ซอกแซกอาเซียน : 4 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496944

566101

ซอกแซกอาเซียน : 4 มิถุนายน 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ฉบับที่แล้วไปร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ภัตตาคารในนครหนานหนิง เขียนเพลินไปเยอะเกี่ยวกับธรรมเนียม “กันเป่ย” ของจีนซึ่งเน้นว่ามีดำรงคงอยู่มานานและไม่เคยเปลี่ยนแปลง ตกลงคืนนั้นหลังจากรู้จักมักจี่กันดีแล้วพวกเราทุกคนก็กลับมาพักผ่อนที่โรงแรม

เช้าวันต่อมาก็เป็นรายการสำคัญ เพราะเป็นการประชุมโต๊ะกลมเป็นวันแรก ตอนลงทะเบียนก่อนเข้าประชุมกลายเป็นว่า เราได้พบปะกับผู้คนรู้จักคุ้นหน้าหลายคน ผมว่าพวกเราชาวอาเซียนทั้งหลายก็มักจะวนเวียนเจอหน้าซ้ำซากกันอยู่เสมอๆ นั่นแหละครับ เรื่องคือ มันเป็น Line หรือ Field เดียวกัน ดังนั้นผู้แทนแต่ละประเทศในอาเซียน ก็ไม่พ้นที่จะเป็นคนหน้าเดิม ที่เราไปเจอในเวทีต่างๆ มาแล้ว บางคนก็สนิทชิดเชื้อกันดี เพราะเคมีอาจตรงกัน แต่บางคนก็เพียงจำหน้ากันได้แต่ไม่สนิทชิดเชื้อเท่าใดนัก แต่ก็มีบางคนที่เป็นถึงคณะมนตรีแอปเตอร์เลยทีเดียวที่มาเข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ สรุปแล้ว ถึงผมจะมาประชุมเป็นครั้งแรก ทว่าก็ไม่ใช่เวทีการประชุมที่แปลกประหลาดอันใดเลย เมื่อเดินเข้าห้องประชุมทุกคนในพิธีเปิดต้องใส่สูทกันเต็มยศ แต่ก็ต้องผ่านจุดรักษาความปลอดภัย น่าพูดถึงอย่างยิ่งและขออนุญาตเขียนอาจยาวหน่อย คือ เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย หรือ รปภ. ของจีน เพราะก็เหมือนกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองที่กล่าวมาแล้วไม่มีผิด ถึงแม้ว่าคนเข้าประชุมจะแต่งตัวโก้หรูด้วยสูทแสนเท่ ผูกเนคไทอย่างดีมีตำแหน่งใหญ่โตแค่ไหน ก็ต้องได้รับการตรวจตราแบบเดียวกัน การเดินลอดเครื่องสแกน ถ้ามีเสียงเตือน รปภ. ก็จะสั่งให้ถอดเสื้อสูท เปิดกระเป๋า หรือสั่งให้ไปเดินมาอีกรอบ แม้กระทั่งตัวผู้เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมวันนั้น ซึ่งได้แก่ ท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรจีน ผมชื่นชมการทำหน้าที่ของ รปภ. แบบนี้ครับ เพราะเห็นมามากที่ไม่ควรเอาอย่าง คือ เรื่องของสิทธิพิเศษบ้าง อภิสิทธิ์ชนบ้าง วีไอพี บ้าง บัตรเบ่งบ้าง ทำให้ทุกอย่างเสียระบบ และนำไปสู่การรักษาความปลอดภัยที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่ได้มาตรฐาน

ประเด็นปัญหา ก็คือพวกบุคคลสำคัญทั้งหลายนั่นแหละตัวต้นเหตุ ไม่รู้จักแยกแยะว่านี่คือการทำหน้าที่ของผู้ที่รับผิดชอบเพื่อประโยชน์ในด้านความปลอดภัยของส่วนรวม คือ ทำตัวใหญ่ไปหมด ผิดที่ผิดทาง เห็น รปภ.ระดับเล็กๆ ก็มองว่าตนเองเหนือกว่า โดยลืมไปว่ามันคนละหน้าที่กัน การที่เขาจะตรวจเข้มตามหน้าที่ บางทีก็ไปตำหนิเขาว่าไม่ให้เกียรติบ้างละไม่เห็นหรือว่าผมคือใคร อันนี้ถือว่าเป็นการเข้าใจผิดอย่างมหันต์ ถึงท่านจะเป็นรัฐมนตรี แต่เมื่อต้องผ่านการตรวจตราโดยเจ้าหน้าที่เล็กๆ ท่านก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธการทำหน้าที่ของเขาได้ หน้าที่ใครหน้าที่มัน คนเป็นอธิบดี ถ้าขับรถยนต์ผิดกฎหมาย จ่าตำรวจซึ่งระดับต่ำกว่ามาก โดยหน้าที่ก็ต้องสามารถจับอธิบดีได้ โดยอธิบดีคนนั้นไม่มีสิทธิ์จะเอาตำแหน่งไปอวดเบ่งสำทับจ่าตำรวจที่ทำหน้าที่อยู่ ท่านผู้อ่านคงเห็นด้วยกับผมนะครับว่า นี่คือหลักคิดและหลักการที่ถูกต้องที่สุด เพราะในทางตรงข้าม หากผู้น้อยถูกผู้ใหญ่รังแกเอาเรื่องโดยไม่เป็นธรรมขณะทำหน้าที่ที่ถูกต้อง วันหนึ่งเขาก็ต้องหยุดทำหน้าที่หรือทำไปแบบแกนๆ เพราะทำแล้วเจอตอ อยู่เฉยๆ ดีกว่า แล้วอะไรจะเกิดขึ้น ผมเคยไปดูงานต่างประเทศกับข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ระดับปลัดกระทรวง ท่านปลัดกระทรวงยังต้องเข้าคิวปกติรับการตรวจทาง ตม.โดยเท่าเทียมกับคนธรรมดาอื่นๆ ทั้งสิ้น ผมขออนุญาตเอาเรื่องการทำหน้าที่มาเล่า เผื่อว่าจะช่วยให้บางท่านที่หลงผิด กลับมาปรับเปลี่ยนวิธีคิดวิธีปฏิบัติ เพื่อสังคมบ้านเราจะได้ดีขึ้นบ้างครับ

ท่านประธานในที่ประชุม หรือท่านผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงเกษตรจีน ท่านคงเป็นคนอินเตอร์ เพราะใช้ภาษาอังกฤษได้ดีมาก และนั่งเป็นประธานการประชุมตั้งแต่ต้นจนจบ ซึ่งเนื้อหาเป็นเรื่องของสถานการณ์การผลิตพืชอาหารในแต่ละประเทศที่เกี่ยวข้องกับปริมาณการบริโภคว่าพอเพียงหรือไม่และจะมีแนวทางพัฒนาแก้ไขและแสวงหาความร่วมมือกันอย่างไร ก็เป็นบรรยากาศที่ดีครับ คนพูดเก่ง ก็จะมีความเห็นตลอด ส่วนคนพูดไม่เก่ง หรือคนพูดน้อยก็จะไม่ค่อยแสดงความคิดเห็นอะไรมากนัก ว่ากันตั้งแต่เช้าจนถึงเย็นยังไม่จบ เพราะมีกันตั้งสิบประเทศ เลยต้องมาต่อกันในวันรุ่งขึ้น หลังจากนั้นเฉพาะผู้แทนประเทศประเทศละ 1 คน และผู้แทนองค์กร ซึ่งรวมถึงผมด้วยก็ได้รับเชิญจากท่านประธานเพื่อไปร่วมงานเลี้ยงอย่างเป็นทางการในค่ำวันนี้ ณ ห้องอาหารวีไอพี ของโรงแรมที่จัดประชุมนั้นเองครับ

ที่มารูป : CAEXPO

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

กรมประมงจับมือโออาร์ เปิดตลาดกุ้งก้ามกรามกลางกรุงแก้ปัญหาราคาตก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496941

news_default

กรมประมงจับมือโออาร์ เปิดตลาดกุ้งก้ามกรามกลางกรุงแก้ปัญหาราคาตก

วันพฤหัสบดี ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงจับมือโออาร์ ชวนชาวกรุงฯ ร่วมอุดหนุน “กุ้งก้ามกราม” เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรไทยหลังประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ จากพิษวิกฤติโควิด-19 ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีทีสเตชั่น 4 แห่ง ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 นี้

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า สถานการณ์ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมาก เนื่องจากไม่สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ตามปกติ อีกทั้ง สัตว์น้ำเศรษฐกิจบางชนิดยังประสบปัญหาราคาตกต่ำ ที่ผ่านมา กรมประมงให้ความช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำระบายผลผลิตผ่านช่องทางต่างๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดจับมือกับบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ สนับสนุนและเพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตสัตว์น้ำให้เกษตรกร เพื่อส่งถึงมือผู้บริโภคได้โดยตรง ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ในบริเวณพื้นที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น ซึ่งกรมประมงได้นำร่อง “กุ้งก้ามกราม” เข้าเปิดตลาดเป็นสินค้าสัตว์น้ำชนิดแรกโดยจะทำการจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น เขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ในทำเลที่มีประชาชนสัญจรอย่างคับคั่ง 4 แห่ง ประกอบด้วย จุดที่ 1 พีทีที สเตชั่น สวัสดิการร.1 รอ. ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสามเสนใน เขตพญาไท จุดที่ 2 พีทีที สเตชั่น ประชาอุทิศ-ลาดพร้าว เลียบด่วน 304, แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลางจุดที่ 3 พีทีที สเตชั่น เทพรักษ์ แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน และจุดที่ 4 พีทีทีสเตชั่น แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชันโดยจะเปิดจำหน่ายพร้อมกัน 4 จุด ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 ในเวลาตั้งแต่ 09.00 น. เป็นต้นไป

สำหรับกุ้งก้ามกรามที่นำมาจำหน่ายดังกล่าวนั้น เป็นผลผลิตคุณภาพจากฟาร์มของเกษตรกรในจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐมและราชบุรี มีความสด สะอาด ปลอดภัย โดยนำมาจำหน่ายในราคาถูกเทียบเท่ากับแหล่งผลิต อาทิ เพศผู้ ขนาด 9-10 ตัว/กิโลกรัม ราคา 350 บาท ขนาด 11-13 ตัว/กิโลกรัม ราคา 330 บาท ขนาด 14-16 ตัว/กิโลกรัม ราคา 300 บาท ขนาด 17-20 ตัว/กิโลกรัม ราคา 280 บาท เพศเมีย ขนาด 20-24 ตัว/กิโลกรัม ราคา 230 บาท ขนาด 25-29 ตัว/กิโลกรัม ราคา 210 บาท ขนาด 30-34 ตัว/กิโลกรัม 180 บาท เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีสินค้าสัตว์น้ำแปรรูปอื่นมาร่วมจำหน่ายด้วย อาทิ ปลาสลิดแดดเดียว ปลาช่อนแดดเดียว ผลิตภัณฑ์ปลาดุกแปรรูป เช่น ปลาดุกเส้นหวาน ปลาดุกแผ่น ปลาดุกร้า หนังปลาดุกทอดกรอบ ผลิตภัณฑ์ปลานิลแปรรูป เช่น จ๊อปลานิล ปลานิลแดดเดียว คั่วกลิ้งปลานิล เป็นต้น

กรมประมง จึงขอเชิญชวนประชาชนในกรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียง ร่วมอุดหนุนสินค้ากุ้งก้ามกราม และผลิตภัณฑ์แปรรูปประมงคุณภาพดี ราคาย่อมเยาที่ส่งตรงจากมือเกษตรกร ได้ที่ สถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น ทั้ง 4 สาขาดังกล่าว ในวันอาทิตย์ที่ 7 และ 14 มิถุนายน 2563 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไปสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่Call Center กรมประมง โทร. 0-2562-0600-15 ในวันและเวลาราชการ

ปั้นเกษตรกรสู่นักขายออนไลน์มืออาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496700

news_default

ปั้นเกษตรกรสู่นักขายออนไลน์มืออาชีพ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทวี มาสขาว

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า จากนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการพัฒนาศักยภาพของเกษตรกร และสถาบันเกษตรกรกลุ่มต่างๆ ดังนั้น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงร่วมกับกระทรวงพาณิชย์เปิดมิติใหม่ในการผนึกกำลังร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ “เกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด” สร้างโอกาสให้แก่เกษตรกรรายย่อยรายใหญ่ วิสาหกิจชุมชน Young Smart Farmer และกลุ่มแปลงใหญ่ มีทักษะการเป็นผู้ประกอบการที่มีความสามารถนำเสนอสินค้าหรือบริการ และการตลาด โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต พร้อมมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินการเตรียมความพร้อมให้เกษตรกรสามารถผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของตลาด ตลอดจนปรับตัวได้ทันต่อสถานการณ์ในยุคที่เกิดการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ COVID-19 สามารถนำสินค้าจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ ภายใต้การดำเนินโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ร่วมกับบริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด จัดการฝึกอบรมแก่เกษตรกรผ่านระบบ VDO Conference “MOAC Live Streaming Course” ซึ่งมีรูปแบบการอบรมสื่อสารโต้ตอบกันระหว่างผู้สอนและผู้เข้ารับการอบรมแบบ Real Time และสามารถเก็บบันทึกการอบรมเพื่อดูย้อนหลังได้

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ขอให้ทุกจังหวัดคัดเลือกเกษตรกรที่มีความพร้อม มีศักยภาพ และมีสินค้าคุณภาพพร้อมจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ จังหวัดละ 5 คน จากกลุ่มเกษตรกรเป้าหมายข้างต้นที่มีความสมัครใจและมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องการระบายผลผลิตหรือสินค้าก่อนเป็นอันดับแรก เข้ารับการอบรมผ่านระบบ VDO Conference “MOAC Live Streaming Course”โดยใช้สำนักงานเกษตรจังหวัดเป็นสถานที่จัดการฝึกอบรมดังกล่าว รวมทั้งนำสินค้าเกษตรจำหน่ายบน http://www.ตลาดเกษตรกรออนไลน์.com ของกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้เกษตรกรกระจายผลผลิตทางการเกษตรผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มมากขึ้น และพร้อมส่งเสริมสนับสนุนให้เกษตรกรมีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันได้ทั้งในระดับประเทศและต่างประเทศ

ส่องเกษตร : หวังผล-สร้างภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496695

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : หวังผล-สร้างภาพ

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้นักวิชาการหลายๆท่านออกมาแสดงความเห็นต่อผลที่เกิดขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันซึ่งเกิดจากมาตรการของภาครัฐในการควบคุมการระบาดของไวรัสดังกล่าว ผลกระทบที่เกิดขึ้นส่งผลต่อทุกภาคส่วนของประเทศ และอาจกล่าวได้ว่าสะเทือนกันไปทั่วโลก มากน้อยต่างกันตามระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดและความเข้มงวดของแต่ละมาตรการที่แต่ละประเทศกำหนด ตลอดจนความสามารถในการรับมือและการฟื้นฟูที่ต้องดำเนินการ

ประเทศไทย ณ ปัจจุบัน เป็นช่วงเวลาของการช่วยเหลือเยียวยาและร่วมมือกันหยุดเชื้อเพื่อชาติ ต่อเนื่องไปสู่ช่วงของการฟื้นฟูชาติให้กลับมาดีดังเดิม หรือดีกว่าเดิมให้ได้ ดังนั้นการร่วมกันคิดช่วยกันคนละไม้ละมือ เพื่อผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้สามารถสร้างความอยู่ดีกินดี สร้างความมั่นคงในระดับสังคมและระดับครัวเรือนให้เกิดขึ้น ผ่านพ้นวิกฤติครั้งนี้ไปด้วยกัน นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศไทยที่เป็นประเทศที่มีพื้นฐานทางเกษตรกรรมที่มีความมั่นคงทางอาหารรองรับผลกระทบที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเกิดวิกฤติมากี่ครั้ง ภาคการเกษตรยังสามารถช่วยให้ประเทศไทยรอดพ้นวิกฤติเหล่านั้นมาได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาเศรษฐกิจฐานราก คงหนีไม่พ้นเกษตรกรในฐานะผู้ผลิตเริ่มต้นในกระบวนการความมั่นคงทางอาหาร ก่อนที่จะส่งผลผลิตที่เกษตรกรผลิตได้เข้าสู่กระบวนการห่วงโซ่อาหารต่อไป สิ่งที่น่าสนใจคือ เกษตรกรมีความมั่นคงเพียงใด ทั้งความมั่นคงในอาชีพ ผลตอบแทนที่ได้รับจากการประกอบอาชีพ ความมั่นคงในครัวเรือนเกษตรกร หรือแม้แต่ความมั่นคงทางด้านสุขอนามัย ประเด็นเหล่านี้ จำเป็นต้องนำมาพิจารณาควบคู่ไปด้วย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นความมั่นคงที่ผุกร่อน คล้ายกับต้นไม้ใหญ่ที่ให้ผลผลิตเลี้ยงผู้คนมากมาย มีการนำผลผลิตไปบริโภค แปรรูป สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น แต่ระบบรากของต้นไม้ไม่แข็งแรง ไม่สามารถดูดแร่ธาตุอาหารมาหล่อเลี้ยงลำต้นได้ ในที่สุดต้นไม้ต้นนี้คงไม่รอด ไม่สามารถให้ผลผลิตได้ และตายไปในที่สุด ดังนั้น หากยังต้องอาศัยผลผลิตจากต้นไม้ต้นนี้ จำเป็นต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบำรุงรักษาระบบรากของต้นไม้ให้แข็งแรง ให้น้ำ ให้ธาตุอาหารอย่างเหมาะสม เพื่อให้ต้นไม้ให้ผลผลิตได้อย่างเพียงพอ

การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่กำลังเร่งดำเนินการ หากหลักคิดและวิธีการดำเนินการไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงจากที่คิดว่าจะทำให้รากของต้นไม้แข็งแรงมากขึ้น ผลที่ได้อาจเป็นการทำให้ต้นไม้อ่อนแอลงไป และอาจรุนแรงถึงขั้นล้มตายลงก็ได้ ดังนั้นโครงการหรือกิจกรรมใดก็ตามที่จะนำมาสู่การปฏิบัติเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในปัจจุบัน ควรให้ผู้เกี่ยวข้องที่แท้จริงมีส่วนร่วมในการคิด บนพื้นฐานของการพัฒนาเดียวกัน ในแนวนโยบายเดียวกัน แต่อาจแตกต่างในการปฏิบัติ ขึ้นกับสภาพแวดล้อมในแต่ละพื้นที่ แล้วต่อยอดสู่การแก้ไขปัญหาของชาติในภาพรวม ผลที่เกิดขึ้นจะเห็นผลชัดเจนขึ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับฐานรากของระบบเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างแท้จริง แต่หากเป็นเช่นปัจจุบันที่ภาครัฐมีโครงการ งบประมาณ นับแสนล้าน
แต่ขาดการเชื่อมต่อและข้อจำกัดด้านเวลาชองการคิดและการมีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการหรือกิจกรรมต่างๆ จึงเชื่อได้ว่าผลที่เกิดขึ้นก็จะเป็นเช่นที่ผ่านมา ไม่สามารถสร้างความมั่นคงได้อย่างสมบูรณ์ เพราะการเร่งดำเนินการจัดทำโครงการภายใต้

นโยบายการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ผู้จัดทำโครงการเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐระดับปฏิบัติ ยิ่งเวลาในการจัดทำสั้นมาก จึงเป็นการยากที่จะร่วมพัฒนาโครงการกับผู้เกี่ยวข้องที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนาได้จริง สุดท้ายจำเป็นต้องปัดฝุ่นโครงการที่ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ หรือโครงการที่มีความเสี่ยงเสนอเข้าไปก่อน เมื่อส่งต่อโครงการขึ้นไปในระดับบน อาจเกิดการควบรวมจัดเป็นชุดเพื่ออนุมัติให้ดำเนินการ สุดท้ายก็ไม่นำไปสู่การแก้ปัญหาใดๆ ได้เช่นเคย และอาจสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่หมุนวนกันไป ไม่แตกต่างไปจากเดิมการคิดโครงการที่ไม่รอบคอบไม่ตรงกับความต้องการของผู้ที่เป็นเป้าหมายของการพัฒนา ผ่านการอนุมัติให้ดำเนินการจากผู้บริหารหน่วยงานที่ต้องการให้เป็นไปตามนโยบาย เมื่อโครงการถูกนำไปปฏิบัติจริง ก็อย่าได้หวังผลเลิศนอกจากภาพที่เกิดขึ้นจริงว่าเม็ดเงินถูกเบิกจ่ายไปหมดแล้วหวังผลกับสร้างภาพจึงต่างกันที่จุดคิด

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ปศุสัตว์มั่นใจ‘สินค้าปลอดภัย’ฝ่าวิกฤติCOVID-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496704

news_default

ปศุสัตว์มั่นใจ‘สินค้าปลอดภัย’ฝ่าวิกฤติCOVID-19

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า COVID-19 หรือโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เป็นโรคติดต่อร้ายแรงของระบบทางเดินหายใจในมนุษย์ ซึ่งกำลังระบาดในวงกว้างทุกพื้นที่ทั่วโลกจนองค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ยกระดับให้เป็นการระบาด

ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า Pandemic disease ปัจจุบันโรคดังกล่าวได้คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปกว่า 366,000 ราย และมีผู้ติดเชื้อสะสมกว่า 6 ล้านคน และยังไม่มีแนวโน้มที่ความรุนแรงของโรคจะลดลง ซึ่งโรค COVID-19 จะติดต่อเฉพาะจากคนสู่คนเท่านั้น ยังไม่มีรายงานการติดต่อจากสัตว์หรือเนื้อสัตว์ไปสู่คน นอกจากนี้ การปรุงสุกอาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่อุณหภูมิ 56 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 30 นาที หรือ อุณหภูมิ 65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 นาที ก็สามารถฆ่าเชื้อไวรัส COVID-19 ที่อาจปนเปื้อนมากับเนื้อสัตว์ได้

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีหน้าที่กำกับดูแลด้านความปลอดภัยอาหาร โดยเฉพาะสินค้าปศุสัตว์ เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ และผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสัตว์ ที่จำหน่ายทั้งภายในและส่งออกต่างประเทศ ได้ติดตามสถานการณ์และดำเนินมาตรการรองรับการระบาดโรคโควิดในอุตสาหกรรมอาหารดังกล่าวตั้งแต่แรก อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการรายงานสถานการณ์ผู้ป่วยพบเชื้อ COVID-19 ในประเทศไทย ตั้งแต่พบการรายงานผู้ป่วยติดเชื้อครั้งแรกจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบรายงานการติดเชื้อในบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับปศุสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นในระดับฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงเชือด และโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ ซึ่งกรมปศุสัตว์ ได้แนะนำให้ผู้ประกอบการมีความเข้มงวดในการป้องกันโรคโควิดในโรงงาน โดยมุ่งเน้น 3 ด้านได้แก่ คน สถานที่ผลิต และสินค้า ดังนี้

มาตรการแรกเกี่ยวข้องกับคนหรือผู้ที่ต้องสัมผัสอาหาร จะต้องเฝ้าระวังสุขภาพของตนเอง ปฏิบัติตามสุขอนามัยส่วนบุคคล (Personalhygiene) เช่น การล้างมือ การสวมใส่ชุดปฏิบัติงานด้านอาหาร การรักษาความสะอาด ดูแลประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อก่อนเข้าปฏิบัติงาน และการวัดอุณหภูมิร่างกาย หากเจ็บป่วยต้องไม่เข้าสู่ไลน์การผลิตอาหาร โดยเฉพาะผู้ป่วยหรือต้องสงสัยติดโรคโควิด ให้หยุดงานและเข้ากระบวนการรักษาตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขโดยทันที นอกจากนี้ สถานประกอบการอาหาร ต้องควบคุมพนักงานเพื่อหลีกเลี่ยงการรวมกลุ่ม และรักษาระยะห่างทางสังคม รวมถึงการแบ่งแยกกะและอาคารการผลิตตามความเหมาะสมทั้งพนักงานในไลน์การผลิตและหน่วยงานสนับสนุนของโรงงาน

มาตรการที่สอง ด้านสถานที่ผลิต ให้รักษาความสะอาดเรียบร้อยตามหลักสุขลักษณะที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practice : GMP) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลที่ประยุกต์ใช้กับสถานประกอบการอาหาร โดยมีการทำความสะอาดและฆ่าเชื้อเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ใช่ในการผลิตด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ในไลน์การผลิต ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อไวรัสโควิด ร่วมกับการควบคุมกระบวนการผลิตโดยเฉพาะจุดวิกฤตที่ต้องควบคุม (Critical Control Point: CCP) ซึ่งมีผลต่อการลด หรือกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ เช่น ขั้นตอนการล้างซากในโรงฆ่าสัตว์ หรือขั้นตอนการให้ความร้อนเพื่อปรุงสุกในโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์สัตว์ เป็นต้น และกำหนดแผนดำเนินการรองรับในกรณีที่ตรวจพบ
ผู้ติดเชื้อในโรงงาน

มาตรการที่สามเกี่ยวกับสินค้า ให้ตรวจสอบประสิทธิภาพในการควบคุมความปลอดภัยอาหารอย่างเข้มงวด ตั้งแต่การรับวัตถุดิบ การเตรียมวัตถุดิบ การแปรรูป การเก็บรักษา และการขนส่งสินค้าเพื่อป้องกันการปนเปื้อน ตลอดจนพัฒนาระบบการตรวจหาเชื้อไวรัสโควิดในสินค้า เพื่อเฝ้าระวังด้านความปลอดภัยอาหารและสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค รวมถึงการออกหนังสือรับรองเนื้อสัตว์และหนังสือรับรองสุขอนามัย (Health Certificate) ผ่านระบบออนไลน์ซึ่งสามารถอำนวยความสะดวกทางการค้าได้อย่างต่อเนื่อง โดยยังไม่พบการนำประเด็นโรคCOVID-19 มาเป็นเงื่อนไขด้านสุขอนามัยและความปลอดภัยด้านอาหารในการค้าระดับสากล

“ปัจจุบันสินค้าปศุสัตว์ของประเทศไทย ได้รับการยอมรับในระดับสากลด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร โดยเฉพาะจากสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งมีปริมาณการนำเข้าจากประเทศไทยในแต่ละปีเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 120,000 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่าราว 200,000 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นในทุกปี จนวันนี้ไทยก้าวขึ้นเป็นประเทศผู้ส่งออกสินค้าปศุสัตว์ประเภทเนื้อสัตว์ปีกและผลิตภัณฑ์ไปตลาดสหภาพยุโรปและญี่ปุ่นอันดับ 1 ของโลก อันเป็นการสร้างรายได้ให้กับประเทศและเกษตรกรในภาคส่วนอุตสาหกรรมอาหารได้อย่างยั่งยืนดังนั้น ขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยของสินค้าปศุสัตว์ และมั่นใจว่าเราทุกคนจะสามารถฝ่าวิกฤติ COVID-19 ไปด้วยกัน” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

กรมชลฯเตรียมโชว์ผลงาน118ปี ผ่านนิทรรศการเสมือนจริง-ก้าวสู่‘องค์กรอัจฉริยะ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496703

news_default

กรมชลฯเตรียมโชว์ผลงาน118ปี ผ่านนิทรรศการเสมือนจริง-ก้าวสู่‘องค์กรอัจฉริยะ’

วันพุธ ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทาน ฝ่ายบริหาร กล่าวว่า กว่า 118 ปี ที่กรมชลประทาน ได้พัฒนาและบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ มีโครงการมากกว่า 1,700 โครงการ แต่ยังคงเดินหน้าสร้างความมั่นคงของแหล่งน้ำให้เพียงพอทั่วถึง เป็นธรรม อย่างยั่งยืน กรมชลประทาน เป็น “องค์กรอัจฉริยะ” ซึ่งความเป็นองค์กรอัจฉริยะ มีความหมายในตัวโดยความหมายคำว่า “องค์กรอัจฉริยะ” เรื่องแรกคือ ต้องปรับเปลี่ยนองค์กรโดยเฉพาะเรื่องบุคลากรให้มีความรู้ความทันสมัยทำงานอยู่บนพื้นฐานของดิจิทัล เรื่องต่อมาคือ ความมั่นคงด้านน้ำต้องมีพอใช้ ใช้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมอันนี้สำคัญที่สุด ถ้าแชร์แบ่งปันสร้าง โครงข่ายเชื่อมโยงกัน และเรื่องสุดท้ายคือ เพิ่มคุณค่าเรื่องน้ำ ให้องค์ความรู้

