‘ตลาดสี่มุมเมือง’ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตโควิด-19 เพิ่มโอกาส-ช่องทางขาย ชู’อาคารรถผัก’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/500003

'ตลาดสี่มุมเมือง'ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตโควิด-19  เพิ่มโอกาส-ช่องทางขาย ชู'อาคารรถผัก'

‘ตลาดสี่มุมเมือง’ช่วยเกษตรกรฝ่าวิกฤตโควิด-19 เพิ่มโอกาส-ช่องทางขาย ชู’อาคารรถผัก’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.08 น.

 ตลาดสี่มุมเมือง ศูนย์กลางค้าส่งผัก-ผลไม้ชั้นนำของเอเชีย เป็นตลาดค้าส่งผักที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย ด้วยปริมาณการซื้อขายผักต่อวันที่มากที่สุด ในปริมาณกว่า 6000 ตันต่อวัน ครอบคลุมผักทุกชนิด ตอกย้ำการช่วยเหลือเกษตรกรฝ่าวิกฤตโควิด-19 โดยมีอาคารรถผักเป็นพื้นที่ซึ่งเปิดให้เกษตรกรนำผลผลิตทางการเกษตร ผักชนิดต่างๆ เข้ามาขายโดยตรง เปิดให้บริการทุกวัน 24 ชั่วโมง เกษตรกรสามารถขับรถนำผลผลิตมาจอดขายผักจากท้ายรถโดยไม่ต้องเช่าแผงค้าประจำ แต่จะเสียค่าธรรมเนียมนำรถเข้าขายผักในตลาด

อาคารรถผักสี่มุมเมืองเป็นศูนย์กลางค้าส่งผักท้ายรถที่ทันสมัยและใหญ่ที่สุดในประเทศ เป็นจุดเด่นของตลาดสี่มุมเมือง ซึ่งแตกต่างจากตลาดค้าส่งผักอื่นๆ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถขายผลผลิตทางการเกษตรได้มากขึ้น อาคารมีพื้นที่การค้ากว่า 23,500 ตรม. และมีผู้ค้าและเกษตกรนำรถเข้ามาขายผักกว่า 1500 คันต่อวัน  มีผลผลิตจากเกษตรกรทั่วประเทศเข้ามาขาย อาทิ กะหล่ำปลี ผักคะน้า  ผักกาดขาว ถั่วฝักยาว พริก ต้นหอม ผักชี ฟักเขียว  กวางตุ้ง  ต้นหอม ผักชี  ผักบุ้งจีน  เป็นต้น  มีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่มาใช้บริการ อาทิ การติดตั้งระบบระบายอากาศด้วยพัดลมขนาดใหญ่ ระบบพ่นละอองน้ำเพื่อกำจัดฝุ่นและเพิ่มความเย็น และมีแผงอาหารปรุงสำเร็จบริการ เป็นต้น

อาคารรถผัก เป็นส่วนหนึ่งของโครงการตลาดสี่มุมเมืองยุคใหม่ ระยะที่ 1 ซึ่งเปิดให้บริการ ต้นปี 2562 ประกอบด้วย 6 ตลาด ได้แก่ ตลาดผักปรุงรส  ตลาดผักทั่วไป ตลาดผักพื้นบ้าน ผักคัดบรรจุ ตลาดพืชไร่ ตลาดแผงผักต่างประเทศ และอาคารรถผัก ปัจจุบันถือเป็นตลาดค้าส่งผักอันดับหนึ่งของประเทศไทย จากขนาดพื้นที่และมูลค่าการซื้อขายที่หมุนเวียนต่อวัน

นอกจากความเป็นผู้นำตลาดค้าส่งผักแล้ว สำหรับผลไม้ก็มีความโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยเตรียมเปิดให้บริการ ตลาดสี่มุมเมืองยุคใหม่ ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นตลาดผลไม้ยุคใหม่ ในเดือนตุลาคม 2563 เพิ่มพื้นที่ค้าขายขึ้นอีก 60% รองรับการเติบโตของผู้ซื้อ ผู้ขายของตลาดสี่มุมเมืองที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง  

ตลาดสี่มุมเมือง ศูนย์กลางค้าส่งผักผลไม้ชั้นนำของเอเชีย เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2526 ตั้งอยู่ย่านรังสิต จังหวัดปทุมธานี ด้วยพื้นที่กว่า 320 ไร่ กระจายผักและผลไม้ครอบคลุม 60% ของการบริโภคในกรุงเทพฯ สมุทรปราการ ปทุมธานี และนนทบุรี โดยมีปริมาณซื้อขาย 8,000 ตันต่อวัน และมูลค่าการซื้อขายประมาณ 350 ล้านบาทต่อวัน ถือเป็นส่วนสำคัญในการหมุนเวียนเศรษฐกิจฐานรากทั้งพ่อค้า แม่ค้า แรงงาน และเกษตรกรทั่วประเทศ

ซอกแซกอาเซียน : 18 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499853

ซอกแซกอาเซียน : 18 มิถุนายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ช่วงนี้เกิดภัยพิบัติจากเจ้าเชื้อโควิด เลยทำให้เราชาวแอปเตอร์ไม่สามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้อย่างที่เคยเป็น ทริปสุดท้ายสำหรับการเดินทางครั้งล่าสุด คือไปที่รัฐยะไข่ ของเมียนมา หลังจากนั้นเกือบทุกประเทศปิดหมด เราจึงต้องทำงานกันเฉพาะในออฟฟิศที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร เกษตรกลางบางเขนเท่านั้น แม้กระทั่งมีการช่วยเหลือข้าวที่ประเทศฟิลิปปินส์เมื่อเร็วๆ นี้ เราก็ไม่สามารถไปเข้าร่วมได้ เลยต้องปล่อยให้เขาทำกันเอง ดังนั้น ผมจะขอถือโอกาสนี้เล่าเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง คือ รูปแบบและวิธีการทำงานของบางประเทศ เท่าที่ได้ประสบพบเห็นมา เพราะได้มีโอกาสสัมผัสได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแต่เดิมตลอดชีวิตการทำงานราชการไทย ก็ได้เห็นรูปแบบวิถีการทำงานแบบไทยๆ มามาก มีทั้งดีและไม่ดีปะปนกันไป การนำเอาแนวของคนอื่นมาลองฉายภาพให้ดู บางทีอาจจะทำให้เราได้อะไรๆมากขึ้นนะครับ ลองเปิดกว้างรับฟังและใช้วิจารณญาณตรึกตรอง เลือกสรรแต่สิ่งดีงามมาปรับใช้ ก็น่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการปรับปรุงพัฒนาบ้านเมืองอันเป็นที่รักยิ่งของเราไม่มากก็น้อยครับ

