เปิด‘เกษตรสิริสุข’แห่งที่4 ‘ครัว’ของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480159

news_default

เปิด‘เกษตรสิริสุข’แห่งที่4 ‘ครัว’ของโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า เพื่อสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการพัฒนาเด็กและเยาวชนในถิ่นทุรกันดารมาอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการเกษตรได้เปิดอาคาร “เกษตรสิริสุข” แห่งที่ 4 ตั้งอยู่ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่112 ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย โดยได้พระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯเป็นองค์ประธานพิธีเปิดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา

สำหรับอาคารดังกล่าวกรมส่งเสริมการเกษตรสร้างขึ้น เพื่อน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระองค์ท่านในวาระครบรอบ 50 ปี กรมส่งเสริมการเกษตรเพื่อใช้จัดการผลผลิตทางการเกษตรและแปรรูปถนอมอาหารและดำเนินการโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งนอกจากจะช่วยให้เด็กนักเรียนได้รับประทานอาหารปลอดภัยถูกหลักโภชนาการแล้ว ยังส่งเสริมให้โรงเรียนมีแหล่งถ่ายทอดความรู้ด้านการเกษตรให้นักเรียนที่เหมาะสม สามารถจัดการผลผลิตทางการเกษตรของโรงเรียนและชุมชนอย่างเป็นระบบอีกด้วย โดยกรมฯมีเป้าหมายจัดสร้างอาคารเกษตรสิริสุขถวายทั่วประเทศ 5 แห่งและได้เสด็จเป็นประธานเปิดอาคารแล้ว 4 แห่งคือ 1.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านทุ่งสบายใจ อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา 2.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย อำเภอคลองหาด
จังหวัดสระแก้ว 3.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านย่านซื่อ อำเภอกุยบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 4.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุงที่ 112 อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย และ5.โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านหนองดู่ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม

นายเข้มแข็งกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบำรุง ที่ 112 ตำบลแม่สลองใน อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัด เชียงราย มีนักเรียนทั้งหมด 168 คน แยกเป็นชาย 93 คน หญิง 75 คน ครูทั้งหมด 12 คน เป็นครู ตชด. 8 คน ครูอัตราจ้าง 4 คน ปัจจุบันมีพื้นที่ 10 ไร่พื้นที่ทำการเกษตร 2 ไร่ แยกเป็นปลูกพืชผัก 1 ไร่ (ชะอม, ข่า, ตะไคร้, ผักบุ้ง, ผักกวางตุ้ง, คะน้า, ผักกาดเขียวปลี มะเขือยาว, แตงกวา, ฟักทอง, บวบ, ถั่วฝักยาว, ผักกาดขาว, กะหล่ำปลี, ผักชี, กวางตุ้งฮ่องเต้, ถั่วลันเตา, บร็อกโคลี่ และมะเขือเปราะ) ปลูกไม้ผล 0.5 ไร่ (มะละกอ, กล้วย, ขนุน, ลิ้นจี่) การเพาะเห็ด 500 ก้อน ขุดบ่อดินสำหรับเลี้ยงปลาน้ำจืด (ปลานิล ปลาดุก 1 บ่อ) โรงเลี้ยงไก่ไข่แบบเปิด 1 โรง โรงเลี้ยงไก่พื้นเมืองแบบเปิด 1 โรง โรงเลี้ยงสุกรแบบเปิด 1 โรง ส่งเสริมการทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง 2 กอง ส่งเสริมการทำน้ำหมักชีวภาพ การทำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง การทำกับดักแมลง

“สำหรับแนวทางการใช้ประโยชน์จากอาคาร “เกษตรสิริสุข” สำหรับโรงเรียนและชุมชน เป็นสถานที่จัดการผลผลิตที่ได้ของแปลงเกษตรในโรงเรียน เพื่อให้ได้ตามมาตรฐานและจัดส่งโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียน รวมทั้งเป็นจุดเรียนรู้และฝึกปฏิบัติของนักเรียนในโรงเรียนได้จัดการผลผลิตเพื่อให้ได้ตามมาตรฐาน และเป็นจุดศึกษาดูงานของชุมชนในด้านกระบวนการจัดการผลผลิต ซึ่งกรมจะเร่งส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปถ่ายทอดความรู้สู่ชุมชนให้เข้าใจลงมือปฏิบัติได้จริงในชีวิตประจำวันและต่อยอดสู่ชุมชนในอนาคต” นายเข้มแข็ง กล่าว

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ยกระดับมาตรฐานส่งออก เปิดตัวเนื้อโคขุนคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์แรกไปเมียนมา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480163

รายงานพิเศษ : ปศุสัตว์ยกระดับมาตรฐานส่งออก เปิดตัวเนื้อโคขุนคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์แรกไปเมียนมา

วันพฤหัสบดี ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมปศุสัตว์เปิดตัวเนื้อโคขุนคุณภาพตู้คอนเทนเนอร์แรกส่งออกไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ถือเป็นการยืนยันมาตรฐานการผลิตเนื้อโคไทยตลอดห่วงโซ่ที่มีคุณภาพ มาตรฐาน และความปลอดภัย ซึ่งเป็นการส่งเสริมเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อคุณภาพ ให้มีอาชีพที่มั่งคง มีรายได้ สามารถแข่งขันกับการเปิดการค้าเสรี (FTA) ได้

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์และโฆษกกรมปศุสัตว์ เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานในพิธีปล่อยตู้คอนเทนเนอร์บรรจุผลิตภัณฑ์เนื้อโคขุนไปยังสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ณ โรงชำแหละและแปรรูปเนื้อโคเพื่อการส่งออกของ บริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด (EST.333) อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นผู้นำของเครือข่ายโคเนื้อไทยที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทุนปรับโครงสร้างและระบบการผลิตการเกษตร (FTA) เมื่อวันอังคารที่ 17 มีนาคม 2563 ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมปศุสัตว์ขับเคลื่อนยกระดับมาตรฐานการผลิตเนื้อโคคุณภาพสูงของไทยอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ระดับฟาร์มให้ได้รับรองมาตรฐาน GAP จนกระทั่งถึงโรงชำแหละและการแปรรูปที่ได้มาตรฐาน GMP เพื่อการส่งออก ตามมาตรฐานฮาลาล โดยขับเคลื่อนร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และสามารถ เปิดตลาดส่งออกสินค้าเนื้อโคคุณภาพสูงสู่ประเทศเพื่อนบ้านได้เป็นผลสำเร็จ โดยหลังจากนี้กรมปศุสัตว์จะผลักดันให้เกษตรกรผลิตเนื้อโคคุณภาพ ภายใต้คำขวัญ “นิยมไทยบริโภคเนื้อโคไทย” เพื่อลดการนำเข้าเนื้อโคที่อยู่ในตลาดระดับบน พร้อมเข้าสู่การแข่งขันในตลาดอาเซียน

