‘มนัญญา’ฮึ่ม!มีจับเกษตรกรส่งคืน‘สารพิษ’ไม่ทัน ขรก.ต้องรับผิดชอบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496583

news_default

‘มนัญญา’ฮึ่ม!มีจับเกษตรกรส่งคืน‘สารพิษ’ไม่ทัน ขรก.ต้องรับผิดชอบ

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 20.52 น.

“มนัญญา” ลั่นข้าราชการทุกคนร่วมรับผิดชอบ หากเกษตรกรโดนจับส่งคืน “สารพิษ” ไม่ทันภายใน 90 วัน ขู่อย่าเกิดเหตุนี้จะถูกข้อหากลั่นแกล้งเกษตรกร ระบุสต็อกสารเหลืออีกกว่า 2.1 หมื่นตัน ปัดข่าวลือขยายแบนเวลาสารอันตราย

1 มิถุนายน 2563 ที่สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่5 จ.ชัยนาท น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในการประชุมและมอบนโยบายการแบนสารเคมีการเกษตร คลอร์ไพริฟอส พาราควอต เป็นวัตถุอันตรายประเภท4 (วอ.4) มีผลบังคับใช้วันที่ 1 มิถุนายน ว่า ขอให้สารวัตรเกษตร เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรฯทุกหน่วยงาน จะต้องช่วยกันลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับเกษตรกร ว่าสามารถคืนสารเคมีวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ให้กับร้านค้าที่ซื้อมาภายใน 90 วัน คือ วันที่ 29 สิงหาคม 2563 และให้ร้านค้ารวบรวมแจ้งปริมาณต่อเจ้าหน้าที่ภายในพื้นที่ภายใน 120 วัน หรือวันที่ 28 กันยายน 2563 เพื่อส่งคืนไปยังผู้ผลิตและผู้นำเข้า ซึ่งมีหน้าที่ต้องแจ้งปริมาณต่อกรมวิชาการเกษตร ภายใน 270 วัน หรือวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564

“อย่าให้มีข่าวการจับกุมเกษตรกร กรณีคืนไม่ทัน ถ้าเกิดเหตุขึ้นข้าราชการทุกคนในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ถือว่ากลั่นแกล้งให้เกษตรกรต้องเดือดร้อน เพราะเรื่องแบนสารเป็นนโยบายรัฐบาล ให้ประเทศไทยต้องเป็นครัวของโลก ซึ่งจะเป็นได้ประเทศไทยจะต้องสะอาด” น.ส.มนัญญา กล่าว

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า วันนี้ปริมาณ 3 สาร มีจำนวนสต็อกทั้งสิ้นประมาณ 2.1 หมื่นตัน เป็นสารพาราควอต 9,000 ตัน , ไกลโฟเซส 1.1 หมื่นตัน , คลอร์ไพริฟอส 2,000 ตัน ขณะที่เวลาเดียวกันปี 2562 มี 2.6 หมื่นต้น ซึ่งคนถามว่าทำไมมาเริ่มปฏิบัติการ 1 มิถุนายน ที่ จ.ชัยนาท เพราะเป็นพื้นที่จังหวัดไม่ใหญ่ แต่พบว่ามีสารเคมี วอ.4 จำนวนมาก โดยมีพาราควอต 4 หมื่นกว่าลิตร , ไกลโฟเซส 6 หมื่นกว่าลิตร , คลอร์ไพริฟอส 1 หมื่นกว่าลิตร มีร้านค้าทั้งหมด 218 แห่งที่ขาย 3 สาร พบว่า มีเพียง 2 ร้านค้า ขาย 3 สารมากกว่า 80% เป็นเจ้าใหญ่ของตลาดชัยนาท ซึ่งตัวเลขสารเคมีที่เหลือจำนวนมาก คำถามว่าเพราะอะไร หรือเกษตรกร ลดการใช้แล้ว หรือเชื่อตามข่าวลือว่าจะมีการขยายเวลาแบน ยืนยันว่าไม่มีแน่นอน เพราะกฎหมายคือกฎหมาย และก้าวต่อไป คือ แบนสารไกลโฟเซส

รมช.เกษตรฯ กล่าวด้วยว่า ตั้งข้อสังเกต จ.ชัยนาท มีพื้นที่ปลูกข้าวมากถึง 9 แสนกว่าไร่ หรือ 75% ของพื้นที่ แต่ทำไมมีการขายพาราควอตจำนวนมากทั้งๆห้ามใช้ในข้าว ผัก และผลไม้ เพราะฉะนั้นกรณีการอบรมเกษตรกรใช้สารเคมีของกรมวิชาการเกษตร ต้องเปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่มาอบรมเพื่อได้สิทธิ์ซื้อสารเคมี ต้องแยกอบรมเป็นรายพืชที่ใช้จริงเท่านั้น ไม่ใช่อบรมไปทั่ว ทำไปเพื่ออะไร เอาเกษตรกรปลูกข้าวมาอบรมใช้พาราควอต เป็นเรื่องถูกต้องหรือไม่

“ต่อไปบริษัทที่จำหน่ายสารเคมี ต้องรับผิดชอบด้วย ไม่ใช้พอมีสารตกค้างก็โทษว่าเกษตรกรใช้ไม่เป็น ซึ่งจากนี้จะเดินสายในหลายจังหวัด เพื่อให้เกิดธุรกิจที่เอื้อกันดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ ในวันที่ 9 มิถุนายน 2563 ดิฉันไปหารือร่วมกับสภาหอการค้า อุตสาหกรรมอาหาร ที่เรียกร้องให้ขยายเวลาการบังคับใช้ออกไป อ้างว่ากระทบวัตถุดิบนำเข้ามาแปรรูปอาหารทั้งคนและสัตว์ ซึ่งดิฉันต้องการความชัดเจนว่ามาตรฐานการผลิตเป็นอย่างไรและกระทบอย่างไร เพราะเรื่องแบนสาร ไม่ใช่รัฐมนตรีมนัญญา ทำคนเดียว ที่เกิดขึ้นได้มาจากทุกคนต้องการอาหารปลอดภัย สุขภาพที่ดี จึงเกิดความร่วมแรงรวมใจ ทั้งกระทรวงเกษตรฯ กระทรวงสาธารณสุข ที่ผลักดันอย่างหนักมาโดยตลอดจนมาถึงวันนี้” น.ส.มนัญญา กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่ามีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรเลิกใช้สารเคมีอย่างไร รมช.เกษตรฯ กล่าวว่า มาตรการการลด ละ เลิกใช้สารเคมี กระทรวงเกษตรฯได้ทำ 5 ปีแล้ว เมื่อไม่มีการนำเข้ามา จะไม่เกิดกรณีมีการซื้อหลังร้าน ซึ่งประกาศวันที่ 1 มิถุนายน ทุกคนต้องส่งคืน ส่วนการช่วยเหลือเกษตรกร ทำเกษตรทางเลือกอื่นๆโดยกรมวิชาการเกษตรได้เตรียมไว้แล้ว รวมทั้งสารเคมีทดแทน มีประมาณ 16 ชนิด ตนไม่อยากลงรายละเอียดว่าชนิดใดเป็นอย่างไร เพราะจะโดนข้อครหา รัฐมนตรีเป็นเซลล์ขายยา ออกมาห้ามตัวนั้น แต่ให้ใช้ตัวนี้ จึงไม่ตอบว่าตัวไหนบ้าง และไม่เคยเรียกมาดู ปล่อยให้เป็นเรื่องของนักวิชาการ

