แนะเกษตรกรเตรียมพืช-วางระบบน้ำรับฝนทิ้งช่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501285

แนะเกษตรกรเตรียมพืช-วางระบบน้ำรับฝนทิ้งช่วง

แนะเกษตรกรเตรียมพืช-วางระบบน้ำรับฝนทิ้งช่วง

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่าจากการพยากรณ์อากาศของกรมอุตุนิยมวิทยาว่า จะมีฝนทิ้งช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงกลางเดือนกรกฎาคม กรมส่งเสริมการเกษตรจึงขอให้คำแนะนำเกษตรกรที่ต้องการจะเพาะปลูกช่วงนี้ ให้เลื่อนเวลาปลูกข้าวนาปีออกไปโดยให้เกษตรกรเริ่มปลูกข้าวกลางเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป ซึ่งปริมาณฝนจะตกใกล้เคียงค่าปกติ และควรปรับเปลี่ยนวิธีปลูกข้าว เป็นการปลูกข้าวแบบหว่านแห้ง (หว่านสำรวย)ซึ่งหว่านในสภาพดินแห้งเหมาะสมกับพื้นที่นอกเขตชลประทาน เมื่อหว่านเมล็ดข้าวลงแปลงแล้วรอฝนตกลงมาเมล็ดข้าวจะงอกจากนั้นก็ดูแลรักษาต่อไปจนเก็บเกี่ยว สำหรับพืชอื่นให้เกษตรกรรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืชและลดการคายน้ำของพืช ซึ่งทำได้ง่ายด้วยวิธีต่างๆ เช่น รดน้ำให้พืชในช่วงเช้าและเย็น ลดการระเหยของน้ำ และใช้วัสดุที่หาง่ายในท้องถิ่นคลุมแปลงหรือหน้าดิน เช่น ฟางข้าง ใบไม้ หรือหญ้าแห้ง เพื่อรักษาความชื้นในดิน

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า เกษตรกรควรเลือกใช้ระบบน้ำที่มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับชนิดพืช เช่น ไม้ผล ให้ใช้ระบบมินิสปริงเกลอร์ ซึ่งเป็นระบบให้น้ำแบบฉีดฝอยขนาดเล็กเป็นการให้น้ำแก่พืชเป็นวงบริเวณรากพืช โดยควบคุมปริมาณน้ำตามความต้องการของพืช น้ำจะถูกพ่นออกจากหัวฉีดฝอย การให้น้ำแบบนี้ไม่มีการสูญเสียน้ำระหว่างการส่งน้ำ การสูญเสียน้ำที่ไหลเลยเขตรากพืช หรือไหลนองไปตามผิวดินมีน้อย นอกจากนั้นยังใส่ปุ๋ย หรือสารเคมีลงไปในน้ำระหว่างให้น้ำพร้อมกันได้ สำหรับ พืชไร่และพืชผัก แนะนำให้ใช้ระบบน้ำหยด ซึ่งให้น้ำแก่พืชผ่านระบบท่อและปล่อยน้ำออกทางหัวน้ำหยด ซึ่งติดตั้งไว้ที่โคนต้นพืช น้ำจะหยดซึมลงมาที่รากช้าๆ เพื่อรักษาความชื้นของดินบริเวณรากพืชให้อยู่ในระดับที่รากพืชดูดไปใช้ได้ง่าย ทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี

อย่างไรก็ตาม การสร้างแหล่งน้ำในไร่นาหรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งหรือฝนทิ้งช่วง โดยสร้างความมั่นคงด้านน้ำเพื่อการเกษตร เช่น ทำเกษตรทฤษฎีใหม่หรือเกษตรผสมผสาน ช่วยลดผลกระทบความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อผลผลิต ลดผลกระทบต่อรายได้จากการทำการเกษตร กรณีผลผลิตเสียหายจากการปลูกพืชชนิดเดียว จะช่วยให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่มั่นคงยั่งยืนได้

กษ.รับแผนEECปั้นสู่ต้นแบบเกษตรทันสมัย ดึงเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการตลาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501284

กษ.รับแผนEECปั้นสู่ต้นแบบเกษตรทันสมัย  ดึงเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการตลาด

กษ.รับแผนEECปั้นสู่ต้นแบบเกษตรทันสมัย ดึงเทคโนโลยีตอบโจทย์ความต้องการตลาด

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(กพอ.) ว่า ที่ประชุมรับทราบความก้าวหน้าการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรใน EEC ซึ่งกระทรวงเกษตรฯมอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เป็นหน่วยงานประสานหลักจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ EEC ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเพื่อเป็นกรอบพัฒนาภาคเกษตรให้เชื่อมโยงกับการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการในพื้นที่ EEC เป้าหมายแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ EEC มุ่งพัฒนาภาคเกษตรให้เกิดรายได้ไม่น้อยกว่าภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นต้นแบบพัฒนาด้านเกษตรสมัยใหม่ของประเทศ ตามแนวคิดตลาดนำการผลิต (Demand pull) และขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยจะสนับสนุนพัฒนาคลัสเตอร์สินค้าสำคัญ ได้แก่ คลัสเตอร์ผลไม้ คลัสเตอร์ประมงคลัสเตอร์พืชพลังงาน คลัสเตอร์สมุนไพร และคลัสเตอร์ High valued crops เช่น ปศุสัตว์ เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมS-curve และ New S-curve รวมถึงสร้างกระบวนการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร พัฒนาระบบเกษตรสมัยใหม่โดยใช้ Agricultural Interlligence (AI) เพื่อตอบโจทย์ด้านการตลาดและยกระดับการผลิตภาคการเกษตร

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า จากนี้จะแต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรในพื้นที่ EEC โดยมีปลัดกระทรวงเกษตรฯเป็นประธาน เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นคณะทำงานและเลขานุการ ร่วมเพื่อจัดทำแผนงานโครงการด้านการเกษตร ตั้งแต่ต้นทาง กลางทางและปลายทางให้สอดคล้องกับนโยบายการพัฒนา EEC และรองรับต่อสถานการณ์หลังโควิด ในรูปแบบ NewNormal รวมถึงจะเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ (Big Data) ของศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ NationalAgricultural Big data Center (NABC) ด้วย

