รายงานพิเศษ : เปิดแผนชลประทานรับมือน้ำหลากปี2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497889

news_default

รายงานพิเศษ : เปิดแผนชลประทานรับมือน้ำหลากปี2563

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาได้ประกาศการเข้าสู่ฤดูฝนของประเทศไทย พ.ศ.2563 อย่างเป็นทางการ ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม 2563 และจะสิ้นสุดช่วงกลางเดือนตุลาคม โดยปริมาณฝนเพิ่มมากขึ้นช่วงปลายเดือนพฤษภาคม-ต้นเดือนมิถุนายน แต่ปลายเดือนมิถุนายน-กลางเดือนกรกฎาคม ฝนจะทิ้งช่วงและมีปริมาณฝนตกน้อย โดยจะมีฝนตกชุกหนาแน่นอีกครั้งช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน และมีโอกาสสูงที่จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบนประมาณ 1-2 ลูก ส่วนภาคใต้ จะมีฝนตกต่อไปอีกจนถึงกลางเดือนมกราคม 2564

แม้ปริมาณฝนภาพรวมปี 2563 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าจะน้อยกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 5 ก็ตาม แต่ปริมาณฝนจะมากกว่าปี 2562 ที่ผ่านมา ดังนั้น การเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือช่วงฤดูฝนจึงเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสียหายที่อาจเกิด โดยเฉพาะช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน 2563 ที่ฝนจะตกชุก และมีพายุเคลื่อนผ่าน อาจเกิดภาวะน้ำป่าไหลหลาก ดินถล่ม และน้ำท่วมในบางพื้นที่ได้

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมความพร้อมรับมือฤดูฝนไว้ตั้งแต่ก่อนกรมอุตุนิยมวิทยาจะประกาศเข้าสู่ฤดูฝนแล้ว โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยของเขื่อนและอาคารชลประทาน ด้วยการส่งเจ้าหน้าที่กรมที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์เข้าตรวจสอบสภาพความมั่นคงร่วมกับการใช้เครื่องมืออัตโนมัติตรวจวัดระดับการทรุดตัว ความแข็งแรงของเขื่อนและอาคารชลประทาน ปรากฏว่า เขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่อยู่ในความดูแลของกรมชลประทานทั่วประเทศ 437 แห่ง อาคารชลประทานกว่า 1,803 แห่ง มั่นคงแข็งแรง พร้อมใช้งาน นอกจากนี้ กรมกำหนดให้กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำให้หมดภายในเดือนมิถุนายน เพื่อให้ระบายน้ำมีประสิทธิภาพสูงสุดและเตรียมพร้อมป้องกันตรวจสอบ ซ่อมแซมคันกั้นน้ำให้เสร็จก่อนน้ำหลาก พร้อมเตรียมเครื่องจักร-เครื่องมือที่จำเป็นต้องใช้รวม 4,850 หน่วย อีกด้วย

“ก่อนเข้าฤดูฝน กรมจำลองสถานการณ์น้ำที่จะไหลลงเขื่อนขนาดใหญ่ในรูปแบบต่างๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์จริงจะปฏิบัติได้ถูกต้อง รวดเร็ว ทันสถานการณ์ ทั้งกรณีน้ำไหลเข้าน้อยหรือมาก เพื่อที่จะระบายหรือเก็บกักน้ำได้เหมาะกับเหตุการณ์ ประชาชนจะได้มีน้ำพอใช้ทุกกิจกรรม ทั้งฤดูฝนปีนี้และฤดูแล้งถัดไป ตลอดจนป้องกันบรรเทาเหตุอุทกภัยไปในขณะเดียวกัน นอกจากนี้ กรมได้วิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากปี 2563 ไว้อีกด้วย เช่น พื้นที่ติดลำน้ำ แม่น้ำสายใหญ่ บริเวณริมฝั่งแม่น้ำมูล แม่น้ำชี เป็นต้น”ดร.ทองเปลว กล่าว

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า กรมนำข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาที่คาดการณ์ว่าปริมาณฝนสะสมปีนี้จะน้อยกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 5% และเกิดภาวะฝนจะทิ้งช่วงปลายเดือนมิถุนายนต่อเดือนกรกฎาคม จากนั้นจะมีพายุ 1-2 ลูก ในเดือนสิงหาคมและกันยายนมาวางแผนบริหารจัดการน้ำ เพื่อดำเนินกิจกรรมด้านต่างๆ ทั้งหมด8 กิจกรรมคือ 1.ทำเกษตรในเขตชลประทานได้เต็มพื้นที่ แบ่งเป็นปลูกข้าว 16.79 ล้านไร่ ซึ่งขณะนี้หลายพื้นที่เริ่มเพาะปลูกแล้ว และพืชอื่น เช่น พืชผัก ไม้ผล รวมทั้งบ่อปลา บ่อกุ้ง เป็นต้น อีก 10 ล้านไร่ โดยจะส่งเสริมให้ใช้น้ำฝนเป็นหลัก ส่วนน้ำชลประทานจะช่วยเสริมกรณีฝนทิ้งช่วงหรือปริมาณฝนตกน้อยกว่าคาดการณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยา 2.เลื่อนเวลาปลูกข้าวในทุ่งบางระกำ 265,000 ไร่ ให้เร็วขึ้น เพื่อให้เก็บเกี่ยวทันก่อนพายุเข้าและใช้เป็นพื้นที่รับน้ำช่วงฤดูน้ำหลาก ส่วนอีก 12 ทุ่งบริเวณลุ่มเจ้าพระยาขณะนี้ให้ปลูกข้าวได้แล้ว จากนั้นจะใช้เป็นแก้มลิงรับน้ำหลากเช่นกัน

3.ติดตาม วิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ สภาพอากาศใกล้ชิดและสั่งได้ทันเหตุการณ์จากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) และศูนย์เครือข่าย (SWOC 1-17) 4.บริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศให้อยู่ในเกณฑ์เก็บกักที่กำหนด 5.ใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อหน่วงน้ำ ตัดยอดน้ำหลาก 6.ใช้อาคารชลประทานและระบบชลประทานที่ได้เตรียมพร้อมไว้บริหารจัดการน้ำ 7.จัดจราจรน้ำในแม่น้ำมูลและแม่น้ำชี และ 8.ประชาสัมพันธ์แจ้งข้อมูลสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบต่อเนื่อง

