‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’เร่งดูแลเกษตรกรระหว่างอุทธรณ์’เงินเยียวยา’ หลังจ่ายแล้ว7.14ล้านราย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498728

‘จุรินทร์-เฉลิมชัย’เร่งดูแลเกษตรกรระหว่างอุทธรณ์’เงินเยียวยา’ หลังจ่ายแล้ว7.14ล้านราย

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 10.12 น.

“จุรินทร์-เฉลิมชัย”เร่งดูแลเกษตรกรที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์”เงินเยียวยา” หลังจากจ่ายเกษตรเดือนแรกไปแล้วกว่า7.14ล้านราย

เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2563 นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพาณิชย์ เปิดวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” ภายใต้ยุทธศาสตร์ “ตลาดนำการผลิต” ร่วมกันไปแล้ว ทั้ง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้หารือกันนอกรอบถึงความห่วงใยต่อเกษตรกรที่ยังไม่ได้รับเงินเยียวยาแต่อยู่ระหว่างการยื่นอุทรณ์ หลังจากที่กระทรวงเกษตรฯได้ใช้รายชื่อเกษตรกรบนพื้นฐานของ “โครงการประกันรายได้เกษตรกร” เป็นฐานข้อมูลเบื้องต้นจึงทำให้การจ่ายเงินเยียวยาเกิดความคล่องตัวและรวดเร็ว ซึ่งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.ได้โอนจ่ายเงินให้เกษตรกรรวมถึงบัญชีไปแล้ว 7.14 ล้านราย ในเดือนแรก (พฤษภาคม 2563) ไปแล้ว จึงได้ให้ติดตามความคืบหน้าเกี่ยวกับเกษตรกรในส่วนที่ตกหล่นกำลังยื่นอุทธรณ์ ทั้งนี้เพื่อให้ความเป็นธรรมแก่เกษตรกรอย่างทั่วถึง

นางมัลลิกา กล่าวว่า ล่าสุดนั้นได้ประสานงาน ธ.ก.ส.ทราบว่า ธ.ก.ส.พร้อมจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 ตามมติคณะรัฐมนตรี ในเดือนที่ 2 (มิถุนายน 2563) จำนวน 5,000 บาท แก่เกษตรกรที่ได้รับโอนเงินในเดือนแรกไปแล้ว โดยจะทำการตรวจสอบสถานะอีกครั้งจากนั้นจะทยอยโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงตั้งแต่วันที่ 15 – 21 มิถุนายน 2563 ต่อเนื่องทุกวันไม่เว้นวันหยุด วันละประมาณ 1 ล้านราย จึงขอแจ้งเกษตรกรให้เตรียมตรวจสอบเงินเข้าบัญชีตนเองในระหว่างนั้น สำหรับเกษตรกรที่อยู่ระหว่างการยื่นอุทธรณ์กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมทั้งเรื่องสถานะและเลขที่บัญชี เมื่อได้รับข้อมูลที่ผ่านการตรวจสอบจาก กระทรวงเกษตรฯแล้ว ธ.ก.ส.จะดำเนินการโอนเงินตามไปต่อเนื่องทันที ซึ่งทางนายจุรินทร์ และ นายเฉลิมชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ได้เร่งรัดในส่วนงานของกระทรวงเกษตรฯให้ตรวจสอบรวดเร็วรอบคอบ รัดกุม แต่กระชับเวลาทันต่อความเดือดร้อนของเกษตรกร

สำหรับผลการดำเนินงานการจ่ายเงินช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรในเดือนแรก มีบางส่วนที่ยังโอนเงินไม่ได้สาเหตุที่โอนไม่ได้เนื่องจากไม่พบบัญชีเงินฝากหรือบัญชีไม่ถูกต้องจำนวน 165,769 ราย อยู่ระหว่างตรวจสอบบัญชี 148,702 ราย และอยู่ระหว่างการส่งคืนข้อมูลให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจสอบจำนวน 224,331 ราย แยกเป็นตรวจสอบสถานะจำนวน 132,905 ราย และเป็นข้าราชการจำนวน 91,426 ราย จึงขอแจ้งว่าในส่วนของเกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ภายหลังการอุทธรณ์แล้ว สามารถแจ้งเลขที่บัญชีเงินฝากเพื่อรอรับการโอนเงิน โดยแจ้งผ่านทางเว็บไซต์ http://www.เยียวยาเกษตรกร.com ทั้งนี้ ซึ่งจะใช้บัญชีของธนาคารใดก็ได้ โดยไม่จําเป็นต้องมาเปิดบัญชีใหม่กับ ธ.ก.ส.ก็ได้ ทั้งหมดนี้คือความห่วงใยจาก รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน

ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เงินเยียวยาช่วยเหลือเกษตรกรกว่า 7 ล้านคน ช่วยลูกจ้างแรงงานกว่า 9 ล้านคน และการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนกลุ่มต่างๆนั้นเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการเยียวยาที่มีทั้งการให้เงินหรือการให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการร่วมด้วย เชื่อว่าเหล่านี้จะเป็นเงินใช้จ่ายภายในประเทศเพื่อจะให้เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังวิกฤติโควิด-19 คลี่คลาย เบื้องต้นมาตรการเยียวยาทั้งการให้เงินประชาชนและการให้สินเชื่อผู้ประกอบการจะทำให้มีเงินหมุนเวียนกลับมาในระบบเศรษฐกิจ โดยหลังจากนี้รัฐบาลก็จะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามมาเพื่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

เร่งกำจัด’หนอนกระทู้’ แพร่ระบาดสวนข้าวโพด หวั่นคุมไม่อยู่กวนใจเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498713

เร่งกำจัด’หนอนกระทู้’ แพร่ระบาดสวนข้าวโพด หวั่นคุมไม่อยู่กวนใจเกษตรกร

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 09.02 น.

12 มิถุนายน 2563 นายสุวพงศ์ กิติภัทย์พิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า จากกรณีที่ทางอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ได้รายงานผลความเสียหายจากการระบาดของหนอนกระทู้ในพื้นที่ บ้านห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เบื้องต้นมีต้นข้าวโพดได้รับความเสียหายประมาณ 29 ไร่  

โดยทางอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เกรงว่าจะระบาดสู่ตำบลและอำเภออื่นๆ ขออนุญาตแจ้งเตือนหาทางป้องกัน เพราะว่าหนอนชนิดนี้กัดทำลายแล้ว ข้าวโพดจะเสียหายเป็นวงกว้าง ไม่ต่ำกว่า 200 กม. ซึ่งจากรายงานดังกล่าว ล่าสุดทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน ได้สั่งการไปยังเกษตรจังหวัด ให้จัดเจ้าหน้าที่เกษตรลงพื้นที่สำรวจพื้นที่การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพด และหาแนวทางในการป้องกันการระบาดเป็นการเร่งด่วนไปแล้ว

ในส่วนของพื้นที่การระบาดที่บ้านห้วยผึ้ง ทางด้านนายพงศ์พีระ ชูชื่น นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน พร้อมด้วย นางนันทริยา สุวรรณล้อม เกษตรอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน มอบหมายให้นางสาวอุทัยวรรณ คำผง และนางสาวยุพาพร อุณหนันท์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ พร้อมด้วยนายวรวุฒิ ร่มฟ้าขจรกุล เจ้าพนักงานการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน เข้าสำรวจพื้นที่ ที่ได้รับแจ้งว่าหนอนเข้าทำลายในข้าวโพด ทำให้เกิดความเสียหาย ซึ่งจากการสำรวจพบหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดเข้าทำลายข้าวโพด ในพื้นที่บ้านห้วยผึ้ง ต.ห้วยผา และบ้านทบศอก ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน เบื้องต้นได้แนะนำให้เกษตรกรใช้สารกำจัดแมลงประเภทดูดซึม อีมาเมกตินเบนโซเอต ในการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด

สำหรับพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ในห้วงต้นฤดูฝน เกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมปลูกข้าวโพด รองลงมาได้แก่ถั่วเหลือง คิดเป็นสัดส่วน 70/30 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมด ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ได้มีการระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพด พบว่าส่งผลกระทบต่อเกษตรกรอย่างหนัก โดการระบาดของหนอนดังกล่าว ทำให้ผลผลิตข้าวโพดตกต่ำไปกว่าร้อยละ 60

เกษตรแถวหน้า : ส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ปลูกข้าวโพดหวาน… เพิ่มรายได้ช่วงแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498568

เกษตรแถวหน้า : ส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ปลูกข้าวโพดหวาน… เพิ่มรายได้ช่วงแล้ง

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันแม้ว่าจะเริ่มเข้าสู่ฤดูฝน แต่ในหลายพื้นที่ยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ส่งผลให้การเพาะปลูกประสบปัญหา ผลผลิตที่ได้ลดลง ซึ่งหากเป็นเกษตรกรที่ปลูกพืชเชิงเดี่ยว และเป็นพืชที่ต้องใช้ปริมาณน้ำมาก ยิ่งกระทบหนัก ส่งผลให้รายได้หลักของครัวเรือนเกษตรกร

ด้วยความห่วงใยที่มีต่อสมาชิกสหกรณ์ที่กำลังได้รับผลกระทบ นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ มีนโยบายให้สหกรณ์เข้าไปส่งเสริมสมาชิกปลูกพืชใช้น้ำน้อย อายุสั้น เพื่อสร้างอาชีพเสริม เพิ่มรายได้แก่สมาชิกสหกรณ์ในช่วงประสบปัญหาภัยแล้ง โดยท่านอธิบดีพิเชษฐ์ ได้ประสานขอความร่วมมือกับภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดด้วยตัวเอง นั่นคือ บริษัท แปซิฟิคเมล็ดพันธุ์ จำกัด ภายใต้โครงการปลูกข้าวโพดหวาน (Sweet Corn) เพื่อสร้างรายได้เสริมให้กับสมาชิกสหกรณ์ โดยทางบริษัทจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดหวาน 350 กิโลกรัม สำหรับแจกจ่ายให้กับสมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 350 ราย พื้นที่ 350 ไร่ ใน 32 จังหวัด ทดลองปลูกรายละไม่เกิน 1 ไร่ พร้อมทั้งบริษัทจะส่งเจ้าหน้าที่ไปให้ความรู้ถึงวิธีการปลูกที่ถูกต้องและระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลผลิตข้าวโพดที่มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาด

ท่านอธิบดีพิเชษฐ์ ได้ให้ข้อมูลกับผมในวันแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา กรม ได้จัดสรรเงินทุนหมุนเวียนจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์และกองทุนสงเคราะห์เกษตรกร ให้เกษตรกรกู้ยืมรายละไม่เกิน 5 หมื่นบาท เพื่อนำไปสร้างแหล่งน้ำในไร่นา เพื่อทำเกษตรในฤดูแล้ง และขณะนี้มีเกษตรกรที่ขุดบ่อบาดาลและสระน้ำเสร็จแล้วกว่า 19,000 ราย โดยบางรายได้ปรับเปลี่ยนจากทำเกษตรเชิงเดี่ยวมาปลูกพืชผสมผสาน แต่ในระยะแรกก็ยังมีรายได้ไม่เพียงพอ กรมส่งเสริมสหกรณ์จึงมองหาพืชทางเลือกที่จะช่วยเกษตรกรมีรายได้เสริม อย่างเช่น ข้าวโพดหวาน เนื่องจากมีตัวอย่างจากสหกรณ์ในจังหวัดบุรีรัมย์ได้เริ่มทำกันเอง และทำให้สมาชิกมีรายได้เพิ่มขึ้น จึงเห็นว่าน่าจะให้เกษตรกรที่กู้เงินไปสร้างแหล่งน้ำได้ทดลองปลูกและจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง โดยขณะนี้ พบว่ามีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรสนใจเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 206 แห่ง สมาชิก 5,012 ราย พื้นที่ 5,943 ไร่ ใน 42 จังหวัด ซึ่งการดำเนินโครงการระยะแรก เอกชนจะเป็นพี่เลี้ยงคอยให้คำแนะนำและวางแผนการผลิตร่วมกับสหกรณ์ โดยบริษัทจะทำข้อตกลงเป็นเกษตรพันธสัญญา กำหนดราคารับซื้อหน้าฟาร์มตามราคาที่ตกลงกัน แต่จะไม่ต่ำกว่าราคาตลาด ซึ่ง ณ ปัจจุบัน ราคาที่รับซื้อหน้าฟาร์มเฉลี่ยที่ 6-8 บาท/กิโลกรัม ใช้ระยะเวลาปลูกไม่เกิน 73 วัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 2,100 กิโลกรัม/ไร่ ขณะที่ต้นทุนการผลิตตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยว ประมาณ 3,500 บาท/ไร่ เท่านั้น

และในอนาคต หากเกษตรกรต้องการจะทำเป็นอาชีพหลัก ท่านอธิบดีพิเชษฐ์ บอกว่า ทางกรม ยินดีที่จะเป็นตัวกลางหารือเพื่อพัฒนาความร่วมมือระหว่างสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร กับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจข้าวโพดหวาน เช่น บริษัทเมล็ดพันธุ์ หรือบริษัทแปรรูปข้าวโพดหวาน เพื่อทำธุรกิจร่วมกัน พร้อมทั้งสนับสนุนให้สหกรณ์เข้ามาช่วยรวบรวมผลผลิตของสมาชิก เพื่อเสริมสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรต่อไป รวมถึงยังได้มองพืชเศรษฐกิจตัวอื่นที่จะสร้างรายได้ทำนองเดียวกัน เช่น พริกซอส หรือพืชอื่นๆที่มีตลาดรองรับ มาส่งเสริมให้กับเกษตรกรที่เป็นสมาชิกของสหกรณ์ได้ปลูก สร้างรายได้อีกด้วย

ผมเห็นว่า เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าส่งเสริมให้เกษตรกรสร้างรายได้ ไม่เพียงเฉพาะสมาชิกสหกรณ์เท่านั้น เพราะข้าวโพดหวานถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่ตลาดต้องการมาก ทั้งตลาดในประเทศและส่งออก แต่ก็ยังผลิตได้ไม่เพียงพอ อีกทั้งประเทศไทยยังถือได้ว่า เป็นประเทศส่งออกข้าวโพดหวานเป็นอันดับหนึ่ง โดยมีมูลค่าการส่งออกปี 2562 ประมาณ 7 พันล้านบาท แบ่งเป็นข้าวโพดกระป๋อง 5,600 ล้านบาท แช่เยือกแข็ง 800 ล้านบาท มีตลาดส่งออกสำคัญ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน มาเลเซียและสหภาพยุโรป ท่านอธิบดียังทิ้งท้ายด้วยว่า หากโครงการในระยะที่ 1 ประสบความสำเร็จด้วยดี และมีสมาชิกสหกรณ์ให้ความสนใจเพิ่มขึ้น ก็จะขยายผลเพื่อดำเนินโครงการในระยะที่ 2 ต่อไปอย่างแน่นอน เพราะเป็นโครงการที่ดี ช่วยให้สมาชิกสหกรณ์มีรายเพิ่ม และที่สำคัญไม่ต้องใช้งบประมาณของกรมฯ แม้แต่บาทเดียว