นายสัตวแพย์สมชวน กล่าวต่อไปว่า “ปัจจุบันตลาดการส่งออกสินค้าผลิตภัณฑ์เนื้อโคแปรรูป โดยในปี 2562 ประเทศไทยมีการส่งออกทั้งสิ้นปริมาณ 2,604 ตัน คิดเป็นมูลค่า 297 ล้านบาท การส่งออกของสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาในครั้งนี้ ถือเป็นผลดีต่อภาพรวมของเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ ทำให้เพิ่มช่องทางระบายผลผลิตเนื้อโคได้มากขึ้น ความสำเร็จในครั้งนี้เกิดจากการประสานความร่วมมือของหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นโอกาสที่สำคัญยิ่งของอุตสาหกรรมโคเนื้อและผู้ประกอบการไทย เรามีความได้เปรียบกับประเทศคู่แข่งอื่นๆ หลายด้านทั้งในแง่มาตรฐานการผลิตที่อยู่ในระดับสากล มุ่งเน้นการผลิตเนื้อโคที่มีคุณภาพ มีความปลอดภัย ทำให้ประเทศไทยมีมาตรฐานการควบคุมสินค้าทั้งระบบอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ระดับฟาร์ม กระทั่งถึงโรงชำแหละและการแปรรูป สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดกระบวนการผลิต ที่สำคัญด้วยระยะทางที่ใกล้กัน จึงส่งผลดีต่อการส่งออก ซึ่งจะทำให้ยอดการส่งออกเนื้อโคเพิ่มขึ้น”

ด้าน นายสุริยศักดิ์ ภูธิปฐิติพงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัด กล่าวว่า “สินค้าเนื้อโคขุนที่ส่งออกไปในวันนี้ เป็นของบริษัท พรีเมี่ยม บีฟ จำกัดจำนวน 1 ตู้คอนเทนเนอร์ ปริมาณ 4,005 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 2 ล้านบาท สำหรับแผนการส่งออกเนื้อโคไทยไปสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จะมีการส่งออกจากไทยไปอย่างต่อเนื่องซึ่งคาดว่าปีนี้จะสามารถส่งออกได้ไม่ต่ำกว่า 30 ตู้ ปริมาณ 120,000 กิโลกรัม คิดเป็นมูลค่า 57 ล้านบาท นอกจากนี้มีเป้าหมายส่งออกไปยังประเทศกัมพูชา และประเทศมาเลเซียต่อไป นอกจากนี้ บริษัท จะร่วมมือกับกรมปศุสัตว์ส่งเสริมเกษตรกรตลอดห่วงโซ่การผลิตให้มีคุณภาพ สามารถแข่งขันกับตลาดการค้าเสรีได้ต่อไป”

สำหรับผู้ประกอบการไทย ที่มีความประสงค์ขอขึ้นทะเบียนโรงงานและโรงตัดแต่งเนื้อโคเพื่อการส่งออกไปต่างประเทศ สามารถสอบถามข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านทางสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ เพื่อประสานงานต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสามารถติดต่อที่กลุ่มตรวจสอบมาตรฐานด้านการปศุสัตว์ หมายเลขโทรศัพท์ 0-2653-4444 ต่อ 3134

กรมการข้าวลุยฟื้นฟูพื้นที่ปลูกข้าวภาคใต้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480092

กรมการข้าวลุยฟื้นฟูพื้นที่ปลูกข้าวภาคใต้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 14.03 น.

กรมการข้าวลุยฟื้นฟูพื้นที่ปลูกข้าวภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำเค็ม เดินหน้าส่งเสริมชาวบ้านและโรงเรียนปลูกข้าวอินทรีย์ที่เหมาะสมกับพื้นที่น้ำเค็ม พร้อมแนะนำปลูกพืชอื่นที่เหมาะสมหลังสึนามิ​ทำลายพื้นที่การเกษตร 

นางสาวนนทิชา วรรณสว่าง รองอธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมเกษตรกรและครูนักเรียน ที่โรงเรียนเพียงหลวง 4 เกาะสุไหงมูโซ๊ะ จ.สตูล ว่า กรมการข้าวได้เข้ามาส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ เพื่อสร้างเป็นแหล่งอาหารให้กับประขาชนและเด็กนักเรียนในพื้นที่ ซึ่งโรงเรียนเพียงหลวง​เป็นโรงเรียน “ในทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี” ที่ทรงห่วงใยต่อปัญหาการศึกษาที่เหลื่อมล้ำและการขาดโอกาสของเด็กๆ รวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กๆ และครู ในโรงเรียน ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ตามแนวชายแดนทั่วทุกภาคของประเทศ จึงมีพระดำริที่จะให้การช่วยเหลือเด็กๆ และโรงเรียนเหล่านั้นไว้เป็นโรงเรียนในพระอุปถัมภ์ฯ  ซึ่งได้กระจายอยู่ทั่วประเทศ รวม 18 แห่ง และหนึ่งในนั้น คือโรงเรียนเพียงหลวง 4 บนเกาะสุไหงมูโซ๊ะ อ.ละงู จ.สตูล สำหรับโรงเรียนเพียงหลวง 4 ฯ เดิมชื่อโรงเรียนสุไหงมูโซ๊ะ อยู่ในพื้นที่ชนบทห่างไกลจากความเจริญ เมื่อปี 2547 ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ เนื่องจากโรงเรียนอยู่บนเกาะกลางทะเล ส่งผลให้ชุมชน บ้านเรือนประชาชน และโรงเรียนระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ได้รับความเสียหาย และเกิดน้ำเค็มรุกพื้นที่การเกษตร ประชาชนไม่สามารถทำการเกษตรได้

กรมการข้าวได้สำรวจและพบว่าบนเกาะในอดีตมีนามากกว่า 100 ไร่ ปัจจุบันเหลือ 66 ไร่ ที่ยังสามารถเพาะปลูกข้าวได้ ซึ่งในปี 2563 กองประสานงานโครงการพระราชดำริ กรมการข้าว จึงได้มีแผนขยายผลให้ผู้ปกครองนักเรียนได้รวมกันปลูกข้าวแบบยั่งยืน ในพื้นที่นาร้างของชุมชนในเกาะ เนื้อที่ร้อยกว่าไร่ โดยจัดสรรงบประมาณกว่า 400,000 บาท ส่งเสริมโดยมีเป้าหมายหลักคือปลูกให้คนในชุมชนมีบริโภค ที่เหลือจากนั้นจึงส่งเสริมเพื่อจำหน่าย เช่น ผลิตภัณฑ์แปรรูปต่าง ๆ ตลอดจนเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ซึ่งต้องขอความร่วมมือหน่วยงานอื่น ๆ เข้ามามีส่วนร่วม เพื่อให้โครงการนี้ประสบผลสำเร็จยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนแหล่งน้ำ เครื่องมือเครื่องจักร

อย่างไรก็ตามในโครงการดังกล่าว ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวพัทลุง เป็นหน่วยเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนองค์ความรู้และให้คำแนะนำในการปลูกข้าว ส่งเสริมสนับสนุนเกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ข้าว เผยแพร่องค์ความรู้แก่ประชาชนด้านข้าว หาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมให้ประชาชนบนเกาะได้มีแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ ผ่านโครงการส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์ และโครงการสร้างเสริมการสร้างแหล่งอาหารให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียนอีกด้วย

‘เฉลิมชัย’สั่งเข้มงวดจับกุมลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/480024

news_default

‘เฉลิมชัย’สั่งเข้มงวดจับกุมลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรไทย

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 09.41 น.

