สศก.เทียบชัดแปลงใหญ่สมุนไพร‘ขมิ้นชัน-ไพล’ สร้างรายได้เพิ่มมากกว่ากลุ่มเกษตรกรทั่วไป #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499389

สศก.เทียบชัดแปลงใหญ่สมุนไพร‘ขมิ้นชัน-ไพล’ สร้างรายได้เพิ่มมากกว่ากลุ่มเกษตรกรทั่วไป

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อัญชนา ตราโช

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงผลการศึกษาศักยภาพการผลิตและการตลาดสมุนไพรในพื้นที่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ กรณีศึกษาขมิ้นชัน และไพล โดยทำการศึกษา ต้นทุน ผลตอบแทนการผลิต ประสิทธิภาพการผลิตการตลาด เปรียบเทียบทั้งในและนอกพื้นที่โครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า จากข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ณ เดือนตุลาคม 2561 มีแปลงที่ปลูกขมิ้นชันครอบคลุม 5 จังหวัด (พังงา สุราษฎร์ธานี มหาสารคาม สระแก้ว ราชบุรี) แปลงที่ปลูกไพลครอบคลุม 4 จังหวัด (สุราษฎร์ธานี มหาสารคาม สระแก้ว ราชบุรี) รวมจำนวนเกษตรในโครงการแปลงใหญ่สมุนไพรที่มีการปลูกขมิ้นชันและไพลทั้งสิ้น 326 ราย

ขมิ้นชัน เกษตรกรในโครงการแปลงใหญ่ มีต้นทุนการผลิต 14,931 บาท/ไร่/รุ่นการผลิต 1 ปี ผลผลิต 1,684 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 23.17 บาท/กก. ให้ผลตอบแทน 39,019 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 24,088 บาท/ไร่ เมื่อเทียบกับเกษตรกรนอกพื้นที่แปลงใหญ่ พบว่า มีต้นทุนการผลิตน้อยกว่าร้อยละ 8.86 และมีผลตอบแทนสุทธิมากกว่า ร้อยละ 12

ไพล เกษตรกรในโครงการแปลงใหญ่มีต้นทุนการผลิต 24,664 บาท/ไร่/รุ่นการผลิต 2 ปี ผลผลิต 3,341 กิโลกรัม/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 23.66 บาท/กก. ให้ผลตอบแทน 79,042 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 54,377 บาท/ไร่ เมื่อเทียบกับเกษตรกรนอกพื้นที่แปลงใหญ่ พบว่า มีต้นทุนการผลิตต้นทุนน้อยกว่าร้อยละ 6.28 และมีผลตอบแทนสุทธิมากกว่าร้อยละ 26.77

จากการศึกษา ยังพบว่า ปัจจุบันความต้องการใช้สมุนไพรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เนื่องจากใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย พืชสมุนไพรจึงเป็นโอกาสสร้างรายได้ให้เกษตรกรในชุมชน โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกี่ยวกับสมุนไพร เป็นช่องทางการจำหน่ายหลักของขมิ้นชันและไพล รองลงมาจำหน่ายให้พ่อค้ารวบรวม ดังนั้น ภาครัฐควรส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนให้เป็นช่องทางรับซื้อผลผลิตและลดความเสี่ยงด้านราคา โดยต้องส่งเสริมตลอดโซ่อุปทาน เช่น มาตรฐานวัตถุดิบและการแปรรูปเป็นเวชสำอางและผลิตภัณฑ์ต่างๆ และส่งเสริมกิจกรรมด้านการตลาด เช่น Road show และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ให้มากขึ้น นอกจากนี้ เกษตรกรผู้ปลูกสมุนไพรควรรวมตัวเป็นกลุ่มเข้าร่วมโครงการแปลงใหญ่ จะช่วยให้มีช่องทางจำหน่ายการตลาด ได้ราคา และสร้างรายได้ดียิ่งขึ้น

ก.เกษตรฯจับมือปณท.ช่วยชาวสวนขายผลไม้ คิดค่าบริการขนส่งEMSอัตราพิเศษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499388

ก.เกษตรฯจับมือปณท.ช่วยชาวสวนขายผลไม้ คิดค่าบริการขนส่งEMSอัตราพิเศษ

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรฯตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อน E-Commerce เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องของกระทรวงเกษตรฯ และการพาณิชย์ ด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ วางแผนแก้ไขการพาณิชย์สินค้าเกษตร ทั้งภายในประเทศและนอกประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงดำเนินการบูรณาการระบบการพาณิชย์ ด้านE-Commerce สินค้าเกษตรระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ให้ตอบสนองพฤติกรรมอุปโภค-บริโภคได้ถูกต้องรวดเร็วนั้น คณะอนุกรรมการฯจึงขอความร่วมมือให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท.) สนับสนุนการขนส่งด้วยบริการไปรษณีย์ด่วนพิเศษ (EMS) ในประเทศ เพื่อกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร

นายศตพล จันทร์ณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอี-คอมเมิร์ซภายใต้คณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 กล่าวเพิ่มเติมว่า เบื้องต้นปณท.ยินดีสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวเป็นอย่างดี โดยกำหนดอัตราค่าบริการพิเศษสำหรับการจัดส่งผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรในสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ในอัตราค่าบริการ 8 บาท/กิโลกรัม ทั้งนี้ อัตราค่าบริการพิเศษสำหรับการจัดส่งน้ำหนักไม่เกิน 5 กิโลกรัม คิดอัตราเหมาจ่าย 30 บาท/กล่อง เพื่อร่วมสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรจำหน่ายสินค้าได้เพิ่มขึ้นในอัตราค่าขนส่งที่ถูกลงและตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกร รวมถึงการจัดส่งสินค้าประเภทผลไม้สามารถดำเนินการได้เหมาะสมกับสภาพการขนส่งของ ปณท. ตลอดจนเกษตรกรสามารถเลือกบรรจุภัณฑ์และมีวิธีหุ้มห่อให้เหมาะสมกับผลไม้ที่จะจัดส่ง สำหรับเกษตรกรที่สนใจต้องประสานงานล่วงหน้าก่อนที่จะจัดส่ง โดยให้แจ้งรายละเอียดของสิ่งของที่จะจัดส่งเกษตรกรที่มีความพร้อมและความต้องการสถานที่ที่จะจัดส่ง เพื่อให้เจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้เกษตรกรในการใช้บริการ เป็นการสร้างความพึงพอใจทั้งผู้ส่งและผู้สั่งซื้อได้

‘ปุ๋ยยารา’ก้าวสู่ปีที่115 เดินหน้าเคียงข้าง-เชิดชูเกษตรกรนักสู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499387