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

‘บิ๊กป้อม’นำทัพแก้ปัญหาน้ำเมืองเลย เปิดบ่อบาดาลเพื่อเกษตรแปลงใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498566

‘บิ๊กป้อม’นำทัพแก้ปัญหาน้ำเมืองเลย เปิดบ่อบาดาลเพื่อเกษตรแปลงใหญ่

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามโครงการบ่อบาดาลเพื่อการเกษตรแปลงใหญ่ที่บ้านสะอาด หมู่ที่ 6 ตำบลน้ำสวย อำเภอเมือง จังหวัดเลย โดยมีนายวราวุธศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดร.สมเกียรติประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.)นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาลต้อนรับ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช. ในฐานะรองผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ เปิดเผยว่า การลงพื้นที่ของรองนายกฯครั้งนี้ ได้ส่งมอบบ่อน้ำบาดาลพร้อมระบบกระจายน้ำเพื่อการเกษตรแปลงใหญ่ และคู่มือบริหารจัดการน้ำบาดาลให้กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการปฏิบัติการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 ของจังหวัดเลย ที่ได้รับอนุมัติงบกลางวงเงิน 95.06 ล้านบาท ดำเนินงานโครงการดังกล่าว 16 แห่ง ได้ปริมาณน้ำ 4.98 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) มีหน่วยงานดำเนินการ 3 หน่วยงาน ประกอบด้วย กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การประปาส่วนภูมิภาค และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นดำเนินการใน 3 อำเภอ คือ อำเภอเชียงคาน 3 แห่ง อำเภอเมืองเลย 5 แห่ง และ อำเภอภูเรือ 8 แห่ง ประกอบไปด้วย 3 กิจกรรม คือ ขุดเจาะบ่อบาดาล 10 แห่ง ขณะนี้แล้วเสร็จ 2 แห่ง สถานีสูบน้ำ 1 แห่ง เสร็จเรียบร้อยแล้ว และซ่อมแซมระบบประปา 5 แห่ง

นอกจากนี้ จังหวัดเลยยังได้รับอนุมัติงบกลางดำเนินโครงการเร่งด่วนเพื่อเก็บกักน้ำในฤดูฝน ปี 2563 และโครงการปฏิบัติการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/2563 (เพิ่มเติม)อีกวงเงิน 229.36 ล้านบาท เพื่อดำเนินงานภายใต้โครงการดังกล่าว 553 แห่ง มี 4 หน่วยงานดำเนินการประกอบด้วย กรมชลประทาน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม และหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ดำเนินการใน 14 อำเภอ คือ อำเภอเชียงคาน อำเภอเมืองเลย อำเภอเอราวัณ อำเภอด่านซ้าย อำเภอท่าลี่ อำเภอนาแห้ว อำเภอนาด้วง อำเภอปากชม อำเภอผาขาว อำเภอภูกระดึง อำเภอภูหลวง อำเภอวังสะพุง อำเภอหนองหิน และอำเภอภูเรือ ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ ฟื้นฟูแหล่งน้ำเดิม 517 แห่ง และพัฒนาแหล่งน้ำใหม่ 36 แห่ง

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมารัฐบาลดำเนินโครงการแก้ปัญหาน้ำ ในจ.เลยมาต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2558-2562 ดำเนินโครงการต่างๆรวม 692 โครงการ จาก 13 หน่วยงาน งบประมาณรวม 3,719.32 ล้านบาท มีพื้นที่รับประโยชน์ 125,537 ไร่ ประชาชนรับประโยชน์ 46,569 ครัวเรือน และเพิ่มความจุเก็บกักน้ำรวม 59.45 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ จ.เลยยังได้รับงบประมาณ 904.91 ล้านบาท ดำเนินโครงการภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 2563 อีก 55 แห่งผ่าน 5 หน่วยงาน คือ กรมโยธาธิการและผังเมือง กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และการประปาส่วนภูมิภาค มีพื้นที่รับประโยชน์ 8,544 ไร่ ประชาชนได้รับประโยชน์ 16,677 ครัวเรือน พื้นที่ที่ได้รับการป้องกัน 2,444 ไร่ ปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้นประมาณ 9 ล้าน ลบ.ม. และป้องกันตลิ่ง 7.862 กิโลเมตร

“ในปีงบประมาณ 2564 จ.เลยยังมีโครงการภายใต้แผนงานบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตามร่าง พ.ร.บ. ปี 2564 จำนวน 38 โครงการ งบประมาณรวม 945.45 ล้านบาท เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จมีพื้นที่รับประโยชน์ 2,670 ไร่ ประชาชนรับประโยชน์ 5,076 ครัวเรือน และเพิ่มความจุเก็บกักน้ำรวม 8 ล้าน ลบ.ม. เช่น อ่างเก็บน้ำห้วยน้ำทบ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลทรายขาว อำเภอวังสะพุง เมื่อแล้วเสร็จมีปริมาณน้ำเก็บกักเพิ่มขึ้น 7.43 ล้าน ลบ.ม. ระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยลิ้นควาย ตำบลนาด้วง อำเภอนาด้วง งานก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคสาขาเลย อำเภอเมืองเลย เป็นต้น” ดร.สมเกียรติกล่าว

เลขาธิการ สทนช. ยังกล่าวถึงสถานการณ์น้ำในจังหวัดเลยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–31 พฤษภาคม มีปริมาณน้ำฝนสะสม 260.5 มม. น้อยกว่าค่าปกติ 84.3 มม. หรือประมาณ 24% ทำให้ยังมีหลายพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ แม้จะเข้าสู่ฤดูฝนแล้วก็ตาม ส่วนปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำนั้น จังหวัดเลยมีอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง 6 แห่ง มีความจุรวม 101.05 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันมีน้ำเหลืออยู่เพียง 27.82 ล้าน ลบ.ม. หรือ 27.5% ของปริมาณการกักเก็บ ในขณะที่แหล่งน้ำขนาดเล็กและแหล่งน้ำธรรมชาติ 2,346 แห่ง ความจุรวม 39 ล้าน ลบ.ม. ขณะนี้มีน้ำเหลืออยู่ 14 ล้าน ลบ.ม. หรือ 36% ของปริมาณการกักเก็บ นอกจากนี้ สภาพน้ำในลำน้ำเลยยังอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อย โดยระดับน้ำในอ.เมืองเลย 1.46 เมตร ต่ำกว่าตลิ่ง 7.54 เมตร ความจุลำน้ำ 698 ลบ.ม./วินาที ปัจจุบันมีปริมาณน้ำ 0.74 ลบ.ม./วินาที หรือ 0.1% ของความจุเท่านั้น

เกษตรกรพอใจโครงการชลประทานเขตปฏิรูปฯเขาพนม สร้างความมั่นคงแหล่งน้ำ-เพิ่มมูลค่าศก.3.75ล./ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498569