ทั้งนี้ ข้อมูลวันที่ 25 พฤษภาคม 2563 มีจำนวนร้านค้าขายวัตถุอันตรายและสต็อก 3 สาร ในเขต 5  รวม 19 จังหวัด มีร้านจำหน่าย 4,877 แห่ง ขายเฉพาะ 3 สาร 3,158 ร้านค้า ซึ่งร้านที่แจ้งจำนวนสต็อกแล้ว 3,158 ร้านค้า แยกเป็น พาราควอต 700,431ลิตร , ไกลโฟเซส 525,415 ลิตร , คลอร์ไพริฟอส 102,609 ลิตร โดย 19 จังหวัด ประกอบด้วย ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง กาญจนบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม นครสวรรค์ ลพบุรี นครนายก นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร อุทัยธานี

สำหรับแนวทางการบริหารจัดการที่กรมวิชาการเกษตร ได้ปฏิบัติภายหลังประกาศให้คลอร์ไพริฟอส พาราควอต เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (วอ.4) มีผลวันที่ 1 มิถุนายน 2563 จะมีผลให้ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก ครองครอง ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ดังนั้นเมื่อประกาศมีผลในวันนี้ ส่งผลให้ใบทะเบียน ใบอนุญาตผลิต และใบอนุญาตครอบครอง ซึ่งเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 จะสิ้นสุดทันที

ในส่วนแนวปฏิบัติตามคำสั่งของกรมวิชาการเกษตร กำหนดให้เกษตรกรต้องส่งคืนให้ร้านค้าที่ซื้อมาภายใน 90 วัน หรือไม่เกินวันที่ 29 สิงหาคม 2563 สำหรับร้านค้า ต้องส่งคืนผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า และแจ้งปริมาณต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ภายใน 120 วัน ไม่เกินวันที่ 28 กันยายน 2563 นอกจากนี้ผู้ผลิตและผู้นำเข้า แจ้งปริมาณต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ภายใน 270 วัน ไม่เกินวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2564 พร้อมกับกำหนดวัน วิธี และสถานที่ในการทำลายให้พนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อควบคุมการทำลายสาร

อธิบดีฯสวนเดือดเกรียนคีย์บอร์ด ‘ฝนหลวง’ได้สิทธิบัตรโลก-ไร้ปนเปื้อน ท้าขึ้นเครื่องพิสูจน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496573

news_default

อธิบดีฯสวนเดือดเกรียนคีย์บอร์ด ‘ฝนหลวง’ได้สิทธิบัตรโลก-ไร้ปนเปื้อน ท้าขึ้นเครื่องพิสูจน์

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 20.33 น.

อธิบดีฯสวนเดือดเกรียนคีย์บอร์ด ‘ฝนหลวง’ได้สิทธิบัตรโลก-ไร้ปนเปื้อน ท้าขึ้นเครื่องพิสูจน์

1 มิถุนายน 2563 ดร.สุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวในการไลฟ์สดก่อนการรายงานแผนปฏิบัติการฝนหลวงประจำวัน โดยได้ชี้แจงต่อประชาชน ว่า การทำฝนหลวงเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ เป็นนวัตกรรมที่เกิดขึ้นใหม่ โดยทางกรมทรัพย์สินทางปัญญาของไทยได้ถวายสิทธิบัตรให้ในหลวงรัชกาลที่ 9 และได้มีการถวายสิทธิบัตรในระยะเวลาต่อมา

ขณะเดียวกันอุตุนิยมวิทยาโลกได้ถวายรางวัลในเรื่องทรงมีพระอัจฉริยะภาพในการคิดค้นฝนหลวง และได้ถวายสิทธิบัตรให้ในหลวงรัชการที่ 9 ซึ่งขบวนการจดสิทธิบัตรเป็นเรื่องระดับสากลที่ต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นเรื่องที่คิดค้นใหม่ และทำได้จริง นอกจากนั้นในสหภาพยุโรปหลายแห่งได้ถวายรางวัลสิทธิบัตรด้วยเช่นกัน

“เป็นการพิสูจน์ว่าทั้งนักวิทยาศาสตร์ในประเทศและนักวิทยาศาสตร์โลกได้มีการพิสูจน์แล้วในเรื่องการทำฝนหลวง และน้ำฝนที่เกิดจากการปฏิบัติการฝนหลวง สามารถใช้อุปโภค บริโภคได้ เนื่องจากมีคุณภาพตามเกณฑ์ของมาตรฐานองค์การอนามัยโลก ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ดำเนินการตามตำราฝนหลวงพระราชทานมาต่อเนื่อง” ดร.สุรสีห์ กล่าว

ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีกลุ่มบุคคลมีการนำเรื่องการทำฝนหลวงมาโจมตีผ่านโลกโซเชียลว่าเป็นเรื่องลวงโลก ทำไม่ได้จริง และน้ำมีอันตราย  ทำให้อธิบดีกรมฝนหลวงฯได้ออกมาตอบโต้ และได้เชิญชวนให้กลุ่มคนเหล่านั้นมาขึ้นเครื่องบินฝนหลวง เพื่อได้เรียนรู้และตรวจสอบการปฏิบัติการจริงของกรมฯว่ามีขั้นตอนปฏิบัติการอย่างไร และใช้สารอะไรในการขึ้นบิน โดยรับปากในการเชิญชวนผ่านการไลฟ์สดเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 ว่าไม่ต้องกลัวว่าคนกรมฝนหลวงจะถีบตกเครื่องบิน ขณะเดียวกันขอให้ประชาชนที่ติดตามภารกิจของกรมฝนหลวงฯ ฟังและวิเคราะห์ว่ากลุ่มพวกเกรียนคีย์บอร์ดได้เคยทำประโยชน์อะไร ช่วยเหลืออะไรกับพี่น้องประชาชนและเกษตรกรบ้าง ทั้งในยามแล้งและท่วม นอกจากวิจารณ์บนความคิดของตนเองเป็นหลัก

เกษตรกรบ้านโป่งลึก ผุดไอเดีย ฝ่าวิกฤติ ‘โควิด-19’ ขายทุเรียนตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496481

เกษตรกรบ้านโป่งลึก ผุดไอเดีย ฝ่าวิกฤติ ‘โควิด-19’ ขายทุเรียนตลาดออนไลน์

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 16.54 น.