ทั้งนี้ การใช้พื้นที่ EEC เป็นต้นแบบปรับการทำเกษตรในรูปแบบใหม่ทันสมัย จะเป็นโอกาสพัฒนาภาคเกษตรของประเทศ โดยสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรด้วยการจัดทำเขตเกษตรเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดพื้นที่ผลิตสินค้าเกษตรตามความเหมาะสม สอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่และตามความต้องการวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม โดยต้องบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความต้องการสำหรับอุปโภคบริโภค เกษตรกรรม อุตสาหกรรม บริการและการท่องเที่ยวอย่างสมดุล ซึ่งจะเป็น platform ตัวอย่างด้านการเกษตรของประเทศที่ยกระดับเกษตรกรมีรายได้มั่นคง เกิดประโยชน์กับภาคประชาชนในพื้นที่ EEC และจังหวัดใกล้เคียงต่อไป

192องค์กรพิทักษ์สัตว์ทั่วโลกร้องนายกฯ เร่งยุติผสมพันธุ์ช้างชั่วคราวลดปัญหาระยะยาว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501282

x

192องค์กรพิทักษ์สัตว์ทั่วโลกร้องนายกฯ เร่งยุติผสมพันธุ์ช้างชั่วคราวลดปัญหาระยะยาว

วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก (World Animal Protection) พร้อมองค์กรด้านสัตว์และการอนุรักษ์รวม 192 องค์กรทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ร่วมส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสนอให้ออกมาตรการเร่งด่วนยุติการผสมพันธุ์ช้างชั่วคราวในประเทศไทย เพื่อบรรเทาปัญหาสวัสดิภาพช้างและความไม่ยั่งยืนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยมีปัจจัยสำคัญคือผลกระทบจากโรคระบาดโควิด-19 ที่อาจทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิมหากไม่รีบแก้ไข

ในจดหมายเปิดผนึกเผยถึงจำนวนช้างไทยที่ถูกใช้ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นมากตลอดช่วงสิบปีที่ผ่านมา จาก 1,644 เชือก ในปี 2553 เป็น 2,779 เชือกในปัจจุบัน หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 70% โดยประเมินว่าค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารช้างในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยมากกว่า 28 ล้านบาทต่อเดือน และอีกประมาณ 28 ล้านบาท สำหรับเงินเดือนควาญช้างและผู้ดูแล ซึ่งภาระเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงต่อการดูแลสวัสดิภาพช้างที่อาจไม่ครอบคลุมทั่วถึงและเพียงพอ โดยเฉพาะในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจที่ธุรกิจท่องเที่ยวมักได้รับผลกระทบเป็นกลุ่มแรกเสมอ

นางสาวโรจนา สังข์ทองผู้อำนวยการองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ปางช้างต้องปิดตัวลงเพราะไม่มีนักท่องเที่ยว ทำให้ช้างจำนวนมากถูกส่งกลับบ้านไปให้เจ้าของดูแล ซึ่งปกติเวลาช้างถูกส่งกลับบ้าน เจ้าของมักถือโอกาสนี้ผสมพันธุ์ช้างเพื่อหวังรายได้จากการขายลูกช้างในอนาคต เราจึงกังวลว่าเจ้าของช้างจะยังผสมพันธุ์ช้างต่อไปท่ามกลางภาวะวิกฤติโควิด-19 อาจทำให้เกิด “เบบี้บูม”ของช้างตามมาในอนาคตได้ สวนทางกับสถานการณ์ปัจจุบันที่แนวโน้มการท่องเที่ยวและทรัพยากรสำหรับการดูแลช้างกำลังถดถอยลง 192 องค์กรที่ร่วมลงนามพร้อมผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์ป่าอีก 10 คนยืนยันว่าสถานที่ท่องเที่ยวไม่ใช่พื้นที่เหมาะสมสำหรับช้าง สัตว์ป่าที่เฉลียวฉลาด มีขนาดและพละกำลังสูง การผสมพันธุ์ช้างเพื่อป้อนอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไม่มีประโยชน์ด้านการอนุรักษ์แต่อย่างใด และการที่ช้างในประเทศไทยต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเปราะบางถือเป็นแนวทางจัดการที่ไม่ยั่งยืน ดังนั้น การยุติการผสมพันธุ์ช้างชั่วคราวนอกจากช่วยป้องกันปัญหาสวัสดิภาพช้างในอนาคตแล้ว ยังช่วยจัดสรรความช่วยเหลือให้ช้างไทยที่มีอยู่ในปัจจุบันได้เพียงพอและทั่วถึงมากขึ้น

นอกจากนี้ เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกเผยถึงผลกระทบวิกฤติที่เกิดกับควาญช้าง โดยงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า มากกว่าหนึ่งในสามของควาญช้างในประเทศไทยต้องพึ่งพาค่าแรง ขั้นต่ำ ไม่มีเงินออมและการดูแลช้าง สัตว์ที่ยังมีสัญชาตญาณความเป็นสัตว์ป่า เฉลียวฉลาดและพละกำลังสูง ทำให้ควาญเหล่านี้ตกอยู่ในความเสี่ยงบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตในบางกรณี

“ตั้งแต่เกิดโควิด-19 องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนเงินฉุกเฉินเบื้องต้น เพื่อช่วยเหลือดูแลความเป็นอยู่ของช้างและควาญช้างจำนวนหนึ่งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย เราลงมือแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในภาวะวิกฤตไปพร้อมกับผลักดันเชิงนโยบาย เพื่อการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนระยะยาว เราเชื่อเสมอและขอย้ำว่าสัตว์ป่าไม่ใช่นักแสดง พวกเขาสมควรได้อยู่ในป่า” นางสาวโรจนากล่าว

รายงานพิเศษ : เจาะลึก!สทนช.รับมือน้ำหลาก2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501040

รายงานพิเศษ : เจาะลึก!สทนช.รับมือน้ำหลาก2563

รายงานพิเศษ : เจาะลึก!สทนช.รับมือน้ำหลาก2563

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเข้าสู่ฤดูฝนตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน ปรากฎว่ามีฝนตกเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ระหว่าง 40-80 มิลลิเมตร มากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาเล็กน้อย แต่ยังไม่มีสัญญาณเหตุความรุนแรงจากพายุใดๆ อย่างไรก็ตาม กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าประมาณเดือนกรกฎาคม – กันยายน 2563 จะเริ่มมีฝนตกมากขึ้น