ผมขอเริ่มต้นด้วยญี่ปุ่นครับ อาจแทรกๆ เล่าไปแล้วในฉบับที่ผ่านมา แต่คราวนี้ขอขยายให้ชัดความและเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ที่เลือกญี่ปุ่นขึ้นก่อนคงไม่ต้องกังขานะครับ ทั่วโลกต่างยอมรับนับถือในระบบการทำงานของญี่ปุ่น และพอดีในออฟฟิศแอปเตอร์มีผู้เชี่ยวชาญคนญี่ปุ่นอยู่ 1 คน ที่กระทรวงเกษตรฯ เขาส่งมาประจำ ได้เห็นการทำงานของเขาทุกวัน ซึ่งพบว่ามีแง่มุมของบรรทัดฐาน หรือ Norm น่าสนใจมาก อันดับแรกที่ผมขอยกมาพูดถึง คือ “การบันทึก” ผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นการสั่งการจากหน่วยเหนือหรือไม่ที่ทำให้คนญี่ปุ่น ต้องบันทึกเรื่องราวเหตุการณ์ความเป็นไปไว้ตลอดเวลา แต่ทราบชัดว่ามันคือข้อดีและควรทำเป็นอย่างยิ่ง ที่พูดอย่างนี้ เพราะเท่าที่ผ่านมา มีน้อยมากที่จะพบเห็นข้าราชการไทยจัดทำบันทึกหรือจดหมายเหตุไว้ รวมทั้งตัวผมเอง

การบันทึกโดยทั่วไปนั้น เท่าที่ทราบ เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวตะวันตก หรือพวกฝรั่งที่ได้กระทำอยู่เป็นนิจมาเนิ่นนานแล้ว ประวัติศาสตร์ย้อนไปนับพันสองพันปีที่ทราบแม้กระทั่งชื่อคนที่เกี่ยวข้องก็เป็นผลมาจากการบันทึกจารึกที่เป็นลายลักษณ์อักษรไว้นี้เอง ประวัติศาสตร์ไทยเราเอง ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาที่ชัดเจนถูกต้อง ก็มักไปอ้างอิงค้นคว้ามาจากหนังสือบันทึก
หรือจดหมายเหตุของพวกฝรั่งที่มาทำงานในบ้านเราเสียมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นชาวฝรั่งเศส ฮอลันดา หรือแม้กระทั่งชาวจีนอันนี้ตรงกันข้ามกับชาวไทยเรา เพราะเราไม่นิยมบันทึกแต่ชอบใช้วิธีเล่าขานด้วยปากสืบต่อๆ กัน ซึ่งแน่ละจึงอาจมีการผิดเพี้ยนไปได้ง่ายๆ หากจำผิดพลาดหรือแม้แต่ตั้งใจจะเสริมแต่งให้ต่างออกไป

กรณีการบันทึกของผู้เชี่ยวชาญญี่ปุ่นนี้ เขาจะทำการบันทึกสิ่งแวดล้อมและวิธีการทำงานของเขาและองค์กร และน่าจะรวมถึงบันทึกการทำงานรวมทั้งอุปนิสัยใจคอของผู้ร่วมงาน
แต่ละคน หรือคนอื่นๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้เสียไว้อย่างละเอียด สมุดบันทึกเล่มนี้ถือว่ามีความสำคัญยิ่งและจะต้องเก็บไว้อย่างดี เพราะเมื่อหมดวาระการดำรงตำแหน่งของเขา คนต่อไปที่มารับช่วง สามารถที่จะนำมาอ่านศึกษาล่วงหน้าและใช้ประโยชน์เพื่อการสืบต่อทำงานได้ทันที ทำให้รู้จักอุปนิสัยใจคอทุกคนที่ทำงานด้วยตั้งแต่ยังไม่ได้มาอยู่เสียด้วยซ้ำ

ผมเห็นปัญหาการทำงานราชการไทย เมื่อเวลาผ่านไป มีการเปลี่ยนตำแหน่ง ส่วนมากผู้มาใหม่ต้องคลำเป้าเอาเองทั้งสิ้น กว่าจะเริ่มงานได้ต้องเสียเวลาเรียนรู้งานเป็นเดือนถึงหลายเดือน บางเรื่องบางราวที่สำคัญบางทีหายไร้ร่องรอยไปอย่างต่อไม่ติด จึงเห็นได้ชัดครับว่าการบันทึกของคนญี่ปุ่นในลักษณะนี้ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งที่ควรนำมายึดถือปฏิบัติอย่างยิ่ง แต่สิ่งสำคัญในการบันทึกนั้น ผู้บันทึกจะต้องใช้คุณธรรมอย่างสูง กล่าวคือ เอาเฉพาะความจริงเท่านั้น อย่าเที่ยวไปเอาความเท็จมากลั่นแกล้งใคร แต่กระนั้น บทพิสูจน์ว่าคนบันทึกจะมีความเป็นธรรม หรือคุณธรรมแค่ไหนเพียงไรก็ไม่ยากนักที่จะทราบ เพราะผู้บริหารคนต่อมาย่อมสามารถที่จะแสวงหาความจริงได้ในที่สุด และการบันทึกที่ไร้คุณธรรมก็จะกลับมาย้อนสนองในทางลบต่อคนบันทึกเอง และนี่คือ Norm หรือ Normal ที่หวังจะให้เกิดเป็น New ซึ่งผมขออนุญาตนำมาเล่าเป็นอันดับแรกครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ชู3แนวทางลดข้อพิพาทปม‘หอยแครง’อ่าวบ้านดอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499855

