14ปีกรมการข้าวมุ่งเพิ่มศักยภาพชาวนานำพาสู่นวัตกรรม4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479660

news_default

14ปีกรมการข้าวมุ่งเพิ่มศักยภาพชาวนานำพาสู่นวัตกรรม4.0

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ข้าว เปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของวิถีแห่งชีวิต และเป็นพืชเศรษฐกิจที่หล่อเลี้ยงคนไทยทั้งชาติ เนื่องจากข้าวเป็นอาหารหลักที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน การทำนาได้แทรกซึมอยู่ในวิถีวัฒนธรรม ก่อให้เกิดประเพณีอันศักดิ์สิทธิ์มากมาย เมล็ดข้าวนอกจากจะเป็นอาหารหลักในการดำรงชีวิตแล้ว ยังมีความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วย กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สถาปนาขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2549 ตลอดระยะเวลา 14 ปี แห่งการเป็นหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบดูแล ด้านการผลิตข้าว การขับเคลื่อนงานบริหารจัดการข้าวของประเทศอย่างครบวงจร ทั้งด้านการผลิต การแปรรูป และการจัดจำหน่าย มีบทบาทสำคัญ ในการดูแลชาวนาจำนวนกว่า 4 ล้านครัวเรือน กว่า 16 ล้านคนซึ่งถือเป็นจำนวนมาก เกือบ 1 ใน 3 ของประชากรทั้งประเทศ อีกทั้งยังส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของชาวนาให้สามารถทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายที่รัฐบาลมุ่งดำเนินการ เพื่อสร้างความอยู่ดีกินดี และเพิ่มเสถียรภาพให้กับประเทศ

โดยปัจจุบันมี นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วยนายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทั้ง 2 ท่าน มีแนวนโยบายที่ส่งเสริมอาชีพการทำนา โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาวนาเป็นหลัก และได้มอบแนวทางมายัง นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว คนที่ 9 เป็นผู้ขับเคลื่อน ถึงแม้ว่าในปีที่ผ่านมามีปัญหาอุปสรรคต่างๆมากมาย ไม่ว่าจะเกิดฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาดด้านข้าวต่างๆ ส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหายสร้างผลกระทบให้แก่ชาวนาเป็นจำนวนมาก ในระยะเร่งด่วนนี้ รัฐบาลจึงพยายามเร่งการชดเชยรายได้ ผ่านมาตรการต่างๆ ที่กำหนดขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ชาวนาในฤดูกาลผลิตที่กำลังจะมาถึง ทั้งนาปรัง และนาปี โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว และสนับสนุนให้มีการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนาผู้ประสบภัยดังกล่าว เป็นจำนวนเงินกว่า 1,700 ล้านบาทซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการจัดซื้อเพื่อช่วยเหลือชาวนา

นอกจากนั้น รัฐบาลพยายามที่จะทุ่มเทช่วยเหลือชาวนา และองค์กรชาวนา ให้มีความเข้มแข็ง อาทิ การจัดตั้งศูนย์ข้าวชุมชน เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการส่งเสริมและพัฒนาการผลิตข้าว เปิดโอกาสให้ชาวนาผู้ปลูกข้าวในชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับการพัฒนาข้าวด้วยตนเอง โดยมีกรมการข้าว เป็นพี่เลี้ยง โครงการพัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง Smart Farmer เน้นพัฒนาชาวนาอย่างรอบด้าน ให้ชาวนาไทยพึ่งพาตนเอง และเป็นแบบอย่างแก่ชาวนารายอื่น เพื่อการพัฒนาภาคการเกษตรให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน โครงการ Young Smart Farmer เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่ประกอบอาชีพเกษตร สามารถบริหารจัดการการเกษตร ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย ต่อยอดไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ พึ่งพาตนเองและเป็นผู้นำทางการเกษตรในท้องถิ่นได้ เพื่อสร้างอาชีพชาวนาให้มีความเข้มแข็ง มีรายได้ที่มั่นคงในอนาคตต่อไป

เร่งวิจัยข้าวไทย ช่วยชาวนาส่งขายนอก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479728

news_default

เร่งวิจัยข้าวไทย ช่วยชาวนาส่งขายนอก

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.
กระทรวงเกษตร ชูงานวิจัยและพัฒนาข้าวรองรับการแข่งขันตรงความต้องการของตลาดโลก มุ่งยกระดับการส่งออกข้าวไทย

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม  นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือ “แนวทางการเร่งรัดและการขับเคลื่อนแผนงานโครงการปีงบประมาณ 2563” พร้อมมอบโล่และเกียรติบัตรในพิธีเชิดชูเกียรติข้าราชการดีเด่น กรมการข้าว เนื่องในโอกาสวันสถาปนากรมการข้าวครบรอบ 14 ปี  ณ ห้องประชุมจักรพันธ์ กรมการข้าว ว่า ปัจจุบันภาคการเกษตรของไทยกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงและสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่คาดว่าจะเกิดภัยแล้งไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 ตลอดจนสถานการณ์โรคติดต่อ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อสินค้าเกษตร ผลไม้ ปศุสัตว์ และประมง

ซึ่งขณะนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์อยู่ระหว่างวางแผนช่วยเหลือสินค้าด้านต่าง ๆ และตลอดระยะเวลาที่กำกับดูแลกรมการข้าว ได้มุ่งวางระบบการทำงานเพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้มีคุณภาพ อาทิ การผลิตเมล็ดพันธ์ข้าวให้เพียงพอกับความต้องการ การพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชน การพัฒนาแปลงใหญ่ การจัดหาแหล่งน้ำบาดาลเพื่อใช้ในการทำนา รวมทั้งวางระบบการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวตามความต้องการของตลาด หรือผู้ส่งออกข้าว เช่น พันธุ์กข79 และพันธุ์ข้าวนุ่ม PTT 03019-18-2-7-4-1 ซึ่งเป็นพันธุ์ใหม่อยู่ระหว่างเตรียมรับรองพันธุ์ สำหรับนโยบายที่จะให้มีการร่วมแรงร่วมใจกันวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ดีเพื่อการแข่งขันของศูนย์วิจัยข้าว และร่วมแรงร่วมใจในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีของศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าว ขอย้ำว่ายังคงให้มีการดำเนินงานเช่นเดิม และต้องเร่งรัดดำเนินการให้เกิดผลสำเร็จโดยเร็ว