เกษตรกรพอใจโครงการชลประทานเขตปฏิรูปฯเขาพนม สร้างความมั่นคงแหล่งน้ำ-เพิ่มมูลค่าศก.3.75ล./ปี

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยมีสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งสศก.ติดตามโครงการเพิ่มพื้นที่ชลประทานในเขตปฏิรูปที่ดิน จังหวัดกระบี่พบว่า การก่อสร้างฝายคอนกรีตเสริมเหล็ก (ค.ส.ล.) กั้นคลองบางเตาในพื้นที่บ้านใสน้ำจม หมู่ที่ 5 ตำบลโคกหาร อำเภอเขาพนม ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2560 ขนาดปริมาณกักเก็บน้ำ 343 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์ 300 ไร่ จากการสำรวจในพื้นที่ พบว่า บริเวณนี้เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน อาศัยน้ำฝนทำเกษตร เกษตรกรประกอบอาชีพปลูกปาล์มน้ำมัน และยางพารา เป็นหลัก ไม่มีรายได้เสริมจากการปลูกพืชชนิดอื่น เมื่อมีการก่อสร้างแหล่ง กักเก็บน้ำในรูปแบบฝาย ค.ส.ล. ที่ชะลอและกักเก็บน้ำในคลองให้มีปริมาณเพียงพอสำหรับปลูกพืชอายุสั้นที่ได้ผลตอบแทนเร็ว ประเภทพืชผัก ปลูกแซมในพื้นที่สวนปาล์มน้ำมัน/ยางพารา โดยเกษตรกรได้ใช้ประโยชน์จากฝาย มีการรวมกลุ่มผู้ใช้น้ำ ร่วมดูแลรักษา วางแผนการผลิตและการตลาดรวมกันจำหน่ายผลผลิตโดยจะมีตัวแทนกลุ่มติดต่อพ่อค้า/แม่ค้าเข้ามารับซื้อผลผลิตถึงแปลงเกษตรกร ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการนำผลผลิตไปขายที่ตลาดรับซื้อ

ด้านผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากโครงการบนพื้นที่ 300 ไร่ มีครัวเรือนเกษตรได้รับประโยชน์ 50 ครัวเรือน เกษตรกรได้ใช้น้ำในสวนปาล์มน้ำมัน และสวนยางพารา ทั้งนี้ มีเกษตรกรร้อยละ 57 ทำอาชีพเสริม โดยการปลูกพืชแซมในพื้นที่ เช่น มะเขือยาว ฟักเขียว แตงกวา ถั่วพู เป็นต้น สร้างรายได้เสริมแก่เกษตรกร โดยมีปริมาณผลผลิตที่ขาย 3,220 กิโลกรัมต่อไร่ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 14,827 บาทต่อไร่ สร้างรายได้เฉลี่ย 37,645 บาทต่อไร่ เกิดรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 22,818 บาทต่อไร่ หรือประมาณ 75,072 บาทต่อครัวเรือนต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ หรือมูลค่าจากการเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน 3.75 ล้านบาท/ปี

เกษตรกรส่วนใหญ่พึงพอใจโครงการระดับมาก เห็นว่าโครงการฯสร้างความมั่นคงให้มีแหล่งน้ำทำการเกษตรได้ทั้งปีกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่มีรายได้เสริมทางการเกษตรช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างความยั่งยืนในการประกอบอาชีพเกษตร เพิ่มประสิทธิภาพใช้ที่ดินทางการเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดินให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งนี้ ควรสนับสนุนการเพิ่มแหล่งน้ำในเขตปฏิรูปที่ดินอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน ส่งเสริมเกษตรกรทำอาชีพเสริมเพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีมีความเป็นอยู่ดียิ่งขึ้น

กตส.แจงแนวปฏิบัติสอบบัญชีสหกรณ์ เน้นคุมคุณภาพตรงตามมาตรฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498571

กตส.แจงแนวปฏิบัติสอบบัญชีสหกรณ์ เน้นคุมคุณภาพตรงตามมาตรฐาน

วันศุกร์ ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ (กตส.)มีภารกิจหนึ่งที่สำคัญคือ ตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้เข้มแข็งเป็นมาตรฐานสากล และกำกับดูแลการปฏิบัติงานของผู้สอบบัญชีให้เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพและตามที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดตรงไปตรงมา ส่งผลประโยชน์สู่สมาชิกสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรทั้งประเทศ ประมาณ 12,500,000 คน ปัจจุบันกรมตรวจบัญชีสหกรณ์มีผู้สอบบัญชี 756 คน ประกอบด้วย
ผู้สอบบัญชีที่เป็นข้าราชการของกรม 485 คน โดยผู้ที่จะได้รับการพิจารณาแต่งตั้งเป็นผู้สอบบัญชีต้องมีประสบการณ์ปฏิบัติงานด้านงานสอบบัญชีไม่น้อยกว่า 4 ปี และเพื่อให้การบริหารงานสอบบัญชีสหกรณ์มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับขนาดของสหกรณ์ เหมาะกับสถานการณ์ กรมฯจึงแต่งตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตหรือบุคคลอื่นเป็นผู้สอบบัญชีสหกรณ์ เพื่อตรวจสอบบัญชี 271 คน

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้านการปฏิบัติงานสอบบัญชีผู้สอบบัญชีสหกรณ์จะปฏิบัติงานตามมาตรฐานการปฏิบัติงานสอบบัญชี ตั้งแต่กระบวนการวางแผนงานสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีจะศึกษาโครงสร้างธุรกิจ แหล่งเงินทุน ระเบียบ และการดำเนินงานของสหกรณ์ ก่อนเข้าปฏิบัติงานตรวจสอบบัญชีทุกครั้ง เพื่อประเมินความเสี่ยงในการสอบบัญชีของแต่ละประเภทธุรกิจของสหกรณ์ แล้วนำมาจัดทำแผนการสอบบัญชีโดยรวม และแนวการสอบบัญชี เพื่อกำหนดวัตถุประสงค์การตรวจสอบ วิธีการตรวจสอบ การกำหนดช่วงเวลาที่ต้องตรวจสอบ ด้านการปฏิบัติงานสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบบัญชีระหว่างปี อย่างน้อย 1 ครั้ง โดยจะเข้าตรวจสอบบัญชีระหว่างปีครั้งแรกก่อนวันสิ้นปีทางบัญชีไม่น้อยกว่า 4 เดือน หากพบว่ามีสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรที่มีปัญหาการทุจริต หรือมีข้อบกพร่อง ผู้สอบบัญชีจะวางแผนเข้าตรวจสอบบัญชีระหว่างปีทุกไตรมาส เพื่อติดตาม แก้ไขปัญหาให้ทันต่อสถานการณ์การตรวจสอบบัญชีประจำปี กรณีผู้สอบบัญชีตรวจพบข้อสังเกตที่สหกรณ์ต้องปรับปรุงรายการบัญชี ผู้สอบบัญชีจะเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการเพื่อชี้แจงพร้อมเสนอแนวทางแก้ไขแก่คณะกรรมการดำเนินการ หลังปฏิบัติงานสอบบัญชีเสร็จสิ้นผู้สอบบัญชีจะทำรายงานการสอบบัญชีระหว่างปีและรายงานการสอบบัญชีประจำปี

ซึ่งการปฏิบัติงานแต่ละกระบวนการกรมฯกำหนดให้มีการควบคุมคุณภาพงานสอบบัญชีตั้งแต่ ระดับผู้สอบบัญชี ระดับหัวหน้าสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ ระดับสำนักงานตรวจบัญชีสหกรณ์ที่ 1-10 ระดับกองกำกับการสอบบัญชีสหกรณ์ และสำนักมาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชี เพื่อให้งานสอบบัญชีสหกรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องตามพ.ร.บ.สหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ. (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 ระเบียบ คำแนะนำ และมาตรฐานการสอบบัญชี สหกรณ์และ กลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการตรวจสอบบัญชี สามารถนำผลตรวจสอบบัญชีและข้อสังเกตจากผู้สอบบัญชีไปใช้ประโยชน์ ปรับปรุงการบริหารจัดการและอำนวยประโยชน์แก่มวลสมาชิกโดยรวม

ทั้งนี้ กรณีผู้สอบบัญชีพบข้อสังเกตจากการตรวจสอบด้านการเงินการบัญชีจะรายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ นอกจากนี้ ยังรายงานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ทราบด้วย ในกรณีมีปัญหาการทุจริตหรือข้อร้องเรียนเกิดขึ้น กรมกำหนดให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบข้อเท็จจริง และวางแผนเข้าตรวจสอบบัญชีระหว่างปีทุกไตรมาส พร้อมรายงานให้อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ในฐานะรองนายทะเบียนสหกรณ์ทราบเป็นระยะเพื่อติดตามแก้ปัญหาทันสถานการณ์ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจสอบกิจการของสหกรณ์ เพื่อให้ผู้ตรวจสอบกิจการให้ข้อสังเกตจากการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายจัดการและคณะกรรมการได้รวดเร็วทันสถานการณ์ ที่สำคัญคือ พัฒนาให้สมาชิกมีความรู้ความเข้าใจหลักการ วิธีการสหกรณ์ได้ตระหนักและมีส่วนร่วมตรวจสอบการดำเนินธุรกรรมทางการเงินของสหกรณ์และรับรู้ข้อมูลบัญชีสหกรณ์ทั้งภาพรวมและของตนเอง

“การตรวจสอบงบการเงินในปัจจุบัน กรมปฏิบัติตามมาตรฐานการสอบบัญชี ที่กำหนดโดยสภาวิชาชีพบัญชี และระเบียบที่กรมกำหนด โดยกรมฯจัดทำแนวทางบริหารจัดการงานสอบบัญชีทุกปีงบประมาณ เพื่อให้ผู้สอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงาน และให้ผู้สอบบัญชีถือปฏิบัติเป็นแนวเดียวกัน โดยใช้ตรวจสอบสหกรณ์ทุกประเภท จึงเชื่อมั่นได้ว่าข้อมูลจากการตรวจสอบเชื่อถือได้และเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการสอบบัญชีที่กำหนด” อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าว

กลุ่มเกษตรกรมีลุ้น! ศาลปกครองรับคำร้องใหม่ขอคุ้มครองชั่วคราวแบน 2 สาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498558

news_default

กลุ่มเกษตรกรมีลุ้น! ศาลปกครองรับคำร้องใหม่ขอคุ้มครองชั่วคราวแบน 2 สาร

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 14.27 น.

กลุ่มเกษตรกรยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางอีกครั้ง เพื่อให้เร่งรัดการพิจารณาและมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากการแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส นำเสนอข้อมูลใหม่ทั้งความเดือดร้อนของเกษตรกรและผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจชาติ

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย กล่าวว่า วันนี้ (11 มิ.ย.) ได้เดินทางไปยังศาลปกครองกลาง เพื่อยื่นคำร้องอีกครั้งให้ศาลเร่งรัดพิจารณาและมีคำสั่งคำร้องคุ้มครองชั่วคราวในการกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์จากประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่ให้แบนสารพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส โดยมีเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบไปร่วมแสดงออกถึงความทุกข์ร้อนบริเวณหน้าศาลปกครองกลาง คดีนี้ร่วมกับเกษตรกรอีก 10 คน ซึ่งเป็นเกษตรกรผู้ปลูกพืชหลายชนิดยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางตั้งแต่วันที่ 27 พฤษภาคม ว่า ได้รับผลกระทบจากประกาศดังกล่าวที่กำหนดให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 อันเป็นผลให้ห้ามผลิต ห้ามนำเข้า ห้ามนำผ่าน ห้ามส่งออก และห้ามครอบครอง มีผลนับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา ทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบจากประกาศกระทรวงเป็นอย่างมาก โดยมีผู้ถูกฟ้อง 4 ราย คือ กระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม คณะกรรมการวัตถุอันตราย และกรมวิชาการเกษตร ศาลรับคำฟ้องและแจ้งว่าจะเร่งพิจารณาคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวในการออกคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือประกาศและกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ไว้เป็นการชั่วคราวในระหว่างพิจารณาคดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุดโดยไม่ชักช้า แต่ผู้ร้องเห็นว่าเวลาเนิ่นนานพอสมควรแล้ว แต่ยังไม่มีการพิจารณาใด ๆ จึงได้นำเสนอข้อมูลใหม่ประกอบคำร้องวันนี้

สำหรับข้อมูลประกอบคำร้องใหม่ คือ ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการยกเลิกพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสนั้น ไม่ได้เป็นความเดือดร้อนของผู้ฟ้องเพียง 11 คน แต่เป็นความเดือดร้อนของเกษตรกรจำนวนมาก อีกทั้งกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ ซึ่งจะไม่สามารถใช้วัตถุดิบในประเทศที่ผลิตหรือกำลังผลิตในแปลงเกษตรกรก่อนหน้าการประกาศยกเลิกการใช้สารทั้ง 2 ชนิด อีกทั้งไม่สามารถนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศ เนื่องจากประเทศผู้ผลิตวัตถุดิบที่มีคุณภาพและปริมาณเหมาะสมสำหรับการแปรรูปอาหารและอาหารสัตว์ยังคงใช้สารพาราควอตและ/หรือคลอร์ไพริฟอสอย่างถูกต้องตามกฎหมาย หากไม่สามารถใช้วัตถุดิบเหล่านั้นได้จะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท การเลิกจ้างงานประมาณ 12 ล้านคน ตลอดจนผลกระทบด้านสังคม รวมทั้งเกิดความสูญเสียความมั่นคงด้านอาหารจากการที่อาหารหลายชนิดที่ประชาชนทั่วไปใช้บริโภคประจำวันจะขาดตลาดและกระทบต่อการส่งออก นอกจากนี้ เกษตรกรส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่ไม่มีกำลังปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการให้สอดรับกับนโยบายรัฐ ขณะที่ภาครัฐยังไม่มีสารทดแทนที่เหมาะสมทั้งด้านประสิทธิภาพและต้นทุนให้แก่เกษตรกร

นายสุกรรณ์ กล่าวต่อว่า ศาลรับคำร้องใหม่ไว้แล้ว ซึ่งผู้ร้องรอการเรียกไต่สวนเพื่อพิจารณาข้อร้องขอ พร้อมกันนี้ได้เรียกร้องให้ภาครัฐพิจารณาถึงคำสั่งของกรมวิชาการเกษตรที่ให้เกษตรกรนำสารเคมีไปคืนร้านค้า ทางร้านค้ารับคืน แต่ไม่คืนเงินให้เกษตรกร หากไม่คืนภายในเวลาที่กำหนดจะมีโทษจำคุกถึง 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 1 ล้านบาท อีกทั้งเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว เกษตรกรต้องเริ่มเพาะปลูก หากไม่ใช้พาราควอตซึ่งเป็นสารป้องกันกำจัดวัชพืชที่มีประสิทธิภาพจะทำให้ผลผลิตตกต่ำมากกว่าร้อยละ 40-80 โดยกรมวิชาการเกษตรยืนยันว่ายังไม่มีสารใดมีประสิทธิภาพทัดเทียม ดังนั้น จึงเป็นการออกคำสั่งที่ไม่มีความรับผิดชอบ

นอกจากนี้ ยังกล่าวถึงการที่นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ร่วมประชุมพิจารณา (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ซึ่งที่ประชุมจะผ่อนปรนการนำเข้าวัตถุดิบและสินค้าเกษตรจากประเทศที่ยังใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสได้ถึงวันที่ 1 มิถุนายน 2564 จึงเป็นการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน ดังนั้น หากจะเปิดให้สินค้าจากต่างประเทศที่ใช้สารเคมี 2 ชนิดมาจำหน่ายในไทยได้ ก็ต้องผ่อนปรนให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรในประเทศใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสไปได้อีก 1 ปีเช่นกัน

กลุ่มเกษตรกรต้านแบน3สารยื่นศาลปค.ขอสั่งชะลอห้ามใช้-จำหน่าย ชี้ไร้สารทดแทน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498548

news_default

กลุ่มเกษตรกรต้านแบน3สารยื่นศาลปค.ขอสั่งชะลอห้ามใช้-จำหน่าย ชี้ไร้สารทดแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.45 น.

กลุ่มเกษตรกรต้านแบน3สารพิษกำจัดศัตรูพืช ยื่นศาลปค.อีกรอบขอสั่งชะลอการห้ามใช้-จำหน่าย ชี้ไร้สารทดแทนทำเกษตรกรเดือดร้อน “วัชระ”แนะอารยะขัดขืน ให้เกษตรกรไร่มันสำปะหลังเรือนแสนคนถือพาราควอตคนละครึ่งลิตรให้ตร.จับ ระบุจำเป็นต้องใช้แม้ห้ามก็ต้องแอบซื้อเหมือนหวยใต้ดิน เหตุไร้สารอื่นทดแทนพาราควอตได้

เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2563 ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ กทม. นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ เลขาธิการ พร้อมด้วยตัวแทนเกษตรกร 50 คน เข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองกลางกำหนดมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนมีคำพิพากษา โดยให้สั่งระงับประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม และประกาสกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ยกเลิกการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ไว้จนกว่าศาลปกครองจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด หลังจากที่ก่อนหน้านี้สมาคมได้มีการมายื่นฟ้องของเพิกถอนประกาศดังกล่าว เมื่อวันที่ 27 พ.ค.ที่ผ่านมา และศาลได้ยกคำขอไต่สวนฉุกเฉินเพื่อกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราว

โดย นายสุกรรณ์ กล่าวว่า ที่ต้องมายื่นคำขอใหม่เพื่อให้ศาลเห็นว่าผู้ฟ้องแม้จะมี 11 คน แต่ถือเป็นตัวแทนของเกษตรกรในระบบฟาร์มเกษตร และระบบอุตสาหกรรมเกษตร ที่มีอยู่ครึ่งประเทศ ซึ่งประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมที่มีผลบังคับใช้เมื่อ 1 มิ.ย.ทำให้ปัจจุบันเกษตรกรไม่สามารถใช้สารเคมีทั้ง 2 ชนิดได้ หากฝ่าฝืนจะมีความผิดมีโทษจำคุก 10 ปรับเป็นเงิน 1 ล้านบาท สูงกว่าการค้าเฮโรอีน ยาบ้า อีกทั้งเมื่อเกษตรกรนำ 2 สารเคมีที่ครอบครองอยู่เดิมไปคืนร้านค้าตามและประกาศของกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่ได้รับเงินชดเชย รวมทั้งหลังวันที่ 1 มิ.ย.กรมวิชาการเกษตร ก็ไม่ได้มีมาตรการหรือหาสารอื่นที่มีประสิทธิภาพเทียบเท่า 2 สารเคมี มาให้เกษตรกรได้ใช้ ที่อ้างว่าให้ใช้สารชีวพันธุ์สำหรับกำจัดวัชพืชก็มีสารตัวไหนได้รับการขึ้นทะเบียนว่ากำจัดวัชพืชได้ ซ้ำกรมวิชาการเกษตรยังออกมายอมรับเองว่ามีการปลอมปนของพาราควอต ส่วนที่แนะนำที่ให้ใช้แรงงานถอนหญ้า เครื่องจักรกลมาให้ในอุตสาหกรรมพืชไร่ ก็ไม่สามารถทำได้ทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ แปลงปลูก เครื่องจักรกลอาจทำลายพืชปลูกให้เสียหายได้

นายสุกรรณ์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้เข้าสู่ฤดูเพาะปลูก ถ้าหากยังไม่มีแนวทางที่ชัดเจน จะส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและการส่งออก โดยเฉพาะอ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และไม้ผล ที่จำเป็นต้องใช้พาราควอต เมื่อไม่มีใช้ ผลผลิตของพืชเหล่านี้ก็จะลดลง ต้องมีการนำเข้าจากต่างประเทศมาทดแทน ก็เป็นการซ้ำเติมเกษตรกรอีก จึงอยากให้ศาลปกครองเร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าว

“ล่าสุดเมื่อวันอังคาร มีการประชุมระหว่าง น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ กับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องอาหารที่มีสารพิษตกค้าง พบว่าจะมีการผ่อนปรนให้นำเข้าวัตถุดิบสินค้าเกษตร ที่มีการใช้สารพาราควอต คลอร์ไพริฟอส เช่น ถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง และข้าวสาลี จากต่างประเทศจนถึง 1 มิ.ย.2564 แสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นธรรมสองมาตรฐาน เพราะในประเทศไม่ให้มีการใช้ 2 สารเคมีดังกล่าว ดังนั้น เมื่อเปิดให้สินค้าจากต่างประเทศที่ใช้สารเคมีเข้ามาขายในประเทศได้ ก็ควรที่จะผ่อนปรนให้เกษตรกรและอุตสาหกรรมเกษตรใช้ 2 สารนี้ได้ไปจนถึง 1 มิ.ย.2564 เช่นกัน ฝากถึงรัฐมนตรีว่าประเทศเราต้องมีความมั่นคงเรื่องอาหาร ถ้าเราไม่มีอาหารก็ไม่เกิดความมั่นคง ไม่เกิดการอยู่ดีมีสุข รัฐบาลจะมาจาการเลือกตั้งหรือไม่ แต่ถ้าประชาชนไม่อยู่ดีมีสุข ก็อยู่ลำบาก” นายสุกรรณ์ กล่าว และย้ำว่าเราต้องมาพึ่งศาล เพราะพึ่งรัฐบาลและรัฐมนตรีไม่ได้