ชู3แนวทางลดข้อพิพาทปม‘หอยแครง’อ่าวบ้านดอน

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง 

กรมประมง…เผยพบ“ลูกหอยแครง”ในอ่าวบ้านดอน จ.สุราษฎร์ธานี เกิดมากที่สุดในรอบ 3 ปี ผลพวงจากการวางมาตรการที่เข้มงวด เล็งปู 3 แนวทางบริหารจัดการทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืนโดยเน้นการมีส่วนร่วม หนุนคลายปมข้อพิพาทแย่งชิงทรัพยากรชายฝั่งทะเลระหว่างชาวประมงพื้นบ้าน และผู้ประกอบการเลี้ยงหอย

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า พื้นที่ชายฝั่งทะเลของอ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะเขต อ.เมือง และ อ.พุนพิน เป็นพื้นที่เหมาะสมต่อการเกิดและแพร่ขยายพันธุ์ของหอยแครง เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีแม่น้ำ ลำคลองหลายสายไหลมาบรรจบ และนำพาแร่ธาตุอาหารไหลลงสู่อ่าวบ้านดอน ทำให้มีความอุดมสมบูรณ์ของอาหารธรรมชาติอย่างมาก ลูกหอยแครงจึงมักเกิดขึ้นบริเวณนี้เป็นส่วนใหญ่ โดยช่วงหน้าแล้งหากมีฝนตกหลายวัน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและความเค็มของน้ำทะเล เป็นการกระตุ้นให้หอยแครงวางไข่และผสมพันธุ์ และหากปีใดน้ำทะเลมีความเค็มสูง (สูงกว่า 25 ppt) ลูกหอยก็เจริญเติบโตได้ดีอีกด้วย ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลของกรมประมงพบว่า บริเวณอ่าวบ้านดอนมีลูกหอยแครงเกิดปริมาณมากขึ้นในรอบ 3 ปี เนื่องจากปีที่ผ่านมาน้ำทะเลมีค่าความเค็มต่ำ แต่ปีนี้ น้ำทะเลในอ่าวบ้านดอนกลับมีความเค็มสูงกว่าทุกปี ประกอบกับก่อนช่วงที่ลูกหอยจะเกิด ยังมีฝนตกลงมา 3-4 ช่วง ช่วงละ 3-4 วัน ทำให้น้ำจืดไหลลงสู่ทะเลสลับกับน้ำเค็มจัด จึงกระตุ้นให้หอยแครงผสมพันธุ์ และวางไข่ในธรรมชาติเป็นจำนวนมาก

อธิบดีกรมประมงกล่าวต่อว่า อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่ออัตราการรอดของลูกหอยในพื้นที่ดังกล่าวคือ การใช้พระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2560 เพื่อวางมาตรการสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเข้มงวด ทำให้ลูกหอยวัยอ่อนไม่ถูกรบกวนจากเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูง โดยได้ออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดเขตทะเลชายฝั่ง พ.ศ. 2560 ระยะ 3 ไมล์ทะเล และ การออกประกาศกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำประมงของเครื่องมือคราดหอยที่ห้ามทำประมงในที่จับสัตว์น้ำ พ.ศ. 2560 โดยห้ามทำประมงในเขตทะเลชายฝั่ง และให้สามารถทำการประมงในเขตทะเลนอกชายฝั่งได้ ตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ 1.เครื่องมือคราดหอยที่มีความกว้างของปากคราดไม่เกิน 3.5 เมตร 2.เครื่องมือคราดหอยที่มีขนาดช่องซี่คราดมากกว่า 1.2 เซนติเมตร (โดยวัดจากด้านในของซี่คราดหนึ่งไปยังด้านในของอีกซี่คราดหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้กัน) 3.ความยาวของเรือกลที่ใช้ประกอบกับเครื่องมือคราดหอยต้องไม่เกิน 18 เมตร 4.จำนวนของเครื่องมือคราดหอยต้องไม่เกิน 3 อัน (หน่วย) ต่อเรือกล 1 ลำส่วนการจับด้วยมือ สวิง หรือการทำการประมงโดยวิธีอื่น ที่ไม่ใช้เรือประกอบเครื่องยนต์ สามารถทำการประมงในเขตชายฝั่งได้โดยไม่ผิดกฎหมาย