เพื่อเป็นการเตรียมรับสถานการณ์น้ำในฤดูฝน กองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.) ซึ่งมี พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการ ได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการแก้วิกฤติขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้งมาเป็นการเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำในฤดูฝน โดยสั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) บูรณาการติดตาม เร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายปฏิบัติภารกิจตาม 8 มาตรการรองรับฤดูฝนที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบไปแล้ว เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ตามที่สทนช.เสนอ ประกอบด้วย 1.คาดการณ์พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วม 2.ปรับแผนเพาะปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา 13 แห่ง ได้แก่ พื้นที่ทุ่งบางระกำ และพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 แห่ง เพื่อเก็บเกี่ยวก่อนฤดูน้ำหลากและใช้เป็นพื้นที่หน่วงน้ำช่วงฤดูน้ำหลากและบรรเทาระดับความรุนแรงน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง 3.จัดทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำ โดยใช้ข้อมูลฝนคาดการณ์ประเมินน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำ เพื่อนำมากำหนดการเก็บกักน้ำและระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน 4.ตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำและสถานีโทรมาตรให้มีสภาพพร้อมใช้งาน 5.ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ เช่น ปรับปรุงพัฒนาแผนระบายน้ำขจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ที่เกิดจากการก่อสร้างและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การจัดการพื้นที่น้ำท่วม/พื้นที่ชะลอน้ำ และการปรับปรุงคูคลองเพื่อให้ระบายน้ำได้สะดวกรวดเร็ว 6.สำรวจแม่น้ำคูคลองและขุดลอกกำจัดผักตบชวา 7.เตรียมความพร้อมเครื่องจักร เครื่องมือช่วยเหลือให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน และเข้าช่วยเหลือได้ทันสถานการณ์รวม 7,661 เครื่องและ8.สร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนรับรู้และเข้าใจผ่านเครือข่ายคณะกรรมการลุ่มน้ำ คณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัด เป็นต้น

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)กล่าวว่า สทนช.บูรณาการติดตามประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ดำเนินงานเป็นไปตามมาตรการที่วางไว้ ล่าสุดรองนายกฯเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินงานตาม 8 มาตรการดังกล่าวโดยเร็ว เพราะจากการประเมินสถานการณ์พบว่า ฤดูฝนปีนี้หลายพื้นอาจมีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลันได้ ดังนั้น ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ โดยช่วงก่อนเดือนสิงหาคม พื้นที่เฝ้าระวังคือ ภาคใต้ฝั่งตะวันตก ภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือและภาคตะวันออก หลังเดือนสิงหาคมพื้นที่เฝ้าระวังจะอยู่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ พร้อมให้กรมชลประทานจัดทำแผนและมาตรการรับน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำและพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อรองรับน้ำหลากให้แล้วเสร็จเดือนกรกฎาคม ขณะที่เรื่องการจัดทำเกณฑ์บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำและเกณฑ์ระบายน้ำ กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานต้องทำให้แล้วเสร็จเดือนมิถุนายน ตลอดจนให้กรมชลประทาน กรุงเทพมหานคร และจังหวัดในเขตปริมณฑล จัดทำเกณฑ์ระบายน้ำ ควบคุมระดับน้ำ สูบน้ำบริเวณประตูระบายน้ำในพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 13 แห่งให้ชัดเจน พร้อมกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังและแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังให้กรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมเจ้าท่า การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปรับแผนงานปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปี 2563 ให้เสร็จก่อนฤดูน้ำหลาก และให้กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน กรมเจ้าท่า และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเร่งกำจัดผักตบชวาและวัชพืชในแม่น้ำสายหลักให้แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายนนี้

“การกำจัดผักตบชวา นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพระบายน้ำแก้ปัญหาน้ำท่วมแล้ว ยังทำให้การคมนาคมขนส่งทางน้ำสะดวกสบาย รวมทั้งประชาชนริมน้ำมีความเป็นอยู่ดีขึ้น ดังนั้น หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือจริงจัง ประชาชนที่อยู่ริมน้ำทุกหลังคาเรือนช่วยกันดูแลความสะอาดหน้าบ้านของตนเองสม่ำเสมอ เชื่อว่าปัญหาผักตบชวาจะหมดไปจากแม่น้ำ ลำคลองอย่างยั่งยืนแน่นอน” ดร.สมเกียรติ กล่าว

สำหรับในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รัฐบาลให้ความสำคัญเช่นกัน เพราะที่ผ่านมาเกือบทุกปี มักประสบปัญหาระบายน้ำไม่ทัน พลเอกประวิตร ในฐานะผู้อำนวย กอนช. จึงตั้งคณะทำงานด้านบูรณาการและขับเคลื่อนการแก้ปัญหาน้ำท่วมขึ้น โดยได้รับความร่วมมือจากคณะทำงานจิตอาสาพระราชทานภาค 1 ขุดลอกคูคลองสองฝั่งถนนวิภาวดีรังสิต และคลองเชื่อมถนนวิภาวดีรังสิตลงคลองเปรมประชากรตั้งแต่เขตดอนเมือง เขตหลักสี่ เขตจตุจักร ไปจนถึงเขตดินแดง รวมถึงพัฒนางานระบายน้ำจากสามเหลี่ยมดินแดงลงบึงมักกะสันอีกด้วย

นอกจากนี้ กรมทางหลวงขุดลอกขยายคูคลองเปิดทางน้ำ 5 จุด ได้แก่ 1.หน้าสถานีรถไฟฟ้าวัดเสมียนนารี 2.ตรงข้ามมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์-นอร์ทปาร์ค 3.หน้านอร์ทปาร์ค-หน้าสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ 4.หน้าสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์-การเคหะทุ่งสองห้อง และ 5.คลังน้ำมัน-สน.ดอนเมือง ซึ่งขณะนี้ดำเนินงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ พลเอกประวิตรยังเร่งติดตามความก้าวหน้าของโครงการเร่งด่วนเพื่อกักเก็บน้ำในฤดูฝน ปี 2563 โดยขณะนี้ดำเนินการแล้ว 286 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 15.57 เพิ่มปริมาณน้ำเก็บกักได้ 61.10 ล้านลบ.ม. พื้นที่รับประโยชน์ 255,938 ไร่ มีประชาชนได้รับประโยชน์ 81,391 ครัวเรือน และจ้างแรงงาน 6,159 คน ซึ่งสั่งให้ดำเนินงานตามแผนที่วางไว้ให้ครบทุกพื้นที่เป้าหมาย เพื่อกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุด และสำรองไว้ใช้ช่วงฤดูแล้งปีถัดไป รวมทั้งสั่งเร่งพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน โดยมีสทนช.และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นเจ้าภาพหลัก พร้อมเห็นชอบแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขึ้นมา เพื่อให้ขับเคลื่อนโครงการได้เป็นรูปธรรม และให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมกำหนดพื้นที่เก็บน้ำใต้ดินให้มากขึ้น