สำหรับสถานการณ์น้ำล่าสุดช่วงต้นฤดูฝน เริ่มมีน้ำไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ทั้ง 35 แห่ง ทั่วประเทศ รวมแล้วมากกว่า 150 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งกรมจะกักเก็บน้ำไว้ทั้งหมด เพื่อนำมาใช้ในกรณีเกิดภาวะฝนทิ้งช่วง และใช้ในฤดูแล้งปี 2563/64 โดยปริมาณในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2563 มี 32,922ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 43 ของปริมาณการกักเก็บน้อยกว่าช่วงเดียวกันในปี 2562 จํานวน 6,380 ล้าน ลบ.ม. รับน้ําช่วงฤดูฝนได้อีก 43,145 ล้าน ลบ.ม. โดยเป็นปริมาณน้ำเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่รวม 31,411 ล้านลบ.ม. และสามารถรับน้ำได้อีก 39,515 ล้านลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม ยังมีเขื่อนขนาดใหญ่ถึง 24 แห่งที่ยังมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณกักเก็บ โดยเป็นเขื่อนที่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 แห่ง ได้แก่เขื่อนห้วยหลวง เขื่อนน้ำพุง เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำตะคอง เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำนางรองเขื่อนในภาคเหนือ 5 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนกิ่วคอหมา เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนแม่มอก เขื่อนในภาคกลาง 3 แห่ง ได้แก่ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนภาคตะวันออก 6 แห่ง ได้แก่ เขื่อนขุนด่านปราการชล เขื่อนคลองสียัด เขื่อนบางพระ เขื่อนหนองปลาไหล เขื่อนประแสร์ เขื่อนนฤบดินทรจินดา และเขื่อนในภาคใต้ 1 แห่ง ได้แก่ เขื่อนปราณบุรี

ดังนั้น ฝนที่ตกช่วงนี้ต้องกักเก็บไว้ทั้งหมด โดยเฉพาะในภาคตะวันออก ซึ่งเป็นพื้นที่เศรษฐกิจอุตสาหกรรมหลักที่สำคัญของประเทศ กรมสั่งการให้สูบน้ำฝนที่ตกท้ายอ่างฯไปกักเก็บไว้ในอ่างฯให้ได้มากที่สุด พร้อมใช้โครงข่ายน้ำมาแก้ปัญหา เช่น สูบจากลุ่มน้ำบางปะกงและคลองพระองค์ไชยานุชิตมาเสริมอ่างเก็บน้ำบางพระ เพื่อให้มีน้ำเพียงพอกับความต้องการ

“กรมชลประทานมั่นใจว่า การวางแผนบริหารจัดการน้ำที่ดีและปริมาณฝนที่ตกปีนี้ ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนต่างๆ โดยรวมทั้งประเทศ หลังสิ้นสุดฤดูฝนแล้วจะมีปริมาณน้ำดีกว่าหลังสิ้นสุดฤดูปีที่แล้วประมาณร้อยละ 5-10 แน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวยืนยัน

กษ.จับมือแม็คโครหนุนแปลงใหญ่จับตลาดพรีเมียม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497887

news_default

กษ.จับมือแม็คโครหนุนแปลงใหญ่จับตลาดพรีเมียม

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า กระทรวงเกษตรฯส่งเสริมให้เกิดการรวมกลุ่มทำเกษตรแปลงใหญ่ ปัจจุบันมีจำนวนแปลงใหญ่ 6,877 แปลง เกษตรกรเข้าร่วมกว่า 407,493 ครัวเรือนพื้นที่ 6,585,336 ไร่ สินค้าเกษตรประมาณ 90 รายการ เน้นบริหารจัดการกลุ่มและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรให้ได้คุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด มีการเชื่อมโยงกลุ่มผู้ผลิตกับตลาด ตามนโยบาย“การตลาดนำการเกษตร” จากการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมา ประกอบกับนโยบาย “ตลาดนำการเกษตร”มอบให้กรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนความร่วมมือเชื่อมโยงการทำงานด้านผลิตและการตลาดกับภาคเอกชน ได้วางแผนดำเนินการร่วมกัน ทั้งแผนระยะเร่งด่วน (Quick win) แผนความร่วมมือต่อเนื่อง

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตร และบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเพื่อส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานพัฒนาเกษตรกรแปลงใหญ่ให้ผลิตสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตรวจสอบย้อนกลับได้ รวมถึงส่งเสริมสนับสนุนความร่วมมือด้านการตลาด เพื่อให้เกษตรกรผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ให้เกษตรกรมีทางเลือกในช่องทางจำหน่ายผลผลิต ผ่านสาขาของแม็คโครมากกว่า 130 สาขาทั่วประเทศ ปัจจุบันแม็คโครทดลองซื้อผลผลิตเผือกหอมจากกลุ่มเกษตรกรของแปลงใหญ่เผือกต.หรเทพ อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ส่งเข้าศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าปริมาณ 5,000 กิโลกรัม โดยเริ่มส่งผลผลิตตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา และมีแผนความร่วมมือต่อเนื่อง เริ่มจากจังหวัดใกล้กรุงเทพฯ จากนั้นขยายผลต่อไปจังหวัดอื่น ซึ่งร่วมมือกันส่งเสริมสนับสนุนเกษตรกรกลุ่มผู้ผลิตให้เน้นผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ได้มาตรฐานตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกัน

บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) เป็นตลาดค้าส่งสมัยใหม่ มีกลุ่มลูกค้าหลักเป็นผู้ประกอบการ ร้านอาหาร ภัตตาคารและโรงแรมต้องการผลผลิตการเกษตรที่มีคุณภาพได้มาตรฐานความปลอดภัย โดยแม็คโครรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรทั่วไป แต่เนื่องจากปริมาณความต้องการรับซื้อขยายตัวเพิ่มขึ้นตามความต้องการของตลาด ทำให้แม็คโครต้องการรับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ที่มีศักยภาพ สามารถผลิตสินค้าได้ในมาตรฐานและปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการ และมีคุณภาพ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้า

