ปศุสัตว์ชูหลัก‘สวัสดิภาพสัตว์’ เปิดรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ไม่ใช้กรง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500837

x

ปศุสัตว์ชูหลัก‘สวัสดิภาพสัตว์’ เปิดรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ไม่ใช้กรง

วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์ยกระดับสวัสดิภาพสัตว์ในฟาร์มไก่ไข่ เตรียมเปิดขอบข่ายการรับรองใหม่สำหรับมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) ซึ่งเป็นรูปแบบการเลี้ยงไก่ไข่ที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคในปัจจุบันที่สนใจหลักสวัสดิภาพสัตว์ (AnimalWelfare) ภายในฟาร์มเลี้ยงสัตว์

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโตอธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมปศุสัตว์ในฐานะเป็นผู้ควบคุม กำกับ ดูแลการเลี้ยงไก่ไข่ในประเทศ พร้อมเปิดขอบข่ายการรับรองมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage free) ที่เป็นการต่อยอดจากมาตรฐานฟาร์ม (GAP) สำหรับผู้ประกอบการและเกษตรกรที่สนใจ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ทางเลือกสำหรับผู้บริโภค โดยไข่ไก่จากแม่ไก่ที่เลี้ยงแบบไม่ใช้กรงหรือ Cage free egg นั้น เน้นการผลิตโดยคำนึงถึงหลักสวัสดิภาพสัตว์ (animal welfare) เลี้ยงไก่ไข่ในแบบนอกกรง ทำให้ไก่คุ้ยเขี่ย ไซร้ขนทำความสะอาดร่างกายและเกาะคอน ซึ่งเป็นพฤติกรรมตามธรรมชาติได้ ส่งผลให้ไก่ไข่อยู่สบาย ลดความเครียด มีสุขภาพแข็งแรง ลดความจำเป็นในการใช้ยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีอื่นในฟาร์ม จึงเป็นทางเลือกให้ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่คำนึงถึงสวัสดิภาพของสัตว์ นอกจากนี้ การรับรองการผลิตไข่ไก่ cage free ดังกล่าวยังเป็นการริเริ่มยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องแนวโน้มความต้องการของตลาดโลกในอนาคต เนื่องจากข้อมูลการบริโภคไข่ไก่ในตลาดกลุ่มสหภาพยุโรป พบว่าผู้บริโภคให้ความสนใจไข่ไก่จากระบบcage free โดยมีมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาทในปี 2560 และขณะนี้หลายประเทศในสหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรเลีย ฯลฯ สนับสนุนให้เลี้ยงแม่ไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง จึงมีแนวโน้มความต้องการไข่ไก่ cage free จะเพิ่มสูงขึ้นอีก

สำหรับในประเทศไทยในปัจจุบันเริ่มมีผู้ประกอบการบางราย เช่น เทสโก้ โลตัส หรือผู้นำร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดแมคโดนัลล์ เป็นรายแรกๆ ที่สนใจใช้ไข่ไก่ cage free โดยประกาศว่าในอนาคตสินค้าไข่ไก่ทุกฟองที่จำหน่ายหรือใช้เป็นวัตถุดิบจะต้องมาจากฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่แบบไม่ใช้กรง (Cage Free) เท่านั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นยกระดับมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ในประเทศไทยให้สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลก ปัจจุบันมีผู้ประกอบการฟาร์มไก่ไข่ของเครือบริษัทต่างๆ รวมถึงเกษตรกรรายย่อย สนใจปรับการเลี้ยงให้เข้าสู่มาตรฐานนี้แล้วหลายราย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถขอข้อมูลการรับรองได้ที่กลุ่มรับรองด้านการปศุสัตว์ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ โทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 3133 ทั้งนี้ หากผู้บริโภคสนใจเลือกซื้อไข่ไก่ Cage Free ได้ตามสถานที่จำหน่ายไข่ไก่ในห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่จำหน่ายไข่สดปศุสัตว์OK เพื่อให้มั่นใจว่า ไข่ไก่ทุกฟองมีมาตรฐานความปลอดภัย และตรวจสอบย้อนกลับได้

ชาวสวนยางขอบคุณรัฐบาล-กษ. ประกันรายได้-เยียวยาลดผลกระทบโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500674

ชาวสวนยางขอบคุณรัฐบาล-กษ.  ประกันรายได้-เยียวยาลดผลกระทบโควิด

ชาวสวนยางขอบคุณรัฐบาล-กษ. ประกันรายได้-เยียวยาลดผลกระทบโควิด

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาสงครามการค้าจีนและสหรัฐ ตลอดจนปัญหาภัยแล้งและการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อตลาดยางพาราทั่วโลก และรายได้ของเกษตรกรชาวสวนยางในประเทศไทย รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรฯจึงดำเนินมาตรการและโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง และโครงการเยียวยาเกษตรกร เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง 1.8 ล้านราย ระหว่างปี 2562 – 2563 เป็นวงเงินกว่า 8 หมื่นล้านบาท รวมทั้งมาตรการอื่น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางให้ดีขึ้น

นายสุนทร รักษ์รงค์ เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากผลกระทบการค้า
และวิกฤติโควิด-19 ทำให้ชาวสวนยางเดือดร้อนกระทรวงเกษตรฯมีโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยาง ระยะที่ 1 เพื่อช่วยเหลือและเยียวยาความเดือดร้อน ทำให้เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้จากการขายยางเท่ากับราคาประกันรายได้ เพียงพอดำรงชีวิตของครอบครัว โดยประกันรายได้ยางแผ่นดิบ 60 บาท น้ำยางสด 57 บาท ยางก้อนถ้วย (DRC50%) 23 บาท ประกันรายได้ 6 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงมีนาคม 2563 เกษตรกรชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการต้องขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทย ก่อน 12 สิงหาคม 2562 จำนวน 1,711,252 ราย ในพื้นที่เปิดกรีด 17,201,390 ไร่ รวมเป็นเงิน26,626,526,863 ล้านบาท