ทั้งนี้ เนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมชลประทาน ครบรอบ 118 ปี วันที่ 13 มิถุนายน 2563 ซึ่งปกติจะจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ จัดบูธนิทรรศการให้ความรู้ โดยมีประชาชนให้ความสนใจเข้าร่วมกว่า 10,000 แต่ในปีนี้ เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จึงกำหนดจัดนิทรรศการเสมือนจริง (Virtual Exhibition) ภายใต้ชื่องาน “RID CREATIVITY & INNOVATION 2020” ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเพื่อการชลประทาน 2563 โดยกำหนดให้มีการถ่ายทอดสดพิธีเปิดนิทรรศการในวันที่ 12 มิถุนายน 2563 พร้อมด้วยการถ่ายทอดสด กิจกรรมต่างๆ ได้แก่ การเสวนาการเผยแพร่นวัตกรรม และผลงานจัดการความรู้ ของสำนัก/กอง ตลอดทั้ง 3 วัน ที่จะจัดให้ทุกท่าน เข้ามารับชมได้ ตั้งแต่วันที่ 12-14 มิถุนายน 2563 ซึ่งในนิทรรศการมีการจัดบูธมากมายกว่า 12 บูธ จัดแสดงโปสเตอร์ กว่า 274 แผ่น คลิปวีดีโอ 42 เรื่อง มีกิจกรรมย่อยแจกของรางวัลในบูธ 15 บูธ จำแนกบูธตามลักษณะงาน ได้แก่ บูธภาพรวมผลงานกรมชลประทาน นำเสนอเนื้อหาเรื่อง ประวัติกรมชลประทาน แผนงาน RID NO.1 EXPRESS 2020 แผนบริหารความต่อเนื่อง (BCP) ศูนย์ประสานงาน การปฏิบัติภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาด ของโรคไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) กรมชลประทาน ด้านบริหารองค์กร นำเสนอเรื่อง หน่วยงานราชการก้าวสู่สังคมไร้เงินสด ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักทรัพยากรบุคคล อาสาสมัครชลประทาน กลไกการมีส่วนร่วม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ

ด้านศึกษาความเหมาะสม นำเสนอเรื่องโครงการที่ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ ป้องกัน แก้ไข ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และแผนติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIMP) โครงการพัฒนาทุ่นยางพารา ดักผักตบชวา อากาศยานไร้คนขับบินสำรวจถ่ายภาพ เพื่อการทำแผนที่ นวัตกรรมเครื่องอัดฉีดของผสมแรงดันสูง ระบบวิทยุสื่อสารแบบบูรณาการ ด้านพัฒนาแหล่งน้ำ นำเสนอเรื่อง งานก่อสร้าง ภายใต้สภาวะการแพร่ระบาดของโรคติดต่อเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยน้ำรี อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดอุตรดิตถ์ ด้านบริหารการจัดการน้ำ นำเสนอเรื่อง การบริหารจัดการน้ำด้วย Big Data ชลประทานล้านนากับการพัฒนาลุ่มน้ำน้ำปิง การแก้ไขน้ำท่วม น้ำแล้ง ในลุ่มน้ำอิงจังหวัดพะเยา จัดการน้ำยุคใหม่ แค่ปลายนิ้ว งานชลประทานกับการสร้างความยั่งยืนของภาคประชาชน โครงการชลประทานเกษตรทฤษฎีใหม่ประยุกต์

นอกจากนี้ มีการถ่ายทอดสดการเสวนา หัวข้อที่น่าสนใจ อาทิ เรื่อง New Normal วิถีชีวิตใหม่ กรมชลประทานหลัง COVID 19 โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโตมีของที่ระลึกแจกให้กับผู้ที่ลงทะเบียน เข้าร่วมงานวันละ 5,000 ชิ้น โดยมี 3 แบบ ได้แก่ กระเป๋าผ้า ผ้าขนหนู และ Face Mask ซึ่งแจกวันละแบบ และจะจัดส่งให้ถึงบ้านทางไปรษณีย์ ตามที่อยู่ที่ได้ลงทะเบียนไว้ และร่วมสนุกกับการเล่นเกม เพื่อรับของรางวัลอีกมากมาย บนเว็บไซต์กรมชลประทาน http://www.rid.go.th. และเว็บไซต์ exhibition.rid.go.th

“คาดหวังว่าประชาชนจะเข้ามาดูได้เห็นความเป็นตัวตนของกรมชลประทาน และสิ่งที่นำมาโชว์เกษตรกรสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ในการทำการเกษตร จะมีโมเดลรูปแบบต่างๆมีตัวอย่างให้ดู สำคัญที่สุดปีนี้ถือเป็นปีพิเศษ ที่จัดนิทรรศการในรูปแบบเมือนจริงนี้ ฉะนั้น สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นอยากให้เกษตรกร นิสิต นักศึกษา และประชาชนทุกเพศทุกวัยมาสร้างปรากฏการณ์ร่วมกัน ถือเป็นการปรับวิถีชีวิตแบบ New Normal”นายสุชาติ เจริญศรี กล่าว

เปิดตลาดกลางยางฯระยองรองรับEEC #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496523

เปิดตลาดกลางยางฯระยองรองรับEEC

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กยท. เดินหน้าเปิด “ตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง” เป็นศูนย์กลางซื้อ-ขายยางภาคตะวันออก วางฐานรองรับการพัฒนายางภาคตะวันออกและขยายตัว EEC ย้ำระบบตลาดมีการกำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานร่วมกันระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย คัดคุณภาพยางก่อนส่งมอบ มั่นใจราคายางเป็นธรรม

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.)ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ เปิดเผยว่ากยท.จัดตั้งตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยองขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางซื้อขายยางพาราในภาคตะวันออก โดยเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม ได้จัดประชุมเสวนาผู้ซื้อ–ผู้ขายเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และระเบียบการซื้อขายของตลาดกลางแห่งนี้ ณ สำนักงานตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยมีนายปิยะ ปิตุเดชะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง เป็นผู้ส่งมอบตลาดยางแห่งนี้ให้กยท.ดูแลดำเนินงานรับผิดชอบในรูปแบบตลาดกลางยางพาราต่อไป

นายณกรณ์กล่าวว่า ภาคตะวันออกมีพื้นที่ปลูกเป็นอันดับ 3 ของประเทศปลูกยางพารากระจายอยู่แทบทุกจังหวัด ประกอบด้วย ระยอง จันทบุรี ตราด ชลบุรี และฉะเชิงเทรา มีพื้นที่สวนยางที่กรีดได้ประมาณ 2.5 ล้านไร่ ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 6.5 แสนตันต่อปี จ.ระยอง ถือเป็นจุดภูมิศาสตร์เข้มแข็ง เนื่องจากเชื่อมโยงยางไปยังผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยาง ซึ่งมีอยู่มากบริเวณปริมณฑลและภาคตะวันออก ซึ่งมีเขตนิคมอุตสาหกรรม สามารถช่วยพัฒนาด้านการตลาดยางพารารองรับการขยายตัวตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ของรัฐบาล ดังนั้น การจัดตั้งตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเพื่อเป็นศูนย์กลางซื้อขายยางพาราภาคตะวันออก สอดรับกับแผนยุทธศาสตร์ยางพาราชาติ ยกระดับราคายางให้มีเสถียรภาพ

ตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยองเปิดให้บริการทุกวันทำการ ให้บริการ 2 รูปแบบคือ ให้บริการ ณ สำนักงานตลาดกลางยางพาราจังหวัดระยอง อ.วังจันทร์ แต่เกษตรกรที่อยู่ไกลจากตลาดสมัครเป็นตลาดเครือข่ายตลาดกลางได้ ในปี 2563 ยางที่ซื้อขายผ่านตลาดกลางฯ ได้แก่ ยางแผ่นดิบและยางแผ่นรมควัน ส่วนปี 2564 จะเริ่มเปิดให้บริการตลาดกลางน้ำยางสดและยางก้อนถ้วย เพื่อให้ครอบคลุมผลผลิตของเกษตรกร และสอดคล้องกับความต้องการตลาด คาดว่าจะมีปริมาณยางผ่านตลาดแห่งนี้ประมาณ 12,000 ตันต่อปี

“จุดเด่นของตลาดกลางฯคือ สร้างความเป็นธรรมให้ผู้ซื้อและผู้ขาย น้ำหนักยางที่เที่ยงตรง มีการกำหนดมาตรฐานยางชัดเจน คัดคุณภาพยางก่อนส่งมอบ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย และให้ซื้อขายยางได้ในราคาที่เป็นธรรม”

กรมประมงเตือนเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำช่วงหน้าฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496522

news_default

กรมประมงเตือนเฝ้าระวังโรคสัตว์น้ำช่วงหน้าฝน

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ขณะนี้สภาพอากาศของประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้สภาวะอากาศ อุณหภูมิน้ำและออกซิเจนในน้ำเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ส่งผลให้สัตว์น้ำทั้งที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติและที่เกษตรกรเลี้ยงอยู่ไว้ในบ่อดิน รวมถึงในกระชังปรับตัวไม่ทัน เกิดความเครียด อ่อนแอ เสี่ยงที่จะเกิดโรคได้ง่าย และตายอย่างฉับพลันได้ กรมประมง จึงขอให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเตรียมการเฝ้าระวัง ป้องกัน และพร้อมรับมือกับสถานการณ์ โดยมีข้อแนะนำ ดังนี้

1.วางแผนการเลี้ยงสัตว์น้ำให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และฤดูกาล เพื่อให้สามารถจับจำหน่ายได้ก่อนฤดูน้ำหลาก 2.ควรคัดเลือกลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่มีความแข็งแรง จากฟาร์มผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ 3.ควรปล่อยสัตว์น้ำลงเลี้ยงในอัตราความหนาแน่นที่เหมาะสมหรือน้อยกว่าปกติ เพื่อลดความสูญเสียจากคุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสม และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว 4.เลือกใช้อาหารที่มีคุณภาพที่ดี และให้อาหารสัตว์น้ำในปริมาณที่เหมาะสม เสริมสารอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ เช่น โปรไบโอติก วิตามินซี วิตามินรวม 5.วางแผนจัดการคุณภาพน้ำที่ดี ให้เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงสัตว์น้ำหากสภาพอากาศปิดมีฝนตก ปริมาณออกซิเจนในน้ำลดลงอย่างฉับพลัน เกษตรกรสามารถป้องกันการตายของสัตว์น้ำได้ โดยการเปิดเครื่องตีน้ำหรือสูบน้ำในบ่อให้สัมผัสอากาศจะช่วยเพิ่มปริมาณออกซิเจนในน้ำได้ ส่วนกรณีที่ฝนตกหนัก ค่าความเป็นกรด-ด่าง (พีเอช, pH) ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำจะมีค่าลดลง ควรโรยปูนขาวหรือปูนมาร์ล เพื่อควบคุมค่าความเป็นกรด-ด่าง และเติมเกลือแกง เพื่อลดความเครียดของสัตว์น้ำที่เลี้ยงในบ่อ นอกจากนี้ควรควบคุมการใช้น้ำ และรักษาปริมาณน้ำในที่เลี้ยงสัตว์น้ำให้มีปริมาณพอเหมาะ หรือ มีปริมาณ 2 ใน 3 ส่วนของน้ำที่มีอยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ

6.ระหว่างเลี้ยง ควรทำความสะอาดพื้นบ่อ กรณีที่เลี้ยงในกระชังให้ทำความสะอาดกระชังอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดปริมาณสารอินทรีย์ เศษอาหาร มูลของเสีย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของปรสิตรวมถึงเชื้อโรคต่างๆ 7.ปรับปรุงบ่อ เสริมคันบ่อหรือทำผนังบ่อให้สูงพอกับปริมาณน้ำที่เคยท่วมในปีที่ผ่านๆ มาพร้อมจัดทำร่องระบายน้ำ และขุดลอกตะกอนดินที่จะทำให้ร่องระบายน้ำตื้นเขินออกไป 8.ควรหมั่นตรวจสุขภาพสัตว์น้ำอย่างสม่ำเสมอ กรณีมีสัตว์น้ำป่วยตายควรกำจัดโดยการฝังหรือเผา ไม่ควรทิ้งสัตว์น้ำป่วยไว้ในบริเวณบ่อหรือกระชังที่เลี้ยง เพราะจะเป็นการแพร่กระจายเชื้อโรคทำให้การระบาดของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว 9.กรณีเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชัง ควรหมั่นตรวจสอบดูแลความคงทนแข็งแรงของกระชังให้มีระยะห่างกันพอสมควร เพื่อให้น้ำมีการหมุนเวียนถ่ายเทได้สะดวก

รองอธิบดีกรมประมงกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโรคสัตว์น้ำที่พบบ่อย และเกษตรกรควรเฝ้าระวังช่วงฤดูฝน ได้แก่ 1.โรคที่เกิดจากปรสิต ที่พบในปลา เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส เหาปลา และหมัดปลา จะทำให้ปลามีอาการผิดปกติ อาทิ ว่ายน้ำผิดปกติ หายใจถี่ มีจุดแดงตามผิวลำตัว สามารถรักษาได้โดยใช้ด่างทับทิม 1-2 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน แต่หากรักษาปลาที่เลี้ยงไว้ในกระชัง ให้ใช้ผ้าใบหุ้มกระชังก่อนสาดสารเคมี นอกจากนี้ยังสามารถแช่ขวดหรือถุงด่างทับทิม หรือถุงเกลือ ไว้ในกระชังเป็นจุดๆเพื่อช่วยลดปริมาณปรสิตที่อยู่ในกระชังและลดความเครียดให้ปลาได้ด้วย 2.โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย ที่พบในปลา เช่น วิบริโอ สเตรปโตคอคคัส แอโรโมแนส ฟลาโวแบคทีเรียม ซึ่งแบคทีเรียมักจะฉวยโอกาสเข้าไปทำอันตรายปลาเมื่อปลาอ่อนแอ และแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านทางกระแสเลือด โดยปลาที่ป่วยจะมีอาการซึม ไม่กินอาหาร มีแผลเลือดออกตามลำตัวและอวัยวะต่างๆ มีตุ่มฝีที่บริเวณใต้คางและผิวลำตัว ตาขุ่น ตัวด่าง ทยอยตาย กรณีกุ้งให้สังเกตสีตับ เหงือก ผิวตัว ทั้งนี้ หากพบสัตว์น้ำมีอาการดังกล่าว ควรส่งตรวจวินิจฉัยโรคเพื่อตรวจสอบหาชนิดแบคทีเรีย และใช้ยาต้านจุลชีพที่สามารถยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ก่อโรคนั้นๆ