“เฉลิมชัย”สั่งการด่วนที่สุด ประสานฝ่ายความมั่นคง-ศุลกากรนำเข้า เข้มงวดจับกุมลักลอบนำเข้าสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะน้ำมันปาล์ม-มะพร้าว-กาแฟ เหตุประเทศเพื่อนบ้านส่งออกตลาดจีนไม่ได้ เร่งแก้ไขป้องกันกระทบซ้ำเกษตรกรไทย

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้สินค้าเกษตรสำคัญหลายชนิดได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง กาแฟ ถั่วเหลือง และมะพร้าวมีปริมาณการผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศทั้งการบริโภคโดยตรงและใช้ในอุตสาหกรรมต่อเนื่อง สินค้าบางชนิดราคาอยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้มีการลักลอบการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเพื่อสวมสิทธิ์เป็นสินค้าเกษตรของไทยหรือหลีกเลี่ยงภาษี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปาล์มน้ำมัน จึงประสานขอความร่วมมือหน่วยงานความมั่นคง กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และศุลกากรให้เข้มงวดตรวจสอบ จับกุมการลักลอบการนำเข้า โดยเฉพาะตามแนวชายแดน นอกจากนี้ เห็นสมควรมให้ทบทวนข้อตกลงทางการค้าภายใต้กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) และองค์การการค้าโลก (WTO) ใหม่ ตลอดจนมาตรการทางการค้าอื่นๆ เช่น มาตรการปกป้องการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (safe guard) และมาตรการปกป้องพิเศษการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น (special safeguard) ซึ่งสินค้าเกษตรที่ต้องเฝ้าระวังได้แก่

สำหรับปาล์มน้ำมันนั้น ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ของไทย ช่วงเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์ 2563 เฉลี่ยกิโลกรัมละ 36.19 บาท ขณะที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบตลาดมาเลเซียเฉลี่ยกิโลกรัมละ 21.05 บาทซึ่งต่ำกว่าไทยกิโลกรัมละ 10 – 15 บาท ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบหมายให้กระทรวงการคลัง โดยกรมศุลกากร ร่วมกับกระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ปราบปรามการลักลอบนำเข้าน้ำมันปาล์ม และผลิตภัณฑ์น้ำมันปาล์มทั้งระบบอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง รวมทั้งเร่งให้กรมการค้าภายในติดตั้งเครื่องวัดปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่ถังเก็บให้แล้วเสร็จโดยเร็ว โดยอนุมัติงบประมาณ จำนวน 372.516 ล้านบาท

นอกจากนี้ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) กำหนดให้นำเข้าได้ที่ด่าน 3 ด่านเท่านั้น ได้แก่ ด่านศุลกากรมาบตาพุด สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ และสำนักงานศุลกากรท่าเรือแหลมฉบัง ส่วนด่านนำผ่านสินค้าน้ำมันปาล์มได้กำหนดด่านต้นทางเพียงด่านเดียว คือ สำนักงานศุลกากรท่าเรือกรุงเทพ ซึ่งมอบหมายสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เลขานุการ กนป.ติดตามผลการดำเนินงานตามมติ ครม.อย่างใกล้ชิด

ขณะที่ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ สศก.กล่าวถึงการป้องกันการลักลอบนำเข้ามะพร้าว โดยจากการจัดทำข้อมูลปริมาณการผลิตและต้นทุนการผลิตมะพร้าวใน อ.ทับสะแก จ.ประจวบคีรีขันธ์ พบว่า มีการลักลอบนำเข้ามะพร้าวผล ซึ่ง สศก.เร่งประสานกรมศุลกากรเพื่อตรวจสอบ นอกจากนี้ ยังพบว่าการนำเข้าน้ำกะทิส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการและราคามะพร้าวในประเทศ ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน ดังนั้น ควรเข้มงวดมาตรการการนำเข้ามะพร้าวและน้ำกะทิ โดยกำหนดช่วงเวลาและปริมาณการนำเข้ามะพร้าวผลที่เหมาะสมภายใต้กรอบการค้า AFTA และ WTO การตรวจสอบและควบคุมการนำเข้ากะทิ การกำกับดูแลการเคลื่อนย้ายมะพร้าวผลนำเข้าน้ำหนักตั้งแต่ 4 ตันขึ้นไป ซึ่งได้ประสานกรมการค้าภายในเพื่อทบทวนมาตรการควบคุมการเคลื่อนย้ายแล้ว รวมทั้งประสานกรมวิชาการเกษตรให้ทำลายมะพร้าวซึ่งลักลอบนำเข้าตาม พ.ร.บ.กักพืช

สินค้าอีกชนิดที่ลักลอบนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้าน คือ กาแฟ โดยผ่านมาช่องทางด้านตะวันออกของไทย สาเหตุหนึ่งมาจากเกษตรกรบางรายนำเข้ากาแฟมาสวมสิทธิ์เป็นกาแฟไทย แล้วจำหน่ายแก่ผู้ประกอบการโดยตรง ซึ่งได้ราคาสูงกว่าจำหน่ายแก่สหกรณ์ ดังนั้น ภาครัฐควรคุมเข้มเกี่ยวกับการนำเข้าในทุกรูปแบบ โดยกำหนดช่วงนำเข้ากาแฟได้หลังเดือนพฤษภาคมของทุกปี เนื่องจากเป็นช่วงที่ผลผลิตกาแฟของเกษตรกรในประเทศเริ่มจำหน่ายหมดแล้ว กาแฟเป็นสินค้าควบคุม ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรแจ้งกรมศุลกากรถึงปัญหาการลักลอบนำเข้า รวมถึงแจ้งข้อมูลช่วงเวลาที่ผลผลิตกาแฟออกสู่ตลาด และช่วงเวลาที่ห้ามนำเข้า ให้กรมศุลกากรรับทราบเพื่อจะได้ดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อไป

