รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502027

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน  เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก

รายงานพิเศษ : อตส.แนะสหกรณ์พิจารณาสมดุลอัตราจ้างงาน เน้นสร้างความเป็นธรรม-ผลประโยชน์สู่สมาชิก

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า ตามมาตรา 4 ในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 ระบุความหมายของสหกรณ์ว่า หมายถึงคณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกสหกรณ์ โดยช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ ดังนั้น เจตนารมณ์การตั้งสหกรณ์มีหลักการสำคัญอยู่ 2 ด้าน ประการแรก คือ เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคม ประการที่สองคือ ช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังนั้น การดำเนินกิจการของสหกรณ์จึงไม่ใช่การทำธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร แต่การทำธุรกิจของสหกรณ์ ต้องอยู่ภายใต้หลักการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินงานตามภารกิจเข้าไปตรวจสอบบัญชีให้สหกรณ์ต่างๆ พบว่ายังมีสหกรณ์หลายแห่งขาดสมดุลการบริหารจัดการภายใต้หลักการของสหกรณ์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันที่ยังไม่มีประสิทธิภาพดีพอ

ทั้งนี้ ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละแห่งจะมีคณะกรรมการดำเนินการที่มาจากการเลือกตั้งของสมาชิก 15 คน และอีกส่วนหนึ่งคือ พนักงานและเจ้าหน้าที่ที่สหกรณ์จัดจ้างมา แต่ผลการตรวจสอบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ พบว่ามีสหกรณ์จำนวนมากที่มีค่าใช้จ่ายคงที่ โดยเฉพาะด้านค่าจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติงานในสหกรณ์ ที่มากกว่ารายได้ของสหกรณ์ และน่าจะเกินกว่าความจำเป็นต่อการปฏิบัติงานในสหกรณ์นั้นๆ ซึ่งควรจัดจ้างตามความจำเป็นของงานอย่างสมเหตุสมผล

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า การวิเคราะห์ความต้องการของกำลังคนเพื่อปฏิบัติงานในแต่ละสหกรณ์นั้น เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความละเอียดถี่ถ้วน และต้องคำนึงถึงประโยชน์และผลที่จะได้รับจากการจ้างงานแต่ละครั้งเป็นสำคัญ มิฉะนั้นจะเกิดปัญหารายจ่ายคงที่ ซึ่งจะเป็นภาระให้สหกรณ์ จนอาจทำให้เกิดข้อสงสัยของสมาชิกได้ว่า ทำไมรายได้สุทธิของสหกรณ์จึงมีน้อยหรือไม่มีเลย นอกจากนั้น อัตราการจ้างงานแต่ละตำแหน่ง ควรได้รับการประเมินในอัตราที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากขนาดของธุรกิจ จำนวนของทุนสหกรณ์ และความหลากหลายของกิจการที่ดำเนินการ ทั้งหมดที่กล่าวมานี้จะเป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะใช้ประเมินค่าจ้างของพนักงานให้สมประโยชน์ เช่น บางสหกรณ์มีรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่ถึง 2 ล้านบาท แต่มีการจ้างงานในบางตำแหน่งในอัตราเงินเดือนที่สูงถึงหนึ่งแสนบาทต่อเดือน จึงส่งผลให้รายได้สุทธิของสหกรณ์ที่จะนำมาสู่การปันผลให้สมาชิกแทบจะไม่เหลือเลย

“การสร้างความสมดุลในสหกรณ์ โดยเฉพาะความสมดุลระหว่างรายได้และรายจ่าย เป็นสิ่งที่ผู้บริหารสหกรณ์ต้องคำนึงถึง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่สมาชิกของสหกรณ์ทั้งมวล ซึ่งการจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่สหกรณ์ เป็นเรื่องสำคัญประการหนึ่งที่สหกรณ์ต้องคำนึงถึงความเหมาะสม ความจำเป็น และผลประโยชน์ที่สมาชิกทุกคนควรได้รับโดยเท่าเทียมเป็นธรรม ดังนั้น เรื่องจำนวนการจ้างงานและอัตราค่าจ้าง ทั้งสองส่วนนี้ต้องสัมพันธ์กับงานที่ให้ทำ ทุกคนที่ถูกจ้างงานต้องมีงานทำในชั่วโมงทำงานปกติ จึงจะคุ้มค่ากับการจ้างงานและเป็นธรรมกับสมาชิกทุกคน ที่ถือเป็นเจ้าของเงินค่าจ้างตัวจริง”อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ฝากทิ้งท้าย

กยท.ชูนวัตกรรม‘หมวกกันฝน’ เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณใช้ยางพารา นำร่องแจกเกษตรกรทั่วปท.5หมื่นชุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502024

x

กยท.ชูนวัตกรรม‘หมวกกันฝน’ เร่งขยายผลหวังเพิ่มปริมาณใช้ยางพารา นำร่องแจกเกษตรกรทั่วปท.5หมื่นชุด

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กยท. เดินหน้าขยายผลนวัตกรรมหมวกยางพารากันฝน นำร่องแจกชาวสวนยางทั่วประเทศ 50,000 ชุด ใช้กันน้ำฝนไหลลงจอกยาง ช่วยเพิ่มวันกรีด ผลผลิต และเพิ่มรายได้ให้ชาวสวนยาง พร้อมผลักดันขยายการผลิตหวังเพิ่มการใช้ยางในประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ กยท. ได้ผลิตหมวกยางพารากันฝนให้ต้นยาง ที่ผลิตจากยางพาราธรรมชาติ 100% รวมกว่า 50,000 ชุด โดยวางเป้าหมายแจกจ่ายให้เกษตรกรผู้ที่สนใจ และขึ้นทะเบียนปลูกยางกับ กยท. ทั่วประเทศ นำไปติดตั้งกับต้นยางเพื่อป้องกันไม่ให้น้ำฝนไหลลงไปในจอกยาง จะช่วยให้เกษตรกรยังคงเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แม้ในช่วงฝนตกซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกรชาวสวนยางต้องประสบในฤดูฝน

“หมวกยางพารากันฝนให้ต้นยาง ทำหน้าที่เสมือนร่มกันน้ำฝนไม่ให้ไหลลงไปในจอกยาง เกษตรกรสามารถออกไปกรีดยาง เก็บน้ำยางได้ตามปกติแม้ฝนจะตก ก็ตาม ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้นเนื่องจากเพิ่มวันกรีดได้อย่างน้อยเฉลี่ย 30 วัน/ปี เป็นการเพิ่มรายได้ให้โดยตรง โดยเฉพาะพื้นที่ทางภาคใต้ที่มีหน้าฝนติดต่อกันหลายเดือนในแต่ละปี คาดว่าการนำหมวกยางพารากันฝนไปใช้ในสวนยางจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรเพิ่มจากเดิมอย่างน้อย 3,000 บาท/ไร่/ปี ” รอง
ผู้ว่าการ กยท.กล่าวย้ำ

รองผู้ว่าการ กยท. กล่าวต่อว่า นอกจากจะแจกจ่ายนวัตกรรมไปให้แก่ผู้สนใจแล้ว กยท. ยังได้นำหมวกยางพารากันฝนไปใช้ในแปลงสาธิต ณ ศูนย์เรียนรู้เกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา จ.ระยอง จำนวน 2,000 ชุด และที่สวนยางพารา กองจัดการสวนยาง 2 จ.นครศรีธรรมราช อีก 6,000 ชุด เพื่อเก็บข้อมูล สถิติ ความคุ้มค่า ก่อนที่จะขยายผลต่อยอดไปยังพื้นที่ปลูกยางทั่วประเทศ โดยการผลิตหมวกยางพาราดังกล่าวในอนาคต กยท.มีโครงการนำชิ้นงานไปให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่มีความพร้อมดำเนินการผลิต ทั้งนี้ เพื่อเป็นการผลักดันการใช้ยางในประเทศมากขึ้นอีกด้วย ซึ่งหมวกยางพารา 1 ชุด ใช้ยางธรรมชาติ ประมาณ 0.5 กิโลกรัม จึงเป็นอีกทางหนึ่งการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนายางพารา แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง รวมถึงส่งเสริมการใช้ยางพาราภายในประเทศให้เพิ่มขึ้นด้วย

“กยท.มุ่งมั่นยกระดับความเป็นอยู่ และสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรผู้ปลูกยางไทย ซึ่งเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรทุกรายสามารถเสนอแนวทาง วิธีเพิ่มรายได้หรือผลผลิตร่วมกันกับกยท. เพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์จริงและบรรลุประสิทธิภาพได้สูงสุด ผ่านช่องทาง กยท.ใกล้บ้านท่าน หรือโทรศัพท์ 0-2433-2222 ต่อ 511 ในวันและเวลาราชการ” นายณกรณ์กล่าว

แม็คโครชูนโยบาย‘เคียงข้างเกษตรกรไทย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/502026

แม็คโครชูนโยบาย‘เคียงข้างเกษตรกรไทย’

แม็คโครชูนโยบาย‘เคียงข้างเกษตรกรไทย’

วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ชูนโยบาย “แม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย” ตอกย้ำหลัก 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน พร้อมบูรณาการภาครัฐ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรฯ เพิ่มขีดความสามารถเกษตรกร ปักธงธุรกิจสู่ศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพ

นางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า
แม็คโครให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาผลผลิตจากเกษตรกรไทยทุกประเภทต่อเนื่อง ภายใต้นโยบายสำคัญขององค์กร “แม็คโครเคียงข้างเกษตรกรไทย”ยึดหลัก 3 ประโยชน์สู่ความยั่งยืน” ได้แก่ ประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศชาติ เกษตรกร และลูกค้าของแม็คโครตามลำดับ โดยแต่ละปีเราให้การสนับสนุนเกษตรกร 3 บริบทหลัก ได้แก่ 1.ให้ความรู้แก่เกษตรกรเรื่องความต้องการของตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดธุรกิจร้านอาหารที่เป็นลูกค้าส่วนใหญ่ของแม็คโคร ที่มีความต้องการผลผลิตคุณภาพ มีความสม่ำเสมอเป็นจำนวนมากและอย่างต่อเนื่อง อันเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการดำเนินนโยบาย “การตลาดนำการผลิต” ของภาครัฐบาลในการแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยอย่างยั่งยืน

2.ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆของภาครัฐที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ จัดอบรมให้ความรู้ พัฒนาและเลือกสายพันธุ์ให้ตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค ปรับปรุงกระบวนการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว ขนส่ง ตลอดจนการตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งนี้เพื่อให้มั่นใจว่าเราได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ และมีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากลตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยมีเกษตรกรที่ได้รับการอบรมไปแล้วกว่า 1,200 คน และ 3.การเป็นช่องทางจัดจำหน่าย รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมทางการตลาด เพื่อกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดการบริโภคสินค้าเกษตรไทย ของประชาชนในภูมิภาคต่างๆผ่านแม็คโคร 134 สาขาทั่วประเทศ อย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาวะปกติและภาวะวิกฤติ เช่น สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้สินค้าเกษตรส่งออกได้น้อย จึงเกิดภาวะล้นตลาด ทำให้ราคาตกต่ำ เป็นต้น โดยปีนี้แม็คโครได้รับซื้อผลิตผลทางการเกษตรจากเกษตรกรไทยโดยตรง มากขึ้นกว่าปีที่ผ่านๆ มากว่า 20%

“แม็คโครมองการพัฒนาสินค้าเกษตรแบบครบวงจร เนื่องจากเราเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด การจัดจำหน่าย รู้ความต้องการของลูกค้า เราจึงนำสิ่งต่างๆเหล่านี้ไปถ่ายทอดและเน้นการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อเป้าหมายที่สำคัญคือ เกษตรกรต้องมีรายได้เพียงพอ มั่นคง สามารถเลี้ยงครอบครัวได้ระยะยาวอีกทั้ง ยังขานรับนโยบายการตลาดนำการผลิตของภาครัฐบูรณาการความร่วมมือกับ กระทรวงพาณิชย์ และ กระทรวงเกษตรฯภายใต้แพลตฟอร์มกลาง “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” อย่างต่อเนื่อง ในการสร้างศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพเพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นการเป็นศูนย์กลางสินค้าเกษตรและอาหารคุณภาพของแม็คโคร

นางศิริพรกล่าวอีกว่า การดำเนินตามพันธกิจและนโยบายที่ชัดเจนและเข้มแข็งของแม็คโคร จะทำให้เกิดการมีส่วนร่วม เกิดการกระจายรายได้ สร้างความเข้มแข็งแกร่งให้แก่เศรษฐกิจฐานราก สร้างความมั่นคงทางอาหารและความปลอดภัยในอาหาร ในระยะยาวให้กับประเทศไทย

เกษตรแถวหน้า : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน …สานต่ออาชีพเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501502

เกษตรแถวหน้า : โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน …สานต่ออาชีพเกษตร

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสติดตามท่าน มนัญญา ไทยเศรษฐ์รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายวิศิษฐ์ ศรีสุวรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ลงพื้นที่จังหวัดตราด เพื่อติดตามงานโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านสานต่ออาชีพการเกษตร ซึ่งเป็นโครงการที่ดำเนินงานโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีเป้าหมายสนับสนุนให้คนรุ่นใหม่ได้กลับบ้าน และสานต่ออาชีพการเกษตรของพ่อแม่ปู่ย่าตายาย โดยเน้นการนำเทคโนโลยีต่างๆ พัฒนากระบวนการผลิต การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าและการตลาด การวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาด เน้นทำน้อยแต่ได้มาก ต้นทุนการผลิตต่ำ แต่ได้ผลกำไรที่คุ้มค่า โดยสหกรณ์ในพื้นที่จะเข้าไปเป็นพี่เลี้ยงคอยดูแลแนะนำอาชีพ โดยมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เข้ามาสานต่องานสหกรณ์ ช่วยพัฒนาสหกรณ์ในจังหวัด ในหมู่บ้านของตนเองให้เจริญก้าวหน้าและนำพาเศรษฐกิจของชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งหลังจากเปิดรับสมัครโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน สานต่ออาชีพการเกษตร ไปเมื่อวันที่ 1- 31 มกราคม 2563 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศ 7,559 ราย และมีสหกรณ์เข้าร่วมโครงการ 680 สหกรณ์

การลงพื้นที่ครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับ นายสราวุฒิไกรสมุทร อายุ 40 ปี ผู้สมัครเข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ ของจังหวัดตราด ถึงมุมมองและเหตุผลที่สนใจเข้าร่วมโครงการนี้ นายสราวุฒิเล่าให้ฟังว่า ตัวเขาเองเรียนจบด้านช่างและเคยทำอาชีพรับจ้างมาก่อน เดิมครอบครัวทำสวนผลไม้ แต่ได้หยุดทำไปนานแล้ว เมื่อเห็นโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ ก็มีความสนใจที่จะกลับมาอยู่กับครอบครัวและพลิกฟื้นที่ดินของพ่อแม่ประมาณ 8 ไร่ เพื่อทำเกษตรแบบผสมผสาน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มปลูกต้นทุเรียน โดยตั้งใจจะปลูกทุเรียนพันธุ์พื้นบ้านและพันธุ์หายากอีกประมาณ 37 สายพันธุ์ เพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมทุเรียนของจังหวัดตราด ระหว่างที่รอทุเรียนโตจนสามารถเก็บผลผลิตได้นั้น ก็จะปลูกข้าวไร่ในร่องทุเรียนด้วย โดยมีเครื่องสีข้าวขนาดเล็กไว้สำหรับสีข้าวขายเอง นอกจากปลูกทุเรียน และข้าวไร่ในร่องทุเรียนแล้ว ยังปลูกพืชอื่นๆ ผสมผสานอีกหลายชนิดทั้งไม้ผล ผักสวนครัว เน้นทำเกษตรแบบอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมี มีการทำน้ำหมักและปุ๋ยไว้ใช้เอง ในอนาคตยังได้วางแผนจะทำร้านกาแฟเล็กๆในสวน เป็นแบบท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจได้เข้ามาชมสวนของเขาด้วย…นับว่าเป็นอีกมุมมองหนึ่งของผู้ที่มีความมุ่งมั่น ที่คิดจะกลับถิ่นฐานบ้านเกิดและพัฒนาพื้นที่ของตัวเองอันเป็นมรดกตกทอด ในแบบที่ชอบ มีความถนัด และมีโอกาสได้ดูแลพ่อแม่ ซึ่งมีความสุขกว่าต้องออกไปเผชิญชะตากรรมนอกถิ่นฐาน ลดภาระค่าใช้จ่ายและมีเงินเก็บได้มากกว่า นับเป็นการสร้างรายได้ที่มั่นคง ทั้งยังสามารถส่งต่อเป็นมรดกทางอาชีพสู่ลูกหลานในรุ่นต่อไป

สำหรับจ.ตราด มีเกษตรกรรุ่นใหม่สนใจเข้าร่วมโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯ จำนวน 23 คน ส่วนใหญ่เป็นพนักงานบริษัทหรืออาชีพรับจ้างทั่วไป มีความสนใจจะกลับมาทำเกษตรและใช้ที่ดินของครอบครัวให้เกิดประโยชน์ สร้างอาชีพและสานต่ออาชีพการเกษตรเลี้ยงพ่อแม่และครอบครัว ขณะนี้เจ้าหน้าที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ได้ติดต่อผู้สมัครเข้าร่วมโครงการบางส่วน และได้ออกเยี่ยมเยียนสำรวจความต้องการความรู้ของผู้สมัครแล้วพบว่า ต้องการให้อบรมถ่ายทอดความรู้ในสาขาต่างๆ เรียงตามลำดับความสนใจได้แก่ เกษตรผสมผสานเกษตรอินทรีย์เทคโนโลยีการเกษตร เกษตรอัจฉริยะ เกษตรแม่นยำการปรับปรุงการผลิตการเกษตร ทักษะการเกษตร และการบริหารจัดการธุรกิจการเกษตร เป็นต้น

จะเห็นว่า โครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้านฯมุ่งหวังให้คนรุ่นใหม่ได้กลับมาอยู่กับครอบครัว มาสืบสานอาชีพทำการเกษตร โดยมีกรมส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปช่วยดูแลร่วมกับสหกรณ์ในพื้นที่ช่วยวางแผนเพื่อพัฒนาอาชีพตามความต้องการ บูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีต่างๆ ทั้งหน่วยงานในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และหน่วยงานภายนอก เข้ามาช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้และสร้างเครือข่าย โดยคาดหวังว่าคนรุ่นใหม่เหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาภาคการเกษตรของบ้านเราให้เจริญก้าวหน้า และเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของผู้นำหรือผู้บริหารสหกรณ์การเกษตรในแต่ละจังหวัด นำความรู้ความสามารถมาช่วยพัฒนาและดูแลสหกรณ์ให้เป็นองค์กรที่เข้มแข็งและเป็นที่พึ่งพาของเกษตรกรและคนในชุมชนได้ในอนาคต

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

ดัน‘Thai Silk Online’รวมสินค้าหม่อนไหม พร้อมเปิดขายในLazada-Shoppee #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501504

x

ดัน‘Thai Silk Online’รวมสินค้าหม่อนไหม พร้อมเปิดขายในLazada-Shoppee

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า จากนโยบายของดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ ที่ใช้หลักตลาดนําการผลิตมาเป็นนโยบายสำคัญ รวมทั้งบูรณาการกับกระทรวงพาณิชย์ขับเคลื่อนแนวทางโมเดล “เกษตรผลิตพาณิชย์ตลาด” สร้างความเชื่อมั่นสินค้าเกษตรด้วยคุณภาพมาตรฐานความปลอดภัย พร้อมรับมือภายใต้สถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 จึงส่งผลให้เกษตรกร ผู้ทอผ้าไหมและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมจำหน่ายสินค้าได้ลดลง ทั้งนี้ เพื่อให้ตอบสนองพฤติกรรมอุปโภค-บริโภคยุค NewNormal รองรับสถานการณ์ดังกล่าว กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมหม่อนไหมจึงจัดให้จำหน่ายสินค้าหม่อนไหมในระบบออนไลน์ต้านภัยโควิด-19 ขึ้น เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ผู้ทอผ้าไหมและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหม มีช่องทางการตลาดมากขึ้น สอดคล้องกับพฤติกรรมซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรช่วงโควิด-19 สำหรับการผลิตผ้าไหมในประเทศไทย ผลิต 6,000,000 เมตรต่อปี คิดเป็นมูลค่า 6,000 ล้านบาท เกษตรกรหม่อนไหม 60,000 ราย

ด้านนายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมเปิดเว็บไซต์ เฟซบุ๊ค และอินสตาแกรม “Thai Silk Online” เป็นแหล่งรวมสินค้าหม่อนไหมทั่วประเทศ พร้อมช่องทางจำหน่ายสินค้าออนไลน์ยอดนิยม Lazada , Shoppee ส่งเสริมให้ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ผู้ทอผ้าไหมและผู้ประกอบการด้านหม่อนไหมมีช่องทางการตลาดเพิ่มขึ้น ตอบสนองพฤติกรรมซื้อสินค้าออนไลน์ช่วงโควิด-19 สำหรับช่องทางจำหน่ายสินค้าหม่อนไหมในระบบออนไลน์ได้ดำเนินการ 2 ช่องทาง ได้แก่ จำหน่ายสินค้าโดยตรงตามช่องทางของกรม ทั้งทาง Website www.thaisilkonline.com, Facebook Thai Silk Online และ Instagram thai.silk.online นอกจากนี้ ยังจำหน่ายด้วยวิธีฝากขายผ่าน Marketplace ที่กำลังได้รับความนิยมคือ Lazada และ Shopeeโดยสร้างและจัดการ Lazada store : rmi next และ Shopee store : Thai Silk Online ซึ่งจะแสดงรายละเอียดสินค้าหม่อนไหม เช่น รูปภาพ ราคา จำนวน คุณลักษณะสินค้าไว้อย่างละเอียด

ทั้งนี้ กรมจะสำรวจจำนวนสินค้าหม่อนไหมในพื้นที่ จากเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม กลุ่มวิสาหกิจชุมชนหม่อนไหมผู้ทอผ้าไหม และผู้ประกอบการหม่อนไหมที่ผลิตสินค้าประเภท เส้นไหม ผ้าไหมโดยเฉพาะผ้าไหมที่ได้รับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน ซึ่งเป็นเครื่องหมายรับรองมาตรฐานผ้าไหมไทยทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ผ้าไหมตรานกยูงพระราชทานสีทอง สีเงิน สีน้ำเงิน และสีเขียว โดยผ้าไหมไทยสามารถนำไปตัดเย็บได้หลายรูปแบบที่ทันสมัยสวมใส่ได้ทุกวัน ทุกวัย และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหม่อนไหม เช่น ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือเครื่องสำอางที่ได้รับการขึ้นทะเบียนและรับรองมาตรฐานจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และประสานงานจัดส่งสินค้าไปยังศูนย์กลางการรวบรวมและกระจายสินค้าที่กรมหม่อนไหมจัดขึ้น เพื่อเข้าสู่กระบวนการจำหน่ายสินค้าหม่อนไหมออนไลน์ โดยผู้สนใจติดต่อได้ที่ สำนักงานหม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เขต 1-6 ศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ 21 ศูนย์ทั่วประเทศ และกองส่งเสริมธุรกิจหม่อนไหม โทร. 0-2940-6564 ต่อ 23

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501508

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19

รายงานพิเศษ : 5มาตรการช่วยชาวสวนยางฝ่าวิกฤติโควิด-19

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ส่งผลกระทบทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทยด้วย แม้สถานการณ์ระบาดในประเทศขณะนี้ ไม่มีผู้ป่วยรายใหม่ในประเทศติดต่อกันมา 1 เดือนแล้วก็ตาม แต่ยังพบผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรายใหม่ที่กลับจากต่างประเทศ และเข้าพัก State Quarantine อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสถานการณ์ผู้ป่วยทั่วโลกยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ดังนั้น ผลกระทบภาวะเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

เกษตรกรชาวสาวยาง เป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากระบาดของไวรัสโควิด-19 ทั้งโดยตรงและทางอ้อม ซึ่งรัฐบาลวางมาตรการช่วยเหลือเยียวยาหลากหลา0ยมาตรการอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่การระบาดของโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกยท. ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางพารา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในเบื้องต้นได้ดำเนิน 5 มาตรการคือ 1.มาตรการขยายระยะเวลาการส่งใช้เงินกู้ยืมแก่เกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง และผู้ประกอบกิจการยางตามมาตรา 49 (3) โดยงดการคิดดอกเบี้ย ค่าปรับ ในช่วงเวลาตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม-30 กันยายน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากการที่เศรษฐกิจหลายภาคส่วนต้องหยุดชะงัก 2.มาตรการพัฒนาความร่วมมือการผลิตและการตลาดภาคอุตสาหกรรมยางพารา เป็นการช่วยเหลือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง โดยการเพิ่มสภาพคล่อง สร้างเงินทุนหมุนเวียนให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหมอนยางพารา ซึ่งกยท.จะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนให้สถาบันเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตหมอนยางพาราเป้าหมาย 50 สถาบันทั่วประเทศ โดยใช้หมอนยางพาราเป็นหลักประกัน 50,000 ใบ งบประมาณ 11.3 ล้านบาท ด้วยการให้สถาบันเกษตรกรจะนำหมอนมาจำนำกับ กยท. ในอัตราร้อยละ 80 ของมูลค่าหมอนที่กำหนดแต่ไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อแห่ง

ทั้งนี้ สินค้าจะยังคงอยู่ที่สถาบันเกษตรกรจนกว่าจะจำหน่ายได้ และสถาบันฯกำหนดระยะเวลาชำระคืนเงินทุนถึงเดือนกันยายน 2563 โดยไม่คิดดอกเบี้ย 3.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบการผลิตผลิตภัณฑ์ยางปรับปรุงหลักเกณฑ์วิธีการดำเนินงาน ในปี 2563 โดยผู้ประกอบกิจการยางที่เข้าร่วมโครงการ จะต้องเพิ่มปริมาณการใช้ยางไม่น้อยกว่า 2 ตันต่อปี ในทุกวงเงิน1 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มปริมาณการใช้ยางไม่น้อยกว่า 50,000 ตัน วงเงินสินเชื่อทั้งหมด 15,000 ล้านบาท

4.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อผู้ประกอบกิจการยางแห้งเพิ่มกิจกรรมให้ผู้ประกอบกิจการยางที่ประสงค์เข้าร่วมโครงการ ต้องซื้อยางมาเป็นวัตถุดิบผลิตของฤดูกาลใหม่ รัฐบาลสนับสนุนชดเชยดอกเบี้ยในอัตราตามที่จ่ายจริงแต่ไม่เกินร้อยละ 2-3 ต่อปี เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรช่วงที่ผู้ประกอบกิจการไม่มีกำลังการซื้อ ให้เกิดการหมุนเวียนผลผลิตของเกษตรกรชาวสวนยาง วงเงินสินเชื่อ 20,000 ล้านบาท และ 5.มาตรการสนับสนุนสินเชื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบกิจการไม้ยางและผลิตภัณฑ์รัฐชดเชยดอกเบี้ยร้อยละ 3 ต่อปีตามความเป็นจริง สำหรับผู้ประกอบการไม้ยางพารา และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น เฟอร์นิเจอร์ วงเงิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการโค่นยาง 400,000 ไร่ ดูดซับปริมาณไม้ยางจากการกระตุ้นการโค่นจำนวน 12 ล้านตัน รวมถึงการส่งเสริมปลูกแทนวงเงิน 6,400 ล้านบาท

นอกจาก 5 มาตรการดังกล่าวแล้วเกษตรกรชาวสวนยางยังได้รับเงินจากเงินเยียวยาเกษตรกรผู้ที่ไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร และยังไม่เคยได้รับสิทธ์เยียวยาใดๆจากรัฐบาลมาก่อน โดยจะช่วยเหลือทั้งกลุ่มประเภทเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ถือบัตรสีเขียว และเกษตรกรผู้ปลูกยางที่ถือบัตรสีชมพู ตลอดจนผู้กรีดยางที่รับจ้างกรีดให้เกษตรกรผู้ปลูกยางทั้งบัตรสีเขียวและบัตรสีชมพู โดยทั้ง 3 กลุ่ม ต้องมีรายได้หลักจากการทำการเกษตร ไม่ได้รับเงินเดือนประจำจากหน่วยงานราชการหรือเอกชน ไม่เป็นข้าราชการบำนาญ ไม่มีสวัสดิการประกันสังคม และไม่ได้รับการช่วยเหลือจากโครงการเราไม่ทิ้งกันของภาครัฐ จะได้รับเงินเยียวยาเกษตรกรรายละ 15,000 บาท

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรียังเห็นชอบอนุมัติเงินเยียวยาเกษตรกรกลุ่มที่ด้อยโอกาสเนื่องจากเข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตร จำนวนกว่า 1.37 แสนราย ซึ่งยังไม่เคยได้รับสิทธิ์เยียวยาจากรัฐบาลมาก่อน โดยในจำนวนนี้เป็นเกษตรกรชาวสวนยางแจ้งข้อมูลพื้นที่ปลูกยางกับ กยท. จำนวน 67,000 ราย จะได้รับเงินเยียวยาเกษตรกร รายละ 15,000 บาท จากนี้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จะส่งรายชื่อเกษตรกรกลุ่มนี้ให้กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินการจ่ายเงินโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ เกษตรกรชาวสวนยางตรวจสอบสิทธิ์การเยียวยาฯ ได้ทางเว็บไซต์กระทรวงเกษตรฯ https://www.moac.go.th/ หรือเช็คตรง ที่ http://savefarmer.oae.go.th โดยเมื่อตรวจสอบสถานะแล้วได้รับสิทธิ์ สามารถตรวจสอบการโอนเงินเข้าบัญชีได้จากเว็บไซต์ ธ.ก.ส. http://www.เยียวยาเกษตรกร.com กรณีไม่มีบัญชีธ.ก.ส.แจ้งบัญชีธนาคารอื่น เพื่อรับเงินโอน ในเว็บไซต์ธ.ก.ส .นี้เช่นกัน”

ส่วนสถานการณ์ราคายางช่วงสถานการณ์โควิดระบาดนั้น มีแนวโน้มดีขึ้น ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 ในเดือนมิถุนายน ขยับขึ้นจากเดือนพฤษภาคม มาอยู่ที่ประมาณ 43 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งกยท.จะเร่งขยายตลาดเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้กยท.พยายามเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าให้เกษตรกร ทั้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐด้วยกันเอง ภาคเอกชน และเปิดจำหน่ายช่องทางOnline และเพื่อเป็นการเพิ่มศักยภาพ เพิ่มมูลค่าให้สินค้าจากสถาบันเกษตรกร นอกจากนี้ กยท.ได้ริเริ่มดำเนินการพัฒนาระบบควบคุมคุณภาพ ตรวจสอบสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ผ่าน Application เพื่อรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ต่อผู้ซื้อว่าเป็นผลิตภัณฑ์จากยางพาราแท้ 100% ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ

องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯล่าหมื่นชื่อ จี้ยุติผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501506

x

องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯล่าหมื่นชื่อ จี้ยุติผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง

วันศุกร์ ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คุณปัญจเดช สิงห์โท ที่ปรึกษาด้านนโยบาย องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เปิดเผยว่าจากข้อมูลจำนวนเสือในประเทศไทย ที่อยู่ในกรงเลี้ยงมีอยู่ประมาน 1,500 ตัว ส่วนใหญ่เป็นเสือโคร่งเบงกอล หรือเสือโคร่งไซบีเรีย ซึ่งไม่ใช่สายพันธุ์ท้องถิ่น โดยพบว่ามีการผสมพันธุ์เสือในกรง และทำให้จำนวนเสือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึงกว่า 200 ตัวในรอบสิบปีที่ผ่านมา บ่งชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่เพื่ออนุรักษ์ แต่เป็นการเร่งเพิ่มจำนวนเสือ เพื่อนำเข้าสู่อุตสาหกรรมที่ใช้สัตว์ป่าเพื่อความบันเทิง นอกจากนี้ ข้อมูลจากการศึกษาด้านต่างๆ ยังทำให้พบว่า การผสมพันธุ์เสือที่เกิดขึ้นไม่ถูกต้องนี้ เป็นไปเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ทางการค้า ทั้งเสือที่มีชีวิตและชิ้นส่วนเสือ เพื่อใช้ทำยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในสถานะละเมิดอนุสัญญาไซเตส (CITES) ที่ว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ ห้ามมิให้ค้าทั้งเสือที่มีชีวิตชิ้นส่วน หรือผลิตภัณฑ์ และเมื่อเดือนมกราคม 2561 คณะกรรมการอนุสัญญา CITES มีหนังสือแจ้งเตือนมายังรัฐบาลไทย เพื่อให้ออกมาตรการควบคุมปริมาณเสือที่อยู่ในกรงเลี้ยง เนื่องจากมีมากเกินความจำเป็น และอาจลักลอบค้าอย่างผิดกฎหมายได้

องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯจึงดำเนินโครงการการยุติการผสมพันธุ์เสือในกรง เพื่อยุติการทารุณกรรมสัตว์จากกระบวนการเลี้ยงที่ไม่เหมาะสม ทั้งขนาดกรง สถานที่เลี้ยง อาหาร รวมทั้งฝึกเสือเพื่อนำมาแสดง เป็นภาพรวมที่ทำให้เสือแต่ละตัวต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส นับตั้งแต่ลูกเสือที่ถูกพรากจากแม่ เพื่อให้แม่เสือมีโอกาสผสมพันธุ์อีกครั้งได้เร็วขึ้น จากปกติลูกเสือจะหย่านมเมื่ออายุ 4-6 สัปดาห์ และแยกจากแม่เมื่ออายุ 1-2 ปี กลับถูกนำมาเลี้ยงโดยคนเมื่ออายุเพียง 2 เดือน และให้อาหารที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติของลูกเสือ ทั้งยังต้องทำกิจกรรมให้ความบันเทิงกับคน เช่น ถูกอุ้มถ่ายรูป และป้อนนมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้ลูกเสืออ่อนแอและมีสุขภาพไม่สมบูรณ์ ทั้งยังรวมไปถึงการแยกลูกเสือออกมาฝึกเพื่อการแสดง เช่น ลอดห่วงไฟ หรือการแสดงขัดกับหลักพฤติกรรม เช่น ขังรวมเพื่อให้ลูกเสือใช้ชีวิตร่วมกับสัตว์ชนิดอื่น เช่น ให้กินนมจากแม่หมู เสือที่โตจะถูกเลี้ยงด้วยโครงไก่และเนื้อหมูเนื้อวัวแล่ปรุงสุก ซึ่งทำให้สูญเสียวิตามินตามธรรมชาติไป บางครั้งเป็นอาหารสำเร็จรูปของแมวและหมา ทำให้เสือส่วนใหญ่ขาดสารอาหาร เพราะตามธรรมชาติเสือจะกินซากสัตว์ทั้งตัวเพื่อให้ได้โปรตีน ไขมันและสารอาหารจำเป็น ในปริมาณสูงเท่าที่ร่างกายต้องการ

ปัจจุบันกฎหมายภายใต้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2560 ยังมีช่องว่างและเปิดโอกาสอนุญาตให้ผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยงได้ ถึงแม้กรมอุทยานสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะมีมาตรการติดตามควบคุมและบังคับใช้กฎหมายผสมพันธุ์เสือดังกล่าว เช่น แยกพ่อพันธุ์กับแม่พันธุ์ การตรวจดีเอ็นเอเสือ แต่จากข้อมูลยังพบการลักลอบผสมพันธุ์เสือต่อเนื่องด้วยวิธีไม่ถูกต้อง จะมีผลเสียด้านพันธุกรรมที่เกิดจากการผสมเลือดชิด ทำให้ร่างกายไม่สมบูรณ์มีชีวิตอยู่ไม่นาน ด้วยเหตุนี้ องค์กรพิทักษ์สัตว์ฯจึงรณรงค์เรียกร้องให้ภาครัฐปรับเปลี่ยนนโยบายยุติผสมพันธุ์เสือในกรงเลี้ยง ป้องกันการเพิ่มจานวนเสือซึ่งเป็นสัตว์ป่าที่ถูกนำมาใช้เพื่อความบันเทิงและทำการค้าในรูปแบบต่างๆ ในการรณรงค์นี้เราต้องการผู้ร่วมลงชื่อสนับสนุนอย่างน้อย 10,000 ชื่อ พร้อมสำเนาบัตรประชาชน เพื่อให้เป็นการเรียกร้องที่สมบูรณ์ตามกฎเกณฑ์ที่รัฐกำหนด

ชาวสุโขทัยโร่ร้อง ยธ. โดนนายทุนโกงค่าสินค้าเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501571

ชาวสุโขทัยโร่ร้อง ยธ. โดนนายทุนโกงค่าสินค้าเกษตร

ชาวสุโขทัยโร่ร้อง ยธ. โดนนายทุนโกงค่าสินค้าเกษตร

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 19.07 น.

วันที่ 25 มิถุนายน 2563 ที่ห้องประชุมไชยานุกิจ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ นายสามารถ เจนชัยจิตรวนิช ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานรับเรื่องร้องทุกข์จากชาวบ้าน จ.สุโขทัย กรณีได้รับความเดือดร้อนถูกโกงค่าซื้อสินค้าทางการเกษตร โดยมี นายเรืองศักดิ์ สุวารี อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ พร้อม นางอุมาพร แพรประเสริฐ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการศูนย์ยุติธรรมสร้างสุข ผู้แทนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมรับเรื่องร้องเรียน 

สืบเนื่องจากชาวบ้านใน จ.สุโขทัย ได้ซื้อสินค้าทางการเกษตรกับร้านค้าแห่งหนึ่งใน จ.สุโขทัย อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฯลฯ จากนั้นทำข้อตกลงกันว่าเมื่อชาวบ้านได้ผลผลิต ก็จะนำเงินไปจ่ายค่าสินค้าดังกล่าว แต่ไม่ได้จ่ายตามจำนวนที่ซื้อไว้ทั้งหมด โดยแบ่งจ่ายแทนทำให้ยังคงมียอดค้างชำระ ซึ่งแต่ละรายมียอดค้างมากน้อยไม่เท่ากัน ภายหลังนายทุนเจ้าของร้านได้นำเรื่องดังกล่าว ไปฟ้องศาลว่าชาวบ้านไม่นำเงินไปจ่ายค่าสินค้า โดยนำจำนวนเงินต้นที่ซื้อทั้งหมดรวมกับดอกเบี้ยไปฟ้อง ยอดเงินของชาวบ้านจึงมีราคาสูงกว่าเดิมหลายเท่า ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก จึงเดินทางมายังกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอความช่วยเหลือดังกล่าว

เบื้องต้นกระทรวงยุติธรรม (ยธ.) ได้ทำการสอบถามข้อมูลและรายละเอียดที่เกิดขึ้น พร้อมแจ้งวิธีการดำเนินการในเบื้องต้นให้ชาวบ้านได้รับทราบ รวมถึงได้มอบหมายให้ศูนย์ยุติธรรมสร้างสุขรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน เพื่อดำเนินการให้ความช่วยเหลือให้ได้รับความเป็นธรรมต่อไป

เตือนปลายมิ.ย.-กลางก.ค.‘ฝน’น้อย น้ำต้นทุนเขื่อนเหลือ16% เตรียมรับมือ‘แล้ง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501434

เตือนปลายมิ.ย.-กลางก.ค.‘ฝน’น้อย น้ำต้นทุนเขื่อนเหลือ16% เตรียมรับมือ‘แล้ง’

เตือนปลายมิ.ย.-กลางก.ค.‘ฝน’น้อย น้ำต้นทุนเขื่อนเหลือ16% เตรียมรับมือ‘แล้ง’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 14.08 น.

เตือนปลายมิ.ย.-กลางก.ค.‘ฝน’น้อย น้ำต้นทุนเขื่อนเหลือ16% เตรียมรับมือ‘แล้ง’

25 มิถุนายน 2563 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) เปิดเผยว่า จากการประเมินสถานการณ์น้ำในช่วงปลายเดือนมิถุนายน 2563 ปริมาณฝนลดลง โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีปริมาณฝนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ5-10 ช่วงครึ่งแรกของเดือนกรกฎาคม 2563 ทุกภาคยังคงมีฝนน้อย ซึ่งจะส่งผลให้มีปริมาณน้ำไหลลงอ่างเก็บน้ำน้อยตามไปด้วย

ทั้งนี้ ปัจจุบันปริมาณน้ำในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 38 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์น้อย มีปริมาณน้ำใช้การน้อยกว่าร้อยละ30 จำนวน 34 แห่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค ส่วนด้านการเกษตรยังต้องใช้น้ำฝนเป็นหลัก จึงขอเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ กำหนดมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำในช่วงดังกล่าวและวางแผนการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด โดยรวมปริมาตรน้ำทั้งประเทศ 34,213 ล้านลบ.ม.หรือ ร้อยละ42 ในแหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ 30,871 ล้านลบ.ม.หรือร้อยละ43 เป็นปริมาตรน้ำใช้การได้ 7,389  ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 16 น้อยกว่าปี 2562 จำนวน 5,320 ล้าน ลบ.ม. สำหรับ4เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา คือเขื่อนภูมิพล เหลือน้ำใช้การได้จริง ร้อยละ2 เขื่อนสิริกิติ์ ร้อยละ8 เขื่อนแควน้อย ร้อยละ16 เขื่อนป่าสักฯ ร้อยละ11 รวมน้ำใช้การ965 ล้านลบ.ม.หรือร้อยละ5

ส่วนคุณภาพน้ำค่าความเค็ม แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี 0.23 กรัมต่อลิตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ แม่น้ำท่าจีน บริเวณสถานีปากคลองจินดา จ.นครปฐม 0.33 กรัมต่อลิตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ และแม่น้ำแม่กลอง อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่วนแม่น้ำบางปะกง บริเวณสถานีบางกระเจ็ด จ.ฉะเชิงเทรา 3.42 กรัมต่อลิตร อยู่ในเกณฑ์วิกฤติ

ด้านสำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) ได้แจ้งเตือนเขื่อนที่มีน้ำใช้การได้ มีน้ำน้อยวิกฤติ เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ -11% เขื่อนภูมิพล 2% เขื่อนคลองสียัด 3% เขื่อนประแสร์ 4%เขื่อนกระเสียว 4% เขื่อนบางพระ 4% เขื่อนจุฬาภรณ์ 5% เขื่อนสิริกิติ์ 5% เขื่อนสิรินธร8% เขื่อนทับเสลา 9% เขื่อนศรีนครินทร์ 10% เขื่อนวชิราลงกรณ 10% เขื่อนป่าสักฯ 11% เขื่อนลำแซะ 11% เขื่อนลำพระเพลิง 12% เขื่อนมูลบน 12% เขื่อนลำนางรอง12% เขื่อนแม่งัด 13% เขื่อนขุนด่านปราการชล 13% เขื่อนห้วยหลวง 14% เขื่อนแควน้อย16% เขื่อนน้ำพุง 17% เขื่อนนฤบดินทรจินดา 18% เขื่อนแก่งกระจาน 19% เขื่อนแม่กวง 19%

ซอกแซกอาเซียน : 25 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501283

ซอกแซกอาเซียน : 25 มิถุนายน 2563

ซอกแซกอาเซียน : 25 มิถุนายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บรรทัดฐาน หรือ Norm ของการทำงานของคนญี่ปุ่นประการต่อมา คือ “การกำหนดท่าทีที่ชัดเจนและร่วมผลักดันทุกฝ่ายเป็นทีม”อันนี้น่าทึ่งมาก ที่ว่าน่าทึ่งคงมิใช่เป็นเพราะรูปแบบและวิธีทำงานดังกล่าวเป็นสิ่งพิเศษแปลกใหม่ วิลิศมาหราแต่ประการใดหรอกครับ เพราะในการศึกษาฝึกอบรมเกี่ยวกับการเทคนิคการบริหารงาน หรือแม้แต่พ็อกเกตบุ๊คเกี่ยวกับ how to ด้านการบริหารองค์กรทั้งหลายก็มีกล่าวไว้เยอะแยะมากมาย ท่านผู้อ่านคงประสบพบเจอมาจนเบื่อ แต่ที่ผมยกมาพูดมันเกี่ยวกับ “การเอาจริงเอาจัง” ของการปฏิบัติภารกิจดังกล่าวของคนญี่ปุ่นมากกว่าครับ