3.โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่พบในปลา เช่น เคเอชวี และทีไอแอลวีเป็นต้น นอกจากนี้ยังมีไวรัสอีกหลายชนิดที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคในกุ้งขาว และกุ้งก้ามกราม โดยสัตว์น้ำที่ได้รับเชื้อไวรัสจะมีอาการแตกต่างกันไปตามชนิดของเชื้อ แต่อาการโดยรวม คือ ไม่กินอาหาร อัตราการตายสูง การป่วยด้วยเชื้อไวรัสจะไม่สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาและสารเคมี เกษตรกรจึงควรป้องกันโดยให้ความสำคัญกับการจัดการเลี้ยงสัตว์น้ำที่ดีและหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ เพื่อลดความเสี่ยงและลดช่องทางในการรับเชื้อ

อย่างไรก็ตาม กรมเร่งประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเฝ้าระวัง ป้องกัน และหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นให้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังจัดทำแผนเตรียมรับสถานการณ์อุทกภัยด้านการประมง ประจำปี 2563 ซึ่งมี 3 ระยะ ได้แก่ 1.เตรียมความพร้อมก่อนเกิดภัย 2.ให้ความช่วยเหลือขณะเกิดภัย และ 3.การให้ความช่วยเหลือหลังเกิดภัย เพื่อใช้เป็นแนวทางรับมือกับสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที โดยปีนี้เน้นย้ำการเฝ้าระวังการเลี้ยงจระเข้อย่างเข้มงวดเป็นพิเศษ โดยให้ตรวจสอบสถานที่เลี้ยงให้แข็งแรง ตรวจสอบจำนวนจระเข้ เพื่อป้องกันการหลุดรอดออกจากฟาร์มเลี้ยงในช่วงที่เกิดอุทกภัย

รองอธิบดีกรมประมงกล่าวทิ้งท้ายว่า เกษตรกรควรติดตามข่าวสารการพยากรณ์อากาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด และหากมีปัญหาในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืด/สัตว์น้ำชายฝั่ง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดทุกแห่งทั่วประเทศ และกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ 0-2562-0600-15

มกอช.พลิกวิกฤติโควิด-19 พัฒนาองค์ความรู้สื่อดิจิทัลออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496525

มกอช.พลิกวิกฤติโควิด-19 พัฒนาองค์ความรู้สื่อดิจิทัลออนไลน์

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) เปิดเผยว่า มกอช.จัดทำองค์ความรู้สื่อดิจิทัลออนไลน์ เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องตลอดสายการผลิตสินค้าเกษตร ทั้งเกษตรกรผู้ประกอบการ และผู้บริโภครับรู้ข่าวสารด้านมาตรฐาน ในรูปแบบ E-book โดยปี 2562 จัดทำองค์ความรู้ 4 เรื่อง ได้แก่ 1.แผ่นพับเข้าใจใหม่เข้าใจใหม่ เกษตรอินทรีย์ และ GAP 2.สินค้าเกษตรปลอดภัย มั่นใจเครื่องหมาย Q 3.คู่มือการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มไก่ไข่ มกษ.6909-2562 4. คู่มือการเตรียมความพร้อมสำหรับการรับรองฟาร์มมาตรฐาน รวมทั้งจดหมายข่าวประจำเดือน ที่อัดแน่นไปด้วยสารความรู้ในเรื่องมาตรฐานต่างๆ และข่าวสาร กิจกรรม ความเคลื่อนไหวของหน่วยงาน มกอช. นอกจากนี้ ยังผลิตสื่อ Infomotion 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ขั้นตอนการปฏิบัติเพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน2.มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ (OrganicThailand) 3.เลือกเครื่องหมาย Q และ OrganicThailand เทรนด์ใหม่น่าไลค์สำหรับคนใส่ใจสุขภาพ

ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์

ขณะที่ปี 2563 จัดทำ E-book ไปแล้ว 2 เรื่อง ได้แก่ 1. คู่มือการปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงสีข้าว โรงปรับปรุงคุณภาพและโรงบรรจุขนาดเล็กเพื่อการผลิตข้าวสาร Q และ 2. คู่มือ Q อาสา ฉบับปรับปรุงใหม่ ปี 2563 และจัดทำวีดิทัศน์ 3 เรื่อง ได้แก่ เรื่อง DGTFarm.com ตลาดสินค้าเกษตรปลอดภัย ผู้บริโภคเข้าถึงง่าย สินค้าเกษตรได้มาตรฐาน เรื่อง QR Trace on Cloud ระบบตามสอบสินค้าเกษตรบนระบบคลาวด์ และเรื่องการตรวจยาฆ่าแมลงตกค้างด้วยชุดทดสอบยาฆ่าแมลง/สารตกค้าง จีที (GT Test Kit)

นอกจากนี้ ยังจัดทำ Infomotion 4 เรื่อง ได้แก่ 1.ช้อปอย่างไร? ให้ได้สินค้าเกษตรปลอดภัยในช่วงวิกฤติ COVID-19 2.หลักปฏิบัติผู้ปฏิบัติงานในโรงรวบรวมผักผลไม้สดในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 3.หลักปฏิบัติของผู้ปฏิบัติงานในฟาร์มปศุสัตว์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของ COVID-19 และ 4.เครื่องหมาย Q ดีอย่างไร?

ทั้งนี้ ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) มกอช. ได้รูปแบบการนำเสนอ E-book องค์ความรู้ด้านมาตรฐานผ่านระบบออนไลน์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้เกี่ยวข้องตลอดสายการผลิตสินค้าเกษตรกร อาทิ เกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมทั้งผู้บริโภค ได้รับรู้ข่าวสารด้านมาตรฐานอย่างทั่วถึง สะดวก ทุกที่ทุกเวลา และลดค่าใช้จ่าย ที่สำคัญช่วยลดการแพร่เชื้อ COVID-19 อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำ E-book 5 เรื่อง ได้แก่ 1.คู่มือเกษตรอินทรีย์ Organic 2.คู่มือเตรียมความพร้อมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับการทำนาเกลือทะเล (มกษ.9055-2562) 3.คู่มือการพิจารณาเอกสารเกี่ยวกับที่ดินเพื่อขอรับรองมาตรฐานระบบการผลิตGAP และ Organic ฉบับทบทวนปี 2563 4.การปฏิบัติที่ดีสำหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด (มกษ. 9035-2553) (ฉบับปรับปรุงใหม่) 5.สินค้าเกษตรปลอดภัย มั่นใจเครื่องหมาย Q (ฉบับปรับปรุงใหม่)

“โดยเกษตรกร ผู้ประกอบการและผู้บริโภคติดตามข่าวสารด้านมาตรฐาน ผ่านช่องทางออนไลน์ ได้ที่ LINE : มาตรฐานเกษตรน่ารู้ Facebook : มาตรฐานเกษตรน่ารู้ โดย มกอช. และเว็บไซต์สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ https://www.acfs.go.th ซึ่งนอกจากได้ความรู้อันเป็นประโยชน์เรื่องมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารปลอดภัยแล้ว ยังช่วยกันอยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติได้ด้วย” เลขาธิการ มกอช.กล่าว

เกษตรฯโชว์เทคโนโลยีกำจัดจุดอ่อน! เงาะเปลี่ยนสี -ผลเน่าไวหวังดันยอดส่งออกพุ่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496527

เกษตรฯโชว์เทคโนโลยีกำจัดจุดอ่อน! เงาะเปลี่ยนสี -ผลเน่าไวหวังดันยอดส่งออกพุ่ง

วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร โชว์เทคโนโลยีลดการสูญเสียระหว่างการขนส่งและการเก็บรักษาเงาะพันธุ์โรงเรียนแก้ปัญหาเปลือกและขนเงาะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลเน่าเร็วหนุนใช้ชีวภัณฑ์แบคทีเรียคุมโรคเน่าแทนสารเคมี ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้นานปลอดภัยต่อผู้บริโภค แนะเกษตรกรเก็บเกี่ยวเงาะระยะ 3 สี ตัดขั้วผลด้วยกรรไกรช่วยลดการทำลายเชื้อราต้นเหตุโรคผลเน่า

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เงาะเป็นไม้ผลเศรษฐกิจหลักชนิดหนึ่งของประเทศไทย ในปี 2562 มีปริมาณผลผลิตเงาะรวมทั้งประเทศ 280,166 ตัน
แต่ที่ผ่านมาการส่งออกเงาะสดไปจำหน่ายตลาดต่างประเทศมีไม่ถึง 5 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิตที่ผลิตได้ โดยพบปัญหาสำคัญคือการเกิดสีน้ำตาลของเปลือกและขนเงาะรวมทั้งการเกิดอาการผลเน่าอย่างรวดเร็วซึ่งมีสาเหตุมาจากภายหลังการเก็บเกี่ยวผลเงาะมีการสูญเสียน้ำอย่างรวดเร็วเนื่องจากบริเวณขนเงาะมีปากใบจำนวนมากและที่ปลายขนยังมีขนเล็กๆ ทำให้เพิ่มพื้นที่ผิวในการคายน้ำ และภายใต้อุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ทั่วไป เปลือกเงาะจะเปลี่ยนแปลงเป็นสีน้ำตาลและเหี่ยวแห้งได้ภายในระยะเวลา 3-4 วัน

กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการ หลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร กรมวิชาการเกษตร ได้ศึกษาวิจัยหาเทคโนโลยีชะลอปัญหาการเกิดสีน้ำตาลของเปลือกและขนเงาะพันธุ์โรงเรียนเพื่อแก้ปัญหาให้สามารถส่งออกผลเงาะสดไปยังต่างประเทศได้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นซึ่งผลจากการวิจัยพบว่าอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์เป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อคุณภาพและอายุการเก็บรักษาและการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการขนส่งและการเก็บรักษาสามารถช่วยควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในระหว่างการขนส่งและการเก็บรักษาให้คงที่และลดการสูญเสียน้ำทำให้ชะลอการเปลี่ยนแปลงสีเปลือกและสีขนของเงาะได้

นอกจากนี้ ผลจากการวิจัยยังพบสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ผลิตผลเสื่อมสภาพอย่างรวดเร็วมาจากการเข้าทำลายของเชื้อราที่ก่อให้เกิดอาการผลเน่าจึงจำเป็นต้องใช้สารป้องกันและกำจัดโรคพืชหลังการเก็บเกี่ยว อย่างไรก็ตามการใช้สารเคมีนั้นต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ ดังนั้นงานวิจัยนี้จึงได้นำชีวภัณฑ์แบคทีเรียเพื่อควบคุมโรคผลเน่ามาใช้ทดแทนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เพื่อเป็นการพัฒนาเทคโนโลยีการยืดอายุการเก็บรักษาเงาะสดให้นานขึ้นและมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

เสริมสุข สลักเพ็ชร์

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ผลงานวิจัยนี้ทำให้ได้วิธีการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อลดการสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวของเงาะพันธุ์โรงเรียน โดยพบว่าระยะการเก็บเกี่ยวเงาะที่เหมาะสมคือในระยะสาม สีที่เปลือกยังเป็นสีแดงอ่อนและขนเงาะยังเป็นสีเขียว ซึ่งเป็นระยะที่ทำให้สามารถเก็บผลเงาะได้นานขึ้น  และการตัดขั้วผลเงาะให้ชิดผลด้วยกรรไกรแทนการปลิดด้วยมือ สามารถลดการเข้าทำลายของเชื้อราซึ่งเป็นสาเหตุการเกิดโรคผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยวได้ รวมทั้งการล้างผลเงาะด้วยน้ำสะอาดและแช่ในชีวภัณฑ์แบคทีเรีย Bacillusamyloliquefaciens DL9 อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 10 ลิตร  นาน 5 นาที สามารถลดการเกิดโรคผลเน่าของเงาะในระหว่างการเก็บรักษาได้และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ส่วนการยืดอายุผลเงาะให้มีความสดใหม่ให้ใช้วิธีบรรจุผลเงาะในถุงพลาสติกชนิด LDPE ความหนา 25 ไมครอน และมีอัตราการซึมผ่านก๊าซออกซิเจน 10,000-12,000 ลูกบาศก์เซนติเมตร/ตารางเมตร/วัน จะช่วยลดการคายน้ำของผลเงาะและลดอาการเปลือกสีน้ำตาลของเปลือกและขนเงาะได้ดี  ทำให้สามารถเก็บรักษาผลเงาะให้มีความสดใหม่ได้นานขึ้นโดยอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษาหรือขนส่งเงาะคืออุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95 เปอร์เซ็นต์

การพัฒนางานวิจัยเพื่อเพิ่มปริมาณการส่งออกเงาะสดไปยังประเทศคู่ค้าของไทยถือเป็นเรื่องที่สำคัญ แม้ไทยจะมีความได้ปรียบในด้านศักยภาพการผลิตเงาะที่มีคุณภาพและเส้นทางการส่งออกที่สะดวกกว่าแต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ประเทศในกลุ่มอาเซียนหลายประเทศที่มีพื้นที่ปลูกเงาะพยายามผลักดันการส่งออกเงาะสดไปจำหน่ายยังประเทศต่างๆจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยต้องพัฒนาด้านการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อยืดอายุการขนส่งและการเก็บรักษาเงาะสดให้ได้นานขึ้น รวมทั้งยังต้องเป็นวิธีการที่คำนึงถึงความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของผู้บริโภคด้วย

กรมวิชาการเกษตรพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อลดการสูญเสียระหว่างการขนส่งและการเก็บรักษาเงาะพันธุ์โรงเรียนให้เกษตรกร ผู้ประกอบการส่งออก และผู้ที่สนใจได้นำไปใช้ประโยชน์และขยายผลต่อไป โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลิตผลเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-5582 และ 0-2579-6008