ชลประทานเลยมั่นใจแผนจัดการน้ำ ช่วยฝ่าวิกฤติแล้งไม่หวั่นฝนทิ้งช่วงยาวถึงมิ.ย. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478892

news_default

ชลประทานเลยมั่นใจแผนจัดการน้ำ ช่วยฝ่าวิกฤติแล้งไม่หวั่นฝนทิ้งช่วงยาวถึงมิ.ย.

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทาน มั่นใจแผนบริหารจัดการน้ำในจ.เลย สามารถผ่านวิกฤตน้ำน้อยพ้นฤดูแล้งได้ ไม่หวั่นฝนจะมาล่าช้าหลังเดือนมิ.ย. ยืนยันน้ำมีเพียงพอ เผยที่ผ่านมาส่งรถบรรทุกน้ำช่วยชาวบ้าน ช่วยวัด และสูบน้ำช่วยประปาเลย ให้ราษฎรใช้น้ำประจำวันมากกว่า 500 ครัวเรือน

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในพื้นที่จ.เลย ว่า ในช่วงฤดูฝนปีที่ผ่านมาปริมาณฝนตกต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโดยวัดได้เพียง 640 มิลลิเมตร(มม.) จากค่าเฉลี่ย 1,237 มม.ต่อปี ทำให้ปริมาณในแม่น้ำ ลำห้วย และแหล่งน้ำต่างๆ มีปริมาณน้ำน้อยมาก โดยปริมาณในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางทั้ง 14 แห่งของจังหวัด ขณะนี้มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 42.93 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 37ของความจุฯ ทั้งนี้มีอ่างฯที่มีปริมาณน้ำมากกว่า 50% จำนวน 3 แห่ง ในขณะที่อ่างฯที่มีปริมาณน้ำต่ำกว่า 50% มีถึง 11 แห่ง ส่วนอ่างฯขนาดเล็ก จำนวน 121 แห่ง มีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 9.795 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็น 34% ของความจุอ่างฯ

ส่วนปริมาณน้ำท่าในแม่น้ำเลย ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องเช่นกันซึ่งกรมชลประทานได้วางแผนระบายน้ำมาจากอ่างฯน้ำเลยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อ.ภูหลวง ลงสู่แม่น้ำเลยวันละ 70,941 ลบ.ม. เพื่อรักษาระบบนิเวศ และเพื่อการอุปโภคบริโภค ขณะนึ้มีปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ในอ่างฯจำนวน 21.531 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 60 ของความจุอ่างฯ เพียงพอใช้ไปถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 อย่างแน่นอน

“แม้ปริมาณน้ำในอ่างฯแต่ละแห่งจะไม่มากนักแต่กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้วางมาตรการในการบริหารจัดการน้ำให้เพียงพอกับความต้องการของทุกภาคส่วน จนถึงสิ้นฤดูแล้งปี 2563 รวมทั้งยังมีปริมาณมีสำรองใช้ในกรณีฝนมาล่าช้า หรือฝนทิ้งช่วงอีกด้วย เพียงแต่ประชาชน เกษตรกร และผู้ใช้น้ำในภาคส่วนต่าง จะต้องให้ความมือใช้น้ำอย่างประหยัดและให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ดร.ทองเปลวฯ กล่าว

ด้านนายเริงชัย รักอยู่ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานเลย กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ จำนวน 10 เครื่อง รถบรรทุกน้ำขนาด6,000 ลิตร จำนวน 2 คัน เพื่อรองรับหากกรณีเกิดวิกฤตภัยแล้งอย่างรุนแรง และพร้อมปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที เพื่อให้ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตการณ์น้อยที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาได้ส่งรถบรรทุกน้ำเข้าเติมสระประปาองค์การบริหารส่วนตำบลน้ำหมานสามารถสนับสนุนน้ำต้นทุนอุปโภคบริโภคชาวบ้านห้วยลวงไซ และบ้านไร่ม่วง ต.น้ำหมาน อ.เมือง ได้จำนวน 590 ครัวเรือน และเติมแท็งก์น้ำให้วัดชลธาราราม บ้านท่าแพ ต.เมือง และวัดถ้ำผาปู่ บ้านนาอ้อ ต.นาอ้อ พร้อมดำเนินการสูบน้ำจากแม่น้ำเลยที่บ้านขอนแดง เพื่อสนับสนุนน้ำดิบแก่การประปาเลย ประมาณวันละ 20,000 ลบ.ม.

สหกรณ์งัดมาตรการช่วยเหลือสมาชิก พลิกวิกฤติหนี้-รณรงค์ป้องกันไวรัสCOVID19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478896

news_default

สหกรณ์งัดมาตรการช่วยเหลือสมาชิก พลิกวิกฤติหนี้-รณรงค์ป้องกันไวรัสCOVID19

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ แสนศิริ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานประชุมเชิงปฏิบัติการมาตรการช่วยเหลือสมาชิกพ้นวิกฤติภัยธรรมชาติ เพื่อระดมความคิดเห็นของประธานกรรมการบริหารกลุ่มสหกรณ์ เกี่ยวกับแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ โดยมี นายจรัญ พงษ์เผ่า ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์ 2 คณะกรรมการสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมที่สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด จ.พิษณุโลก

นายสมศักดิ์เปิดเผยหลังประชุมว่า สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด เตรียมมาตรการเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือสมาชิกที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยธรรมชาติทั้งภัยแล้ง การระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช ที่ทำให้พืชผลทางการเกษตรเสียหาย เกษตรกรรายได้ลดลงซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการชำระหนี้ของสมาชิก โดยสหกรณ์ฯกำหนดแนวทางการแก้ปัญหาหนี้สินของสมาชิก ผ่านประธานกรรมการบริหารกลุ่มสหกรณ์ 259 คน เพื่อเร่งชี้แจงมาตรการความช่วยเหลือและทำความเข้าใจกับสมาชิก รับฟังปัญหาและพิจารณาขยายระยะเวลาส่งชำระหนี้ การเพิ่มมาตรการช่วยเหลือด้านราคารับซื้อผลผลิตเกษตร เปิดวงเงินสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยให้สมาชิกเลือกซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ และแนวทางส่งเสริมอาชีพให้สมาชิกสหกรณ์เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

สหกรณ์ฯเปิดช่องทางสื่อสารผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางรับฟังปัญหาและการสื่อสารให้สมาชิกสหกรณ์รับรู้ข้อมูลข่าวสารงานบริการของสหกรณ์ได้รวดเร็วมากขึ้นพร้อมทั้ง ประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกสหกรณ์เตรียมป้องกันเฝ้าระวังการติดเชื้อจากโรคโควิด-19 (COVID-19) โดยสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด จัดสรรเงินทุนสาธารณะประโยชน์จัดซื้อหน้ากากอานามัย แจกให้สมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไปที่ขาดแคลนหน้ากากอานามัยไว้ใช้อีกด้วย

ประพัฒน์ห่วงเกษตรกรเผชิญวิกฤติ แนะเตรียมแผนรับภัยแล้ง-โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478894

news_default

ประพัฒน์ห่วงเกษตรกรเผชิญวิกฤติ แนะเตรียมแผนรับภัยแล้ง-โควิด-19

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึงสถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ว่า น่าเป็นห่วงมาก ทั้งเรื่องภัยแล้ง ที่เคยเตือนเกษตรกรให้เตรียมแผนรับมือตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนปี 2562 ด้วยมองว่าจะเกิดผลกระทบกับเกษตรกรมากที่สุดและเชื่อมั่นว่าจะมาบ่อยและถี่ขึ้น ซึ่งปีนี้หนักหน่วง ขอให้เกษตรกรใช้โอกาสนี้เตรียมการรองรับระยะยาว เช่น เตรียมสระหรือบ่อน้ำในไร่/นา/สวนปรับโครงสร้างการผลิต หากิจกรรมสร้างรายได้เสริม เช่น หากทำสวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน และอื่นๆอาจเสริมด้วยการปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อย สมุนไพร ระหว่างร่องพืชหลัก หรือปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ เลี้ยงแพะ แกะ วัว กระบือ ไก่พื้นเมืองเพราะภาคปศุสัตว์เป็นกิจกรรมที่ใช้น้ำน้อย ส่วนเงินช่วยเหลือที่รัฐบาลอัดฉีดให้ ขอให้ใช้เพื่อประโยชน์สูงสุดและให้อยู่ในกระเป๋านานที่สุด เพราะคาดไม่ได้ว่าฝนแรกจะมาเมื่อไหร่สถานการณ์จะลุกลามและยืดยาวนานแค่ไหน รวมทั้งขณะนี้สถานการณ์การลุกลามของไวรัส COVID-19 แนวโน้มจะลามไปทั่วโลก เกษตรกรมีผลกระทบ 2 ด้านคือ การกลับมาของลูก/หลาน/ญาติ ที่ไปเรียน/ทำงานในประเทศกลุ่มเสี่ยงแล้วเดินทางกลับมาเยี่ยมหรือกลับบ้าน ต้องมีวินัยในการดูแลเป็นอย่างมาก แยกออกจากกลุ่มคนในครอบครัว พื้นที่มีคนเยอะควรหลีกเลี่ยง/ละเว้น ด้านผลกระทบเศรษฐกิจ ประเทศคู่ค้าจะสั่งสินค้าเกษตรลดลงมาก ส่วนราคาในประเทศไทยจะถูกแรงกดดันจากการส่งออกน้อยลงและตกค้างแนวโน้มราคาจะตกต่ำ หากอยู่ในภาคผลิตอาหารผลกระทบไม่น่าห่วงมาก เพราะทุกคนต้องกินต้องใช้ หากอยู่ในภาคส่งออกจะมีผลกระทบมากที่สุด ณ ช่วงเวลาแบบนี้เกษตรกรจึงควรหันมาทบทวน เตรียมการสำหรับตนเองและครอบครัว ซื้อให้น้อยที่สุดและเก็บเม็ดเงินให้มากและนานที่สุด เตรียมศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาการเกษตรของตนให้ทันสมัย ลดความเสี่ยงให้น้อยลง

“วิกฤติคราวนี้หากปรับโครงสร้างการผลิตพื้นที่ตัวเองได้ถือเป็นโอกาสใหม่ที่สร้างอนาคตใหม่ให้ชีวิตของท่านเอง ให้กำลังใจทุกท่านขอให้มีสติและดูแลตัวเองดีๆ” ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าว

เกษตรแถวหน้า : สินค้าเกษตรกับตลาดออนไลน์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478897

screenshot-13-1

เกษตรแถวหน้า : สินค้าเกษตรกับตลาดออนไลน์

วันศุกร์ ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันนี้การซื้อขายออนไลน์กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมมาก จะซื้ออะไรหรือขายอะไรก็อยู่ที่ปลายนิ้วสัมผัส ไม่ต้องเดินทางไปถึงร้านค้าหรือแหล่งผลิต แหล่งจำหน่ายกันให้เสียเวลา จนกลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางของเกษตรกรในการจำหน่ายสินค้าในยุคปัจจุบัน ผู้บริโภคหรือผู้ซื้อได้รับความสะดวกสบาย สามารถเลือกซื้อสินค้าเกษตรและแปรรูปได้ทุกที่ทุกเวลา เพียงใช้ปลายนิ้วเลื่อนดูรายการสินค้าและกดสั่งสินค้าได้ทันที จะว่าไปแล้ว ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่หรือน่าตื่นเต้นมากนัก เพราะได้เริ่มทำกันมานานในกลุ่มเกษตรกรหัวสมัยใหม่ หัวก้าวหน้า หรือที่เรียกกันว่าYoung Smart Farmer และภาพรวมถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าจับตามมอง เพราะตลาดกลุ่มนี้กำลังเป็นที่นิยมและมีอัตราการเติบโตที่สูง มีจำนวนผู้ซื้อผ่านระบบออนไลน์มากถึง 4 – 5 ล้านคน/วันเลยทีเดียว แต่ก็เชื่อว่ายังมีเกษตรกรอีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าถึงตลาดกลุ่มนี้ ดังนั้น การเสริมเขี้ยวเล็บให้เกษตรกรเป็นนักขายออนไลน์มืออาชีพจึงเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันผลักดัน

หลายวันก่อน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้จัดโครงการดีๆนั่นคือ โครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” ขนทัพหน่วยงานต่างๆ นำเกษตรกรมาติวเข้ม ปั้นสู่นักขายออนไลน์บนแพลทฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง LAZADA ที่มีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่าวันละ 2 ล้านคน ตอกย้ำตลาดนำการเกษตร พร้อมกับย้ำว่า ต่อไปเกษตรกรจะไม่ใช่แค่ขายเป็น แต่ต้องขายได้ เพิ่มเงินเข้าประเป๋าด้วย ซึ่งโครงการนี้ จะช่วยเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรได้ขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ โดยในเบื้องต้น ได้คัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพจากกลุ่มเกษตรกร 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่ม Young Smart Farmer โดยมีทีมงานมืออาชีพจาก LAZADA เป็นผู้สอนฟรีทุกอย่าง ทั้งด้านการตลาด การนำสินค้าเกษตรขึ้นขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เทคนิคการถ่ายภาพ และการเขียน Story ให้ดูน่าสนใจ รวมถึงการทำโปรโมชั่นสินค้าเกษตรของตนเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เกษตรกรขายสินค้าได้หรือไม่ได้ด้วย เพราะแม้ว่าของจะดีแค่ไหนแต่หากไม่มีวิธีนำเสนอ ไม่มี Story ก็ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้จัก ขายยากเหมือนกันนะ เกษตรกรออนไลน์จึงจะต้องหาจุดเด่นของสินค้าของเราว่าแตกต่างหรือโดดเด่นกว่าของเจ้าอื่นอย่างไร ต้องมีการจัดแพ็คเกจ (Packaging) ที่ดึงดูดใจ รูปภาพสวยดึงดูด มีรายละเอียดสินค้าที่ชัดเจน แต่เหนือสิ่งอื่นใด สินค้าที่เกษตรกรจะนำไปขายบนแพลทฟอร์มสินค้าออนไลน์ คือเรื่องของคุณภาพ สินค้าที่มีคุณภาพ เมื่อขายได้แล้วในครั้งแรก ก็ย่อมมีครั้งที่ 2 ที่ 3 ตามมา

ผมได้มีโอกาสเดินดูตัวอย่างสินค้าที่เกษตรกรนำมาจัดแสดงในวันเปิดโครงการ ภาพรวมส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่น่าสนใจ มีความหลากหลาย มี Story ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะประเภทอาหารพร้อมทาน ยิ่งชูเรื่องสุขภาพด้วยแล้ว ผมนี่สนใจเป็นพิเศษ ได้มีโอกาสชิม ถือว่ารสชาติใช้ได้เลยทีเดียว ส่วนสินค้าประเภทอื่นๆ ไม่ว่าสินค้าแปรรูป หัตถกรรม หรือของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันก็มีให้เลือกไม่น้อย ซึ่งผู้สนใจที่อยากอุดหนุนสินค้าพรีเมี่ยมที่ผลิตโดยเกษตรกรไทย สามารถเข้าไปเลือกซื้อได้ที่แพลทฟอร์มของ LAZADA ได้เลยตั้งแต่วันนี้ หรือจะเป็นในส่วนของไปรษณีย์ไทย ก็ได้มีสินค้าของเกษตรกรวางขายในแพลตฟอร์ม https://www.thailandpostmart.com/ มาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งปัจจุบันมีการจำหน่ายสินค้าพรีเมี่ยม กว่า 28 รายการ คิดเป็นมูลค่ากว่า 25 ล้านบาทเลยทีเดียว

การสร้างตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ จึงเป็นโอกาสในการพัฒนาระบบตลาดสินค้าเกษตรในรูปแบบใหม่ๆ เป็นการเพิ่มช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เกษตรกรยุคใหม่จะต้องไม่ใช่แค่ผลิตได้ แต่ต้องขายเป็นและขายได้ด้วย

สุธิพงศ์ ถิ่นเขาน้อย

รมว.เกษตรฯกำชับกรมส่งเสริมการเกษตรติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478993

news_default

รมว.เกษตรฯกำชับกรมส่งเสริมการเกษตรติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 22.00 น.

รมว.เกษตรฯกำชับกรมส่งเสริมการเกษตรติดตามแก้ไขปัญหาภัยแล้งเร่งด่วน พร้อมตั้งWARROOMดำเนิน8มาตรการสำคัญ โดยเฉพาะเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม2563 หลายพื้นที่อาจมีผลกระทบรุนแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ศูนย์ภัยพิบัติและแก้ปัญหาด้านการเกษตรประเมินว่าช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคมนั้น สถานการณ์ภัยแล้งอาจทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากฤดูฝนปี 2562 มีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยร้อยละ 12 ทำให้ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติมีน้อย ประกอบกับปัจจุบันปริมาณน้ำใช้การในอ่างเก็บน้ำมีเพียงร้อยละ 22 ของความจุรวมทั้งหมด ทำให้พื้นที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ได้แก่ พื้นที่ปลูกไม้ผลนอกเขตชลประทานมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ 30 จังหวัด ประมาณ 370,000 ไร่ รวมถึงพื้นที่การเกษตรอื่น ๆ อาจได้รับผลกระทบให้เกิดความเสียหายเช่นกัน นอกจากนี้ กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่าอาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 จึงกำชับทุกหน่วยงานติดตามเฝ้าระวังการใช้น้ำอย่างใกล้ชิด รวมทั้งป้องกันแก้ไขปัญหาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น

ทั้งนี้ สั่งการให้กรมส่งเสริมการเกษตรดำเนินมาตรการเตรียมพร้อมรับมือภัยแล้ง โดยมี 8 มาตรการหลักได้แก่ เฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่สวน ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563” , ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรัง บูรณาการโครงการส่งเสริมการสร้างรายได้แก่เกษตรกร จัดกิจกรรมงานวันสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยี และการให้บริการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ พร้อมกันนี้ให้จัดตั้งศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตรทั้งในระดับกรม เขต และจังหวัดเพื่อติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดและเร่งให้ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติดูแลรักษาพืช โดยเฉพาะช่วงปลายฤดูแล้งนี้

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กำชับสำนักงานเกษตรกรุงเทพมหานคร สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรทั้ง 6 เขต และสำนักงานเกษตรจังหวัดทั่วประเทศให้ดำเนินการตามแผนปฏิบัติการอย่างเคร่งครัดแล้วรายงานต่อศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร เพื่อกำหนดแก้ไขปัญหาและเตรียมพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรอย่างเร่งด่วน

สิ่งสำคัญที่ รมว. เกษตรฯ กำชับ คือ ให้ข้อมูล/ความรู้/ข้อปฏิบัติ/คำแนะนำในการดูแลรักษาผลผลิตและชนิดพืชที่เกษตรกรเพาะปลูกตลอดช่วงฤดูแล้ง การให้น้ำพืชที่เหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าผ่านสื่อ/ช่องทางต่าง ๆ เป็นต้น สำหรับการดำเนินงานในพื้นที่ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาน้ำ เพื่อการเกษตรผ่านกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคการเกษตรระดับจังหวัด (CoO) และระดับอำเภอ (OT) รวมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การช่วยเหลือเกษตรกรกรณีประสบภัยพิบัติด้วย

‘ธรรมนัส’เมินปมหน้ากาก รุดเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ยันไม่กระทบตำแหน่ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478977

‘ธรรมนัส’เมินปมหน้ากาก รุดเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ยันไม่กระทบตำแหน่ง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 19.36 น.

“ธรรมนัส”เมินปมหน้ากาก รุดเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ยันไม่กระทบตำแหน่ง เชื่อหวังดิสเครดิตการเมือง เร่งมอบที่สปก. ชงอัดฉีดกองทุนหมู่บ้านละ2แสน

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 12 มีนาคม 2563 ที่คณะเกษตรและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนครพนม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และคณะ เดินทางมาเป็นประธานเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง ครั้งที่ 23 ประจำปี 2563 เพื่อเป็นการส่งเสริมสนับสนุนอาชีพการเกษตร เป็นการรวมรวบแสดง เทคโนโลยีการเกษตรรูปแบบใหม่ เน้นลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติ ให้เกษตรกร มีอาชีพยั่งยืน ให้ประชาชน ได้ศึกษาพัฒนาอาชีพการเกษตร โดยจัดต่อเนื่องมาทุกปี ปีนี้จัดขึ้นระหว่าง 9 – 15 มีนาคม 2563 ในครั้งนี้ มี นายสยาม ศิริมงคล ผวจ.นครพนม พร้อมด้วย นายศุภชัย โพธิ์สุ ส.ส.นครพนม เขต 1 พรรคภูมิใจไทย รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 2 นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนเกษตรกรร่วมงาน สำหรับกิจกรรมในงานประกอบด้วย การจัดจำหน่ายสินค้าเกษตรปลอดภัย การจัดนิทรรศการ ส่งเสริมอาชีพการเกษตร การแสดงผลผลิตการเกษตรขึ้นชื่อ ไปจนถึงการประกวดผลผลิตทางการเกษตร และสีสันอาชีพการเกษตรมากมายให้ประชาชน นักท่องเที่ยวได้ศึกษาเยี่ยมชม

ภายหลัง ช่วงบ่าย ร.อ.ธรรมนัส ได้เดินทางไปที่หอประชุมโรงเรียนสหราษฎร์รังสฤษดิ์ ต.ศรีสงคราม อ.ศรีสงคราม จ.นครพนม เพื่อประกอบพิธี มอบหนังสืออนุญาตเข้าทำกิน ในที่ดิน สปก.ตามนโยบายรัฐบาล ให้กับเกษตรกร ในพื้นที่ อ.ศรีสงคราม และ อ.นาทม จำนวน 225 ราย จำนวน 1,305 ไร่ เพื่อทำประโยชน์ เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำการเกษตร โดยในช่วงที่ผ่านมา จ.นครพนม มีการจัดสรรพื้นที่ สปก.4-01 จำนวน 378,515 ไร่ ดำเนินการมอบเอกสารสิทธิ์ไปแล้ว จำนวน  27,503 ราย รวม 30,697 แปลง รวมเนื้อที่ 352,509 ไร่ เหลือ เหลือจัดสรรได้ 26,006 ไร่ โดยจะดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี 63

ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า วันนี้ได้มีโอกาสลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเกษตรกร ในพื้นที่นครพนม ร่วมเปิดงานเกษตรลุ่มน้ำโขง เพื่อส่งเสริมอาชีพการเกษตร ที่สำคัญยังได้มีโอกาส ลงพื้นที่ไปมอบเอกสาร หนังสืออนุญาตทำกินในที่ดิน พื้นที่ สปก.ตามนโยบายรัฐบาล ให้เกษตรกรในพื้นมี่ อ.ศรีสงคราม อ.นาทม ถือเป็นนโยบายสำคัญ ที่รัฐบาล เร่งรัดแก้ไขให้ประชาชน มีที่ทำกิน หลังจากนี้ ตนจะเร่งผลักดัน เรื่องแก้กฎหมายเพิ่มมูลค่าให้เทียบเท่าโฉนดที่ดิน แต่ห้ามนำเอาไปจำหน่าย สามารถนำไปต่อยอด ในการเป็นหลักประกัน กับ ธกส.ในการกู้ยืม มาลงทุนสร้างอาชีพ  นอกจากนี้ยังมีเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการ คือ เตรียมจัดตั้ง กองทุน สปก.ให้กู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ รวมถึงขับเคลื่อนกับรัฐบาล สนับสนุนเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน ในรูปแบบการสร้างอาชีพ ไม่เน้นให้กู้ยืมเป็นเงิน ตั้งเป้าจะเพิ่มให้หมู่บ้านละ 2 แสนบาท ยืนยันว่าสามารถดำเนินการได้ในเร็วในเร็วๆ นี้

สิ่งสำคัญในช่วงวิกฤติ ทั้งภาค เศรษฐกิจ ภัยแล้ง ราคาผลผลิตตกต่ำ ทางรัฐบาลกำลังดำเนินการวางแผนมาตรการ กระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างอาชีพให้เกษตรกร ด้วยการเร่งส่งเสริมอาชีพ ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำนา ทำการเกษตรทุกรูปแบบ พัฒนาที่ดินขาดแคลนน้ำ ที่ได้รับมอบ ให้ทุกจังหวัด เข้าไปดูแลพัฒนาแหล่งน้ำ ดูแลพัฒนาที่ดิน ดูแลเรื่อง การตลาด ต้องทำการเกษตรรูปแบบใหม่ โดยการนำเทคโนโลยีรูปแบบใหม่เข้าไปช่วยเหลือ ในนามรัฐบาล นายกรัฐมนตรี ได้ฝากความห่วงใยชาวอีสาน ให้กับชับทุกจังหวัด ดูแลช่วยเหลือเกษตรกร เกี่ยวกับภัยแล้ง การพัฒนาแหล่งน้ำลำน้ำต่างๆ รวมถึงการหาทางป้องกันแก้ไขพายุลูกเห็บ ที่สร้างความเสียหาย ซึ่งตนได้หารือกับหน่วยงานเกี่ยวข้อง เริ่มทำปฏิบัติการฝนหลวงสลายเมฆ ที่เกิดพายุ ลดความเสียหาย ที่จะเกิดจากพายุฤดูร้อน เชื่อว่าจะช่วยได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามเรื่อง ราคาสินค้าการเกษตร ขอให้เกษตรกรมั่นใจว่า ทางรัฐบาลจะแก้ไขเร่งด่วน ให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือมีรายได้เพิ่มขึ้นแน่นอน ช่วงที่ผ่านมายอมรับเกิดความล่าช้า เนื่องจากสถานการณ์การเมือง แต่หลังจากนี้จะเดินหน้าได้

ร.อ.ธรรมนัส กล่าวอีกว่า ในเรื่องของปมหน้ากากอนามัยที่ตกเป็นข่าว ตนได้มอบหมายหน่วยงานเกี่ยวข้อง เข้าไปตรวจสอบดูแล ผิดว่าไปตามผิด และไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่กำกับดูแล จะเข้าไปตรวจสอบ ดำเนินการตามขั้นตอน รวมถึงการสอบสวนเอาผิด ผู้ที่ทำให้เสียหาย ทั้งนี้ ตนเชื่อว่า เป็นกระบวนการดิสเครดิตทางการเมือง แต่ตนเชื่อมั่นว่า ตนเป็นคนทำงานด้วยใจ ไม่มีปัญหากับทางรัฐบาล และยืนยันที่จะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ในการดูแลช่วยเหลือเกษตรกร มั่นใจไม่มีผลกับตำแหน่ง

ซอกแซกอาเซียน : 12 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478622

566101

ซอกแซกอาเซียน : 12 มีนาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในฉบับก่อนผมเล่าข้ามไปนิด คือร่ายยาวเรื่องการเดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงย่างกุ้งและต่อไปเมืองพุกามเลย แต่จริงๆ แล้ว ระหว่างที่รอเครื่องบินต่อที่ย่างกุ้งนั้น เรามีเวลาที่สนามบินเกือบครึ่งวันเพราะเที่ยวบินไปพุกามที่เร็วกว่านั้นที่นั่งเต็มเราจองไม่ทัน เลยต้องรอเที่ยวบ่าย ด้วยความที่พวกเรากับทีมเจ้าหน้าที่กรมการเกษตรเมียนมามีความคุ้นเคยกันดีมาก น้องๆ หลายคนในแอปเตอร์เพิ่งมีโอกาสไปเยือนเมียนมาครั้งแรก ก็เลยร้องขอให้ผู้มารับพาออกไปชมเมืองไหว้พระในเมืองย่างกุ้ง เพราะมิฉะนั้นก็คงต้องนั่งๆ นอนๆ จับเจ่าอยู่ในสนามบิน ซึ่งทางเมียนมาก็ใจดีอย่างยิ่ง รับจัดให้ตามที่ขออย่างเต็มใจ

ทางการเมียนมาต้องใช้รถยนต์ถึง 2 คัน พาพวกเราออกไปชมเมือง เพราะมีกระเป๋าใบใหญ่ติดตัวกันทุกคน จุดที่จะไปชมก็คือเจดีย์ชเวดากอง อันโด่งดังนั่นเอง พูดถึงรถยนต์เมียนมา นึกขึ้นได้ว่าจะเล่ามาหลายครา แต่ลืมไป คือ จะเรียนท่านผู้อ่านว่า ปกติการวิ่งรถของเขาตรงข้ามกับของเรา คือเขาวิ่งชิดขวาเหมือน สปป.ลาว แต่ด้วยเหตุที่รถยนต์เมียนมามีทั้งที่มีพวงมาลัยอยู่ด้านขวาและอยู่ด้านซ้ายปะปนกันจนไม่ทราบว่าแบบไหนจะมากกว่ากัน พนักงานขับรถยนต์เมียนมาจึงน่าจะมีทักษะการขับรถที่เยี่ยมยอดมาก เพราะถ้าต้องวิ่งรถฝั่งขวาของถนนขณะที่พวงมาลัยรถก็อยู่ทางด้านขวา เวลาจะแซง คนขับลำบากมากเนื่องจากมองไม่เห็นรถสวนมา ต้องมีอีกคนหนึ่งนั่งคู่ด้านซ้ายมือคนขับคอยมองให้และบอกสัญญาณ ผมคุยกับเจ้าหน้าที่เมียนมาที่รู้ เขาบอกว่าทางการเมียนมากำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจว่า ตกลงจะเดินรถด้านไหนดีกว่ากันคาราคาซังมาจนบัดนี้เพราะยังตกลงกันไม่ได้ แต่เท่าที่ผมนั่งรถหลวงเมียนมา ส่วนมากได้รับการช่วยเหลือจากญี่ปุ่น จึงมักจะเป็นรถพวงมาลัยเหมือนบ้านเราทั้งนั้น น่าปวดหัวชะมัด

ผมค่อนข้างจะคุ้นเคยกับเส้นทางในย่างกุ้ง เห็นแล้วจำได้อยู่บ้าง (แต่ถ้าให้นำทางก็คงไปไม่ถูก) เพราะไปบ่อย ที่เจดีย์ชเวดากองเวลาไปถึงยังเป็นช่วงเช้าอยู่ แนะนำว่าหากใครต้องการไปชม ควรไปช่วงนี้ครับ เพราะถ้าท่านไปในช่วงบ่าย จะมีแสงแดดจัดและพื้นรับแดดมานานตั้งแต่เช้า ท่านเข้าวัดในเมียนมาทุกแห่งต้องปราศจากรองเท้าทุกชนิด ดังนั้นช่วงเวลาบ่าย จึงไม่เหมาะสมแก่การเดินด้วยประการทั้งปวงครับ แต่กระนั้น พุทธศาสนิกชนชาวเมียนมาทุกคนค่อนข้างจะศรัทธาในพระศาสนามาก ช่วงไหนของวันเราก็จะพบกับผู้คนมาเคารพสักการะเจดีย์หุ้มทององค์นี้อย่างไม่ขาดสาย และอีกอย่างที่ผมสังเกต คือ การทำบุญบริจาคเงิน ทุกศาสนสถานทั้งที่มีพระสงฆ์และไม่มีพระสงฆ์อยู่ประจำ จะมีตู้รับบริจาคตั้งอยู่เต็มไปหมด และทุกตู้ก็มักจะมีแบงก์ธนบัตรบริจาคอยู่ค่อนข้างมากทีเดียว แถวๆ พุกามก็มีตู้และเงินบริจาคอยู่มากมายเช่นกัน มีวัดหนึ่งมีป้ายเขียนแสดงยอดเงินที่ได้จากการบริจาคทั้งปีของ ปี 2019 ที่ผ่านมา ปรากฎว่าเมื่อคำนวนเป็นเงินไทยแล้ว เท่ากับ 30 ล้านบาท เลยทีเดียว

พวกเราใช้เวลาที่เจดีย์ชเวดากองนานพอสมควร เพราะกว้างใหญ่มากกว่าจะเดินได้รอบองค์ ผมเล่าให้คณะคนไทยให้ทราบว่าภาษาเมียนมา “ชเว” (Swe) แปลว่า ทอง ในเมียนมาคนเขาชอบทองมากๆ เลย เพราะไปที่ไหนๆ ก็พบคำนี้ สมัยปลายก่อนที่จะสิ้นสุดรัฐบาลทหารเมียนมา มีนายพลผู้นำคนหนึ่งที่เป็นคนตัดสินใจย้ายเมืองหลวงไปตั้งใหม่ที่เนปิดอว์ ชื่อนายพล ตาน ฉ่วย หนังสือพิมพ์บ้านเราเรียก ฉ่วย แต่ความเป็นจริงแล้วคือ ชเว ที่แปลว่าทองนั่นแหละครับ

หลังจากเดินรอบเจดีย์ขอพรขอบุญรวมทั้งบนบานกันถ้วนหน้าแล้ว เจ้าหน้าที่เมียนมาก็พาพวกเรามารับประทานอาหารกลางวันที่ร้านหนึ่งที่มีลูกค้าเยอะมาก ผมเคยไปกินมาหลายครั้งจากการนำของเจ้าหน้าที่กรมการเกษตร เป็นอาหารพื้นบ้านรสชาติเมียนมาแท้ ผมจำได้ว่าเคยเขียนเรื่องอาหารเมียนมาไปตอนสองตอนนานมาแล้ว ตอนนั้นอ้างคำพูดของเพื่อผู้มาประชุมว่ารวมทั้งความรู้สึกของผมเองที่ยังใหม่ๆ อยู่กับอาหารเมียนมาว่ามันเลี่ยนๆ รสชาติกลางๆ ไม่ไปทางใดทางหนึ่งสักอย่างแต่ตอนนี้ผมเริ่มเปลี่ยนความรู้สึกใหม่แล้ว ขอกลับคำว่าอาหารเมียนมาหลายอย่างที่กินแล้วน่าจะโอเคเลยนะ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

ปศุสัตว์เฝ้าระวังไวรัสโควิด-19 ในสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478619

news_default

ปศุสัตว์เฝ้าระวังไวรัสโควิด-19 ในสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ กล่าวถึงกรณีสื่อรายงานพบสุนัขสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียน(Pomeranian) ในฮ่องกง ตรวจพบเชื้อโควิด-19 เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 หลังเจ้าของป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19โดยล่าสุดวันที่ 4 มีนาคม 2563 ทางการฮ่องกงยืนยันว่าสุนัขตัวดังกล่าว ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (SARS-CoV-2) จริงซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสนี้จากมนุษย์ไปสู่สัตว์ ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กรมีความเห็นตรงกันว่า สุนัขตัวดังกล่าวติดเชื้อจริง แต่เป็นการติดเชื้อระดับต่ำ มีแนวโน้มเป็นการติดเชื้อจากมนุษย์สู่สัตว์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่า สัตว์เลี้ยงสามารถเป็นแหล่งแพร่โรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปสู่มนุษย์

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์ได้ติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบันยังไม่มีหลักฐาน และรายงานว่า สัตว์เลี้ยงสามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 สู่คนได้ ดังนั้น ผู้เลี้ยงสัตว์จึงไม่ควรกังวลว่าสัตว์เลี้ยงจะแพร่เชื้อไวรัสโควิด-19 โดยกรมปศุสัตว์มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง 3 ประการ ดังนี้

ประการแรก ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง ประการที่สอง ผู้ที่มีอาการป่วย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดโดยตรงกับสัตว์เลี้ยงควรให้บุคคลอื่นที่มีสุขภาพดีเป็นผู้ดูแลสัตว์แทน และประการสุดท้าย เจ้าของสัตว์เลี้ยงสามารถติดต่อปรึกษา หรือขอคำแนะนำเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอและสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกแห่ง หรือโทร.สายด่วนกรมปศุสัตว์ 06-3255-6888 และ application DLD 4.0

อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ดำเนินการเฝ้าระวังโรคโคโรนาไวรัส และไวรัสกลุ่มอื่นๆที่เป็นโรคอุบัติใหม่ ทั้งในปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ เฝ้าระวังโรคเมอร์ซาร์ และอื่นๆ รวมทั้งจัดทำแผนเตรียมความพร้อมรับมือการเกิดโรคสัตว์ การดำเนินการเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19โดยกรมปศุสัตว์จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการเตรียมรับมือและแก้ไขสถานการณ์ การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เพื่อลดผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สังคม และความมั่นคงของประเทศต่อไป”

วางมาตรการเข้มฝ่าวิกฤติน้ำน้อย3จว.EEC #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478621

news_default

วางมาตรการเข้มฝ่าวิกฤติน้ำน้อย3จว.EEC

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานบูรณาการจับมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องวางมาตรการเข้มรับมือสถานการณ์เสี่ยงขาดแคลนน้ำและรักษาเสถียรภาพความมั่นคงด้านน้ำในพื้นที่ 3 จังหวัด EEC วอนทุกฝ่ายให้น้ำอย่างประหยัด มั่นใจมีน้ำเพียงพอแม้ฝนจะมาช้าหลังเดือนมิถุนายน 2563

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงแผนบริหารจัดการน้ำในฤดูแล้งปี 2563 ภายในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยองและฉะเชิงเทรา ว่า ในส่วนจ.ระยองมีปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำหลักที่ใช้การได้้รวม 58.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ฤดูแล้ง ปริมาณน้ำเพียงพอถึงสิ้นฤดูแล้ง 30 มิถุนายน 2563 และเหลือน้ำใช้การอีกประมาณ 8.0 ล้านลบ.ม. อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการสำรองน้ำกรณีฝนตกช้ากว่าเดือนมิถุนายนมีมาตรการคือ เชื่อมเส้นท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์-อ่างฯ คลองใหญ่ กับท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์- อ่างฯหนองปลาไหลมาลงอ่างฯหนองปลาไหล สูบผันน้ำวันละ 0.5 ล้านลบ.ม. โดยเริ่มสูบน้ำตั้งแต่ 31 มกราคมที่ผ่านมาแล้ว พร้อมแบ่งปันน้ำจากอ่างฯประแกด ระบายลงคลองวังโตนด และใช้ระบบสูบผันน้ำคลองวังโตนด มาเติมอ่างฯประแสร์ เพิ่มน้ำต้นทุน 10 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่วันที่ 1-31 มีนาคม 2563 และสูบผันน้ำจากอ่างฯ คลองใหญ่ มาลงอ่างฯหนองปลาไหล เพื่อรวมปริมาณน้ำมาใช้ในอ่างหนองปลาไหล 3 ล้านลบ.ม. เริ่มสูบผันน้ำตั้งแต่ 29 กุมภาพันธ์ 2563

นอกจากนี้ จะวางท่อในคลองน้ำแดงต่อจากด้านท้ายท่อผันน้ำอ่างฯประแสร์ – อ่างฯคลองใหญ่ เพื่อเพิ่มปริมาณการสูบผันน้ำจากอ่างฯประแสร์วันละ 150,000 ลบ.ม. รวมทั้งจะสูบน้ำกลับคลองสะพานเติมอ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ปริมาณน้ำรวมประมาณ 10 ล้าน ลบม. ซ่อมแซมระบบสูบกลับวัดละหารไร่ (แม่น้ำระยอง) เติมอ่างฯ หนองปลาไหล เพื่อสูบน้ำจากแม่น้ำระยองวันละ 100,000 ลบ.ม. และ 7. สูบใช้น้ำคลองน้ำหู เมื่อมีฝนตก เพื่อลดการใช้น้ำจากอ่างฯ หนองปลาไหล วันละ 50,000 ลบ.ม.

สำหรับจ.ชลบุรีมีปริมาณน้ำต้นทุนจากอ่างฯหลัก เพื่อใช้ผลิตน้ำประปาและใช้ในภาคอุตสาหกรรม 31.0 ล้านลบ.ม. คาดการณ์ปริมาณน้ำไม่เพียงพอถึงสิ้นฤดูแล้ง เดือนมิถุนายน ขาดน้ำประมาณ -7.1 ล้านลบ.ม.ได้วางมาตรการรองรับคือ ประสานเจรจาซื้อน้ำจากบ่อดินเอกชน เสริมเข้าในระบบของการประปา และของบริษัท East Waterขุดลอกคลองหลวง เพื่อระบายน้ำจากอ่างฯคลองหลวง มาที่สถานีสูบพานทอง และสูบผันมาเติมในอ่างฯบางพระได้ 3 ล้านลบ.ม.พร้อมทำการสูบผันน้ำจากแม่น้ำบางปะกง มาเพิ่มปริมาณน้ำอ่างฯ

ส่วนจ.ฉะเชิงเทรา (ฝั่งซ้ายแม่น้ำบางปะกง) มีปริมาณต้นทุนจากอ่างฯหลัก 45.3 ล้านลบ.ม. เพียงพอใช้ในกิจกรรมต่างๆจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน และยังสำรองกรณีฝนตกล่าช้าอีก 30 ล้านลบ.ม.

อย่างไรก็ตาม เพื่อรักษาเสถียรภาพสูงสุดให้น้ำในพื้นที่ EEC ไม่เกิดวิกฤตขาดแคลนน้ำ จึงมีมาตรการเพิ่มเติมในฤดูแล้งปีนี้ โดยรณรงค์ให้ผู้ใช้น้ำ ลดใช้น้ำทุกภาคให้ได้ 10%ให้โรงไฟฟ้าเอกชนในจ.ระยอง ชลบุรี หยุดเดินระบบอยู่ในโหมด Stand Bye หรือเดินระบบเท่าที่จำเป็น เพื่อลดใช้น้ำหล่อเย็น รวมทั้งจะควบคุมการสูบน้ำไม่ให้เกินจำนวนที่ในแผนที่กำหนดรายวัน และให้การประปาส่วนภูมิภาคสาขาพัทยา เตรียมแผนติดตั้งระบบสูบน้ำเคลื่อนที่จากอ่างฯห้วยตู้ 1,2และ อ่างฯมาบฟักทอง 1,2 รวม 3 ล้านลบ.ม. ถ้าดำเนินการตามมาตรการที่วางไว้ดังกล่าวจะมีน้ำเพียงพอถึงเดือนมิถุนายนและมีสำรองกรณีฝนมาล่าช้าแน่นอน

หนุนเกษตรกรราชบุรีปลูกถั่วลิสง ลดความเสี่ยงภัยแล้ง-ให้ผลตอบแทนสูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478620

news_default

หนุนเกษตรกรราชบุรีปลูกถั่วลิสง ลดความเสี่ยงภัยแล้ง-ให้ผลตอบแทนสูง

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาภัยแล้งและฝนทิ้งช่วง ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรอย่างต่อเนื่องหลายพื้นที่ และคาดว่ายังมีแนวโน้มยืดเยื้อออกไป เกษตรกรจึงปรับเปลี่ยนการทำการเกษตร โดยปลูกพืชอายุสั้น ใช้น้ำน้อยทดแทนการปลูกข้าวนาปรังตามนโยบายของรัฐบาล เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ และยังช่วยตัดวงจรชีวิตของโรคและแมลงศัตรูข้าว ซึ่งพืชทางเลือกที่น่าสนใจ เหมาะสมต่อการปลูกช่วงฤดูแล้งคือ ถั่วลิสง เนื่องจากเป็นพืชที่ปลูกง่าย ให้ผลตอบแทนสูง และตลาดยังต้องการต่อเนื่อง

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 10 จังหวัดราชบุรี (สศท.10) ลงพื้นที่จ.ราชบุรี เพื่อสำรวจต้นทุนการผลิตถั่วลิสงพบว่า พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอ.บ้านลาด และเขาย้อย ซึ่งเป็นพื้นที่เหมาะสม เนื่องจากอยู่ในเขตชลประทาน มีแหล่งรับซื้ออยู่ในพื้นที่ รวมทั้งเกษตรกรมีความชำนาญในการปลูก โดยมีเนื้อที่เก็บเกี่ยวประมาณ 600 – 700 ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ย 486 กก./ไร่ ผลผลิตรวม 290,000-340,000 กก./ปี ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 80-110 วัน ต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,370 บาท/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 3,410-4,388 บาท/ไร่ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 20-22 บาท/กก. ในขณะที่การปลูกข้าวนาปรัง ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 305.47 บาท/ไร่ ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการปลูกถั่วลิสงให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการปลูกข้าวนาปรัง

สำหรับการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่เกษตรจำหน่ายให้โรงต้มถั่วที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ 6 โรง ซึ่งต้องการถั่วลิสงตลอดทั้งปี แต่ผลผลิตในพื้นที่ยังไม่เพียงพอ ทำให้โรงต้มถั่วดังกล่าว รับซื้อถั่วลิสงจากภาคเหนือ และมีการนำเข้าจากประเทศเมียนมา จึงนับเป็นโอกาสดีที่เกษตรกรในพื้นที่จะหันมาปลูกถั่วลิสงทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง เพื่อเพิ่มรายได้และลดความเสี่ยงจากปัญหาภัยแล้งได้อีกทางหนึ่ง

ด้านนางจินตนา ปัญจะ ผู้อำนวยการ สศท.10 กล่าวเพิ่มเติมว่า การปลูกถั่วลิสง มีขั้นตอนดูแลที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก ตั้งแต่พรวนดินเพื่อการเจริญเติบโตที่ดีของผลผลิต การใช้ปุ๋ยเร่งดอกและเมล็ด รวมทั้งการใช้น้ำ ซึ่งเกษตรกรควรบริหารจัดการด้านแรงงาน โดยการรวมกลุ่มการผลิต หรือการ “เอาแรง”ในพื้นที่ เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิตและปัญหาด้านแรงงานได้ ดังนั้น เกษตรกรควรวางแผนเพาะปลูกและบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมเพียงพอต่อการผลิต และควรมีการบำรุง ดูแลรักษาที่ดีเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ ตรงกับความต้องการของตลาด รวมทั้ง ควรเฝ้าระวังโรคแมลงกินใบและฝักถั่วลิสงที่จะสร้างความเสียหายให้ผลผลิตได้ ทั้งนี้ หากเกษตรกรสนใจข้อมูลการผลิตถั่วลิสงของจังหวัดราชบุรี สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.10 โทร. 0-3233-7951 หรืออีเมล zone10@oae.go.th