“ชาวสวนยางขอบคุณรัฐบาล และรมว.เกษตรฯที่ดูแลใส่ใจชาวสวนยางทุกกลุ่ม โดยเฉพาะคนกรีดยาง และชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ ผู้ด้อยโอกาสที่สุดให้ได้รับเงินเยียวยา เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของครอบครัวยามวิกฤติ โดยเฉพาะชาวสวนยางบัตรสีชมพู 300,000 ราย สามารถเข้าร่วมโครงการได้ สำหรับโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนยางระยะที่ 2 ซึ่งกำลังเข้าสู่การขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรีสัปดาห์หน้า งบประมาณ 31,000 ล้าน มีชาวสวนยางขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทยภายใน 15 พฤษภาคม 2563 เข้าร่วมโครงการ 1,834,087 ราย ในพื้นที่เปิดกรีด 18,286,186 ไร่ โดยเริ่มโครงการเดือนสิงหาคม ถึง ธันวาคม 2563” เลขาธิการสภาเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 อนุมัติกลุ่มเป้าหมายเพิ่มเติมคือ กลุ่มเกษตรกรที่ด้อยโอกาสและยังเข้าไม่ถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านเกษตรกร 137,093 ราย เป็นชาวสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่มีทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย 66,960 ราย และเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิที่ลงทะเบียนกับกรมส่งเสริมการเกษตรอีก 70,133 ราย ดังนั้น เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนและแจ้งข้อมูลกับการยางแห่งประเทศไทย 1,817,723 ราย แบ่งเป็นเกษตรกรชาวสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ 1,478,463 ราย และที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ 339,260 ราย ได้รับการเยียวยาจากผลกระทบโควิด-19 ในครั้งนี้ถ้วนหน้า

เตือนเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500673

x

เตือนเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ส่งสัญญาณเข้าฤดูกาลปลูกมะเขือเทศรอบใหม่ ยังต้องเฝ้าระวังหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศหลุดเข้าไทย ย้ำหากพบเสียหายหนักทั้งภาคเกษตร พร้อมสยบข่าวตั๊กแตนทะเลทรายเบรกเข้าไทย ยันอากาศร้อนชื้นไม่เหมาะขยายพันธุ์

นายศรุต สุทธิอารมณ์ ผู้อำนวยการสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า ช่วงเดือนมิถุนายน เข้าสู่ฤดูปลูกมะเขือเทศรอบใหม่ จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกร โรงเรือนผลิตกล้ามะเขือเทศ และจุดรวบรวมผลผลิตและตลาดให้ติดตามเฝ้าระวังการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะจ.ตาก เชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน พื้นที่ปลูกมะเขือเทศสำคัญของไทยที่เสี่ยงระบาดต้องเฝ้าระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ เนื่องจากสถานการณ์ล่าสุดได้รับรายงานการระบาดของศัตรูพืชร้ายแรงชนิดนี้ในประเทศเพื่อนบ้านและพื้นที่การระบาดดังกล่าวอยู่ใกล้ชายแดนประเทศไทยมากขึ้น ดังนั้น สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชจึงได้นำกับดักฟีโรโมนไปติดตั้งไว้บริเวณช่องทางผ่านชายแดนด่านตรวจพืช 48 แห่งของกรมวิชาการเกษตร พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืชได้เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าตามแนวชายแดน เพื่อป้องกันศัตรูพืชชนิดนี้ติดปนเปื้อนเข้ามา

แม้ขณะนี้ยังไม่พบรายงานการแพร่ระบาดของศัตรูพืชต่างแดนชนิดนี้ในประเทศไทยก็ตาม แต่ขอย้ำเตือนให้แหล่งปลูกมะเขือเทศของไทยที่ผลิตเพื่อบริโภคสด และส่งเข้าโรงงานในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แหล่งผลิตเพื่อ
ทำเมล็ดพันธุ์ใช้ในประเทศและส่งออก ร่วมกันเฝ้าระวังต่อเนื่อง เพราะหากพบเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศจะส่งผลกระทบให้ปริมาณผลผลิตลดลง หรือหากระบาดมากจะทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100% และส่งกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงงานผลิตซอสมะเขือเทศ อาจต้องนำเข้าผลมะเขือเทศ รวมทั้งยังทำให้เกิดผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเป็นศัตรูพืชกักกันของไทยและอีกหลายประเทศ หากเกิดระบาดจะส่งผลให้การเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าประสบปัญหามากขึ้น

ผอ.สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืชกล่าวต่อว่า สำหรับศัตรูพืชร้ายแรงระดับโลกอีกชนิดหนึ่งที่หลายฝ่ายกังวลว่าจะเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศนั้น นับตั้งแต่ FAO แจ้งข้อมูลระบาดของตั๊กแตนทะเลทราย กรมวิชาการเกษตรในฐานะหน่วยงานทำหน้าที่องค์กรอารักขาพืชแห่งชาติของไทยได้ประสานสำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศประจำกรุงโรมและผู้เชี่ยวชาญด้านตั๊กแตนทะเลทรายของ FAO อย่างใกล้ชิดมาตลอด ซึ่งได้รับคำยืนยันว่าโอกาสที่ตั๊กแตนจะแพร่ระบาดเข้ามาถึงประเทศไทยมีน้อยมาก เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่ร้อนชื้นไม่เหมาะสมดำรงชีวิตและขยายพันธุ์ของแมลงชนิดนี้ ซึ่งชอบสภาพอากาศแห้งแล้งแบบทะเลทราย รวมทั้งกระแสลมตะวันออกจะพัดพาตั๊กแตนให้บินไปทิศตะวันตกมากกว่ามาถึงไทย โดยสถานการณ์ล่าสุด FAO รายงานว่าตั๊กแตนทะเลทรายแพร่ระบาดในรัฐราชสถานซึ่งอยู่ตอนเหนือของอินเดีย และเป็นกลุ่มตั๊กแตนทะเลทรายที่มาจากอิหร่านและปากีสถาน นอกจากนี้ FAO พยากรณ์ว่าตั๊กแตนที่ระบาดในภาคเหนือ มีแนวโน้มระบาดในเขตภาคตะวันออกและตะวันตกของอินเดียต้นเดือนกรกฎาคม ก่อนกลับไปวางไข่ในรัฐราชสถาน ช่วงเริ่มเข้าฤดูมรสุม

อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รับคำยืนยันจาก FAO ว่าโอกาสที่ตั๊กแตนทะเลทรายจะแพร่ระบาดเข้ามาในประเทศไทยมีน้อยมาก แต่เพื่อเฝ้าระวังแมลงศัตรูพืชชนิดนี้ไม่ให้เข้ามาระบาดทำความเสียหายผลผลิตทางการเกษตรของไทย กรมวิชาการเกษตร
จัดทำมาตรการเฝ้าระวังและสำรวจเพื่อกำหนดแนวทางป้องกันแพร่ระบาดในประเทศไทยล่วงหน้าครอบคลุมทุกด้านแล้ว

เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางเพิ่มมูลค่า ผลิตเสาหลักนำทาง-ที่ครอบกำแพงคอนกรีตบนถนน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500671

เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางเพิ่มมูลค่า  ผลิตเสาหลักนำทาง-ที่ครอบกำแพงคอนกรีตบนถนน

เดินหน้าหนุนสหกรณ์แปรรูปยางเพิ่มมูลค่า ผลิตเสาหลักนำทาง-ที่ครอบกำแพงคอนกรีตบนถนน

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบาย
ส่งเสริมการใช้ยางพาราในภาครัฐ กระทรวงคมนาคมและกระทรวงเกษตรฯจึงทำข้อตกลงร่วมกันเพื่อผลักดันให้สถาบันเกษตรกรเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดยนำยางพารามาแปรรูปเป็นวัสดุด้านการจราจรและเพิ่มความปลอดภัยทางถนน ได้แก่ แผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางจากยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) สำหรับนำไปใช้ในกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท ซึ่งกระทรวงคมนาคมร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาต้นแบบอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและความปลอดภัยทางท้องถนนที่ผลิตจากยางพารา และได้ทดสอบการชนและการกระแทกจากสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย แล้วว่า วัสดุที่ผลิตจากยางพาราธรรมชาติช่วยลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับความร่วมมือดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดความสูญเสีย สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินบนท้องถนนที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้ว ยังเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ชาวสวนยางพาราด้วย เนื่องจากโครงการนี้ได้กำหนดให้หน่วยงานของกระทรวงคมนาคมรับซื้อผลิตภัณฑ์ยางพาราจากสถาบันเกษตรกรโดยตรง เป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯจะช่วยเหลือด้านเครื่องมือ อุปกรณ์ การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การลงทุนเพิ่มกำลังการผลิต และวางแผนการผลิตวัสดุด้านการจราจรทั้งสองชนิดให้ได้ตามปริมาณและมาตรฐานที่กระทรวงคมนาคมกำหนด

“ปี 2563-2565 กระทรวงคมนาคมได้กำหนดแผนความต้องการใช้ยางพาราตามมติคณะรัฐมนตรี โดยแบ่งเป็น เสาหลักนำทางยางพารา 1,063,651 ต้น และแผ่นยางธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต ความยาวรวม 12,282 กิโลเมตร และปี 2563 กระทรวงคมนาคมต้องการเสาหลักนำทางยางพาราชุดแรก 289,635 ต้น ซึ่งส่วนผสมของวัสดุด้านการจราจรและความปลอดภัยทางถนนจะใช้ยางธรรมชาติเป็นวัตถุดิบถึง 70% คาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้ยางพาราในประเทศเพิ่มขึ้น เชื่อมั่นว่าสหกรณ์ชาวสวนยางนั้นมีศักยภาพและพร้อมขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมให้ใช้ยางพาราในภาครัฐของรัฐบาลครั้งนี้ และขอให้สหกรณ์รับซื้อน้ำยางจากเกษตรกรในราคานำตลาด ราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรได้ประโยชน์จากโครงการของรัฐบาลและมีรายได้เพิ่มขึ้น” รมว.เกษตรฯกล่าว

ด้านนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางพารา เบื้องต้นกรมฯสำรวจสหกรณ์ที่พร้อมผลิตเสาหลักนำทาง 10 แห่ง และแผ่นยางหุ้มแบริเออร์ 7 แห่ง จากการคำนวณต้นทุนการผลิตวัสดุทั้งสองชนิด จะมีส่วนเหลือที่เป็นกำไรพอสมควร และขอให้สหกรณ์ปันผลกำไรที่ได้จากโครงการนี้ลงไปถึงตัวสมาชิก ขณะนี้ต้องรอให้มีการแก้กฎกระทรวง เพื่อเปิดให้ส่วนราชการซื้อตรงจากสหกรณ์ได้ เมื่อกระทรวงการคลังออกกฎกระทรวงแล้วจะเสนอครม.อนุมัติงบประมาณ จากนั้นจะถ่ายทอดความรู้การผลิตเสาหลักนำทางและแท่งแบริเออร์จากยางพาราให้สหกรณ์ที่พร้อมเข้าร่วมโครงการชุดแรก ทั้งเรื่องกระบวนการผลิตและมาตรฐานต่างๆ ส่วนสหกรณ์ใดที่ยังไม่พร้อมผลิตเองขณะนี้ ให้มาร่วมเป็นเครือข่ายเพื่อป้อนวัตถุดิบน้ำยางข้นให้สหกรณ์ผู้ผลิต ซึ่งกรมฯจะประสานเชื่อมโยงระบบสหกรณ์เข้าหากันเนื่องจากโครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อสหกรณ์ชาวสวนยางโดยตรง ขอให้ทุกฝ่ายมาร่วมมือกันเพื่อดูแลความเป็นอยู่ให้เกษตรกรชาวสวนยาง