อย่างไรก็ตามแม้ว่าที่ผ่านมาเกิดฝนแล้ง น้ำท่วม โรคระบาดด้านข้าวต่าง ๆ จะส่งผลให้ผลผลิตได้รับความเสียหาย สร้างผลกระทบให้แก่ชาวนาเป็นจำนวนมาก ในระยะเร่งด่วนนี้ รัฐบาลจึงพยายามเร่งการชดเชยรายได้ ผ่านมาตรการต่าง ๆ ที่กำหนดขึ้น เพื่อสร้างโอกาสให้แก่ชาวนาในฤดูกาลผลิตที่กำลังจะมาถึง โดยการจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว และสนับสนุนให้มีการจัดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อช่วยเหลือชาวนาผู้ประสบภัยดังกล่าว ผ่านโครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าว ปี 2563/64 ภายใต้แผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562 ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการจัดส่งเมล็ดพันธุ์ข้าวให้ชาวนา

นอกจากจากนี้ กรมการข้าวยังต้องให้ความสำคัญในด้านการวิจัยและพัฒนาข้าวเพื่อการแข่งขันของไทยตามความต้องการของผู้ส่งออกข้าว เช่น การวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 ให้มีผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น (ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ข้าวรอบที่ 1 : นาปี 666 กิโลกรัมต่อไร่ รอบที่ 2 : นาปรัง 669 กิโลกรัมต่อไร่) การวิจัยและพัฒนาข้าวพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง สามารถทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ต้านทานโรคและแมลงศัตรูข้าว รวมทั้งการวิจัยและพัฒนาข้าวต้องให้ความสำคัญกับการลดต้นทุนการผลิตข้าว เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ชาวนา โดยมีเป้าประสงค์ในอีก 2 – 3 ปี ข้างหน้า ประเทศไทยจะมีพันธุ์ข้าวที่สามารถรองรับการแข่งขันและตรงตามความต้องการของตลาดโลก เพื่อยกระดับการส่งออกข้าวของประเทศไทย

ทั้งนี้ สถาบันการจัดการนานาชาติยังได้จัดอันดับประเทศไทยในด้านโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อยู่ในอันดับที่ 42 ของโลก เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม อาทิ ความหลากหลายทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ประเทศไทยมีความท้าทายในด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมที่สำคัญ เช่น กำหนดโจทย์การวิจัยที่ตอบสนองความต้องการประชาชน ภาคการผลิตและบริหาร ดังนั้น หากมีพันธุ์ข้าวที่ดี ถือว่ามีโอกาสสูงที่จะชนะคู่แข่งได้ ซึ่งงานวิจัยและพัฒนาข้าวถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาการผลิตข้าวของไทย

รักษ์เกษตร : ผลไม้เน่าเสีย ผลไม้ล้นตลาด…นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479662

news_default

รักษ์เกษตร : ผลไม้เน่าเสีย ผลไม้ล้นตลาด…นำมาทำปุ๋ยอินทรีย์ได้

วันอังคาร ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม มีผลไม้ที่บ้านปลูกขายไม่ได้ราคาล้นตลาด บางอย่างต้องปล่อยเน่าเสีย จะทำอย่างไรได้บ้าง

ศรชัย นิลอักษร

อ.หนองแซง จ.สระบุรี

คำตอบ

ชาวสวนเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ หรือใครก็ตามที่สามารถมองเห็นโอกาสจากภาวะล้นตลาดของสินค้าเกษตรที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลผลไม้ขณะนี้ขายไม่ได้ราคา บางที่ชาวสวนก็ทิ้งกันเกลื่อนกลาด ทั้งในท้องตลาดและตามสวนผลไม้ เราสามารถแปลงวิกฤติเป็นโอกาสได้
ทางราชการได้แนะนำให้ทำ น้ำหมักชีวภาพ หรือที่เรียก ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ก็ได้

ทางราชการโดย กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้คิดหาวิธีการนำผลไม้ที่เน่าเสีย หรือขายไม่ได้ราคา นำมาไปใช้ให้เกิดประโยชน์ นักวิชาการของหน่วยงานได้ค้นคิด วิจัยและทดสอบพบว่า เศษวัสดุผลไม้เหลือทิ้งเหล่านี้ สามารถนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ (ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่ง) โดยใช้สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ซึ่งเป็นผลงานวิจัยที่มีประสิทธิภาพในการผลิตน้ำหมักชีวภาพ โดยได้ค้นพบกลุ่มจุลินทรีย์ ที่มีสมบัติในการหมัก และย่อยวัสดุที่มีลักษณะสด อวบน้ำหรือมีความชื้นสูง ประกอบด้วยจุลินทรีย์ 5 กลุ่ม ได้แก่ ยีสต์แบคทีเรียผลิตกรดแลคติก แบคทีเรียย่อยสลายโปรตีน แบคทีเรียย่อยสลายไขมัน และแบคทีเรียละลายสารประกอบฟอสเฟต

สารเร่งซุปเปอร์ พด.2 เพื่อผลิตน้ำหมักชีวภาพ โดยดำเนินกิจกรรมการหมักในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน ทำให้กระบวนการหมักดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าการหมักธรรมดาทั่วไป ซึ่งการทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้ ไม่มีอะไรยุ่งยาก ประกอบด้วยผลไม้ ที่หล่นอยู่ตามสวน หรือเน่าเสียในท้องตลาด จำนวน 40 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม น้ำ 10 ลิตร สารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 จำนวน 1 ซอง (25 กรัม)

ขั้นตอนการทำ ให้นำสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 มาผสมในน้ำ 10 ลิตร คนให้เข้ากันนานประมาณ 5 นาที จากนั้นผสมวัสดุผลไม้(ควรสับให้ละเอียดหรือมีขนาดเล็กก่อน) และกากน้ำตาล โดยอาจใช้น้ำตาลทรายแดง น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว หรือเศษผลไม้แทนได้ ลงในถังหมักขนาดความจุ 50 ลิตร จากนั้นเทสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 ที่ผสมน้ำแล้วลงในถังหมัก คลุกเคล้าหรือคนส่วนผสมต่างๆ ให้เข้ากันอีกครั้ง ปิดฝาถังหมักให้สนิทและนำไปตั้งไว้ในที่ร่ม

ใช้ระยะเวลาในการหมัก 7-10 วัน ก็สามารถนำออกมาใช้รดหรือฉีดพ่นพืชได้ แต่ต้องเจือจางกับน้ำเสียก่อน นอกจากประโยชน์โดยตรงที่ได้จากน้ำหมักชีวภาพ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากพืช เพิ่มการขยายตัวของใบ และยืดตัวของลำต้น ช่วยชักนำให้เกิดการงอกของเมล็ด เร่งการออกดอกและติดผลดีขึ้น ขับไล่แมลงศัตรูพืช ตลอดจนช่วยลดกลิ่นเหม็นในคอกสัตว์เลี้ยงได้เป็นอย่างดี การเก็บผลไม้เน่าเสียออกจากสวนยังเป็นการกำจัดแหล่งเพาะแมลงวันทองในทางอ้อมได้อีกด้วย

ประโยชน์มากมายที่กล่าวมานี้ ก็ไม่ควรทิ้งขว้าง สร้างโอกาสให้กับตัวเอง เพราะนอกจากได้ปุ๋ยไว้ใช้เองแล้ว ยังขายเป็นรายได้เสริมในช่วงที่ผลไม้ราคาตกต่ำอีกด้วย เกษตรกรหรือผู้สนใจท่านใดต้องการข้อมูลเพิ่มเติมหรือต้องการสารเร่งซุปเปอร์ พด. 2 ของกรมพัฒนาที่ดิน ติดต่อสอบถามได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินที่ตั้งในจังหวัดใกล้บ้านของท่าน

นาย รัตวิ

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เดินหน้าตามยุทธศาสตร์20ปี ยกระดับบุคลากรมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479457

news_default

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เดินหน้าตามยุทธศาสตร์20ปี ยกระดับบุคลากรมุ่งพัฒนาคุณภาพชีวิตเกษตรกร

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมตรวจบัญชีสหกรณ์เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญขับเคลื่อนการพัฒนาระบบการบริหารจัดการด้านการเงินและการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร เกษตรกรและประชาชน ให้โปร่งใส เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบตรวจสอบบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร กำหนดระบบบัญชีและมาตรฐานการสอบบัญชีให้เหมาะสม ให้
คำปรึกษาแนะนำและความรู้ด้านการบริหารการเงินการบัญชีแก่คณะกรรมการและสมาชิกของสหกรณ์ เพื่อให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร มีข้อมูลเชื่อถือได้และเป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีและมาตรฐานการสอบบัญชี ตลอดจนการถ่ายทอดความรู้และส่งเสริมการจัดทำบัญชีครัวเรือน และบัญชีต้นทุนอาชีพแก่เกษตรกร เยาวชนและประชาชนทั่วไป ให้มีทักษะความสามารถวางแผนชีวิตของครอบครัวทั้งการออมการใช้จ่าย การก่อหนี้และการจัดการความเสี่ยง พัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นรูปธรรม อยู่ได้อย่างมีความสุข พอกินพอใช้ สร้างภูมิคุ้มกันความจนด้วยการทำบัญชี

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯกล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์มุ่งเน้นทำงานไปที่การตรวจสอบเพื่อป้องกันและควบคุมการทุจริตภายในสหกรณ์ การทำงานจึงเป็นกลไกสำคัญในการตรวจหาหลักฐานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นถึงการทุจริตของสหกรณ์ ซึ่งหากสามารถตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะระงับยับยั้ง หรือบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นแก่ประชาชนได้ นอกจากนี้ มุ่งหวังให้บุคลากรผู้ปฏิบัติงานทุกภาคส่วนของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ร่วมบูรณาการนำพาสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรให้ก้าวเดินอย่างมั่นคง สู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน รวมทั้งเน้นย้ำความสำคัญของงานด้านการถ่ายทอดองค์ความรู้ทางบัญชีสู่พี่น้องเกษตรกร กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ และประชาชน ให้เข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ นำระบบบัญชีไปใช้บริหารจัดการสู่ความสำเร็จ เสริมสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกร ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร ตามเป้าหมายยุทธศาสตร์เกษตรและสหกรณ์ ระยะ 20 ปี เพื่อนำพาประเทศไทยสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน

รายงานพิเศษ : เจาะลึกมาตรการแก้วิกฤติEECน้ำน้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479464

รายงานพิเศษ : เจาะลึกมาตรการแก้วิกฤติEECน้ำน้อย

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัดคือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา เป็นพื้นที่ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยมีเป้าหมายส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศเพิ่มความสามารถแข่งขันและทำให้เศรษฐกิจของไทยเติบโตได้ระยะยาว ภายใต้แผนยุทธศาสตร์“ไทยแลนด์ 4.0” ซึ่งเป็นการพัฒนาเชิงพื้นที่ที่ต่อยอดความสำเร็จมาจากโครงการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลตะวันออกหรือ Eastern Seaboard ที่ดำเนินมาตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา

“น้ำ” เป็นปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญที่จะทำให้ EEC ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้ ดังนั้นน้ำในพื้นที่ EEC จะต้องมีเสถียรภาพและความมั่นคงในทุกสภาวการณ์

ปีนี้ประเทศไทยประสบภาวะภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง พื้นที่ EEC ก็เช่นเดียวกัน เนื่องจากปริมาณฝนสะสมในพื้นที่ภาคตะวันออกปี 2562 ที่ผ่านมาต่ำกว่าค่าปกติ 30-40% ส่งผลให้ปริมาณน้ำต้นทุนเก็บกักในอ่างเก็บน้ำของ 3 จังหวัด EEC ดังกล่าวมีน้อย และจากคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งปี 2563 พื้นที่ EEC เป็นอีกพื้นที่หนึ่งมีโอกาสประสบภัยแล้ง ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ปัญหาขาดแคลนน้ำเกิดขึ้น รัฐบาลได้ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการวางมาตรการบริหารจัดการน้ำให้น้ำในพื้นที่ EEC มีความมั่นคงในเรื่องน้ำ และมีเพียงพอกับความต้องการ

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวถึงแผนการบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้ง ปี 2563 ในพื้นที่ EEC ว่า ในส่วนจังหวัดระยอง มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักจากอ่างเก็บน้ำหลัก 3 แห่งคือ อ่างฯดอกกราย อ่างฯหนองปลาไหล และอ่างฯคลองใหญ่ ซึ่งส่งน้ำให้กับการประปาการเกษตร และอุตสาหกรรม ในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดชลบุรีบางส่วน ขณะนี้มีปริมาณน้ำใช้การ คงเหลือ 38.0 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) เมื่อรวมกับแผนที่จะสูบผันจากอ่างฯประแสร์มาอีกจะมีปริมาณน้ำใช้การรวม 58.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ฤดูแล้ง ปริมาณน้ำเพียงพอ ถึงสิ้นฤดูแล้ง 30 มิ.ย. 2563 และเหลือน้ำใช้การ อีกประมาณ 8.0 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตาม เพื่อสำรองน้ำกรณีฝนตกช้ากว่าเดือนมิถุนายน มีมาตรการ ดังนี้

1.เชื่อมเส้นท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ กับท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์- อ่างฯหนองปลาไหล มาลงอ่างฯหนองปลาไหล สูบผันน้ำวันละ 0.5 ล้านลบ.ม. ลดการสูญเสียน้ำ 100,000 ลบ.ม.ต่อวันดำเนินการโดย บริษัท จัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก จำกัด (มหาชน) หรือ East Water ซึ่งได้เริ่มสูบน้ำตั้งแต่ 31 ม.ค. 2563 ที่ผ่านมาแล้ว 2.แบ่งปันน้ำจากอ่างฯประแกด ระบายลงคลองวังโตนด และใช้ระบบสูบผันน้ำคลองวังโตนด มาเติมอ่างฯประแสร์ เพื่อสูบผันน้ำต่อมายัง 3 อ่างเก็บน้ำหลัก เพิ่มน้ำต้นทุน 10 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่วันที่ 1-31 มี.ค.2563

3.สูบผันน้ำจากอ่างฯ คลองใหญ่ มาลงอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อรวมปริมาณน้ำมาใช้ในอ่างหนองปลาไหล 3 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่ 29 ก.พ.2563 4.วางท่อในคลองน้ำแดง ต่อจากด้านท้ายท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์ – อ่างฯคลองใหญ่ เพื่อแยกท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ ออกจากท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯหนองปลาไหล เพิ่มปริมาณการสูบผันน้ำจากอ่างฯ ประแสร์ วันละ 150,000 ลบ.ม. ดำเนินการโดย บริษัท East Water จะแล้วเสร็จภายใน 15 เม.ย. 2563

5.สูบน้ำกลับคลองสะพานเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ ดำเนินการตั้งช่วงเดือนพ.ค.-มิ.ย. 2563 อย่างน้อย 3 ลบ.ม./วินาที ได้ปริมาณน้ำรวมประมาณ 10 ล้านลบม. ขณะนี้กรมชลประทานกำลังวางท่อเหล็กขนาด 1,800 มม. และบริษัท East Water ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ รวม 3 ลบ.ม/วินาที จะแล้วเสร็จ 15 พ.ค.2563 6.ซ่อมแซมระบบสูบกลับวัดละหารไร่ (แม่น้ำระยอง) เติมอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำระยอง เมื่อมีฝนตก เสริมน้ำในอ่างฯ หนองปลาไหลวันละ 100,000 ลบ.ม. ดำเนินการโดย บริษัท East Water จะแล้วเสร็จภายใน 15 เม.ย. 2563 และ 7.การนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และกรมชลประทาน สูบใช้น้ำคลองน้ำหู เมื่อมีฝนตก เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯ หนองปลาไหล วันละ 50,000 ลบ.ม. ทั้งนี้ระบบสูบมีความพร้อมสามารถสูบใช้น้ำตั้งแต่ 15 เม.ย. 2563

สำหรับจังหวัดชลบุรี มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักจาก อ่างฯบางพระ อ่างฯหนองค้อ อ่างฯมาบประชันอ่างฯซากนอก อ่างฯหนองกลางดง อ่างฯห้วยสะพานและอ่างฯห้วยขุนจิต รวม 7 แห่ง ส่งน้ำให้การประปาส่วนภูมิภาค สาขาชลบุรี สาขาพัทยา และสาขาศรีราชาและภาคอุตสาหกรรม ในพื้นที่เมืองพัทยา อำเภอศรีราชาและอำเภอเมือง จ.ชลบุรี ขณะนี้ปริมาณน้ำใช้การคงเหลือ31.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ปริมาณน้ำไม่เพียงพอถึงสิ้นฤดูแล้ง เดือน 30 มิ.ย. 2563 ขาดน้ำประมาณ -7.1ล้านลบ.ม. มีมาตรการรองรับ ดังนี้

1.ให้จังหวัดชลบุรีประสานเจรจาซื้อน้ำจากบ่อดินเอกชน เสริมเข้าในระบบของการประปา และบริษัท East Water ใน จ.ชลบุรี และฉะเชิงเทรา เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯ เกินแผน และเสริมปริมาณน้ำในอ่างฯ ให้เพียงพอ ถึงสิ้นฤดูแล้งเดือน 30 มิ.ย. 2563 ปัจจุบันอยู่ระหว่างประสาน เจ้าของบ่อดิน

2.กรมชลประทานจะขุดลอกคลองหลวง จากท้ายอ่างฯคลองหลวง ถึงคลองพานทอง เพื่อระบายน้ำจากอ่างคลองหลวง มาที่สถานีสูบพานทอง และสูบผันมาเติมในอ่างฯบางพระ 3 ล้านลบ.ม. โดยจะเริ่มสูบตั้งแต่วันที่ 15 มี.ค. 2563 พร้อมทั้งควบคุมการดักสูบน้ำระหว่างทาง และ 3. บริษัท East Water ทำการสูบผันน้ำแม่น้ำบางปะกง-อ่างฯบางพระ เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำอ่างฯ บางพระ กรณีมีฝนตกในลุ่มน้ำบางปะกงผลักดันน้ำเค็มลงมาต่ำกว่าจุดสูบน้ำ ซึ่งปัจจุบันกำลังติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม และซ่อมท่อรั่ว คาดว่าจะแล้วเสร็จสูบผันน้ำได้ 15 พ.ค. 2563

ส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา(ฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง) มีแหล่งน้ำต้นทุนหลักมาจาก อ่างฯน้ำสียัด และอ่างฯคลองระบม ขณะนี้ปริมาณน้ำใช้การ 45.3 ล้านลบ.ม. มีปริมาณน้ำเพียงพอใช้ในกิจกรรมต่างๆ จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 2563 ประกอบด้วย น้ำต้นทุนเพื่อผลิตประปา 13 ล้านลบ.ม. รักษานิเวศ 2 ล้านลบ.ม. และการเกษตรต่อเนื่อง 1 ล้านลบ.ม. และสำรองกรณีฝนตกล่าช้าอีก 30 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเพิ่มเติมรองรับวิกฤติขาดแคลนน้ำ ในฤดูแล้งปีนี้ โดยรณรงค์ให้ผู้ใช้น้ำ ลดการใช้น้ำทุกภาคส่วนใน จ.ระยอง และชลบุรี 10% ตั้งแต่เดือน ก.พ.-มิ.ย. 2563 ให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) แจ้งกระทรวงพลังงาน สั่งการให้โรงไฟฟ้าเอกชนในจังหวัดระยอง ชลบุรี หยุดเดินระบบอยู่ในโหมด Stand Bye หรือเดินระบบเท่าที่จำเป็น เพื่อลดการใช้น้ำเพื่อหล่อเย็น ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควบคุมการสูบน้ำไม่ให้เกินจำนวนที่ในแผนที่กำหนดรายวัน
และตรวจสอบมิเตอร์วัดน้ำ ให้ใช้งานได้ตลอดเวลา พร้อมทั้งให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพัทยา เตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำเคลื่อนที่ จากอ่างฯห้วยตู้ 1 อ่างฯห้วยตู้ 2 อ่างฯมาบฟักทอง 1 และอ่างฯมาบฟักทอง 2 รวมปริมาณน้ำ 3 ล้านลบ.ม.

“กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ได้บริหารจัดการน้ำเพื่อรักษาเสถียรภาพสูงสุดให้กับน้ำอุปโภคบริโภค และเพื่อให้ภาคตะวันออก โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC จะได้ไม่เกิดวิกฤติขาดแคลนน้ำในฤดูแล้งปี 2563 นี้ ทั้งนี้หากสามารถดำเนินการได้ตามมาตรการที่วางไว้ทั้งหมด ปริมาณน้ำจะเพียงพอใช้จนถึงฤดูฝนอย่างแน่นอน” อธิบดีกรมชลประทานกล่าวยืนยัน

ลุยสกัดโรคใบด่างมัน29,151ไร่เฝ้าระวัง39จว. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479459

news_default

ลุยสกัดโรคใบด่างมัน29,151ไร่เฝ้าระวัง39จว.

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรฯมอบหมายกรมส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง พร้อมกำชับให้สำรวจติดตามการระบาดในแปลงปลูกมันสำปะหลังของตนเองสม่ำเสมอ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการดำเนินงานโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคฯแล้ว โดยกำหนดให้ภาครัฐเข้าไปทำลายตามเงื่อนไขโครงการฯ และจ่ายเงินชดเชยให้เกษตรกรที่ทำลายแปลงมันสำปะหลังที่พบโรค ไร่ละ 3,000 บาท ตามพื้นที่ทำลาย ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯ และนโยบายรัฐบาล

ด้านนายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันพบการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังคงเหลือ 29,151.915 ไร่ ใน 11 จังหวัด คิดเป็นร้อยละ 0.35 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศ 8.43 ล้านไร่ (53 จังหวัด) จึงอนุมัติทำลายแปลงมันสำปะหลังที่พบการระบาดของโรคแล้ว 25,663.225 ไร่ ใช้งบประมาณ 55,432,566 บาท
(คิดเป็นร้อยละ 95.63 ของพื้นที่เข้าเกณฑ์อนุมัติทำลาย) และอนุมัติการชดเชยให้กับเกษตรกรแล้ว 662.347 ไร่ ใช้งบประมาณ 1,987,041 บาท ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรส่งเรื่องให้สำนักงบประมาณจัดสรรเงินให้กรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อโอนให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและเกษตรกร โดยโอนผ่านบัญชี ธ.ก.ส. ที่เกษตรกรได้ลงทะเบียนไว้เรียบร้อยแล้ว

สำหรับแผนการขับเคลื่อนตามโครงการฯวางแนวทางไว้ 4 แนวทางคือ 1) สำรวจแปลงสม่ำเสมอ 2) ทำลายต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคและแมลงพาหะ 3)ชดเชยรายได้ให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งต้องทำโดยรัดกุม พร้อมปฏิบัติตามระเบียบของราชการอย่างเคร่งครัด และ 4) ส่งเสริมใช้ท่อนพันธุ์สะอาด

“นอกจากการทำลายพื้นที่พบโรคใบด่างมันสำปะหลังแล้ว ยังมีพื้นที่เฝ้าระวัง 39 จังหวัด จึงได้กำชับและรณรงค์ให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์มันสะอาด รวมถึงให้กองขยายพันธุ์พืช จัดทำแปลงผลิตพันธุ์ ณ ศูนย์ขยายพันธุ์พืช 5 ศูนย์ ได้แก่ ชลบุรี พิษณุโลก มหาสารคาม สุพรรณบุรี อุดรธานี ตั้งแต่ปี 2562 รวมกว่า 118,000 ลำ ใช้เป็นท่อนพันธุ์ได้กว่า 400,000 ท่อน เตรียมรองรับการขาดแคลนท่อนพันธุ์ เนื่องจากต้นมันสำปะหลังที่พบโรคต้องทำลายทิ้งทั้งหมด เก็บได้
เฉพาะหัวมันไว้จำหน่ายเท่านั้น โดยได้รับพันธุ์ที่ผ่านการรับรองมาจากกรมวิชาการเกษตรและมูลนิธิสถาบันพัฒนามันสำปะหลังแห่งประเทศไทย”รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

อย่างไรก็ตาม คาดว่าเดือนมีนาคมนี้ กองขยายพันธุ์พืชจะจัดสรรท่อนพันธุ์ให้พื้นที่จังหวัด นอกจากนี้ ยังสั่งให้ระดมเกษตรกรแปลงใหญ่มันสำปะหลัง ศูนย์จัดการศัตรูพืชชุมชนที่มีแปลงมันสำปะหลัง มาร่วมเรียนรู้ผลิตท่อนพันธุ์สะอาดที่ถูกต้อง เพื่อเตรียมจัดสรรให้พื้นที่ขาดแคลนต่อไป

ชายคาพระพิรุณ : 16 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479456

586851ชายคาพระพิรุณ : 16 มีนาคม 2563

ชายคาพระพิรุณ : 16 มีนาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันก่อนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงข่าวเตรียมจัดงาน “มหกรรมเกษตรสร้างชาติ” โดยจะจัดให้มีศูนย์ถ่ายทอด ศูนย์เรียนรู้ที่มีเมนูอาชีพสำหรับเกษตรกรให้เลือกหลากหลาย มีการสัมมนา อบรม สาธิต รวมทั้งให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้ให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินในการเขียนแผนธุรกิจเพื่อให้เป็นจุดบริการแบบเบ็ดเสร็จ(One Stop Service) โดยเน้นให้แต่ละหน่วยงานจัดทำศูนย์การเรียนรู้และสาธิตการประกอบอาชีพในด้านต่างๆ อาทิ ด้านพืช ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ด้านประมง ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำ ด้านปศุสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ แพะ และสัตว์ปีก ด้านการตลาด การแปรรูป เพิ่มมูลค่าการผลิต โดยสถานที่จัดงานคือ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี ของท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ ประภัตร โพธสุธนงานนี้วัตถุประสงค์ค่อนข้างดี แต่ก็ยังมีหลายกังขาว่าทำไมต้องไปจัดที่สุพรรณบุรี และทำไมต้องเป็นสถานที่นั่น
เพราะเป็นที่ของเอกชน สถานที่ราชการหน่วยงานกระทรวงเกษตรฯ ในต่างจังหวัดไม่มีแห่งใดเหมาะสมสำหรับจัดงานนี้ได้เลยหรือ ทั้งที่หลายแห่งก็สร้างเป็นศูนย์เรียนรู้อยู่แล้ว แม้ท่านรัฐมนตรีช่วยฯ จะเมตตาให้ใช้สถานที่ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว แต่งบประมาณที่ลงไปสำหรับการจัดสถานที่ สร้างฐานเรียนรู้ต่างๆ หากเป็นสถานที่ของหลวง เมื่องานเลิกแล้วก็ยังคงอยู่ให้เกษตรกรได้เข้าไปเรียนรู้ในสถานที่ของหลวงได้ต่อไป แต่เมื่อไปจัดในที่เอกชนเมื่องานเลิกแล้ว หากจะต้องรื้อถอนทิ้งเลยก็น่าเสียดายงบประมาณจำนวนไม่น้อยแต่ใช้ประโยชน์ได้เพียงไม่กี่วัน หรือหากยังคงอยู่ก็จะกลายเป็นเอื้อประโยชน์ต่อสถานที่เอกชนหรือเปล่า เท่ากับว่าเอางบหลวงไปทิ้งไว้ให้เอกชนได้รับประโยชน์หรือไม่…น่าจะเป็นคำถามที่หลายคนคงสงสัยเหมือนกัน

เรื่องต่อไป เป็นข่าวดีๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรนาเกลือทะเลที่ปัจจุบันประเทศไทยมีการทำนาเกลือทะเลทั้งประเทศ 78,289.16 ไร่ ใน 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และปัตตานี แต่เนื่องจากปัจจุบันเกษตรกรนาเกลือทะเลประสบปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการนำเข้าเกลือทะเลจากต่างประเทศจำนวนมาก อีกทั้งมีปัญหาอีกหลายด้านที่จะต้องเร่งแก้ไข อาทิ ปัญหาประสบจากภัยธรรมชาติ ปัญหาต้นทุนและค่าเช่าที่นาในการผลิตและค่าแรงค่อนข้างสูง ประกอบกับสภาพอากาศไม่เอื้ออำนวยและการรวมกลุ่มของเกษตรกรยังไม่ค่อยเข้มแข็ง รายได้ไม่เพียงพอ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย จึงได้ประชุมคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกำหนดแนวทางในการแก้ไขปัญหาเกลือทะเลไทย เบื้องต้นได้เห็นชอบโครงการสินเชื่อชะลอการขายเกลือทะเล ปีการผลิต 2561/2562 – 2562/2563 เพื่อเสนอต่อ ครม.ต่อไป รวมทั้งมีแผนส่งเสริมการทำนาเกลือทะเลรูปแบบเกษตรแปลงใหญ่ ซึ่งจากการสำรวจความต้องการใช้เกลือตามนโยบายตลาดนำการผลิต พบว่า ปริมาณการใช้เกลือในประเทศมีประมาณปีละ 900,000 ตัน โดยใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารสำเร็จรูป (รวมเพื่อการส่งออก) 450,000 ตันต่อปีอุตสาหกรรมผลิตน้ำปลา 430,000 ตันต่อปี อุตสาหกรรมผลิตซอสปรุงรสและผักผลไม้ดองในน้ำเกลือ รวมถึงอาหารทะเลในน้ำเกลือ 20,000 ตัน ซึ่งส่วนใหญ่ใช้เกลือสินเธาว์ที่ผลิตได้มาตรฐานอุตสาหกรรมและมาตรฐานอาหาร โดยแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวกระทรวงเกษตรฯได้บูรณาการความร่วมมือกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการเป็นหน่วยงานหลักในการบริหารจัดการด้านการตลาดนำการผลิตเกลือทะเล เพื่อแก้ปัญหาราคาเกลือทะเลตกต่ำ ช่วยเหลือให้ชาวนาเกลือให้มีรายได้เพิ่มขึ้น พ้นภาวะหนี้สิน และทำนาเกลือทะเลเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกรและเศรษฐกิจของประเทศ

พร้อมกันนี้ ยังได้เชิญชวนชาวนาเกลือทั่วประเทศขึ้นทะเบียนเกษตรกรต่อกรมส่งเสริมการเกษตร เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนขับเคลื่อนพัฒนา ส่งเสริมและแก้ไขปัญหาเกลือทะเลอย่างครบวงจร โดยได้รับการเปิดเผยจาก นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ว่า ขณะนี้กรมส่งเสริมการเกษตรได้เร่งดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรนาเกลือทะเลขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้ครอบคลุมทุกครัวเรือนและทุกจังหวัดมากขึ้นในพื้นที่ 7 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเพชรบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี และปัตตานี แต่ปัจจุบันพบว่ามีเกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเพียงจำนวน 535 ครัวเรือน คิดเป็นพื้นที่ 21,527.10 ไร่เท่านั้น จึงขอให้เกษตรกรผู้ทำนาเกลือรีบมาขึ้นทะเบียนเกษตรกร ณ สำนักงานเกษตรอำเภอ/จังหวัด ณ ที่ตั้งแปลงเพื่อรับสิทธิประโยชน์จากภาครัฐและให้คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยสามารถส่งเสริมและแก้ไขปัญหาเกลือทะเลได้อย่างครบวงจร เพื่อเดินหน้าในการสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรชาวนาเกลืออย่างยั่งยืนต่อไป สำหรับประโยชน์ของการขึ้นทะเบียนเกษตรกรทั้งอาชีพนาเกลือทะเลและอาชีพอื่นๆ คือจะทำให้ภาครัฐสามารถนำข้อมูลมาใช้ในการส่งเสริม สนับสนุน ช่วยเหลือ วางแผนการบริหารจัดการสินค้าให้กับเกษตรกรผู้ทำนาเกลือและอาชีพต่างๆได้อย่างเป็นระบบมากยิ่งขึ้น ซึ่งหากท่านไม่ขึ้นทะเบียนท่านและครอบครัวก็จะตกสำรวจในการได้รับความช่วยเหลือทั้งด้านยกระดับคุณภาพผลผลิต การยกระดับราคาและการช่วยเหลือด้านการตลาดในอนาคต…เกษตรกรชาวนาเกลือต้องรักษาสิทธิ์ของตัวเอง รีบไปลงทะเบียนกันนะครับ

ขุนเกษตรา

‘อลงกรณ์’ลุย​เพชรบุรี ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างแก้ไขปัญหาน้ำท่วม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479137

‘อลงกรณ์’ลุย​เพชรบุรี ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 17.03 น.

“อลงกรณ์”ลุย​เพชรบุรี ติดตามความก้าวหน้าโครงการก่อสร้างแก้ไขปัญหาน้ำท่วมให้เสร็จตามสัญญา เพื่อลดผลกระทบประชาชน ลั่นหากล่าช้าอย่างไม่มีเหตุผลไม่เร่งลงโทษอย่างเด็ดขาด

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เดินทางไปตรวจราชการจังหวัดเพชรบุรี โดยประชุมร่วมกับหน่วยงานชลประทานในจังหวัดเพชรบุรี ที่สำนักงานโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพชรบุรี ซึ่วมี นายอรรถพร พลบุตร คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีต ส.ส.เพชรบุรี นายสายันต์ บุญญานุสนธิ์ ผอ.โครงการก่อสร้าง สำนักชลประทานที่ 14 นายสายันต์ จรเจริญ ผอ.โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเพรชรบุรี นายอานนท์ พร้อมเพรียง นายอำเภอท่ายาง นายไพศาล แสงหิรัญ เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเพชรบุรี และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุม

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่าการเดินทางมาในครั้งนี้ได้ติดตามความคืบหน้าโคางการก่อสร้างการวางแผนการแก้ปัญหาน้ำท้้งน้ำท่วมและน้ำแล้งที่ผ่านมา​โดยกำชับให้เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จตามสัญญาโดยเฉพาะโครงการก่อสร้างแก้ไขปัญหาน้ำท่วม เพื่อลดผลกระทบประชาชน ซึ่งหากล่าช้าอย่างไม่มีเหตุผลไม่เร่งลงโทษอย่างเด็ดขาด ส่วนการวางแผนการบริหารจัดการน้ำเผชิญปัญหาภัยแล้ง เท่าที่ติดตามจากเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าจังหวัดเพชรบุรีจะมีน้ำกินน้ำใช้ถึงสิ่นเดือนกรกฎาคม 63 อย่างเพียงพอแน่นอน

“ถ้าไม่แล้วเสร็จตามสัญญาหากเป็นเอกชนจะต้องให้แบล็คลิสต์ หากเป็นงานทำเอง หัวหน้าหน่วยงานต้องรับผิดอบ และขอให้ทำลิสต์สัญญา พร้อมวันเสร็จสิ้นตามสัญญาของงานโครงการทั้งหมดที่กำลังก่อสร้างในขณะนี้มาดู” นายอลงกรณ์ กล่าว

ขณะเดียวกันยังได้มอบแนวทางการวางแผนการฝ่าวิกฤติภัยจากไวรัสโควิด-19 ซึ่งจะเกิดการชัตดาวน์ในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจสังคม อย่างรุนแรงที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างแข็งขัน และขอให้ทุกส่วนราชการได้ปรับแผนงานเพื่อเผชิญหน้ากับความซบเซาทางเศรษฐกิจ ทั้งโครงการสร้างรายได้ และด้านอื่นๆเพื่อนำเสนอกระทรวงต่อไป

ขณะที่ นายอรรถพร พลบุตร คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และอดีต ส.ส.เพชรบุรี ​กล่าวว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนเป็นจำนวนมากที่ได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างต่างๆของคลองระบายน้ำสายใหญ่ 3-D.9 จึงขอให้ทางกระทรวงเกษตรฯเร่งรัดให้เสร็จตามสัญญา และขอให้ลดผลกระทบต่อประชาชน ในระหว่างก่อสร้างทั้งฝุ่น ถนนเปื้อนดินโคลน และมลภาวะอื่นๆ รวมได้แสดงความเป็นห่วงหากการก่อสร้างไม่เสร็จตามสัญญาในช่วงปลายเดือนเมษายน จะไม่สามารถส่งน้ำให้แก่เกษตรกรได้ ย่อมเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงตามมา

จากนั้นคณะฯ ได้ออกสำรวจจุดก่อสร้างโครงการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายใหญ่ 3-D.9 และจุดสูบน้ำ 4 จุด อันได้แก่ จุดที่ 1 จุดติดตั้งเครื่องสูบน้าบริเวณบริเวณหน้าเขื่อนเพชร – จุดที่ 2 จุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณบ้านท่าทุ่งแฝก – จุดที่ 3 จุดสูบน้าจากแม่น้ำเพชรบริเวณบ่อตะกั่ว ซึ่งดำเนินงานเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงปิดคลองเพื่อการก่อสร้าง โดยสำนักเครื่องจักรกล 06 สูบเพื่อส่งน้ำให้เกษตรกรและสระประปาที่ใช้น้ำจากคลองส่งน้ำสายใหญ่ 3.D และ จุดที่ 4 จุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำบริเวณคลองยอ- โดยสูบน้ำจากแม่น้ำเพชรฯลงคลองยอและไหลเข้าสู่คลองส่งน้ำชลประทาน เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ด้านการเกษตร (พืชไร่ พืชสวน) และอุปโภค บริโภคพื้นที่อำเภอเมือง อำเภอบ้านลาดและอำเภอบ้านแหลม ก่อนที่จะเดินทางไปยังมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีเพื่อประชุมเรื่องศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech &Innovation Center : A & I C) ต่อไป

‘ธรรมนัส’ปักป้ายประกาศยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.’กระบี่-สุราษฎร์ธานี’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/479082

‘ธรรมนัส’ปักป้ายประกาศยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.’กระบี่-สุราษฎร์ธานี’

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 14.38 น.

“ธรรมนัส”ปักป้ายประกาศยึดคืนพื้นที่ส.ป.ก.”กระบี่-สุราษฎร์ธานี” หลังถูกนายทุนรายใหญ่เข้าครอบครอง ย้ำหากขัดขวางการนำสู่กระบวนการปฏิรูปที่ดินจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเฉียบขาด

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2563 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินทางไปยัง ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ เพื่อปักป้ายประกาศยึดพื้นที่เป้าหมาย แปลง No.602 โดยระบุว่า สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กำลังแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน 3 แปลง เนื้อที่ 12,812 ไร่ 2 งาน 40 ตารางวา ซึ่งแปลงแรกที่สามารถยึดคืนแปลงได้คือ แปลงที่บริษัท เขาพนม แพลนเตชั่น จำกัดครอบครอง เนื้อที่ประมาณ 976 ไร่ โดยสามารถยึดคืนได้ทั้งแปลง ที่ดินตั้งอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินโครงการป่าห้วยทังและป่าหนองน้ำแดง ต. เขาพนม อ. เขาพนม ซึ่งล่าสุด ส.ป.ก.ออกแบบผังแปลงที่ดิน สำรวจถนนสายหลัก สายรอง แหล่งน้ำ รวมทั้งประมาณราคาการล้มและสับต้นปาล์มน้ำมันที่ผู้ครอบครองปลูกในพื้นที่เป็นเงิน 3,123,000 บาท ขณะนี้นำเสนอคณะอนุกรรมการโครงการและการเงินกองทุนการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (อกก.คง.) พิจารณาอนุมัติงบประมาณ

ส่วนบริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม จำกัด (มหาชน) ครอบครองที่ดินในเขตปฏิรูปที่ดิน 2 แปลง เนื้อที่ 11,836-2-37 ไร่ คาดว่า จะยึดคืนเนื้อที่ 9,474 ไร่ 67 ตารางวาประกอบด้วย แปลงท้องที่ ต.พรุเตียว และเขาพนม อ.เขาพนม เนื้อที่ 4,649 ไร่ 2 งาน 63 ตาราง ว่า คาดว่าจะยึดคืนเนื้อที่ 4,200 ไร่ 1 งาน 77 ตารางวา แปลงท้องที่ ต.ห้วยยูง อ.เหนือคลอง และ ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ เนื้อที่ 7,186 ไร่ 3 งาน​ 78 ตารางวา ​คาดว่า จะยึดคืนเนื้อที่ 4,273 ไร่ 2 งาน​ 90 ตารางวา

นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก.กล่าวว่า การประกาศยึดคืนพื้นที่นี้เป็นไปตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 36/2559 เพื่อนำที่ดินซึ่งถูกครอบครองโดยมิชอบด้วยกฎหมายมาจัดสรรให้แก่ผู้ยากไร้ไม่มีที่ดินทำกินตามนโยบายรัฐบาล ตลอดจนจะพัฒนาอาชีพเกษตรกรรม ปรับปรุงระบบสาธารณูปโภค ปัจจัยการผลิต พัฒนาการผลิต และการจำหน่ายให้ดียิ่งขึ้น

จากนั้น ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางไปปักป้ายประกาศยึดคืนพื้นที่ตามคำพิพากษาแปลงรวมชัยบุรีปาล์มทอง เนื้อที่ประมาณ 1,749 ไร่ ที่หมู่ 5 ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี โดยกล่าวว่า ระหว่างที่ ส.ป.ก.ฟ้องขับไล่บริษัท รวมชัยบุรีปาล์มทอง จำกัด มีผู้บุกรุกเข้าถือครองโดยผิดกฎหมายซ้อนหลายกลุ่มทั้งรายเล็กและรายใหญ่ ซึ่ง ส.ป.ก.สุราษฎร์ธานีได้เจรจากับกลุ่มผู้ครอบครอง โดยส่วนใหญ่ยินยอมเข้าสู่กระบวนการจัดที่ดินตามนโยบาย คทช.แต่มีบางกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือครองรายใหญ่ไม่ยินยอมจึงต้องมียึดคืนที่ดินในครั้งนี้ หากมีผู้ขัดขวางการปฏิรูปที่ดิน ส.ป.ก.จะใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการขั้นเด็ดขาดเพื่อนำที่ดินมาจัดให้แก่เกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล

ต่อมาคณะของ ร.อ.ธรรมนัส เดินทางไปยัง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก.4-01) ให้เกษตรกร 35 ราย พร้อมมอบสินเชื่อให้แก่เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดิน 10 ราย

ซีพีเอฟร่วมลงทุนเทสโก้20% #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478893

news_default

ซีพีเอฟร่วมลงทุนเทสโก้20%

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คณะกรรมการบริษัทเจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟมีมติอนุมัติให้บริษัท ซี.พี. เมอร์แชนไดซิ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ซีพีเอฟถือหุ้นทั้งหมด (CPM) ลงทุนเพื่อให้ได้มาซึ่งหุ้นหรือผลประโยชน์การลงทุน (economic interest)ในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 20 ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของกลุ่มเทสโก้เอเชีย ซึ่งประกอบธุรกิจค้าปลีกภายใต้เครื่องหมายการค้า Tesco Lotusในประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย โดยมูลค่าเงินลงทุนของ CPM ในบริษัทโฮลดิ้งเพื่อธุรกรรมการลงทุนในกลุ่มเทสโก้เอเชียมีมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือเท่ากับประมาณ 47,991 ล้านบาท)

นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหารซีพีเอฟกล่าวว่า ซีพีเอฟสนใจการเข้าร่วมลงทุนในเทสโก้เอเชียเนื่องจากเป็นการต่อยอด Value Chain ของช่องทางการขายสินค้าของบริษัททั้งในประเทศไทยและมาเลเซียและเป็นการเพิ่มทางเลือกที่หลากหลายให้ผู้บริโภค ด้วยซีพีเอฟมีแนวทางปรับรูปแบบการค้าเนื้อสัตว์ให้ผ่านช่องทางที่ทันสมัยสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคมากขึ้น บริษัทจึงมั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้เป็นโอกาสดีที่จะทำให้ผู้บริโภคในประเทศไทยและมาเลเซียมีทางเลือกในการบริโภคเพิ่มขึ้น ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงอยู่แล้ว

การเข้าร่วมลงทุนครั้งนี้ทำให้ยอดขายทั้งของเทสโก้และซีพีเอฟเพิ่มขึ้น และเนื่องจากเทสโก้เอเชียเป็นบริษัทที่มีผลดำเนินงานที่ดีมาต่อเนื่อง ผู้บริหารและทีมงานเชี่ยวชาญในธุรกิจ มีความสามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป เชื่อว่าการผนึกกำลังกับเทสโก้เอเชียน่าจะส่งเสริมให้ผลการดำเนินงานที่ดีอยู่แล้วนั้นดียิ่งขึ้นได้อีก

ทั้งนี้ รายการลงทุนดังกล่าวจะเกิดขึ้นเมื่อเงื่อนไขบังคับก่อนตามที่กำหนดไว้สำเร็จครบถ้วน ซึ่งรวมถึงการได้รับมติที่ประชุมผู้ถือหุ้นของ Tesco UK สำหรับการขายหุ้นในกลุ่มเทสโก้เอเชีย สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าอนุญาตให้ทำรายการ (หากต้องมีการขออนุญาต) และได้รับอนุญาตจาก Ministry of Domestic Trade and ConsumersAffairs of Malaysia ทำรายการในประเทศมาเลเซีย โดยคาดว่าการเข้าทำรายการน่าจะเสร็จสิ้นภายในสิ้นปี 2563 นี้