ด้านนางศิริพร เดชสิงห์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานการสื่อสารองค์กร บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบกับภาคเกษตรอย่างมาก โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่เปราะบางด้านการระบายผลผลิต ที่กว่าครึ่งอยู่ในช่วงเก็บเกี่ยว มีผลผลิตพร้อมขาย แต่ด้วยระบบขนส่งและโลจิสติกส์ที่ชะงักงันช่วงภาวะโควิด-19 ผลผลิตระบายไม่ทัน แม็คโครจึงร่วมกับกรมส่งเสริมการเกษตรลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือพัฒนาและส่งเสริมกลุ่มผู้ผลิตสินค้าเกษตร โดยใช้กลยุทธ์ตลาดนำการเกษตร สนับสนุนการกระจายสินค้าผ่านสาขาของแม็คโคร สู่ผู้ประกอบการร้านอาหาร พร้อมยกระดับคุณภาพให้ผลผลิตสม่ำเสมอขายได้ราคา

สิ่งที่แม็คโครช่วยได้มากคือ เชื่อมโยงกลุ่มลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ ซึ่งซื้ออย่างสม่ำเสมอในปริมาณมากเพื่อนำไปประกอบธุรกิจ สร้างโอกาสขายผลผลิตให้เกษตรกรได้มากกว่า โดยเผือกหอมจากกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ตำบลหรเทพ อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี เป็นสินค้าจากกลุ่มเกษตรกรกลุ่มแรกที่แม็คโครรับซื้อผ่านความร่วมมือดังกล่าว (ลอตแรก 5,000 กิโลกรัม) สร้างรายได้ให้กลุ่มเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาได้ทันท่วงที แม็คโครและกรมส่งเสริมการเกษตรวางกรอบความร่วมมือระยะยาวให้เกิดความต่อเนื่องในการพัฒนาและส่งเสริมการตลาดอย่างยั่งยืนให้สินค้าเกษตรอื่นด้วยในลำดับต่อไป ซึ่งแต่ละปีแม็คโครรับซื้อสินค้าเกษตรจำนวนมาก โดยเฉพาะผักผลไม้รับซื้อในปี 2562 เป็นปริมาณมากกว่า 170,000 ตัน คาดว่าปี 2563 จะรับซื้อผักผลไม้ได้ในปริมาณมากกว่า 200,000 ตัน จำนวนนี้รับซื้อจากเกษตรกรรายย่อย กลุ่มสหกรณ์การเกษตร วิสาหกิจชุมชน 16 กลุ่มทั่วประเทศ และมีสมาชิกเกษตรกรมากกว่า 7,700 ครัวเรือน

“หน้าที่ของแม็คโครคือ สรรหาวัตถุดิบคุณภาพมาตรฐานปลอดภัยส่งต่อให้ผู้ประกอบการร้านอาหารและผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งเมื่อเกิดการเชื่อมโยงครั้งนี้ทำให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย โดยเฉพาะช่วงที่เกษตรกรประสบความยากลำบาก เราสามารถช่วยเหลือได้ทันท่วงที และยังพัฒนาต่อยอดได้ในระยะยาว เพื่อสร้างความแข็งแกร่งความมั่นคงในชีวิตและรายได้แก่เกษตรกรอย่างยั่งยืน”นางศิริพร กล่าว

บจธ.เร่งช่วยวิสาหกิจชุมชนลดผลกระทบโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497890

news_default

บจธ.เร่งช่วยวิสาหกิจชุมชนลดผลกระทบโควิด-19

วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน และผู้บริหาร บจธ.ลงพื้นที่ประชุมชี้แจงการพัฒนาแปลงที่ดินตามแนวทางศาสตร์พระราชา ที่วิสาหกิจชุมชนเกษตรประมงธรรมชาติ ต.บางผึ้ง อ.บางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา มีสมาชิก 13 ครัวเรือน ที่ประกอบอาชีพประมงเลี้ยงสัตว์น้ำ กุ้ง หอย ปู
ปลา และปลูกข้าวพันธุ์หอมปทุม ขายเมล็ดพันธุ์ ให้กรมการข้าวในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งจากเดิมพื้นที่บริเวณนี้เป็นของปู่ย่าตายาย นำที่ดินไปจำนองขายฝากกับนายทุน จึงต้องสูญเสียที่ดินไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ปัจจุบันลูกหลานได้มาเช่าที่ดินเอกชนและบางส่วนเช่าที่ดินที่เคยเป็นของบรรพบุรุษ และปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวได้รับผลกระทบจากนโยบายของรัฐ จากประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เจ้าของที่ดินที่ให้เช่าเดิมต้องขายที่ดิน สมาชิกในพื้นที่ไม่มีที่ดินทำกิน ประกอบกับได้รับผลกระทบจากวิกฤติการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้รายได้ไม่เพียงพอดำรงชีพ จึงขอความช่วยเหลือจาก บจธ.สนับสนุนเพื่อจัดซื้อที่ดินประมาณ 10 ไร่ โดยสมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมเลือกที่ดินที่เหมาะสม และเจรจาต่อรองราคาที่ดิน จนถึงวันลงนามเซ็นสัญญาจะซื้อขายที่ดิน

พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติเปิดเผยว่า หลังบจธ.รับทราบความเดือดร้อนของกลุ่มวิสาหกิจฯแล้วได้ประสานงานกับชาวบ้านร่วมเจรจากับเจ้าของที่ดิน สำรวจรังวัด และลงนามสัญญาจะซื้อจะขายกับเจ้าของที่ดิน ไปแล้วเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม วันนี้เป็นการประชุมชี้แจงพัฒนาแปลงที่ดินตามศาสตร์พระราชา ส่วนของที่ดินคาดว่าจะจัดสรรให้พี่น้องเข้าทำกินได้เร็วๆ นี้ และยังมีพี่น้องในอ.บางปะกง ที่เดือดร้อนอีกจำนวนมาก ต้องการขอรับการช่วยเหลือเดินทางมาร่วมรับฟังหลักเกณฑ์แนวทางช่วยเหลือของบจธ. จากนี้ บจธ.จะสนับสนุนการฝึกอบรมพัฒนาจิตใจและศาสตร์พระราชาให้พี่น้องทุกคนที่เข้าร่วมโครงการ ให้พึ่งตนเองได้ มีความมั่นคงและยั่งยืนในชีวิต ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

“จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเกษตรกรได้รับผลกระทบจำนวนมาก รัฐบาลจึงมีนโยบายต้องการให้ประชาชนมีที่ทำกินมีกิน ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง และเราต้องการให้ประชาชนทำกินในที่ของตัวเองแบบพอมีพอกิน ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง พอมีกินแล้วก็แบ่งปัน แล้วค่อยคิดถึงการตลาด อยากให้ทุกคนยืนอยู่บนลำแข้งตัวเองอย่างมีศักดิ์ศรี รักษาที่ดินผืนนี้ไว้เป็นมรดกลูกหลาน”พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ กล่าว