ปัจจุบันสหกรณ์ที่ดำเนินธุรกิจยางพารามี 661 แห่ง ในพื้นที่ 56 จังหวัด มีสมาชิกสหกรณ์ที่ประกอบอาชีพทำสวนยางพารา 355,181 ราย มีสมาชิกในครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ 1.42 ล้านราย พื้นที่ 3.4 ล้านไร่ ปีการผลิต 2562/63 สหกรณ์รวบรวมน้ำยางได้ประมาณ 475,058 ตัน มูลค่า 16,998 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 57 จากผลผลิตทั้งหมดของสมาชิก

ชายคาพระพิรุณ : 22 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500670

ชายคาพระพิรุณ : 22 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากมาตรการช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ จากการระบาดของโรคโควิด-19 รับเงินเยียวยารายละ 5,000 บาท เป็นเวลา 3 เดือน ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ได้ดำเนินการโอนเงินให้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 แต่จนถึงขณะนี้ ก็ยังพบว่ามีเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่งที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาดังกล่าว เนื่องจากทาง ธ.ก.ส.โอนเงินเยียวยาไม่ได้จำนวน 1.6 แสนราย เพราะไม่พบบัญชีและบัญชีไม่ถูกต้อง ซึ่งอยู่ระหว่างขั้นตอนการโอนเงิน 1.4 แสนราย

อย่างไรก็ดี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ออกมาชี้แจงความก้าวหน้าของโครงการ ที่ได้รับข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)ข้อมูล ณ วันที่ 17 มิถุนายน 2563 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ส่งข้อมูลเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์แล้ว จำนวน 7.59 ล้านราย เป็นเกษตรกรกลุ่มที่ 1 (2 ชุด) จำนวน 6,763,995 ราย กลุ่มที่ 2 (ชุดที่ 1) จำนวน 828,711 ราย ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้โอนเงินให้เกษตรกรในเดือนพฤษภาคม จำนวน 7,145,330 ราย เป็นเงินจำนวน 35,726.65 ล้านบาท เดือนมิถุนายน จำนวน 1,999,968 ราย เป็นเงินจำนวน 9,999.84 ล้านบาท ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบ (รอแจ้งเพิ่มเติม) จำนวน 0.47 ล้านราย (ประกอบด้วย กลุ่มที่ 2 (ชุดที่ 2) จำนวน 0.16 ล้านราย, กลุ่มที่ 3 จำนวน 0.12 ล้านราย และจากการอุทธรณ์ประมาณ 0.19 ล้านราย) ในส่วนของการโอนเงินของ ธ.ก.ส. ที่ยังไม่สามารถโอนเงินได้นั้นมีรายละเอียดดังนี้คือ1. ต้องตรวจสอบข้อมูลเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อีกจำนวน 132,905 ราย 2.การโอนเงินไม่สำเร็จเนื่องจาก ไม่พบบัญชี/บัญชีไม่ถูกต้อง จำนวน 165,769 ราย และ 3.อยู่ระหว่างขั้นตอนการโอนเงิน จำนวน 148,702ราย ทั้งนี้ สศก. ได้ส่งข้อมูลเกษตรกรที่พบผิดพลาดให้กับทั้ง 7 หน่วยงาน เพื่อนำไปตรวจสอบความถูกต้องประชาสัมพันธ์กับเกษตรกรในความดูแลให้มาดำเนินการแจ้งหมายเลขบัญชีแล้ว

นอกจากนี้ นายอนันต์ ยังได้แจ้งอีกว่า ครม. ได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2563 ตามที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เสนอ เรื่อง ผลการพิจารณาของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ในคราวประชุมครั้งที่ 5/2563 และครั้งที่ 6/2563 โดยอนุมัติให้ สศก. เพิ่มเติมกลุ่มเป้าหมายเกษตรกรภายใต้โครงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยให้รวมถึงเกษตรกรที่ด้อยโอกาสและยังไม่สามารถเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านการเกษตร จำนวน 137,093 ราย เพื่อให้ความช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบให้เป็นไปอย่างเท่าเทียม ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวยังอยู่ภายใต้กรอบวงเงินและจำนวนเกษตรกรกลุ่มเป้าหมาย รวมไม่เกิน 10 ล้านราย ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2563 และเห็นชอบขยายระยะเวลาการจ่ายเงินให้แก่เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พร้อมทั้งมอบหมายให้ สศก. ดำเนินการลงทะเบียนเกษตรกรให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 15 กรกฎาคม 2563 จำนวนประมาณ 120,000 ราย และเร่งตรวจสอบความซ้ำซ้อนกับผู้ที่ได้รับสวัสดิการผ่านระบบข้าราชการของกรมบัญชีกลาง และระบบประกันสังคมของสำนักงานประกันสังคม รวมทั้ง มาตรการอื่นๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการเยียวยาผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามมติคณะกรรมการ ให้แล้วเสร็จก่อนเสนอเรื่องให้ ครม. พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป…ขุนเกษตรา จึงนำคำชี้แจงของปลัดกระทรวงเกษตรฯ มารายงานความก้าวหน้าให้ทราบ ส่วนเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งมีสถานะเป็นผู้ได้รับเงินเยียวยาแล้ว ก็สามารถตรวจสอบช่องทางการโอนเงินได้ที่ https://agri.baac.or.th/ ได้นะครับ

ขุนเกษตรา

ส่งออกสินค้าเกษตรไทยไตรมาสแรกพุ่งได้ดุล3.7หมื่นล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500059

x

ส่งออกสินค้าเกษตรไทยไตรมาสแรกพุ่งได้ดุล3.7หมื่นล้าน

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงการติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรและยางพาราธรรมชาติ (พิกัด 4001) ของไทยกับภูมิภาคอาเซียนช่วง 3 เดือนแรก (มกราคม-มีนาคม) ของปี 2563 พบว่า ไทยมีมูลค่าการค้าสินค้าเกษตรรวม 113,566 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.10 จากปี 2562 ในช่วงเวลาเดียวกัน โดยมีมูลค่าส่งออกเป็น 75,415 ล้านบาท ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ น้ำตาลและผลิตภัณฑ์จากน้ำตาล เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ ของปรุงแต่งจากธัญพืช  แป้งและนม และสัตว์มีชีวิต อาทิ สุกรมีชีวิตอื่นๆ ที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 50 กิโลกรัมขึ้นไปสุกรมีชีวิตสำหรับทำพันธุ์ โคตัวผู้

สำหรับการนำเข้ามีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยมีมูลค่าการนำเข้า 38,151 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ร้อยละ 41.43 โดยกลุ่มสินค้าเกษตรนำเข้าที่สำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ พืชผักที่บริโภคได้โดยเฉพาะมันสำปะหลังและถั่วเขียว ปลาและสัตว์น้ำ ของปรุงแต่งเบ็ดเตล็ดที่บริโภคได้ ข้าวและธัญพืช และของปรุงแต่งจากธัญพืช แป้งและนม ทั้งนี้ สินค้าที่มีการนำเข้าเพิ่มขึ้น  อย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ข้าวโพดที่ใช้เป็นวัตถุดิบอาหารสัตว์ เนื่องจากอยู่ในช่วงเวลาการอนุญาตให้มีการนำเข้าโดยไม่จำกัดปริมาณภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area: AFTA) ตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ประกอบกับผลผลิตในประเทศมีปริมาณน้อยลง ทั้งจากปัญหาภัยแล้งรวมถึงโรคระบาดในข้าวโพด ทำให้ผลผลิตที่ได้มีไม่เพียงพอ ต่อความต้องการใช้ จึงมีการนำเข้ามาเป็นจำนวนมาก เพื่อแปรรูปเป็นอาหารสัตว์และจำหน่ายต่อไป

 ดังนั้น โดยภาพรวมแล้ว ไทยยังคงได้เปรียบดุลการค้าในตลาดอาเซียนช่วง 3 เดือนแรกคิดเป็นมูลค่า 37,264  ล้านบาท (ลดลงจากปีก่อน ร้อยละ 31.13) และเมื่อพิจารณาคู่ค้าที่สำคัญของไทย 3 ลำดับแรกพบว่า ไทยส่งออกสินค้าเกษตรไปยังกัมพูชาเป็นอันดับ 1 มีมูลค่าการส่งออก 14,336 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 19.01 สินค้าสำคัญ ได้แก่ เครื่องดื่ม ไม่มีแอลกอฮอล์และสุกรมีชีวิต ส่วนสินค้านำเข้าสำคัญ ได้แก่ มันสำปะหลังและมันเส้น เนื่องจากไทยมีปัญหาภาวะภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตเสียหายและมีปริมาณน้อยจึงต้องมีการนำเข้าจำนวนมากรองลงมาได้แก่ มาเลเซีย มีมูลค่าการส่งออก 12,218 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 16.20 สินค้าส่งออกสำคัญ ได้แก่ น้ำยางข้น ขณะที่สินค้านำเข้า ได้แก่ กาแฟสำเร็จรูป ขนมปังและ ขนมจำพวกเบเกอรี่อื่นๆ และอินโดนีเซีย มีมูลค่าการส่งออก 11,994 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.90 สินค้าส่งออกหลัก ได้แก่ น้ำตาลทรายดิบและสตาร์ททำจากมันสำปะหลัง ขณะที่สินค้านำเข้า ได้แก่ ปลาอินเดียนแมคเคอเรลและปลาไอส์แลนด์แมคเคอเรล เนื่องจากอินโดนีเซียเป็นแหล่งผลิตปลาทะเลขนาดใหญ่ ซึ่งไทยได้นำเข้ามาเพื่อแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งออกต่อไป

รองเลขาธิการ สศก. กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตาม สถานการณ์การค้าสินค้าเกษตรของไทยในภาพรวมยังอยู่ในภาวะชะลอตัวอย่างต่อเนื่องจากช่วงปลายปี 2562 เนื่องจากในหลายภูมิภาคของไทยประสบปัญหาภาวะภัยแล้งที่รุนแรงและมาเร็วกว่าปกติ รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่ส่งผลกระทบในวงกว้าง ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจหยุดชะงัก ซึ่งภาครัฐได้ดำเนินการตามมาตรการเยียวยาผลกระทบจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร ช่วยเหลือเกษตรที่ได้รับผลกระทบจำนวน 5,000 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน (พฤษภาคม-กรกฎาคม) เพื่อเยียวยาและแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้แก่เกษตรกร ให้สามารถนำเงินใช้เพื่อการยังชีพลงทุนทำการเกษตรพัฒนาต่อยอดและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรต่อไป

รมว.เกษตรฯสั่งทำแผนรับมือภัยแล้งทั่วปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500060

รมว.เกษตรฯสั่งทำแผนรับมือภัยแล้งทั่วปท.

รมว.เกษตรฯสั่งทำแผนรับมือภัยแล้งทั่วปท.