เกษตรกรและชาวบ้านโป่งลึก บางกลอย จังหวัดเพชรบุรีปรับตัวจากโควิด19 ด้วยการเปิดขายสินค้าเกษตรออนไลน์ ชูทุเรียนนำร่องค่อยขยายไปสินค้าอื่น มั่นใจขายได้ เนื่องจากสินค้ามีคุณภาพ

นางจินดารัตน์ คำเวียง เกษตรกรบ้านโป่งลึก กล่าวว่า จากกรณีการเกิดสถานการณ์โควิด 19 ทำให้กลุ่มชาวสวนทุเรียนและชาวบ้านโป่งลึก บางกลอยคาดว่า อาจเกิดผลกระทบกับการจำหน่ายผลผลิตทุเรียนในปีนี้ ทางกลุ่มได้มีการพูดคุยกัน ร่วมวางแผนหาช่องทางจัดจำหน่าย โดยสรุปเป็นการเปิดจองทางออนไลน์ ก่อนผลผลิตจะออกมาในช่วงเดือนกรกฎาคม – สิงหาคมนี้ เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่มว่ามีตลาด จำหน่ายสินค้าได้แน่นอน

สำหรับการเปิดขายทุเรียนออนไลน์ เพราะมีความมั่นใจว่าทุเรียนโป่งลึกมีชื่อเสียง มีรสชาติดี มีการผลิตที่มีคุณภาพ มั่นใจขายได้แน่นอน โดยเปิดให้สั่งจองและจำหน่ายทางเฟซบุ๊กชื่อ “สวนทุเรียนโป่งลึก บางกลอย” ปีนี้ทางกลุ่มได้ตั้งราคาขายไว้กิโลกรัมละ 150 บาท สามารถส่งได้ทั่วประเทศ ปัจจุบันในพื้นที่มีผู้ปลูกทุเรียนทั้งหมด 40 ราย จำนวนทุเรียน 3,058 ต้น มีทุเรียนที่ให้ผลแล้ว จำนวน 469 ต้น จาก 18 ราย

“ทุเรียนโป่งลึกเป็นที่รู้จัก ก็เพราะสถาบันปิดทองหลังพระฯ ได้เข้ามาแนะนำเรื่องการปลูกทุเรียนให้ได้คุณภาพเช่นการบำรุงต้น ตัดแต่งกิ่ง กำจัดโรคและแมลง สนับสนุนในเรื่องระบบน้ำและช่วยประชาสัมพันธ์ทำให้คนเป็นที่รู้จัก จากเมื่อก่อนเคยขายทุเรียนแบบเหมาให้พ่อค้าคนกลางไปขาย จึงได้เรียนรู้ พัฒนาปรับการขายมาเรื่อยๆ คิดว่าการขายผ่านช่องทางออนไลน์ทำให้ขายทุเรียนได้ดีขึ้นและเป็นการป้องกันเรื่องสินค้าล้นตลาด นอกจากทุเรียนแล้ว ชาวบ้านยังมีสินค้าอื่นๆ ที่ได้เริ่มขายออนไลน์แล้ว เช่นกาแฟ กล้วยตาก ย่าม เสื้อผ้าพื้นเมือง เป็นการเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชนและให้คนรู้จักบ้านโป่งลึกกันมากขึ้น” เกษตรกรบ้านโป่งลึก กล่าว

นางจินดารัตน์ กล่าวอีกว่า บ้านโป่งลึก บางกลอย เป็นพื้นที่ต้นแบบของสถาบันส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมปิดทองหลังพระฯ ที่ได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ พัฒนาที่ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้าน 184 ครัวเรือน ให้สามารถมีอาหารเพียงพอต่อการบริโภค มีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง โดยเริ่มงานพัฒนาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปัจจุบัน สามารถสร้างอาชีพให้กับชาวบ้าน เช่น การเกษตร ปศุสัตว์ การท่องเที่ยว เป็นต้น

ทั้งนี้ จากการสำรวจรายได้ด้านภาคเกษตร ปศุสัตว์และท่องเที่ยวของชาวบ้านโป่งลึก บางกลอย ในปี 2562 พบว่า มีรายได้รวมกว่า 10.6 ล้านบาท รายได้เฉพาะภาคเกษตร 2 ไตรมาสแรกของปี 2563 พบว่าชาวบ้านมีรายได้รวม 3,603,725 บาท เทียบกับ 2 ไตรมาสแรกของปี 2562 รายได้รวม 1,580,805 บาท เพิ่มขึ้นมากกว่า 1 เท่าตัว

กลุ่มปาล์มน้ำมัน จับตา การปรับค่าสารตกค้าง MRL ย้อนแย้งแบนพาราควอต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496438

news_default

กลุ่มปาล์มน้ำมัน จับตา การปรับค่าสารตกค้าง MRL ย้อนแย้งแบนพาราควอต

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 14.50 น.

เหตุกระทรวงสาธารณสุข ชี้ประเด็นเรื่องสุขภาพและความปลอดภัย มติคณะกรรมการวัตถุอันตราย ประกาศแบนพาราควอตตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน นี้เป็นต้นไป แต่เตรียมแก้กฎหมายเอื้อประโยชน์เกษตรกรกลุ่มปาล์มน้ำมัน ฉุน พร้อมจับตา การปรับค่าสารตกค้าง MRL เพิ่มค่าสารพิษตกค้างนำเข้าไทย ขัดแย้งกับการแบนพาราควอต

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า “การตรวจสอบปริมาณสารตกค้างในพืชผักของประเทศไทยหลายครั้ง ไม่พบการปนเปื้อนของสารพาราควอตเกินมาตรฐาน ส่วนใหญ่พบสารตกค้างในกลุ่มยาฆ่าแมลง แต่กลับถูกเหมารวมว่าเป็น สารพาราควอต แล้วนำมาเป็นข้ออ้างในการแบน เพราะห่วงสุขภาพ

แต่หลังจากได้มีมติแบนพาราควอต พบว่าสร้างปัญหาให้ผู้นำเข้าวัตถุดิบถั่วเหลือง กากถั่วเหลือง ข้าวสาลี เช่นเดียวกับสารไกลโฟเซต ที่สั่งให้เลิกแบนมาเป็นจำกัดการใช้ ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมวางแผนและอาจมีการปรับค่าสารพิษตกค้างสูงสุด (MRL) เพื่อให้สามารถนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรจากต่างประเทศที่มีสารพิษตกค้างเกินกำหนดมาตรฐานเดิมมาจำหน่ายให้ผู้บริโภคในประเทศไทยได้ โดยไม่ได้คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคอย่างแท้จริง แต่เอื้อประโยชน์ต่อใคร เป็นการปฎิบัติแบบสองมาตรฐาน ไม่มีความยุติธรรม

เพราะในเมื่อบอกว่าพาราควอตนั้นอันตรายร้ายแรง แต่กลับแก้กฎหมายเพื่อรองรับสิ่งที่ผิดนำเข้าสารพิษตกค้างเพิ่มจากต่างประเทศ และออกกฎหมายทำให้สิ่งที่ถูก อย่างสินค้าเกษตรภายในประเทศ กลายเป็นสิ่งผิดถ้าใช้พาราควอต แบบนี้ถ้าแบนไกลโฟเซตไปด้วย แล้วมาปรับค่าสารพิษตกค้างสูงสุดก็น่าจะทำได้เช่นกัน”