เมื่อ สนทช. เป็นหัวเรือใหญ่บูรณาการเตรียมพร้อมวางแผนรับมือสถานการณ์ฝนร่วมกับหน่วยงานด้านน้ำของประเทศเช่นนี้….เราจึงเห็นความพร้อมในการรับมือน้ำหลากปีนี้มากยิ่งขึ้น

‘มนัญญา’เยี่ยมร้านสหกรณ์เมืองตราด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501036

x

‘มนัญญา’เยี่ยมร้านสหกรณ์เมืองตราด

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผย ระหว่างลงพื้นที่เยี่ยมชมการดำเนินงานร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัด ทั้ง 2 สาขา ว่า ร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัด เป็นอีกหนึ่งสหกรณ์ที่ได้เริ่มทำซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ หลังเข้าอบรมกับกรมส่งเสริมสหกรณ์เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาด้านธุรกิจเกี่ยวกับซูเปอร์มาร์เก็ต วิธีจัดพื้นที่จำหน่ายคัดเลือกสินค้าให้ตรงกับที่ผู้บริโภคต้องการ กำหนดราคาขาย จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย กิจกรรมสินค้าตามเทศกาล หลังเข้าร่วมโครงการซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ร้านสหกรณ์จังหวัดตราด จำกัดจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งในร้านเป็นมุมซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์โดยเฉพาะ และเชื่อมโยงเครือข่ายกับสหกรณ์ผู้ผลิตสินค้าภายในจ.ตราด และจากจังหวัดอื่นส่งสินค้ามาจำหน่าย เช่น กุ้งแช่แข็ง จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงกุ้งตราดยั่งยืน จำกัด ข้าวหอมมะลิจากสหกรณ์การเกษตรมหาชนะชัย จำกัด จังหวัดยโสธร ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาฟาร์ม นมพร้อมดื่มจากสหกรณ์โคนมหนองโพราชบุรี จำกัด (ในพระบรมราชูปถัมภ์) ไข่ไก่ จากสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่ชลบุรี จำกัด

นอกจากนี้ ยังช่วยส่งเสริมให้สมาชิกเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของร้านสหกรณ์มีช่องทางจำหน่ายผักผักไฮโดรโปนิกผักปลอดภัยและผักสวนครัวผ่านซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ สร้างงานสร้างรายได้ให้สมาชิกเกษตรกรในชุมชนไม่น้อยกว่า 15 ราย มีรายได้วันละไม่ต่ำกว่า 300-500 บาท ซึ่งผู้บริโภคส่วนใหญ่ในจ.ตราด สนใจสินค้าประเภทข้าว ผักสด นมพร้อมดื่ม และสินค้าอาหารทะเลแปรรูป 

“การร่วมมือและผนึกกำลังของสมาชิกสหกรณ์ให้เข้มแข็ง เป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนาและต่อรองทางการค้า รวมถึงการมีสินค้าที่หลากหลาย มีคุณภาพก็จะเป็นแรงจูงใจให้กับผู้บริโภค เข้ามาจับจ่ายในสหกรณ์นั้นๆ ซึ่งมองว่าซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ของจังหวัดตราด มีความเข้มแข็ง มีสินค้าขายส่งที่หลากหลาย หากเพิ่มผักสดและผลไม้เข้ามาจำหน่ายในร้านสหกรณ์จะช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกรและสมาชิกสหกรณ์เพิ่มขึ้น”รมช.เกษตรฯกล่าว

ที่ผ่านมา กรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดรับสมัครสหกรณ์ที่สนใจเข้าร่วมโครงการและพร้อมพัฒนาร้านค้าของสหกรณ์ให้เป็นซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์  มีสหกรณ์สนใจสมัคร 88 แห่งใน 41 จังหวัด จากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังมีแผนพัฒนาความรู้ดำเนินธุรกิจร้านค้าสหกรณ์ปรับตัวรองรับการเข้าสู่ยุค New Normal ผ่านระบบอบรมทางไกล รวมถึงจะคัดเลือกซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ 10 แห่ง ในกรุงเทพฯและปริมณฑลและภาคต่างๆ เป็นต้นแบบให้ร้านค้าสหกรณ์อื่นเป็นแนวทางพัฒนาร้านค้าสหกรณ์ในรูปแบบ
ซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์บริการแก่ประชาชนในอย่างทั่วถึงต่อไป

ดัน‘สุราษฎร์โมเดล’แก้ปัญหาปาล์ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501038

x

ดัน‘สุราษฎร์โมเดล’แก้ปัญหาปาล์ม

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กปน.)ถึงการร่วมลงพื้นที่ตรวจราชการของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งชาติ เพื่อติดตามตรวจเยี่ยมการแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันที่จ.สุราษฎร์ธานีว่า ปีนี้สศก.คาดว่าผลผลิตปาล์มน้ำมันจะเพิ่มขึ้นเป็น 17 ล้านตัน ปัจจุบันแหล่งผลิตปาล์ม 5 จังหวัดภาคใต้ คือ ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี กระบี่ และพังงา นับว่ามีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันคิดเป็นร้อยละ 75 จาก 5.6 ล้านไร่ทั้งประเทศ

สำหรับจ.สุราษฎร์ธานี เป็นแหล่งผลิตปาล์มน้ำมันอันดับ 1 ของประเทศ มีแนวทางคณะกรรมการขับเคลื่อนปาล์มน้ำมันคุณภาพจ.สุราษฎร์ธานีอย่างยั่งยืน หรือสุราษฎร์โมเดล อาทิ เกษตรกรชาวสวนปาล์มและผู้เก็บเกี่ยวต้องจัดการสวนปาล์มโดยเก็บเกี่ยวปาล์มสุกเท่านั้น (ลูกร่วง 3-5 ลูก) และผู้เก็บเกี่ยวโดยเฉพาะผู้เก็บเกี่ยวอิสระต้องขึ้นทะเบียน และผ่านการประชุมอบรมมีใบรับรองการเก็บเกี่ยวปาล์มที่ถูกต้อง กลุ่มลานเทให้ขึ้นทะเบียนลานเทเพื่อควบคุมลานเทที่รับซื้อปาล์ม และกำหนดข้อบังคับ เช่น ห้ามแยกลูกร่วง ห้ามรดน้ำ ห้ามมีตะแกรงร่อน และไม่บ่มปาล์ม รวมถึงให้ลานเทมีสิทธิ์คัดและยึดปาล์มดิบ และกลุ่มโรงงาน โดยต้องซื้อตามเกณฑ์ที่กำหนดในอัตราน้ำมันขั้นต่ำ 18% ทั้งนี้ทุกฝ่ายต้องดำเนินการตามข้อกำหนดซึ่งหากฝ่าฝืนจะมีมาตรการและบทลงโทษที่เคร่งครัด