เฉลิมชัยกำชับ สั่งรับอุทธรณ์ทุกราย เยียวยากลุ่มเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497735

news_default

เฉลิมชัยกำชับ สั่งรับอุทธรณ์ทุกราย เยียวยากลุ่มเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เฉลิมชัยกำชับ สั่งรับอุทธรณ์ทุกราย เยียวยากลุ่มเกษตรกร

“เฉลิมชัย” ย้ำ ให้รับอุทธรณ์เกษตรกรทุกราย สั่งปลัดฯ นัดประชุมคณะกรรมการอุทธรณ์เงินเยียวยา 8 มิถุนายนนี้ คาดยื่นอุทธรณ์กว่า 2 แสนราย ใช้เวลา 2-3 วัน ประมวลเรื่อง ก่อนพิจารณาเสร็จสิ้นทั้งหมด

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้มอบหมายให้นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ประธานคณะกรรมการพิจารณา

อุทธรณ์สิทธิ์เงินเยียวยาเกษตรกร ประชุมเพื่อพิจารณาสรุปข้ออุทธรณ์ของเกษตรกรที่ไม่ได้รับเงินเยียวยา ในวันที่ 8 มิถุนายนนี้ โดยย้ำให้คณะกรรมการฯ พิจารณาด้วยความรอบคอบ ยึดวัตถุประสงค์ของรัฐบาลที่ต้องการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด แต่ต้องเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าสามารถจ่ายเงินเยียวยาให้แก่กลุ่มบุคคลใดบ้าง รวมทั้งต้องโปร่งใสและตรวจสอบได้

สำหรับจำนวนเกษตรกรที่ยื่นอุทธรณ์ คาดว่ามีประมาณ 200,000 ราย ซึ่งในวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันสุดท้าย มีเกษตรกรยื่นอุทธรณ์จำนวนมาก โดยทุกหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯ รับเรื่องไว้ทุกราย แม้จะเลยเวลาราชการแล้วก็ตาม

ส่วนผู้ยื่นอุทธรณ์เบื้องต้น 186,292 ราย แก้ไขปัญหาแล้ว 14,470 ราย อยู่ระหว่างพิจารณา 58,623 ราย ในจำนวนนี้ต้องผ่านการพิจารณาในหน่วยงานรับขึ้นทะเบียนระดับภูมิภาค หากเกินกว่าอำนาจระดับภูมิภาค จะส่งเข้ามาพิจารณาในส่วนกลาง ถ้ายังสรุปไม่ได้ ให้นำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ ซึ่งขณะนี้มีเรื่องที่จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการฯ แล้ว 113,199 ราย โดยเจ้าหน้าที่ของทางหน่วยงานต่างๆ ยังคงประมวลเรื่องแจ้งอุทธรณ์นำเข้าสู่ระบบฯ คาดว่าจะใช้เวลาอีก 2-3 วัน ก็จะได้จำนวนทั้งหมด

วันเดียวกัน นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ให้สัมภาษณ์ปัญหาไข่ไก่ล้นตลาดที่ อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ว่า ช่วงนี้ไข่ไก่พ้นภาวะวิกฤตที่ไม่พอกับการบริโภคในประเทศจนต้องห้ามส่งออกไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง ประมาณเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ปรากฏว่าขณะนี้ไข่ไก่มีพอบริโภคและเริ่มล้นตลาดแล้ว ซึ่งเป็นวงจรของสินค้าอุปโภคบริโภค ยามใดที่ประชาชนต้องการจำนวนมากในเวลาเดียวกันก็จะขาดตลาด แต่พอคลี่คลายลงไปก็จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติสิ่งที่กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับกระทรวงเกษตรได้ช่วยกันแก้ปัญหาไข่ไก่ในขณะนี้ คือเราอนุญาตให้ส่งออกได้แล้ว และสนับสนุนส่งเสริมให้มีการดำเนินการเร่งรัดส่งออกเพิ่มเติม

โดยกระทรวงพาณิชย์ได้จัดเงิน คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ช่วยให้ผู้ส่งออกได้รับเงินช่วยเหลือฟองละ 25 สตางค์ เป็นเวลา 4 เดือน เริ่มตั้งแต่ เดือนมิถุนายน กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน 2563 หากไข่ไก่เริ่มขาดเพราะส่งออกเยอะไปก็จะหยุดมาตรการช่วยเหลือการส่งออกและที่สำคัญกระทรวงพาณิชย์จะร่วมกับกระทรวงเกษตรรณรงค์ให้พี่น้องประชาชนคนไทยช่วยกันบริโภคไข่ต่างกับก่อนหน้านี้ที่อย่าซื้อไปเก็บไว้เยอะเพราะมีไม่พอ ตอนนี้ต้องให้ช่วยการบริโภคไข่ไก่ซึ่ง ขณะนี้ไข่ไก่ผลิตได้ประมาณวันละ 41ล้านฟอง บริโภคในประเทศวันละ 38ล้านฟอง เหลืออยู่ 3ล้านฟอง จึงต้องส่งออกและเร่งรัดการรณรงค์บริโภคไข่ไก่ภายในประเทศ เพื่อช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ ต่อไปการรณรงค์ที่ว่านี้จะไปจำหน่ายพาณิชย์ลดราคา! ช่วยประชาชน ล็อต4ทุกอำเภอ ในราคาฟองละ 2บาท แผงหนึ่ง 10ฟองก็เพียง 20 บาท ขอเชิญชวนชาวไทยช่วยกันอุดหนุนช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต่อไปด้วย

ชายคาพระพิรุณ : 8 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497708

586851

ชายคาพระพิรุณ : 8 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตามที่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) มีความจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และอาจจะส่งผลต่อการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้ โดยมีสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้การบินไทยอยู่ 86 แห่ง มูลหนี้กว่า 4.3 หมื่นล้าน จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งทำความเข้าใจกับสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้บริษัทการบินไทย ถึงแนวปฏิบัติหลังการบินไทยเข้าสู่แผนฟื้นฟูกิจการ เพื่อไม่ให้สมาชิกของสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้ตื่นตระหนก…และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้เรียกประชุมผู้เกี่ยวข้องหลายหน่วยงาน เพื่อชี้แจงแนวทางการฟื้นฟูกิจการและการปฏิบัติของเจ้าหนี้บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) โดยมี นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ และ นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ รวมถึงผู้แทนสหกรณ์เจ้าหนี้บริษัทการบินไทย ผู้แทนสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ข้าราชการกรมส่งเสริมสหกรณ์ และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้าร่วมรับฟังแนวทางปฏิบัติ โดยมีผู้แทนจากกรมบังคับคดี มาให้คำแนะนำในด้านกฎหมาย

ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่าตามที่ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2563 เพื่อให้กิจการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ โดยนัดไต่สวนและพิจารณาคำร้องขอฟื้นฟูกิจการวันที่ 17 สิงหาคม 2563 ในการนี้หากคำสั่งศาลให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผน จะมีกระบวนการในการจัดทำแผนฯ การจัดกลุ่มเจ้าหนี้ เพื่อกำหนดวิธีการชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้แต่ละกลุ่ม ในส่วนของสหกรณ์ที่มาร่วมประชุมเป็นการทำความเข้าใจกับเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้น เพื่อให้ทราบแนวทางในการชำระหนี้ โดยได้รับความร่วมมือจาก กรมบังคับคดี มาชี้แจงแนวทางในการฟื้นฟูกิจการและการปฏิบัติของเจ้าหนี้บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้แทนสหกรณ์เจ้าหนี้สามารถที่จะซักถาม ประเด็นข้อสงสัยต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกฎหมาย ที่มาให้ความรู้ เพื่อจะได้ถือปฏิบัติ ให้ถูกต้องและสามารถถ่ายทอดหรือชี้แจงกับสมาชิกได้เข้าใจในทิศทางเดียวกัน สำหรับในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีความยินดีที่จะรับฟังปัญหา และข้อเสนอแนะเพื่อกำหนดแนวทางให้สหกรณ์เจ้าหนี้สามารถดำเนินกิจการ โดยจุดประสงค์ของกฎหมายฟื้นฟูกิจการนั้น เพื่อรักษามูลค่าขององค์กรธุรกิจนั้นทั้งหมดไว้ เป็นหนึ่งเดียวแทนที่จะถูกแยกจำหน่ายเป็นส่วนๆ อีกทั้งให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้อย่างยุติธรรมเสมอภาคกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้หุ้น เจ้าหนี้แรงงาน เจ้าหนี้การค้าและเพื่อให้ลูกหนี้ได้มีโอกาสดำเนินธุรกิจต่อไปและรักษาสภาพการจ้างงานไว้ ซึ่งแตกต่างโดยสิ้นเชิงกับสถานะการล้มละลาย ดังนั้นในขณะนี้จึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจดังกล่าวต่อเจ้าหนี้และลูกหนี้ อย่างถูกต้องเพื่อบังเกิดผลดีกับสมาชิกและสร้างความมั่นคงต่อระบบสหกรณ์ ต่อไป ซึ่งรัฐมนตรีช่วยมนัญญา ยังย้ำด้วยว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความเป็นห่วงและไม่ต้องการให้กระทบสมาชิก ยืนยันว่า เงินกว่า 40,000 ล้าน จะไม่หายไปและมีแผนรองรับผลกระทบเมื่อไปสู่แผนฟื้นฟูของศาลล้มละลาย สำหรับในส่วนของกรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งเป็นนายทะเบียน นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ บอกว่า ได้เตรียมแผนรองรับไว้เป็นรายสหกรณ์ แต่ต้องดูว่าภายหลังการบินไทยเข้าแผนฟื้นฟูแล้ว จะมีแนวทางชำระหนี้อย่างไร ถ้าสามารถชำระหนี้ได้ ก็จะมีการกำหนดระยะเวลาที่กำหนดชำระหนี้คืนในรอบบัญชีหน้า แต่ถ้าชำระหนี้ไม่ได้ ก็ต้องตั้งเกณฑ์สำรองหนี้สงสัยจะสูญตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ซึ่งสหกรณ์แต่ละแห่งรู้หลักเกณฑ์อยู่แล้วโดยกรมฯ จะมีแผนรองรับเป็นรายสหกรณ์ที่จะเข้าไปช่วยเหลือในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์…ความคืบหน้าครั้งนี้ อย่างน้อยก็พอสร้างความมั่นใจให้กับสมาชิกสหกรณ์ที่เป็นเจ้าหนี้ได้ระดับหนึ่ง ว่าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในขบวนการสหกรณ์ไม่ได้ทอดทิ้งและเตรียมแผนรองรับอยู่ ส่วนแผนฟื้นฟูกิจการจะเป็นแนวทางไหน และจะมีแนวทางช่วยเหลืออย่างไรนั้น ก็ต้องรอติดตามกันต่อไป ขุนเกษตรา จะนำมารายงานอีกครั้ง

ขุนเกษตรา

กสก.วิเคราะห์คุณภาพน้ำผึ้งพัฒนาผลผลิตแปรรูป เพิ่มศักยภาพแข่งขันพร้อมเข้าตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497710

news_default

กสก.วิเคราะห์คุณภาพน้ำผึ้งพัฒนาผลผลิตแปรรูป เพิ่มศักยภาพแข่งขันพร้อมเข้าตลาดออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมการเกษตร (กสก.) เปิดวิเคราะห์และรับรองคุณภาพน้ำผึ้งที่ได้มาตรฐาน ให้เป็นที่น่าเชื่อถือของผู้บริโภค พร้อมสนับสนุนพัฒนาพันธุ์และผลผลิตแปรรูปต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า พร้อมเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดออนไลน์ เพื่อให้เกษตรกรส่งสินค้าที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภคโดยตรง

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ปัจจุบันไทยเป็นประเทศที่เลี้ยงผึ้งระดับอุตสาหกรรม ผลิตน้ำผึ้งมากเป็นอันดับที่ 36 ของโลก และเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน มีการส่งออกน้ำผึ้งไปประเทศต่างๆ เช่น ไต้หวัน สหรัฐฯ อินโดนีเซีย แคนาดาและจีน มูลค่า 616.59 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีผลพลอยได้จากการผลิตไขผึ้ง เกสรและนมผึ้งอีกด้วย ถือว่าผลิตผลหลักจากอุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้งขยายตัวอย่างกว้างขวาง มีการส่งเสริมสนับสนุนพัฒนาพันธุ์และนำผลผลิตมาแปรรูปรูปแบบต่างๆ เพื่อเพิ่มมูลค่า ทำให้มีการเลี้ยงผึ้งในหมู่เกษตรกรอย่างกว้างขวาง

กรมส่งเสริมการเกษตรโดย ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านแมลงเศรษฐกิจจังหวัดเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมเลี้ยงผึ้งและแมลงช่วยผสมเกสร ในการผลิตพืชผลการเกษตรปลอดภัยจากสารเคมี และส่งเสริมการเลี้ยงผึ้งและแมลงยั่งยืน นอกจากนี้ ยังเป็นการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมระบบนิเวศ เปิดให้เกษตรกรรายย่อยมาตรวจสอบวิเคราะห์รับรองคุณภาพน้ำผึ้งโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย น้ำผึ้งที่ได้มาตรฐานจะมีตรารับรองให้ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้บริโภค เพิ่มศักยภาพแข่งขันทางการตลาด และพร้อมเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาดออนไลน์ เกษตรกรสามารถส่งสินค้าที่มีคุณภาพถึงมือผู้บริโภค และได้รับความอนุเคราะห์เครื่องมือ จากศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพจังหวัดขอนแก่น ได้ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เขตพื้นที่ลำปาง และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ช่วยวางระบบอุปกรณ์และวิธีการวิเคราะห์ให้ โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรมส่งเสริมการเกษตร การดำเนินการของศูนย์ผึ้งฯดังกล่าว ทั้งยังมีการประกวดคุณภาพและบรรจุภัณฑ์น้ำผึ้ง เพื่อส่งเสริมการพัฒนาสินค้า โดยได้รับความร่วมมือจากเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งเป็นอย่างดี ช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งให้ได้รับการพัฒนาทุกมิติ และเกิดความยั่งยืนในอนาคต โดยกรมส่งเสริมการเกษตร จัดทำโครงการส่งเสริมตลาดเกษตร online ช่วยเป็นสื่อกลางนำสินค้าเกษตรคุณภาพดี จากกลุ่มเกษตรกร จากทั่วประเทศ รวมถึงผลิตภัณฑ์จากผึ้ง ให้ถึงมือผู้บริโภคในรูปแบบเว็บไซต์เข้าไปที่ www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com

‘บิ๊กป้อม’ระดมสมองตั้งทีมผลิตน้ำจืดจากทะเล เน้นใช้เทคโนโลยีรักษ์สิ่งแวดล้อม-สร้างความมั่นคงพื้นที่EEC #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497713

news_default

‘บิ๊กป้อม’ระดมสมองตั้งทีมผลิตน้ำจืดจากทะเล เน้นใช้เทคโนโลยีรักษ์สิ่งแวดล้อม-สร้างความมั่นคงพื้นที่EEC

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“พล.อ.ประวิตร” เดินหน้าสร้างความมั่นคงน้ำให้ EEC ระดมมันสมองตั้งคณะทำงานพัฒนาผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล วิเคราะห์เทคโนโลยีที่เหมาะสม ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดหาพื้นที่นำร่องดำเนินโครงการ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยว่า พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ ภายใต้คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้แต่งตั้งคณะทำงานทางเทคนิคการพัฒนาโครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล รองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมี รองเลขาธิการ สทนช. เป็นประธานคณะทำงาน และรองเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ เป็นรองประธานคณะทำงาน และมีคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนัก งานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมชลประทาน กรมทรัพยากรน้ำบาดาล การประปาส่วนภูมิภาค การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย บริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นต้น โดยมีภารกิจหลักในการพิจารณา รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูลด้านเทคโนโลยีที่ทันสมัยผลกระทบสิ่งแวดล้อม สัดส่วนการใช้น้ำ การกำหนดราคาค่าน้ำ เพื่อกำหนดประเภทของเทคโนโลยี พื้นที่นำร่อง และปริมาณการผลิตน้ำต่อวัน ที่เหมาะสมของโครงการผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกก่อนนำเสนอต่อคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่และโครงการสำคัญ และ กนช. ตามลำดับ

เลขาธิการ สทนช.กล่าวต่อว่า พื้นที่ EEC เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลมีเป้าหมายในการส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ในระยะยาว จึงจำเป็นจะต้องมีระบบสาธารณูปโภคพื้นที่ฐานที่พร้อมรองรับการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องน้ำซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนการผลิต จากการประเมินความต้องการใช้น้ำในพื้นที่ EEC พบว่า ในปี 2569 จะมีความต้องการใช้น้ำเพิ่มขึ้นเป็น 2,888 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากปัจจุบันที่มีความต้องการใช้น้ำประมาณ 2,419 ล้าน ลบ.ม. และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จำเป็นต้องจัดหาแหล่งน้ำต้นทุนเพิ่มขึ้นให้ได้อีกไม่น้อยกว่า 500 ล้าน ลบ.ม. ภายใน 20 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีปริมาณน้ำต้นทุนประมาณ 2,539 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้สทนช.ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจัดทำแผนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำภาคตะวันออกรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ปี 2563 – 2580) เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขาด แคลนน้ำในพื้นที่ โดยแผนดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2562 และคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563 ประกอบด้วย 1.แผนงานพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุน ปี 2563-2570 รวมทั้งสิ้น 38 โครงการ เพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนได้ 872.19 ล้าน ลบ.ม. 2.แผนการบริหารจัดการด้านความต้องการใช้น้ำ ปี 2563-2580 จำนวน 9 โครงการ/มาตรการ 3.แผนการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย ปี 2563–2580 จำนวน 25 โครงการ 4.แผนการจัดการคุณภาพน้ำ ปี 2563–2580 จำนวน 33 โครงการ และ 5.มาตรการอื่นๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำ ปี 2563-2580 จำนวน 3 โครงการ

“การพัฒนาแหล่งน้ำจากเทคโนโลยีการกรองน้ำทะเลเป็นน้ำจืดเป็น 1 ใน 38 โครงการของแผนงานพัฒนาแหล่งน้ำต้นทุนปี 2563-2570 ซึ่งในขณะนี้เทคโนโลยีด้านนี้ประเทศไทยยังไม่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย จำเป็นต้องศึกษารายละเอียดให้ครอบคลุมทุกด้าน คณะทำงานชุดนี้จะเข้ามาศึกษาเพื่อหาความเป็นไปได้ในการพัฒนาโครงการ ซึ่งหากสามารถจัดหาน้ำตามที่ประเมินไว้จะช่วยสร้างความมั่นคงในเรื่องน้ำให้กับพื้นที่ EEC อย่างยั่งยืน” เลขาธิการสทนช. กล่าว

รมว.เกษตรฯสั่งทุกหน่วยเร่งเสนอโครงการฟื้นฟูศก.ฐานราก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497709

news_default

รมว.เกษตรฯสั่งทุกหน่วยเร่งเสนอโครงการฟื้นฟูศก.ฐานราก

วันจันทร์ ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้สศก. และทุกหน่วยงานเตรียมเสนอโครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมด้านการเกษตร จากผลกระทบการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อขอใช้เงินกู้วงเงิน 4 แสนล้านบาท ภายใต้ พ.ร.ก. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ขณะนี้ทุกหน่วยงานเตรียมโครงการฟื้นฟูด้านต่างๆ ประกอบด้วยกรอบการทำงาน 4 ด้าน คือ 1) เพิ่มศักยภาพและยกระดับการผลิต 2) เศรษฐกิจฐานรากเศรษฐกิจชุมชน 3) กระตุ้นการบริโภคภาคครัวเรือนและเอกชน และ 4) สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และสนับสนุนกระบวนการผลิต

ด้าน ดร.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวว่า ในส่วนกระทรวงเกษตรฯ รมว.เกษตรฯเห็นชอบกรอบการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมด้านการเกษตร โดยใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเน้นสร้างงาน สร้างรายได้ให้เกษตรกร แรงงานคืนถิ่น สถาบันเกษตรกร (สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร) ในชุมชน ให้ความสำคัญกับการพัฒนาแบบ Area-based Approach ด้วยการบูรณาการทำงานของหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯและใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมทั้งโครงการที่เป็น Function-based เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ ซึ่งเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ปลัดกระทรวงเกษตรฯประชุมชี้แจงแนวทางเสนอโครงการภายใต้กรอบการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมของประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ด้านเกษตร แก่ผู้บริหารส่วนกลาง และชี้แจงผ่านระบบทางไกล (Web Conference) กับหัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงเกษตรฯระดับจังหวัด โดยกระทรวงเกษตรฯเกี่ยวข้องตามกรอบการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 3 กรอบ คือ กรอบการทำงานที่ 1 ด้านเพิ่มศักยภาพและยกระดับการผลิต 3 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการยกระดับเกษตรแปลงใหญ่ด้วยเกษตรสมัยใหม่และเชื่อมโยงตลาด 2) โครงการพัฒนาศักยภาพศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) 882 ศูนย์ และ 3) โครงการสร้างความเข้มแข็งศูนย์ข้าวชุมชน ซึ่งทั้ง 3 โครงการเป็นการยกระดับศักยภาพการผลิต พัฒนาต่อยอดโครงการที่มีอยู่แล้ว โดยมีกระบวนการทำงานให้เกษตรกรกับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯร่วมกันวิเคราะห์ศักยภาพการพัฒนาและเสนอกิจกรรมที่ต้องดำเนินการตามความต้องการของแต่ละกลุ่ม โดยจะจัดสรรเป็นเงินอุดหนุนไปที่กลุ่มของเกษตรกรโดยตรง ซึ่งแต่ละกลุ่มแตกต่างกัน เช่น แปลงใหญ่ ในการวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการ เกษตรกรต้องร่วมกำหนดเป้าหมายชัดเจนในการผลิต ต้องคำนึงถึงหลักการตลาดนำการผลิต คิดตลอด ห่วงโซ่ ตลาดต้องการอะไร คุณภาพอย่างไร จะผลิตให้ได้ตามคุณภาพนั้นต้องทำอย่างไร ใช้ปัจจัยอะไร และเชื่อมโยงกับภาคเอกชนอย่างไร ทำให้ได้โครงการที่เป็นไปตามศักยภาพและความต้องการของเกษตรกรอย่างแท้จริง ส่วนศูนย์ข้าวชุมชนเป็นการเพิ่มศักยภาพการผลิต โดยสนับสนุนให้ศูนย์ข้าวชุมชนผลิตเมล็ดข้าวพันธุ์ดี กระจายให้ทั่วถึงระดับพื้นที่ ลักษณะการดำเนินงานเป็นการวิเคราะห์ศักยภาพและความต้องการเช่นเดียวกับแปลงใหญ่ โดยโครงการแปลงใหญ่และโครงการพัฒนาศูนย์เรียนรู้ฯ กรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานหลัก และศูนย์ข้าวชุมชนกรมการข้าวเป็นหน่วยงานหลัก

ในส่วนโครงการตามกรอบที่ 2 ด้านเศรษฐกิจฐานรากเศรษฐกิจชุมชน กระทรวงเกษตรฯจะดำเนินโครงการเกษตรกรรมยั่งยืน ได้แก่ เกษตรทฤษฎีใหม่ วนเกษตร และเกษตรอินทรีย์ ในการสร้างความมั่นคงอาหารระดับชุมชน ลดรายจ่าย มีการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมอบหมายหน่วยงานระดับพื้นที่ดำเนินการร่วมกับจังหวัด สำหรับกรอบการทำงานที่ 4 สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสนับสนุนกระบวนการผลิตจะเป็นการดำเนินงานตาม Function ของหน่วยงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามกรอบการทำงานที่ 1 และ 2 ประกอบด้วย 5 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์ แหล่งกักเก็บน้ำและระบบชลประทาน 2) โครงการการตรวจสอบรับรองมาตรฐาน 3) โครงการผลิตพันธุ์ดี (เมล็ดพันธุ์ ท่อนพันธุ์ กิ่งพันธุ์ เนื้อเยื่อ พันธุ์ปศุสัตว์ พันธุ์สัตว์น้ำ) 4) โครงการพัฒนาศักยภาพสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร และ 5) โครงการ Big Data ด้านการเกษตร เพื่อคาดการณ์เศรษฐกิจการเกษตรต่อผลกระทบไวรัสโควิด-19 รองรับพฤติกรรม New Normal และฟื้นฟูเศรษฐกิจภายในประเทศ

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯจะเร่งผลักดันแผนงาน/โครงการไปสู่การขับเคลื่อนเพื่อบรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด โดยหน่วยงานต่างๆ ต้องเสนอกรอบโครงการ (Project Idea) ให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาเบื้องต้นหลังจากนั้นจะนำมาปรับปรุงให้เป็นโครงการที่สมบูรณ์ส่งให้สศก. เพื่อจัดทำภาพรวมของกระทรวงเกษตรฯ เสนอรมว.เกษตรฯให้ความเห็นชอบก่อนนำเสนอ สศช.ดำเนินการขั้นตอนต่อไป

มท.2เร่งจัดการน้ำเสีย’คลองสำโรง’ ร่วมถกนักวิชาการแก้ปัญหายั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497698

มท.2เร่งจัดการน้ำเสีย’คลองสำโรง’ ร่วมถกนักวิชาการแก้ปัญหายั่งยืน

วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 22.06 น.