นอกจากนี้ คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี ยังเห็นควรให้พื้นที่จับสัตว์น้ำในเขตอำเภอเมืองและอำเภอพุนพิน ซึ่งเป็นแหล่งเกิดพันธุ์ลูกหอยแครงตามธรรมชาติเป็นพื้นที่สาธารณะให้ทุกคนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และจากปริมาณทรัพยากรลูกหอยแครงที่เกิดขึ้นจำนวนมากนี้ จึงส่งผลให้เกิดปัญหาความขัดแย้งแย่งชิงทรัพยากรในเขตพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาต ระหว่างกลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการเลี้ยงหอย กรมประมงจึงวางแนวทางบริหารจัดการทรัพยากรหอยแครง เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ดังนี้ 1.บูรณาการกำลังเจ้าหน้าที่จากทุกภาคส่วนในพื้นที่ ร่วมกันบังคับใช้กฎหมายในการจัดการแปลงหอยที่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะให้เป็นพื้นที่ทำการประมงของชาวประมง 2.ใช้กลไกของคณะกรรมการประมงประจำจังหวัด เพื่อบริหารจัดการพื้นที่ที่เหมาะสมกับการเลี้ยงหอยทะเล พร้อมประกาศให้เป็นเขตพื้นที่อนุญาตเลี้ยงหอยตามขั้นตอนต่อไป โดยการให้สิทธิกับชาวประมงพื้นบ้านในการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่นด้านการเพาะเลี้ยงเพื่อบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน 3.กำหนดพื้นที่บางส่วนเป็นที่รักษาพันธุ์สัตว์น้ำห้ามทำการประมงอย่างถาวร โดยประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ ตามมาตรา 56 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และฉบับแก้ไข พ.ศ. 2560 เพื่อเป็นแหล่งอนุรักษ์พันธุ์หอยแครง ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันในพื้นที่สาธารณะของอ่าวบ้านดอนได้อย่างเท่าเทียม บนพื้นฐานของความถูกต้องตามกฎหมาย โดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจปฏิบัติตามมาตรการที่ภาครัฐกำหนด เพื่อร่วมกันสร้างผลผลิตให้ทรัพยากรหอยแครงคงความอุดมสมบูรณ์ตลอดไป ซึ่งจะเป็นการสร้างความมั่นคงให้การประกอบอาชีพประมงอย่างยั่งยืนอีกด้วย

สภาเกษตรกรฯจับมือซูเปอร์โพล อบรมบุคลากรทำแบบสำรวจความเห็นสมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499851

สภาเกษตรกรฯจับมือซูเปอร์โพล อบรมบุคลากรทำแบบสำรวจความเห็นสมาชิก

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวในการเป็นประธานเปิดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การสำรวจความคิดเห็นด้านการเกษตร” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 มิ.ย.2563ว่า สภาเกษตรกรเป็นองค์กรใหญ่มีสมาชิกจำนวนมาก มีตัวแทนตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล ครอบคลุมทั้งประเทศ ความเป็นตัวแทนของเกษตรกรทำให้ต้องมีข้อมูลความเห็นจากเกษตรกรเพื่อเสนอต่อรัฐบาลตามบทบาทภารกิจ ซึ่งการทำโพลล์เป็นรูปแบบที่ต้องการทำมานาน เนื่องจากเมื่อรับรู้ผลการสำรวจที่ผ่านมาหลายครั้งรู้สึกได้ว่าไม่ตรงตามความเห็นของเกษตรกร การสำรวจความคิดเห็นด้านการเกษตรหรือการจัดทำโพลของสภาเกษตรกรฯจึงจะได้ข้อมูลความเห็นจากเกษตรกรจริง ซึ่งการสำรวจความคิดเห็นจากเกษตรกรถึงปัญหาต่างๆเพื่อเป็นข้อมูลมีน้ำหนัก , น่าเชื่อถือและสะท้อนปัญหา/ความเป็นจริงจากล่างสุดสู่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บริหาร/จัดการปัญหารวมทั้งความช่วยเหลือได้อย่างตรงจุด โดยมีประเด็นและทำการประเมินให้เป็นแนวทางทำงานและแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้ และควรจะสำรวจตามระยะเวลา เช่น สำรวจภาวะเศรษฐกิจเกษตรกรไทยเป็นรายปี หรือตามสถานการณ์ เช่น กรณี CPTPP , การยกเลิกสารเคมี 3 ชนิด , การเยียวยาเกษตรกรจากสถานการณ์โควิด-19 เดือนละ 5,000 บาท เป็นต้น

ทั้งนี้ การจัดอบรมบุคลากรสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดครั้งนี้เพื่อให้จัดทำโพล สำรวจความคิดเห็นของเกษตรกรต่อนโยบาย กฎหมาย ข้อตกลงที่เกี่ยวข้องหรือมีผลกระทบเสนอต่อรัฐบาล โดย ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการซูเปอร์โพล สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เป็นวิทยากร หลังการอบรมดังกล่าว สำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ จะนำเสนอความเห็นของเกษตรกรต่อสาธารณะ เพื่อเป็นการสื่อสารความเห็นของเกษตรกรสู่รัฐบาลตามบทบาทภารกิจของสภาเกษตรกรแห่งชาติต่อไป

ปศุสัตว์เดินหน้าโครงการ‘ปศุสัตว์ OK’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499854

ปศุสัตว์เดินหน้าโครงการ‘ปศุสัตว์ OK’

วันพฤหัสบดี ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมปศุสัตว์ดำเนินงานด้านมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์เพื่อความปลอดภัยด้านอาหารมาตลอดตั้งแต่รับรองมาตรฐานฟาร์มเลี้ยงสัตว์ มาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ สถานที่รวบรวมไข่และปัจจุบันขยายงานด้านมาตรฐานสินค้าไปยังการรับรองสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ นั่นก็คือโครงการปศุสัตว์ OK เพื่อยกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งระบบ โดยสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองโครงการปศุสัตว์ OK ต้องจำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ปลอดภัยต่อการบริโภค มาจากแหล่งผลิตที่ได้รับการรับรองมาตรฐานตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ สถานที่รวบรวมไข่ จนถึงสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ให้ได้มาตรฐานตามที่กรมปศุสัตว์กำหนดและตรวจสอบย้อนกลับได้ กรมจะมอบตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” ให้สถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ผ่านการรับรองจากกรมปศุสัตว์ โดยมุ่งหวังให้ตราสัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK”ช่วยสร้างความมั่นใจในการพิจารณาเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ของผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น

นายสัตวแพทย์สรวิศกล่าวต่อว่า สินค้าปศุสัตว์ที่อยู่ในขอบข่ายการรับรองโครงการปศุสัตว์ OK ได้แก่ เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อเป็ด เนื้อโคและไข่สด และปัจจุบันมีสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ได้รับการรับรองภายใต้โครงการปศุสัตว์ OK รวมทั้งหมดมากกว่า 6,000 แห่ง โดยมีทั้งประเภทสถานที่จำหน่ายในตลาดสด และประเภท Modern trade ซึ่งผู้ประกอบการให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการหลายบริษัท อาทิ แม็คโคร บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เทสโก้ โลตัส เบทาโกรช็อป ซีพี เฟรชมาร์ท เป็นต้น

ดังนั้น เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจในการเลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัย กรมปศุสัตว์ขอแนะนำให้เลือกซื้อสินค้าปศุสัตว์จากสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานภายใต้สัญลักษณ์ “ปศุสัตว์ OK” เพื่อให้ได้บริโภคสินค้าปศุสัตว์ปลอดภัยเหมาะสมต่อการบริโภค เสริมสร้างสุขภาพที่ดีของผู้บริโภคในระยะยาว นอกจากนี้ ยังส่งเสริมผู้ประกอบการผู้ผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งระบบ ตั้งแต่เกษตรกรฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ผู้ประกอบการโรงฆ่าสัตว์ ผู้ประกอบการสถานที่รวบรวมไข่ และผู้ประกอบการสถานที่จำหน่ายสินค้าปศุสัตว์ให้ปรับปรุงพัฒนากระบวนการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ให้ได้รับการรับรองมาตรฐานการผลิตจากกรมปศุสัตว์ ถือเป็นการยกกระดับมาตรฐานการผลิตสินค้าปศุสัตว์ทั้งระบบ

บิ๊กป้อมสั่งสทนช.เร่ง8มาตรการรับมือน้ำหลาก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499638

บิ๊กป้อมสั่งสทนช.เร่ง8มาตรการรับมือน้ำหลาก

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ (กอนช.)เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับสถานการณ์น้ำที่อาจเกิดขึ้น และวางแผนบริหารจัดการน้ำสำหรับแก้ปัญหาระยะยาวอย่างยั่งยืน พร้อมให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)บูรณาการติดตามความก้าวหน้าการปฏิบัติงานตาม 8 มาตรการรองรับสถานการณ์ฤดูฝนปี 2563 ของหน่วยงานที่รับผิดชอบให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ประกอบด้วย 1.การคาดการณ์พื้นที่เฝ้าระวังน้ำท่วม 2.การปรับแผนเพาะปลูกพืชในพื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา 3.จัดทำเกณฑ์บริหารจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำ 4.ตรวจสอบอาคารชลศาสตร์ ระบบระบายน้ำและสถานีโทรมาตรให้มีสภาพพร้อมงาน 5.ตรวจสอบสิ่งกีดขวางทางน้ำ 6.สำรวจแม่น้ำคูคลองและขุดลอกกำจัดผักตบชวา7.เตรียมความพร้อมเครื่องจักรเครื่องมือให้ความช่วยเหลือ และ 8.สร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์ให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้

อย่างไรก็ตาม จากการประเมินสถานการณ์ช่วงฤดูฝนปีนี้ หลายพื้นที่อาจมีฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมฉับพลัน จึงเร่งรัดกรมชลประทานจัดทำแผนและมาตรการรับน้ำเข้าพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำและพื้นที่ลุ่มต่ำ 12 ทุ่งในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง เพื่อรองรับน้ำหลากให้แล้วเสร็จเดือนกรกฎาคมนี้ สำหรับทุ่งรับน้ำใหม่อีก 2 แห่ง ได้แก่ ลำน้ำยัง จ.ร้อยเอ็ด และบางพลวง จ.ปราจีนบุรี ให้จัดเตรียมพื้นที่ให้แล้วเสร็จปีต่อไป พร้อมให้ประสานงานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน เร่งจัดทำเกณฑ์บริหารจัดการอ่างเก็บน้ำและเกณฑ์ระบายน้ำในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จในเดือนมิถุนายน 2563

นอกจากนี้ ยังให้กรมชลประทานร่วมกับกรุงเทพมหานครและจังหวัดในเขตปริมณฑล จัดทำเกณฑ์ระบายน้ำควบคุมระดับน้ำสูบน้ำบริเวณประตูระบายน้ำในพื้นที่รอยต่อกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 13 แห่ง ให้ชัดเจน และกำหนดพื้นที่เฝ้าระวังและแผนป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่ชั้นในกรุงเทพมหานคร พร้อมให้ประสานกรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบทกรมเจ้าท่า การรถไฟแห่งประเทศไทย และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ปรับแผนงานปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำ ปี 2563 ให้แล้วเสร็จ ก่อนฤดูน้ำหลาก พร้อมทำแผนงานส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จในปี 2565 และให้ร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง กรมเจ้าท่า และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เร่งกำจัดผักตบชวาในแม่น้ำสายหลักให้เสร็จในเดือนมิถุนายนนี้เช่นกัน ทั้งนี้ เพื่อให้รองรับสถานการณ์ได้ทันเวลา และลดผลกระทบต่อชีวิตทรัพย์สิน ความเป็นอยู่ของประชาชนให้มากที่สุด

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ในฐานะรองผู้อำนวยการ กอนช. เปิดเผยว่ารองนายกฯห่วงใยต่อปัญหาน้ำท่วมขังในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลที่มักประสบปัญหาระบายน้ำไม่ทันดังนั้น จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะทำงานภายใต้ กอนช. ด้านบูรณาการขับเคลื่อนแก้ปัญหาน้ำท่วมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จากผลปฏิบัติงานที่ผ่านมาดำเนินการขุดลอกคูคลองสองฝั่งถนนวิภาวดีรังสิตและคลองเชื่อมถนนวิภาวดีรังสิตลงคลองเปรมประชากรตั้งแต่เขตดอนเมืองถึงเขตดินแดงเสร็จแล้ว ทำให้การระบายน้ำมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง ขณะนี้บางพื้นที่ที่ยังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ รองนายกฯสั่งการให้เร่งพัฒนาธนาคารน้ำใต้ดิน โดยมีสทนช.และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เป็นเจ้าภาพหลัก พร้อมให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทำแผนพัฒนาบ่อน้ำบาดาลและธนาคารน้ำใต้ดิน ตามหลักเกณฑ์ที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาลเสนอ โดยเฉพาะท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดพื้นที่เก็บน้ำใต้ดินให้มากขึ้น ดังนั้นเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเป็นรูปธรรมกอนช.มีมติเห็นชอบกรอบแนวทางแต่งตั้งคณะทำงานขับเคลื่อนโครงการธนาคารน้ำใต้ดินภายใต้คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำโดยมีรองปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นประธาน ซึ่งสทนช.จะเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ต่อไป