โอกาสนี้ พล.อ.ประวิตรมอบนโยบายแก่ผู้แทนหน่วยงานส่วนกลางและคณะทำงานขับเคลื่อนฯ ระดับจังหวัด ณ ห้องประชุมธูปเตมีย์บน.7 อ.พุนพิน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งในการประชุม กนป. เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมากนป.เห็นชอบแต่งตั้งคณะอนุกรรมการและคณะทำงานเพื่อใช้เป็นกลไกขับเคลื่อนระดับจังหวัด เพื่อแก้ปัญหาปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มใน 5 จังหวัดภาคใต้ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดแต่ละจังหวัดเป็นประธานคณะทำงาน บูรณาการกำกับควบคุมคุณภาพผลผลิต กำกับราคาปาล์มน้ำมันที่เป็นธรรมแก่เกษตรกร และมีพล.ต.อ.ธรรมศักดิ์ วิชชารยะรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ประธานอนุกรรมการ เป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนทั้งในส่วนกลางและระดับจังหวัด และใช้แนวทางของสุราษฎร์โมเดลเป็นต้นแบบ ขับเคลื่อนผ่านชุดปฏิบัติงานรับผิดชอบงานแต่ละด้านให้สอดคล้องกับสภาพการณ์แต่ละท้องที่ ซึ่งเน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในฐานะหัวหน้าทีมจังหวัด สรุปผลปฏิบัติงานทุกสัปดาห์ให้ประธานอนุกรรมการ และรายงานความก้าวหน้าพร้อมข้อเสนอแนะให้ทราบทุกเดือน โดยยึดหลักการดำเนินการ 5 ด้าน ดังนี้ 1.ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นหัวหน้าทีมบูรณาการสั่งการด้วยตนเอง 2.ให้สร้างการรับรู้แก่เกษตรกรชาวสวนปาล์ม ปลูกฝังตัดปาล์มที่สุกเต็มที่ 3.กวดขันกำกับให้รับซื้อผลปาล์มที่ได้เกณฑ์มาตรฐานสินค้าเกษตรทะลายปาล์มน้ำมัน ตามราคาที่เป็นไปตามโครงสร้างราคาที่กรมการค้าภายในจัดทำขึ้น 4.กำกับให้โรงงานสกัดปาล์มน้ำมันในพื้นที่ดำเนินการให้เป็นไปตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม อัตราน้ำมัน 18% และ5.กวดขันไม่ให้ลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์มโดยผิดกฎหมาย

ทั้งนี้ จากสถานการณ์ราคาปาล์มปี 2562 ที่ผ่านมา พบว่าราคาเฉลี่ยอยู่ที่กิโลละ 3.11 บาท โดยต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่ 9,000 บาท/ไร่ ให้ผลผลิตไร่ละ 3 ตัน อย่างไรก็ตาม ระยะ 2 เดือนที่ผ่านมา ราคาปาล์มน้ำมันเฉลี่ยที่กิโลกรัมละ 3.09 – 3.22 ในขณะที่มีปาล์มออกสู่ตลาดมากกว่า 1.9 ล้านตันในเดือนเมษายน และ 1.6 ล้านตันในเดือนพฤษภาคมตามลำดับ ซึ่งมติ กนป. เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนเห็นชอบให้กระทรวงพลังงาน โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เร่งจัดซื้อ
น้ำมันปาล์มดิบส่วนที่เหลือ 37,550 ตัน รวมทั้งเร่งส่งเสริมใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย ตลอดจนรณรงค์สร้างความเชื่อมั่นใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี10 ให้ผู้บริโภค ผู้ประกอบการค่ายรถยนต์และสถานีบริการ เพื่อให้ปริมาณความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบรองรับปริมาณผลปาล์มน้ำมันที่เพิ่มขึ้นได้ เชื่อมั่นว่าราคาปาล์มจะสูงขึ้นไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท

ส่องเกษตร : จิตสำนึก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/501039

ส่องเกษตร : จิตสำนึก

วันพุธ ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจัยการผลิตทางการเกษตรที่สำคัญคือ พันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์พืช หรือ พันธุ์สัตว์ หากได้พันธุ์ดีในการทำการเกษตรก็สามารถรับประกันเป็นขั้นต้นว่า มีโอกาสประสบความสำเร็จในอาชีพการเกษตรสูง และในทางกลับกัน หากได้พันธุ์ที่ไม่ดี ยิ่งอายุในการให้ผลผลิตของพืชหรือสัตว์ยาวนาน ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้กับเกษตรกรผู้ที่ใช้พันธุ์ดังกล่าว หมดโอกาสในการเปลี่ยนแปลง และอาจรุนแรงถึงขั้นต้องออกไปจากอาชีพการเกษตร หรือแม้ว่าอายุของพืชหรือสัตว์ที่จะให้ผลผลิตนั้นไม่ยาวนาน แต่ด้วยข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมดินฟ้าอากาศทำให้สามารถทำการผลิตได้เพียงปีละ 1 ครั้ง ความเสียหายก็ไม่ต่างกัน ดังนั้น เกษตรกรมืออาชีพจึงให้ความสำคัญต่อการคัดเลือกและเลือกใช้พันธุ์ดีในการเพาะปลูกหรือเพาะเลี้ยงเสมอผู้นำเกษตรกรบางรายถึงกับเอ่ยปากว่า ความยากจนของเกษตรกรบางส่วนมีปัจจัยมาจากการไม่สามารถเข้าถึงแหล่งพันธุ์ดีได้ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนของพันธุ์ดีที่มีราคาสูง หรือมีจำนวนน้อยจนหาได้ยากก็ตาม