“ที่เราพูดไม่ได้ต้องการประชดใครทั้งนั้น แต่ต้องการให้ทุกหน่วยงานหูตาสว่างกับคำพูดสวยหรูห่วงใยสุขภาพประชาชน เพราะมันไม่จริง และเกษตรกรทั้งประเทศจะรอดูว่า วันนี้ วันที่ 1 มิถุนายน ภาครัฐจะสั่งห้ามนำเข้าวัตถุดิบเหล่านั้นที่มีการใช้สารพาราควอตและคลอร์ไพรีฟอสมาจากต่างประเทศต้นทางหรือไม่ เพราะถ้าไม่ทำ เท่ากับท่านละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากทั้งสารพาราควอต และคลอร์ไพรีฟอส จะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามแล้วหลังวันที่ 1 มิถุนายน 2563

ผมจึงขอเรียกร้องมายังผู้นำเข้า ผู้ส่งออก อุตสาหกรรมอาหารทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง  ท่านต้องลงมาช่วยเหลือเกษตรกรในการคัดค้านด้วย อย่าเอาตัวรอด แล้วปล่อยเกษตรกรสู้เพื่อความเป็นธรรมอยู่ฝ่ายเดียว ทั้งๆ ที่ท่านก็จะได้ประโยชน์หากมีการทบทวนการบังคับใช้มติการแบน ที่สำคัญ เกษตรกรยังไม่ได้รับข้อมูลมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาอย่างชัดเจนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เลย เมื่อไม่มีพาราควอตแล้วจะทำอย่างไร มีแต่ออกกฎหมายเล่นงานเกษตรกร ห้ามครองครองพาราคาวอต หากพบฝ่าฝืนมีโทษจำคุก 10 ปี ปรับสูงสุดไม่เกิน 1 ล้านบาท” นายมนัส พุทธรัตน์ กล่าวทิ้งท้าย

กลาโหมสั่งมังคุดคุณภาพ200.39ตัน อุ้มชาวสวนผลไม้ตะวันออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496342

news_default

กลาโหมสั่งมังคุดคุณภาพ200.39ตัน อุ้มชาวสวนผลไม้ตะวันออก

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงกลาโหมประสานกรมส่งเสริมสหกรณ์ช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนผลไม้ระบายผลผลิต สั่งมังคุดคุณภาพจากสหกรณ์ภาคตะวันออก 200.39 ตัน มูลค่ากว่า 4.71 ล้านบาท ก่อนกระจายไปยังกำลังพลและครอบครัวได้บริโภค พร้อมส่งมอบมังคุด 17 ตัน ให้รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่กองบัญชาการกองทัพไทย

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ พร้อมตัวแทนสหกรณ์ชาวสวนผลไม้ภาคตะวันออก นำมังคุดจากคุณภาพจากสหกรณ์นิคมวังไทร จำกัด จ.ระยอง 17 ตัน ส่งมอบให้พลเอก ชูชาติ บัวขาว รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และ
ผู้แทนส่วนราชการในกองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ที่กองบัญชาการกองทัพไทย เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร เนื่องจากกระทรวงกลาโหมมีนโยบายให้หน่วยงานที่ขึ้นตรงกับกระทรวงกลาโหมและเหล่าทัพรับซื้อผลไม้ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในภาคตะวันออก โดยเฉพาะเดือนพฤษภาคม เป็นช่วงที่มีผลผลิตออกมาจำนวนมากอาจส่งผลให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำ นอกจากนี้ เกษตรกรยังได้รับผลกระทบจากการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ทำให้ตลาดต่างประเทศชะลอการสั่งซื้อ ขณะที่ตลาดในประเทศหยุดชะงัก เนื่องจากไม่สามารถขนส่งสินค้าได้สะดวกเหมือนช่วงสถานการณ์ปกติ กระทรวงกลาโหมจึงประสานกรมส่งเสริมสหกรณ์ เพื่อวางแผนช่วยเหลือเกษตรกรโดยการรับซื้อผลผลิตมังคุดที่มีคุณภาพจากสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร 200.36 ตัน มูลค่า 4.71 ล้านบาท เพื่อกระจายไปยังหน่วยงานส่วนกลางและส่วนภูมิภาคของหน่วยบัญชาการทหารพัฒนา กองทัพอากาศ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม หน่วยขึ้นตรงกองทัพบก และกองบัญชาการกองทัพไทย เพื่อนำไปแจกให้กำลังพล และส่วนหนึ่งนำไปมอบให้ชาวบ้านในชุมชนที่อยู่โดยรอบได้บริโภคด้วย

ขณะนี้กระทรวงกลาโหมรับซื้อผลไม้ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรในจ.ระยองและตราดแล้ว 113.78 ตัน มูลค่ากว่า 2.67 ล้านบาท และกระจายไปยังหน่วยงานของกองทัพทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 49 จังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็นหน่วยงานในส่วนกลาง 52.94 ตัน มูลค่า 1.24 ล้านบาท ส่วนภูมิภาค 60.84 ตัน มูลค่า 1.43 ล้านบาท และยังมีปริมาณคงเหลือที่รอทยอยจัดส่งให้อีกจำนวน 86.61 ตัน

ทั้งนี้ รัฐบาลจัดสรรงบกลางปี 2563 วงเงิน 45 ล้านบาท สำหรับดำเนินโครงการกระจายผลไม้ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด–19 เป็นค่าดำเนินการและชดเชยค่าขนส่งให้สหกรณ์ต้นทางและปลายทางที่รวบรวมและกระจายมังคุดและลำไย รวมถึงให้สหกรณ์นำไปจัดซื้อตะกร้าสำหรับขนส่งผลไม้ด้วย

สำหรับสถานการณ์ผลิตมังคุดของสหกรณ์ในภาคตะวันออก คาดว่าระหว่างวันที่ 15-30 พฤษภาคม จะมีปริมาณผลผลิตออกมาพร้อมกันจำนวนมาก ซึ่งข้อมูลการรวบรวมและกระจายมังคุดของสหกรณและกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ ณ วันที่ 25 พฤษภาคม มี 13 แห่ง รวบรวมผลผลิตไปแล้ว 148.932 ตัน มูลค่ากว่า 3.72 ล้านบาท และกระจายสู่สหกรณ์ปลายทาง 59 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ยังจัดสรรเงินกู้จากกองทุนพัฒนาสหกรณ์วงเงิน 190 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1% ขณะนี้มีสหกรณ์ขอกู้เงินดังกล่าวแล้ว 87 ล้านบาท สำหรับเป็นทุนหมุนเวียนรวบรวมผลผลิตจากสมาชิกตลอดช่วงฤดูกาลผลิตปีนี้ เพื่อให้การกระจายผลไม้สู่ตลาดเป็นไปอย่างรวดเร็ว
ไม่กระจุกตัว ซึ่งทำให้การจำหน่ายผลผลิตไปสู่ผู้บริโภคเกิดประสิทธิภาพ และสามารถกำหนดราคาซื้อขายที่เป็นธรรมกับทั้งตัวเกษตรกรและผู้บริโภคปลายทางด้วย

