ก.เกษตรฯลุยตั้งศูนย์AICทั่วปท. เล็งยกระดับไทยติดท็อปเทนผู้ส่งออกอาหารโลก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477917

news_default

ก.เกษตรฯลุยตั้งศูนย์AICทั่วปท. เล็งยกระดับไทยติดท็อปเทนผู้ส่งออกอาหารโลก

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังพิธี ลงนามบันทึกความร่วมมือการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC)ว่า การตั้งศูนย์ AIC เกิดขึ้นตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่กำหนดให้ภาคเกษตรเป็นภาคการผลิตสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ปัจจุบันไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอันดับที่ 12 ของโลก โดยตั้งเป้าผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่อันดับท็อปเทนของโลก ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร หรือ GDP ในปี 2563 คาดว่าจะขยายตัว 2-3%

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญกับการผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตร จากตัวเลขส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยไปตลาดโลกช่วง 10 เดือนแรกของปี 2562 มีมูลค่าถึง 1,091,510 ล้านบาท แบ่งออกเป็น กลุ่มอาเซียน 9 ประเทศ 266,758.87 ล้าน จีน 227,486.22 ล้านบาท ญี่ปุ่น 129,883.14 ล้านบาท สหรัฐอเมริกา 105,150.19 ล้านบาท สหภาพยุโรป 27 ประเทศ 91,377.70 ล้านบาท และอื่นๆ 270,853.96 ล้านบาท โดยสินค้าที่ส่งออกเพิ่มได้แก่ ผลไม้และผลิตภัณฑ์ ยางพารา ข้าวและผลิตภัณฑ์ ปลาและผลิตภัณฑ์ เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ น้ำตาลและผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์ ที่สำคัญอีกประการคือ ไทยยังได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศต่างๆ จากความตกลงเขตการค้าเสรีของไทยภายใต้กรอบเจรจาต่างๆ อีกด้วย เช่น กลุ่มอาเซียนไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 144,838 ล้านบาท จีนไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 112,843 ล้านบาท และออสเตรเลีย ไทยได้เปรียบดุลการค้ามูลค่า 5,207 ล้านบาท เป็นต้น

นายเฉลิมชัยกล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม จากผลดำเนินงานของกระทรวงเกษตรฯพบการพัฒนาภาคเกษตรท้าทายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาศักยภาพการผลิต การรักษาเสถียรภาพราคาสินค้า และการพัฒนาคุณภาพมาตรฐาน ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร โดยตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมนี้ดำเนินการภายใต้การขับเคลื่อนนโยบายเทคโนโลยีเกษตร 4.0 มีที่ปรึกษารมว.เกษตรฯเป็นประธานเพื่อพัฒนาขีดความสามารถแข่งขันภาคการเกษตรด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม สนับสนุนส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร การประดิษฐ์นวัตกรรม รวมทั้งเครื่องจักรกลเกษตร อีกทั้ง ยังเป็นศูนย์อบรมบ่มเพาะเกษตรกร สนับสนุน Smart Farmer รวมถึง Young Smart Farmer ในแต่ละจังหวัด และผลักดันงานเทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านการวิจัย การพัฒนา การลงทุน การแปรรูป และการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์

“แนวทางขับเคลื่อนของศูนย์ AIC มุ่งเน้นส่งเสริมเทคโนโลยีเกษตร สิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมในรูปแบบต่างๆ โดยใช้ฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่ ผสมผสานระหว่างภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยี โดยรวบรวมช่างเกษตร ปราชญ์เกษตร ที่เป็นเกษตรกรต้นแบบใช้เทคโนโลยีที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เน้นจัดการพื้นที่แปลงใหญ่ ดึงกลุ่ม Young Smart Farmer เข้าร่วมเสริมสร้างองค์ความรู้ทั้งด้าน e-commerce การสร้าง Story และ Packaging รวมถึงมาตรการกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกษตรกรไทยมีองค์ความรู้และมีเครือข่ายที่ดี เพื่อพร้อมก้าวเข้าสู่ยุคเกษตร 4.0 อย่างครบวงจร”นายเฉลิมชัย

ผันแม่กลองเติมเจ้าพระยาเพิ่มอีก500ล้านคิว กรมชลฯคุมเข้มคุณภาพน้ำกทม.-ปริมณฑล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477918

news_default

ผันแม่กลองเติมเจ้าพระยาเพิ่มอีก500ล้านคิว กรมชลฯคุมเข้มคุณภาพน้ำกทม.-ปริมณฑล

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานปรับแผนรับมือภัยแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพิ่มปริมาณผันน้ำจากลุ่มแม่กลองช่วยเสริมเป็น 1,000 ล้านลบ.ม. จนถึงสิ้นเม.ย. หวังเพิ่มเสถียรภาพให้คุณภาพน้ำบริเวณลุ่มเจ้าพระยาตอนล่างนำไปผลิตน้ำประปาให้ประชาชนใน กทม. และปริมณฑล ไล่ลิ่มความเค็ม รวมทั้งรักษาคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับไม้ผล ไม้ยืนต้น

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า ตามที่กรมวางแผนจัดสรรน้ำให้ลุ่มน้ำเจ้าพระยาโดยผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเสริม 500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 – 30 เมษายน 2563 แต่เนื่องจากน้ำต้นทุนจาก 4 เขื่อนหลักของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในฤดูแล้ง 2562/2563 มีจำกัด ประกอบกับน้ำเค็มรุกล้ำเข้ามาไกลจากปากอ่าวไทยถึงสถานีสูบน้ำสำแล ขณะที่ปริมาณน้ำจืดบริเวณปากอ่าวมีไม่มากพอจะหน่วงน้ำเค็ม บางจังหวะวัดค่าความเค็มได้เกิน 0.25 กรัมต่อลิตร ทำให้การประปานครหลวงต้องหยุดสูบน้ำบางช่วงเวลา นอกจากนี้ มวลน้ำที่ส่งมาจำนวนหนึ่งสูญหายไประหว่างทาง ลดทอนประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพน้ำ ดังนั้น คณะทำงานด้านการบริหารจัดการน้ำ จึงมีมติเห็นชอบแผนการจัดการน้ำให้กรมชลประทานเพิ่มปริมาณน้ำที่ผันมาจากลุ่มน้ำแม่กลองอีก 500 ล้านลบ.ม.รวมเป็น 1,000 ล้านลบ.ม. เมื่อ 30 มกราคมที่ผ่านมา

“การเพิ่มปริมาณน้ำที่ผันจากลุ่มน้ำแม่กลองอีก 500 ล้านลบ.ม. ผ่านแม่น้ำท่าจีนโดยคลองท่าสาร-บางปลา และคลองจระเข้สามพัน จะเพิ่มความเชื่อมโยงและต่อเนื่องในการควบคุมคุณภาพน้ำและค่าความเค็มตั้งแต่ลุ่มน้ำท่าจีน คลองพระพิมล คลองพระยาบันลือ คลองเจ้าเจ็ด-บางยี่หน คลองภาษีเจริญ ช่วยให้ประชาชนทั้งในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีแหล่งน้ำต้นทุนคุณภาพดีนำไปใช้ผลิตเพื่ออุปโภคบริโภค ช่วยรักษาระบบนิเวศน์ตลอดสายน้ำที่กรมชลประทานได้ส่งผ่านมา และไล่ลิ่มความเค็มที่ค้างอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เกษตรกรสวนผลไม้ กล้วยไม้ ไม้ยืนต้นนำน้ำไปรดแปลงได้ เกิดเสถียรภาพต่อผู้ใช้น้ำในเขต กทม.และปริมณฑล ปัจจุบันกรมชลประทานควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาโดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้ดี และช่วงน้ำทะเลหนุนสูงควบคุมน้ำไม่ให้มีค่าความเค็มเกินค่าวิกฤต หรือเป็นเพียงช่วงระยะเวลาสั้นที่สุด” ดร.ทองเปลว กล่าว

ทั้งนี้ ในการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองดังกล่าว จะไม่กระทบการใช้น้ำภายในลุ่มน้ำแม่กลอง เนื่องจากปีนี้ลุ่มน้ำแม่กลองมีปริมาณน้ำค่อนข้างสมบูรณ์เพาะปลูกพืชฤดูแล้งได้ โดยใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ ซึ่งวางแผนใช้น้ำจากทั้ง 2 เขื่อนรวมกัน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2563 -30 มิถุนายน 2563 ไว้ 6,100 ล้าน ลบ.ม. ขณะที่วันที่ 1 มกราคม มีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ประมาณ 8,800 ล้าน ลบ.ม. ดังนั้น ลุ่มน้ำแม่กลองใช้น้ำได้ตามปกติ แม้จะแบ่งปันน้ำไปช่วยลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็ตาม

“การลำเลียงน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาเพิ่มให้ลุ่มเจ้าพระยา เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการควบคุมการผลิตน้ำประปาให้ประชาชนในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล จึงขอความร่วมมือเกษตรกรที่อยู่ริมคลองที่ชลประทานใช้ผันน้ำมางดนำน้ำไปเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเดือนมีนาคม 2563 – เมษายน 2563 ที่นอกจากน้ำทะเลจะหนุนสูง 2 ครั้งต่อเดือนแล้ว สภาพอากาศที่ร้อนยิ่งเพิ่มอัตราสูญเสียน้ำระหว่างลำเลียง หากดึงน้ำไปใช้การเกษตรที่ต้องใช้น้ำเยอะจะก่อให้เกิดความเสี่ยงในการควบคุมคุณภาพน้ำเพื่อผลิตน้ำประปา ส่งผลกระทบในวงกว้าง” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

บทความพิเศษ : เกษตรกรเฮสหกรณ์เชียงใหม่หนุนปลูกมันฝรั่งป้อนบิ๊กซี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477920

บทความพิเศษ : เกษตรกรเฮสหกรณ์เชียงใหม่หนุนปลูกมันฝรั่งป้อนบิ๊กซี

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายจณภพ กาญจนประดิษฐ์ ผู้อำนวยการ กลุ่มส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วยนายพงษ์ชัย วงษ์เมตตา ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมสหกรณ์2 อำเภอพร้าว ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแปลงปลูกมันฝรั่งและร่วมในการเจรจาการค้าเพื่อซื้อขายมันฝรั่ง ระหว่าง สหกรณ์การเกษตรโหล่งขอดสามัคคี จำกัด กับห้างบิ๊กซี ในการซื้อขายมันฝรั่ง ซึ่งมันฝรั่งจะใช้เวลาปลูก120 วัน ตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน- มกราคมและจะเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ -มีนาคม ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิตปี 2563 ทางสหกรณ์การเกษตรโหล่งขอดสามัคคี จำกัด ได้เปิดจุดการรวบรวมผลผลิตมันฝรั่งจากสมาชิกสหกรณ์ฯ และเกษตรกรในพื้นที่ ตั้งแต่วันที่ 25 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา สหกรณ์ได้ส่งเสริมให้สมาชิกปลูกมันฝรั่ง โดยสนับสนุนหัวพันธุ์มันฝรั่งปัจจัยการผลิต และเงินทุนเพื่อการเพาะปลูก เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับเกษตรกร และมีการวางแผนการผลิตร่วมกันระหว่างสหกรณ์กับสมาชิก เพื่อให้ได้คุณภาพและที่ปริมาณสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและในปีนี้นับเป็นปีแรกที่สหกรณ์ได้เชื่อมโยงตลาดกับห้างโมเดินเทรดกับบริษัทเอกชนเข้ามารับซื้อผลผลิตจากสมาชิกสหกรณ์ โดยมีสหกรณ์เป็นตัวกลางในการรวบรวมผลผลิตและเจรจาเรื่องราคารับซื้อ

ในปีนี้ พื้นที่เพาะปลูกมันฝรั่งของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ รวมกว่า 680 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่ประมาณ3 ตัน ทางสหกรณ์คาดการณ์ว่าจะสามารถรวบรวมผลผลิตได้ไม่น้อยกว่า 1,500 ตัน ดังนั้น เพื่อเป็นการระบายผลผลิตออกสู่ตลาด และสร้างรายได้ให้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดเชียงใหม่จึงได้มีแนวทางในการเพิ่มช่องทางการตลาดให้แก่สหกรณ์ฯจึงได้มีการเจรจาเชื่อมโยงการตลาดกับห้างบิ๊กซี เพื่อเข้ามารับซื้อมันฝรั่งจากสหกรณ์ฯ โดยทางห้างบิ๊กซี ได้ตอบรับในการวางแผนการตลาดมันฝรั่งร่วมกับสหกรณ์ฯ และกำหนดราคารับซื้อมันฝรั่งเกรด OAB ราคากิโลกรัมละ 18 บาท ซึ่งราคาดังกล่าวเป็นราคาที่สร้างความพึงพอใจแก่เกษตรกร

ทั้งนี้ การทำข้อตกลงซื้อขายมันฝรั่งร่วมกันระหว่างสหกรณ์กับห้างบิ๊กซีทางสหกรณ์รวบรวมผลผลิตเพื่อส่งจะดำเนินการส่งผลผลิตให้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง คือวันอังคาร และวันพฤหัสบดี โดยผลผลิตที่ส่งจำหน่าย เป็นเกรด OAB และเริ่มจำหน่ายรอบแรกในวันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2563 จำนวน 150 ตะกร้า รวม 2,700 กิโลกรัม รวมเป็นเงิน 48,700 บาท และนอกจากนี้ สหกรณ์ยังได้ส่งจำหน่ายผลผลิตให้กับสุวรรณามันฝรั่งห้องเย็นแม่โจ้ซึ่งได้ทำสัญญาซื้อขายในการส่งจำหน่ายผลผลิต วันละ 10,000 กิโลกรัม โดยบริษัท สุวรรณาห้องเย็นแม่โจ้รับซื้อมันฝรั่งคละทุกเกรด ในราคา 13.50 บาทต่อกิโลกรัม และรับซื้อจนสิ้นฤดูกาล ซึ่งปัจจุบันทางสหกรณ์ฯได้จำหน่ายผลผลิตที่มีคุณภาพให้กับบริษัทแล้วกว่า 80,000 กิโลกรัมเป็นเงินกว่า 1,200,000 บาท และคาดว่าการจำหน่ายผลผลิตในปีนี้จะทำรายได้ให้กับสหกรณ์ฯไม่น้อยกว่า 19 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยสร้างรายได้แก่สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้น

ชายคาพระพิรุณ : 9 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477915

586851

ชายคาพระพิรุณ : 9 มีนาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดห้องให้ตัวแทนสมาพันธ์เกษตรปลอดภัย ซึ่งนำโดย นายสุกรรณ์ สังข์วรรณะ นายกสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเข้าพบ เพื่อหารือต่อกรณีแบน 3 สาร โดยทางตัวแทนเกษตรกร มองว่ามาตรการยกเลิกสารพาราควอต แต่ให้จำกัดการใช้สารไกลโฟเซต จะสร้างความเสียหายต่อระดับผลผลิต และระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างมหาศาล จึงได้ยื่นข้อเรียกร้อง 6 ข้อประกอบด้วย 1.ให้พิจารณาเสริมสร้างความร่วมมือระหว่างเกษตรกร ภาครัฐ และภาคเอกชนในการพัฒนาและยกระดับการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี หรือ “จีเอพี” เพื่อให้เกิดการเพาะปลูกและได้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานปลอดภัย เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันการส่งออกสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก 2.เนื่องจากสารเคมีด้านการเกษตร ถือเป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นต่อการเพาะปลูกของเกษตรกร จึงขอเสนอให้พิจารณาส่งเสริมให้มีการฝึกอบรมเกษตรอย่างทั่วถึง ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ ให้สามารถใช้สารเคมีเกษตรชนิดต่างๆ ตามมาตรฐานจีเอพีอย่างถูกวิธี ซึ่งการดำเนินการตามแนวทางจีเอพีอย่างเคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ ถือเป็นการสร้างความปลอดภัยด้านสุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ไม่ก่อให้เกิดอุปสรรคในการทำงานหาเลี้ยงชีพของเกษตรกร ขอให้ส่งเสริมเทคโนโลยีใหม่ๆ แม้แต่การวิจัยสารเคมีตัวใหม่ๆ อย่าไปปิดกั้น หรือห้ามไม่ให้มีสารใหม่ๆ เข้ามาขายในประเทศ เพราะมันคือเทคโนโลยี และหากมีการระบาดของโรค แมลงชนิดใหม่ๆ เกษตรกรจะได้มีตัวเลือก ท้ายที่สุดเกษตรกรผู้ใช้จะเป็นผู้เลือกเองตามประสิทธิภาพ ราคา 3.สมาพันธ์เกษตรปลอดภัยเล็งเห็นถึงความสำคัญของแนวนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงเครื่องจักรกลทางการเกษตร อย่างไรก็ตามสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยขอเสนอให้พิจารณาผลักดันนโยบายดังกล่าวตามความเหมาะสมของวิธีการเพาะปลูกและสภาพพื้นที่เกษตรกรรมในแต่ละภูมิภาค รวมทั้งความพร้อมของเกษตรกรผู้ปลูกพืชในแต่ละชนิด ในกรณีที่ยังไม่สามารถใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรหรือนวัตกรรมอื่นๆ มาทดแทนได้ ควรส่งเสริมให้เกษตรมีศักยภาพในการใช้สารเคมีด้านการเกษตรตามมาตรฐานจีเอพี ควรเปิดโอกาสให้เกษตรกรไทยมีทางเลือกในการเข้าถึงปัจจัยทางการผลิตในระดับต้นทุนที่ยอมรับได้

4.ประเด็นเรื่องผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากสารเคมีทางการเกษตรยังมีข้อถกเถียง และข้อโต้แย้งทางวิชาการในหลากหลายมิติที่ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ทางสมาพันธ์เกษตรปลอดภัยจึงขอเสนอให้พิจารณาสรรหาแนวทางที่ไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรในชนบทและผู้บริโภคในเมือง ทำให้เกษตรกรดำรงชีวิตอยู่ได้ ทั้งนี้ การเร่งรัดให้มีการยกเลิกสารเคมีทางการเกษตรโดยไม่มีมาตรการรองรับที่ชัดเจน จะก่อให้เกิดภาระต่อเกษตรกรไทยอย่างมหาศาล จนกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ 5.เนื่องจากมาตรการจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต พาราควอต และคลอร์ไพริฟอสมีผลบังคับใช้มานับตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2562 จวบจนปัจจุบัน แต่เกษตรกรจำนวนมากยังไม่มีโอกาสได้รับการฝึกอบรมและผ่านการทดสอบการใช้สารเคมีทั้งสามชนิดอย่างถูกวิธี จึงไม่สามารถเข้าถึงปัจจัยการผลิตเพื่อเตรียมความพร้อมในฤดูกาลเพาะปลูกอันใกล้นี้ จึงขอเสนอให้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเปิดการฝึกอบรมทั่วประเทศเป็นการเร่งด่วนมิฉะนั้น อาจเกิดสภาวะความโกลาหลในภาคการเกษตร ซ้ำเติมเกษตรกรผู้กำลังประสบภัยแล้ง และอาจเกิดภาวะตลาดมืดของสารเคมีซึ่งทำลายระบบมาตรฐานจีเอพีของประเทศไทย 6.สารพาราควอตเป็นปัจจัยการผลิตที่จำเป็นในการจัดการวัชพืช ซึ่งไม่มีสารทดแทนหรือวิธีการทดแทนที่มีประสิทธิภาพ ในระดับต้นทุนที่เกษตรกรยอมรับได้ นอกจากนี้ สารไกลโฟเซตก็ไม่สามารถทดแทนสารพาราควอตได้ เนื่องด้วยคุณสมบัติที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงดังนั้น มาตรการยกเลิกสารพาราควอต แต่ให้จำกัดการใช้สารไกลโฟเซต จะสร้างความเสียหายต่อระดับผลผลิต และระดับรายได้ของเกษตรกรอย่างมหาศาล จึงขอให้ พิจารณาคงไว้ซึ่งมาตรการจำกัดการใช้สารพาราควอต และมีการสนับสนุนให้เกษตรกรใช้สารเคมีดังกล่าวอย่างถูกต้องตามมาตรฐานจีเอพีที่ประเทศคู่ค้าหลักของไทยยอมรับ

ในที่ประชุม รมช.มนัญญา ได้ยืนยันกับตัวแทนเกษตรกรว่า จะยึดมติ 23.พ.ค.61 เพื่อเดินหน้าจำกัดการใช้ 3 สารต่อไป ซึ่งดูแล้วเรื่องนี้ ยังยาวและต้องติดตามกันต่อไป เพราะแม้ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตราย ในการประชุมเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2562 ที่มี นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน ได้กลับมติคณะกรรมการวันที่ 22 ต.ค. 2562 ที่ให้แบน 3 สาร และในวันที่ 1 ธ.ค. 2562 มติใหม่ ให้แบนเฉพาะพาราควอตและคลอร์ไพริฟอส โดยให้มีผลบังคับวันที่ 1 มิ.ย. 2563 ส่วนไกลโฟเซต ยกเลิกแบน แต่ให้จำกัดการใช้แทนก็ตาม แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ

ขุนเกษตรา

เกษตรฯจ้างงาน ขุดแหล่งเก็บน้ำสู้แล้ง ทดแทนรายได้ชาวนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477963

news_default

เกษตรฯจ้างงาน ขุดแหล่งเก็บน้ำสู้แล้ง ทดแทนรายได้ชาวนา

วันจันทร์ ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ก.เกษตรฯเร่งแก้ปัญหาภัยแล้ง สั่งกรมชลฯ ขุดลอกลำเหมืองพญาคำ ลุ่มน้ำปิง เดินหน้าจ้างเกษตรกร ปรับปรุงแหล่งกักเก็บน้ำ รองรับช่วงฤดูฝน ช่วยเสริมรายได้ทดแทนการเสียโอกาสทำนาปรัง

เมื่อวันที่ 8 มีนาคม นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมชลประทาน พิจารณาแนวทางจัดหาแหล่งกักเก็บน้ำเพิ่มเติม รวมถึงปรับปรุงพัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำเดิม ให้มีประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำได้เพิ่มขึ้น โดยมีมาตรการจ้างแรงงานในพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกร มีรายได้ทดแทนการเพาะปลูก ลดความเสี่ยงการขาดแคลนน้ำทุกพื้นที่ และเตรียมรับน้ำช่วงต้นฤดูฝนที่กำลังจะมาถึง

ด้านนายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า รมว.เกษตรฯ สั่งการให้เร่งรัดแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ในการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำและการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำปิง ตอนบน โดยให้กรมชลประทานดำเนินการขุดลอกลำเหมืองพญาคำ ที่สภาพตื้นเขิน เพื่อช่วยเหลือราษฎร 6 ตำบล ในเขตพื้นที่ อ.สารภี จ.เชียงใหม่ รวมระยะทางกว่า 15 กิโลเมตร โดยสำนักเครื่องจักรกล กรมชลประทาน ร่วมกับ สำนักงานชลประทานที่ 1 ได้ขุดลอกลำเหมืองพญาคำ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยในวันที่ 7 มีนาคมที่ผ่านมา ดำเนินการขุดลอกลำเหมืองไปแล้วกว่า 10 กิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 70

สำหรับโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว สำนักงานชลประทานที่ 12 ทำการเปิดโครงการ จ้างแรงงานเกษตรกร เพื่อชดเชยรายได้ให้แก่เกษตรกรที่เสียโอกาสจากการทำนาปรัง ปี 2563 ตามมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรของกรมชลประทาน สำหรับในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการกว่า 150 ราย

“กรมชลประทาน เดินหน้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ต่างๆ โดยการจ้างแรงงานเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำสำหรับการเพาะปลูกข้าวอย่างทั่วถึง และยังคงสนับสนุนเครื่องจักร เครื่องมือ สำหรับเข้าช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง ขอให้ทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัดที่สุดเพื่อให้มีน้ำเพียงต่อตลอดฤดูแล้งนี้” นายทองเปลว กล่าว

กยท.จัดโครงการ’คืนน้ำยางกลับสู่ต้น’ ถ่ายทอดเทคโนโลยีป้องกันกำจัดโรคใบร่วงในยางพารา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477844

กยท.จัดโครงการ’คืนน้ำยางกลับสู่ต้น’ ถ่ายทอดเทคโนโลยีป้องกันกำจัดโรคใบร่วงในยางพารา

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2563, 10.06 น.

กยท.จัดโครงการ”คืนน้ำยางกลับสู่ต้น” ถ่ายทอดเทคโนโลยีป้องกันกำจัดโรคใบร่วงในยางพาราซึ่งเป็นโรคอุบัติใหม่ เริ่มที่นราธิวาส จังหวัดซึ่งมีพื้นที่ระบาดมากที่สุด เร่งควบคุมไม่ให้ลุกลามจากภาคใต้ขึ้นมาสู่พื้นที่ตอนบนของประเทศ

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า วันจันทร์ที่ 9 มีนาคมนี้ ทาง กทย.จะร่วมกับจังหวัดนราธิวาสจัดงานถ่ายทอดเทคโนโลยีเตรียมพร้อมรับสถานการณ์โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราที่มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ตามโครงการ “คืนน้ำยางกลับสู่ต้น” โดยจะแนะนำสารป้องกันกำจัดเชื้อรา สาธิตวิธีการฉีดพ่นทั้งบริเวณทรงพุ่มและพื้นสวนที่มีเชื้อราสะสมอยู่ พร้อมกันนี้จะมอบวัสดุอุปกรณ์อุดหนุนเกษตรกรและสถานบันเกษตรกรยางพาราได้แก่ เครื่องฉีดพ่นแรงดันสูงและวัสดุอุปกรณ์ป้องกันกำจัดเชื้อรา

นอกจากนั้น กยท.ยังกำหนดมาตรการเฝ้าระวังโรคใบร่วงในยางพาราที่เกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. Colletotrichum sp. และเชื้อราอื่นๆ ส่งใบร่วงรุนแรง ต้นโทรม ผลผลิตน้ำยางทยอยลดลง ถึงขั้นต้องหยุดกรีดยาง เชื้อรานี้แพร่ระบาดโดยลมหรือจากการเคลื่อนย้ายส่วนของต้นยางจึงป้องกันได้ยาก อาการของโรคปรากฏบนใบยางแก่ ลักษณะเป็นแผลกลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางส่วนใหญ่มากกว่า 0.5 เซนติเมตร ช่วงเริ่มแรกอาการบนผิวใบเป็นรอยสีเหลืองค่อนข้างกลม (chlorosis) และต่อมาเนื้อเยื่อรอยสีเหลืองจะตายแห้ง (necrosis) เป็นแผลกลมสีสนิมซีด พบอาการจุดแผลต่อใบยางมากกว่า 1 แผล จากนั้นใบจะเหลืองและร่วงในที่สุด อาการของโรคจะรุนแรงและใบร่วงมากหลังมีฝนตกหนักติดต่อกันอย่างน้อย 2 วันเพราะอากาศที่ชื้นและลมแรง นอกจากนี้ยังพบมีแผลลุกลามแห้งจากปลายยอด หากใบร่วงหลายครั้งอาจถึงขั้นยืนต้นแห้งตายได้ พื้นที่พบการแพร่ระบาดของโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา มี 9 จังหวัดได้แก่ นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สงขลา สตูล ตรัง กระบี่ พังงา และสุราษฎร์ธานี รวมพื้นที่ 775,178.86 ไร่ มีเกษตรกรชาวสวนยาง ได้รับผลกระทบ 81,962 ราย (ข้อมูล ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2563)

ขณะที่มาตรการเฝ้าระวังโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ทาง กยท ได้มีทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยระยะสั้นที่ดำเนินการแล้วและกำลังดำเนินการคือ เร่งสำรวจและติดตามการแพร่ระบาดของโรค เฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โดยการรับแจ้งและสำรวจของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่  ร่วมกับใช้ภาพถ่ายจากดาวเทียมของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) ซึ่งจะมีการประเมินพื้นที่การระบาดของโรคจากการร่วงของใบในช่วงเวลาต่างๆ ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคได้แก่ ข้อมูลพื้นที่การระบาด การตรวจสอบลักษณะ อาการของโรค คำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรคเบื้องต้น การแจ้งข้อมูลการพบโรคหรือข้อสงสัยได้แก่ อบรมให้ความรู้พนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้นำท้องถิ่น และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง 3 ครั้ง ในจังหวัดนราธิวาส ตรัง และสุราษฎร์ธานี ประชาสัมพันธ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโรคผ่านทางเว็ปไซต์การยางแห่งประเทศไทย ช่องทางสื่อสารออนไลน์อื่นๆ รวมถึงให้ความรู้อาสาสมัครเกษตรจากทั่วประเทศของกรมส่งเสริมการเกษตร สาธิตการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยการใช้อากาศยานไร้คนขับ (โดรน) ในการฉีดพ่นสารเคมีควบคุมและกำจัดเชื้อราใน 5 จังหวัดได้แก่ จังหวัดนราธิวาส ตรัง พังงา กระบี่ และสุราษฎร์ธานีนำร่องจังหวัดละ 300 ไร่ รวม 1,500 ไร่ ศึกษาวิจัยหาเชื้อสาเหตุและกลไกการเข้าทำลาย ทดสอบประสิทธิภาพของสารเคมีในการป้องกันกำจัดในพื้นที่เกิดโรคในสภาพแปลง ร่วมมือกับหน่วยงานอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ ข้อมูล มาใช้เป็นแนวทางในการ บริหารจัดการโรค ทั้งหน่วยงานในประเทศ เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร และองค์กรระหว่างประเทศเช่น สมาคมประเทศผู้ผลิตยาง ธรรมชาติ (ANRPC) สภาวิจัยและพัฒนายางระหว่างประเทศ (IRRDB)

โดยล่าสุด กยท.ตั้งศูนย์บริหารจัดการโรคยางพาราประกอบด้วยพนักงานกยท. ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ทรงคุณวุฒิจากมหาวิทยาลัย โดยทำหน้าที่บริหารจัดการ เกี่ยวกับโรคยางพาราทั้งระบบ ควบคุม กำกับ ติดตาม ประเมินผลการระบาดและผลกระทบจากโรคยางพารา แล้วให้รายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สำคัญคือ กยท. จัดสรรเงินอุดหนุนกองทุนพัฒนายาง ตามมาตรา 49 (3) ใน เพื่อจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์พ่นสาร ยาป้องกันกำจัดเชื้อราให้สถาบันเกษตรกรในจังหวัดนราธิวาสและตรังเป็นเงิน 1,189,600 บาท อีกทั้งประสานกรมวิชาการเกษตรในการศึกษาเชื้อสาเหตุ และเข้มงวดในการเคลื่อนย้ายกล้ายาง และกิ่งตายางในแปลงขยายพันธุ์ยางเพื่อการค้าที่ปราศจากโรคเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดไปสู่แหล่งอื่น

นายณกรณ์ บอกด้วยว่า ในระยะยาวจะวิจัยและพัฒนาพันธุ์ยางต้านทานโรค กำหนดมาตรการเฝ้าระวัง เตือนภัยและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค โดยการศึกษา แนวโน้มและทิศทางการระบาดของโรค วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของพื้นที่ระบาดของโรคกับสภาพภูมิอากาศ และติดตั้งเครื่องมือดักจับสปอร์ ป้องกันการเกิดโรคในพื้นที่เสี่ยงประมาณ 2,000,000 ไร่ด้วยการดูแลรักษาแปลงให้สะอาดและใส่ปุ๋ยบำรุงต้นยาง ขยายผลการป้องกันกำจัดโรคให้ครอบคลุมพื้นที่โรคระบาดเพื่อไม่ให้ลุกลามจากภาคใต้ขึ้นมาสู่ภาคอื่นๆ ทางตอนบนของประเทศ

“โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพาราพบการแพร่ระบาดครั้งแรกอินโดนีเซีย เมื่อปี 2558 ต่อมาพบการระบาดในมาเลเซีย เมื่อปี 2560 การแพร่ระบาดของโรคได้ขยายวงกว้างขึ้นอย่าง รวดเร็วและต่อเนื่อง จนกระทั่งมีรายงานพบการแพร่ระบาดเข้ามายังพื้นที่ภาคใต้ของไทย ได้รับรายงานครั้งแรกเดือนกันยายน 2562 ในจังหวัดนราธิวาส จากการตรวจสอบใบยางพาราที่เป็นโรค การป้องกันกำจัด พ่นด้วยยาป้องกันกำจัดเชื้อรา แมนโคเซบ 2 – 3 ครั้ง สลับด้วยยาดูดซึมเช่น คาร์เบนดาซิม โพรพิเนป คลอโรธาโลนิล หรือเฮกซาโคนาโซล 1 ครั้ง ตามอัตราแนะนำ ส่วนใบที่เป็นโรคแล้วร่วงลงมาให้เก็บรวบรวมทำลายโดยฝังกลบหรือกองรวม โรยทับใบยางเป็นโรคด้วยปูนขาวหรือโดโลไมท์ให้ทั่ว หว่านตามด้วยยูเรียปริมาณร้อยละ 10 ของน้ำหนักปูนแล้วรดน้ำตาม ตลอดจนใส่ปุ๋ยเพื่อบำรุงต้นยางให้แข็งแรง จะทำให้ต้นยางที่เป็นโรคแตกใบใหม่และปัองกันแปลงใกล้เคียงไม่ให้ติดโรคได้” นายณกรณ์ กล่าว

บทความพิเศษ : กษ.เดินหน้า‘ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์’ เพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตภาคเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477348

บทความพิเศษ : กษ.เดินหน้า‘ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์’ เพิ่มช่องทางจำหน่ายผลผลิตภาคเกษตร

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญของภาคการเกษตรไทยในยุคปัจจุบันและอนาคต เนื่องจากสถานการณ์การจับจ่ายใช้สอยในยุคนี้ ความสะดวกสบายถือเป็นตัวเลือกลำดับต้นๆ ที่ผู้บริโภคให้ความสำคัญ โดยทุกหมวดหมู่สินค้าทั้งของใช้อุปโภคและบริโภคล้วนมีสัดส่วนตลาดออนไลน์ที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อ่เนื่อง ดังนั้นการเตรียมพร้อมและส่งเสริมให้เกษตรกรเป็นผู้ผลิตที่สามารถเสิร์ฟสินค้าเกษตรบนตลาดออนไลน์นั้นจึงถือเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมอย่างยิ่งทั้งนี้ก็เพื่อให้เกษตรกรไทยได้ก้าวไปในโลกของการตลาดที่กว้างที่มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” ณ สำนักบริหารคอมพิวเตอร์ ชั้น 3 Auditorium 306 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน ว่า ปัจจุบันเทรนด์การค้าออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมและมีอัตราการเติบโตที่สูงยิ่งขึ้น โดยการซื้อขายผ่านทางช่องทางออนไลน์บนแพลตฟอร์ม ซึ่งจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ซื้อผ่านระบบออนไลน์มากถึง 4 – 5 ล้านคน/วัน นับเป็นโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ของไทย ดังนั้น กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดทำโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ขึ้น ตามนโยบายตลาดนำการเกษตร โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ซึ่งมี นายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ผสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มการขายออนไลน์ที่มีศักยภาพและมีชื่อเสียงอย่าง LAZADA ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่าวันละ 2 ล้านคน/วัน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรได้ขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยคัดเลือกสินค้าที่มีศักยภาพจากกลุ่มเกษตรกร 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่ม Young Smart Farmer มีวัตุประสงค์หลัก คือ 1) เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับกลุ่มเกษตรกรสามารถขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก 2) จัดอบรมเกษตรกรให้เป็นผู้ขายสินค้าเกษตรออนไลน์อย่างมืออาชีพ 3) สร้างการรับรู้นโยบายการตลาดนำการเกษตรด้วยการพัฒนาเกษตรกรมาเป็นผู้ค้าออนไลน์ และ 4) เพื่อให้ผู้บริโภคทั่วประเทศเข้าถึงสินค้าเกษตรได้สะดวก ง่าย และได้บริโภคสินค้าดี มีคุณภาพ ราคาดี ส่งตรงจากเกษตรกร

รมว.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า จากความร่วมมือกันระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และบริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มออนไลน์อันดับหนึ่งของไทย มาเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดในการขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพจากกลุ่มเป้าหมาย ทำให้วันนี้เป็นโอกาสดีที่จะ Kick off เปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” อย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างการรับรู้และความเข้าใจให้กับเกษตรกรกลุ่มต่างๆ และเจ้าหน้าที่ภาครัฐได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงการค้าสินค้าในปัจจุบัน ที่นิยมซื้อขายบนออนไลน์เพิ่มขึ้น มีผู้เข้าร่วมกว่า 300 คน นอกจากนี้ในวันที่ 3 มี.ค. ที่ผ่านมา มีการจัดกิจกรรมฝึกอบกรมเกษตรกร 4 กลุ่มเป้าหมาย ที่มีความสนใจเข้าร่วม จำนวน 107 คน รวมถึงข้าราชการเข้าร่วมด้วย เพื่อให้ไปสอนขยายความรู้ต่ออีกกว่า 80 คน โดยได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีกับ LAZADA เป็นผู้สอนด้านการตลาดทั้งการนำสินค้าเกษตรขึ้นขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เทคนิคการถ่ายภาพ และการเขียน Story ให้ดูน่าสนใจ รวมถึงการทำโปรโมชั่นสินค้าเกษตรของตนเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ไม่เพียงแค่ให้เกษตรกรขายเป็นเท่านั้น แต่เกษตรกรจะต้องขายได้ และมีเงินเข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ ในอนาคตกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมมือกับ LAZADA และพันธมิตรในการขยายความร่วมมือกันโดยจะไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้ แต่จะพัฒนาไปสู่ Platform อื่นๆ ต่อไป โดยมุ่งหวังว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้เกษตรกรมีช่องการทางจำหน่ายที่กว้างขึ้น พร้อมทั้งจะดำเนินการฝึกอบรม สร้างองค์ความรู้ จัดอบรมให้กับเกษตรกรแปลงใหญ่ กลุ่มสหกรณ์ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และ Young Smart Farmer รวมถึงเกษตรกรอื่นๆ นับเป็นความร่วมมือมิติใหม่ที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการ การปลูก การแปรรูปให้ได้มาตรฐาน และ LAZADA ให้องค์ความรู้ด้านการตลาดเพื่อเพิ่มศักยภาพการขายออนไลน์ให้กับเกษตรกร หากเกษตรกรท่านใดสนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมกับหน่วยงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ของท่านได้

ปั้นสินค้าประมงแปรรูปเสิร์ฟผ่านลาซาด้า ส่งตรงจากเกษตรกรผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477342

news_default

ปั้นสินค้าประมงแปรรูปเสิร์ฟผ่านลาซาด้า ส่งตรงจากเกษตรกรผู้ผลิตถึงมือผู้บริโภค

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า เพื่อตอบสนองพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคได้เปลี่ยนไป รวมถึงสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงจัดทำโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ ตามนโยบายตลาดนำการเกษตรขึ้น เพื่อพัฒนาองค์กรเกษตรกรและเกษตรกรรุ่นใหม่โดยเพิ่มทักษะทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการตลาดออนไลน์ เป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กลุ่มเกษตรกรขยายช่องทางการตลาด และกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดผ่านแพลตฟอร์มการขายออนไลน์ โดยที่เกษตรกรสามารถกำหนดราคาสินค้าได้โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางรวมถึงผู้บริโภคก็จะได้เข้าถึงสินค้าเกษตรได้ง่าย บริโภคสินค้าดี มีคุณภาพ ในราคาที่ดี ส่งตรงจากเกษตรกร

สำหรับโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ บริษัท ลาซาด้า จำกัด (ประเทศไทย) ได้คัดเลือกสินค้าประมงแปรรูปจากกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพที่กรมประมงได้ดำเนินการส่งเสริมในด้านต่างๆ เข้าร่วมเป็นผู้ค้ากับทางบริษัทฯ 2 กลุ่ม ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์ จ๊อปลานิล จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลานิลแปลงใหญ่ จ.ชลบุรี โดยผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐานจากองค์การอาหารและยา (อย.) และมาตรฐานฟาร์ม GAP 2. ผลิตภัณฑ์ ปลาสายไหมอบกรอบ, เมี่ยงปลาสายไหม จากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเมี่ยงปลาสายไหม จ.ประจวบคีรีขันธ์ โดยผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐานจาก มาตรฐานของผลิตภัณฑ์องค์การอาหารและยา (อย.) และ OTOP 5 ดาว

นอกจากนี้ กรมประมงส่งกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมรับการอบรมและออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำแปรรูปเพิ่มเติมอีก 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผู้ประกอบการ
ผู้เลี้ยงกุ้ง จ.ภูเก็ต และกลุ่มผู้เลี้ยงปลาดุกลำไทร จ.ปทุมธานี โดยกรมประมงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการผลักดันกลุ่มเกษตรกรเข้าร่วมโครงการดังc กล่าวนอกจากเพิ่ม
ช่องทางการค้าขายที่เหมาะสมแล้ว ยังช่วยผลักดันให้เกษตรกรไทยปรับตัวได้ทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่อปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้เรียบร้อยแล้ว “ตลาดออนไลน์” จะเข้ามาเป็นอีกช่องทางที่ช่วยทำให้ราคาสินค้าเกษตรไทยมีเสถียรภาพ เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาส่งผลให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น สร้างความยั่งยืนให้เกษตรกรภาคประมงต่อไป

กยท.จับมือม.มหิดลลุยงานวิจัย พัฒนายางพาราเป็นสื่อการเรียนการสอนวงการแพทย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477344

news_default

กยท.จับมือม.มหิดลลุยงานวิจัย พัฒนายางพาราเป็นสื่อการเรียนการสอนวงการแพทย์

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยมหิดล (คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี) จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการวิจัยและพัฒนายางพาราสู่แบบจำลองทางการแพทย์ ต่อยอดโมเดลผลิตภัณฑ์ยางพาราเป็นสื่อการเรียนการสอนในวงการแพทย์ หนุนเพิ่มปริมาณใช้ยางในประเทศ

