอนกระทู้ และบางพื้นที่ปลูกแทนในพื้นที่ยางพารา โดยผลผลิตปีนี้อาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้งในช่วงต้นปี 2563 แต่ในช่วงเดือนมิถุนายน 2563 ถึงปี 2564 คาดว่าปริมาณน้ำฝนจะเพียงพอในช่วงมันสำปะหลังเริ่มลงหัวและสะสมอาหาร ประกอบกับเกษตรกรสามารถควบคุมการแพร่ระบาดและกำจัดโรคใบด่างได้มากขึ้น ใช้ท่อนพันธุ์ดีและไม่เป็นโรค จึงส่งผลให้ภาพรวมผลผลิตเพิ่มขึ้นด้วย…

ขุนเกษตรา