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2563 นายนิพนธ์ บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2)​ ลงพื้นที่สำรวจแผนที่การไหลเวียนของน้ำตั้งแต่ปากคลองสำโรง ทะเลสาบสงขลา จนถึงไหลลงสู่อ่าวไทย เพื่อที่จะหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของคลองสำโรง ที่มีปัญหาเรื้อรังมานานหลายยุคหลายสมัย โดยมี นายสมศักดิ์ ตัณติเศรณี นายกเทศมนตรีนครสงขลา นายพิทยา ชูศรี อดีตกรรมการฟื้นฟูและพัฒนาคลองสำโรง ดร.พลอยรำไพ แก้วแสงอ่อน นักวิชาการอิสระ สมาชิกสภา อบจ.สงขลา เขตอำเภอเมืองสงขลา รายงานสถานการณ์ของคลองสำโรง

นายนิพนธ์ รมช.มท.กล่าวว่า “สำหรับคลองสำโรงเส้นนี้ เป็นคลองที่เชื่อมต่อระหว่างอ่าวไทย กับทะเลสาบสงขลา เมื่อมีความเจริญมากขึ้น บ้านคนก็มีมากขึ้นตามมาด้วย ดังนั้นอาจจะมีบางส่วนที่รุกล้ำคลอง  จึงมีปัญหาอุปสรรคอยู่บ้าง รวมถึงปัญหาของการก่อสร้างสะพานจึงมีปัญหาเรื่องตอม้อที่ไปกีดขวาง ในการไหลเวียนของน้ำ ทำให้น้ำนิ่งจนเกิดเป็นน้ำเสีย หรือการทิ้งขยะในคลองสำโรงก็ดี จนทำให้เกิดน้ำเน่าเสีย ด้วยปัญหาหลายประการ ขณะนี้จึงได้มอบเป็นนโยบายให้ทางองค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.)​ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงมหาดไทย และตนเป็นผู้กำกับดูแล ไปทำการศึกษาออกแบบแนวทางในการแก้ไขปัญหาน้ำเสีย ว่าจะมีหนทางอย่างไร ซึ่งในช่วงแรกถ้าไม่สามารถทำได้ตลอดแนวคลอง ก็ให้เริ่มทำเป็นช่วงๆ เป็นการศึกษาทางวิชาการ”

รมช.มท.กล่าวต่ออีกว่า “ส่วนอีกเส้นคือคลองวง เป็นคลองที่เชื่อมระหว่าง เทศบาลนครหาดใหญ่กับเทศบาลตำบลพะวง  ซึ่งจะเป็นที่ตั้งของศูนย์ราชการ และขณะนี้การย้ายศูนย์ราชการไปอยู่ที่นั่นเริ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ดังนั้นผมมองว่าการวางแผนแม่บทจัดการน้ำเสียจึงมีความสำคัญ ที่ผ่านมาผมได้เรียก อจน.มาวางแนวทางในการศึกษาแผนแม่บท ในการแก้ไขปัญหาน้ำเสียในสองลำคลองนี้อย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่เราต้องช่วยกันดูแลในเรื่องสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งปากคลองสำโรงนี้ต่อไปสามารถทำเป็นแหล่งท่องเที่ยวของคนสงขลาได้ และสามารถที่จะสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้แก่ชาวบ้าน สิ่งสำคัญคือชาวประมงออกไปหาปลา แล้วนำมาขายได้ในราคาที่ถูก และยังทำเป็นตลาดแหล่งขายอาหารทะเลสดๆขึ้นใหม่ ในเทศบาลนครสงขลาได้อีกทางหนึ่ง”

กฟก.เชียงราย มอบโฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกร หลังชำระเงินคืนกองทุนฯ ครบตามสัญญา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/497282

กฟก.เชียงราย มอบโฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกร หลังชำระเงินคืนกองทุนฯ ครบตามสัญญา

วันศุกร์ ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 13.29 น.

กฟก.เชียงราย มอบโฉนดที่ดินคืนให้เกษตรกร หลังชำระเงินคืนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร ครบตามสัญญา

5 มิถุนายน​ 2563 นายนิยม สุวรรณประภา หัวหน้าสำนักงานกองทุนฟื้นฟู​และพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย ดำเนินการโอนที่ดินและ มอบโฉนดที่ดินให้เกษตรกร อำเภอแม่จันจังหวัดเขียงราย แยกเป็นเกษตรกร ตำบลจอมสวรรค์ จำนวน 1 ราย โฉนดที่ดิน จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ 2 งาน 10 ตารางวา และเกษตรกรตำบลท่าข้าวเปลือก จำนวน 1 ราย โฉนดที่ดินจำนวน 1 แปลงเนื้อที่ 6 ไร่ 3 งาน 02 ตารางวา ณ สำนักงานที่ดินจังหวัดเชียงราย สาขาแม่จัน โดยเป็นการโอนที่ดินตามกฎหมายกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (มาตรา 37/9)

ทั้งนี้ เกษตรกรสมาชิก กฟก. ได้นำโฉนดที่ดินไปเป็นหลักประกันการกู้ยืมเงินกับธนาคาร​กสิกรไทย จำกัด(มหาชน)​ จำนวน 1 ราย และสหกรณ์​การเกษตร​แม่จัน จำกัด จำนวน 1 ราย และไม่สามารถชำระเงินคืนให้กับสถาบันเจ้าหนี้ได้ (NPL-หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้) โดยเกษตรกรได้ยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาหนี้สิน กับ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร สาขาจังหวัดเชียงราย (กฟก.) และได้รับการช่วยเหลือในการชำระหนี้แทนเกษตรกร และเกษตรกรได้ดำเนินการชำระหนี้คืนให้กับกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร และขอไถ่ถอนที่ดินคืน ตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว