บจธ.เร่งบรรเทาทุกข์ผู้ได้รับผลกระทบโคโรนาไร้ที่ทำกิน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498337

news_default

บจธ.เร่งบรรเทาทุกข์ผู้ได้รับผลกระทบโคโรนาไร้ที่ทำกิน

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พล.ต.อ. เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน พร้อมนายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการ ปฏิบัติหน้าที่แทน ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ บจธ. ลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน และได้รับผลกระทบจากพิษโควิด-19 ในพื้นที่จังหวัดเชียงราย 3 พื้นที่ที่ บจธ.สนับสนุนช่วยเหลือตามโครงการต้นแบบบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจร ได้แก่ 1.วิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย 2.วิสาหกิจชุมชนศาสตร์พระราชา วัดพุทธอุทยานดอยอินทรีย์เชียงราย ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย 3.วิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน โยนกนคร (บ้านสันต้นเปา) ตำบลสันต้นเปา อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ตามนโยบายของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้กำกับดูแลสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน) หรือ บจธ. ที่สั่งให้บจธ.เร่งช่วยเหลือประชาชนและเกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกิน และได้รับผลกระทบจากพิษโควิด-19 โดยเปิดช่องทางให้ประชาชนทั่วประเทศมีที่ดินทำกินตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อดำรงชีวิตได้ยั่งยืน

ทั้งนี้ ในพื้นที่วิสาหกิจชุมชนเชียงรายอุ่นไอรักษ์ ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย มีสมาชิก 200 ราย พื้นที่ 68 ไร่เศษ คณะผู้บริหารบจธ.ลงพื้นที่เพื่อติดตามผลดำเนินงาน หลังชุมชนได้ร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาแปลงที่ดินของตนเอง ปลูกไม้ยืนต้นและผักอินทรีย์ปลอดสารพิษ เช่น ผักเชียงดา ฟักทอง ถั่วฝักยาว ถั่วลิสง ผักสลัด ไว้บริโภคได้ในครัวเรือน เพาะเลี้ยงจิ้งหรีดส่งขายเป็นรายได้เสริม

โดยพล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ประธานกรรมการบจธ.มอบแนวทางพัฒนาพื้นที่และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ โคก หนอง นา และนำทีมลงตรวจพื้นที่แต่ละแปลง พร้อมให้กำลังใจสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจฯ กล่าวว่า“ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านผ่านพ้นวิกฤติโรคระบาดโควิด-19 ไปด้วยกัน และขอให้ทุนคนตั้งใจทำเกษตรตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเกษตรทฤษฎีใหม่ ตามหลักของศาสตร์พระราชา เพื่อความเป็นอยู่ที่มั่นคง และยั่งยืน

ส่วนพื้นที่ วิสาหกิจชุมชนศาสตร์พระราชา วัดพุทธอุทยานดอยอินทรีย์เชียงราย ตำบลดอยฮาง อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย Phase 1 จำนวน 28 ราย พื้นที่ประมาณ 38 ไร่เศษ คณะผู้บริหาร บจธ. ลงพื้นที่ติดตามผลดำเนินงาน วิสาหกิจชุมชนศาสตร์พระราชา วัดพุทธอุทยานดอยอินทรีย์เชียงราย โดยมีพระอาจารย์วิบูลย์ ธมเตโช เจ้าอาวาสวัดพุทธอุทยาน (ดอยอินทรีย์) ที่ปรึกษาให้วิสาหกิจชุมชนศาสตร์พระราชาฯ และนายชิณรัตน์ สินสิทธิผล ประธานวิสาหกิจชุมชนฯพร้อมทั้งเกษตรกรกลุ่มสมาชิก ต้อนรับ พระอาจารย์วิบูลย์ฯนำคณะเยี่ยมชมพื้นที่ที่ชุมชนร่วมกันพัฒนารอบแปลงที่ดินที่ได้รับการจัดสรรให้ตรงตามหลักของเกษตรทฤษฎีใหม่ และศาสตร์พระราชา

โดยแต่ละแปลงได้รับโจทย์ว่าจะต้องปลูกพืชผักสวนครัวที่ไม่ซ้ำกันเพื่ออย่างน้อยจะได้แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันในชุมชน และปลูกป่าตามทฤษฎีบันได 9 ขั้น ในส่วนพื้นที่ส่วนกลางกลุ่มสมาชิก ได้แบ่งไว้เป็นบ่อน้ำส่วนกลางที่สามารถใช้น้ำได้ตลอดทั้งปี ร้านค้าเกษตรชุมชน และลานธรรมไว้สำหรับร่วมกันสวดมนต์ทุกวันพระเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชน และในวันดังกล่าววิสาหกิจชุมชนและคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของ บจธ. ได้ร่วมใจกันหล่อพระพุทธรูป และปลูกต้นไม้มงคลบริเวณลานธรรม เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี

สำหรับ วิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน โยนกนคร (บ้านสันต้นเปา) ตำบลสันต้นเปา อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย 100 ราย พื้นที่ 420 ไร่คณะผู้บริหารบจธ.ร่วมประชุมชี้แจงแนวทางและหลักเกณฑ์เข้าร่วมโครงการต้นแบบบริหารจัดการที่ดินแบบครบวงจรของบจธ. แก่กลุ่มสมาชิกวิสาหกิจชุมชนเกษตรกรรมยั่งยืน โยนกนคร (บ้านสันต้นเปา) ที่ยืนเรื่องขอความช่วยเหลือมายัง บจธ.