พันธุ์ดี ในความหมายของเกษตรกรแต่ละรายอาจไม่เหมือนกัน แต่โดยหลักแล้ว จะต้องเป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานต่อโรค-แมลง และอาจมีคุณสมบัติเฉพาะตามความต้องการของตลาด จึงมีโอกาสที่เกษตรกรจะถูกหลอกลวงให้ใช้พันธุ์ที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ตรงตามพันธุ์ได้ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้พูดคุยกับประธาน ศพก. หรือ ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และประธานแปลงใหญ่ข้าว ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หลายราย ทั้งสองกลุ่มให้ข้อมูลตรงกันว่า สำหรับปีการผลิตนี้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพเป็นปัญหาสำคัญของเกษตรกร เนื่องจากมีการปลูกข้าวไปแล้วเมื่อต้นฤดู แต่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง ทำให้ต้องไถทิ้งเพื่อปลูกใหม่ เป็นเหตุให้สูญเสียเมล็ดพันธุ์ไปในรอบแรก อันที่จริงแล้วก็มีการเตือนกันตลอดว่าอย่าเพิ่งรีบปลูกให้รอฝนก่อน แต่ก็เตือนกันได้บ้างไม่ได้บ้าง พอฝนชุดใหญ่มา จำเป็นต้องไปหาเมล็ดพันธุ์ชุดใหม่มาปลูกแทนเมล็ดพันธุ์ชุดเดิมที่ไถกลบไป รอบนี้เมล็ดพันธุ์คุณภาพจึงหายากมากขึ้นไปอีก สบโอกาสที่ฝ่ายนโยบายจะสร้างความชอบธรรมในการให้หน่วยงานของรัฐจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าวจ่ายแจกให้เกษตรกรที่ขาดแคลนในพื้นที่ที่รับผิดชอบ โดยอาจไม่เข้าใจว่า เมล็ดพันธุ์ กับ เมล็ดปกติ มันไม่เหมือนกัน

ปัญหาที่ตามมาในเวลานี้คือ คุณภาพของเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หน่วยงานของรัฐจัดหามาให้เกษตรกร ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานเมล็ดพันธุ์ การตรวจรับ-ส่งมอบ คุณภาพคงผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แต่เมื่อเมล็ดพันธุ์ชุดนั้นไปถึงมือเกษตรกร ปรากฏว่า ไม่เป็นไปตามนั้น เมล็ดพันธุ์ข้าวที่เกษตรกรได้รับ เป็นเมล็ดพันธุ์ที่มีสิ่งเจือปนเกินมาตรฐาน มีการพบข้าวปนเป็นจำนวนมากกว่าที่จะยอมรับได้ เกษตรกรกลุ่มนี้ไม่ใช่เกษตรกรที่ไม่รู้เรื่องมาตรฐานเมล็ดพันธุ์ข้าว ไม่ใช่กลุ่มที่เห็นว่าเป็นของฟรีก็รับมา เกษตรกรกลุ่มนี้จึงปฏิเสธที่จะรับเมล็ดพันธุ์ข้าวที่หน่วยงานของรัฐนำมาแจกจ่ายตามโครงการของฝ่ายนโยบาย เพราะเล็งเห็นความล้มเหลวในอาชีพหากจะต้องนำเมล็ดพันธุ์ชุดนี้ไปเพาะปลูก

ประเด็นดังกล่าวสะท้อนการปฏิบัติหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นผู้เชื่อมระหว่างฝ่ายนโยบายและเกษตรกร การยืนหยัดในความถูกต้องตามหลักวิชาการเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีจิตสำนึกในการปฏิบัติหน้าที่ บางทีความถูกต้องอาจไม่ถูกใจ แต่สามารถให้ความสง่างามต่อการเป็นข้าราชการยังคงอยู่ อย่าถึงกับให้เกษตรกรปฏิเสธการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในเรื่องอื่นๆ อีกเลย

วิธีการคิดและทำโครงการแบบนี้ของนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ไร้จิตสำนึกความเป็นข้าราชการที่ดีหายไปนาน ผมไม่คาดคิดว่าจะกลับมาได้อีกในยุคนี้ แต่ผมก็ดีใจที่ยังมีเกษตรกรที่รู้ทันไม่ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มคนเหล่านี้ สังคมจะดีเราต้องช่วยกัน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ส.ป.ก.ไฟเขียวงบพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานพื้นที่คทช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500835

x

ส.ป.ก.ไฟเขียวงบพัฒนา โครงสร้างพื้นฐานพื้นที่คทช.

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุขเลขาธิการสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เป็นประธานประชุมคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) ครั้งที่ 4/2563 ซึ่งที่ประชุมอนุมัติโครงการที่ขอใช้เงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในแปลงเกษตรกรรมในพื้นที่ คทช. ที่ประชุมอกก.คง. อนุมัติเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เพื่อเป็นงบประมาณสนับสนุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคที่จำเป็นภายในแปลงเกษตรกรรมที่ได้จากการยึดคืนพื้นที่ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๓๖/๒๕๕๙ เพื่ออำนวยความสะดวกให้เกษตรกร และผู้ที่ได้รับสิทธิ์เข้าทำประโยชน์ในพื้นที่โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ประกอบไปด้วย 1.โครงการก่อสร้าง ปรับปรุง ถนนสายหลักผิวจราจรหินคลุกในแปลงเกษตรกรรมสายที่ 2 แปลงที่ดินเลขที่ No. 83 ตำบลหงษ์เจริญอำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร จำนวน 1 สาย ระยะทางรวม 1.815 กิโลเมตร วงเงิน 1,844,000 บาท เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับเกษตรกรในการเดินทางเข้า-ออกแปลงเกษตรกรรมกับที่อยู่อาศัยและการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรออกไปจำหน่าย 2.โครงการขยายเขตระบบจำหน่ายไฟฟ้าประปาบาดาลและหอถังสูง ชุมชนที่ 5 โครงการจัดที่ดินทำกินให้ชุมชนตามนโยบายรัฐบาล (คทช.) ระบำ อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี วงเงิน 77,294.29 บาท สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายเตรียมความพร้อมของแหล่งน้ำในพื้นที่ให้มีเพียงพออุปโภค-บริโภคและการเกษตรกรรม เพื่อรองรับเกษตรกรจากพื้นที่ทุ่งแฝกและพื้นที่วนอุทยานห้วยคตที่กำลังจะย้ายเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเกษตรกรรมในพื้นที่ คทช.ระบำ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอนุมัติ “โครงการหนึ่งชุมชน หนึ่งแหล่งน้ำ” ในเขตปฏิรูปที่ดิน (งานแหล่งน้ำผิวดิน) ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ 2 แห่ง วงเงินรวม 7,052,000 บาท ได้แก่ (1) งานขุดลอกหนองบ้านสามหนอง หมู่ที่ 4 ตำบลบัวตูม อำเภอโซ่พิสัย และ (2) งานขุดลอกหนองขวางใหญ่
บ้านท่าศรีชมชื่น หมู่ที่ 2 ตำบลหนองหัวช้าง อำเภอพรเจริญ เมื่อขุดลอกแล้วเสร็จจะได้ปริมาตรน้ำ 150,400 ลูกบาศก์เมตร และมีเกษตรกรได้รับประโยชน์ 696 ครัวเรือน รวมถึงโครงการก่อสร้างบ่อบาดาลและระบบสูบน้ำโซลาร์เซลล์เพื่อการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินอีก 32 โครงการใน 17 จังหวัด รวมเป็นเงิน 45,273,000 บาท โดยจะมีพื้นที่รับประโยชน์จากโครงการนี้ทั้งสิ้น 6,696 ไร่ หรือ 594 แปลง ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้จะช่วยบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้งให้มีเพียงพอสำหรับใช้อุปโภค-บริโภคและภาคการเกษตร ตลอดจนเป็นการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้กลุ่มเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และเพียงพอยังชีพตลอดทั้งปีอีกด้วย ทั้งนี้ หลังอนุมัติ ส.ป.ก.จะเร่งดำเนินการโครงการต่างๆ ดังกล่าวให้แล้วเสร็จเร็วที่สุด เพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับที่ดินทำกินมีความสะดวกในการเข้าไปประกอบอาชีพเกษตรกรรม และสามารถเดินทางเข้าทำประโยชน์ในแปลงที่ดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมบริหารจัดการน้ำภายในชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อความยั่งยืนในการประกอบอาชีพ ให้อยู่ได้ อยู่ดี มีความสุข ในพื้นที่ ส.ป.ก. ตลอดไป

ผู้สมัครกก.สหกรณ์ออมทรัพย์ฯเรียกร้อง ปรับวิธีเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500836

x

ผู้สมัครกก.สหกรณ์ออมทรัพย์ฯเรียกร้อง ปรับวิธีเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสามัคคี เดชกล้า หัวหน้าทีมกลุ่มอภิวัฒน์สหกรณ์ ในฐานะกลุ่มผู้สมัครรับเลือกตั้งกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย ประจำปี 2563 กล่าวว่า ตามที่กำหนดให้มีการประชุมใหญ่สามัญ ประจำปี 2563 และเลือกตั้งกรรมชุดใหม่ขึ้นในวันที่ 30 กรกฎาคม 2563 นั้น เนื่องจากการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2562 มีการตั้งข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสหลายประการ และการได้มาของคณะกรรมการเลือกตั้งที่ขาดความสง่างามและขาดการมีส่วนร่วมของทุกเขตพื้นที่ ในส่วนการเลือกตั้งก็ยังไม่มีเอกสารหลักฐานสอบทาน หรือตรวจสอบความถูกต้องของคะแนนที่ได้ ดังนั้น ทางกลุ่มอภิวัฒน์สหกรณ์ซึ่งประกอบด้วยผู้สมัครอีก 8 คน คือ1.นายสามัคคี เดชกล้า 2.นายชัยยุทธ์มาศสุพงศ์ 3.นายพรศักดิ์ คุณวุฒิมโนธรรม 4.นายสุรศักดิ์ วาดเขียน 5.นาวาเอกธิติ นาวานุเคราะห์6.นายชวลิต ขาวปลอด 7.นางสาวศศิมาศพรรณรัตน์ และ 8.นายวิษณุกร อ่อนประสงค์ จึงได้ทำจดหมายเปิดผนึกขอเสนอให้เปลี่ยนแปลงวิธีการจัดการเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. ปี 2563 ต่อประธานกรรมการชุมนุมสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อขอให้แก้ไขใน 4 ข้อดังนี้ 1.การได้มาของคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ในการจัดการเลือกตั้งคณะกรรมการการการเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. ควรใช้บุคลากรจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการเลือกตั้งกรรมการ ชสอ. ยกเว้น ประธานการเลือกตั้งให้เลือกจากที่ประชุมใหญ่ฯ 2.วิธีเลือกตั้งเนื่องจากในปี 2562 ชสอ.ใช้เครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์เป็นเครื่องมือออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง แต่ยังไม่โปร่งใสเท่าที่ควร เนื่องจากไม่มีการพิมพ์สลิปหมายเลขผู้สมัครในเขตต่างๆ ที่สมาชิกแต่ละคนลงคะแนน และสลิปผลคะแนนรวมของผู้สมัครทุกรายออกมาแสดงเป็นหลักฐาน เพื่อให้สอบทานคะแนนที่ผู้สมัครแต่ละคนได้รับ จึงขอเสนอให้พิมพ์สลิปจากเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ทุกครั้งที่มีการลงคะแนนแสดงเป็นหลักฐาน และมีการเซ็นชื่อกำกับแล้วนำไปใส่กล่องไว้ เพื่อสอบทาน

นอกจากนั้น ต้องพิมพ์สลิปคะแนนรวมพร้อมเซ็นชื่อกำกับต่อหน้าสักขีพยานก่อนรายงานผลคะแนนรวมของผู้สมัครทุกรายออกมาแสดงเป็นหลักฐาน เพื่อสร้างความโปร่งใส และความบริสุทธิ์ ยุติธรรม 3.ในปี 2562 ช่วงของการประมวลผลจากเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์ ถูกตั้งข้อสังเกตจากผู้แทนสหกรณ์สมาชิก ถึงความไม่โปร่งใส ความไม่บริสุทธิ์และความไม่ยุติธรรม เนื่องจากมีการปิดประตูห้อง และนำแผงเหล็กมากั้นพร้อมมีเจ้าหน้าที่มายืนขวางไม่อนุญาตให้ผู้สมัครหรือผู้แทนเข้าสังเกตการณ์การประมวลผลคะแนนของผู้สมัคร

ดังนั้น เพื่อความโปร่งใสในช่วงประมวลผลขอเสนอว่าช่วงการประมวลผลต้องเปิดเผย และมีผู้แทนของผู้สมัครรับเลือกตั้งเข้าร่วมสังเกตการณ์เป็นสักขีพยานด้วย และ 4.จัดให้ผู้สมัครทุกท่านเท่านั้นได้นำเสนอนโยบายให้ผู้แทนและผู้สังเกตการณ์ของสหกรณ์สมาชิกได้รับทราบข้อมูลได้อย่างทั่วถึงก่อนตัดสินใจเลือกตั้ง

รายงานพิเศษ : เกษตรฯคุมเข้มปราบใบด่างมันสำปะหลัง เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อท่อนพันธุ์ไม่รู้แหล่งปลูก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500839

รายงานพิเศษ : เกษตรฯคุมเข้มปราบใบด่างมันสำปะหลัง  เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อท่อนพันธุ์ไม่รู้แหล่งปลูก

รายงานพิเศษ : เกษตรฯคุมเข้มปราบใบด่างมันสำปะหลัง เตือนเกษตรกรอย่าหลงเชื่อท่อนพันธุ์ไม่รู้แหล่งปลูก

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตรสั่งการเจ้าหน้าที่คุมเข้มปราบโรคใบด่างมันสำปะหลังก่อนเข้าฤดูปลูก พร้อมให้ลงพื้นที่ย้ำเกษตรกร ไม่ใช้ท่อนพันธุ์ที่เป็นโรคซ้ำเด็ดขาด เฝ้าระวัง และหมั่นสำรวจแปลงอยู่เสมอ พร้อมแนะนำให้เกษตรกรใช้พันธุ์ที่ทนต่อโรค เช่น เกษตรศาสตร์ 50 ควบคู่กับการใช้เทคนิคขยายพันธุ์แบบเร่งรัด X20

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวภายหลังลงพื้นที่จังหวัดลำปาง เพื่อติดตามสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลัง และติดตามการขับเคลื่อนงานนโยบายอื่นๆ ว่าการขับเคลื่อนการปราบใบด่างมันสำปะหลัง วางไว้ 4 แนวทาง สำรวจชี้เป้า ทำลาย และชดเชย ซึ่งจะต้องทำ โดยรัดกุม พร้อมทั้งปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการอย่างเคร่งครัด และการทำลาย จะต้องถูกต้อง ตามหลักวิชาการ ได้แก่ 1. วิธีฝังกลบ โดยฝังกลบต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรค และต้นข้างเคียงโดยรอบ ในหลุมที่ลึกไม่น้อยกว่า 50 ซม. ราดด้วยสารกำจัดวัชพืช อะมีทรีน 80% WG ซัลเฟนทราโซน 48% SC ไดยูรอน 80% WP อย่างใดอย่างหนึ่งก่อน 2. วิธีใส่ถุง/กระสอบ โดยนำต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคตัดเป็นท่อนใส่ถุง / กระสอบมัดปากให้แน่นแล้วนำไปตากแดดไม่น้อยกว่า 7 วัน หรือจนกว่าต้นมันสำปะหลังจะตาย 3.วิธีบดสับ โดยนำต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคเข้าเครื่องบดป่นหรือเครื่องสับย่อย โดยปูพลาสติกรองพื้นให้เศษต้นที่ถูกทำลายอยู่บนพลาสติก แล้วคลุมกองด้วยพลาสติกตากแดดให้ต้นมันสำปะหลังแห้งตาย ปัจจุบัน สามารถทำลายพื้นที่ที่พบการระบาดได้กว่า 24,700 ไร่ (ข้อมูล ณวันที่ 10 มิ.ย. 2563) ใน 7 จังหวัด ได้แก่ฉะเชิงเทรา ชลบุรี นครราชสีมา บุรีรัมย์ สระแก้ว สุรินทร์ อุบลราชธานี พร้อมยังคุมเข้มอีก 53 จังหวัด ที่มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมการเกษตร ยังแนะให้เกษตรกรใช้พันธุ์ที่ทนต่อโรค เช่น เกษตรศาสตร์ 50 ควบคู่กับการใช้เทคนิคการขยายพันธุ์มันสำปะหลังแบบเร่งรัด (X20) พร้อม เผย 8 ขั้นตอน ให้เกษตรกรสามารถใช้เทคนิคขยายพันธุ์มันสำปะหลังปลอดโรค แบบเร่งรัด x20 ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 คัดเลือกมันสำปะหลัง พันธุ์ที่ทนต่อโรคใบด่าง เช่น KU 50 ขั้นตอนที่ 2ใช้เลื่อย หรือ มีดคมๆ ตัดให้เป็นท่อนๆ โดยต้องไม่ให้ตาฉีก แต่ละท่อน 6-8 ซม. หรือ มีตาอย่างน้อย 2-3 ตา ขั้นตอนที่ 3นำท่อนพันธุ์แช่สารป้องกันกำจัดแมลง และสารป้องกันกำจัดเชื้อราแมนโคเซ็บขั้นตอนที่ 4 ผสมวัสดุปลูก ได้แก่ แกลบ ขุยมะพร้าว ปุ๋ยอินทรีย์ ในอัตราส่วน1 ต่อ 1 ต่อ 1 รดน้ำให้พอชื้นๆ ใส่วัสดุปลูกในถุงดำ ขนาด 3×7 นิ้ว หรือ ใช้ถาดหลุมขนาด 32 หลุม ลึก 11 ซม.ขั้นตอนที่ 5 นำท่อนพันธุ์มาปักชำในถุง ให้ลึกประมาณ 1 ใน 3 ของท่อนพันธุ์ โดยให้มีตาอย่างน้อย 1 ตา อยู่ใต้ดิน และ 1 ตา อยู่เหนือดิน ขั้นตอนที่ 6 เมื่อครบ3 สัปดาห์ ให้ตรวจสอบดูว่ามีรากเพียงพอที่จะออกปลูก ให้นำถุงออกมาวางกลางแดดเพื่อให้ต้นปรับตัวเข้ากับสภาพกลางแจ้ง ขั้นตอนที่ 7 ครบ 4 สัปดาห์ ก่อนนำลงแปลงปลูก ให้ตัดแต่งใบล่างออก เพื่อลดการคายน้ำ นำถุงหรือถาดที่มีต้นกล้าออกมาวางแช่น้ำจนวัสดุปลูกอิ่มน้ำ ขั้นตอนสุดท้าย นำท่อนพันธุ์ลงแปลงปลูก หมั่นรดน้ำสม่ำเสมอ

“ฝากย้ำเกษตรกร ให้หมั่นสำรวจแปลง และไม่ใช้ท่อนพันธุ์ ที่เป็นโรคซ้ำ เด็ดขาด สำหรับโรคใบด่างมันสำปะหลัง สาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส Cassava mosaic virus ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญ หากระบาดรุนแรงอาจทำให้ผลผลิตเสียหายได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์” รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว