ป่าไม้ลุยสอบเพิม ที่ดินฉาว‘แม่ธนาธร’ พื้นที่3พันไร่ที่ราชบุรี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478738

news_default

ป่าไม้ลุยสอบเพิม ที่ดินฉาว‘แม่ธนาธร’ พื้นที่3พันไร่ที่ราชบุรี

วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อธิบดีกรมป่าไม้ สั่งเจ้าหน้าที่ลุยตรวจที่ดิน“แม่ธนาธร”เพิ่ม ในพื้นที่ 3,098 ไร่ที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ว่าได้มาโดยชอบตามกฎหมายหรือไม่ พร้อมไล่บี้ฟันปมพบโรงเลื่อยไม้ ที่ดินสวนผึ้งโยง‘ทวี ไกรคุปต์’เพื่อหาหลักฐานใครเกี่ยวข้องกระทำผิด เพื่อจับกุมดำเนินคดีบ้าง

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า สั่งการให้ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีเข้าตรวจสอบที่ดินในครอบครองของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ อ.จอมบึง จ. ราชบุรีเพิ่มเติม จากที่เข้าตรวจสอบรังวัดไปแล้วครั้งหนึ่ง ตามการนำชี้ของผู้แทนนางสมพร ซึ่งปรากฏว่าครอบครองพื้นที่ 3,098 ไร่ 1 งาน 27.3 ตาราวา โดยผู้ถือครองให้ผู้แทนนำเอกสารกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาแสดงเป็นสำเนาเอกสารตามกฎหมายที่ดิน 77 แปลงประกอบด้วย โฉนดที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 43 ไร่ 64.3 ตารางวา น.ส.3ก 55 แปลง เนื้อที่ 2,012 ไร่ 2 งาน นส.3 จำนวน 14 แปลง เนื้อที่ 694 ไร่ 2 งาน 63 ตาราวา และน.ส.2 จำนวน 7 แปลง เนื้อที่ 350 ไร่

ทั้งนี้ ศูนย์ป่าไม้ราชบุรี ประสานฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชนมาร่วมตรวจสอบเพิ่มเติมอีกครั้งในวันที่ 12 มีนาคม ตามที่ น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นหนังสือที่กรมป่าไม้ ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ขอให้กรมป่าไม้ ดำเนินการตามกฎหมายต่อนางสมพร ซึ่งบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และเคยครอบครองที่ดินประเภท ภ.บ.ท. 5 และน.ส. 2

“แม้ปัจจุบันส่งมอบให้ชุมชน แต่ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว อีกทั้ง ยังมีการตัดต้นไม้หลายไร่ในที่ดินดังกล่าว โดยศูนย์ป่าไม้ราชบุรี จะตรวจสอบพื้นที่ข้างเคียงกับที่ดินตามเอกสารสิทธิ์ พร้อมทั้งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที”ฮธิบดีกรมป่าไม้ย้ำ

ส่วนกรณีที่ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีแจ้งความต่อตำรวจ สภ.สวนผึ้ง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ว่าพบการบุกรุกถือครองพื้นที่ป่าที่หมู่ 9 ต. ท่าเคย อ. สวนผึ้ง 5 แปลง เนื้อที่รวม 392 ไร่ 3 งาน32 ตารางวา ซึ่งนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น(คปต.)ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายทวี ไกรคุปต์ บิดาน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ต่อตำรวจ สภ.สวนผึ้งไว้นั้น เจ้าหน้าที่พบโรงเลื่อยไม้ในพื้นที่ป่าไม้ จึงแจ้งความฐาน ตั้งโรงงานแปรรูปไม้โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 84 ทั้งนี้ ต้องร่วมกับพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานว่าใครคือผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดบ้าง เพื่อจับกุมและดำเนินคดี สำหรับจระเข้ในบ่อเลี้ยง 3 บ่อไม่ได้ตรวจยึดเป็นของกลางในคดีเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้หรือมีไว้เป็นการกระทำความผิด แต่การที่ผู้ครอบครองจระเข้จะเข้าไปให้อาหารนั้น ต้องขออนุญาตต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากเป็นพื้นที่ตรวจยึดดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้นจะมีการเข้าไปให้อาหารหรือผู้ใดเป็นคนเข้าไปต้องสอบถามจากพนักงานสอบสว

ก.เกษตรฯพลิกวิกฤตเป็นโอกาส หนุนเกษตรกรผลิต’หน้ากากผ้าไหม’สู้ภัยโควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478707

ก.เกษตรฯพลิกวิกฤตเป็นโอกาส หนุนเกษตรกรผลิต’หน้ากากผ้าไหม’สู้ภัยโควิด-19

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 19.07 น.

กระทรวงเกษตรฯ หนุนเกษตรกรผลิต “หน้ากากผ้าไหม” สู้ภัยฝุ่น PM 2.5 และโควิด-19 ชี้คุณสมบัติพิเศษเพียบ ทั้งระบายความร้อนได้ดี กรองฝุ่น ลดความเสี่ยงติดเชื้อ 

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า จากสถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 และโควิด-19 การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 ที่เกิดขึ้นขณะนี้ โดยข้อมูลล่าสุด (10 มี.ค.63) ประเทศไทยมีผู้ป่วยแล้ว 53 ราย จากการที่ประชาชนต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 ทำให้หลายภาคส่วนต่างหาทางรับมือในการป้องกันและแพร่ระบาด โดยในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ตระหนักและให้ความสำคัญ รวมทั้งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ตามนโยบายของรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น จึงให้กรมหม่อนไหม โดยศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์พระบรมราชินีนาถในพื้นที่ทั้ง 21 ศูนย์ ได้ดำเนินการส่งเสริมการผลิตหน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าไหมขึ้นตามนโยบายของรัฐบาลที่ให้จังหวัดต่างๆ และประชาชนได้ทำหน้ากากอนามัยใช้เอง

“หน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าไหมที่ได้ส่งเสริมให้ผลิตขึ้นนั้น มีจุดเด่นหลายประการโดยเฉพาะเมื่อใช้แล้วสามารถซักและนำมาใช้ได้อีก อีกทั้งสามารถกรองฝุ่นและลดความเสี่ยงในการติดเชื้อโรคทางเดินหายใจ และเมื่ออากาศเย็น ผ้าไหมก็จะช่วยให้ความอบอุ่นอีกด้วย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อยืนยันถึงคุณสมบัติในการป้องกันเชื้อโรคของหน้ากากอนามัยผ้าไหมนี้” นายอลงกรณ์ กล่าว

นายอลงกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตหน้ากากอนามัยที่ผลิตจากผ้าไหมจะดำเนินการในทุกจังหวัด เช่น จ.สุรินทร์ ซึ่งมีการทอผ้าไหมประมาณ 1,400 หมู่บ้าน จากจำนวนทั้งหมด 2,128 หมู่บ้าน จึงมีนโยบายรณรงค์ให้ชาวสุรินทร์ทำหน้ากากอนามัยจากผ้าไหม เพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคติดเชื้อทางเดินหายใจ สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผ้าไหมสุรินทร์ เพิ่มรายได้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมทอผ้าไหม และเตรียมการรับมือกับภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในสภาพซบเซาทั้งโลก ในส่วนของ จ.สระบุรี ได้ส่งเสริมให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนรังไหมประดิษฐ์ ต.ตลาดน้อย อ.บ้านหม้อ ทำการผลิตหน้ากากอนามัยจากผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติที่ผ่านการรับรองเป็นผ้าไหมตรานกยูงพระราชทาน ไม่ตกสี

นางนงลักษณ์ เกตุเวชสุริยา รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าวว่า ขณะนี้หน้ากากผ้าไหม จ.สุรินทร์ที่ผลิตมีด้วยกัน 2 แบบ คือ แบบที่ 1 มี 3 ชั้น ชั้นที่ 1 ด้านนอกเป็นผ้าไหม ชั้นที่ 2 ผ้ากรองเชื้อ ชั้นที่ 3 ด้านในเป็นผ้าสาลู แบบที่ 2 มี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 ด้านนอกเป็นผ้าไหม ชั้นที่ 2 ด้านในเป็นผ้าสาลู มีเปิดช่องตรงกลางระหว่างผ้าชั้นนอกกับชั้นใน ให้สามารถสอดแผ่นกรองได้ และเมื่อเร็วๆ นี้ได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งได้เสด็จมาที่เรือนจำชั่วคราวโคกตาบัน เรือนจำกลางสุรินทร์ จ.สุรินทร์  เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา ส่วน จ.สระบุรี มี 2 แบบคือ แบบที่ 1 ผ้าฝ้ายลายไทย และ แบบที่ 2 มี 2 ชั้น ชั้นที่ 1 ด้านนอกเป็นผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ ชั้นที่ 2 ด้านในเป็นผ้าสาลู

“ล่าสุด กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้นำหน้ากากอนามัยจากผ้าไหมไปแสดงในงานเปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 ที่ผ่านมา พร้อมแจกให้ผู้มาร่วมงาน จำนวน 200 ชิ้น ปรากฎว่าได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างดี และเพื่อช่วยเหลือประชาชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงมีแผนจะแจกจ่ายอีกจำนวน 300 ชิ้น ในงาน Field Day เริ่มต้นฤดูกาลผลิต และงานคลินิกเกษตรกร ที่จะจัดขึ้นภายในเดือนมีนาคมนี้” รองอธิบดีกรมหม่อนไหม กล่าว

ดีเดย์พรุ่งนี้!ป่าไม้ลุยตรวจที่ดิน‘แม่ธนาธร’เพิ่ม ไล่บี้ฟันปมพบ‘โรงเลื่อยไม้’ที่ดินโยง‘ทวี’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478556

news_default

ดีเดย์พรุ่งนี้!ป่าไม้ลุยตรวจที่ดิน‘แม่ธนาธร’เพิ่ม ไล่บี้ฟันปมพบ‘โรงเลื่อยไม้’ที่ดินโยง‘ทวี’

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 12.37 น.

ดีเดย์พรุ่งนี้!ป่าไม้ลุยตรวจที่ดิน‘แม่ธนาธร’เพิ่ม ไล่บี้ฟันปมพบ‘โรงเลื่อยไม้’ที่ดินโยง‘ทวี’

11 มีนาคม 2563 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ตนได้สั่งการให้ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีเข้าตรวจสอบที่ดินในครอบครองของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพิ่มเติม​จากที่เข้าตรวจสอบรังวัดไปแล้วครั้งหนึ่ง ตามการนำชี้ของผู้แทนนางสมพรซึ่งปรากฏว่าครอบครองพื้นที่ 3,098 ไร่ 1 งาน 27.3 ตาราวา โดยผู้ถือครองให้ผู้แทนนำเอกสารกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาแสดงเป็นสำเนาเอกสารตามกฎหมายที่ดิน 77 แปลง ประกอบด้วย โฉนดที่ดิน 1 แปลง เนื้อที่ 43 ไร่ 64.3 ตารางวา น.ส.3ก 55 แปลง เนื้อที่ 2,012 ไร่  2 งาน นส.3 จำนวน 14 แปลง เนื้อที่ 694 ไร่  2 งาน 63 ตาราวา และน.ส.2 จำนวน 7 แปลง เนื้อที่ 350 ไร่

ทั้งนี้ ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีประสานฝ่ายปกครองและผู้นำชุมชนมาร่วมตรวจสอบเพิ่มเติมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ (12 มีนาคม 2563) ตามที่ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เข้ายื่นหนังสือที่กรมป่าไม้ ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ขอให้กรมป่าไม้ดำเนินการตามกฎหมายต่อนางสมพร อ้างว่าบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และเคยครอบครองที่ดินประเภท ภ.บ.ท. 5 และน.ส.2 แม้ปัจจุบันส่งมอบให้ชุมชน แต่ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว อีกทั้งยังมีการตัดต้นไม้หลายไร่ในที่ดินดังกล่าว โดยศูนย์ป่าไม้ราชบุรีจะตรวจสอบพื้นที่ข้างเคียงกับที่ดินตามเอกสารสิทธิ์ พร้อม​ทั้งขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมด้วย หากพบการกระทำผิดจะดำเนินการตามกฎหมายทันที

ส่วนกรณีที่ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีแจ้งความต่อตำรวจ สภ.สวนผึ้ง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ว่า พบการบุกรุกถือครองพื้นที่ป่าที่หมู่ 9 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง 5 แปลง เนื้อที่รวม 392 ไร่​ 3 งาน​32 ตาราง​วา ซึ่งนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น (คปต.) ร้องทุกข์กล่าวโทษนายทวี ไกรคุปต์ บิดา น.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐต่อตำรวจ สภ.สวนผึ้งไว้นั้น เจ้าหน้าที่​พบโรงเลื่อยไม้ในพื้นที่​ป่าไม้​จึงแจ้งความฐานตั้งโรงงานแปรรูปไม้ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 84 ทั้งนี้ ต้องร่วมกับพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานว่าใครคือผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดบ้าง เพื่อจับกุมและดำเนินคดี

สำหรับจระเข้ในบ่อเลี้ยง 3 บ่อไม่ได้ตรวจยึดเป็นของกลางในคดีเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ได้ใช้ หรือมีไว้เป็นการกระทำความผิด แต่การที่ผู้ครอบครองจระเข้จะเข้าไปให้อาหารนั้น ต้องขออนุญาตต่อพนักงานสอบสวน เนื่องจากเป็นพื้นที่ตรวจยึดดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา ดังนั้น​จะมีการเข้าไปให้อาหารหรือผู้ใดเป็นคนเข้าไปต้องสอบถามจากพนักงานสอบสวน

ส่องเกษตร : COVID-19 กับภาคการเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478380

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : COVID-19 กับภาคการเกษตร

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว แดดจัดมาก แต่บางพื้นที่อาจประสบปัญหาพายุฤดูร้อน สร้างความเสียหายให้กับชีวิตและทรัพย์สินได้ กระนั้นก็ตามสิ่งที่สร้างความตระหนกและเป็นกังวัลในวงกว้าง เรียกได้ว่าเป็นปัญหาของโลกที่รุนแรงมากกว่าปัญหาเศรษฐกิจและการเมืองที่ลองเชิงกันอยู่ ปัญหานี้คือ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ Covid-19 ที่ขณะนี้ลุกลามไปกว่าครึ่งโลก และไม่มีทีท่าว่าจะควบคุมได้เมื่อใดความเสียหายที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยเราเท่านั้น แต่เป็นความเสียหายระดับโลกกันเลยทีเดียว ประเทศไทยของเรา ถึงแม้ว่าจะเริ่มตั้งรับตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าวในช่วงตรุษจีนที่ผ่านมา และกำหนดมาตรการในการควบคุมป้องกันเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ตามระดับความรุนแรงของการระบาด มองดูว่าภาคการเกษตรไม่น่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ แต่ถ้าพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียดแล้วอาหารยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำรงชีพของคนเรา ไม่ว่าจะอยู่ในภาวะปกติหรือภาวะที่วิกฤติฉุกเฉิน โดยที่ภาคการเกษตรนับว่าเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นของวัตถุดิบอาหาร ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการแปรรูปหรือบริหารจัดการอย่างหนึ่งอย่างใด จนกระทั่งถึงมือผู้บริโภค

หากจะตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ ภาคการเกษตรได้รับผลกระทบหรือไม่คำตอบคงมีได้หลายมุมมองที่เชื่อมโยงสู่ภาคการเกษตร เพราะเกษตรกรเองก็เป็น 1 ใน 70 ล้านคนของประเทศไทยเรา ที่จะต้องเฝ้าระวัง และป้องกันตัวเองด้วยเช่นกัน โดยเกษตรกรเป็นกลุ่มอาชีพที่มีสัดส่วนมากที่สุดในประเทศเมื่อเปรียบเทียบกับประชากรกลุ่มอื่นๆ แต่เมื่อพิจารณาถึงประเด็นความตื่นตัว ความตระหนักรู้ และการป้องกันตนเอง อาจมีไม่เท่ากับผู้คนในกลุ่มอาชีพอื่น เนื่องจากตัวเกษตรกรมองว่าตนเองไม่มีความเสี่ยงในการติดไวรัสดังกล่าว เพราะอยู่ในเรือกสวนไร่นา อากาศร้อน ถ่ายเทสะดวก ไม่ได้เข้าไปอยู่กับกลุ่มคนที่แออัด ไม่ได้เดินทางออกนอกพื้นที่ของตนเอง จึงเห็นว่าโอกาสจะติดเชื้อไวรัสดังกล่าวจึงมีไม่มาก แต่ถ้ามองว่าเกษตรกรก็ยังต้องใช้บริการสาธารณะต่างๆ ร่วมกันผู้คนในอาชีพอื่น ไม่ว่าจะเป็นปั๊มน้ำมัน ตลาดสด ร้านสะดวกซื้อต่างๆ หรือ การเข้าไปซื้อของในร้านค้าต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร ในแหล่งชุมชนทั่วไปปะปนกับผู้คนอื่นๆ ความเสี่ยงก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข หรือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรที่จะให้ความสำคัญต่อการสร้างการรับรู้และสร้างความตื่นตัวให้เกิดขึ้นกับเกษตรกรในพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบด้วย เพื่อไม่ให้เกษตรกรได้รับเชื้อไวรัสดังกล่าว หรือ เป็นผู้แพร่เชื้อเสียเอง

หากมองผลกระทบต่ออาชีพการเกษตร หลายฝ่ายเกรงว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จะส่งผลต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตร เมื่อผลิตออกมาแล้วไม่มีตลาดจำหน่าย เพราะความต้องการลดน้อยลง ชาวสวนผลไม้เองเริ่มวิตกว่าตลาดใหญ่ๆ เช่น จีน จะยังคงรับซื้อผลไม้จากไทยหรือไม่ และหากยังคงซื้ออยู่ปริมาณการซื้อ-ขายยังจะเป็นไปในทิศทางเดิมหรือไม่ ประเด็นเหล่านี้ล้วนแต่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของชาวสวนผลไม้ที่ผลผลิตกำลังจะออกสู่ตลาด ขณะที่เกษตรกรชาวสวนผักที่ผลิตส่งขาย Modern Trade ต่างๆ เริ่มได้รับผลกระทบ เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อลดลง ส่งผลให้พืชผักที่เกษตรกรเคยส่งขายได้เต็มจำนวน ต้องส่งขาย Modern Trade ได้บางส่วนเท่านั้น ทั้งที่ฤดูแล้งเป็นฤดูที่ผักมีราคาแพง และการวางแผนการผลิตของชาวสวนก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย จากเดิมที่วางแผนร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ต้องมาสะดุดลงในช่วงเวลานี้ ยิ่งไปกว่านี้ สิ่งที่น่ากังวล คือ กระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นการตัดแต่ง การทำความสะอาด การบรรจุ หรือแม้แต่การขนส่งถึงมือผู้บริโภค หากบุคลากรในห่วงโซ่ทั้งหมดมีความเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส จำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค และมีมาตรฐานในการป้องกันเชื้อไวรัสชนิดนี้ เพิ่มขึ้นมาในกระบวนการผลิตด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้า ผู้บริโภคเองต้องระมัดระวังตัวด้วยเช่นกัน ขอให้ยึดหลักของกระทรวงสาธารณสุขที่ให้ไว้ คือ ล้างมือ กินร้อน ช้อนกลางใส่หน้ากากอนามัยเมื่อเข้าไปอยู่ในเขตชุมชน ผู้คนแออัด สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะลดความเสี่ยงในการแพร่ระบาดของเชื้อลงไปได้ การรับรู้ข่าวสารต่างๆ ขอให้ตระหนักไว้ แต่อย่าสร้างความตระหนกให้เกิดขึ้น เพราะจะยิ่งซ้ำเติมเหตุการณ์เข้าไปอีก หากผลผลิตที่เกษตรกรผลิตออกมาขายไม่ได้ ราคาตกต่ำ จากที่ยากจนอยู่แล้ว จะยิ่งสร้างปัญหาขึ้นไปอีก ช่วงเวลาเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาที่ทุกคนต้องเข้าใจกันและช่วยเหลือกันมากกว่า

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำก่อนเข้าฤดูฝน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478384

รายงานพิเศษ : เกาะติดสถานการณ์น้ำก่อนเข้าฤดูฝน

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อีกไม่ถึง 2 เดือนฤดูแล้งก็จะผ่านพ้นไป และเริ่มเข้าสู่ฤดูฝนในเดือนพฤษภาคม 2563 แต่ในปีนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดการณ์ว่าฝนอาจจะมาล่าช้ายาวไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน 2563 และจะมีฝนทิ้งช่วงในเดือนกรกฎาคม 2563 อีกด้วย ซึ่งอาจจะทำให้วิกฤติภัยแล้งมีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นการวางแผนบริหารจัดการน้ำจึงต้องวางแผนอย่างรอบครอบ และปฏิบัติให้ได้ตามแผนที่วางไว้

สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศล่าสุด ณ วันที่ 4 มีนาคม 2563 มีปริมาณรวมกันทั่วประเทศ 41,059 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 54 ของความจุในระดับกักเก็บ โดยในจำนวนนี้เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 17,312 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 33 เท่านั้น น้อยกว่าช่่วงเดียวกันของปี 2562 ถึง 9,216 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ หากแยกเป็นรายภูมิภาคแล้ว ภาคกลางจะมีปริมาณน้ำต้นทุนน้อยที่สุด โดยเหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 292 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 17 เท่านั้น ส่วนภาคเหนือ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 3,546 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 19 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 2,604 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 30 ภาคตะวันออก เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 659 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 28 ส่วนภาคตะวันตก ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 6,617ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 49 เช่นเดียวกับภาคใต้เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 3,595 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 51

ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ในการบริการจัดการน้ำของอ่างเก็บน้ำทั้งขนาดกลางและขนาดใหญ่ มีการควบคุมให้เป็นไปตามที่วางไว้ โดยผลการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบันจัดสรรน้ำไปแล้ว 11,416 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 64 ของแผนจัดสรรน้ํา เฉพาะในส่วนของลุ่มเจ้าพระยา ใช้น้ําไปแล้ว 3,136 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 70 ของแผนจัดสรรน้ํา ส่วนการปลูกพืชในฤดูแล้ง วางแผนให้ปลูกพืชฤดูแล้งทั่วประเทศรวม 2.83 ล้านไร่ ขณะนี้ปลูกไปแล้ว 4.13 ล้านไร่ หรือ เกินกว่าแผนที่วางไว้ร้อยละ 145.86 โดยพืชฤดูแล้งที่ปลูกมากที่สุดคือข้าวนาปรัง ทั้งนี้เฉพาะลุ่มเจ้าพระยาซึ่งไม่มีแผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนมีไม่เพียงพอที่จะสนับสนุน แต่จากการสำรวจพบว่ามีการเพาะปลูกพืชนอกแผนฯ ไปแล้วประมาณ 1.95 ล้านไร่ เก็บเกี่ยวแล้ว 0.91 ล้านไร่ อย่างไรก็ตามไม่กระทบต่อแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้ เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเองในการเพาะปลูก

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังได้สั่งการให้เฝ้าระวังสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ที่มีปริมาณเก็บกักน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุอ่างฯ มากเป็นพิเศษ ซึ่งขณะนี้มีจำนวนทั้งสิ้น 15 แห่ง ได้แก่ เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่มอก เขื่อนจุฬาภรณ์ เขื่อนอุบลรัตน์ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนมูลบน เขื่อนลำแซะ เขื่อนลำนางรอง เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนคลองสียัด เขื่อนบางพระ เขื่อนหนองปลาไหล และเขื่อนประแสร์ โดยจะเน้นส่งน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศด้านท้ายเขื่อนเท่านั้น

สำหรับในเริื่องคุณภาพน้ำนั้น กรมชลประทานได้ติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังคุณภาพน้ําอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยค่าความเค็มอย่างใกล้ชิด ล่าสุด ณ วันที่ 4 มีนาคม 2563 ค่าความเค็ม ณ ปากคลองสำแล จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นจุดที่การประปานครหลวง นำน้ำไปใช้ผลิตน้ำประปา อยู่ที่ 0.31 กรัมต่อลิตร สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน สำหรับการผลิตน้ำประปา ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร ทำให้การประปานครหลวงต้องหยุดสูบน้ำในบางช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว คณะทำงานด้านการบริหารจัดการน้ำจึงมีมติเห็นชอบแผนการจัดการน้ำให้กรมชลประทานเพิ่มปริมาณน้ำที่ผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลองอีก 500 ล้านลบ.ม. รวมเป็น 1,000 ล้านลบ.ม. โดยผันน้ำผ่านแม่น้ำท่าจีนทางคลองท่าสาร-บางปลา และคลองจระเข้สามพัน ซึ่งปริมาณน้ำดังกล่าวนอกจากจะสามารถไล่ลิ่มความเค็มที่ค้างอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อสามารถนำน้ำมาผลิตน้ำประปาได้แล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรสวนผลไม้ สวนกล้วยไม้ไม้ยืนต้นนำน้ำไปรดแปลงได้ เกิดเสถียรภาพต่อผู้ใช้น้ำในเขต กรุงเทพฯและปริมณฑลอีกด้วย

พร้อมทั้งให้มีการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มน้ำเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ รวมกันประมาณวันละ 18 ล้าน ลบ.ม. เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และรักษาระบบนิเวศ เป็นหลัก

ในช่วงฤดูแล้งปัญหาไฟป่า เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้นเนื่องจากอากาศที่แห้งทำให้ไฟฟ้าลุกลามอย่างรวดเร็ว กรมชลประทานได้สนับสนุนทั้งสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และบุคลากร ร่วมปฏิบัติภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่จังหวัดเชียงใหม่ นครนายก ตราด เลย เป็นต้น พร้อมทั้งใช้แหล่งน้ำของกรมชลประทานในการดับไฟป่า ลดการลุกลาม ลดปัญหาหมอกควันอีกด้วย

“กรมชลประทานได้จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำเคลื่อนที่ เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบภัยแล้งทั่วประเทศจำนวน 1,935 เครื่อง ในปัจจุบันติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพื่อช่วยเหลือตามพื้นที่ต่างๆ รวม 46 จังหวัด จำนวน 342 เครื่อง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 13 จังหวัด รวม 69 เครื่อง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด รวม 94 เครื่อง ภาคกลาง 11 จังหวัด รวม 119 เครื่อง ภาคตะวันออก 7 จังหวัด รวม 36 เครื่อง ภาคตะวันตก 1 จังหวัด รวม 3 เครื่อง และภาคใต้ 3 จังหวัด รวม 23 เครื่อง พร้อมกันนี้ ยังได้จัดเตรียมรถยนต์บรรทุกน้ำรวมทั้งสิ้น 106 คัน ส่งไปสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือพื้นที่ขาดแคลนน้ำ จึงขอให้ทุกภาคส่วนร่วมใจกันใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้ปริมาณน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดเพียงพอใช้ไปจนถึงต้นฤดูฝนหน้าที่จะมาถึงนี้” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

แต่ถ้าหากฝนมาล่าช้า หรือ ฝนทิ้งช่วง อย่างที่กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ไว้จะมีน้ำต้นทุนเพียงพอกับความต้องการใช้ในภาคส่วนต่างๆหรือไม่ ?

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ในการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งนั้น ได้มีการสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝนด้วย โดยปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและขนาดใหญ่ทั่วประเทศ ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเป็นวันเริ่มต้นของแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้รวม 26,666 ล้าน ลบ.ม. ได้มีการวางแผนการจัดสรรน้ำใช้ในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/2563 (ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562-30 เมษายน 2563) จำนวน 17,699 ล้าน ลบ.ม. ตามลําดับความสําคัญ ดังนี้ เพื่อการอุปโภค-บริโภค 2,300 ล้าน ลบ.ม. รักษาระบบนิเวศและอื่นๆ 7,006 ล้าน ลบ.ม. เกษตรกรรม 7874ล้าน ลบ.ม. และอุตสาหกรรมรวม 519 ล้าน ลบ.ม.

โดยในส่วนนี้เป็นการจัดสรรเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา 4,500 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็นจากเขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ 3,000 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนแควน้อยบํารุงแดน 250 ล้าน ลบ.ม.เขื่อนป่าสัก 250 ล้าน ลบ.ม. และ ผันน้ำมาจากลุ่มน้ําแม่กลอง 1,000 ล้าน ลบ.ม. แยกเป็นเพื่ออุปโภค-บริโภค 1,150 ล้าน ลบ.ม. เพื่อการรักษาระบบนิเวศและ อื่นๆ 2,700 ล้าน ลบ.ม. อุตสาหกรรม 135ล้าน ลบ.ม. และเพื่อการเกษตร 515 ล้าน ลบ.ม.

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ยังมีปริมาณสำรองที่จะใช้ช่วงต้นฤดูฝน ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563 รวมทั้งประเทศอีกกว่า 11,340 ล้านลบ.ม. ซึ่งถ้าหากเป็นไปตามแผนการบริหารจัดการน้ำที่วางไว้จะมีน้ำเพียงพอกับความต้องการไปจนถึงปลายเดือนมิถุนายนหรือต้นเดือนกรกฎาคม 2563 อย่างแน่นอน แต่ทุกภาคส่วนต้องใช้น้ำอย่างประหยัดและใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทั้งนี้ ปัจจุบันการบริหารจัดการน้ำยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ดังนั้นวิกฤติภัยแล้งปีนี้ภายใต้ความร่วมมือของประชาชนและหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง…..น่าจะผ่านได้

กยท.มอบเงินจัดซื้อเครื่องพ่นยาแรงดันสูงฯ สารจำกัดเชื้อราช่วยชาวสวนยางนราธิวาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478382

news_default

กยท.มอบเงินจัดซื้อเครื่องพ่นยาแรงดันสูงฯ สารจำกัดเชื้อราช่วยชาวสวนยางนราธิวาส

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใน จ.นราธิวาส โดยมีนายเอกรัฐ หลีเส็น ผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ร่วมมอบเงินสนับสนุนจัดซื้อเครื่องพ่นยาแรงดันสูงพร้อมอุปกรณ์ฯ และสารป้องกันและจำกัดเชื้อราแก่ชาวสวนยาง จ.นราธิวาส พร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้แก่ชาวสวนยางกว่า 200 คน ณ ห้องประชุมวิภา วังศิริกุล คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จ.นราธิวาส

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กยท. เป็นองค์กรกลางที่รับผิดชอบดูแลยางพาราทั้งระบบครบวงจร และดูแลเกษตรกรชาวสวนยาง เมื่อมีการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราใน 10 จังหวัดภาคใต้ โดยเฉพาะจ.นราธิวาส มีการระบาดมากที่สุด ประมาณ700,000 ไร่ ส่งผลให้ผลผลิตน้ำยางลดลงจนต้องหยุดกรีดยาง ทำให้ เกษตรกรขาดรายได้ เกิดความไม่มั่นคงในอาชีพทำสวนยางพารา จึงเป็นหน้าที่ของกยท.ร่วมกับทุกภาคส่วนช่วยแก้ปัญหาการระบาด สร้างความรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคดังกล่าว รวมถึงช่วยสนับสนุนภาคเกษตรกร เพื่อป้องกันและกำจัดโรคนี้

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการ กยท.ด้านธุรกิจและปฏิบัติการ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดงาน “คืนน้ำยางกลับสู่ต้น” ภายใต้โครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราครั้งนี้ มีการมอบเงินสนับสนุนเพื่อจัดซื้อเครื่องพ่นยาแรงดันสูงพร้อมอุปกรณ์ และสารป้องกันและจำกัดเชื้อรา ให้เกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางใน จ.นราธิวาส มีมูลค่ารวม 945,450 บาทพร้อมทั้งให้ความรู้บรรยายการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้ “คืนน้ำยางกลับสู่ต้น” นอกจากนี้ กยท.ยังจัดคลินิกยางเคลื่อนที่ให้ความรู้และคำแนะนำในการดูแลสวนยางพารา การเสวนาประสบการณ์และเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ทั้งนี้ หากเกษตรกรพบความผิดปกติในสวนยางไม่มั่นใจว่าติดโรคใบร่วงชนิดใหม่ฯ หรือไม่ แจ้งเจ้าหน้าที่ กยท. ในพื้นที่ใกล้เคียงให้เข้าไปตรวจสอบ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยยางสงขลา โทร 0-7458-6616 และศูนย์วิจัยยางสุราษฎร์ธานี โทร 0-7729-7763

ปลุกกระแสแปลงใหญ่อ้อยอัจฉริยะลดเผาพื้นที่เกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478381

news_default

ปลุกกระแสแปลงใหญ่อ้อยอัจฉริยะลดเผาพื้นที่เกษตร

วันพุธ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเปิดงาน รณรงค์หยุดเผาในพื้นที่เกษตร-ตัดอ้อยสดลดมลพิษ ที่บ้านหนองผักหนาม ต.ตาหลังใน อ.วังน้ำเย็น จ.สระแก้ว ว่า หลังคณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง เป็นวาระแห่งชาติ กระทรวงเกษตรฯยกระดับการแก้ปัญหา เนื่องจากสถานการณ์วิกฤตหมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่เกิดขึ้น สาเหตุหนึ่งเกิดจากการเผาในพื้นที่เกษตร ทำให้เกิดหมอกควันฝุ่นละออง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพของเกษตรกร ทำให้ดินเสื่อมโทรม ต้นทุนการผลิตสูง ผลผลิตลดลง การแก้ไขโดยให้เกษตรกรเกิดความเข้าใจและตระหนักถึงปัญหา รวมถึง แสดงนวัตกรรมที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อน และเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะลดปัญหามลพิษ เป็นการแก้ไขในระยะยาว ทั้งปัญหาแรงงาน และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้เกษตรกรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรเปิดเผยว่า การรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่เกษตรดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรตระหนักเข้าใจ รวมถึงการสร้างเครือข่ายชุมชนปลอดการเผาได้กว่า 1,600 แห่ง เพื่อเฝ้าระวังอย่างจริงจัง ควบคู่กับการส่งเสริมแนวทางการเกษตรยั่งยืน ใช้เศษวัสดุทางการเกษตร นำมาก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ทำปุ๋ยหมัก ผลิตพลังงานทดแทน การเพาะเห็ด ซึ่งมีเกษตรกรเข้ามาเรียนรู้กว่า 17,000 ราย แสดงให้เห็นถึงการตื่นตัวของเกษตรกรที่จะขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างจริงจัง สำหรับการจัดงานครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องการแสดงนวัตกรรมในแปลงใหญ่อ้อยอัจฉริยะที่ขับเคลื่อนโดยคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนเกษตรอัจฉริยะของกระทรวงเกษตรฯ เพราะการส่งเสริมให้เกษตรกรใช้เครื่องจักรกลตัดอ้อยแทนการเผา ให้เกษตรกรเรียนรู้ปรับระบบการปลูกให้สอดคล้องกับความต้องการจริง เพื่อลดปัญหาการเผาก่อนเก็บเกี่ยว โดยแบ่งการเรียนรู้เป็น 4 สถานีได้แก่ 1.สถานีการเตรียมดิน ปลูก และบำรุงรักษา 2. สถานีบำรุงรักษาตออ้อย 3. สถานีการตัดอ้อยสดด้วยรถตัดอ้อย และจัดการเศษวัสดุด้วยเครื่องม้วนใบอ้อย 4. สถานีสำรวจและจัดทำแผนที่การเจริญเติบโต และการพ่นสารป้องกันและกำจัดวัชพืช ด้วยโดรน มีเกษตรกรในจ.สระแก้ว ร่วมงานกว่า 500 คน

เข้มแผนบริหารลุ่มเจ้าพระยาในภาวะน้ำน้อย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478106

news_default

เข้มแผนบริหารลุ่มเจ้าพระยาในภาวะน้ำน้อย

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำลุ่มเจ้าพระยาว่า ปริมาณน้ำของ 4 เขื่อนหลักที่เป็นแหล่งน้ำต้นทุนของลุ่มเจ้าพระยาคือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิต์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ล่าสุด มีปริมาณน้ำที่ใช้งาานได้ 3,150 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หริือร้อยละ 17 ของปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ ซึ่งกรมฯได้ควบการระบายน้ำของทั้ง 4 เขื่อนหลักดังกล่าว ในอัตรารวมกันวันละ 18 ล้านลบ.ม. ไปจนสิ้นเดือนกรกฎาคม 2563 โดจะยังคงบริหารจัดการน้ำ ในภาวะน้ำน้อยให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมพัฒนาแหล่งเก็บกัก สำรองน้ำให้ได้มากที่สุดในเวลาเดียวกัน

สำหรับการระบายน้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาขณะนี้ ระบายน้ำ จากเขื่อนเจ้าพระยาอัตรา 70-100 ลบ.ม. ต่อวินาที ระบายน้ำจากท้ายเขื่อนพระรามหก อัตรา 5-15 ลบ.ม.ต่อวินาที จากสถานีสูบน้ำสีหนาท 2 ระบายน้ำในอัตรา 30 ลบ.ม.ต่อวินาที จากสถานีสูบน้ำบางบัวทองในอัตรา 18.75 ลบ.ม.ต่อวินาที และทางฝั่งลุ่มน้ำแม่กลอง ระบายน้ำจากประตูสองพี่น้องในอัตรา 30 ลบ.ม.ต่อวินาที และจากประตูระบายน้ำบางปลาในอัตรา 35 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยน้ำที่อยู่ในระบบทั้งหมดมุ่งช่วยสร้างความมั่นคงแก่การอุปโภคบริโภค รักษาเสถียรภาพของคลองส่งน้ำ และผลักดันน้ำเค็มเป็นหลัก

สำหรับผลการจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งของลุ่มเจ้าพระยาตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 ถึงปัจจุบัน ได้ใช้่น้ำไปแล้ว 3,112 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 69 ของแผนจัดสรรน้ํา ทั้งนี้ ลุ่มเจ้าพระยาวางแผนจัดสรรน้ำไว้รวม 4,500 ลาน ลบ.ม. แยกเป็นการอุปโภค-บริโภค 1,150 ลาน ลบ.ม. เพื่อการรักษาระบบนิเวศน์และอื่นๆ 2,835 ลาน ลบ.ม. และเพื่อการเกษตร 515 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ ยังผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาช่วยผลักดันน้ำเค็มและรักษาระบบนิเวศ
ในแม่น้ำเจ้าพระยาในช่วงฤดูแล้งอีก 1,000 ล้าน ลบ.ม.

“กรมชลประทาน เดินหน้าควบคุมการบริหารจัดการน้ำต้นทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด ให้เป็นไปตามแผนฯที่วางไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านน้ำ และมีน้ำใช้เพียงพอทุกพื้นที่ตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงเกษตรฯรวมทั้งเพื่อรักษาคุณภาพน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา อย่างไรก็ตาม ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วนใช้น้ำตามแผนที่วางไว้ และใช้น้ำประหยัดที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำในอนาคต ซึ่งหากการบริหารจัดการน้ำเป็นไปตามที่วางแผนไว้ จะมีน้ำพออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศไปจนถึงฤดูฝนแน่นอน”อธิบดีกรมชลประทานกล่าวในตอนท้าย

สภาเกษตรกรเมืองจันท์ชง4แผนแก้แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478107

news_default

สภาเกษตรกรเมืองจันท์ชง4แผนแก้แล้ง

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายธีระ วงษ์เจริญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี เปิดเผยว่า สถานการณ์แล้งขณะนี้ต้องยอมรับว่า ภาวะโลกร้อนนั้นส่งผลกระทบต่อเกษตรกรที่ทำเกษตรทุกด้าน จ.จันทบุรีขึ้นชื่อเรื่องเมืองผลไม้ขณะนี้ ต้นลำไยกำลังยืนต้นตาย ที่กำลังตามมาคือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ถึงแม้ค่าเฉลี่ยปริมาณฝน3,200 มิลลิเมตร/ปี แต่ในบางพื้นที่ เช่น อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว ซึ่งมีสวนลำไยค่อนข้างมากเป็นพื้นที่มีปริมาณฝนน้อย ถึงแม้มีอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธแต่ระบบกระจายน้ำยังไม่สมบูรณ์ รวมทั้งขยายพื้นที่ทำเกษตรปริมาณน้ำจึงไม่เพียงพอ ขณะนี้ได้ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ช่วยประทังต้นลำไยของเกษตรกรอยู่รอดให้ได้ก่อนและจังหวัดควรประกาศพื้นที่ภัยพิบัติ จากนั้นจึงเริ่มแบ่งปันน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธโครงการ 1 ไปสู่โครงการ 3 จะแบ่งปันน้ำกันอย่างไร ต้องให้เกษตรกร ประชาชนหารือร่วมกันเพื่อให้ทุกคนรอดให้ได้ คาดว่าภายในระยะช่วงสิ้นเดือนต้นลำไยต้องรอด เพราะหากเริ่มปลูกใหม่ต้องรอเติบโต 3-6 ปี จึงจะได้ผลผลิต

ทั้งนี้ สภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรีลงไปดูพื้นที่ทั้งหมดแล้วว่าที่จะกระจายน้ำเข้าไปช่วยให้ต้นลำไยเลี้ยงตัวเองได้ ซึ่งระยะแรกต้องไม่หวังผลผลิต เกษตรกรต้องตัดใบ เพื่อลดการคายน้ำรวมทั้งผลทิ้งให้หมดพร้อมคลุมโคนต้น เพื่อสร้างความชุ่มชื้นในดิน ป้องกันความชื้นระเหย

“ไม่เชื่อว่าความแห้งแล้งจะมีแค่เดือนสองเดือนถ้านาน 3 เดือน หรือกว่านั้นเราอาจตายไปพร้อมกับเขาก็ได้ ฉะนั้นเกษตรกรต้องหาแหล่งน้ำมาเพิ่มเติมในพื้นที่เกษตรให้ได้ ทุกวันนี้เรามองการพัฒนาอุตสาหกรรมมากกว่าการเกษตรไปแล้วและสภาเกษตรกรคงยอมไม่ได้ หากปล่อยให้เกษตรกรล้มตายไปแล้วหันไปเชิดชูภาคอุตสาหกรรมให้เติบโต เพื่อให้ได้เงินเข้าประเทศมากๆ เป็นการบริหารงานที่ผิดพลาด”นายธีระ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี เสนอแนวทางไปยังจ.จันทบุรี ให้ชาวสวนทุกส่วนขณะนี้ต้องมีแหล่งน้ำสำรองของตัวเองอย่างน้อย 10% ของสวนต้องปลูกต้นไม้ใหญ่ให้ซับความชื้นอย่างน้อย 10% ของทุกสวน ทำระบบกระจายน้ำคลองส่งน้ำให้ทั่วถึง ซึ่งทำได้เลยไม่ต้องรอการออกแบบ เงินทุนปลอดดอกเบี้ย 3 ปีเพื่อให้เกษตรกรขุดสระน้ำในพื้นที่ 10% ของสวนจากนั้นคิดอัตราดอกเบี้ยปกติ

รักษ์เกษตร : เกษตรผสมผสาน… ทางเลือกทางรอดของเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/478104

news_default

รักษ์เกษตร : เกษตรผสมผสาน… ทางเลือกทางรอดของเกษตรกร

วันอังคาร ที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมขอทราบความรู้ความเข้าใจในเรื่องการเกษตรแบบผสมผสานด้วยครับ ขอบคุณครับ

นฤดล แสนภูคำทอง

อ.เมือง จ.อุทัยธานี

คำตอบ

การทำเกษตรแบบผสมผสานเป็นวิธีทำการเกษตรที่มีการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์หลายๆชนิดอยู่ในพื้นที่เดียวกัน มีการนำเศษวัสดุเหลือใช้จากการผลิตหนึ่งไปใช้ประโยชน์อย่างครบวงจร เป็นรูปแบบการเกษตรประเภททำเพื่อพอกินพอใช้ ทำโดยสมาชิกในครัวเรือน พอมีเหลือจึงขาย เกษตรกรสามารถมีชีวิตอยู่ได้อย่างพอเพียง

หลักการและเงื่อนไขของเกษตรผสมผสานมีหลักการสำคัญ  2 ประการคือ

1. กิจกรรมที่เกิดมีกิจกรรมการเกษตรตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป และกิจกรรมการเกษตรทั้งสองชนิดนี้ ต้องทำในเวลาและสถานที่เดียวกัน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดมากกว่าให้เกิดกำไรสูงสุด

2. กิจกรรมเหล่านี้ เกิดการเกื้อกูลกันอย่างต่อเนื่องกิจกรรมเกื้อกูลกันระหว่างพืชกับพืช พืชกับปลาสัตว์กับปลา พืชกับสัตว์ หรือสัตว์กับสัตว์ ซึ่งลักษณะการเกื้อกูลกันของระบบเกษตรผสมผสาน จึงทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ลดความเสี่ยง ประหยัด และลดการพึ่งพิงจากปัจจัยภายนอก

รูปแบบการเกษตรผสมผสานมีรูปแบบการผลิตที่ประกอบด้วยชนิดและขนาดของกิจกรรมการผลิตในไร่นาจะแตกต่างกันไปมี 3 รูปแบบ คือ

1. การผสมผสานโดยยึดพืชเป็นหลัก รายได้จากพืชจะเป็นรายได้หลักของครัวเรือน ส่วนรายได้จากกิจกรรมอื่นๆ เช่น ปลา และเลี้ยงสัตว์ จะเป็นรายได้รอง

2.การผสมผสานโดยยึดสัตว์เป็นหลัก จะได้รายได้หลักจากสัตว์เลี้ยง ส่วนรายได้จากพืชและปลาจะเป็นรายได้รอง

3.การผสมผสานโดยยึดปลาเป็นหลักรายได้หลักมากจากการเลี้ยงปลา ส่วนรายได้จากพืชและสัตว์จะเป็นรายได้รอง

ข้อดีของการเกษตรผสมผสานคือ

1. ช่วยการลดความเสี่ยง และความไม่แน่นอนของรายได้ทำให้เกษตรกรมีรายได้สม่ำเสมอช่วยให้เกิดมีการประหยัด ทำให้ค่าใช้จ่ายในไร่นาลดลง มีรายได้สุทธิเพิ่มมากขึ้นช่วยลดการพึ่งพิงจากปัจจัยภายนอกทุกด้าน

2. ช่วยรักษาสมดุลของระบบนิเวศ โดยลดการใช้สารเคมีทางการเกษตร หรือลดการใช้ปุ๋ยเคมีรวมถึงการใช้สารธรรมชาติหรือศัตรูธรรมชาติมาทดแทนการใช้สารเคมี เพื่อให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพ ปราศจาการปนเปื้อนของสารเคมีและมีสุขอนามัยตรงตามความต้องการของตลาดและผู้บริโภค

3. ช่วยให้เกษตรกรมีงานทำตลอดปี ช่วยลดการว่างงานตามฤดูกาล มีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวและลดปัญหาการเคลื่อนย้ายแรงงานและการอพยพแรงงานเข้าสู่เมือง

เกษตรผสมผสานได้ให้ความสำคัญในเรื่อง การสร้างความหลากหลายของพืช สัตว์และทรัพยากร โดยมีการใช้ประโยชน์เกื้อกูลกันระหว่างกิจกรรม การใช้ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก ปุ๋ยพืชสด การใช้วัสดุหรือพืชคลุมดิน การปลูกพืชหลายระดับ มีแหล่งน้ำในไร่นา เหล่านี้ เป็นทางเลือกทางรอดของเกษตรกร

นาย รัตวิ