‘ปุ๋ยยารา’ก้าวสู่ปีที่115 เดินหน้าเคียงข้าง-เชิดชูเกษตรกรนักสู้

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มิสเตอร์เมดิ เซนท์-อังเดร์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยารา (ประเทศไทย) จำกัด และรองประธานกลุ่มธุรกิจประเทศไทย และประเทศพม่า กล่าวว่า ในโอกาสที่ ปุ๋ยยาราเดินทางเข้าสู่การครบรอบ 115 ปี ในระดับโลกและ 48 ปีในการจำหน่ายปุ๋ยยาราในประเทศไทยในปีนี้ นับเป็นปีที่ยากลำบากของเกษตรกร เป้าหมายหลักของเราจึงมิใช่เพียงเฉลิมฉลอง แต่เป็นการช่วยเหลือดูแลเกษตรกรให้ผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน ทั้งวิกฤติโควิด-19 ตลอดจนสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันรุนแรงที่คุกคามโลกคือ บทพิสูจน์ว่าไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น ภาคเกษตรยังเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและผลิตอาหารเพื่อดูแลปากท้องของประชาชน เราจึงอยากใช้โอกาสนี้ยกย่องคุณูปการอันยิ่งใหญ่ของเกษตรกร ด้วยการสานต่อและยกระดับความมุ่งมั่นในการสนับสนุนการเกษตรให้ลุกขึ้นและเดินหน้าต่อไปอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

ยาราเป็นบริษัทปุ๋ยแห่งแรกของโลกที่บุกเบิกนวัตกรรมการสกัดธาตุไนโตรเจนจากอากาศ มาผลิตเป็นปุ๋ยธาตุอาหารแบบคอมปาวด์คุณภาพสูง หรือปุ๋ย NPK ซึ่งหลังถูกนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ปุ๋ยธาตุอาหารหลากหลายสูตร สำหรับพืชหลากหลายชนิด ปัจจุบันยารามียอดขายอันดับ 1 โดยเฉพาะในกลุ่มพืชเศรษฐกิจหลัก 5 ชนิดในประเทศไทยได้แก่ ยางพารา ปาล์ม ทุเรียน ลำไย และผักใบและหลังจากคลุกคลีกับเกษตรกรไทยมาเกือบ 50 ปี ยาราจึงเข้าใจความต้องการที่เปลี่ยนไปของเกษตรกรไทย ปีนี้จึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ คือ ยารามีร่า 23-8-8 สำหรับข้าวโพดไร่และอ้อย ยาราวีตา สำหรับข้าว และยาราเรก้าเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรไทยด้วยทางเลือกใหม่ในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร

“ยาราดำเนินธุรกิจโดยให้ความสำคัญกับเกษตรกรเป็นหลัก เราศึกษาและทำความเข้าใจพฤติกรรมของเกษตรกรและปัจจัยแวดล้อมอย่างลึกซึ้ง แล้วนำความรู้ความเชี่ยวชาญมาถ่ายทอดให้กับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกรพึ่งพาตัวเองได้อย่างยั่งยืน โดยบริษัทยาราทั่วโลกรวมถึงในประเทศไทยได้จัดตั้งหน่วยงาน Digital Farming ทำหน้าที่เอาปัญหาที่เกษตรกรประสบมาวิเคราะห์และพัฒนาเป็นโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการที่ต่างกันไปโดยเฉพาะ อีกทั้ง ยาราเป็นบริษัทปุ๋ยรายแรกในประเทศไทยที่นำเอาดิจิทัลโซลูชั่นมาใช้ปฏิบัติกับภาคเกษตรกร โดยประสานความร่วมมือกับพันธมิตรองค์กรธุรกิจชั้นนำ อาทิ ดีแทค พัฒนาแอพพลิเคชั่นที่เปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงองค์ความรู้ด้านธาตุอาหารและการเกษตร และยังจัดทำแอพพลิเคชั่น “ยาราพรีเมียมคลับ” สำหรับร้านค้าตัวแทนจำหน่ายรายย่อยติดตั้ง เพื่อใช้ระบบสะสมแต้มจากยอดซื้อแบบอัตโนมัติแล้วนำมาแลกเป็นส่วนลดในรอบถัดไปได้อีกด้วย”มิสเตอร์เมดิ เซนท์-อังเดร์ กล่าว

ด้านคุณปัญชลี วรรณพฤกษ์ผู้จัดการฝ่ายการตลาดและสื่อสาร บริษัทยารา (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า ท่ามกลางวิกฤติมากมายทั้งภัยแล้ง ผลผลิตราคาตกต่ำ และการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ยาราได้สร้างสรรค์กิจกรรมมากมายเพื่อช่วยเหลือบรรเทาทุกข์เกษตรกรไทย อาทิ การสร้างช่องทางการตลาดออนไลน์ในแคมเปญ “Safe #เกษตรกรนักสู้ ยารารับฝากสวน” เพื่อช่วยเป็นตลาดให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบได้ผ่านเฟซบุ๊คยาราประเทศไทย โครงการบริจาคปุ๋ยให้กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนมิถุนายนนี้ช่วยบรรเทาภาระของเกษตกรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะผลผลิตล้นตลาดจากวิกฤติโควิด-19 และกิจกรรมเชิญชวนเกษตรกรมาประกวดร้องเพลง ในช่วงสกู๊ปของรายการ ร้องได้ให้ล้าน ทางช่องไทยรัฐทีวี และการแข่งขันโหวตผู้ชนะทางเฟซบุ๊ค ยารา ประเทศไทย ตลอดเดือนกรกฎาคม นอกจากนี้ ยารายังช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ที่ปีนี้ประสบปัญหาราคายางตกต่ำที่สุดในรอบหลายปีด้วยการปรับราคาปุ๋ยให้ลดลงเป็นประวัติการณ์เพื่อลดต้นทุนให้กับเกษตรกรอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ‘ไบโอเทค สวทช.’พัฒนาระบบเพาะเลี้ยงพืชในอาหารเหลว เพิ่มประสิทธิภาพขยายพันธุ์ต้นกล้า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499390

รายงานพิเศษ : ‘ไบโอเทค สวทช.’พัฒนาระบบเพาะเลี้ยงพืชในอาหารเหลว เพิ่มประสิทธิภาพขยายพันธุ์ต้นกล้า

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) และโปรแกรมสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ITAP:ไอแทป) ร่วมกับ สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อโดยใช้ระบบอาหารเหลว และนำเอาระบบไบโอรีแอคเตอร์ (Bioreactor) มาเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตต้นพันธุ์ของพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ เพื่อลดต้นทุน แรงงาน และระยะเวลาในการพัฒนาต้นกล้าพันธุ์ดี ให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกร

ปัญหาอย่างหนึ่งในการผลิตพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยคือ การขยายต้นกล้าพันธุ์ดีจากภาครัฐและภาคเอกชนออกไปสู่เกษตรกร ถ้าเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีอายุสั้น จะมีการเจริญเติบโตทางยอดของต้นได้ง่าย สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมหรือเมล็ดพันธุ์แท้ออกสู่ตลาดได้เลย ทำให้เพียงพอต่อความต้องการของเกษตรกรในประเทศได้ไม่ยากนัก แต่หากเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีการเจริญเติบโตช้า อย่างพืชตระกูลปาล์ม เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว และอินทผาลัม แม้จะผลิตเมล็ดได้ แต่ยังมีข้อจำกัดในการเพาะต้นกล้าจากเมล็ดลูกผสม เพราะนอกจากต้นจากการเพาะเมล็ดจะมีลักษณะการกระจายตัวสูงแล้ว ยังใช้เวลานาน ใช้พื้นที่ และแรงงานในการจัดการดูแลสูง จำนวนต้นกล้าพันธุ์ดีที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของภาคเกษตรกรผู้ผลิต นอกจากนั้น ในพืชที่มีลักษณะแยกเป็นต้นตัวผู้และต้นตัวเมีย เช่น อินทผาลัม การใช้ต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดมีความเสี่ยงสูงในการที่จะได้ต้นตัวผู้มากกว่าต้นตัวเมีย ทำให้เกษตรกรผู้ผลิตอินทผาลัมเกิดความเสียหายเนื่องจากได้ผลผลิตไม่เป็นไปตามความคาดหมาย

ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต นักวิจัยจากทีมวิจัยนวัตกรรมโรงงานผลิตพืชสมุนไพร ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมา ไบโอเทค สวทช. นำเอาเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาเป็นเครื่องมือเพิ่มประสิทธิภาพในการขยายพันธุ์และการปรับปรุงพันธุ์พืชเศรษฐกิจที่มีอายุยาว เช่น ปาล์มน้ำมันมะพร้าว อยู่แล้ว โดยจะเลือกใช้ชิ้นส่วนเนื้อเยื่อพืชที่กำลังมีการพัฒนา ได้แก่ เนื้อเยื่อเจริญ ใบอ่อน ช่อดอกอ่อน ตาข้าง มาฟอกฆ่าเชื้อและเพาะเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ ซึ่งมีธาตุอาหารและสารควบคุมการเจริญเติบโต ซึ่งปกติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนใหญ่จะใช้ระบบอาหารแข็งในการชักนำให้เกิดกลุ่มเซลล์ที่สามารถพัฒนาไปเป็นต้นอ่อนได้ เรียกว่า แคลลัส (callus) และจึงพัฒนาเป็นต้นอ่อนสมบูรณ์ในสภาพปลอดเชื้อเพื่อออกสู่เกษตรกรต่อไป

ปัจจุบันคณะนักวิจัยมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้น โดยได้พัฒนาวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อปาล์มน้ำมันและมะพร้าว โดยใช้ระบบอาหารเหลวและนำเอาระบบไบโอรีแอคเตอร์มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ซึ่งระบบนี้จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้รวดเร็วกว่าวิธีการใช้อาหารแข็งปกติประมาณ 3-4 เท่า นอกจากจะสามารถร่นระยะเวลาในการผลิตต้นอ่อนจากต้นแม่สายพันธุ์ดีให้เพียงพอต่อความต้องการในตลาดต้นกล้าแล้ว ระบบไบโอรีแอคเตอร์นี้ยังสามารถควบคุมสารอาหารเพื่อกระตุ้นให้เกิดสารออกฤทธิ์ตามที่เราต้องการในพืชสมุนไพรบางชนิดได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นลดต้นทุน แรงงาน และเวลา รวมถึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาการขยายพันธุ์พืชเศรษฐกิจไทยแบบก้าวกระโดดได้ในอนาคต

นอกจากนี้ วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบไบโอรีแอคเตอร์ ยังสามารถนำไปปรับใช้กับพืชชนิดอื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาทิ การขยายพันธุ์พืชสมุนไพรหลายๆ ชนิด ซึ่งในปัจจุบันทางคณะผู้วิจัยกำลังพัฒนาระบบการขยายต้นพันธุ์ขมิ้นชัน รวมถึงพืชในตระกูลขมิ้นอื่นๆ เช่น ว่านมหาเมฆ ว่านชักมดลูก ว่านนางคำ ขมิ้นอ้อย ขมิ้นขาว และพืชสมุนไพรประเภทเหง้าหรือหัว เช่น กระชายดำ เป็นต้น โดยวิธีการนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการอนุรักษ์สายพันธุ์พืชสมุนไพร โดยเฉพาะว่านต่างๆ ซึ่งเริ่มหายากแล้ว รวมถึงส่งผลให้เกษตรกรมีต้นพันธุ์เพื่อใช้ปลูกได้ตลอดทั้งปี เพราะพืชที่มีหัวเป็นเหง้าแบบนี้จะมีการพักต้นตามฤดูกาล ทำให้ไม่สามารถปลูกได้ทั้งปี และในอนาคตยังสามารถใช้ประโยชน์จากระบบการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อด้วยไบโอรีแอคเตอร์ในการกระตุ้นสารออกฤทธิ์ทางยาได้ ซึ่งจะต้องมีการวิจัยและพัฒนากันต่อไป คาดว่าจะมีความก้าวหน้ามากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต กล่าวทิ้งท้าย

กษ.ชงครม.เยียวยา เกษตรกร8หมื่นคน ไร้เอกสารสิทธิที่ดิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499457

กษ.ชงครม.เยียวยา เกษตรกร8หมื่นคน ไร้เอกสารสิทธิที่ดิน

วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปลัดเกษตรฯระบุคณะ กก.กลั่นกรองเงินกู้ ลุ้น ครม.พิจารณา จ่ายเงินเยียวยาเกษตรกร 8 หมื่นคนที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกิน-เช่าที่ดิน พร้อมเร่งพิจารณาเกษตรกรยื่นอุทธรณ์ ด้าน ธ.ก.ส.โอนเงินเยียวยารอบ 2 เดือนมิถุนายนแล้ว ทยอยโอนเข้าบัญชีวันละล้านราย คาดครบถ้วน 21มิถุนายน

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า หลังจากกระทรวงเกษตรฯได้เปิดให้ยื่นอุทธรณ์จนถึงวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมาพบว่ามีรายชื่อผู้ยื่นอุทธรณ์กว่า1.8แสนคน จาก 6 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ได้ทำการตรวจสอบรายชื่อก่อนหน้านี้ แต่ไม่พบเนื่องจากกระทรวงเกษตรฯยังไม่ได้อนุมัติเพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบ8 หมื่นราย ซึ่งปัจจุบันได้จัดส่งเงินเยียวยาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาติดขัด 2.เป็นเกษตรกรแต่มีอาชีพรับจ้าง ซ้ำซ้อนกับระบบประกันสังคมด้วย ประมาณ 8หมื่นราย ในกรณีนี้ ให้หน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียนตรวจสอบสิทธิ์อีกครั้ง และให้พิจารณาเป็นรายกรณี และต้องหารือกับประกันสังคมให้ชัดเจนด้วย

3.เกษตรกรที่ทำการเกษตรในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ 8 หมื่นราย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯอนุมัติไม่ได้ เพราะขัดกับเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)ที่ให้เยียวยากับกลุ่มที่ทำการเกษตรในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น ในกรณีนี้กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าเป้าหมายของการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดดังนั้นเกษตรกรกลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงจะยกไปพิจารณาในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ และได้มีความเห็นที่จะช่วยเหลือ โดยจะนำเข้าครม.พิจารณาเห็นชอบ วันที่16มิ.ย.นี้หากได้รับความเห็นชอบก็สามารถจ่ายจ่ายได้ทันที