กรมชลฯจัดสรรน้ำให้ลุ่มแม่กลองเต็มพื้นที่ เจาะบาดาลพลังแสงแดดช่วยนอกเขต #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479916

news_default

กรมชลฯจัดสรรน้ำให้ลุ่มแม่กลองเต็มพื้นที่ เจาะบาดาลพลังแสงแดดช่วยนอกเขต

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเผยสถานการณ์น้ำลุ่มแม่กลองปีนี้อุดมสมบูรณ์ จัดสรรน้ำปลูกพืชฤดูแล้งได้เต็มพื้นที่ พร้อมใช้เทคโนโลยีสำรวจน้ำใต้ผิวดินขุดเจาะบ่อบาดาลพลังแสงอาทิตย์ ช่วยพื้นที่นอกเขตชลประทาน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำลุ่มน้ำแม่กลอง ว่า ลุ่มน้ำแม่กลองมีแหล่งน้ำต้นทุนจาก 2 เขื่อนใหญ่ คือ เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี ซึ่งปีนี้มีปริมาณน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ล่าสุดเขื่อนศรีนครินทร์ มีปริมาณน้ำ 13,895 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ 78.30 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 3,630 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ
48.53 ส่วนเขื่อนวชิราลงกรณ์ มีปริมาณน้ำ 5,657 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 63.85 ของปริมาณการกักเก็บ โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 2,645 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ45.23 เพียงพอสำหรับทุกกิจกรรมการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง โดยเฉพาะภาคการเกษตร กรมชลประทานได้ใช้เขื่อนแม่กลองในการจัดสรรน้ำ ผ่านคลองส่งน้ำสายใหญ่ฝั่งขวาและซ้าย สนับสนุนพื้นที่เพาะปลูกในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม สมุทรสงคราม และบางส่วนของจังหวัดสมุทรสาคร สุพรรณบุรี และเพชรบุรี ได้เต็มพื้นที่ชลประทานในฤดูแล้ง

นอกจากนี้ ยังได้จัดสรรน้ำผ่านคลองจระเข้สามพัน และคลองท่าสาร-บางปลา เพื่อผันน้ำไปเสริมแม่น้ำท่าจีน แม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงส่งน้ำผ่านคลองประปาให้โรงผลิตน้ำประปามหาสวัสดิ์ เพื่อผลิตน้ำประปาให้เขตกรุงเทพมหานคร ตลอดจนยังได้สำรองน้ำส่วนหนึ่งไว้ใช้กรณีหน้าฝนมาล่าช้าอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้พื้นที่ชลประทานในเขตลุ่มน้ำแม่กลองจะมีน้ำอุดมสมบูรณ์แต่ยังพื้นที่นอกเขตชลประทานที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเช่นกัน ได้แก่ พื้นที่ 5 อำเภอ ของจังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย อำเภอห้วยกระเจา เลาขวัญ หนองปรือ บ่อพลอย และบางส่วนของอำเภอพนมทวน รวมทั้งพื้นที่ตามแนวเขตชายแดนไทย-พม่า ของจังหวัดกาญจนบุรี และราชบุรี ทั้งนี้ เนื่องจากมีฝนตกน้อย และข้อจำกัดด้านภูมิประเทศ กรมชลประทานได้เข้าไปแก้ปัญหา ด้วยการนำเทคโนโลยีสำรวจน้ำใต้ผิวดินที่คิดค้นขึ้นโดยสำนักสำรวจด้านวิศวกรรมและธรณีวิทยา เข้าสำรวจบริเวณเนินเขา ณ ฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวณชายแดน(ตชด.) บ้านปะไรโหนก ต.หนองลู อ.สังขละบุรี ปรากฏว่า พบแหล่งน้ำบาดาล จึงได้ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ขุดเจาะบ่อบาดาลจนประสบผลสำเร็จ สามารถสูบน้ำด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ขึ้นมาเก็บสำรองให้กำลังพล ตชด.ที่ 134 และชาวบ้านโดยรอบได้อุปโภคบริโภคในช่วงฤดูนี้ รวมทั้งยังได้เตรียมพร้อมสนับสนุนรถขนน้ำ เครื่องสูบน้ำเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยที่อยู่นอกเขตชลประทานอีกด้วย

รายงานพิเศษ : ชู‘บางระกำโมเดล’ฝ่าวิกฤติแล้งปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479919

รายงานพิเศษ : ชู‘บางระกำโมเดล’ฝ่าวิกฤติแล้งปี’63

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปีนี้ประเทศไทยประสบปัญหาภัยแล้งเกือบทุกภูมิภาคของประเทศไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ตอนบน ทั้งนี้เนื่องจากฝนที่ตกในปี 2562 มีค่าเฉลี่ยทั่วประเทศเพียง 1,342 มม. ต่ำที่สุดในรอบ 40 ปี ทำให้ปริมาณต้นทุนในแหล่งเก็บน้ำต่างๆท่ี่จะนำมาใช้ในฤดูแล้งปี 2562/63 มีน้อยไม่เพียงพอสำหรับใช้ในทุกๆกิจกรรมการใช้น้ำ

อย่างไรก็ตาม ปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เรื่องที่เกินคาดหมายภาครัฐได้มีการคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว และได้มีเตรียมมาตรฐานรับมืออย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น ให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค และน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศน์ เป็นอันดับแรก จะต้องมีเพียงพอใช้จนถึงฤดูฝนปี 2563 และมีสำรองกรณีฝนมาล่าช้าหรือฝนทิ้งช่วงด้วย

ในสถานการณ์เช่นนี้ โครงการหนึ่งที่ถูกถามถึงคือ “โครงการบางระกำโมเดล” ปีนี้จะเดินหน้าต่อหรือไม่?

ล่าสุดในการประชุมคณะทำงานภายใต้ กองอำนวยน้ำแห่งชาติ มีมติให้กรมชลประทานพิจารณาจัดสรรน้ำให้กับพื้นที่ทุ่งบางระกำ นั่นก็หมายความว่า “โครงการบางระกำโมเดล” ในปี 2563 เดินหน้าต่อเป็นปีที่ 4

“โครงการบางระกำโมเดล” หรือ “โครงการบริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วม พื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” เริ่มดำเนินการครั้งแรกเมื่อปี 2560 ในช่วงที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ยังดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยได้สั่งการให้กรมชลประทานบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนกลางและในพื้นที่ ได้แก่ กองทัพภาคที่ 3 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงมหาดไทย กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวม 23 หน่วยงาน และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำบางระกำ ร่วมกันวางแผนการปลูกพืชและบริหารจัดการน้ำในรูปแบบประชารัฐ ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมน้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่องของแก้มลิงมาใช้ในการป้องกันและแก้ปัญหาน้ำท่วม