สศก.ชูเกษตรผสมผสาน ช่วยสหกรณ์-เกษตรกรฝ่าโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496344

news_default

สศก.ชูเกษตรผสมผสาน ช่วยสหกรณ์-เกษตรกรฝ่าโควิด-19

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า โครงการเกษตรผสมผสาน
ในสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เน้นส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืนด้วยศาสตร์พระราชา ตามแนวคิดปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตร โดยมีระยะเวลาโครงการ 4 ปี (ปี 2561 – 2564) อบรมให้ความรู้
ด้านเกษตรผสมผสานแก่เกษตรกรที่เป็นสมาชิกสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับอนุมัติเงินกู้จากกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อสร้างระบบน้ำในไร่นา กำหนดเป้าหมายปีละ 100 แห่ง 1,500 ราย พื้นที่ 7,500 ไร่ โดยเป้าหมายรวม 4 ปี จะมีเกษตรกร 6,000 ราย เข้าร่วมครอบคลุมพื้นที่ 30,000 ไร่และสนับสนุนเงินอุดหนุนเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิตให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการเช่น เมล็ดพันธุ์ พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์และ ปุ๋ย รายละประมาณ 6,000 บาท

สศก.ประเมินผลโครงการฯพื้นที่ 23 จังหวัด ที่ดำเนินการเป็นปีแรกในปีงบประมาณ 2561 จำนวนสมาชิก 1,500 ราย พบว่า การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย เกษตรกรได้รับความรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีพื้นที่ทำเกษตรผสมผสาน 23,486 ไร่ เกษตรกรได้รับเงินอุดหนุนเพื่อจัดหาปัจจัยการผลิต โดยเกษตรกรส่วนใหญ่นำความรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงสัตว์น้ำ ทำปุ๋ยหมัก ปรับปรุงบำรุงดิน ทำบัญชีครัวเรือน หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ลดต้นทุนการผลิตมาปรับใช้ทำการเกษตร รวมทั้งเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยนำมูลสัตว์มาทำปุ๋ยนำพืชผักและฟางข้าวเป็นอาหารสัตว์น้ำ

ส่วนด้านรายได้ เกษตรกรมี รายได้จากการจำหน่ายผลผลิต 8,100 บาทต่อไร่ และยังลดค่าใช้จ่ายจากการพึ่งพาตนเองได้รวม 2,579 บาท (แบ่งเป็นลดต้นทุนจากการบริโภคผลผลิตของตนเอง 1,104 บาท และลดต้นทุนการผลิตปัจจัยการผลิตของตนเอง 1,475 บาท) ซึ่งเกษตรกรถึงร้อยละ 94 พัฒนาแปลงผสมผสานอย่างต่อเนื่อง และร้อยละ 66 ต่อยอดโดยขยายผลการทำเกษตรผสมผสานสู่เกษตรกรรายอื่นต่อไปอีกด้วย

รองเลขาฯสศก.กล่าวต่อว่า ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจ สังคมและกระทบรายได้เกษตรกร เนื่องจากความไม่สะดวกในการกระจายสินค้า ขายสินค้าได้ในจำนวนไม่มากแต่เกษตรกรสามารถพึ่งพาตนเองได้จากการทำกิจกรรมเกษตรผสมผสานลดความเสี่ยงด้านความมั่นคงอาหาร ด้วยแหล่งอาหารที่ตนเองผลิต นับได้ว่าการทำเกษตรผสมผสานก่อให้เกิดประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกรอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ การดำเนินงานของโครงการระยะต่อไป นอกจากสนับสนุนแหล่งน้ำทางการเกษตร แหล่งเงินทุนและ
ส่งเสริมพัฒนาศักยภาพการผลิตแล้ว ควรส่งเสริมกลุ่มเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรที่มีศักยภาพให้หาตลาดรองรับผลผลิตเองได้ โดยบูรณาการกับหน่วยงานอื่นขยายตลาดสินค้า และแนะนำช่องทางการตลาดที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ เช่น ตลาดออนไลน์ ช่วยเพิ่มช่องทางและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร ซึ่งในปี 2563 กระทรวงเกษตรฯโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ ดำเนินงานโครงการอย่างต่อเนื่อง และต่อยอดไปสู่โครงการอื่นๆ ได้ต่อไป โดยใช้ศาสตร์พระราชา ทำให้เกิดภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจสังคมสู้กับวิกฤติที่เกิดขึ้นได้อย่างดี

อ.ส.ค.พร้อมส่งมอบนมโรงเรียน คุมเข้มกระบวนการผลิตส่งตรงจากรง.ถึงบ้านนร. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496343

news_default

อ.ส.ค.พร้อมส่งมอบนมโรงเรียน คุมเข้มกระบวนการผลิตส่งตรงจากรง.ถึงบ้านนร.

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อ.ส.ค.พร้อมรับมือส่งมอบนมโรงเรียนช่วงวิกฤติโควิด-19 คุมเข้มกระบวนการผลิตงัดมาตรการเข้มข้นควบคุมคุณภาพการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำการขนส่งจากโรงงานถึงบ้านนักเรียนเพื่อให้เด็กไทยทุกคนดื่มนมคุณภาพปลอดภัย พร้อมหนุนเกษตรกรโคนมไทยมีอาชีพมั่นคง

นายสุชาติ จริยาเลิศศักดิ์ รองผู้อำนวยการทำการแทนผู้อำนวยการ องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.)กล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เห็นชอบแนวทางดำเนินโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนและโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19โดยมีแนวทางบริหารจัดการโครงการนมโรงเรียน ดังนี้ กรณีเปิดภาคเรียนที่ 1/2563 วันที่ 1 กรกฎาคม 2563 ให้นักเรียนบริโภคนมชนิดยูเอชที ตามโครงการนมโรงเรียน ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม-30 มิถุนายน กรณีไม่สามารถจัดการเรียนการสอนตามปกติในวันเปิดภาคเรียนที่ 1/2563 วันที่ 1 กรกฎาคมหรือกรณีจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ หรือกรณีการสลับวันมาเรียน ให้นักเรียนบริโภคนมชนิดยูเอชที ตามโครงการอาหารเสริม (นม)โรงเรียน จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกตินั้น

ทั้งนี้ ในส่วนบทบาทหน้าที่ของอ.ส.ค.ได้จัดทำสัญญาการมอบอำนาจระหว่างอ.ส.ค.กับผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่เข้าร่วมในโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียน ปีการศึกษา 2562 จำนวน 75 รายแล้วตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อมอบอำนาจให้ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์นมที่ได้รับสิทธิจำหน่ายเข้าไปทำสัญญาจัดส่งนมกับท้องถิ่นและโรงเรียน จึงทำให้ส่งมอบนมให้โรงเรียนทันวันที่ 18 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรกและจะดำเนินการส่งมอบไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563

สำหรับผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในโครงการนมโรงเรียน ได้รับจัดสรรสิทธิ์ในการจำหน่ายแก่นักเรียนประมาณ 7,100,000 หน่วย ในราคากลาง นมพาสเจอร์ไรส์ 6.58 บาท/ถุง (200 วัน) ส่วนนมยูเอชที 7.82 บาท/กล่อง (60 วัน) แต่ช่วงที่นักเรียนยังเรียนอยู่ที่บ้านจะรับเป็นนมกล่องอย่างเดียว เพราะการจัดส่งนมพาสเจอร์ไรซ์จะดำเนินการลำบาก เนื่องจากว่ายังต้องใช้หลักการเว้นระยะห่างทางสังคม ทางอบต.ประสานโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนนัดผู้ปกครองมารับนมที่โรงเรียนแทน

นายสุชาติกล่าวด้วยว่า อ.ส.ค.ในฐานะผู้ประกอบการรายหนึ่งภายใต้โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ได้รับสิทธิ์จำหน่ายประมาณ 700,000 หน่วย เตรียมความพร้อมทุกด้านในการผลิตนมโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนช่วงวิกฤติโควิด-19 ตามนโยบายของคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนและรัฐบาลอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งแจ้งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการทุกราย เน้นย้ำให้ปฏิบัติตามประกาศคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2563 โดยเคร่งครัดด้วยเช่นกัน เพื่อให้นักเรียนต้องได้ดื่มนมที่มีคุณภาพครบทุกคน

โดยให้ความสำคัญตั้งแต่ต้นทางการผลิตจนถึงปลายทาง ตั้งแต่โรงงานการผลิต มาตรฐานการขนส่งจนถึงโรงเรียน ในระบบการผลิตให้ความสำคัญตั้งแต่ฟาร์มเลี้ยงโคนมต้องได้มาตรฐานระดับ GAP เพื่อส่งเสริมสุขภาพโคนมให้ได้คุณภาพมาตรฐาน เพื่อผลิตน้ำนมให้ได้คุณภาพดี ส่วนโรงงานผลิตนมต้องได้มาตรฐานตาม GMP ที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด และระบบการขนส่งนมต้องได้คุณภาพมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดด้วย ซึ่งโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ถือเป็นโครงการที่มีประโยชน์ส่งเสริมสุขภาพพลามัยของเด็กไทยให้แข็งแรง และยังช่วยเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมให้มีอาชีพที่ยั่งยืนอีกด้วย

นายสุชาติกล่าวอีกว่า เพื่อให้เด็กนักเรียนได้ดื่มนมที่ได้มาตรฐานและปลอดภัย อ.ส.ค.แจ้งผู้ประกอบการทุกรายที่เข้าร่วม
โครงการให้ความสำคัญในการควบคุม ติดตามกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จนถึงมือนักเรียนตามหลักเกณฑ์และวิธีดำเนินงานโครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2563 ลงวันที่ 1 เมษายน อย่างเคร่งครัด โดยมีสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)สุ่มตรวจผู้ประกอบการผลิตนม เพื่อให้การผลิตนมโรงเรียนมีคุณภาพ ใช้น้ำนมโคจากศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบหรือฟาร์มโคนมที่มีจำนวนเซลล์โซมาติก (SomaticCell Count:SCC) ไม่เกิน 500,000 เซลล์/ลบ.ซม.โดยตรวจสอบน้ำนมโคก่อนผลิตที่หน้าโรงงานผลิตซึ่งดำเนินการโดยกรมปศุสัตว์อย่างน้อย 2 ครั้ง/ภาคเรียน และต้องใช้น้ำนมที่มีปริมาณเนื้อนมรวม (Total Solids:TS) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12.25 จากค่าไขมัน (Fat) รวมกับเนื้อนมไม่รวมไขมัน(SolidsNotFat:SNF) ในส่วนของกรณีเรื่องของป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ทุกโรงงานจะมีมาตรการเข้มข้น ตรวจวัดอุณหภูมิ พนักงานก่อนเข้าโรงงาน พ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อให้ตัวพนักงานหรือตัวผู้ประกอบการเองทุกคนพ้นจากการติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่จทำให้ผู้บริโภคหรือนักเรียนสบายใจได้ว่าเรื่องการผลิตของอุตสาหกรรมนมปลอดภัย

“สำหรับนมโรงเรียนของอ.ส.ค.ทุกกล่องทุกถุงเป็นนมผลิตจากน้ำนมโคสดแท้ 100% จากศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบที่ผ่านเกณฑ์และวิธีการผลิตที่ดี (GMP) ที่รับรองจากกระทรวงสาธารณสุขและฟาร์มโคนมที่ผ่านเกณฑ์ปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มโคนม (GAP) ที่รับรองจากกรมปศุสัตว์ตามข้อตกลงการซื้อขายน้ำนมโค (MOU) จากกรมส่งเสริมสหกรณ์ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยน้ำนมโคมีคุณภาพมาตรฐาน ค่าเฉลี่ยผลตรวจโซมาติกเซลล์ (Somatic
CellCount:SCC) ไม่เกิน 500,000 เซลล์/ลบซม. และมีปริมาณเนื้อนมทั้งหมด (Total Solids:TS ) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 12.25” นายสุชาติ กล่าว

เกษตรกรดีใจ รับเยียวยา5พันบาท ทั่วปท.3.5หมื่นล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496358

news_default

เกษตรกรดีใจ รับเยียวยา5พันบาท ทั่วปท.3.5หมื่นล้าน

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เกษตรกรดีใจรับเยียวยา5พันบาท ทั่วปท.3.5หมื่นล้าน

เฉลิมชัยกำชับจนท. อย่าให้มีใครตกหล่น

รมว.เกษตรฯพอใจจ่ายเยียวยาเกษตรกรครบ 2 กลุ่มตามเป้า ยันไม่เรียกเงินคืนจากกลุ่มข้าราชการ เพราะยังไม่ได้ส่งชื่อให้ธ.ก.ส.เร่งติดตามข้อมูลบัญชีธนาคารเพื่อให้ได้ทุกคน ไม่มีใครตกหล่น เตรียมโครงการสร้างแหล่งอาหารให้ชุมชนมีรายได้อย่างยั่งยืน ด้านธ.ก.ส.เผยโอนเงินเยียวยาเกษตรกรกลุ่มที่2แล้วกว่า 8แสนราย ยกเว้นหมายเลขบัญชีไม่ถูกต้อง เร่งติดตามให้มาแก้ไข