4. เกษตรกรที่มีรายชื่อซ้ำซ้อนกับที่ยื่นขอในโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่ได้สละมาใช้สิทธิ์รับการเยียวยาฝั่งภาคการเกษตร ประมาณ 1,000 ราย กลุ่มนี้ควรได้รับการเยียวยาเช่นกัน 5. เกษตรกรที่ถูกคัดออกมาจากโครงการไม่ทิ้งกันก่อนหน้านี้ เพราะตรวจพบว่ามีรายชื่อเป็นสมาชิกครัวเรือนเกษตรกร 2,000 ราย แต่ภายหลังโครงการเราไม่ทิ้งกัน เปิดให้ยื่นอุทธรณ์ และรับเงินเยียวยาไปแล้ว 6. กลุ่มข้าราชการ และข้าราชการบำนาญ ประมาณ 2,000 ราย กรณีนี้จะไม่ได้รับการเยียวยาตามเงื่อนไข

โดยคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์เงินเยียวยาเกษตรกรประชุมในวันที่ 18 มิถุนายน ขณะนี้เร่งรัดให้หน่วยงานรับขึ้นทะเบียนทั้งระดับภูมิภาคและระดับกรมสรุปจำนวนรายเกษตรกรที่ยื่นอุทธรณ์มา พร้อมให้จำแนกเรื่องที่อุทธรณ์มาด้วย หากเป็นเรื่องที่หน่วยงานระดับท้องถิ่นพิจารณาได้ให้สรุปและแก้ไขปัญหาให้เกษตรกรทันที ถ้าเกินอำนาจให้ส่งมายังกรมต้นสังกัด สำหรับเรื่องที่ต้องสอบถามความเห็นจากหลายหน่วยงานให้เสนอมายังคณะกรรมการอุทธรณ์ฯ ของกระทรวง

ส่วนรายชื่อของผู้เสียชีวิตและอยู่ในสถานะถูกจำหน่ายนั้น ได้ให้หน่วยงานรับขึ้นทะเบียนตรวจสอบข้อมูลทางทะเบียนราษฎร เบื้องต้นบางหน่วยงานรายงานกลับมาว่าปรับปรุงข้อมูลเฉพาะการทำเกษตร ได้แก่ ทำเกษตรกรรมประเภทใด พื้นที่เท่าไร แต่ไม่ได้ปรับปรุงข้อมูลของผู้ขึ้นทะเบียน ซึ่งกำชับว่าจากนี้ไปต้องปรับปรุงทั้งข้อมูลการทำเกษตรกรรมและสถานะของผู้ขึ้นทะเบียนทุกปี และวันอังคารนี้(16 มิ.ย.)คาดว่าคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ จะเสนอ ครม.พิจารณาหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเยียวยาให้เกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ดินทำกินและเช่าที่ดินทำเกษตร หาก ครม.มีมติเห็นชอบ จะเร่งส่งชื่อให้ ธ.ก.ส.จ่ายเงินให้เร็วที่สุด

ด้าน นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)กล่าวว่าวันนี้(15 มิ.ย.)โอนเงินเยียวยา งวดที่ 2 ให้เกษตรกรแล้ว999,984 ราย เป็นเงิน 4,999.92ล้านบาท จะทยอยโอนวันละ1ล้านราย คาดว่า จะดำเนินการเสร็จในวันที่ 21มิถุนายนนี้ ส่วนผลการจ่ายเงินเยียวยางวดที่1ของเดือนพฤษภาคมจ่ายแล้ว7,235,675รายรวมทั้งสิ้น36,178.38ล้านบาท ล่าสุด กำลังเร่งตรวจสอบความถูกต้องของบัญชีธนาคารซึ่งเกษตรกร แจ้งข้อมูลเพิ่ม 65,221ราย หากได้รับคำยืนยันจากธนาคารต่างๆแล้ว ธ.ก.ส.จะโอนให้ทันที ส่วนที่ยังไม่สามารถโอนได้มี 159,902 ราย เนื่องจากไม่พบบัญชี จึงเร่งประชาสัมพันธ์ทุกช่องทางให้เกษตรกรแจ้งหมายเลขบัญชีผ่าน http://www.เยียวยาเกษตรกร.com ขณะที่ทางกระทรวงเกษตรฯส่งเจ้าหน้าที่ไปพบเกษตรกรถึงบ้าน เพื่อให้เกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบได้รับเงินทุกราย

สำหรับรายชื่อ ที่ส่งคืนกระทรวงเกษตรฯมี 222,331 ราย แบ่งเป็น ข้าราชการ 91,426 ราย ที่เหลือ 132,905 ราย กระทรวงเกษตรฯต้องตรวจสอบสถานะทางทะเบียนราษฎร เนื่องจากก่อนโอนเงินเข้าบัญชี ทาง ธ.ก.ส.ตรวจสอบข้อมูลกับกระทรวงมหาดไทย พบว่า มีทั้งเสียชีวิตและอยู่ในสถานะถูกจำหน่าย

ดีเดย์ปิดอ่าวไทย15มิย.ฟื้นฟูสัตว์น้ำพื้นที่8จว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499181

ดีเดย์ปิดอ่าวไทย15มิย.ฟื้นฟูสัตว์น้ำพื้นที่8จว.

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงประกาศใช้มาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ประจำปี 2563 จำนวน 2 ช่วง ดังนี้ ช่วงที่ 1 : วันที่ 15 มิถุนายน -15 สิงหาคม 2563 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำอ่าวไทยตอนใน ฝั่งตะวันตกบางส่วนของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม และสมุทรสาคร โดยเริ่มจากอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และสิ้นสุดที่อำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสาคร ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 2,350 ตารางกิโลเมตร ช่วงที่ 2 : วันที่ 1 สิงหาคม – 30 กันยายน 2563 ในพื้นที่จับสัตว์น้ำอ่าวไทยตอนใน ด้านเหนือบางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา และชลบุรี โดยเริ่มจากอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร และสิ้นสุดที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 1,650 ตารางกิโลเมตร โดยมีการกำหนดให้ใช้เครื่องมือและวิธีทำการประมงที่สามารถทำการประมงได้ ดังนี้

1.อวนลากแผ่นตะเฆ่ที่ใช้ประกอบกับเรือกลลำเดียว ขนาดต่ำกว่า 20 ตันกรอสให้ทำประมงได้เฉพาะเวลากลางคืนและนอกเขตทะเลชายฝั่ง 2. อวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกล ขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอสมีขนาดช่องตาอวนตั้งแต่ 5 เซนติเมตรขึ้นไปความยาวอวนไม่เกิน 2,000 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ ทั้งนี้ ห้ามทำประมงโดยวิธีล้อมติดตา หรือวิธีอื่นใดที่คล้ายคลึงกัน
3.อวนติดตาชนิด อวนปู อวนกุ้ง อวนหมึก 4.อวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ให้ทำประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง 5.ลอบปูที่มีขนาดตาอวนโดยรอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำประมงไม่เกิน 300 ลูก ต่อเรือประมง 1 ลำ ทำประมงในเขตทะเลชายฝั่งได้ 6.ลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบตั้งแต่ 2.5 นิ้วขึ้นไป และใช้ทำประมงเกินกว่า 300 ลูก ต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง

7.เครื่องมือลอบหมึกทุกชนิด 8.ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบการทำประมงพื้นบ้านในเขตทะเลชายฝั่ง 9.เครื่องมือคราดหอย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯที่เกี่ยวข้องกับกำหนดเครื่องมือทำการประมง รูปแบบ และพื้นที่ทำประมงของเครื่องมือประมงคราดหอย ที่ห้ามใช้ทำประมงในที่จับสัตว์น้ำร่วมด้วย 10.เครื่องมืออวนรุนเคย โดยต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับรูปแบบของอวน ขนาดของเรือ วิธีที่ใช้ บริเวณพื้นที่ และระยะเวลาทำประมงที่ผู้ทำประมงด้วยเครื่องมืออวนรุนเคยที่ใช้ประกอบเรือยนต์ทำประมงต้องปฏิบัติร่วมด้วย 11.จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก 12. เครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำประมง 13.การใช้เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า โดยใช้เครื่องมือทำการประมงที่มิใช่เครื่องมือทำการประมงบางประเภทที่ถูกกำหนดเป็นประมงพาณิชย์ตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่ออกตามความในมาตรา 5 และต้องมิใช่การใช้เครื่องมือทำการประมงอวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตักที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) รวมทั้งเครื่องมือทำการประมงที่ห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่ออกตามมาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

สำหรับการใช้เครื่องมือในข้อ 2 3 4 5 6 และ 7 จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงเกษตรฯ ที่กำหนด และเครื่องมือที่ใช้ทำประมงต้องไม่ใช้เครื่องมือที่กำหนดห้ามใช้ทำประมงตามมาตรา 67 มาตรา 69 หรือ มาตรา 71 (1) แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ. 2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยในส่วนบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง 30 ล้านบาท ตามขนาดของเรือประมงหรือปรับ 5 เท่า ของมูลค่าสินค้าสัตว์น้ำที่ได้จากการทำประมง แล้วแต่อย่างใดจะสูงกว่า และเครื่องมือประมง สัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สินค้าสัตว์น้ำ หรือสิ่งอื่นใดที่ใช้ทำผิด หรือได้มาโดยการกระทำผิดจะถูกริบและต้องได้รับโทษทางปกครองอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อปีที่ผ่านมาจากข้อมูลการศึกษาและสำรวจปริมาณทรัพยากรสัตว์น้ำหลังมาตรการปิดอ่าวไทยรูปตัว ก ผลการจับปลาเศรษฐกิจปรับตัวสูงขึ้น 1.6 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนมาตรการ โดยกลุ่มปลาเศรษฐกิจ ที่พบมาก 3 อันดับแรก ได้แก่ ปลามงโกรย ปลาหลังเขียว และปลาทู แต่อย่างไรก็ตามการเพิ่มขึ้นของปลาทู สัตว์น้ำสำคัญทางเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควรจะเป็น จะเห็นได้ว่าผลผลิตโดยรวมสอดคล้องกับผลการศึกษาทางวิชาการเกี่ยวกับวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ ที่อพยพตามห้วงเวลาในแต่ละพื้นที่ กล่าวคือ ช่วงตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงเดือนกันยายนของทุกปี ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในมีสัตว์น้ำขนาดก่อนเริ่มสืบพันธุ์อยู่อาศัยจำนวนมาก จากผลสำรวจทางวิชาการพบปลาทูในเขตอ่าวไทยรูปตัว ก ฝั่งตะวันตก (พื้นที่ปิดอ่าวช่วงที่ 1) มีขนาดเฉลี่ย 13 – 14 เซนติเมตร หรือ ที่ชาวประมงเรียก ปลาสาว ยังไม่สามารถสืบพันธุ์วางไข่ได้ ซึ่งปลาทูกลุ่มนี้จะอพยพเข้ามาอาศัยในพื้นที่อ่าวไทยรูปตัว ก ตอนเหนือ (พื้นที่ปิดอ่าวช่วงที่ 2) และพบว่ามีขนาดเฉลี่ย 16-18 เซนติเมตร ถือว่าเป็นแม่ปลาที่พร้อมผสมพันธุ์และจะกลับลงไปวางไข่บริเวณอ่าวไทยตอนกลาง (มาตรการปิดอ่าวไทยตอนกลาง)ปีถัดไป ดังนั้น จึงควรคุ้มครองสัตว์น้ำเหล่านี้มิให้ถูกจับก่อนมีโอกาสผสมพันธุ์และวางไข่หรือถูกจับก่อนวัยอันควร เพื่อเพิ่มขนาดและมูลค่าสัตว์น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญจะส่งผลให้ปลาทูกลับฟื้นคืนความสมบูรณ์ดังเดิม

ชายคาพระพิรุณ : 15 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499179

ชายคาพระพิรุณ : 15 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเกษตรกรในหลายภาคส่วน แม้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งเงินเยียวยา การส่งเสริมด้านการตลาด จนถือว่าได้ผ่อนคลายความเดือดร้อนให้กับพี่น้องเกษตรกรไปได้ไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ก็ยังมีเกษตรกรบางส่วนที่ยังตกค้างไม่ได้รับเงินเยียวยา ก็ไม่รู้ว่ามีข้อผิดพลาดในขั้นตอนไหน ซึ่งหลังจากกระทรวงเกษตรฯ ได้เปิดให้ยื่นอุธรณ์ จนถึงวันสุดท้ายเมื่อ 5 มิถุนายน ที่ผ่านมา พบว่ามีรายชื่อผู้ยื่นอุทธรณ์กว่า 1.8 แสนคน จาก 6 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มที่ได้ทำการตรวจสอบรายชื่อก่อนหน้านี้ แต่ไม่พบเนื่องจากกระทรวงเกษตรฯยังไม่ได้อนุมัติ เพราะอยู่ระหว่างการตรวจสอบ8 หมื่นราย ซึ่งปัจจุบันได้จัดส่งเงินเยียวยาให้เรียบร้อยแล้ว ไม่มีปัญหาติดขัด 2.เป็นเกษตรกรแต่มีอาชีพรับจ้าง ซ้ำซ้อนกับระบบประกันสังคมด้วย ประมาณ 8 หมื่นราย ในกรณีนี้ ให้หน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียนตรวจสอบสิทธิ์อีกครั้ง และให้พิจารณาเป็นรายกรณี และต้องหารือกับประกันสังคมให้ชัดเจนด้วย 3.เกษตรกรที่ทำการเกษตรในพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ จำนวน 8 หมื่นราย ซึ่งกระทรวงเกษตรฯอนุมัติไม่ได้ เพราะขัดกับเงื่อนไขของมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ให้เยียวยากับกลุ่มที่ทำการเกษตรในพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิเท่านั้น อย่างไรก็ตามในกรณีนี้กระทรวงเกษตรฯ เห็นว่าเป้าหมายของการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิดดังนั้นเกษตรกรกลุ่มนี้ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน จึงจะยกไปพิจารณาในคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ หากได้รับความเห็นชอบก็สามารถจ่ายจ่ายได้ทันที 4. เกษตรกรที่มีรายชื่อซ้ำซ้อนกับที่ยื่นขอในโครงการเราไม่ทิ้งกัน แต่ได้สละมาใช้สิทธิ์รับการเยียวยาฝั่งภาคการเกษตร ประมาณ 1,000 ราย กลุ่มนี้ควรได้รับการเยียวยาเช่นกัน 5. เกษตรกรที่ถูกดีดออกมาจากโครงการไม่ทิ้งกันก่อนหน้านี้ เพราะตรวจพบว่ามีรายชื่อเป็นสมาชิกครัวเรือนเกษตรกร 2,000 ราย แต่ภายหลังโครงการเราไม่ทิ้งกัน เปิดให้ยื่นอุทธรณ์ และรับเงินเยียวยาไปแล้ว 6. กลุ่มข้าราชการ และข้าราชการบำนาญ ประมาณ 2,000 ราย กรณีนี้จะไม่ได้รับการเยียวยาตามเงื่อนไข แต่กระทรวงเกษตรฯ ต้องมีเหตุผลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ไปตอบคำถามในพื้นที่ได้…ซึ่งต้องรอดูต่อไปว่า เกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยา และยื่นอุธรณ์ไว้แล้ว จะได้รับการเยียวยาหรือไม่ อย่างไรต่อไป

นอกจากเรื่องการเยียวยาแล้ว ยังมีความเดือดร้อนของคนอีกกลุ่มหนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ก็คือ ผู้ที่เป็นหนี้ กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ต่างได้รับผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำรงชีพ ซึ่งล่าสุด ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ลงนามในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง มาตรการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนหมุนเวียนเพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจนในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ไปแล้ว โดยมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563

สำหรับ มาตรการที่กระทรวงเกษตรฯได้เคาะมาเพื่อช่วยเหลือลูกหนี้กองทุนหมุนเวียน เพื่อการกู้ยืมแก่เกษตรกรและผู้ยากจน ประกอบด้วย 3 มาตรการ คือ 1. คิดดอกเบี้ยแก่ผู้กู้ยืมในอัตราร้อยละศูนย์ต่อปีของเงินต้น เป็นระยะเวลา 6 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ถึง 31 ตุลาคม 2563 ยกเว้นลูกหนี้ที่ถูกดำเนินคดีและศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำพิพากษาตามยอมแล้ว 2. งดการขายทอดตลาดแก่ผู้กู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันที่สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ดำเนินการยึดทรัพย์ไว้ทุกราย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขั้นตอนการขายทอดตลาด เป็นระยะเวลานับตั้งแต่วันที่กรมบังคับคดีได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 และ 3. ชะลอการบังคับคดีแก่ผู้กู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันเป็นระยะเวลานับตั้งแต่วันที่กรมบังคับคดีได้รับแจ้งจากสำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2563 เว้นแต่กรณีที่ใกล้สิ้นระยะเวลาบังคับคดี…

ขุนเกษตรา

ก.แรงงานจับมือสยามคูโบต้า พัฒนาศักยภาพอาชีพเกษตรช่วยผู้เดือดร้อนจากโควิด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499178

ก.แรงงานจับมือสยามคูโบต้า พัฒนาศักยภาพอาชีพเกษตรช่วยผู้เดือดร้อนจากโควิด

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หม่อมราชวงศ์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน มีเป้าหมายและกลไกบูรณาการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แรงงานนอกระบบที่อยู่ในภาคการเกษตร จึงร่วมมือกับสยามคูโบต้า จัดลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพัฒนาอาชีพด้านการเกษตร เพื่อช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ COVID-19” ซึ่งเป็นการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนพัฒนาภาคอุตสาหกรรมของไทย รวมถึงให้ความสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจึงได้มีภารกิจร่วมกับสยามคูโบต้า ร่วมกันพัฒนาฝีมือให้แรงงานนอกระบบที่อยู่ในภาคการเกษตรให้มีความรู้ความสามารถ และทักษะให้ได้มาตรฐานฝีมือแรงงาน จนนำไปประกอบอาชีพ รวมทั้งเพื่อช่วยเหลือผู้ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 ที่นำไปสู่การส่งเสริมอาชีพเกษตรกรรมและพัฒนาเกษตรกรให้มีความมั่นคงในอาชีพได้อย่างยั่งยืน พร้อมยกระดับฝีมือให้คนไทยมีงานทำอย่างมีศักดิ์ศรี มีฝีมือได้มาตรฐานเพื่อเตรียมความพร้อมก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

ด้านนายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ส่งผลกระทบทำให้ภาคเศรษฐกิจหลายธุรกิจชะลอตัวและเกิดการเลิกจ้าง หรือพักงานพนักงานเป็นจำนวนมาก ทำให้ขาดรายได้ซึ่งในกลุ่มผู้ถูกเลิกจ้างส่วนใหญ่เลือกที่จะกลับภูมิลำเนา

นายสมศักดิ์กล่าวต่อว่า การประกอบอาชีพเกษตรกรรมป็นทางเลือกที่น่าสนใจมีศักยภาพและบทบาทสำคัญในภาคเศรษฐกิจ เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันส่งผลกระทบให้ประชาชนมีความต้องการสินค้าเกษตรและอาหารที่เพิ่มขึ้น รวมถึงรองรับและแก้ปัญหาแรงงานที่กลับไปทำงานยังภูมิลำเนา ทั้งนี้ กุญแจสำคัญคือ การส่งเสริมพวกเขาเห็นความสำคัญของการทำเกษตร ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ถูกต้องและเหมาะสม สร้างรายได้ให้แก่ครอบครัวและขยายผลสู่ชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

สำหรับการร่วมมือของสองหน่วยงานครั้งนี้ จะคัดเลือกผู้ที่สนใจทำอาชีพเกษตรกรรม โดยต้องเป็นผู้ที่ถูกเลิกจ้างจากสถานการณ์ COVID-19 เน้นฝึกอบรมการทำการเกษตร โดยจัดอบรมเรื่อง การขับขี่เครื่องจักรกลการเกษตร อาทิ แทรกเตอร์ รถดำนา รถเกี่ยวนวดข้าวและรถขุด ตลอดจนองค์ความรู้ในการทำเกษตรครบวงจร KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสยามคูโบต้าที่ถ่ายทอดให้เกษตรกรมาแล้วทั่วประเทศ และจัดการทรัพยากรแหล่งน้ำเพื่อให้มีน้ำใช้ทำเกษตรอย่างเพียงพอ รับมือวิกฤตภัยแล้ง และเข้ารับการฝึกอบรมภายใต้โรงเรียนฝึกขับเครื่องจักรกลการเกษตร และโรงเรียนฝึกขับรถขุดคูโบต้าที่ผ่านการรับรองตามมาตรฐานกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2555 ถึงปัจจุบัน ได้ผลิตเกษตรกรที่มีทักษะความชำนาญมาแล้วกว่า2,400 รุ่น 54,000 ราย โดยกำหนดพื้นที่จังหวัดนำร่องที่มีความพร้อม 5 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี มหาสารคาม ศรีสะเกษ พิษณุโลก และสุราษฎ์ธานี ซึ่งมีพื้นที่ทำเกษตรรวมกว่า 18,000,000 ไร่ โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2563 นี้ นอกจากนี้ ยังมีแผนขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นที่มีความพร้อมต่อไป

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่าอัตราการวางงานในไตรมาสหนึ่งปี 2563 เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 1.03 มีผู้ว่างงานเกือบ 4 แสนคน และคาดว่าในปีนี้มีแรงงานที่เสี่ยงถูกเลิกจ้าง 8.4 ล้านคน นอกจากนี้ ผลกระทบจากภัยแล้งต่อการจ้างงานภาคเกษตรกรรมตั้งแต่กลางปี 2562 และต่อเนื่องถึงไตรมาสที่ 1 ปี 2563 ส่งผลให้การจ้างงานภาคเกษตรลดลง และมีจำนวนแรงงานที่รอฤดูกาล 370,000 คน สูงที่สุดในรอบ 7 ปี โดยเดือนเมษายน ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) 26 จังหวัดมีเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบประมาณ 3.9 ล้านคนและเกษตรกรในพื้นที่อื่นที่มีปริมาณน้ำน้อยและไม่สามารถทำกิจกรรมทางการเกษตรก็ได้รับผลกระทบอีก 2.1 ล้านคน รวมเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งทั้งสิ้น 6 ล้านคน โดย กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ระบุว่า ผลการขึ้นทะเบียนใช้สิทธิกรณีว่างงานออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ https://empui.doe.go.th กับกรมการจัดหางานของเดือนเมษายน ที่ผ่านมา มีจำนวน 2.6 แสนคนเพิ่มขึ้นร้อยละ 45.8 จากเดือนมีนาคม ที่มีผู้มาขึ้นทะเบียน จำนวน 1.4 แสนคน โดยผู้ที่ถูกเลิกจ้างงานโดยมีสาเหตุมาจากนายจ้าง/สถานประกอบการต้องปิดกิจการ

‘ฟิล์มแคร์รอต’นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์กินได้ ลดปัญหาขยะพลาสติกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/499180

‘ฟิล์มแคร์รอต’นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์กินได้ ลดปัญหาขยะพลาสติกเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

วันจันทร์ ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร ปั๊มนวัตกรรมฟิล์มห่ออาหารรับประทานได้ วิจัยพบแคร์รอตมีคุณสมบัติครบตอบโจทย์บรรจุภัณฑ์เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ปิ๊งไอเดียผลิตเป็นฟิล์มห่อลูกอมและผลไม้กวน ประโยชน์หลายเด้ง ทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตผลทางการเกษตร ลดปัญหาขยะพลาสติก พร้อมตอบเทรนด์สุขภาพฟิล์มแคร์รอต 1 แผ่นมีสารเบต้าแคโรทีนสูงกว่า 3,000 ไมโครกรัม

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า บรรจุภัณฑ์ที่ใช้ห่อหุ้มอาหาร เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาอาหาร ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาอาหารและป้องกันการเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์และเคมี อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจส่วนแบ่งตลาดของวัสดุที่นำมาผลิตเป็นบรรจุภัณฑ์ห่อหุ้มอาหารพบว่าส่วนใหญ่เป็นพลาสติกสังเคราะห์ ซึ่งย่อยสลายได้ยากกลายเป็นขยะที่ก่อมลพิษกับสิ่งแวดล้อม

จากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดแนวคิดการวิจัยหาวัสดุจากธรรมชาติที่ย่อยสลายได้ เพื่อพัฒนาเป็นบรรจุภัณฑ์สำหรับห่อหุ้มอาหาร โดยกองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้คัดเลือกวัตถุดิบซึ่งเป็นผลิตผลทางการเกษตร ได้แก่ กะหล่ำปลีสีม่วง มะเขือเทศ มะม่วง และแคร์รอตโดยนำมาทดลองเพื่อค้นหาคุณสมบัติของผักและผลไม้ดังกล่าวที่มีลักษณะปรากฏใกล้เคียงกับฟิล์มห่อหุ้มอาหารปกติมากที่สุด และพัฒนาผลิตเป็นแผ่นฟิล์มสำหรับห่อหุ้มอาหารที่รับประทานได้ด้วย ซึ่งผลการทดลองพบว่าแคร์รอตเป็นพืชที่มีลักษณะปรากฏเหมาะสมที่สุดต่อการนำมาวิจัยต่อยอดเป็นฟิล์มที่บริโภคได้

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า งานวิจัยนี้เพื่อพัฒนาฟิล์มบริโภคได้จากผักและผลไม้ โดยการทดลองแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ คัดเลือกวัตถุดิบ และปรับปรุงคุณสมบัติของฟิล์ม สำหรับการคัดเลือกวัตถุดิบได้คัดเลือกผักและผลไม้กลุ่มที่มีองค์ประกอบของสารกลุ่มพอลิแซคคาร์ไรด์ ได้แก่ เพคติน เซลลูโลส และสตาร์ชสูง นำมาให้ความร้อนและตีป่นจนเป็นเนื้อละเอียดในรูปพิวเร่ (Puree) ก่อนขึ้นรูปเป็นฟิล์ม ซึ่งพบว่าแคร์รอตที่ความเข้มข้น 30% โดยน้ำหนักให้ฟิล์มที่มีลักษณะดีที่สุดคือ แห้งและไม่กรอบเปราะจึงคัดเลือกแคร์รอตเป็นวัตถุดิบในการวิจัยครั้งนี้ จากนั้นนำฟิล์มจากแคร์รอตที่ได้จากส่วนแรกมาปรับปรุงคุณสมบัติโดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ส่วนย่อย คือ ส่วนของการปรับปรุงความแข็งแรงของฟิล์มด้วยเพคติน (pectin) และแอลจิเนต (alginate) เลือกสูตรที่ดีที่สุดมาปรับปรุงการยืดตัวโดยการเติมไซลิทอลซึ่งพบว่าการเติมแอลจิเนต 3% ของน้ำหนักเนื้อแคร์รอต และไซลิทอล (xylitol) 3.75% ของน้ำหนักเนื้อแคร์รอตให้ฟิล์มที่มีคุณสมบัติดีที่สุดโดยแอลจิเนตมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับฟิล์ม ทำให้มีความเหนียวไม่ขาดง่าย ส่วนไซลิทอลเป็นสารให้ความหวานใช้แทนน้ำตาลใส่เติมลงไปเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้ฟิล์ม โดยฟิล์มจากแคร์รอตที่พัฒนาขึ้นนี้มีความต้านทานการซึมผ่านก๊าซออกซิเจนอยู่ในระดับที่ดีจึงนำมาประยุกต์เป็นฟิล์มห่อผลิตภัณฑ์เช่น ลูกอม และผลไม้กวน นอกจากนี้ ฟิล์มแคร์รอตยังมีคุณค่าทางทางโภชนาการ ช่วยต้านการเสื่อมคุณภาพของผลิตภัณฑ์จากปฏิกิริยาออกซิเดชัน เนื่องจากฟิล์มแคร์รอต 1 แผ่นมีปริมาณสารเบต้าแคโรทีนสูงถึง 3,465 ไมโครกรัมโดยฟิล์มแคร์รอตนี้มีอายุการใช้งานได้นานประมาณ 2 เดือน

“งานวิจัยนี้มีจุดเริ่มต้นจากแนวคิดของนักวิจัยที่ต้องการจะผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ใช้ห่อหุ้มอาหารที่ทำมาจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก ซึ่งย่อยสลายได้ยากเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาสภาวะโลกร้อน ที่สำคัญงานวิจัยนี้ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้ผลิตผลทางการเกษตร ทำให้เกิดการใช้ผลิตผลด้านการเกษตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นอกจากนี้ ฟิล์มห่อหุ้มอาหารที่ทำจากแคร์รอตยังมีส่วนช่วยเสริมคุณค่าทางโภชนาการเป็นการตอบเทรนด์ด้านสุขภาพได้อีกด้วย ซึ่งคณะผู้วิจัยเตรียมนำผลงานวิจัยฟิล์มแคร์รอตบรรจุภัณฑ์รับประทานได้ไปจดอนุสิทธิบัตรแล้ว
ผู้สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตรโทร 0-2940-5468” อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าว

‘เฉลิมชัย’เปิดนิทรรศการ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ครบรอบ118ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498996

‘เฉลิมชัย’เปิดนิทรรศการ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ครบรอบ118ปี

วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 12.24 น.

“เฉลิมชัย”เปิดนิทรรศการเสมือนจริงบนโลกออนไลน์ครั้งแรก เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากรมชลประทาน ครบรอบ 118 ปี

เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานพิธีเปิดนิทรรศการเสมือนจริง “RID CREATIVITY & INNOVATION 2020” ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเพื่อการชลประทาน 2563 ณ กรมชลประทานสามเสน ว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การจัดงานวันคล้ายวันสถาปนา กรมชลประทาน ครบรอบ 118 ปี เปลี่ยนรูปแบบไปเป็นการจัดนิทรรศการเสมือนจริงบนโลกออนไลน์เป็นครั้งแรก ภายใต้ชื่องาน “RID CREATIVITY & INNOVATION 2020” ระหว่างวันที่ 12 – 14 มิถุนายน 2563 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลงาน และนวัตกรรมงานชลประทานให้ประชาชนได้เข้าใจงานชลประทานมากยิ่งขึ้น ซึ่งได้กำหนดให้มีการถ่ายทอดสดพิธีเปิดนิทรรศการไปเมื่อที่ 12 มิถุนายน 2563 พร้อมด้วยการถ่ายทอดสดกิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การเสวนา การเผยแพร่นวัตกรรมและผลงานการจัดการความรู้ของสำนัก/กอง ตลอดทั้ง 3 วัน ที่จะจัดให้ทุกท่านเข้ามารับชมได้ผ่านเว็บไซต์ exhibition.rid.go.th ตั้งแต่วันที่ 12 – 14 มิถุนายน 2563 นี้

“กรมชลประทาน ถือเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อประชาชนทั้งประเทศ โดยเฉพาะเกษตรกร เพราะน้ำคือชีวิต ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำจึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากอดีตจนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 118 ปีแล้ว ที่กรมชลประทานได้ทำหน้าที่บริหารจัดการน้ำ ทั้งเพื่อการอุปโภค บริโภค อุตสาหกรรม ตลอดจนการรักษาระบบนิเวศน์ ซึ่งมีแนวทางการดำเนินโดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาช่วยให้การบริหารจัดการน้ำมีความทันสมัย ครบวงจร เพื่อลดความเสี่ยงหรือผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนทั้งประเทศ และในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 118 ปี กรมชลประทาน ขอให้กรมชลประทานได้ทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้สมกับที่ประชาชนและเกษตรกรได้ฝากความหวังในด้านการบริหารจัดการน้ำด้วย” นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับบูธภายในงาน จะแบ่งตามลักษณะงาน ประกอบด้วย 1.) บูธภาพรวมผลงานกรมชลประทาน นำเสนอเนื้อหาเรื่อง ประวัติกรมชลประทาน แผนงาน RID No.1Express 2020 แผนบริหารความต่อเนื่อง(BCP) และศูนย์ประสานงานการปฏิบัติภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)กรมชลประทาน 2.) ด้านบริหารองค์กร นำเสนอเรื่อง หน่วยงานราชการก้าวสู่สังคมไร้เงินสด ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศสำนักทรัพยากรบุคคล อาสาสมัครชลประทานกลไกการมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ 3.) ด้านศึกษาความเหมาะสม นำเสนอเรื่อง โครงการที่ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการป้องกันแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIMP) โครงการพัฒนาทุ่นยางพาราดักผักตบชวา อากาศยานไร้คนขับบินสำรวจถ่ายภาพ เพื่อการทำแผนที่ นวัตกรรมเครื่องอัดฉีดของผสมแรงดันสูง และระบบวิทยุสื่อสารแบบบูรณาการ

4.) ด้านพัฒนาแหล่งน้ำ นำเสนอเรื่อง งานก่อสร้างภายใต้สภาวะการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี- อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์ และ 5.) ด้านบริหารจัดการน้ำ นำเสนอเรื่อง การบริหารจัดการน้ำด้วย Big Data ชลประทานล้านนากับการพัฒนาลุ่มน้ำน้ำปิง การแก้ไขน้ำท่วมน้ำแล้งในลุ่มน้ำอิงจังหวัดพะเยา จัดการน้ำยุคใหม่ แค่ปลายนิ้ว งานชลประทานกับการสร้างความยั่งยืนของภาคประชาชน โครงการชลประทานเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์

นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายทอดสดการเสวนา ในหัวข้อต่างๆ ที่น่าสนใจ อาทิ เรื่อง New Normal วิถีชีวิตใหม่ กรมชลประทานหลัง COVID19 โดย พระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต มีของที่ระลึกแจกให้กับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานวันละ 5,000 ชิ้น รวมไปถึงกิจกรรมร่วมสนุกกับการเล่นเกมเพื่อรับของรางวัลอีกมากมาย