นายสุกรรณ์ ยังระบุอีกว่า ถ้ามีสารเคมีแค่ 1 ตัว ที่แทนพาราควอตได้ แม้แพงกว่า 10 เท่า เกษตรกรก็พร้อมใช้ แต่สารกลูโฟซิเนตที่รัฐบาลจะให้ใช้ เมื่อเทียบต่อแปลงแพงกว่าพาราควอต 12 เท่า และเกษตรกรไม่ใช้เพราะมีผลต่อพืชประธาน เป็นยาที่ดูดซึมและเผาไหม้ทำให้พืชปลูกของเรามีอันตราย รวมทั้งถ้ากลูโฟซิเนตใช้แทนพาราควอตได้ เราใช้กลูโฟเซตดีกว่า เพราะกำจัดวัชพืชได้ดีกว่ากูลโฟซิเนต วันนี้ผู้บริโภคเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งที่เขาอ้าง อย่าลืมว่าเกษตรกรก็เป็นผู้บริโภคด้วยเหมือนกัน ไม่ให้เราใช้สารเคมีโดยอ้างว่าเป็นพิษ แต่ทำไมจะให้เราร่วมบริโภคอาหารที่มีสารพิษตกค้างจากต่างประเทศ ยืนยันว่าการเคลื่อนไหวไม่ได้เป็นของบริษัทขายสารเคมีตัวใดตัวหนึ่ง แต่รู้จักบริษัทจากการให้สารเคมี

ด้าน นายอดิศักดิ์ ศรีสรรพกิจ อดีตอธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ต่อศาลปกครองด้วย เพราะหลังเกษียณแล้วไปเป็นเกษตรกรได้รับผลกระทบจากการยกเลิก 3 สารเคมี ซึ่งเห็นว่าขั้นตอนการพิจารณามาสู่การยกเลิกไม่น่าจะชอบด้วย รมช.เกษตร มีการแสดงความเห็นชี้นำว่าควรยกเลิกตั้งแต่ต้น โดยมีเสียงของพรรคการเมืองที่สังกัดออกมาสนับสนุน เมื่อมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา รัฐมนตรีก็เป็นไปประธานเอง ตัวแทนเกษตรที่เข้าไปร่วมเป็นกรรมการ ก็เป็นตัวแทนเกษตรอินทรีย์ ที่ต้องการให้ยกเลิกอยู่แล้ว ทำให้มติที่ออกมาจึงเป็นมติยกเลิก กรรมการบางคนซึ่งมาจากกระทรวงเกษตรฯ ที่ลงมติเห็นด้วยยังอ้างว่า เพราะเป็นนโยบายของรัฐมนตรี รวมทั้งยังมีความผิดปกติในการเร่งประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่รัฐมนตรีสาธารณสุขออกมาประกาศว่า ถ้าไม่ลงมติแบน 3 สารเคมี พรรคภูมิใจไทยจะถอนตัวจาการร่วมรัฐบาล

“ตั้งแต่ผมรับราชการมา ไม่เคยเห็นข้าราชการถูกกดดันอย่างเปิดเผยเช่นนั้นเลย และในที่สุดข้างราชการเกือบทุกคนที่อยู่ในอาณัติไม่ว่าจะเป็นจากกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข ไม่เว้นแต่กระทรวงคมนาคม ซึ่งลงมติเห็นด้วยให้แบนทั้งหมดอยู่ภายใต้การบริหารงานของนักการเมืองจากพรรคการเมืองเดียว ดังนั้นการที่มีมติแบน 3 สารในวันที่ 22 ต.ค.2562 จึงควรถูกพิจารณาว่าเป็นการลงมติที่ไม่ชอบ” นายอดิศักดิ์ กล่าวและว่า ในระหว่างที่รวบรวมสารเคมีคืนจากเกษตรกรยังไม่อยากให้มีการนำไปทำลาย เพราะมีมูลค่ามาก หากต้องมีการนำกลับมาใช้จะเกิดความวุ่นวายและเสียหายมาก

นายวัชระ ถนัดค้า ประธานกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง กล่าวว่า มันสำปะหลังเมื่อตอนเล็กๆเราจะใช้ยาคุมยาประมาณ 1 – 2 เดือน พอหมดฤทธิ์คุมยาเราก็จะใช้พาราควอต ซึ่งพาราควอตเป็นสารเผาไหม้ถ้าเราใช้ไกลโฟเซตคุมใบและยอดจะหยิกงอ ผลผลิตจะไม่มีเลย แล้วทำไมถึงบอกว่าพาราควอตจำเป็นต่อเกษตรกรก็คือ การสะสมของพิษไม่มี เราใช้มาหลายสิบปีแล้ว ตนทดลองใช้มาหมดแล้วมีอย่างเดียวที่ใช้ได้คือพาราควอต ตนมองว่าสารตกค้างในไร่ไม่น่าจะมี

“ย้ำว่าผมมองไม่เห็นว่าจะมีสารตกค้างจากพาราควอต ผมใช้มาตั้งแต่ปี 2520 จนบัดนี้ 40 ปีได้ ไม่เคยเห็นมีพิษมีภัย พวกญาติของผมก็ใช้พาราควอต ซึ่งความจำเป็นของสารแต่ละชนิดอยากให้ภาครัฐช่วยดูด้วยชาวไร่มันต่อสู้มาขนาดไหน วันนี้ราคามันก็ตกแถมยังมีเจอพิษภัยการเมืองเรื่องพาราควอต อย่าทำร้ายเราเลยแค่นี้ก็จะติดหนี้กันบานแล้ว อีกอย่างราคามันก็ถูกแล้วมาเจอสถานการณ์โควิด-19 อยากให้ภาครัฐช่วยดูดีดีว่าท่านจะช่วยเกษตรกรหรือจะกระทืบซ้ำเกษตรกรให้จมดิน ถ้าเช่นนั้นพวกผมก็จะจำไว้ว่าพรรคไหนใครทำอะไรกับเรา” นายวัชระ กล่าว

ต่อข้อถามว่า เมื่อตอนนี้มีผลเริ่มบังคับใช้แล้วเกษตรกรจะแก้ปัญหาอย่างไร นายวัชระ กล่าวว่า เหมือนหวยใต้ดินคือซื้อหลังร้าน ก็อาจจะมีราคาสูงกว่าเก่ากว่า 100 บาท ซึ่งเป็นภาระที่เราต้องแบกรับอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และถ้าไม่ใช้ก็ไม่ได้ผลผลิต ส่วนการกำหนดโทษไว้สูงสำหรับคนที่ใช้เช่นนี้เราพร้อมที่จะเสี่ยงใช้หรือ นายวัชระ กล่าวว่า เกษตรกรไร่มันสำปะหลังมีเป็นแสน ตนอยากจะถือคนละครึ่งลิตรมาให้ตำรวจจับเพื่อจะได้ขังรวมพวกเราแล้วไม่ต้องไปซื้อข้าวกินแค่นี้ก็จนพอแล้ว ต้องบอกว่าไม่ได้ขายแค่ที่เดียวแต่หลายบริษัทเขาก็ขาย จึงถามว่าทำเพื่ออะไรแล้วจะเอาคนไทยหรือต่างชาติเข้ามา

กษ.ดันลิ้นจี่สู่ตลาดออนไลน์สู้โควิด-19 รณรงค์ปชช.ช่วยกันบริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498339

news_default

กษ.ดันลิ้นจี่สู่ตลาดออนไลน์สู้โควิด-19 รณรงค์ปชช.ช่วยกันบริโภค

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานในพิธี Kick Off โครงการรณรงค์การบริโภคลิ้นจี่คุณภาพจังหวัดเชียงใหม่เพื่อกระจายผลผลิตลิ้นจี่คุณภาพออกนอกพื้นที่และเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์โรคไวรัสโควิด-19 ณ สวนลิ้นจี่จักรพรรดินายวุฒิไกร ทะสุใจ ต.แม่สูน อ.ฝาง จ.เชียงใหม่ ว่า ลิ้นจี่เป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของประเทศไทยมีพื้นที่การผลิตประมาณ 62,225 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ทางภาคเหนือตอนบนได้แก่ เชียงใหม่ พะเยา น่าน และเชียงราย ซึ่งปลูกมากที่สุดคือ จังหวัดเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกกว่า 45,094ไร่และในปี 2563 ให้ผลผลิตจำนวน 20329 ตัน ซึ่งมีแหล่งผลิตที่สำคัญได้แก่ อำเภอฝางอำเภอแม่อาย อำเภอไชยปราการ อำเภอแม่แตง อำเภอแม่ริม และอำเภอเมืองเชียงใหม่ พันธุ์ที่ปลูกมากที่สุดได้แก่ พันธุ์จักรพรรดิคิดเป็นร้อยละ 70 และพันธุ์ฮงฮวยคิดเป็นร้อยละ 30 ผลผลิตออกสู่ตลาดช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม และออกมากที่สุดในเดือนมิถุนายน ส่วนการตลาดนั้น ส่วนใหญ่จำหน่ายให้แก่ผู้รับซื้อภายในประเทศส่งโรงงานแปรรูปและตลาดภายในประเทศ ซึ่งภาวะปัจจุบันกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตลิ้นจี่ได้ในช่วงที่ผลผลิตออกมาเป็นจำนวนมาก

กรมส่งเสริมการเกษตรโดยสำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ใช้ตลาดนำการผลิตร่วมบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลแอร์พอร์ตพลาซา ห้างบิ๊กซี ร่วมกันกระจายผลผลิตของเกษตรกรเพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรผู้ผลิตเพิ่มช่องทางกระจายผลผลิตดังกล่าว โดยเฉพาะลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิที่มีแหล่งผลิตในจังหวัดเชียงใหม่เท่านั้น จึงได้จัดโครงการประชาสัมพันธ์รณรงค์การบริโภคลิ้นจี่คุณภาพจังหวัดเชียงใหม่ โดยผ่านช่องทางตลาดออนไลน์บริษัทไปรษณีย์ไทยจำกัด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสามารถนำลิ้นจี่แปลงใหญ่คุณภาพดีออกสู่ตลาดและส่งตรงถึงผู้บริโภค ซึ่งนอกจากจะทำให้ผู้บริโภคได้ลิ้มรสลิ้นจี่คุณภาพดีหนึ่งเดียวในประเทศแล้วยังจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถผ่านพ้นการระบาดของไวรัสโควิด-19และทำให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอีกทั้งยังสร้างขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกรต่อไปอย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

หนุนเกษตรกรเมืองสุพรรณฯ เลี้ยงปศุสัตว์-ปลูกหญ้าเนเปียร์เพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498338

news_default

หนุนเกษตรกรเมืองสุพรรณฯ เลี้ยงปศุสัตว์-ปลูกหญ้าเนเปียร์เพิ่มรายได้

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ส่งผลให้พืชผลการเกษตรเสียหาย ประกอบกับสถานการณ์ระบาดของเชื้อโควิด-19 ขณะนี้ส่งผลกระทบทุกภาคส่วนกระทรวงเกษตรฯจึงมีนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรมีอาชีพใหม่ที่สร้างรายได้มั่นคง โดยสนับสนุนเลี้ยงปศุสัตว์ ควบคู่กับปลูกพืชอาหารสัตว์เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์และจำหน่ายมีรายได้เพิ่มขึ้น ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเสียหายอันเนื่องมาจากภัยพิบัติ ภัยธรรมชาติ และผลกระทบจากราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ

กระทรวงเกษตรฯร่วมมือกับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ดำเนินโครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ภายใต้หลักการ “การตลาดนำการผลิต” เพื่อพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกร รวมทั้งสร้างอาชีพทางเลือกใหม่ให้เกษตรกรด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นที่ไม่เหมาะสมมาเลี้ยงสัตว์จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ อาทิ โคเนื้อขุน กระบือเนื้อ แพะเนื้อ และไก่พื้นเมือง โดย ธ.ก.ส. จะสนับสนุนสินเชื่อให้กลุ่มเป้าหมายกลุ่มละไม่เกิน 10 ล้านบาท ดอกเบี้ยล้านละ 100 บาท/ปี ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2562-30 พ.ย. 2565

จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) พบว่า จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นแหล่งผลิตปศุสัตว์ลำดับที่ 5 ของภาคกลาง (ข้อมูลจากสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดสุพรรณบุรี) ปัจจุบันมีการเลี้ยงโคเนื้อ 140,469 ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยง 6,405 ราย ในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าไซ ศรีประจันต์ และสามชุก ส่วนการเลี้ยงแพะมี 24,649 ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยง 895 ราย ในพื้นที่อำเภอหนองหญ้าไซ สองพี่น้อง และด่านช้าง จึงมีความต้องการอาหารสัตว์ในปริมาณมาก อีกทั้งตลาดต่างประเทศยังมีความต้องการโคเนื้อจำนวนมาก นอกจากจะส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงโคแล้วยังส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอาหารสัตว์ โดยเฉพาะหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ซึ่งเป็นพืชมีคุณค่าทางอาหาร ให้ผลผลิตต่อไร่สูง เป็นการเพิ่มรายได้และลดต้นทุนในการเลี้ยงโคขุนควบคู่กันไป อีกทั้ง กรมปศุสัตว์เข้ามาสนับสนุนด้านองค์ความรู้ให้เกษตรกร เพื่อให้มีแหล่งความพร้อมด้านอาหารสำหรับปศุสัตว์อีกด้วย

ด้าน นายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า สำหรับการเลี้ยงโคขุน มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 41,835 บาท/ตัว เกษตรกรจะนำโคที่มีน้ำหนักประมาณ 290 กิโลกรัม มาเลี้ยงเป็นเวลา 110 วัน เมื่อได้น้ำหนักประมาณ 486 กิโลกรัม จะจับขายในราคา 43,133 บาท/ตัว ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,432 บาท/ตัว โดยส่งขายให้พ่อค้าเพื่อรวบรวมส่งออกไปยังเวียดนามและจีน การเลี้ยงแพะขุน มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 3,512 บาท/ตัว เกษตรกรจะนำแพะที่มีน้ำหนักประมาณ 14-16 กิโลกรัม นำมาขุนเป็นเวลา 90 วัน เมื่อได้น้ำหนักประมาณ 30 กิโลกรัม จะจับขายในราคา 3,995 บาท/ตัว ได้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 483 บาท/ตัว โดยส่งขายให้พ่อค้ารวบรวมส่งไปยังเวียดนามและมาเลเซีย ส่วนการปลูกหญ้าเนเปียร์พันธุ์ปากช่อง 1 เพื่อใช้เลี้ยงสัตว์และจำหน่าย มีพื้นที่ปลูก 2,185 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอหนองหญ้าไซ และดอนเจดีย์ เกษตรกรผู้ปลูก 338 ราย มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 20,763 บาท/ไร่/ปี สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เฉลี่ย 6 รอบ/ปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 43,326 กิโลกรัม/ปี ราคา ที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ย 1.20 บาท/กิโลกรัม ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 31,228 บาท/ไร่/ปี โดยส่งขายให้ฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ในจังหวัดสุพรรณบุรีและจังหวัดใกล้เคียง ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้สนใจรายละเอียดการผลิตและการตลาดด้านปศุสัตว์ในจังหวัดสุพรรณบุรี สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5007-8 หรืออีเมล zone7@oae.go.th