เมื่อวันที่ 31พฤษภาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้รับรายงานจากปลัดกระทรวงเกษตรฯ เกี่ยวกับการโอนเงินเกษตรกรกลุ่ม1และ2 ว่า จากการทยอยโอนเงินเยียวยาเดือนแรก 5,000 บาทต่อราย ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทุกสาขากว่า 1,200 สาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15พฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นไปตามกำหนดเสร็จสิ้นวันที่ 31พฤษภาคม ซึ่งจะมีการโอนของเดือนมิถุนายนและกรกฎาคม จนครบรายละ 15,000บาท แน่นอน ต้องให้เงินเยียวยาดังกล่าวถึงมือพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับความเดือดร้อนมากที่สุด แต่ต้องยอมรับความจริงว่า อาจมีรายชื่อตกหล่นบ้าง ดังนั้น จึงเปิดให้อุทธรณ์ถึงวันที่ 5มิถุนายน ส่วนผู้ที่เป็นแรงงานภาคเกษตรไม่ได้รับเงินเยียวยารัฐบาลจะมีมาตรการเปิดให้รับเงินเยียวยาจากกระทรวงการคลังต่อไป จากการสำรวจความคิดเห็นเกษตรกรพบว่ามีความพึงพอใจที่การจ่ายเงินทำได้รวดเร็วและทั่วถึง

สำหรับเกษตรกรที่มีคุณสมบัติครบ กระทรวงเกษตรฯ ส่งรายชื่อให้ ธ.ก.ส.แล้วไม่สามารถโอนเงินได้ เนื่องจากไม่ได้แจ้งบัญชีเงินฝาก หมายเลขบัญชีไม่ถูกต้อง ปิดบัญชีไปแล้ว ทาง ธ.ก.ส.ให้แจ้งผ่านระบบออนไลน์ที่ http://www.เยียวยาเกษตรกร.com แต่กระทรวงเกษตรฯจะช่วยเร่งติดตาม โดยสั่งการให้ส่งเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ เจ้าหน้าที่เกษตรตำบลและอาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน (อกม.) ไปหาเกษตรกรถึงบ้านเพื่อขอหมายเลขบัญชี แล้วแจ้งมายัง ธ.ก.ส.เพื่อโอนเงินให้ทุกราย ส่วนข้าราชการและพนักงานราชการที่ทำการเกษตรเป็นอาชีพเสริม 91,426ราย ซึ่ง ครม.มีมติไม่ให้รับเงินเยียวยานั้น กระทรวงเกษตรฯไม่ต้องแจ้งกรมบัญชีกลางเพื่อหักเงินคืน เนื่องจากยังไม่ได้ส่งรายชื่อไปให้ ธ.ก.ส.จ่ายเงิน

“การจ่ายเงินเยียวยารายละ 5,000บาท เป็นมาตรการเบื้องต้นช่วยเกษตรกรก้าวข้ามวิกฤติที่เกิดจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่การจะสร้างความเป็นอยู่ที่มั่นคงให้เกษตรกรยังต้องดำเนินมาตรการตามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจประเทศ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯเร่งเสนอแผนต่อคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยโครงการหนึ่งที่สำคัญ คือ การสร้างแหล่งอาหารให้ชุมชน ได้แก่ การมอบเมล็ดพันธุ์ผัก การปล่อยปลานิล กุ้งก้ามกรามในแหล่งน้ำสาธารณะเพื่อให้เกษตรกรมีอาหารกินได้ตลอดและขายเพื่อเพิ่มรายได้อีกทางด้วย”นายเฉลิมชัย กล่าว

ด้าน นายกษาปณ์ เงินรวง รองผู้จัดการ ธ.ก.ส.กล่าวว่า ได้โอนเงินเยียวยาเข้าบัญชีเกษตรกรกลุ่มที่2 ซึ่งเป็นผู้ขึ้นและปรับปรุงทะเบียนระหว่างวันที่1-15พฤษภาคม ตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 31พฤษภาคมจำนวน 675,245 ราย จากจำนวนรายชื่อที่กระทรวงเกษตรฯส่งมา 828,711ราย เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ว่าจะโอนเงินให้เกษตรกรทั้งกลุ่ม1ซึ่งขึ้นและปรับปรุงทะเบียนก่อนวันที่ 30พฤษภาคมและกลุ่มที่2 ให้เสร็จสิ้นวันที่ 31พฤษภาคม รวม 7,103,721ราย เป็นเงิน 35,518ล้านบาท สำหรับที่ยังโอนไม่ได้ส่วนหนึ่งมีปัญหาบัญชีธนาคาร 356,080ราย ซึ่งมีทั้งหมายเลขบัญชีปิดแล้ว แจ้งหมายเลขบัญชีไม่ถูกต้องและไม่ได้แจ้งหมายเลขบัญชีมายัง ธ.ก.ส.ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ ส่งเจ้าหน้าที่ไปติดตามถึงบ้านเกษตรกรเพื่อให้แจ้งเลขบัญชี จากนั้นจะเร่งส่งมายัง ธ.ก.ส.ส่วนผู้ที่สามารถเข้าระบบออนไลน์ได้ให้แจ้งที่ http://www.เยียวยาเกษตรกร.com

นายกษาปณ์ กล่าวด้วยว่า มีเกษตรกรอีก 132,905ราย มีปัญหาด้านทะเบียนราษฎร์จากการตรวจสอบยืนยันตัวตนกับกระทรวงมหาดไทย โดยส่วนหนึ่งเมื่อนำรายชื่อและเลขทะเบียนประจำตัวประชาชน 13 หลักตรวจสอบแล้วพบว่า ชื่อกับเลขประจำตัวประชาชนไม่ตรงกัน มีจำนวนหนึ่งเสียชีวิตแล้ว และอีกจำนวนหนึ่งแจ้งสถานะถูกจำหน่าย ซึ่งตามระบบทะเบียนราษฎร์เกิดขึ้นได้จากหลายกรณี เช่น ย้ายออกจากบ้านเลขที่เดิม แต่ไม่ได้แจ้งเข้าบ้านเลขที่ใหม่ จึงถูกย้ายชื่อเข้าไปในทะเบียนบ้านกลาง หรือถูกบุคคลอื่นสวมชื่อและเลขประจำตัวประชาชนทั้งที่ถูกสวมชื่อโดยคนสัญชาติไทยหรือคนต่างด้าว และอีกหลายสาเหตุ ทั้งนี้ ธ.ก.ส.ส่งรายชื่อกลับไปยังกระทรวงเกษตรฯ เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ส่วนเกษตรกรกลุ่มที่3 ซึ่งขึ้นและปรับปรุงทะเบียนระหว่าง 1-15พฤษภาคม แต่กระทรวงเกษตรฯผ่อนปรนให้เพาะปลูกถึง30 มิถุนายน เนื่องจากรอฝนนั้น ธ.ก.ส. คาดว่าจะเริ่มโอนเงินตั้งแต่วันที่ 15กรกฎาคมตามแผนที่วางไว้ร่วมกับกระทรวงเกษตรฯ

ชายคาพระพิรุณ : 1 มิถุนายน 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/496341

ชายคาพระพิรุณ : 1 มิถุนายน 2563

วันจันทร์ ที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2563, 06.00 น.

หลายวันก่อนได้ติดตามข่าว ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน พร้อมคณะจากหลายกรม หลายหน่วยงาน ลงพื้นที่ไปดูการจัดทำแปลงเรียนรู้การทำนาข้าวโดยใช้เทคโนโลยีอัจฉริยะ บนพื้นที่แปลงเรียนรู้ 138 ไร่ ที่แปลงนาสาธิต อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ ที่ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ คาดหวังให้เป็นศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรอัจฉริยะแห่งแรกของไทย ที่เน้นเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องข้าวเป็นหลัก ด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ในการทำนา เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มคุณภาพผลผลิต โดยมีกรมการข้าวเป็นเจ้าภาพหลัก แล้วมีกรมอื่นๆ เข้าไปเสริมทัพทำแปลงเกษตรสาธิต ตามแต่เนื้องานที่กรมนั้นๆ รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นด้านการเลี้ยงสัตว์ ปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์น้ำ…ก็ไม่รู้ว่าท้ายที่สุดแล้ว จะอัจฉริยะ ช่วยให้ชาวนาเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุนได้สมราคาคุยหรือเปล่า หรือแค่เอางบหลวงไปละลายเล่น เพิ่มมูลค่าที่ดินให้ใคร….ทำไมโปรเจกท์มหาศาลแบบนี้ ต้องเอางบไปลงที่สุพรรณบุรีอีกแล้ว และทำไมต้องเป็นที่ดินตรงนี้ ข้าราชการที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน โดยเฉพาะกรมการข้าว ได้พินิจวิเคราะห์เห็นพ้องต้องกันแล้วใช่หรือไม่ว่าเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุดแล้ว หรือว่าแล้วแต่ท่าน ดีครับผม เหมาะสมครับนายที่ถามอย่างนี้เพราะ ขุนเกษตรา เห็นว่า จังหวัดสุพรรณบุรี เพียบพร้อมไปด้วยระบบชลประทานที่เรียกได้ว่าดีกว่าจังหวัดอื่นทั่วประเทศก็ว่าได้ อีกทั้งยังมีศูนย์วิจัยข้าวไว้คอยบริการพี่น้องชาวนาอยู่แล้ว ซึ่งโดยรวมแล้วถือว่าโชคดีกว่าชาวนาจังหวัดอื่นตั้งมากมาย หากจะทำโครงการแล้วสู้เอางบกระจายไปลงพื้นที่ ที่มีปัญหาและต้องการความช่วยเหลือแก้ไข ไม่ดีกว่าหรือ เพราะแหล่งผลิตข้าวที่สำคัญของประเทศ ในจังหวัดอื่นๆ บางแห่งยังเจอปัญหาน้ำไม่พอ ดินไม่ดี เกษตรกรยังได้ผลผลิตตกต่ำ แต่มีต้นทุนการผลิตสูง ซึ่งหากนำเทคโนโลยีลงไปช่วยพัฒนาแล้วสามารถช่วยพลิกฟื้นช่วยชาวนาเหล่านี้ได้ มันจะไม่เรียกว่าอัจฉริยะมากกว่ากันเหรอ

จริงอยู่ที่ ที่แม้ว่าจังหวัดสุพรรณบุรีจะเป็นแหล่งผลิตข้าวที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นจังหวัดที่ปลูกข้าวมากที่สุดแล้ว เรื่องของการวิจัยพัฒนาเรื่องข้าว จะต้องลงงบประมาณก้อนโตไปที่นั่นเสียทุกครั้งทุกคราไป เพราะยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่แม้จะเป็นรองในด้านปริมาณผลผลิต แต่ก็เป็นแหล่งผลิตข้าวพันธุ์ดีที่สำคัญของประเทศเช่นกัน และบางแห่งประสบปัญหา ต้องการความช่วยเหลือจากภาครัฐ โดยเฉพาะด้านงานวิจัยต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มโอกาสการแข่งขัน พื้นที่เหล่านี้มากกว่า ที่ภาครัฐจะต้องลงไปศึกษาวิจัย เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร…อีกอย่าง พื้นที่ 138 ไร่ ที่เอางบประมาณหลวงไปลงนั้น ไม่รู้เป็นที่ดินของใคร
ของหลวงหรือเอกชน ทำไมเจาะจงตรงนั้น
ถ้าเป็นของเอกชน การเอางบประมาณหลวงลงไปพัฒนาอย่างนี้ ถูกต้องเหมาะสมแค่ไหน แอบคิดในใจไม่ได้ว่า เจ้าของที่ดินมีอะไรเกี่ยวข้องกับคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อนุมัติโครงการหรือเปล่า แถมยังมีการสั่งการให้กรมต่างๆ เข้าไปทำแปลงเกษตรสาธิตในพื้นที่แห่งนี้อีกด้วย ซึ่งดูแล้วน่าจะมีหลายกรมที่ต้องเอางบไปลงที่แปลงสาธิตแห่งนี้ แหมๆๆ น่าอิจฉาเจ้าของที่ดินจัง ถ้า ขุนเกษตรา อยากได้แบบนี้บ้าง จะมีใครจัดให้บ้างนะ ล้อเล่นนะครับ ขุนเกษตรา ไม่ชอบเบียดบังใคร โดยเฉพาะของหลวงที่มาจากภาษีประชาชน

ที่กล่าวมา แค่อยากจะบอกว่า การศึกษาวิจัยบางอย่าง ไม่จำเป็นต้องไปอัดงบแบบจัดหนัก จัดเต็ม อะไรขนาดนั้น เพราะเป็นภารกิจปกติของหน่วยงานนั้นๆ ที่ต้องทำอยู่แล้ว อัดงบสนับสนุนเพิ่มเติมตามความเหมาะสมก็น่าจะเพียงพอ และเลือกพื้นที่ ที่มีความจำเป็นต้องศึกษาวิจัย โดยใช้พื้นที่หลวงที่อยู่ในพื้นที่นั้นๆ ดีกว่า ซึ่งเชื่อว่ามีอยู่มากมายที่สามารถนำมาเป็นแปลงสาธิต แปลงทดลอง ที่สอดคล้องกับกิจกรรมต่างๆ ได้ และเกษตรกรก็น่าจะเข้าถึงในการเข้าไปศึกษาเรียนรู้ได้มากกว่าไปใช้ที่ดินเอกชนอย่างแน่นอนหรือว่าไม่จริง…ที่ติติงกันมา ก็เพราะอยากให้กระจายโอกาส และความเจริญ ให้กับเกษตรกร ไปในหลายๆ พื้นที่ ไม่ใช่จะให้ไปกระจุกอยู่ที่สุพรรณบุรี จังหวัดเดียว แถมไม่รู้ว่าเมื่อทำไปแล้ว เกษตรกรจะได้ประโยชน์จริงสักแค่ไหน หรือเพียงเอางบหลวงไปพัฒนาที่ดินให้ใคร…

ขุนเกษตรา

เกษตร 31 พ.ค. 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/agriculture