ส่องเกษตร : คุณธรรม หรือ คุณทำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499636

ส่องเกษตร : คุณธรรม หรือ คุณทำ

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กลางเดือนมิถุนายนเข้าสู่ฤดูฝนอย่างเป็นทางการ เป็นไปตามลักษณะของธรรมชาติ และการจัดการของมนุษย์ประกอบกัน กลายเป็นกิจกรรมร่วมกันของมนุษย์กับธรรมชาติ เช่นเดียวกับกิจกรรมทางการเกษตรที่มนุษย์ต้องร่วมทำงานกับธรรมชาติ เมื่อฝนมาก็ถึงฤดูการเพาะปลูก การเตรียมการต่างๆ ทั้งการเตรียมดิน เตรียมพันธุ์ แรงงาน และความรู้เทคโนโลยีต่างๆก็ต้องเตรียมลงมือดำเนินการ

การเพาะปลูกพืขที่ต้องอาศัยธรรมชาติเช่นฝน ในรอบ 1 ปี สามารถทำได้ครั้งเดียว ถ้าพลาดแล้วจะพลาดเลย รออีกครั้งเมื่อครบรอบอีกปี ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องไม่สามารถสะดุดหยุดลงได้ จึงเห็นการเตรียมการ การดำเนินการทันทีเมื่อเวลาและโอกาสมาถึง

ในทำนองเดียวกันในช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายนของทุกปี จะเห็นการลงมือดำเนินงานของข้าราชการในส่วนต่างๆ ไม่เว้นหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับภาคการเกษตร เรียกว่าเกี่ยวทั้งการเพาะปลูก เกี่ยวทั้งระบบราชการ ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมการชี้แจงงบประมาณ การจัดทำโครงการเร่งด่วนภายใต้แผนฟื้นฟู การเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณ ตามงวดเงินที่ได้รับการจัดสรรให้ได้ตามเป้าหมายที่กำหนด เพราะหากไม่เป็นตามเป้าหมาย ระหว่างการชี้แจงงบประมาณต้องมีการชี้แจงเหตุผล ความจำเป็นต่างๆที่เกิดขึ้น และบางหน่วยงานอาจถูกตัดงบประมาณตั้งแต่ขั้นตอนนี้เลยก็เป็นได้

อีกมุมหนึ่งของระบบราชการคือ ระบบการบริหารงานบุคคล เป็นช่วงเวลาที่มีข้าราชการต้องเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นปีงบประมาณ จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการเข้าสู่ตำแหน่ง การโยกย้าย สับเปลี่ยน จึงเริ่มต้นในช่วงเวลานี้เช่นกัน นัยว่าเพื่อไม่ให้เกิดการขาดช่วงในการปฏิบัติราชการ สามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง การจัดวางกำลังคนเพื่อให้นโยบายต่างๆ ของภาครัฐสามารถบรรลุผลตามเป้าหมาย ได้สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงของข้าราชการพอสมควร บางคนก็เร่งดำเนินงานในหน้าที่ให้สำเร็จโดยเร็วตามเป้าหมาย บางคนก็แต่งตัวรอเข้าสู่ตำแหน่งที่มุ่งหวังไว้ หรือแม้แต่การแต่งตัวรอเกษียณ หลบหลีกความสุ่มเสี่ยงใดๆ โดยสิ้นเชิง รอวันที่จะจบชีวิตราชการไปอย่างสงบ เพียงให้ชื่อว่าเกษียณตำแหน่งนั่น ตำแหน่งนี้ ก็ว่ากันไป

บางกลุ่มที่มีความมุ่งหวังในตำแหน่งต่างๆ ก็มีวิธีในการเข้าสู่ตำแหน่งแตกต่างกัน เกิดภาวะการวิ่งเข้าหาเส้นทางของผู้มีอำนาจ หากมีความรู้ ความสามารถ ความรับผิดชอบ ได้รับการแต่งตั้งมา ก็คงพอรับกันได้ แต่เท่าที่ทราบ กลุ่มคนเหล่านี้มักจะประเมินตนเองสูงกว่าตำแหน่งที่มุ่งหวังเป็นส่วนใหญ่ บางคนไม่มีพื้นฐานความรู้ใดๆ กับงานที่จะต้องรับผิดชอบในตำแหน่งนั้น เพียงแต่อยู่ในกลุ่มก๊วนของสายการเมือง หรืออาจถูกส่งเข้าไปดูแลผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น หรือปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มก๊วนที่ทำไว้โดยไม่สนใจเรื่องอื่น เพียงยกประเด็นว่าเป็นตำแหน่งบริหารเท่านั้น จะมีพื้นฐานหรือไม่ก็บริหารได้ ซึ่งก็แล้วแต่ว่าจะเหมาะสม พอควร หรือถูกต้องเป็นสำคัญ

ตัวผมเองไปรับข้อมูลจากหลายช่องทางในเรื่องของการแต่งตั้งโยกย้าย โดยปกติก็ได้แต่รับฟัง และทำความเข้าใจแต่ที่ผมสะกิดใจมากเป็นประเด็นการแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ในระดับอำเภอที่มีคำสั่งชี้ตัวให้ลงในตำแหน่งนั้นแล้ว ดูแล้วไม่น่าจะเป็นปัญหา ทั้งความอาวุโส ประสบการณ์ ความรู้ความสามารถ รักษาการในตำแหน่งดังกล่าวมาแล้ว อีกทั้งปีหน้าก็จะเกษียณอายุราชการ แต่ปัญหากลับกลายเป็นว่าผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานขอร้องแถมบังคับทุกวิถีทางให้เจ้าหน้าที่ที่ได้รับการชี้ตัวสละสิทธิ์ เพื่อจะเปิดทางให้สายของนักการเมืองเข้าสู่ตำแหน่งนี้ให้ได้ หากไม่สำเร็จตามที่นักการเมืองชี้มา ผู้บริหารจะเดือดร้อน โดยที่สายของนักการเมืองนั้น เมื่อเทียบคุณสมบัติกันแล้วไม่สามารถเทียบได้ทั้งอายุราชการ เงินเดือน ประสบการณ์การทำงาน ในที่สุดผมก็คงได้แต่ปลงกับระบบราชการที่เป็นอยู่ ผู้บังคับบัญชาที่ดีควรแสดงความรับผิดชอบต่อหน่วยงานและยึดระบบการบริหารงานบุคคลที่มีคุณธรรม มีธรรมาภิบาล
อย่าให้เจ้าหน้าที่ระดับล่างสิ้นหวังกับการบริหารงานของผู้บังคับบัญชาที่พึงพาไม่ได้ คุณธรรมต้องเริ่มที่คุณทำ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมวิชาการเกษตรคว้ารางวัลระดับดี ‘การตรวจสอบภายในภาครัฐ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499639

กรมวิชาการเกษตรคว้ารางวัลระดับดี ‘การตรวจสอบภายในภาครัฐ’

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตรผลงานเข้าตากรมบัญชีกลางสมัครเข้ารับการประเมินเป็นปีแรก คว้ารางวัลประกาศเกียรติคุณระดับดีด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐ ชูรางวัลตอบโจทย์วิสัยทัศน์องค์กร ซื่อสัตย์ โปร่งใสงานวิจัยมีคุณภาพ

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 กรมวิชาการเกษตร สมัครเข้ารับการประเมินรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ซึ่งกรมจัดให้มีการมอบรางวัลดังกล่าว เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติงานด้านการเงินการคลังในภาพรวมของหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ โดยยกย่องเชิดชูหน่วยงานที่ปฏิบัติตามกฎ ระเบียบและมีความโปร่งใสในการปฏิบัติงาน มีการบริหารจัดการภายใน ด้านการเงินการคลังที่มีประสิทธิภาพให้ได้รับการยกย่องและเป็นที่ยอมรับ เพราะการบริหารจัดการด้านการเงินการคลังเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งเสริมให้หน่วยงานสามารถปฏิบัติงานในภารกิจหลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการด้านการเงินการคลัง ประจำปีงบประมาณ 2562 จะประเมินหน่วยงานใน 5 มิติ คือ มิติด้านจัดซื้อจัดจ้าง มิติด้านเบิกจ่าย มิติด้านการบัญชีภาครัฐ มิติด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐและมิติด้านปลอดความรับผิดทางละเมิด โดยแบ่งออกเป็น 8 ประเภทรางวัล โดยกรมวิชาการเกษตรสมัครเข้ารับการประเมินประกาศเกียรติคุณด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐเป็นปีแรก ซึ่งหน่วยงานที่จะเข้ารับการประเมินรางวัลดังกล่าว ต้องผ่านการประเมินการประกันคุณภาพงานตรวจสอบภายใน โดยต้องมีผลการประเมินเป็นไปตามมาตรฐานระดับดีหรือเป็นไปตามมาตรฐานต้องปฏิบัติงานตรวจสอบได้ครบถ้วนตามแผนตรวจสอบประจำปีที่ได้รับการอนุมัติจากหัวหน้าส่วนราชการต้องปฏิบัติงานได้ครอบคลุมงานให้ความเชื่อมั่น (การตรวจสอบทางการเงิน ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การตรวจสอบการปฏิบัติงานหรือการดำเนินงาน การตรวจสอบผลการดำเนินงานหรือผลปฏิบัติงานการตรวจสอบเทคโนโลยีสารสนเทศ และตรวจสอบการบริหาร) และงานให้คำปรึกษา

“ขณะนี้คณะกรรมการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์และตัดสินการมอบรางวัลองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริการจัดการด้านการเงินการคลังประจำปีงบประมาณ 2563 ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบรายชื่อหน่วยงานที่ได้รับรางวัล 20 หน่วยงาน โดยกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ได้รับรางวัลประกาศเกียรติคุณด้านการตรวจสอบภายในภาครัฐระดับดี ซึ่งเป็นรางวัลที่กรมวิชาการเกษตรภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งเพราะเป็นการสมัครเข้ารับการประเมินเป็นครั้งแรก และรางวัลที่ได้รับครั้งนี้เป็นการตอบโจทย์วิสัยทัศน์องค์กรที่ระบุไว้ว่า เป็นองค์กรที่มีความซื่อสัตย์ โปร่งใส งานวิจัยมีคุณภาพ” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

ไม้ผลภาคใต้-ลำไยเหนือปีนี้ผลผลิตเพิ่ม เตรียมพร้อมออกตลาดสิงหาคม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499637

ไม้ผลภาคใต้-ลำไยเหนือปีนี้ผลผลิตเพิ่ม เตรียมพร้อมออกตลาดสิงหาคม

วันพุธ ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงสถานการณ์ไม้ผลภาคใต้ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกองและลำไย ของภาคเหนือ ปี 2563 ซึ่งคณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคใต้ มีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ข้อมูลไม้ผลปี 2563ครั้งที่ 2 (ข้อมูล ณ วันที่ 26 พฤษภาคม) พบว่า เนื้อที่ให้ผลของไม้ผลทั้ง 4 ชนิด (ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง) รวม 14 จังหวัดภาคใต้ มี 887,852 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 844,042 ไร่ (เพิ่มขึ้น 43,810 ไร่ หรือร้อยละ 5.19) โดยทุเรียน เพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 13.80 มังคุดเพิ่มขึ้นร้อยละ 1.57 ส่วนเงาะ ลดลงร้อยละ5.27 และลองกอง ลดลงร้อยละ 5.65

ผลผลิตรวมทั้ง 4 สินค้า คาดว่าจะมีประมาณ 844,003 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 796,751 ตัน (เพิ่มขึ้น 47,252 ตัน หรือร้อยละ 5.93) สำหรับการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาด ผลผลิตทุเรียน มังคุด และเงาะจะออกมากเดือนสิงหาคม และลองกองจะออกมากเดือนกันยายน โดยผลผลิตรวมของทุเรียนเพิ่มขึ้น ร้อยละ 22.03 ส่วนไม้ผลชนิดอื่นมีผลผลิตลดลง โดยเงาะลดลงร้อยละ 29.52 ลองกองลดลงร้อยละ 27.99 และมังคุดลดลงร้อยละ 10.30 ทั้งนี้ ผลผลิตต่อไร่ของทุเรียนคาดว่าจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาปีที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ดีจูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาดี มีการเตรียมแหล่งน้ำสำรองเพื่อใช้ดูแลต้นทุเรียน ส่วนมังคุด เงาะและลองกอง ผลผลิตต่อไร่คาดว่าลดลงเนื่องจากสถานการณ์ภัยแล้ง เกษตรกรเกรงว่าน้ำจะไม่เพียงพอต่อการใช้ และจำเป็นต้องเก็บน้ำไว้สำหรับดูแลต้นทุเรียน ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงกว่า

สำหรับลำไย ของแหล่งผลิตหลัก 8 จังหวัดภาคเหนือ คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ มีมติเห็นชอบผลพยากรณ์ข้อมูลลำไย ปี 2563 ครั้งที่ 3(ข้อมูล ณ 2 มิถุนายน 2563) คาดการณ์เนื้อที่ให้ผล 854,615 ไร่ เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มี 849,710ไร่ (เพิ่มขึ้น 4,905 ไร่หรือร้อยละ 0.58 ของเนื้อที่ให้ผล8 จังหวัดภาคเหนือ) แบ่งเป็นเนื้อที่ให้ผลในฤดูช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน 637,588 ไร่ (คิดเป็นร้อยละ 74.61) และเนื้อที่ให้ผลนอกฤดู 217,027 ไร่ (คิดเป็นร้อยละ 25.39) และคาดว่าจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดรวม 635,394 ตัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วที่ให้ผลผลิต 620,379 ตัน (เพิ่มขึ้น 15,015 ตันหรือร้อยละ 2.42) แบ่งเป็นผลผลิตในฤดู 386,065 ตัน (ร้อยละ 60.76) และผลผลิตนอกฤดู 249,329 ตัน (ร้อยละ 39.24) โดยผลผลิตจะออกมากที่สุดช่วงเดือนสิงหาคม คิดเป็นร้อยละ 35.41 ของผลผลิตทั้งปี ด้านผลผลิตต่อไร่ของลำไยเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศเหมาะสม โดยช่วงที่ลำไยติดดอกมีความหนาวเย็นพอเหมาะ ส่งผลให้ลำไยปีนี้ออกดอกและติดผลมากกว่าปีที่แล้ว ทั้งนี้ สศก.จะได้ติดตามสถานการณ์ผลิตและปริมาณการผลิตไม้ผล ภายใต้คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจ เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งระดับกระทรวง กรมและจังหวัดได้นำไปใช้ประโยชน์ในการเตรียมมาตรการนโยบายต่อไป

จัดตั้งเดินหน้าAICต่อเนื่อง เฟส1 เป้าหมายเสร็จภายใน 3 เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499631

จัดตั้งเดินหน้าAICต่อเนื่อง เฟส1 เป้าหมายเสร็จภายใน 3 เดือน

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 17.37 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารAICเป็นประธานในการประชุมการขับเคลื่อนศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center :AIC) ครั้งที่ 3/2563 ในวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2563 ผ่านระบบ Zoom Video Conferrence ณ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านเครือข่ายศูนย์ A.I.C. 77จังหวัดทั่วประเทศ ศพก. แปลงใหญ่ เกษตรกรรุ่นใหม่ Young Smart Farmer พร้อมด้วย นายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจกระทรวงเกษตรฯ และทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งมหาวิทยาลัยในแต่ละจังหวัด ส่วนราชการ  ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร ร่วมกันปฎิรูปเกษตรไทย สู่เกษตร 4.0 โดยมีวาระสำคัญเช่น การจัดตั้ง AICศูนย์แห่งความเป็นเลิศ , การจัดตั้งคณะกรรมการและศูนย์เฉพาะด้านในAICจังหวัด , คณะกรรมการโลจิสติกส์จังหวัด , โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของรัฐบาล , โครงการบริการประชาชนด้วยแพลตฟอร์ม(National Citizen Self Service Portal)ร่วมกับสพร.,การส่งเสริมเกษตรอัจฉริยะและระบบแชร์เครื่องจักรกลเกษตร(AMR), การเปิดหลักสูตรอบรมบ่มเพาะE-Commerce แบบO2O(ออฟไลน์2ออนไลน์)และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมสู่แปลงเกษตร, โครงการ 1 ตำบล 1 กลุ่มเกษตรทฤษฎีใหม่, โมเดลเกษตรผลิตพาณิชย์ตลาดสู่พาณิชย์ทันสมัย(New Commerce)และเกษตรทันสมัย (Modern Agriculture)ระหว่างกระทรวงพาณิชย์(รมว.พณ.จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์และกระทรวงเกษตรฯ(รมว.กษ.ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน) และ AIC Forum เป็นต้นโดยมีเป้าหมายในเฟส1ให้แล้วเสร็จภายใน3เดือน