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัด ทำแผนปฏิบัติการรับมือภัยแล้งทั่วประเทศ รายงานสถานการณ์ต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรทุกวัน พร้อมจัดทำมาตรการบรรเทาผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำ การประกอบอาชีพ และเสริมรายได้ตามนโยบายศูนย์บัญชาการน้ำเฉพาะกิจและแผนปฏิบัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาวิกฤติน้ำแห่งชาติ

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนปฏิบัติการช่วยเหลือและบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้ง ซึ่งในปี 2563 มีปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ส่งผลให้มีน้ำต้นทุนในเขื่อนต่างๆ และแหล่งน้ำธรรมชาติน้อย ทั้งนี้จากที่มอบนโยบายให้เร่งรัดการพัฒนาฟื้นฟูแหล่งน้ำ เพื่อให้มีแหล่งเก็บกักน้ำเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะแก้มลิงสำหรับใช้อุปโภค บริโภคในชุมชน การปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทนการทำนาปรัง การทำปศุสัตว์ การทำประมง รวมถึงการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำในแหล่งน้ำต่างๆ เพื่อให้เกษตรกรใช้บริโภคและจับขายได้ ตลอดจนวางแผนว่าจ้างแรงงานเพื่อให้เกษตรกรซึ่งประสบภัยแล้งทำการเกษตรไม่ได้ให้มีรายได้ ซึ่งจังหวัดที่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2562 จำนวน 14 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ พะเยา ตาก บึงกาฬ มหาสารคาม บุรีรัมย์ ชัยภูมิ ศรีสะเกษ อุทัยธานี ชัยนาท กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา และจันทบุรี รวมทั้งสิ้น 93 อำเภอ 504 ตำบล 4,648 หมู่บ้าน/ชุมชน 3 เทศบาล

ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุดจากกรมชลประทาน ณ วันที่ 15 มิ.ย. 2563 รายงานว่า สภาพในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจำนวน 447 แห่ง มีปริมาณน้ำในอ่างรวม 32,388 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 43% ของความจุอ่าง ปริมาณน้ำใช้การได้ 8.737 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 17% ของความจุน้ำใช้งาน แผนการจัดสรรน้ำฤดูฝนปี 2563 ทั้งประเทศ 11,975 ล้าน ลบ.ม. จัดสรรน้ำไปแล้ว 3,678
ล้าน. ลบ.ม. แผนการเพาะปลูกข้าวนาปี 16.79 ล้านไร่ เพาะปลูกแล้ว 3.31 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 19.73 ของแผน

อ.ส.ค.มอบนโยบาย5ผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500062

อ.ส.ค.มอบนโยบาย5ผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียน

อ.ส.ค.มอบนโยบาย5ผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียน

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ อ.ส.ค. กล่าวในการประชุมผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียนในส่วนที่ อ.ส.ค. 5 โรงงาน รับผิดชอบส่งนม 28 จังหวัด จำนวนกว่า 50 ราย ที่อยู่ภายใต้กำกับดูแลของบริษัท จงณัฎฐ์ จำกัด ซึ่งเป็นตัวแทนบริหารการขนส่งนมโรงเรียน ของ อ.ส.ค. ประจำปีการศึกษา 2563 ตามมาตรการยกระดับคุณภาพนมโรงเรียน ในระดับปลายน้ำ ของ อ.ส.ค. ว่า ในปีการศึกษา 2563 อ.ส.ค.ได้รับสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนประมาณ 700,000 หน่วยต่อวัน จากจำนวนเด็กนักเรียนที่ได้รับนมทั้งประเทศวันละกว่า 7.1 ล้าน โดย อ.ส.ค.ได้รับสิทธิจำหน่าย และรับผิดชอบส่งนมโรงเรียน ในกลุ่มที่ 1 เขตภาคกลาง จำนวน 5 จังหวัด จากทั้งหมด 9 จังหวัด กลุ่มที่ 2 เขตภาคตะวันออก และอีสานตอนล่าง อ.ส.ค.ไม่ได้รับสิทธิจำหน่าย เนื่องจากโรงงานอยู่นอกพื้นที่กลุ่ม กลุ่มที่ 3 เขตภาคอีสานตอนบน จำนวน 10 จังหวัด จากทั้งหมด 12 จังหวัด กลุ่มที่ 4 เขตภาคเหนือ จำนวน 11 จังหวัด จากทั้งหมด 17 จังหวัด และกลุ่มที่ 5 เขตภาคตะวันตก และใต้ จำนวน 2 จังหวัด จากทั้งหมด 22 จังหวัด รวมพื้นที่ ที่ อ.ส.ค.รับผิดชอบส่งนม 28 จังหวัด โดยใช้ผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียน จำนวนกว่า 50 ราย ภายใต้กำกับดูแลของบริษัท จงณัฎฐ์ จำกัดซึ่งเป็นตัวแทนบริหารการขนส่งนมโรงเรียน ของ อ.ส.ค.

นายสุชาติกล่าวให้นโยบายกับผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียน ที่เข้าร่วมสัมมนาทุกราย ขอให้ศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางการขนส่งนมโรงเรียน ซึ่งได้ถูกกำหนดไว้ในประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2563 ซึ่งลงนามโดยนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2563 โดยเคร่งครัด รวมทั้งการจัดส่งนมโรงเรียนชนิด ยูเอชที ให้นักเรียนดื่มที่บ้านแทนในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไปจนถึง 30 มิถุนายน 2563 จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่19 พฤษภาคม 2563 นั้น ขอให้ติดตามจัดส่งนมให้ครบถ้วน และให้เริ่มเตรียมความพร้อมในการจัดส่งนมโรงเรียนชนิดพาสเจอร์ไรส์ และยูเอชที ในจำนวนวันที่เหลือ เมื่อเริ่มเปิดภาคเรียน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 เป็นต้นไป เพื่อให้นักเรียนได้มีนมบริโภคอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 260 วันต่อปีการศึกษาต่อไป

ทั้งนี้ นายสุชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า การกำกับดูแลกระบวนการเก็บรักษาและขนส่งนมโรงเรียน ที่ได้กำชับกับผู้ประกอบการขนส่งนมโรงเรียนในครั้งนี้ ถือเป็นมาตรการยกระดับคุณภาพนมโรงเรียน ในระดับปลายน้ำ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาได้มอบนโยบายพร้อมมาตรการยกระดับคุณภาพนมโรงเรียนระดับกลางน้ำ กับโรงงานแปรรูปนมของ อ.ส.ค.ทั้ง 5 แห่งมาแล้ว และในไม่ช้า จะได้จัดให้มีมาตรการยกระดับคุณภาพนมโรงเรียน ในระดับต้นน้ำ คือการพัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบของเกษตรกรที่เข้าสู่กระบวนการการแปรรูปเป็นนมโรงเรียนในอนาคตโดยเร่งด่วนต่อไป ซึ่งปัจจุบัน อ.ส.ค.ส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในสังกัด ให้พัฒนาคุณภาพน้ำนมดิบ จนผ่านตามเกณฑ์ที่โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนกำหนดในปัจจุบันแล้ว กล่าวคือมีจำนวนเซลล์โซมาติก (Somatic CellCount) ไม่เกิน 500,000 เซลล์/ลบ.ซม. และปริมาณเนื้อนมรวม(Total Solid) ไม่ต่ำกว่ากว่าร้อยละ 12.25

เกษตรแถวหน้า : ช่วยใช้ยางในประเทศ..ช่วยเกษตรกรรักษาเสถียรภาพราคา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500058

เกษตรแถวหน้า : ช่วยใช้ยางในประเทศ..ช่วยเกษตรกรรักษาเสถียรภาพราคา

วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ยางพารา เป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นผู้ผลิตและผู้ส่งออกอันดับหนึ่งของโลก แต่จากถานการณ์ที่ผ่านมาจนถึง ณ ปัจจุบัน พี่น้องชาวสวนยางพารายังประสบปัญหาที่สำคัญและยังไม่สามารถแก้ไขให้เบ็ดเสร็จได้คือ ปัญหาราคายางตกต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบต่อปากท้องของเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราต่อเนื่องมานานหลายปี โดยปัญหาราคายางพาราตกต่ำมีสาเหตุมาจากหลายๆ ปัจจัย ส่วนหนึ่งเกิดจากที่เราพึ่งพาตลาดส่งออกเป็นหลัก ดังนั้น หากจะแก้ไข และให้เกิดความยั่งยืนจริงๆ ก็ต้องเริ่มต้นจากการลดการพึ่งพาการส่งออก แล้วหันมาช่วยกันเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราในประเทศให้มากขึ้นพร้อมๆ ไปกับการปรับสมดุล ลดปริมาณ (supply) ยางพาราลงด้วย โดยการส่งเสริมการใช้ยางพาราและผลิตภัณฑ์จากยางพาราในทุกรูปแบบ ควรจะต้องเริ่มจากหน่วยงานต่างๆของภาครัฐก่อนเป็นอันดับแรก แล้วค่อยขยายผลไปสู่ตลาดหรืออุตสาหกรรมต่างๆ

สำหรับการส่งเสริมการใช้ยางในประเทศนั้น ที่ผ่านมามีหลายโครงการ แต่ก็ยังขาดความต่อเนื่อง และล่าสุดรัฐบาลได้มอบนโยบายให้กระทรวงคมนาคม ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรับปรุงเส้นทางคมนาคม เพื่อลดการบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทางหลวง ด้วยการมุ่งเน้นให้ใช้น้ำยางพาราเป็นวัสดุในการปรับปรุง ก่อสร้างทาง เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรโดยตรง ซึ่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกระทรวงคมนาคม เรื่อง อุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในหน่วยงานภาครัฐ โดย พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มาเป็นประธานและสักขีพยานด้วยตัวเอง ณ ตึกสันติไมตรี (หลังใน) ทำเนียบรัฐบาล

สำหรับการลงนามดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในโครงการส่งเสริมการใช้ยางพาราของภาครัฐ ซึ่งการดำเนินการในครั้งนี้จะเป็นการซื้อน้ำยางพาราจากเกษตรกรชาวสวนยางผ่านสหกรณ์การเกษตร เพื่อร่วมมือในการนำอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา ได้แก่ แผ่นธรรมชาติครอบกำแพงคอนกรีต (Rubber Fender Barrier : RFB) และหลักนำทางจากยางธรรมชาติ (Rubber Guide Post : RGP) สำหรับนำไปใช้ประโยชน์เป็นอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยในหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม เพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน และส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรชาวสวนยางโดยตรง ซึ่งมีระยะเวลาดำเนินการ 5 ปี ตั้งแต่วันที่ 12 มิถุนายน 2563 – 11 มิถุนายน 2568 และเมื่อครบกำหนด ทั้ง 2 หน่วยงานอาจเจรจาตกลงกันเพื่อขยายระยะเวลาการดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงนี้ต่อไปได้ โดยกระทรวงเกษตรฯ จะทำหน้าที่กำกับคุณภาพในการผลิตอุปกรณ์ทางด้านการจราจรและอำนวยความปลอดภัยทางถนนที่ผลิตจากยางพารา พร้อมทั้งคัดเลือกสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน ที่กระทรวงรับรองให้เข้าร่วมโครงการ โดยปัจจุบันมีสถาบันเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจยางพารา 661 แห่ง ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการผลิตยางพารารูปแบบต่างๆ ประมาณ 475,058 ตัน/ปี คิดเป็นปริมาณ 57% จากผลผลิตทั้งหมดของสมาชิกสหกรณ์ที่ประกอบอาชีพสวนยางพารา รวม 355,181 ราย ซึ่งมีสมาชิกในครัวเรือนที่ได้รับผลประโยชน์ จำนวน 1,420,724 ราย…ความร่วมมือในครั้งนี้ นอกจากจะลดความสูญเสียสร้างผลตอบแทนเป็นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินที่ไม่อาจประเมินค่าได้แล้วที่สำคัญยังจะเป็นอีกหนึ่งมาตรการ ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยางไทยได้อีกระดับหนึ่ง …


สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

เตรียมรับมือ! เตือน 24 เขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ ฝนทิ้งช่วงเริ่ม 21 มิ.ย.-กลางก.ค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500040

เตรียมรับมือ! เตือน 24 เขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ ฝนทิ้งช่วงเริ่ม 21 มิ.ย.-กลางก.ค.

เตรียมรับมือ! เตือน 24 เขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ ฝนทิ้งช่วงเริ่ม 21 มิ.ย.-กลางก.ค.

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 15.08 น.

เตรียมรับมือ! เตือน 24 เขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ ฝนทิ้งช่วงเริ่ม 21 มิ.ย.-กลางก.ค.

18 มิถุนายน 2563 นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ภาวะฝนทิ้งช่วงประมาณวันที่ 21 มิถุนายน นี้ ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์จะมีฝนตกน้อยลงไปจนถึงกลางเดือนกรกฎาคม และพายุจะเข้าไทยช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม 2563 ประมาณ 2 ลูก

ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำล่าสุดรวมทั้งประเทศมี 34,326 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 42% แบ่งเป็น ในแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 31,008 ล้าน ลบ.ม. หรือ 43% อย่างไรก็ตามจากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในระยะนี้ส่งผลให้ปริมาตรน้ำในอ่างเก็บน้ำพื้นที่ภาคตะวันออกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 14 ล้าน ลบ.ม. แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ จึงต้องสำรองน้ำเพื่อใช้ในฤดูแล้งถัดไป ส่วนสถานการณ์น้ำแม่น้ำสายหลัก ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีน้ำน้อย ถึงน้อยวิกฤติ แนวโน้มเพิ่มขึ้น , ภาคใต้ น้ำปานกลาง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และแม่น้ำโขง น้ำน้อยถึงน้อยวิกฤติ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

สำหรับคุณภาพน้ำสถานการณ์ความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณสถานีสูบน้ำสำแล จ.ปทุมธานี ณ วันที่ 16 มิถุนายน 2563 เวลา 06.00 น. ค่าความเค็ม 0.21 กรัมต่อลิตร อยู่ในเกณฑ์ปกติ คาดการณ์ช่วงวันที่ 21-23 มิถุนายน 2563 ค่าความเค็มมีแนวโน้มสูงเกินมาตรฐานในบางช่วงเวลา

เลขาธิการ สทนช. กล่าวอีกว่า การเตือนภัยล่วงหน้าสถานการณ์น้ำหลาก ดินถล่ม แจ้งเฝ้าระวัง จ.น่าน 5 หมู่บ้าน พื้นที่เตรียมพร้อม จ.น่าน อ.บ่อเกลือ 1 หมู่บ้าน ส่วนพื้นที่ให้ความช่วยเหลือภัยแล้ง มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง 14 จังหวัด 93 อำเภอ 507 ตำบล 3 เทศบาล 4,678 หมู่บ้าน โดยกรมชลประทานสนับสนุนน้ำการเกษตร ขุดลอกคลองระบายน้ำหลายอำเภอใน จ.พิษณุโลก แก้การขาดแคลนน้ำ สนับสนุนน้ำอุปโภคบริโภค โดยกองบัญชาการกองทัพไทย แจกจ่ายน้ำรวม 7.2 หมื่นลิตร ในพื้นที่ จ.อุทัยธานี จ.เชียงราย เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุน โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่รับน้ำอ่างลำตะโคง ห้วยจระเข้มาก จ.บุรีรัมย์และอ่างเก็บน้ำรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี

ส่วนเว็บไซต์สำนักงานสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร(สสนก.) เตือนสถานการณ์น้ำเขื่อนน้ำน้อยวิกฤติ มีปริมาณน้ำใช้การต่ำกว่า 30% เช่น เขื่อนอุบลรัตน์ น้ำใช้การ-261ล้านลบ.ม.(-11%) , เขื่อนประแสร์ 5 ล้านลบ.ม. (2%) , เขื่อนภูมิพล น้ำใช้การได้ 252 ล้านลบ.ม. (2%) , เขื่อนกระเสียว 12 ล้านลบ.ม.(4%) , เขื่อนจุฬาภรณ์ 7 ล้านลบ.ม. (4%) , เขื่อนคลองสียัด 16 ล้านลบ.ม. (4%) , เขื่อนบางพระ 6 ล้านลบ.ม. (5%) , เขื่อนสิริกิติ์ 488 ล้านลบ.ม.(5%) , เขื่อนลำพระเพลิง 13 ล้านลบ.ม.(8%) , เขื่อนสิรินธร 164 ล้านลบ.ม.(8%) , เขื่อนทับเสลา 15 ล้านลบ.ม.(9%) , เขื่อนวชิราลงกรณ 908 ล้านลบ.ม.(10%) , เขื่อนลำแซะ 30 ล้านลบ.ม.(11%) , เขื่อนป่าสักฯ 108 ล้านลบ.ม.(11%)

เขื่อนขุนด่านปราการชล 24 ล้านลบ.ม.(11%) , เขื่อนศรีนครินทร์ 1,891 ล้านลบ.ม. (11%) , เขื่อนมูลบน 17 ล้านลบ.ม.(12%) , เขื่อนลำนางรอง 15 ล้านลบ.ม.(12%) , เขื่อนแม่งัด 36 ล้านลบ.ม.(14%) , เขื่อนห้วยหลวง 20 ล้านลบ.ม.(15%) , เขื่อนแควน้อย 155 ล้านลบ.ม.(16%) , เขื่อนน้ำพุง 29 ล้านลบ.ม.(17%) , เขื่อนนฤบดินทรจินดา 50 ล้านลบ.ม.(17%) , เขื่อนแก่งกระจาน 134 ล้านลบ.ม.(19%) , เขื่อนแม่กวง50 ล้านลบ.ม.(19%)