โครงการบางระกำโมเดล 60 ประสบผลสำเร็จได้ด้วย กรมชลประทานได้ขยายผลมาดำเนินงานโครงการในปี 2561 และปี 2562 พร้อมทั้งได้ขยายพื้นที่โครงการเพิ่มขึ้น จากเดิม 265,000 ไร่ เป็น 382,000 ไร่ เต็มศักยภาพของพื้นที่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า สำหรับการดำเนิน “โครงการบางระกำโมเดล”ในปี 2563 นี้จะลดพื้นที่ดำเนินโครงการลงจาก 382,000 ไร่ ในปีที่แล้ว เหลือ 265,000 ไร่ เท่ากับปี 2560 ซึ่งเป็นปีแรกในการดำเนินโครงการบางระกำโมเดล ทั้งนี้ เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนปีนี้ มีจำนวนจำกัด เพราะต้องจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับกิจกรรมการใช้น้ำที่ได้วางแผนไว้ โดยจะจัดสรรน้ำส่งมาให้ได้ประมาณ 310 ล้าน ลบ.ม. เพื่อให้เกษตรกรในพื้นที่โครงการใช้น้ำทำนาปี ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน-31 กรกฎาคม 2563

โครงการบางระกำโมเดล เป็นโครงการปรับเปลี่ยนปฏิทินใหม่ในการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ ให้เร็วขึ้นกว่าปกติ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนถึงฤดูน้ำหลาก ช่วยลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะเกิดความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งนอกจากจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว หลังจากการเก็บเกี่ยวผลผลิต ยังสามารถใช้พื้นที่ดังกล่าวเป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัย ที่จะเกิดขึ้นในเขตชุมชนและสถานที่ราชการของจังหวัดสุโขทัย ตลอดจนเป็นการหน่วงน้ำรอการระบายไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างอีกด้วย

นอกจากนี้ โครงการบางระกำโมเดล ยังจะช่วยส่งเสริมให้เกษตรกรมีรายได้เสริมจาการทำอาชีพประมง ซึ่งเป็นวิถีชีวิตของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการปล่อยน้ำให้ท่วมนาในช่วงเวลาดังกล่าว จะทำให้พื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมมีอาหารปลา ทีี่สมบูรณ์เพราะเมล็ดข้าวที่ร่วงหล่น หรือเกิดขึ้นมาใหม่จะเป็นอาหารของปลาอย่างดี ปลาจะชุกชุมมากเป็นพิเศษ สร้างรายได้เสริมจากอาชีพประมงให้กับเกษตรกร รวมทั้งน้ำที่เก็บกักไว้ยังสามารถนำมาบริหารจัดการใช้เป็นน้ำต้นทุน ในการทำนาปรังและการอุปโภคบริโภค ทั้งในเขตโครงการและลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อีกประมาณ 400 ล้านลบ.ม. ซึ่งเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับพื้นที่ดำเนินโครงการทั้ง 265,000ไร่ดังกล่าว จะมีพื้นที่ครอบคลุม อ.บางระกำ อ.พรหมพิราม อ.เมือง จ.พิษณุโลก และอ.กงไกรลาศ จ.สุโขทัย โดยอยู่ในเขตรับผิดชอบของโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษายมน่าน 205,000 ไร่ โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพลายชุมพล 20,000 ไร่ และโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนนเรศวร อีกจำนวน 40,000 ไร่

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการน้ำในทุ่งบางระกำในปีนี้นั้น กรมชลประทานจะส่งน้ำให้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกพืชฤดูฝนได้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 และสิ้นสุดการส่งน้ำวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 จากนั้นตั้งแต่เดือน สิงหาคม – พฤศจิกายน 2562 จะเป็นช่วงเวลาหน่วงน้ำในพื้นที่ลุ่มต่ำ โดยเตรียมพื้นที่รองรับปริมาณน้ำหลากจากอุทกภัยลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำสาขา รวมทั้งปริมาณน้ำที่เกิดจากฝนตกในพื้นที่ ซึ่งจะหน่วงน้ำและเก็บกักไว้ให้ได้มากที่สุดเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในช่วงฤดูแล้งของปี 2563/64

สำหรับการจัดสรรน้ำเพื่อดำเนินโครงการบางระกำโมเดลจำนวน 310 ล้านลบ.ม.ดังกล่าวนั้น จะจัดส่งน้ำมาจากเขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ และเขื่อนแควน้อย บำรุงแดน จ.พิษณุโลก ซึ่งปริมาณในเขื่อนทั้ง 2 แห่งล่าสุด ณ วันที่ 13 มีนาคม 2563 เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 4,184 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 44 ของความจุในระดับกักเก็บ โดยเป็นปริมาณที่ใช้งานได้ 1,334 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 20.03 ส่วนเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน มีปริมาณเหลืออยู่ 352 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ34.51 ของความจุในระดับกักเก็บ โดยเป็นปริมาณที่ใช้งานได้ 309 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 34.51

ส่วนการบริหารจัดการน้ำในช่วงฤดูน้ำหลากของโครงการบางระกำโมเดลนั้น กรมชลประทานจะเพิ่มการระบายน้ำในแม่น้ำยมด้วยการผันน้ำลงแม่น้ำน่าน และในแม่น้ำยมสายเก่า พร้อมพร่องน้ำเหนือประตูระบายน้ำต่างๆ เพื่อรองรับปริมาณน้ำที่จะผันมาจากแม่น้ำยมผ่านประตูระบายน้ำบ้านหาดสะพานจันทร์ อำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในเขตชุมชน หากเกิดกรณีวิกฤติปริมาณน้ำมากเกินกว่าความสามารถการระบายน้ำของแม่น้ำยม ก็จะใช้พื้นที่ลุ่มต่ำในโครงการบางระกำโมเดลเป็นพื้นที่รองรับน้ำหลาก เพื่อป้องกันอุทกภัยในเขตชุมชนเมืองสุโขทัย

หลังจากพ้นฤดูน้ำหลาก ตั้งแต่วันที่ 1-30 พฤศจิกายน 2562 ก็จะระบายน้ำออกจากพื้นที่ลุ่มต่ำ เพื่อให้เกษตรกรเริ่มทำการเพาะปลูกข้าวนาปรัง

“โครงการบางระกำโมเดล เกิดขึ้นเนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำยม เป็นเพียงลุ่มน้ำเดียวของลุ่มน้ำสาขาลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ยังไม่มีเขื่อนขนาดใหญ่ในการเก็บกักน้ำ ทำให้ในช่วงฤดูน้ำหลากจะเกิดปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำของลุ่มน้ำยม ในเขตจังหวัดพิษณุโลกและสุโขทัย เป็นประจำ รวมทั้งยังส่งผลต่อเนื่องทำให้พื้นที่ลุ่มต่ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้รับผลกระทบไปด้วย ดังนั้น ระหว่างที่รอโครงการชลประทานขนาดใหญ่ และสำคัญ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รัฐบาลจึงได้จัดทำโครงการบางระกำโมเดลขึ้นมาตั้งแต่ปี 2560 เพื่อที่จะบรรเทาและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
ดังกล่าว” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ทั้งนี้ผลการดำเนินการที่ผ่านมา เป็นสิ่งยืนยันของความสำเร็จของโครงการ และทำให้ต้องดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง เพราะเกษตรกรสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนที่จะเกิดน้ำท่วม ไม่เกิดความเสียหาย ในช่วงที่มีน้ำอยู่ในทุ่ง สามารถประกอบอาชีพด้านประมง นอกจากนี้ยังเป็นการพักนาทำให้เกิดปุ๋ยอินทรีย์อย่างดี ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นต้นทุนการผลิตลดลง เพราะใช้ปุ๋ยน้อยลง ลดค่าใช้จ่าย เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ยั่งยืนและยังช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ

คูโบต้าเปิดศูนย์ชุมชนต้นแบบหนองผักบุ้ง บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479915

news_default

คูโบต้าเปิดศูนย์ชุมชนต้นแบบหนองผักบุ้ง บริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรยั่งยืน

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพิษณุ มิลินทานุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้จัดการทั่วไป สายงานขาย การตลาดและบริการ บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า หนึ่งในนโยบายที่สำคัญของสยามคูโบต้าคือ การตอบแทนสังคมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ของสหประชาชาติ จึงได้จัดทำ “โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” หรือ SIAM KUBOTA Community Enterprise (SKCE) ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 โดยคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ มีการทำงานร่วมกันระหว่างสยามคูโบต้ากับกลุ่มเกษตรกร เพื่อช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตและส่งเสริมให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี

“จากความสำเร็จของศูนย์ฯ ที่ผ่านมาทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในจ.ศรีสะเกษ 2 แห่ง และจ.อุดรธานี 1 แห่ง และภาคเหนือที่เพิ่งเปิดไปเมื่อเร็วๆนี้ ในจ.แพร่อีก 1 แห่ง สยามคูโบต้าได้ส่งเสริมความรู้ทางการเกษตรแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ผ่านกิจกรรม 3 ด้าน ได้แก่ การเกษตร การตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต รวมถึงแก้ปัญหาด้านการเกษตรได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ และมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในการเป็นชุมชนต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียงและสามารถขยายจำนวนกลุ่มสมาชิกให้เพิ่มขึ้น”

สำหรับศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-หนองผักบุ้ง มีจุดเด่นในการเป็นชุมชนต้นแบบด้านการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตร รวมถึงการนำองค์ความรู้การทำการเกษตรแบบครบวงจร KUBOTA (Agri) Solutions มาใช้ในชุมชน ส่งเสริมระบบการปลูกพืชหมุนเวียน ข้าว-ถั่วเขียว-ข้าวโพดสัตว์เลี้ยง วางแผนการจัดการน้ำอย่างเป็นระบบด้วยการขุดสระน้ำสำหรับเป็นแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติเพื่อ แก้ปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากและน้ำแล้งในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือได้ว่าเป็นโมเดลการพัฒนาแหล่งน้ำในไร่นาเพื่อการเกษตรของภาคเหนือ เกษตรกรภายในกลุ่มมีความสามัคคี เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ยั่งยืน

“สยามคูโบต้ามีแผนที่พัฒนาชุมชนต้นแบบ “ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” ในภาคกลางและภาคใต้ เพื่อขยายผลไปยังชุมชนใกล้เคียง และคาดว่าจะเปิดศูนย์ฯได้ครบถ้วนตามเป้าหมายในปี 2566” นายพิษณุ กล่าว

ด้านนายสาคร รุ่งเรือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ประธานในพิธี เปิดเผยว่า “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกข้าวหอมมะลิหนองผักบุ้งพัฒนา มุ่งมั่นพัฒนาตนเองจนกลายเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ช่วยพลิกฟื้นผืนดินของเพชรบูรณ์ให้อุดมสมบูรณ์ และเป็นตัวอย่างของชุมชนที่ปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลง ด้วยการเลือกปลูกพืชหมุนเวียนที่เหมาะสมกับพื้นที่ รวมทั้งยังเป็นชุมชนที่เข้มแข็ง ด้วยการพัฒนาศักยภาพของคนรุ่นใหม่ให้ต่อยอดความสำเร็จในการพัฒนาชุมชน”

นางบุญเลิศ ปราบภัย ประธานกลุ่มหนองผักบุ้งเปิดเผยว่า “กลุ่มหนองผักบุ้งของเรา เป็นผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว โดยนำเทคโนโลยีและแนวทางใช้เครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย มาปรับปรุงการปลูกพืชหมุนเวียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงเรียนรู้ระบบจัดการน้ำและสร้างแหล่งเก็บกักน้ำในชุมชนเพื่อทำเกษตรแบบพึ่งพาตนเองได้ ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต และสร้างรายได้ให้สมาชิกตลอดทั้งปี และพวกเราพร้อมส่งต่อองค์ความรู้ให้ชุมชนอื่น ที่ตั้งใจพัฒนากลุ่มของตนเองเพื่อสร้างความยั่งยืนเช่นกัน”

สยามคูโบต้ามุ่งมั่นพัฒนากลุ่มเกษตรเพื่อสร้างเป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตรที่เข้มแข็ง รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรหรือผู้สนใจศึกษาวิธีทำเกษตรที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรในชุมชนมีความอยู่ดีกินดี และประยุกต์เครือข่ายอาชีพในชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน เกิดการพัฒนาทั้งชุมชน และเป็นต้นแบบให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ต่อไป

ส่องเกษตร : สามัคคี-ฝ่าวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479917

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : สามัคคี-ฝ่าวิกฤติ

วันพุธ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ประเทศไทยขณะนี้ ดูเหมือนจะเกิดปัญหาขึ้นในทุกวงการ นับตั้งแต่เชื้อไวรัส COVID-19 ระบาด ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ยิ่งเจอปัญหาภัยแล้งเข้าไปอีก ภาคการเกษตรยิ่งอยู่ในภาวะลำบากมากขึ้น สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปพบปะพูดคุยกับพี่น้องสมาชิกสหกรณ์การเกษตรโป่งน้ำร้อน ซึ่งส่วนใหญ่ปลูกลำไย และจัดได้เป็นแหล่งผลิตลำไยคุณภาพแหล่งหนึ่งของไทย ที่มีการส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ลำไยในพื้นที่นี้กว่า 3 แสนไร่ ในเขตอำเภอสอยดาวและอำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี คงจะได้รับผลกระทบรุนแรงและบางสวนถึงขั้นยืนต้นตายไปแล้วก็มีบางสวนที่กำลังติดผล ต้นก็เริ่มเหี่ยวลง ปริมาณน้ำที่กักเก็บไว้ก็เริ่มหมด โดยแหล่งน้ำเหล่านี้เกษตรกรเตรียมสำรองไว้ใช้ และใช้ในการฟื้นฟูต้นเพื่อให้พร้อมการราดสารที่จะให้ติดดอกออกผลตามช่วงเวลาที่ต้องการ ซึ่งจากสถานการณ์ปัจจุบันคงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก ความแห้งแล้งที่รุนแรง อากาศที่ร้อนอบอ้าว เป็นสิ่งที่เกษตรกรกังวลกันมาก บางพื้นที่ถึงกับเกิดความขัดแย้งกันในการแย่งชิงน้ำมาใช้ในพื้นที่สวนของตน

ขณะเดียวกัน สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ของกรมวิชาการเกษตร ได้เร่งรณรงค์ให้ความรู้แก่พี่น้องเกษตรกรทั้งเรื่องการจัดการดิน การจัดการน้ำ การจัดการต้นพืช โดยใช้หลักวิชาการเพื่อช่วยกันทำความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นแก่เกษตรกรในการจัดการเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุดหรือไม่ให้เสียหายเลย เพราะลำไยเป็นไม้ยืนต้น ถ้าต้องทรุดโทรมและตายจากภัยแล้งดังกล่าว กว่าจะปลูกใหม่และให้ผลผลิตต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า 4-5 ปีแล้วเกษตรกรจะทำอย่างไรในช่วงที่ไม่มีรายได้จากสวนดังกล่าว เกษตรกรหลายรายพยายามให้ข้อมูลผมว่าความเสียหายของไม้ผลไม่เหมือนกับความเสียหายในนาข้าว เพราะข้าวเป็นพืชอายุสั้น เมื่อได้รับผลกระทบจากภาวะภัยแล้ง ต้องเสียหายสิ้นเชิง ฤดูถัดไปหรือเมื่อปีนี้ที่อุดมสมบูรณ์พอก็เริ่มปลูกและให้ผลผลิตใหม่ได้ ใช้เวลาฟื้นตัวไม่นานนัก สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นความพยายามในการให้ข้อมูลและช่วยกันแก้ไขปัญหาไม่ให้แย่ลงไปกว่าที่เป็นอยู่

ในมุมทางวิชาการที่ ผอ.ชลธี นุ่นหนูผอ.สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 6 จังหวัดจันทบุรี ได้ให้ข้อมูลต่อที่ประชุมว่า การจัดการต้นพืชในสภาวะที่แห้งแล้ง ต้องตัดแต่งกิ่งให้เหลือเท่าที่จำเป็น ตัดปรับแต่งทรงพุ่มให้เตี้ยลง ลักษณะเหมือนการทำสาวในกาแฟหรือพืชอื่นๆ ซึ่งข้อมูลทางวิชาการจะให้ผลตอบแทนได้ดีกว่าการปล่อยทิ้งไว้ แต่ในมุมมองของเกษตรกรอาจเป็นเรื่องยากที่จะทำใจให้ตัดแต่งกิ่งลำไยออกมากขนาดนั้น ด้วยเกรงว่าจะทำให้ลำไยไม่สามารถให้ผลผลิตได้เท่าที่เคย อย่างไรก็ตาม หากเกษตรกรทำตามคำแนะนำทางวิชาการจะเห็นว่าต้นลำไยจะไม่โทรมและยังคงให้ผลผลิตได้ สามารถจัดการสวนได้ง่าย เนื่องจากทรงพุ่มเตี้ย ทั้งการแต่งช่อผล การจัดการศัตรูพืช และการเก็บเกี่ยว ซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องคิดและตัดสินใจด้วยตัวเอง และเป็นที่น่ายินดีว่าเกษตรกรหลายรายได้นำคำแนะนำเหล่านี้ไปปฏิบัติและให้ผลเป็นที่น่าพอใจ

การผลิตลำไยในพื้นที่เขาสอยดาวและโป่งน้ำร้อนเป็นลำไยที่ควบคุมการออกดอกติดผลด้วยการราดสาร เพื่อทำอย่างต่อเนื่องมาหลายฤดู ทำให้ต้นลำไยโทรมลง ใบมีขนาดเล็กลงและออกเป็นกระจุก ส่งผลต่อการเจริญเติบโตทางลำต้นและการติดผลของลำไย ทำให้ขนาดของผลลำไยเล็กลง ไม่ได้คุณภาพตามความต้องการของตลาด ต้องขายเป็นลำไยร่วงราคาที่ได้จึงต่ำลงไปอีก ดังนั้น หากเกษตรกรจะฝ่าวิฤกตินี้ไปได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกัน วางแผนการแก้ไขปัญหาระยะยาว และต้องใช้หลักการบริหารจัดการทางวิชาการมาแก้ไขด้วยเท่านั้น จึงจะพ้นวิฤกติไปได้ สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ จึงเป็นสถานการณ์ที่ต้องใช้ฐานความรู้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหา ร่วมกับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเท่านั้น จึงจะรอดพ้นกันไปได้

สมชาย ชาญณรงค์กุล

กรมชลฯรุกพัฒนาแหล่งน้ำตะวันตก เร่งโครงการพระราชดำริแก้ปัญหายั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479661

news_default

กรมชลฯรุกพัฒนาแหล่งน้ำตะวันตก เร่งโครงการพระราชดำริแก้ปัญหายั่งยืน

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเดินหน้าพัฒนาแหล่งน้ำภาคตะวันตก เร่งการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก พร้อมเตรียมเปิดโครงการพัฒนาแหลงน้ำขนาดกลางอีก 6 มุ่งหวังแก้ปัญหาสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้กับประเทศอย่างยั่งยืน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานได้วางแผนพัฒนาแหล่งน้ำในพื้นที่ภาคตะวันตกซึ่งอยู่ในลุ่มน้ำแม่กลองไว้อย่างต่อเนื่อง ทั้งโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ขนาดเล็กและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยเฉพาะโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำรินั้น ขณะนี้ได้ดำเนินการมาแล้วจนถึงปัจจุบัน 88 โครงการ กระจายอยู่ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ราชบุรี นครปฐม และสมุทรสงคราม สามารถนำน้ำมาบริหารจัดการได้ทั้งสิ้น 132 ล้านลบ.ม. ครัวเรือนได้รับประโยชน์จำนวน 14,664 ครอบครัว พื้นที่รับประโยชน์ร่วม 200,000 ไร่และขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอีก 1 โครงการ คือ โครงการสร้างฝายวังครกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ราชบุรี ผลงานคืบหน้ากว่า 65% นอกจากนี้ยังมีโครงการที่อยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมดำเนินการอีก 13 โครงการ เม่ื่อแล้วเสร็จทั้งหมด จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านน้ำกินน้ำใช้ให้ราษฎรในพื้นที่ห่างไกลความเจริญได้

ส่วนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ประชาชนได้มีน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตรได้ในระยะเวลาอันสั้นนั้น ในปี 2562ที่ผ่านมากรมชลประทานได้ดำเนินโครงการแล้วเสร็จจำนวน 15 โครงการ เก็บน้ำได้ 450,000 ลบ.ม. มีประชาชนได้รับประโยชน์ 2,109 ครัวเรือน สามารถขยายพื้นที่ชลประทานได้ 2,000 ไร่ และมีพื้นที่รับประโยชน์รวมทั้งสิ้น 8,190 ไร่ ส่วนในปี 2563 มีแผนพัฒนาโครงการขนาดเล็กจำนวน 12 โครงการ เช่น ระบบส่งน้ำฝายทดน้ำบ้านทุ่งโป่งอันเนื่องมาจากพระราชดำริฝั่งขวา แก้มลิงบ้านเขาขวางพร้อมระบบส่งน้ำ เป็นต้น เมื่อแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 3,500 ไร่และพื้นที่อื่นได้รับประโยชน์อีกจำนวน 1,600 ไร่ รวมทั้งยังได้ดำเนินกิจกรรมสนับสนุนระบบกระจายน้ำในระดับแปลงนา สามารถเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 7,174 ไร่ ได้มากกว่าเป้าหมายที่วางไว้ 656 ไร่

สำหรับโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง ในปี 2563 กรมชลประทานมีแผนที่จะเปิดโครงการใหม่ 6 โครงการ ได้แก่ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยลำทรายพร้อมระบบส่งน้ำ โครงการระบบส่งน้ำอ่างเก็บน้ำห้วยกระพร้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการสถานีสูบน้ำพร้อมระบบส่งน้ำกลอนโด-รางสาลี่ โครงการฝายทดน้ำบ้านรางเข้ (ในลำห้วยตะเพิน) พร้อมระบบส่งน้ำ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยแม่ตะกึง พร้อมระบบส่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยป่าไร่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทั้งนี้เมื่อแล้วเสร็จทั้งหมดจะเพิ่มน้ำต้นทุนในจังหวัดกาญจนบุรี มากกว่า 50 ล้านลบ.ม. เพิ่มพื้นที่ชลประทานไม่น้อยกว่า 20,000 ไร่

“การพัฒาแหล่งน้ำของกรมชลประทานทั้งหมด มุ่งหวังเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้กับประเทศ อันเป็นหลักการสำคัญของกรมชลประทาน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวตอนท้าย

รายงานพิเศษ : สศก.ดันกล้วยหอมทองคุณภาพสุราษฎร์ฯ ส่งออกต่างประเทศ-ตั้งเป้าขยายพื้นที่กว่า500ไร่/ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479665

รายงานพิเศษ : สศก.ดันกล้วยหอมทองคุณภาพสุราษฎร์ฯ ส่งออกต่างประเทศ-ตั้งเป้าขยายพื้นที่กว่า500ไร่/ปี

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า กล้วยหอมทองเป็นพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร และตลาดต่างประเทศ มีความต้องการสูง โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น สศก. โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 จังหวัดสุราษฎร์ธานี (สศท.8) ได้ติดตามสถานการณ์การผลิตกล้วยหอมทองและร่วมหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งผู้ประกอบการและเกษตรกร (สำนักงานพาณิชย์จังหวัด หอการค้าจังหวัด สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้แทนเกษตรกร) ในการจัดทำแผนการส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองเพื่อการส่งออกของจังหวัดสุราษฎร์ธานี

ปัจจุบันการผลิตกล้วยหอมทองของจังหวัดสุราษฎร์ธานีมีพื้นที่เพาะปลูก 3,041 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอพนม มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 16,900 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตในเดือนที่ 8-10 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ประมาณ 2 ปี) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดทั้งปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 3,600 กก./ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิ (กำไร) 28,100 บาท/ไร่ (ณ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 12.50 บาท/กก.) ด้านการจำหน่ายผลผลิต สหกรณ์การเกษตรบ้านนาสาร จำกัด เป็นผู้รวบรวมผลผลิต แล้วส่งผ่านบริษัท แพนแปซิฟิค ฟู้ด คอร์ปอเรชั่น จำกัด เพื่อส่งต่อไปยังประเทศญี่ปุ่น ประมาณ 1,500 กก./สัปดาห์ ส่วนการส่งขายในประเทศห้างหุ้นส่วนจำกัด แก้วมีณา (2015) เป็นผู้รวบรวมผลผลิตส่งให้กับเซเว่นอีเลฟเว่น เกษตรกรส่วนใหญ่จะปลูกกล้วยหอมทองเป็นพืชแซม เมื่อพืชหลักเติบโตอย่างเต็มที่จึงต้องเลิกปลูกกล้วยหอมทอง ทำให้ปริมาณผลผลิตไม่แน่นอน อีกทั้ง บางพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนแหล่งน้ำ และประสบภัยธรรมชาติ ทั้งภัยแล้ง อุทกภัย และวาตภัย ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิตไม่ตรงกับความต้องการของตลาด นอกจากนี้ เกษตรกรที่ต้องการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น ต้องให้ความสำคัญในการบันทึกข้อมูลและผลิตสินค้าให้เป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนกลับของประเทศญี่ปุ่น

ด้านนางพัชรารัตน์ ลิ้มศิริกุล ผู้อำนวยการ สศท.8 กล่าวเสริมว่า แนวทางส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทองของจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ต้องดำเนินการ มีดังนี้ 1) จัดหาพันธุ์ดี ตรงกับความต้องการของตลาด 2) ประชาสัมพันธ์ด้านการผลิตและการตลาดแก่เกษตรกร รวมถึงติดตามและประเมินผล 3) ส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทองในพื้นที่เหมาะสมและมีศักยภาพ โดยขยายพื้นที่เพื่อรองรับความต้องการของตลาด อีกประมาณ 561 ไร่/ปี และสนับสนุนให้เกษตรกรแบ่งพื้นที่บางส่วนมาปลูกกล้วยหอมทองเป็นพืชหลัก 4) สนับสนุนการตรวจรับรองแปลง GAP และตามมาตรฐานข้อกำหนดของผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศรวมถึงสนับสนุนให้เกษตรกรเข้ามาเป็นเครือข่ายของสหกรณ์และผู้ประกอบการ เพื่อเข้าสู่กระบวนการอบรมการวางแผนและควบคุมคุณภาพการผลิต และ 5) ใช้หลักการตลาดนำการผลิต จับคู่ตลาดกับเกษตรกร/กลุ่มเกษตรกร มุ่งเน้นให้มีตลาดรองรับผลผลิต และส่งเสริมการทำ ContractFarming รวมถึงการหาตลาด ภายในประเทศเพิ่มเติมเพื่อขยายการผลิตในอนาคต……..ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มราคาขาย และสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยหอมทอง ซึ่งเป็นโอกาสของเกษตรกรและใช้เป็นโมเดลส่งเสริมการปลูกกล้วยหอมทองให้จังหวัดอื่นต่อไป สำหรับเกษตรกร หรือผู้สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการผลิตกล้วยหอมทองภค สอบถามได้ที่สศท.8 โทร. 0-7731-1641 Email :
zone8@oae.go.th