อันดับแรกที่ผมขอพูดถึง คือ ที่มาของการกำหนด “ท่าที” ของญี่ปุ่นนั้นเขายึดถือระบบชั้นการบังคับบัญชา หรือHierarchical system อย่างเคร่งครัด กล่าวคือระดับนโยบาย คือ ตัวกระทรวงส่วนกลาง จะเป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดท่าทีต่อกรณีใดๆ ที่จะมีขึ้น ซึ่งแน่ละว่ากรณีดังกล่าวหากมีส่วนเกี่ยวพันกับกระทรวงใดก็ตาม ก็จะต้องได้รับความเห็นชอบและร่วมมือเป็นทีมจากกระทรวงนั้นๆ ด้วย ตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่ผมขออนุญาตยกมาประกอบการอธิบายเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมเสริมในประเด็นนี้ ก็คือ การทำงานที่เกี่ยวกับแอ็ปเตอร์ ได้แก่การแก้ไข APTERR Agreement ครั้งที่ผ่านมา จากการที่ผมเป็นผู้บริหารของฝ่ายสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ได้ทราบจากการประสานภายในว่าทางการญี่ปุ่นได้มีท่าทีชัดเจนสำหรับเรื่องนี้อย่างไรบ้าง อาศัยผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นประจำแอปเตอร์เป็นผู้ประสานงาน ซึ่งท่าทีดังกล่าวกระทรวงเกษตร ป่าไม้และประมงของญี่ปุ่นได้หารือกำหนดขึ้นโดยการประสานงานและเห็นร่วมกันกับกระทรวงการต่างประเทศของเขาแล้ว ทุกฝ่ายที่ทำงานในลำดับชั้นต่ำลงมาต้องปฏิบัติตาม ไม่มีแม้กระทั่งความเห็นใดๆ ที่ส่อถึงความไม่เห็นด้วยหรือโต้แย้งจากปากของเจ้าหน้าที่ชาวญี่ปุ่นผู้ปฏิบัติเลยสักแอะเดียว

แล้วทีมงานที่ว่าล่ะ เป็นอย่างไรท่านผู้อ่านครับ รัฐบาลญี่ปุ่นโดยปกติจะส่งผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ไปประจำอยู่ในทุกองค์กรหรือทุกประเทศที่เกี่ยวข้องตเช่น ที่แอปเตอร์ก็ส่งมา 1 คน ที่แอปซิสหรือ ASEAN Food Security InformationSystem (AFSIS) ก็ส่งมาประจำ 1 คน ทราบว่าที่กรมประมงเรามี SEAFDEC ก็ส่งมาอยู่หลายคน ที่สำนักเลขาธิการอาเซียน จาการ์ตาก็ส่งไปหลายคน แล้วก็ตามสถานทูตญี่ปุ่นก็มีประจำอยู่แห่งละ 1 คน ในอดีตที่กระทรวงเกษตรฯ เราก็มีส่งมาประจำอยู่ 1 คน ทุกคนที่ประจำอยู่ในที่ต่างๆ นี้ ต้องทราบชัดเจนถึง “ท่าที”ที่กำหนดโดยรัฐบาลหรือกระทรวงเกษตรฯ ของเขาว่าคืออะไร และที่สำคัญคือ ต้องมีหน้าที่ติดต่อประสาน อธิบาย ผลักดัน ล็อบบี้ หรือใช้วิถีทางอื่นๆ เพื่อให้ท่าทีนั้นบรรลุผล คนที่อยู่แอปเตอร์ก็มาหาผมเพื่ออธิบายทุกอย่างให้ผมเข้าใจและคล้อยตาม คนที่อยู่จาการ์ตาก็เข้าพบผู้อำนวยการสำนักงานเพื่อว่าอย่างเดียวกัน ผู้ที่ประจำสถานทูตประเทศสมาชิกก็เข้าพบบุคคลสำคัญของประเทศนั้นๆ เพื่อวัตถุประสงค์เดียวกัน จนในที่สุด New APTERR Agreement ก็สำเร็จออกมาและค่อนข้างจะเป็นไปตาม “ท่าที” ของญี่ปุ่นเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ สุดยอดครับ!!!!!! แถมให้อีกนิดในเรื่องคล้ายๆ กัน เมื่อปีที่แล้วมีการประชุม AMAF Plus Three (ผมเคยเขียนอธิบายไปแล้วว่าคือการประชุมอะไร) ที่ประเทศบรูไน ดารุสซาลามทางฝ่ายเจ้าภาพ คือสำนักเลขาธิการอาเซียนที่จาการ์ตา ตอนแรกเห็นว่าสำนักเลขานุการแอปเตอร์ไม่มีระเบียบวาระในที่ประชุมโดยตรง เลยไม่ทำหนังสือเชิญมา แต่ทางประเทศญี่ปุ่นกลับเห็นต่าง คือ เห็นว่าสำนักเลขานุการแอปเตอร์ควรเข้าร่วมประชุมด้วย เพราะยังคงมีเรื่องเกี่ยวกับการให้สัตยาบันความตกลงแอปเตอร์ที่แก้ไขใหม่ เขาเลยแจ้งให้ผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นที่อยู่กับผม ร่วมกับผู้แทนญี่ปุ่นที่ประจำอยู่สำนักเลขาธิการอาเซียนที่จาการ์ตาเข้าพบอธิบายและโน้มน้าวจนในที่สุดสำนักเลขาธิการอาเซียน ต้องส่งหนังสือเชิญเป็นทางการให้แอปเตอร์เข้าร่วมประชุมจนได้โดยที่ทางผมเองไม่ได้ออกแรงอะไรเลยสักนิดยังกังวลนิดหน่อยด้วยซ้ำเดี๋ยวทางสำนักเลขาธิการอาเซียนจะกล่าวหาว่า ผมอยากไปมากและขอให้ญี่ปุ่นช่วย

วิถีทางการทำงานของญี่ปุ่นที่เล่ามานี้ขอกระซิบข้างหูท่านผู้อ่านและขอย้ำว่าท่านกรุณาอย่าไปบอกใครนะครับว่า ผมไม่เห็นประเทศสมาชิกอื่นๆ ทำแบบเดียวกันเลย แต่สำหรับทางการไทยเราระยะสิบกว่าปีมานี้ก็กระตือรือร้นที่จะทำแบบเดียวกัน โดยมีการกำหนดคำว่า Team Thailand ในการทำงานระดับระหว่างชาติ ซึ่งผมก็แอบดีใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะน่าจะเป็น norm ที่สุดยอด แต่ผมเองก็ไม่ได้มีโอกาสติดตามว่าเราได้ทำไปสำเร็จไปแค่ไหนแล้ว แต่เท่าที่เห็นจากการทำงานระดับภายในประเทศ พบตัวอย่างว่า กระทรวงเกษตรฯร่วมกันทำงานอย่างแข็งขันแนบแน่นกับกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องสินค้าเกษตรส่งออก ก็ทำให้รู้สึกชื่นอกชื่นใจ จนบังเกิดฝันว่า เราคงจะตามระบบของญี่ปุ่นไปติดๆ ละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org