นายประพันธ์ บุณยเกียรติ ประธานคณะกรรมการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์ราคายางพาราที่ผันผวนส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเกษตรกรชาวสวนยาง รัฐบาลมีนโยบายด้านยางพาราที่สนับสนุนส่งเสริมให้เกิดการใช้ยางในประเทศเพิ่มขึ้น รวมถึงผลักดันให้เกิดการแปรรูปยางพาราเพื่อเพิ่มมูลค่า ได้แก่ นโยบายใช้ยางพาราในหน่วยงานภาครัฐ ใช้ยางเป็นส่วนผสมทำถนน แปรรูปยางพาราให้เป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2563 ได้มอบนโยบายบริหารงานแก่กยท. โดยเน้นบริหารจัดการและใช้งบประมาณให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ในการสนับสนุนงานวิจัย ค้นคว้าทดลอง การสร้างนวัตกรรม สร้างความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และช่องทางการใช้ เพื่อให้เกิดความต้องการนำยางพาราไปใช้เป็นวัสดุหรือองค์ประกอบของสินค้าอุปโภคต่างๆ

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทยด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท.ในฐานะผู้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือจาก กยท. กล่าวเสริมว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนายางพาราสู่แบบจำลองสื่อการเรียนการสอนทางการแพทย์ครั้งนี้ ก่อให้เกิดความร่วมมือด้านวิชาการ วิจัยพัฒนา สร้างองค์ความรู้ และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อทางการแพทย์ และต่อนักวิจัยในการพัฒนางานวิจัยสร้างเครือข่ายงานวิจัย อีกทั้ง ยังเป็นแนวทางเพิ่มปริมาณใช้ยางในประเทศด้วย

ด้าน ศ.นพ.ปิยะมิตร ศรีธราคณบดีคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ในกระบวนการทำงานด้านวิจัย คณะแพทย์ศาสตร์ร่วมมือกันพัฒนาอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆมาตลอด เพื่อสร้างเป็นนวัตกรรมผลงานสำหรับใช้ในผู้ป่วย ซึ่งคณะแพทยศาสตร์รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก อีกทั้งยังมุ่งมั่นพัฒนาสร้างแพทย์นวัตกรขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการสร้างผลงานนวัตกรรมกับองค์ความรู้ทางด้านการแพทย์เข้าด้วยกัน

“การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ระหว่างคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กับกยท.ครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาและร่วมสร้างผลงานนวัตกรรมจากยางพาราสู่การแพทย์เป็นอย่างดี โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์ของผู้ป่วยเป็นสำคัญ”

เตรียมจัดงาน‘มหกรรมเกษตรสร้างชาติ’ เน้นรูปแบบOne Stop Service #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477345

news_default

เตรียมจัดงาน‘มหกรรมเกษตรสร้างชาติ’ เน้นรูปแบบOne Stop Service

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานประชุมหารือแนวทางจัดงานมหกรรมเกษตรสร้างชาติว่า เพื่อให้เกิดการสร้างงานและรายได้ที่เหมาะสมในแต่ละชุมชนที่ประสบภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ขาดแคลนน้ำ ทำให้ราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ กระทรวงเกษตรฯจึงดำเนินโครงการเกษตรสร้างชาติ ส่งเสริมการผลิตด้านการเกษตร ทั้งพืช ปศุสัตว์ และประมง และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง โดยการสร้างโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งเงินทุน ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 26 พ.ย.2562 และมติคณะกรรมการ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2562 เห็นชอบให้ ธ.ก.ส. ดำเนินโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย วงเงินสินเชื่อ 50,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.01 ต่อปี ระยะเวลา 3 ปี และจากการลงนามบันทึกข้อตกลงระหว่าง กระทรวงเกษตรฯกับ ธ.ก.ส. เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 2562 มีข้อตกลงครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มนำร่องโครงการเกษตรสร้างชาติ ในส่วนปศุสัตว์ไปแล้วในหลายจังหวัด

ดังนั้น เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเกษตรสร้างชาติ เกิดผลสัมฤทธิ์และเป็นรูปธรรม กระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมจัดงาน “มหกรรมเกษตรสร้างชาติ” โดยจะจัดให้มีศูนย์ถ่ายทอด ศูนย์เรียนรู้ที่มีเมนูอาชีพสำหรับเกษตรกรให้เลือกหลากหลาย มีตลาดรองรับแน่นอน มีการสัมมนา อบรม สาธิต รวมทั้งให้ ธ.ก.ส. เป็นผู้ให้คำแนะนำเป็นที่ปรึกษาด้านการเงินในการเขียนแผนธุรกิจ เพื่อให้เป็นจุดบริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) ณ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี เบื้องต้นคาดว่าจะเปิดเป็นทางการปลายเดือนมีนาคม สำหรับผู้ที่สนใจเข้าชมศูนย์เรียนรู้ด้านปศุสัตว์ อาทิ โค แพะ แกะ และไก่พื้นบ้านได้ฟรีไม่เสียค่าใช้จ่าย

อย่างไรก็ตาม เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการต้องจดวิสาหกิจชุมชนไม่น้อยกว่า 7 คน ที่ผ่านมาพบปัญหาว่าเกษตรกรหลายกลุ่มเขียนแผนธุรกิจไม่ผ่านเงื่อนไขธ.ก.ส. ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ ดังนั้น จึงหารือร่วมกันถึงเงื่อนไขซึ่งปรับให้เหมาะสมและใช้พื้นที่หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี ซึ่งไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ตามที่เป็นกระแสข่าวเรื่องสถานที่จัดงานในขณะนี้และพร้อมเปิดให้ใช้พื้นที่ฟรีกว่า 100 ไร่ เนื่องจากมีความเหมาะสมและเป็นแหล่งเรียนรู้และศูนย์เรียนรู้ด้านเกษตรเชิงท่องเที่ยว โดยเปิดให้ทุกหน่วยงานจัดนิทรรศการเพื่อการเรียนรู้ด้านส่งเสริมตามโครงการเกษตรสร้างชาติทั้ง 4 ด้าน ในรูปแบบโมเดล ซึ่งการจัดงานมหกรรมเกษตรสร้างชาติครั้งนี้ จะเน้นรูปแบบ One Stop Service คือ เกษตรกรมาในงานนี้จะได้ทั้งความรู้และแหล่งเงินทุนในการส่งเสริมอาชีพต่อไป