โดยพล.ต.อ.เฉลิมเกียรติกล่าวว่า“จากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งเกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวนมากบางคนตกงาน บริษัทร้านค้าปิด รัฐบาลจึงมีนโยบายให้ประชาชนมีที่ทำกิน โดยยึดหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงพึ่งตนเองได้บนที่ดินของตัวเอง โดยจะมีบจธ.เข้าไปช่วยสนับสนุนจัดซื้อที่ดินให้ได้เช่า ถ้าเข้มแข็งก็เช่าซื้อ โดยเมื่อได้รับการจัดสรรที่ดินแล้ว บจธ. จะเข้าไปช่วยสนับสนุนการฝึกอบรมศาสตร์พระราชาให้ท่าน อีกทั้ง ยังมีทีมคณะอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้มาช่วยอีกทางหนึ่ง จึงเป็นโอกาสดีของชุมชนนี้จะได้รับการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน เพื่อช่วยให้พี่น้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงขอให้ทุกคนช่วยกันรักษาที่ดินผืนนี้ให้ตกไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานได้ใช้ประโยชน์ต่อไป

ซอกแซกอาเซียน : 11 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498341

566101

ซอกแซกอาเซียน : 11 มิถุนายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

งานจัดเลี้ยงคืนนี้ ต่างจากเมื่อคืนก่อนมากครับ เพราะเป็นทางการ หรูหรา จัดเป็นโต๊ะกลมใหญ่มาก มีอาหารเป็นคอร์ส แต่ก็มีการเดิน “กันเป่ย” ตามประเพณีจีนเช่นเคย ทว่าไม่ดุเดือดเท่า เพราะท่านประธานจะต้องรีบบินกลับไปกรุงปักกิ่งก่อนงานเลี้ยงเลิก เดี๋ยวจะไม่ทันเครื่องบินที่จองไว้ ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรี หรือ Vice minister ท่านนี้คงไม่มีท่านผู้อ่านคนใดรู้จัก ถ้าหากผมจะไม่บอกต่อไปว่า เมื่อปีที่แล้วท่านได้รับการสรรหาและแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการใหญ่ หรือ Director generalขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ปัจจุบันนั่งทำงานอยู่ที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี นั่นเองครับ

การประชุมโต๊ะกลมของเราดำเนินต่อไป และเสริมด้วยการดูงาน ซึ่งเป็นงานมหกรรมสินค้าเกษตรที่จัดขึ้นน่าจะเป็นประจำทุกปีในนครหนานหนิง นัยว่าการจัดประชุมโต๊ะกลมของจีน มีส่วนสัมพันธ์หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของการจัดงานมหกรรมสินค้าเกษตรด้วยเจ้าภาพจีนได้จัดรถบัสขนาดกลางจำนวนหลายคันพาคณะเราออกจากโรงแรมไปยังสถานจัดงานมหกรรมสินค้าเกษตร ใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมง ก็ถึงอาคารแสดงนิทรรศการขนาดใหญ่ เปรียบขนาดน้องๆ เมืองทองธานี นั่นแหละ พวกเราถูกเชิญให้ไปร่วมพิธีเปิดงานด้วย ซึ่งเป็นพิธีง่ายๆ จากนั้นก็เดินขึ้นชั้นสองของอาคารเพื่อเข้าชมการแสดงสินค้าซึ่งถูกแบ่งออกเป็นห้องๆ ขนาดใหญ่ เพื่อจัดแสดงสินค้าพร้อมจำหน่ายซึ่งทั้งหมดมาจากประเทศอาเซียน รวมทั้งจากประเทศไทย แต่หลังจากเดินดูแล้ว สินค้าที่จัดแสดงและจำหน่ายอยู่นั้น มิใช่เฉพาะสินค้าเกษตร หากเป็นสินค้าดังๆ ทั่วไปที่แต่ละประเทศมีอยู่ เช่น เมียนมา ก็ไม่พ้นที่จะต้องมีอัญมณีประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หยก ส่วนของไทยเรา ส่วนมากจะเป็นสินค้าบำรุงสุขภาพประเภทยาลม ยาหอม และพวกสปาต่างๆ เข้าไปในบูธไทย กลิ่นยาหอม ยานวดฟุ้งกระจาย สร้างความสดชื่นให้แก่คนสูงอายุดีเหลือเกินผมเดินอยู่ไม่กี่บูธ เพราะเวลาค่อนข้างจำกัด มีคนจีนเข้าชมงานเยอะแน่นไปหมด อีกทั้งไม่พบสินค้าที่ตัวเองสนใจจะซื้อเลย ก็ต้องเดินลงมาขึ้นรถบัสเพื่อเดินทางกลับโรงแรมที่พัก

ตกตอนเย็น เนื่องจากโรงแรมที่พักล้อมรอบด้วยศูนย์การค้าใหญ่ใจกลางเมืองอย่างที่บอกไปแต่ต้น ผมจึงอาศัยเวลาว่างเดินตามห้างในบริเวณโดยรอบนั้น ซึ่งจะว่าไปแล้วน่าเดินชม อาจจะเรียกได้ว่ามากกว่าสินค้าที่มหกรรมเกษตรเสียอีก เพราะผู้เข้าประชุมเกือบทั้งหมดหลังจากลงรถบัส ก็เห็นเดินไปกันเกือบทุกผู้ทุกคน ผมว่าสินค้าจีนน่าสนใจมาก ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง เครื่องประดับ อุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องครัว อาหารการกิน ของเด็กเล่น ไปจนถึงสินค้าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แม้ว่าหลายคนจะมองว่าคนที่ใช้สินค้าจีนเป็นคนรสนิยมต่ำ เนื่องจากราคาถูก แต่นั่นก็เป็นเพียงทรรศนะของบางกลุ่มและน่าจะเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่มองเช่นนั้น คนมีเงินมากเป็นคนรวยอยากใช้ของแพงๆ จีนก็ไม่ง้อ เพราะพลเมืองโลกเกือบร้อยละ 80-90 ยังเป็นคนยากจนเบี้ยน้อยหอยน้อยอยู่ ดังนั้นจึงยังคงต้องพึ่งพาสินค้าราคาย่อมเยาเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน นอกจากจะราคาถูกแล้ว ยังสวยงาม ดีไซน์เยี่ยมหรูเพราะก็อปมาเป๊ะๆ แบบที่ประเทศอื่นทำไม่ได้ คนจีนทราบถึงความต้องการอันนี้ดีครับ ผมเคยไปประเทศแถบแอฟริกา ไม่ว่าจะเป็น เคนยา แซมเบีย และประเทศอื่นๆ สินค้าเกือบทั้งหมดผลิตส่งไปจากจีนทั้งสิ้น จีนประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศที่ผ่านมา ก็ด้วยเงินที่ได้จากการผลิตสินค้าขายทั่วโลก ความจริงคนจีนโดยพื้นฐานเป็นคนค้าขายเก่งอยู่แล้ว แม้ในสมัยก่อนและหลังเป็นคอมมิวนิสต์ใหม่ๆ ประเทศจีนจะเป็นประเทศเกษตรกรกรรมและยากจน แต่ต่อมาเมื่อเปลี่ยนมาสู่ยุคผู้นำรุ่นสอง จีนได้ปรับเปลี่ยนทิศทางพัฒนาประเทศแบบก้าวกระโดดอาศัยนโยบายสี่ทันสมัย และเริ่มต้นทำการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายเป็นรายได้หลัก ผลิตสินค้าทุกอย่างดังที่มีคนพูดว่าตั้งแต่ “สากกะเบือยันเรือรบ” เงินทองจึงไหลมาเทมาเข้าสู่ประเทศจีน จนสามารถนำไป “เนรมิต” ประเทศให้กลายเป็นสวรรค์บนดินได้ภายในระยะเวลาเพียง 30 ปี น่าสนใจนะครับ เขาประสบความสำเร็จ เราก็ชื่นชมเขา และก็อยากให้ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าเหมือนกับเขาบ้าง ก็ขอนำเสนอไว้ก่อนจะจบเรื่องการซอกแซกในประเทศจีนซึ่งนานๆ จะไปได้ไปสักครั้งครับ

เครดิตภาพ: CAEXPO

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘เก๋ ชลลดา’บุกสภายื่นกมธ.พาณิชย์ แก้กาฬโรคระบาดหนัก ล้มตายกว่า500ตัว #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498311

news_default

‘เก๋ ชลลดา’บุกสภายื่นกมธ.พาณิชย์ แก้กาฬโรคระบาดหนัก ล้มตายกว่า500ตัว

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.15 น.

‘เก๋ ชลลดา’ นำเครือข่ายคนเลี้ยงม้าบุกสภายื่นกมธ.พาณิชย์ แก้กาฬโรคระบาดหนัก ล้มตายกว่า 500 ตัว

10 มิ.ย. 2563 ที่รัฐสภา นายเชษฐ เมฆสัมพันธ์ ประธานเครือข่ายคนเลี้ยงม้าแห่งประเทศไทย พร้อมด้วย น.ส.ชลลดา เมฆราตรี (เก๋) ดารานักแสดงในฐานะประธานของมูลนิธิเดอะวอยซ์ (เสียงจากเรา) ร่วมกันยื่นหนังสือถึง นายอันวาร์ สาและ ประธานกรรมาธิการการพาณิชย์ และทรัพย์สินทางปัญญาสภาผู้แทนราษฎร กรณีการนำเข้าและขายม้าลายแอฟริกาในประเทศไทย ที่ก่อให้เกิดโรคระบาดม้า (กาฬโรคม้า) ที่ทำให้ม้าไทยติดโรค และล้มตายจำนวนมาก

โดยนายเชรษฐ กล่าวว่า จากกรณีที่มีกลุ่มบุคคล และบริษัทได้จดทะเบียนขอจัดตั้งสวนสัตว์ เพื่อนำเข้าส่งออกสัตว์ป่าตามกฎหมาย ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2562 จนถึงต้นปี 2563 ซึ่งในระหว่างนั้นปรากฎว่าม้าเลี้ยงของประชาชนในประเทศไทย ได้เริ่มมีการล้มตายตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 และมีการตายต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน ซึ่งได้พิสูจน์แล้วว่ามีม้าตายเป็นโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า (Afcan Hores Sicness) และมีการระบาดของโรคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆทำให้ม้าเลี้ยงได้ล้มตายไปหลายจังหวัดโดยนับถึงวันที่ 21 พฤษภาคม 2563 พบว่าม้าตายรวม 546 ตัว

“ขอให้ประธานกมธ. ช่วยพวกเราด้วย ช่วยกันหาทางแก้ที่ยั่งยืน และต้นตอก็ต้องถูกจัดการให้เรียบร้อยเพราะขณะนี้เราไม่สามารถนำม้าออกไปแข่งยังต่างประเทศได้ทำให้ประเทศเราเสียงชื่อเสียงไปด้วย” นายเชรษฐ กล่าว

นายอันวาร์ กล่าวว่า จะนำเรื่องนี้เข้ากรรมาธิการพิจารณาในแง่ของการพาณิชย์ เพื่อตรวจสอบกลไกในการกักตัวและการตรวเช็คว่าเล็ดลอดจนเกิดโรคระบาดได้อย่างไร

ส่องเกษตร : ฟื้นฟู? #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498102

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : ฟื้นฟู?

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บรรยากาศโดยทั่วไป ณ เวลานี้ ตามที่ผมสังเกตเห็น พบว่าผู้คนเริ่มออกมาใช้ชีวิตกันปกติมากขึ้นเริ่มออกมาทำงาน ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ถูกจำกัดไว้เพื่อหยุดการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คำว่า Work from Home เริ่มจะซาๆลง ในขณะที่มาตรการ New Normal ขยายครอบคลุมทุกพื้นที่ ได้รับความร่วมมือบ้าง ไม่ร่วมมือบ้างก็ว่ากันไป แต่ทุกคนเข้าใจกันดีว่า New Normal คืออะไร ท่องกันขึ้นใจกันเลยทีเดียว ฝ่ายรัฐบาลเองก็มุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น วางนโยบายที่จะดูแลประชาชนในทุกกลุ่มอาชีพ ซึ่งเกษตรกรก็เป็นกลุ่มอาชีพที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยหวังว่าจะทำให้เกิดความมั่นคงในอาชีพ และสามารถดำเนินชีวิตหลังโควิดได้อย่างเป็นสุข จึงมีทั้งมาตรการเยียวยาที่ได้ดำเนินการจนถึงขั้นตอนของการโอนเงินให้ถึงมือเกษตรกรและเปิดการทบทวนสิทธิสำหรับรายที่มีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนต่อไปจะเป็นประเด็นที่สำคัญมากขึ้น เพราะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูอาชีพฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศจากผลกระทบที่เกิดขึ้น การที่รัฐบาลตัดสินใจออก พ.ร.ก.กู้เงิน และนโยบายทางการเงินการคลังที่กำหนดขึ้น เป็นสิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย แต่เป็นปัญหาระดับโลก ผลกระทบจึงไม่ธรรมดา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งดำเนินการ โดยมีสำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ สภาพัฒน์ เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน มีคณะกรรมการกลั่นกรองเบื้องต้น โดยที่แต่ละกระทรวงก็ต้องไปผ่านการดูแลของเจ้ากระทรวงขึ้นมาก่อน

ถ้าได้ติดตามการอภิปราย พ.ร.ก.ดังกล่าว จำนวนเงิน 4 แสนล้านบาท จะนำมาใช้เพื่อการฟื้นฟู มี สส. และ สว. หลายท่านได้ให้ความเห็นไว้อย่างหลากหลายว่าการฟื้นฟูเศรษฐกิจครั้งนี้ เป็นเหตุการณ์พิเศษจริงๆ เชื่อว่าภายใน 4-5 ปีนี้ คงไม่มีรัฐบาลชุดไหนที่จะมีเหตุมาให้กู้เงินเพื่อพัฒนาประเทศในวงเงินขนาดนี้ เพราะต้องมีการจ่ายคืนเงินกู้ดังกล่าวต่อเนื่องอีกหลายปีกว่าจะคืนเงินกู้ได้ทั้งหมดดังนั้นโครงการ/กิจกรรมใดที่จะดำเนินการภายใต้กรอบแผนการดำเนินการเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในทุกสาขา จำเป็นต้องพิจารณากันอย่างถี่ถ้วน รอบคอบ และเกิดผลต่อการฟื้นฟูได้อย่างแท้จริง ผมเองมีความกังวลกับประเด็นดังกล่าวมาก เพราะระยะเวลาและเงื่อนไขต่างๆ รัดตัวมาก ต้องเร่งดำเนินการ ส่งผลให้อาจขาดความรอบคอบ และถ้านโยบายหรือกรอบการดำเนินการไม่ชัดเจน จะยิ่งส่งผลกระทบอย่างมหาศาล ไม่ส่งผลดีต่อการฟื้นฟูประเทศแต่อย่างใด

ขณะนี้เกษตรกรสมาชิกแปลงใหญ่ทั่วประเทศกำลังตื่นตัวทำโครงการ โดยได้รับทิศทางมาว่าต้องก้าวสู่การเป็นเกษตรอัจฉริยะ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วหลายส่วนยังไม่ชัดเจนว่าสิ่งใด การเกษตรแบบไหนที่เรียกว่าอัจฉริยะ แต่ได้รับการบอกกล่าวให้ขออุปกรณ์ต่างๆ เพราะเม็ดเงินที่ได้เป็นงบจ่ายขาด วงเงิน 3 ล้านบาทต่อแปลง ผลที่ออกมาแว่วๆ ว่าจะเป็นการซื้อโดรน ซื้อแทรกเตอร์ ซี้อรถเกี่ยวข้าว ตามที่ได้รับแนวทางเกษตรอัจฉริยะมา เข้าใจได้ว่าคนที่กำหนดแนวทางยังไม่เข้าใจประเด็นดังกล่าว ผลจึงออกมาเป็นอย่างที่เห็น หรือจะเป็นด้วยระยะเวลาบีบบังคับ จึงขอเอาที่สะดวกไว้ก่อน ก็ว่ากันไป ซึ่งหากวิธีคิดยังเป็นเช่นนี้ คาดการณ์ได้เลยว่างบประมาณที่ทุ่มมาเพื่อการฟื้นฟูดังกล่าว คงไปไม่ถึงไหน เม็ดเงินที่ว่าจะหมุนไป อาจหมุนได้เพียงไม่กี่รอบ และจบลงที่ผลประโยชน์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ได้เกิดประโยชน์ต่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง เสียดายโอกาส เสียดายความตั้งใจ เสียดายกลุ่มอาชีพทางการเกษตรที่กลายเป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์ของคนอีกกลุ่มหนึ่ง หากจะฟื้นฟูอาชีพทางการเกษตรกันจริงๆ อย่ามองกันสั้นๆ แคบๆ ขอให้เริ่มกันตั้งแต่ฐานรากของการพัฒนา คือ ฐานของงานวิจัยและเทคโนโลยี ผมขอย้ำอีกครั้งว่าการมีโดรนบินเหนือแปลงปลูกไม่ใช่คำตอบว่าแปลงนั้นเป็นเกษตรอัจฉริยะแต่อย่างใด เข้าใจตรงกันนะ

สมชาย ชาญณรงค์กุล

หนุน อกม. ปั้นเกษตรกรต้นแบบชุมชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498105

news_default

หนุนอกม.ปั้นเกษตรกรต้นแบบชุมชน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำ “โครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19” โดยถ่ายทอดความรู้การปลูกพืชผักและสมุนไพรพร้อมจัดทำจุดเรียนรู้ต้นแบบ “การปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือน” โดยมี อาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ประสานงานและถ่ายทอดความรู้ในการปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือนกับเกษตรกรในหมู่บ้าน หวังปั้นเกษตรกรต้นแบบในระดับชุมชน

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า เพื่อสร้างความเข้มแข็งภาคเกษตรและทำให้เกษตรกรอยู่ดีมีสุขอย่างยั่งยืนและตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นกับภาคเกษตรของเกษตรกรทุกระดับ กรมจึงจัดทำโครงการ “โครงการบ้านพอเพียงเลี้ยงชีวิตสู้โควิด-19” เพื่อบรรเทาผลกระทบสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในประเทศ พร้อมให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบมีพืชอาหารบริโภคสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการพึ่งพาตนเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน สร้างความมั่นคงทางอาหาร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน ตลอดจนแก้ปัญหาการขาดแคลนพันธุ์พืชพันธุ์ดีในท้องถิ่นส่งเสริม ให้เกิดการรวมกลุ่มเพื่อดำเนินการตามระบบส่งเสริมการเกษตรผ่านอกม.ซึ่งเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ตัวแทนเกษตรกรในชุมชน ซึ่งโครงการฯได้ผลิตต้นพันธุ์พืชผักและสมุนไพร 7 ชนิด รวม 3,634,464 ต้น พืชผักและสมุนไพรหลัก 4 ชนิด เป็นพืชที่เป็นที่นิยมบริโภคและผลิตจากเมล็ดได้ง่ายมีจำนวนมากรวม 2,271,540 ต้น ได้แก่ ฟ้าทะลายโจร มะละกอ พริก และมะเขือ และพืชผักและสมุนไพรเสริม จำนวน 3 ชนิด รวม 1,362,924 ต้น ได้แก่ มะรุม ผักหวานบ้าน และแคบ้าน

อาสาสมัครเกษตรกรหมู่บ้าน (อกม.) จะเป็นผู้คัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งมาจากเกษตรกรแต่ละหมู่บ้าน เป็นตัวแทนผู้ถ่ายทอดความรู้ให้คนในชุมชน โดยต้องมีคุณสมบัติ 1.สนใจและสมัครใจ 2.มีพื้นที่และแหล่งน้ำเพียงพอปลูกพืชผักและสมุนไพรซึ่งได้รับการสนับสนุนจากโครงการ 7 ชนิด รวม 16 ต้น/ครัวเรือน 3.ให้คำแนะนำวิธีปลูกดูแลและขยายพันธุ์พืชผักสมุนไพรดังกล่าวให้เกษตรกรรายอื่นเพื่อขยายผลได้5. สำนักงานเกษตรอำเภอ ส่งมอบต้นพันธุ์พืชที่พร้อมปลูกให้อกม. เพื่อแจกต้นพันธุ์พืชผักสมุนไพรสนับสนุนให้เกษตรกรและผู้ได้รับผลกระทบ จากสถานการณ์ดังกล่าว 3 ครัวเรือน/หมู่บ้าน 6. สำนักงานเกษตรอำเภอจัดทำจุดเรียนรู้การปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือนเพื่อเป็นต้นแบบ บริเวณสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสถานที่ที่มีความเหมาะสมอำเภอละ 1 จุด โดยจัดทำจุดเรียนรู้ต้นแบบ “การปลูกพืชผักและสมุนไพรในครัวเรือน” เป็นจุดเรียนรู้ใหม่หรือบูรณาการร่วมกับจุดเรียนรู้ที่มีอยู่เดิม ทั้งนี้ ให้คำนึงถึงความสะดวกในการขยายผลสู่เกษตรกร หรือผู้สนใจ เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง ความสะดวกในการเดินทาง และมองเห็นง่าย โดยเน้นปลูกพืชผักอายุสั้นร่วมกับพืชผักและสมุนไพรที่ได้รับสนับสนุน จากโครงการฯเพื่อส่งเสริมการปลูกพืชผักและสมุนไพรสำหรับบริโภคในครัวเรือนและผลผลิตเหลือแบ่งปัน ให้ชุมชนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกับการบริหารจัดการการใช้น้ำอย่างประหยัด เช่น ใช้น้ำมือสอง จากการอุปโภคบริโภค ให้น้ำแบบระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกอร์ เพื่อเป็นต้นแบบบริเวณสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสถานที่เหมาะสมอำเภอละ 1 จุด ซึ่งสามารถพัฒนาให้เป็น “ศูนย์พันธุ์พืชชุมชน” พร้อมมีผู้นำเกษตรกรชุมชนในอนาคตเพื่อใช้เป็นต้นแบบศึกษาเรียนรู้ให้เกษตรกรในพื้นที่

มาตรการรัฐฟื้นประชากรหอยลายอ่าวไทยตอนใน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498104

news_default

มาตรการรัฐฟื้นประชากรหอยลายอ่าวไทยตอนใน

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงเผยผลสำรวจปริมาณจับหอยลายบริเวณอ่าวไทยตอนในของจังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร พบปีนี้ปริมาณการจับได้เพิ่มจำนวนมาก ซึ่งภายในระยะเวลา 2 เดือน จับได้ถึงกว่า 2 ล้านกิโลกรัม มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปี 2562 ที่แทบไม่พบหอยลายในแหล่งนี้เลย ทั้งนี้ คาดว่าสาเหตุเกิดจากการขยายพื้นที่เขตทะเลชายฝั่ง ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งประกาศดังกล่าวครอบคลุมพื้นที่แหล่งหอยลายบางส่วน เป็นเหตุให้หอยลายไม่ได้ถูกรบกวนจากการทำประมง ประกอบกับสภาพแวดล้อมในเวลานั้นเหมาะสมในการเจริญเติบโตของหอยลาย จึงเป็นเหตุให้แหล่งประมงหอยลายฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว ทั้งนี้ตัวแปรที่สำคัญคือชาวประมงให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐ จึงส่งผลให้ปริมาณหอยลายเพิ่มจำนวนอย่างมาก

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงโดยกองวิจัยและพัฒนาประมงทะเล ได้มีการลงพื้นที่สำรวจบริเวณอ่าวไทยตอนในอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเขตทะเลชายฝั่งและนอกเขตทะเลชายฝั่ง เพื่อศึกษาสภาวะสภาพแหล่งที่อยู่อาศัยของหอยลายซึ่งพบว่าจากผลสำรวจในระหว่างปี 2560–2562 แนวโน้มของปริมาณการจับหอยลายมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่องถึงขั้นไม่สามารถพบหอยลาย โดยผลของปริมาณการจับในปี 2560 พบผลรวมการจับทั้งปี จำนวน 1,234,764 กิโลกรัม ปี 2561 พบผลรวมการจับทั้งปีจำนวน 240,170 กิโลกรัมซึ่งลดลงอย่างเห็นได้ชัด และปี 2562 ไม่พบหอยลายเนื่องจากประชากรหอยลายเติบโตไม่ทันต่อการทำประมง ทำให้ชาวประมงบางส่วนหันไปทำอาชีพอื่นเพื่อทดแทนรายได้ที่หายไปในช่วงที่แหล่งหอยลายอยู่ในระยะการฟื้นตัว ซึ่งบางแหล่งหอยลายสามารถกลับมาฟื้นตัวภายในระยะเวลา 1-2 ปี หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละพื้นที่ แต่บางแหล่งเมื่อจับหอยลายไปหมดแล้วก็ไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกเลย

ล่าสุดผลสำรวจประชากรหอยลายบริเวณอ่าวไทยตอนใน ช่วงเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันพบว่า ในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร พบปริมาณการจับหอยลายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยผลของปริมาณการจับรวม 2 เดือน ระหว่างเดือนมีนาคม – เมษายน สามารถจับหอยลายได้ถึง 2,168,427 กิโลกรัม ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวของปริมาณการจับทั้งปี 2560 – 2561 โดยคาดว่าสาเหตุที่หอยลายกลับมามีจำนวนเพิ่มขึ้นอีกครั้งอย่างรวดเร็วในปีนี้ เกิดจากทรัพยากรทางทะเลมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น ซึ่งจากการศึกษาสภาพแวดล้อมทางทะเล พบว่าปริมาณแพลงก์ตอนรวมทุกชนิดที่เป็นอาหารของลูกหอยลายมีเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนคุณภาพน้ำในทะเลมีความเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของหอยลาย และส่วนหนึ่งเป็นผลพวงมาจากมาตรการกำหนดเขตทะเลชายฝั่ง ตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเขตพื้นที่รับผิดชอบของคณะกรรมการประมงจังหวัดในเขตทะเลชายฝั่ง โดยขยายระยะห่างจากฝั่ง 3,000 เมตร เป็น 5,400 เมตร และบริเวณดังกล่าวห้ามเครื่องมือประมงพาณิชย์ทุกชนิด รวมทั้งเครื่องมือคราดหอยเข้าไปทำการประมงในเขตทะเลชายฝั่ง ส่งผลให้แหล่งหอยลายดังกล่าวไม่ถูกรบกวนจากการทำประมงในระหว่างปี 2562 – 2563 ทำให้แหล่งหอยลายมีระยะเวลาในการฟื้นตัวและกลับมาได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถจับได้ปริมาณมากในปีนี้

นอกจากนี้ กรมประมงได้มีการหาแนวทางช่วยเหลือชาวประมง เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา COVID – 19 ส่งผลให้ร้านอาหาร โรงแรม ในบางพื้นที่ยังปิดตัวอยู่ ทำให้ชาวประมงที่จับผลผลิตหอยลายได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ จึงได้เพิ่มช่องทางตลาดโดยการเปิดพื้นที่จำหน่ายหอยลายที่กรมประมง เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้กับชาวประมงได้จำหน่ายหอยลายสู่ผู้บริโภคโดยตรง ทั้งนี้คาดว่าสถานการณ์วิกฤติจะดีขึ้นตามลำดับ เมื่อผ่านเหตุการณ์ช่วงนี้ไปได้ชาวประมงจะสามารถจำหน่ายสัตว์น้ำได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม กรมประมงจะติดตามสถานการณ์การทำประมงหอยลาย ในพื้นที่อ่าวไทยตอนในทั้งเขตทะเลชายฝั่งและนอกเขตทะเลชายฝั่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินผลทรัพยากรสัตว์น้ำและเฝ้าระวังการลักลอบการทำประมงคราดหอยลาย ในพื้นที่ห้าม และท้ายนี้ต้องขอบคุณชาวประมงทุกท่านที่ให้ความร่วมมือปฏิบัติตามมาตรการของรัฐตลอดมา ซึ่งจากสถานการณ์หอยลายเพิ่มจำนวนมากขึ้นในปีนี้ ก็เป็นข้อพิสูจน์ได้ แล้วว่าหากรัฐและราษฎร์ร่วมใจ ทรัพยากรก็จะถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและมีความยั่งยืน”อธิบดีกรมประมง กล่าว

ธ.ก.ส.เตรียมปล่อยกู้1,000ล้านหนุนธุรกิจรับซื้อผลไม้ปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498100

news_default

ธ.ก.ส.เตรียมปล่อยกู้1,000ล้านหนุนธุรกิจรับซื้อผลไม้ปี’63

วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอภิรมย์ สุขประเสริฐ ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.จัดโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมผลไม้ ปี 2563 สนับสนุนเงินทุนหมุนเวียนและสร้างความเข้มแข็งในการดำเนินธุรกิจรับซื้อรวบรวมผลไม้ของเกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ช่วยดูดซับปริมาณผลไม้ช่วงฤดูกาลไม่ให้ราคาตกต่ำและเพิ่มทางเลือกกระจายผลไม้ไปยังแหล่งจำหน่าย อีกทั้ง ช่วยยกระดับมาตรฐานการสร้างมูลค่าเพิ่มให้เกษตรกรผู้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ ปี 2563 กับกรมส่งเสริมการเกษตร โดยเน้นผลไม้หลัก 7 ชนิด ได้แก่ เงาะ ทุเรียน มังคุด มะม่วงลำไย ลิ้นจี่ และลองกองวงเงินสินเชื่อรวม 1,000 ล้านบาทระยะเวลาจ่ายเงินกู้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 30 กันยายน 2563

สำหรับผู้ต้องการขอสินเชื่อต้องเป็นเกษตรกร สหกรณ์การเกษตร กลุ่มเกษตรกรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่มีประสบการณ์รวบรวมผลไม้ กำหนดวงเงินกู้กรณีเป็นเกษตรกรสูงสุดไม่เกิน 5 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย MRR (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 6.50 ต่อปี) กรณีกลุ่มเกษตรกร สูงสุดไม่เกิน 30 ล้านบาท กรณีสหกรณ์การเกษตรสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท และกรณีกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสูงสุดไม่เกิน 20 เท่า ของเงินทุนตนเอง และไม่เกิน 20 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย MLR (ปัจจุบันเท่ากับร้อยละ 4.875 ต่อปี) โครงการดังกล่าวกองทุนรวมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจะชดเชยดอกเบี้ยให้ร้อยละ 3.00 ต่อปี ในช่วง 6 เดือนแรกนับจากวันที่จัดทำสัญญาเงินกู้โดยกำหนดชำระคืนเงินกู้ไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันที่จัดทำสัญญาเงินกู้ และไม่เกินวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ธ.ก.ส. ทุกสาขาหรือที่ Call Center 0-2555-0555

‘คาวบอย’เมืองเพชร ยกขบวนยื่นหนังสือกรมปศุสัตว์ คุมเข้มม้าลายสกัดแพร่โรคระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498209

news_default

‘คาวบอย’เมืองเพชร ยกขบวนยื่นหนังสือกรมปศุสัตว์ คุมเข้มม้าลายสกัดแพร่โรคระบาด

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 20.55 น.

กลุ่มเดอะสตาลเลี่ยนไทยแลนด์ ยกขบวนขี่ม้าร้องทุกข์ ให้ภาครัฐควบคุมดูแลม้าลายเข้าสู่ขบวนการกักกันโรคเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้า

เมื่อเวลา 9.00 น.วันที่ 9 มิถุนายน 2563 ตัวผู้เลี้ยงม้าในนามกลุ่ม “เดอะสตาลเลี่ยนไทยแลนด์” จำนวน 15 คน นำโดยนายฉัตรเฉลิมหรือไก่ จำนงนรินทร์รักษ์ อายุ 51 ปี อยู่บ้านเลขที่ 255/16 ต.ชะอำ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ประธานกลุ่มฯ ได้แต่งกายชุดคาวบอยถือธงชาติไทยและธงประจำกลุ่มพร้อมป้ายข้อความ “รณรงค์ให้ม้าลายเข้าสู่ขบวนการกักกันโรค เข้ามุ้ง-ตรวจเลือด-ฉีดวัคซีน” ร่วมกันควบม้าจำนวน 8 ตัวไปที่บริเวณสันเขื่อนแม่ประจันต์ ต.หนองหญ้าปล้อง อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ยื่นหนังสือต่อกรมปศุสัตว์ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผ่านนายสมขิ่น หงคงคา ปศุสัตว์อำเภอหนองหญ้าปล้อง เพื่อขอความร่วมมือในการจัดการดูแลม้าลายที่แพร่ระบาดโรคแอฟริกาในม้าและได้คร่าชีวีตม้าไปมากกว่า 558 ตัว

นายฉัตรเฉลิม กล่าวว่า จากกรณีเกิดการระบาดของโรคกาฬโรคแอฟริกาในม้าซึ่งได้คร่าชีวิตม้าไปมากว่า 558 ตัว และกรมปศุสัตว์ได้ออก พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ ห้ามเคลื่อนย้ายม้า ลา ล่อ ม้าลาย อูฐ ทั้งประเทศ จนกว่าสถานการณ์โรคจะสงบ ส่งผลให้กลุ่มเดอะสตาลเลี่ยนไทยแลนด์ที่มีม้าอยู่เกือบ 8,000 ตัว ได้รับความเดือนร้อนอย่างหนัก เนื่องจากม้าส่วนหนึ่งได้ถูกกักกันโรคอยู่ที่ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี ไม่สามารถประกอบอาชีพและจัดกิจกรรมเกี่ยวกับม้าได้เลย ช่วงนี้ตนจะต้องนำม้าไปสอนให้เด็กนักเรียนขี่ที่สนามม้าในกรุงเทพฯ ซึ่งมีคนลงทะเบียนและจ่ายเงินแล้ว แต่ตนก็ไม่สามารถนำม้าไปสอนให้ได้

นายฉัตรเฉลิม กล่าวต่อไปว่า ถึงแม้ว่าขณะนี้จะมีการจัดการควบคุมโรคในม้าอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการฉีดวัคซีน การควบคุมการกระจายของแมลงพาหะในธรรมชาติ การให้ความรู้แก่ผู้เลี้ยงม้า การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับแมลง และการป้องกันการกระจายของโรค แต่กลับยังไม่มีการควบคุม หรือป้องกันโรคในสัตว์ที่เป็นพาหะของโรคโดยเฉพาะม้าลาย ถึงแม้ว่าจะมีการสุ่มตรวจเชื้อในโรคม้าลายแต่กว่าจะรู้ผลและกว่าจะวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในจำนวนการติดเชื้อของทั้งกลุ่มประชากรก็อาจทำให้มีแมลงที่มีเชื้อในธรรมชาติเพิ่มมากขึ้นอีก

“พวกผมจึงขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงสร้างความเข้าใจให้กับผู้เลี้ยงม้าในประเทศ ให้ดำเนินการป้องกัน หยุดการแพร่ระบาดของกาฬโรคในม้าที่ถูกต้องและชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อป้องกันการวุ่นวายและการดำเนินการเองจากกลุ่มผู้เลี้ยงม้าที่ต้องการความชัดเจนและลดความเสี่ยงในการกระจายของโรคนี้ต่อไป”นายฉัตรเฉลิม กล่าว

ด้านนายสมขิ่ง กล่าวว่า จังหวัดเพชรบุรีมีผู้ประกอบการเลี้ยงม้ากว่า 180 ราย มีม้ามากว่า 1 พันตัว ขณะนี้มีม้าป่วยตายกว่า 40 ตัว ตอนนี้ทางปศุสัตว์มีการควบคุมป้องกันโรคทั้งการสร้างคอกม้าติดตั้งมุ้งป้องกันแมลง การฉีดวัคซีน เจาะเลือดในม้า ซึ่งขณะนี้ดำเนินการไปกว่า 90 เปอร์เซ็นแล้ว ส่วนในเรื่องของกลุ่ม “เดอะสตาลเลี่ยนไทยแลนด์” มายื่นหนังสือนั้นตนจะนำเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อส่งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบต่อไป

‘ชาวไร่อ้อย’เฮลั่น! ครม.อัดงบฯหมื่นล้านช่วยเหลือฤดูการผลิตปี 2562/2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/498119

news_default

‘ชาวไร่อ้อย’เฮลั่น! ครม.อัดงบฯหมื่นล้านช่วยเหลือฤดูการผลิตปี 2562/2563

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 15.41 น.

เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ว่า ครม.รับทราบอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยในโครงการเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต ฤดูการผลิตปี 2562/2563 ตามที่ ครม.เคยอนุมัติในหลักการไปแล้ว เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2563

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเหลือด้านปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยในแนวทางที่เหมาะสมและเป็นไปตามพันธกรณีภายใต้องค์การการค้าโลก  และจูงใจให้เกษตรกรชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสดนำส่งโรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการเผาอ้อยอันเป็นสาเหตุการเกิดฝุ่นละอองที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับอัตราการจ่ายเงินช่วยเหลือเกษตรกรชาวไร่อ้อยที่เห็นชอบครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ วงเงิน 6,500 ล้านบาท สำหรับชาวไร่อ้อยที่ส่งอ้อยเข้าโรงงานทุกรายในอัตราตันละ 85 บาท รายละไม่เกิน 5,000 ตัน และวงเงิน 3,500 ล้านบาท สำหรับช่วยเหลือเฉพาะชาวไร่อ้อยที่ตัดอ้อยสดเข้าโรงงานทุกตันอ้อยในอัตราตันละ 92 บาท (ตามมาตรการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 จากการเผาอ้อย)

น.ส.รัชดา กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยต่อความเดือดร้อนของเกษตรกรชาวไร่อ้อย ซึ่งปัจจุบันนี้ประสบปัญหาภัยแล้ง ทำให้ผลผลิตอ้อยตกต่ำลงมากมีปริมาณอ้อยเข้าหีบเพียง 74.89 ล้านตัน (7.25 ตันต่อไร่) จากที่คาดการณ์ไว้ 100 ล้านตัน (9.16 ตันต่อไร่) และต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 1,419 บาทต่อตัน จาก 1,110 บาทต่อตัน โครงการช่วยเหลือฯ คาดว่าจะบรรเทาความเดือดร้อนเกษตรกรชาวไร่อ้อยกว่า 300,000 ราย

นอกจากนี้ ครม.ยังรับทราบการดำเนินโครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง ปี 2562/63 ตามที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์รายงาน โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้จ่ายเงินชดเชยส่วนต่างราคาจากโครงการประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลังปี 2562/63 (ข้อมูล ณ วันที่ 23 พฤษภาคม 2563) ไปแล้ว 4,842 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 51 คงเหลืองบประมาณจ่ายขาดอีก 5,047 ล้านบาท มีเกษตรกรได้รับเงินชดเชยจากโครงการจำนวนทั้งสิ้น 398,704 ครัวเรือน ซึ่งเกษตรกรและผู้ประกอบการส่วนใหญ่พึงพอใจในโครงการประกันรายได้เกษตรผู้ปลูกมันสำปะหลัง และขอให้รัฐบาลดำเนินโครงการต่อไป

สำหรับการชดเชยส่วนต่างของเกษตรบางรายที่แจ้งเก็บเกี่ยวเดือนเมษายน 2563 แล้วยังไม่ได้รับเงินนั้น น.ส.รัชดา กล่าวว่า ได้มีการเร่งรัดเพื่อให้การโอนเงินถึงมือเกษตรกรภายในต้นเดือนมิถุนายน 2563 ส่วนการป้องกันและจำกัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง กรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักงบประมาณได้ประสานงานกันอยู่ เพื่อเร่งรัดการจ่ายเงินชดเชยในการทำลายแปลงที่ติดโรคใบด่าง มากไปกว่านั้น นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ฝ่ายความมั่นคง เคร่งครัดเรื่องการสกัดกั้นการลักลอบนำผลผลิตการเกษตรเข้าประเทศตามแนวชายแดน .

เกษตรกรอุดรธานีปลูกถั่วลิสงหลังนาสู้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497891

news_default

เกษตรกรอุดรธานีปลูกถั่วลิสงหลังนาสู้ภัยแล้ง

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่าถั่วลิสงเป็นพืชทางเลือกที่น่าสนใจ สร้างรายได้และอาชีพเสริมให้เกษตรกรตามนโยบายภาครัฐที่ส่งเสริมให้เกษตรกรเพาะปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อย ทดแทนปลูกข้าวนาปรัง เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง โดยถั่วลิสงเป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สำคัญ ต้นถั่วและเปลือกยังช่วยปรับสภาพดินทำให้ดินร่วนซุย อุดมสมบูรณ์ส่งผลให้ประหยัดต้นทุนจากการใช้ปุ๋ยเคมีได้อีกทางหนึ่ง ทั้งนี้ ถั่วลิสงยังเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งผลสดและแปรรูป โดยเฉพาะโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์จากถั่วลิสงที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สำหรับแหล่งเพาะปลูกถั่วลิสงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่า จ.อุดรธานี มีพื้นที่และสภาพภูมิอากาศเหมาะปลูกถั่วลิสง โดยฤดูการผลิตปี 2562/63 (ถั่วหลังนา) มีเกษตรกรขึ้นทะเบียนกับสำนักงานเกษตรจังหวัด 435 ครัวเรือน พื้นที่ปลูก 887 ไร่ โดยพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ที่อ.กุดจับ พื้นที่ 736 ไร่ หรือร้อยละ 83 ของพื้นที่ปลูกทั้งจังหวัด ผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 289 กก./ไร่

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ติดตามสถานการณ์ผลิตถั่วลิสงของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองโน หมู่ 2บ้านหนองโน ต.กุดจับ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี โดยสัมภาษณ์ประธานที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองโน (นางสมพร เจริญวัย) พบว่า เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2536 ปัจจุบันมีสมาชิก 45 ราย โดยเกษตรกรมีพื้นที่เพาะปลูกทั้งปี(ฤดูฝนและฤดูแล้ง) 388 ไร่ ให้ผลผลิต 102 ตัน/ปี ต้นทุนการผลิต 5,943 บาท/ไร่เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ไทนาน 9 เป็นพันธุ์ที่เหมาะสมกับพื้นที่ มีกลิ่นหอม รสชาติมัน เมล็ดเล็ก เหมาะสำหรับทำถั่วคั่ว ระยะเวลาเก็บเกี่ยวถั่วลิสงช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน และถั่วลิสงช่วงฤดูแล้งระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม ผลผลิตเฉลี่ย 262 กก./ไร่ ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 3,227 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้เฉลี่ยที่ 30-35 บาท/กก.

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผู้อำนวยการสศท.3 กล่าวเสริมถึงสถานการณ์ด้านตลาดว่า ปัจจุบันกลุ่มเป็นผู้รับซื้อผลผลิตจากสมาชิกเกษตรกรและนำมาแปรรูปเป็นถั่วคั่วทราย ส่วนถั่วที่ตกเกรดหรือขนาดเล็กจะมีพ่อค้ามารับซื้อนำไปแปรรูปขายภายในหมู่บ้าน และส่วนที่คัดเสีย เช่น ถั่วดำ เศษเปลือกที่เสียหาย ทางกลุ่มนำมาขายเป็นปุ๋ยเพิ่มรายได้อีกทาง ทั้งนี้ ถั่วลิสงที่นำมาแปรรูปเป็นถั่วคั่วทราย ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 117 บาท/กก. ทำให้กลุ่มได้ผลตอบแทนจากการสร้างมูลค่าเพิ่ม 61 บาท/กก. นอกจากถั่วคั่วทราย ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายแล้ว ทางกลุ่มยังแปรรูปเป็นถั่วกระจก ถั่วทอดสมุนไพรและถั่วเคลือบ จำหน่ายผ่านหน้าร้านของกลุ่ม และร้านค้าในจ.อุดรธานี เช่น Top markets Lemon Farm ร้านฮาวมัชในสนามบินอุดรธานี และทางออนไลน์ facebook กลุ่มแม่บ้านถั่วลิสงคั่วทรายบ้านหนองโน รวมถึงออกร้านตามงานต่างๆ อีกด้วย

ทั้งนี้ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองโน ถือเป็นต้นแบบวิสาหกิจชุมชนจากการรวมกลุ่มของเกษตรกรเพื่อพัฒนาผลผลิต สร้างรายได้ และแปรรูปผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่นจนประสบความสำเร็จ ซึ่งอนาคตทางกลุ่มมีแนวโน้มขยายพื้นที่ปลูกถั่วลิสงสำหรับนำมาแปรรูปเป็นถั่วคั่วทราย และเพื่อรองรับความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับเกษตรกรที่สนใจข้อมูลเข้ามาศึกษาดูงานได้ หรือขอคำปรึกษาได้ที่นางสมพร เจริญวัย ประธานที่ปรึกษาวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหนองโน หมู่ที่ 2 บ้านหนองโน ต.กุดจับ อ.กุดจับ จ.อุดรธานี โทร. 08-3339-8556