รายงานพิเศษ : สศก.แนะปลูก‘ไผ่รวก-มะม่วงหิมพานต์’ พืชศก.ทนแล้งปลูกง่ายให้ผลผลิตระยะยาวเพิ่มรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477347

รายงานพิเศษ : สศก.แนะปลูก‘ไผ่รวก-มะม่วงหิมพานต์’ พืชศก.ทนแล้งปลูกง่ายให้ผลผลิตระยะยาวเพิ่มรายได้

วันศุกร์ ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายพลเชษฐ์ ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงในจ.น่าน ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2562 ถึงปัจจุบันว่า ได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยแล้งแล้ว 44,642 ไร่ (ข้อมูล ณ 14 กุมภาพันธ์ 2563) และสถานการณ์ยังส่งผลกระทบต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่เสี่ยง ขาดแคลนน้ำทำการเกษตร เกษตรกรจึงควรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ทนทานภัยธรรมชาติ ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จะช่วยลดผลกระทบจากภัยแล้งได้อีกทาง

จากการลงพื้นที่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 2 จังหวัดพิษณุโลก (สศท.2) เพื่อศึกษาสินค้าเกษตรสำคัญในจ.น่าน พบว่า ไผ่รวกและมะม่วงหิมพานต์ เป็นพืชเศรษฐกิจที่ควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูก เนื่องจากเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ที่ค่อนข้างแห้งแล้งใช้น้ำน้อย มีต้นทุนการผลิตต่ำแต่ให้ผลตอบแทนสูง อีกทั้ง ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิด มีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้

ไผ่รวก มีพื้นที่เพาะปลูก 18,983 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 16,010 ไร่ ผลผลิตรวม 14,232,890 ลำ/ปี พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอปัว ท่าวังผา สันติสุข และทุ่งช้าง มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 5,503 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิต ในปีที่ 3-4 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว สามารถเก็บผลผลิตได้ตลอดปี ให้ผลผลิตเฉลี่ย 889 ลำ/ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 6,833 บาท/ไร่ หรือ 7.69 บาท/ลำ ราคาที่เกษตรกรขายได้ 13.50 บาท/ลำ ลักษณะของไผ่ลวกทนแล้งได้ดี ปลูกง่ายในดินร่วนปนทราย ปลูกได้ตั้งแต่ที่ราบจนถึงภูเขาสูง 400 – 600 เมตร ต้องการปริมาณน้ำฝนเพียง 1,020 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิที่เหมาะสม 8.8 – 36 องศาเซลเซียส ซึ่งในช่วงปีแรกๆ ที่ไผ่ยังไม่ให้ผลผลิต เกษตรกรอาจปลูกพืชผัก สมุนไพร หรือพืชตระกูลถั่วแซมเพื่อเพิ่มรายได้ หรือปลูกควบคู่กับไม้ผลอื่นได้ด้วย ด้านการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จำหน่ายในลักษณะเหมาสวนให้พ่อค้าในท้องถิ่น อีกร้อยละ 10 จำหน่ายให้แก่พ่อค้าต่างจังหวัด เพื่อขนส่งไปยังผู้เลี้ยงฟาร์มหอยแมลงภู่ในภาคกลางและภาคใต้ เนื่องจากลำไม้ไผ่มีความยืดหยุ่น ทนกระแสคลื่นและลมทะเลได้ดี ปัจจุบันมีผู้ประกอบการโรงงานในอ.นาน้อย นำมาแปรรูปเป็นตะเกียบ ไม้เสียบลูกชิ้น เครื่องเรือน เครื่องจักรสาน วัสดุตกแต่ง และเฟอร์นิเจอร์

มะม่วงหิมพานต์ มีพื้นที่เพาะปลูก 23,090 ไร่ เนื้อที่ให้ผล 13,554 ไร่ ผลผลิตรวม 6,573,690 กก./ปี พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่ อยู่ในอำเภอนาหมื่น แม่จริม เมืองน่าน และสันติสุข มีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 10,077 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิต ในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวผลผลิต ได้ระยะยาว) ระยะเวลาเก็บเกี่ยว ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – พฤษภาคม ให้ผลผลิตเป็นเมล็ดสดไม่กะเทาะเปลือกเฉลี่ย 485 กก./ไร่คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 8,107.50 บาท/ไร่ หรือ 16.72 บาท/กก. ราคาที่เกษตรกรขายได้ 36.50 บาท/กก. เป็นพืชอีกชนิดที่ทนแล้ง ปลูกง่ายในสภาพอากาศชื้นและอบอุ่น น้ำไม่ท่วมขัง ซึ่งช่วง 1-2 ปีแรก เกษตรกรอาจปลูกพืชไร่แซมเป็นการเพิ่มรายได้และกำจัดวัชพืช ด้านการจำหน่ายผลผลิต ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จำหน่ายให้พ่อค้าในท้องถิ่นและ อีกร้อยละ 10 จำหน่ายตรงให้โรงงานแปรรูปในจังหวัดแปรรูปเป็นเมล็ดกะเทาะเปลือกดิบและอบพร้อมรับประทาน ซึ่งปี 2565 โรงงานแปรรูปดังกล่าวมีแผนจะรับซื้อผลผลิตประมาณ 5,000 ตัน

ด้านนายบุญลาภ โสวัณณะ ผู้อำนวยการ สศท.2 กล่าวเพิ่มเติมว่า สภาพพื้นที่ส่วนใหญ่ของจ.น่าน เป็นป่าและภูเขาสูง พืชเศรษฐกิจหลักคือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยว และมักประสบปัญหาราคาตกต่ำ อีกทั้ง ยังประสบปัญหาทรัพยากรเสื่อมโทรม ดินขาดความอุดมสมบูรณ์ เกิดการชะล้างพังทลายส่งผลให้ผลิตภาพและรายได้ทางการเกษตรลดลง ดังนั้น นโยบาย หรือมาตรการส่งเสริมให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพืชเดิมให้เป็นพืชที่เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะพืชทนแล้ง จึงเป็นสิ่งสำคัญที่หน่วยงานระดับพื้นที่ควรดำเนินการโดยด่วน โดยจ.น่านนับเป็นแหล่งผลิตไผ่ที่สำคัญของภาคเหนือ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ไผ่เพื่อส่งเสริมการปลูกในพื้นที่เสื่อมโทรม พื้นที่เกษตรกรรม เพื่อลดการทำลายป่า ป้องกันบรรเทาภัยธรรมชาติ ช่วยดูดซับคาร์บอนและลดภาวะโลกร้อน เช่นเดียวกับมะม่วงหิมพานต์ ที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง สามารถแปรรูปเพิ่มมูลค่า ส่งจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศได้ รวมถึงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์โดดเด่นเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวของจังหวัด กล่าวได้ว่า ไผ่และมะม่วงหิมพานต์ สามารถสร้างรายได้ ยกระดับความเป็นอยู่ของชุมชน และเป็นการเพิ่มพื้นที่ป่าและสร้างสมดุลระบบนิเวศของจังหวัดน่านได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ เกษตรกรหรือผู้สนใจข้อมูลการผลิตสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.2 โทร. 0-5532-2658 หรือ e-mailzone2@oae.go.th

กรมปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังเข้ม! โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019ในสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477398

news_default

กรมปศุสัตว์สั่งเฝ้าระวังเข้ม! โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019ในสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 17.51 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวถึงกรณีสื่อรายงานพบสุนัขสายพันธุ์ปอมเมอเรเนียน (Pomeranian) ในฮ่องกง ตรวจพบเชื้อโคโรนาไวรัส เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 หลังจากที่เจ้าของป่วยด้วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยล่าสุดวันที่ 4 มีนาคม 2563 ทางการฮ่องกง ได้ยืนยันว่าสุนัขตัวดังกล่าว ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (SARS-CoV-2) จริง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสนี้จากมนุษย์ไปสู่สัตว์ ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญจากหลายองค์กร มีความเห็นตรงกันว่าสุนัขตัวดังกล่าวได้ติดเชื้อจริง แต่เป็นการติดเชื้อในระดับต่ำ มีแนวโน้มเป็นการติดเชื้อจากมนุษย์สู่สัตว์ อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีหลักฐานว่า สัตว์เลี้ยงสามารถเป็นแหล่งแพร่โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ไปสู่มนุษย์

กรมปศุสัตว์ ได้มีการติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ซึ่งจากข้อมูลในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานและรายงานว่าสัตว์เลี้ยงสามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 สู่คนได้  ดังนั้น ผู้เลี้ยงสัตว์จึงไม่ควรกังวลว่าสัตว์เลี้ยง จะแพร่เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 โดยกรมปศุสัตว์ มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการดูแลสัตว์เลี้ยง ดังนี้

1.ล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ทั้งก่อนและหลังสัมผัสสัตว์เลี้ยง

2.ผู้ที่มีอาการป่วย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดโดยตรงกับสัตว์เลี้ยง ควรให้บุคคลอื่นที่มีสุขภาพดีเป็นผู้ดูแลสัตว์แทน

3.เจ้าของสัตว์เลี้ยง สามารถติดต่อปรึกษา หรือ ขอคำแนะนำเพิ่มเติม ได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ และ สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดทุกแห่ง หรือ โทร. สายด่วนกรมปศุสัตว์ 063-255-6888 และ application DLD 4.0

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการร่วมของคณะกรรมการอำนวยการเตรียมความพร้อม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาโรคติดต่ออุบัติใหม่แห่งชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมปศุสัตว์ได้มีการดำเนินการเฝ้าระวังโรคโคโรนาไวรัส และไวรัสกลุ่มอื่นๆ ที่เป็นโรคอุบัติใหม่ ทั้งในปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยงมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเฝ้าระวังโรคเมอร์ ซาร์ และอื่นๆ รวมทั้งจัดทำแผนการเตรียมความพร้อมรับมือการเกิดโรคสัตว์ การดำเนินการเตรียมความพร้อมทางห้องปฏิบัติการในการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และกรมปศุสัตว์จะร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินการเตรียมรับมือ และแก้ไขสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อลดผลกระทบทั้งทางด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว สังคม และความมั่นคงของประเทศต่อไป

มนัญญา!!ตอกบิดเบือน แบน3สารพิษ‘อก.’เบี้ยวรับรองมติ27พ.ย.62 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477366

news_default

มนัญญา!!ตอกบิดเบือน แบน3สารพิษ‘อก.’เบี้ยวรับรองมติ27พ.ย.62

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 16.47 น.

“มนัญญา”โต้ข่าวบิดเบือน แบน 3 สารพิษ แจงผ่านเพจยืนยันจุดยืนเดิม เผยกระทรวงอุตสาหกรรมไม่กล้ารับรองมติ 27 พ.ย. 62

ตามที่มีสื่อมวลชนรายงานว่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์) ยอมรับมติคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 ให้จำกัดการใช้ พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมมีประกาศมีผลบังคับใช้แล้วนั้น

ขอชี้แจงให้ทราบว่า ในฐานะเป็นผู้ผลักดันนโยบายแบน พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอสมาตั้งแต่ต้น ถึงวันนี้ยังคงยืนยันเจตนาเดิม ให้แบน 3 สารพิษอย่างเปิดเผยต่อไป แม้ว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายในการประชุมเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม(นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ) เป็นประธานได้กลับมติคณะกรรมการวันที่ 22 ตุลาคม 2562  ที่ให้แบนพาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส 3 ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 มติใหม่เป็น ให้แบนเฉพาะ พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสให้มีผลบังคับวันที่ 1 มิถุนายน 2563 ส่วนไกลโฟเซตยกเลิกแบน ให้จำกัดการใช้แทนก็ตาม

จนถึงวันนี้เกือบ 4 เดือนแล้วกระทรวงอุตสาหกรรมยังมิได้มีประกาศให้มติวันที่ 27 พฤศจิกายน2562 มีผลบังคับใช้ จึงมีเพียงมติวันที่ 23 พฤษภาคม 2561 เท่านั้นที่มีผลบังคับใช้

ดังนั้นในฐานะเป็นรัฐมนตรีที่กำกับกรมวิชาการเกษตร จึงสั่งให้กรมวิชาการเกษตรในช่วงที่รอประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมใหม่ให้เร่งดำเนินการตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรื่องที่เกี่ยวกับการจำกัดการใช้พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพรีฟอส โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนเพราะถึงฤดูกาลที่เกษตรกรต้องใช้สารเคมีแล้วข้อเท็จจริงมีแค่นี้เอง

จึงขอความกรุณาทุกท่านทราบว่าเจตนารมณ์เดิม ที่ผลักดันนโยบายให้แบน พาราควอต ไกลโฟเซต และคลอร์ไพริฟอส ยังคงดำเนินการต่อไป อย่างเปิดเผยอยู่ในกรอบของกฎหมาย ทั้งนี้เพื่อรักษาสุขภาพและชีวิตของเกษตรกรและประชาชนและเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน

‘ ธรรมนัส’เดินหน้าจัดสรรสิทธิ์ที่ดินส.ป.ก.ให้ครบ 40 ล้านไร่ ภายในปี69 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477351

news_default

‘ ธรรมนัส’เดินหน้าจัดสรรสิทธิ์ที่ดินส.ป.ก.ให้ครบ 40 ล้านไร่ ภายในปี69

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 16.11 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นประธานวันสถาปนาสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ครบ 45 ปี โดยมอบนโยบายให้ผู้บริหารและข้าราชการว่า แนวคิดการทำงานของส.ป.ก. เพื่อเกษตรกรที่ต้องการให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามแนวคิด “ศาสตร์พระราชานำให้อยู่ได้ อยู่ดี มีความสุข” ดังนั้นเมื่อมอบหนังสืออนุญาตให้เกษตรกรเข้าทำกินแล้ว ต้องช่วยเหลือเรื่องการประกอบอาชีพตามนโยบายการตลาดนำการเกษตรของกระทรวงฯ เพื่อให้เกษตรกรประกอบอาชีพได้อย่างยั่งยืนและมีรายได้มั่นคง

ร.อ. ธรรมนัส กล่าวต่อว่า ส.ป.ก. เป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิต เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนที่ดินทำกินของเกษตรกร โดยพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์ พร้อมพระบรมราโชบายเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการปฏิรูปที่ดิน ดังนั้นการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจึงเป็นงานที่มีความสำคัญที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยราษฎรทั้งเรื่องที่ดินทำกินและแหล่งน้ำ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้องคมนตรีหลายท่านติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

ที่ผ่านมา ส.ป.ก. จัดสรรสิทธิ์ให้เกษตรกรเข้าทำกินแล้วกว่า 36 ล้านไร่ จากนี้ไปต้องเข้าไปจัดทำระบบสาธารณูปโภคให้สมบูรณ์ พร้อมส่งเสริมอาชีพ โดยหาตลาดให้ เพราะถ้าไม่มีตลาดรองรับ เกษตรกรจะขายผลผลิตไม่ได้จึงยากจนเหมือนเดิม มีแนวคิดจะนำองค์การตลาดเพื่อเกษตรกรรม (อ.ต. ก.) มาเปิดตลาดอ.ต.ก. ประจำทุกจังหวัดให้เป็นแหล่งรวบรวมและจำหน่ายสินค้าเกษตรของกลุ่มเกษตรกรซึ่งรวมตัวกันทำเกษตรกรรมในรูปแบบแปลงใหญ่หรือสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่ส.ป.ก.

“ตั้งแต่เป็นรมช. เกษตรฯ ที่กำกับดูแลส.ป.ก. ได้เร่งรัดจัดสรรที่ส.ป.ก. ให้เกษตรกรแล้วกว่า 500,000 ไร่ ใน 45 จังหวัด จะจัดสรรสิทธิให้แก่เกษตรกรที่มีคุณสมบัติตามพ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ให้ครบ 40 ล้านไร่ ต้องแก้ปัญหาความเดือดร้อนของคนยากจนให้มีที่อยู่ที่ทำกินได้อย่างครบวงจร ดังนั้นพื้นที่ถือครองไม่ถูกต้องจะยึดคืนทั้งหมด ไม่ว่า จะเป็นนักการเมือง ผู้มีอิทธิพลทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ ตราบใดที่ยังกำกับดูแลอยู่ ไม่ต้องเกรงกลัว  ให้ทำตามกฎหมายอย่างเข้มงวด นำพื้นที่คืนมาสู่ผู้ยากไร้ เป้าหมายต่อไปคือ จะจัดสรรพื้นที่ส.ป.ก. เพิ่มขึ้น ให้แล้วเสร็จในปี 2569” ร.อ. ธรรมนัส กล่าว

ด้านนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการส.ป.ก. กล่าวว่า ส.ป.ก. รับมอบที่ดินป่าเสื่อมโทรมจากกรมป่าไม้ทั้งสิ้น 40.13 ล้านไร่เพื่อกันเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน แล้วจัดสรรให้เกษตรกรเข้าทำกินเฉลี่ยปีละ 63,000 ราย พื้นที่ประมาณ 500,000 ไร่ต่อปี รวมที่จัดสรรแล้วกว่า 36.2  ล้านไร่ มีเป้าหมายที่จะต้องจัดสรรให้เกษตรกรใน 72 จังหวัด 716 อำเภอ 3,720 ตำบล จึงยังเหลือพื้นที่ที่ยังไม่ได้จัดสรรอีกประมาณ 3.9 ล้านกว่าไร่ โดยมีผู้ขึ้นทะเบียนรอรับการจัดสรรสิทธิ์ 400,000 กว่าราย

พื้นที่ที่ยังเหลือไม่ได้จัดสรรสิทธิ์นั้น ส่วนหนึ่งยังไม่ได้รังวัดซึ่งจะจัดทำแผนงานและงบประมาณเข้าดำเนินการอย่างเร่งด่วน รวมทั้งจะต้องแก้ปัญหาการซื้อขายเปลี่ยนมือและการใช้ที่ดินผิดวัตถุประสงค์ให้ได้

สำหรับงานวันคล้ายวันสถาปนา ส.ป.ก. ครบรอบ 45 ปีจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 มีนาคม 2563 เวลา 08.00 – 17.00 น. ที่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยภายในงานมีการจัดแสดงนิทรรศการรายภาคทั้ง 4 ภาค มีการจำหน่ายผลผลิตและผลิตภัณฑ์ร้านค้าวิสาหกิจชุมชนจากเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั่วประเทศมากกว่า 300 รายการ

‘เฉลิมชัย’ลุยแก้ภัยแล้ง! กำชับกรมชลฯบริหารจัดการน้ำตามแผน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477215

news_default

‘เฉลิมชัย’ลุยแก้ภัยแล้ง! กำชับกรมชลฯบริหารจัดการน้ำตามแผน

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 08.46 น.

“เฉลิมชัย”เร่งขับเคลื่อนแผนจัดการภัยแล้งปี63 กำชับกรมชลประทานบริหารจัดการน้ำตามแผน รวมทั้งเพิ่มแหล่งเก็บกักน้ำป้องกันน้ำแล้ง-น้ำท่วม ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เร่งดำเนินการแก้ปัญหาภัยแล้งตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี จากการประชุมกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ ซึ่งมีการคาดการณ์ว่า ระหว่างเดือนมกราคม – พฤษภาคม 63 เกือบทุกภาคของประเทศจะมีฝนต่ำกว่าเกณฑ์ปกติ 3 – 5% ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจมากถึง 0.11% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ปัจจุบันไทยอยู่ในอันดับที่ 8 ที่มีความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คาดว่าใน 10 ปีข้างหน้า จะมีผลกระทบให้ GDP ลดลงถึง 3.04% ดังนั้น จึงจะดำเนินมาตรการป้องกันเพื่อลดความเสียหายทางเศรษฐกิจให้อยู่ในวงจำกัด โดยแก้ไขปัญหาด้านน้ำอย่างยั่งยืนด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และฟื้นฟู การพัฒนาแหล่งน้ำ การบริหารจัดการเชิงลุ่มน้ำอย่างสมดุลภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี

ขณะเดียวกันยังได้กำชับให้กรมชลประทานบริหารจัดการน้ำเพื่อป้องกันและบรรเทาภัยแล้ง ตลอดจนเตรียมเก็บน้ำในฤดูฝนปี 63 เพื่อตอบสนองการใช้น้ำทุกภาคส่วน โครงการที่ของบประมาณแก้ไขภัยแล้งปี 62/63 เพิ่มเติมให้เร่งรัดดำเนินการให้แล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนดเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้ทันท่วงที กำจัดวัชพืชและสิ่งกีดขวางทางน้ำเพื่อให้ส่งน้ำไปผลิตน้ำประปาในพื้นที่ได้อย่างเพียงพอ ตลอดจนตรวจสอบสภาพอาคารควบคุมน้ำเพื่อเตรียมเก็บกักน้ำในฤดูฝน

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมีพื้นที่ประสบภัยแล้ง 22 จังหวัด 133 อำเภอ 696 ตำบล 5,849 หมู่บ้าน ประกอบด้วย ภาคเหนือ ได้แก่ เชียงราย น่าน อุตรดิตถ์ สุโขทัย และพะเยา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม กาฬสินธุ์ มหาสารคาม สกลนคร บุรีรัมย์ นครราชสีมา ชัยภูมิ และศรีสะเกษ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ได้แก่ ชัยนาท นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี ฉะเชิงเทรา และกาญจนบุรี

ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั่วประเทศมีน้ำใช้การ 15,757 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 33 ของความจุรวม แหล่งเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่ต้องเฝ้าระวังน้ำน้อยมี 20 แห่ง ได้แก่ แม่กวง ภูมิพล สิริกิติ์ แม่มอก บึงบอระเพ็ด ทับเสลา กระเสียว ห้วงหลวง หนองหาร จุฬาภรณ์ อุบลรัตน์ ลำพระเพลิง ลำแซะ มูลบน ลำนางรอง ป่าสักชลสิทธิ์ คลองสียัด บางพระ ประแสร์ และหนองปลาไหล ส่วนแหล่งเก็บน้ำขนาดกลางที่ต้องเฝ้าระวังน้ำน้อยมี 158 แห่ง แบ่งเป็น ภาคเหนือ 39 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 88 แห่ง ภาคกลาง 5 แห่ง ภาคตะวันออก 16 แห่ง ภาคตะวันตก 7 แห่ง และภาคใต้ 3 แห่ง สำหรับสถานการณ์แม่น้ำสายหลักนั้น ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก มีน้ำน้อยขั้นวิกฤติ ส่วนภาคกลางและภาคใต้มีน้ำน้อยในเกณฑ์ปกติ

สำหรับในปี 63 เร่งรัดโครงการสำคัญเพื่อแก้ปัญหาในพื้นที่ภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก 456 โครงการ แบ่งเป็น ภาคเหนือ 140 โครงการ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 102 โครงการ ภาคกลาง 104 โครงการ ภาคตะวันออก 39 โครงการ และภาคใต้ 12 โครงการ ซึ่งสามารถเพิ่มน้ำต้นทุนได้รวม 6,988 ล้าน ลบ.ม.

“ให้ความสำคัญต่อการเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำทั้งการจัดหาแหล่งเก็บกักน้ำใหม่ และเพิ่มศักยภาพแหล่งเก็บกักน้ำเดิม เพื่อให้สามารถรองรับน้ำจากฝนที่ตกลงมาให้มากที่สุด เพื่อป้องกันน้ำท่วมและมีน้ำเพียงพอใช้ในฤดูแล้งอย่างยั่งยืน สำหรับสถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำตามแผนบริหารจัดการที่วางไว้ ซึ่งจะช่วยให้ฝ่าวิกฤติแล้งนี้ไปได้ด้วยกัน” นายเฉลิมชัย กล่าว

ขณะที่ นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินงานตามงบประมาณรายจ่ายลงทุน ปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ของกรมชลประทาน 8,221 รายการ งบประมาณ 60,320.8868 ล้านบาท เบิกจ่ายแล้ว 3,182.3399 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.28 (ข้อมูล ณ วันที่ 27 มกราคม 2563) โดยกรมมีการก่อสร้างแหล่งน้ำรวมทั้งสิ้น 421 รายการ จำแนกเป็นก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ 16 โครงการ โดยโครงการสำคัญได้แก่ อ่างเก็บน้ำลุ่มน้ำชีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.ชัยภูมิ ประตูระบายน้ำศรีสองรัก อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เลย อุโมงค์ผันน้ำ แม่แตง-แม่งัด-แม่กวง และบางระกำโมเดล จ.พิษณุโลก ส่วนโครงการขนาดกลาง 94 โครงการ โครงการขนาดเล็ก 234 โครงการ และแก้มลิง 75 โครงการ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ เมื่อดำเนินการแล้วเสร็จทั้งโครงการจะเพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1,232,121 ไร่ และปริมาตรเก็บกัก 942.00 ล้าน ลบ.ม.

ทั้งนี้ กองอำนวยการน้ำแห่งชาติสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการโครงการปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ปี 62/63 อย่างเต็มที่ มีโครงการเร่งด่วนเพื่อพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำเตรียมรองรับน้ำในฤดูฝน ปี 63 ที่ดำเนินการโดย 14 หน่วยงาน รวม 1,320 โครงการ เพิ่มน้ำได้ 276 ล้าน ลบ.ม.และที่ดำเนินการโดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 7,172 โครงการ เพิ่มน้ำได้ 122 ล้าน ลบ.ม.แล้วเสร็จในเดือน มิ.ย.63 รวม 2,041 โครงการ

ซอกแซกอาเซียน : 5 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477078

566101

ซอกแซกอาเซียน : 5 มีนาคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ก่อนที่จะเล่าเกี่ยวกับองค์ประกอบที่สำคัญของแอปเตอร์รายการต่อไปหลังจากที่ได้พูดถึงกฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์ไปแล้ว ฉบับนี้ขอคั่นด้วยเรื่องสำคัญอีกประการ คือ เกี่ยวกับการประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council ประจำปี 2020 ซึ่งถึงคราเวียนมาบรรจบอีกหน คราวนี้เวียนไปประชุมที่ประเทศเมียนมา หลังจากปีที่แล้วประเทศมาเลเซียเป็นเจ้าภาพ การผลัดกันเป็นเจ้าภาพตามลำดับตัวอักษร นับเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะช่วยให้ประเทศสมาชิกทราบได้ล่วงหน้าว่าตนเองจะต้องเป็นเจ้าภาพจัดในปีใด เผื่อจะได้เตรียมการตั้งงบประมาณไว้แต่เนิ่นๆ และเตรียมการหาสถานที่จัด ตลอดจนวิธีการประชุมและการต้อนรับขับสู้ต่างๆ

การจัดประชุมคณะมนตรีแอปเตอร์ปีนี้ ทางคุณ เอ โก โก ซึ่งเป็นคณะมนตรีแอปเตอร์ของเมียนมา และเป็นรองอธิบดีกรมการเกษตรด้วย ได้กำหนดไว้เป็นระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตอนแรกเขาก็ตั้งใจว่าจะจัดที่กรุงเนปิดอว์ อันเวิ้งว้าง แต่หลายคนได้ยินคำว่าเนปิดอว์ก็ร้อง “ว้า” เพราะเข้าใจว่าคงจะไปกันบ่อยจนเบื่อ ความจริงต้องเห็นใจเมียนมาเขาด้วยเหตุที่รัฐบาลพยายามโปรโมทกรุงเนปิดอว์อย่างมาก ลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานไว้มากมาย เช่น ถนนหนทางที่กว้างใหญ่เครื่องบินลงได้ อีกทั้งมีโรงแรมใหญ่โตจำนวนมากที่รอคนไปพักหรือจัดงาน ดังนั้น การจัดงานในส่วนภาครัฐทั้งหลายจึงมักถูกกำหนดโดยทางรัฐบาลให้จัดที่เนปิดอว์เป็นหลัก แต่ครั้งนี้ ไม่ทราบว่าคุณ เอ โก โก ไปทำอย่างไร เมื่อมีเสียงเรียกร้องจากสมาชิกประเทศ แกเลยได้รับไฟเขียวให้ไปจัดประชุมในอีกเมืองหนึ่งที่คนเรียกร้องอยากจะไปมาก อีกทั้งทำให้คณะมนตรีชาติอื่นๆ ตกลงใจไปเข้าประชุมด้วยตนเอง คือ เมือง Bagan หรือที่ไทยเราเรียกตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาว่า“พุกาม” ดินแดนแห่งเจดีย์นับพันริมแม่น้ำอิระวดี มรดกโลกที่นักท่องเที่ยวอยากไปชมนั่นเอง

ผมเคยไปเมียนมานับสิบๆ ครั้ง แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ไปพุกามเลย ก็เลยสมใจ สู้อุตส่าห์ล็อบบี้คุณ เอ โก โก มานานแล้ว ตอนต้นๆ แกก็ว่าคงจำเป็นต้องจัดที่กรุงเนปิดอว์ แต่เสริมด้วยการจัดดูงานที่พุกาม ทว่ามันห่างกันมาก นั่งรถยาวเกือบครึ่งวัน จนในที่สุดแกก็ไปออกแรงจนได้มาแบบนี้ ต้องขอบคุณแกจริงๆ ครับ

โรงแรมที่จัด ชื่อ Heritage Bagan Hotel ดูตามแผนที่กูเกิ้ลตั้งอยู่ปากทางเข้าสนามบินเมืองพุกามใหม่(New Bagan) ความจริงเป็นทางเลือกใหม่ที่เจ้าภาพจอง ตอนแรกไปจองไว้อีกที่หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับแม่น้ำอิระวดี ที่มีวิวสวยงามมาก แต่เห็นบอกว่าห้องประชุมไม่ค่อยโอ่อ่าสมฐานะ ก็เลยหาที่ใหม่ คณะของแอปเตอร์เราทำการบุ๊คตั๋วเครื่องบินการบินไทย ออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิแต่เช้าเพื่อไปลงย่างกุ้ง แต่โดยเหตุที่เราจองตั๋วช้าไปหน่อย เลยไม่ได้ไฟล์ทบินตรงจากย่างกุ้งไปพุกาม เลยต้องนั่งเครื่องบินอ้อมไปแวะส่งคนที่เมืองตองยี เมืองหลักของรัฐฉานก่อน แล้วจึงวกกลับมาลงที่พุกาม ทำให้รอบนี้นั่งเครื่องบินกำไรดีแท้ เพราะรัฐฉาน ก็คือดินแดนไทยใหญ่ตั้งอยู่เหนือจังหวัดเชียงรายของเรา และก็มีเมืองท่าชีเล็กติดกับตลาดแม่สายนั่นแหละครับ กว่าจะถึงพุกามก็เกือบค่ำพอดี พูดถึงชื่อเมืองในเมียนมา ผมว่าในยุคกรุงศรีอยุธยาที่มีประวัติศาสตร์ไทยรบพม่า ชื่อเมืองของเขาฟังไพเราะกว่าทุกวันนี้นะ อย่างเช่น เมืองพะโค (Bago) ในอดีตนั้นคนไทยเรียกว่า หงสาวดี (แต่คุณ เอ โก โก บอกผมว่าชื่อ หันตะวดี) หรือเมืองตองอูที่ตั้งอยู่เหนือขึ้นไปทางเนปิดอว์ อดีตก็เรียกว่า เกตุมวดี แต่ทำไมปัจจุบันจึงเรียกชื่อที่ไม่ค่อยไพเราะอันนี้กระผม ไม่ทราบจริงๆ หรืออาจเนื่องจากมันเรียกยากกระมัง ของไทยเราก็เหมือนกันที่แต่เดิมในแถบเมืองนครปฐม ก็เรียกกันว่าทวารวดี หรือร้อยเอ็ดก็มีชื่อเดิมว่า สาเกตุนคร เป็นต้น ส่วนเมืองพุกาม ผมค้นประวัติศาสตร์ก็มีชื่อเพราะๆ ว่า ตะริมันตระปุระก่อนที่จะหายไป กลายเป็น พุกาม ที่ฟังดูแล้วไม่ค่อยจะเพราะเลย

เหนื่อยจากการเดินทางทั้งวัน เพราะต้องลุกจากที่นอนเวลาประมาณตีสี่ เมื่อถึงสนามบินพุกาม พบคุณ เอ โก โก มายืนต้อนรับ ซึ่งก็เป็นเหมือนกับทุกครั้งที่มาประเทศเมียนมา จนผมรู้สึกเกรงใจ แล้วก็พาพวกเราไปยังโรงที่พักHeritage Bagan Hotel ทำการเช็คอินเรียบร้อย โยนกระเป๋าเข้าห้องโครม แล้วก็ต้องรีบลงมาห้องรับแขก เพราะคุณ เอ โก โก นัดไว้ว่าจะรับไปกินอาหารเย็น ความจริงวันเดินทางนี้เป็นวันเสาร์ พรุ่งนี้เป็นวันอาทิตย์ ซึ่งยังไม่เริ่มประชุม (เริ่มวันจันทร์) แต่คณะเราต้องมาก่อนเพื่อเตรียมการซักซ้อมในทุกเรื่องร่วมกับทางเจ้าภาพ เลยต้องรบกวนท่านรองอธิบดีท่านอีกคราครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

รายงานพิเศษ : สวทช.ขยายผลงานวิจัย ใช้ไวรัสNPVกำจัดหนอนศัตรูพืช #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477083

รายงานพิเศษ : สวทช.ขยายผลงานวิจัย ใช้ไวรัสNPVกำจัดหนอนศัตรูพืช

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสถานการณ์ปัจจุบันที่คนยุคใหม่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องการรักสุขภาพ หันมาสนใจบริโภคพืชผักผลไม้มากขึ้นดังนั้น การทำให้พืชผักผลไม้ปลอดสารพิษ จึงเป็นแนวทางสำคัญเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของ การส่งเสริมให้เกษตรกรมาใช้สารชีวภัณฑ์ (คือ ผลิตภัณฑ์ป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตหรือพัฒนามาจากสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์) ในการกำจัดแมลงศัตรูพืช จึงเป็นทางเลือกหนึ่งให้กับเกษตรกรเพื่อใช้ทดแทนสารเคมี และเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเกษตรกรที่มุ่งมั่นจะทำการเกษตรแบบอินทรีย์ เพื่อสุขภาพที่ดีของประชาชน กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุ์วิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) จึงมีการขยายผลนำผลงานวิจัย ไวรัสเอ็น พี วี (NPV) เพื่อใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชได้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ความต้องการของฟาร์มออร์แกนิค สร้างความปลอดภัยให้เกษตรกรและผู้บริโภค

ดร.อนันต์ จงแก้ววัฒนา ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยนวัตกรรมสุขภาพสัตว์และการจัดการ ไบโอเทค สวทช. ให้ข้อมูลว่า งานวิจัยด้านสารชีวภัณฑ์ หรือ Biocontrol เป็นงานที่ ไบโอเทค สวทช. ดำเนินการมาเป็นเวลากว่าสิบปีแล้ว โดยมุ่งเน้นที่จะใช้ประโยชน์จากจุลินทรีย์ ที่สามารถควบคุมการระบาดของแมลงศัตรูพืชหลายชนิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ราบิวเวอเรีย โปรตีนวิป (VIP) จากแบคทีเรีย และไวรัส เอ็น พี วี (NPV) ปัจจุบันทีมนักวิจัยของไบโอเทค สวทช. พยายามบูรณาการความเชี่ยวชาญของหลายสาขา เพื่อเพิ่มศักยภาพของการนำสารชีวภัณฑ์ไปใช้ประโยชน์ได้สูงสุดและที่สำคัญเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือการอุบัติใหม่ของแมลงศัตรูพืช ที่ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นเนื่องจากสภาวะแวดล้อมของโลกที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ เนื่องจากไวรัส NPV ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีองค์ความรู้เกี่ยวกับเชื้อไวรัสค่อนข้างน้อย ส่งผลให้การนำไวรัสไปใช้ประโยชน์ค่อนข้าง
จำกัด โดยปัจจุบันเริ่มมีแนวคิดที่จะนำ เทคโนโลยีด้านจีโนม เพื่อถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัส NPV ที่มีคุณสมบัติต่างๆ เพื่อที่จะได้มาซึ่งข้อมูลว่า ยีนส่วนใดของไวรัสมีบทบาทสำคัญต่อการเป็นไวรัสที่มีการเข้าทำลายแมลงสูง ซึ่งองค์ความรู้นี้จะสามารถทำให้นักวิจัยเลือกสายพันธุ์ไวรัสตัวใหม่ ๆ มาพัฒนาเป็นไวรัสที่มีประสิทธิภาพสูงได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ยังไม่มีไวรัส NPV ที่สามารถใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชที่อุบัติใหม่ในประเทศไทย การใช้องค์ความรู้ดังกล่าวจะสามารถหาไวรัส NPV ที่มีประสิทธิภาพสูงได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีลองผิดลองถูกเพื่อหาสายพันธุ์เหมือนในอดีต ซึ่งจะทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วต่อไป

ด้าน นายสัมฤทธิ์ เกียววงษ์ นักวิชาการอาวุโส ทีมวิจัยเทคโนโลยีไวรัสเพื่อควบคุมแมลงศัตรูพืช ไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ไวรัส NPV ย่อมาจาก Nuclear Polyhedrosis Virus เป็นไวรัสที่เกิดโรคกับแมลงชนิดหนึ่งจากหลายชนิด ซึ่งมีประสิทธิภาพในการทำลายแมลงศัตรูพืชได้สูงสุด เหมาะสมที่จะนำมาใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช เนื่องจากมีความเฉพาะเจาะจงต่อแมลงเป้าหมาย มีความปลอดภัยต่อมนุษย์ สัตว์ พืช และมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมน้อยที่สุด โดยปัจจุบัน ไบโอเทค สวทช. มีการพัฒนาผลิตไวรัส NPV ของแมลงศัตรูพืชที่สำคัญทางเศรษฐกิจ 3 ชนิด ได้แก่ ไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม ไวรัส NPV ของหนอนเจาะสมอฝ้าย และไวรัส NPV ของหนอนกระทู้ผัก โดยการใช้สารชีวภัณฑ์ไวรัส NPV จะเริ่มต้นจากกลไกการก่อโรคที่ไวรัส NPV จะทำให้แมลงเป็นโรคและตาย โดยการที่ตัวอ่อนของแมลงต้องกินไวรัสที่ปะปนอยู่บนใบพืชอาหาร เมื่อไวรัสเข้าสู่กระเพาะอาหาร ผลึกโปรตีนที่ห่อหุ้มอนุภาคของไวรัสจะถูกย่อยสลายโดยน้ำย่อยในกระเพาะอาหารของแมลงที่มีฤทธิ์เป็นด่าง อนุภาคไวรัสจะหลุดออกมาและเข้าทำลายเซลล์กระเพาะอาหาร ลักษณะอาการโรคเริ่มต้นจากการที่หนอนจะลดการกินอาหารลง เมื่อไวรัสไปทำลายเซลล์กระเพาะอาหาร อนุภาคของไวรัสจะขยายพันธุ์ทวีจำนวนมากขึ้นกระจายเข้าสู่ภายในลำตัวของแมลง เข้าไปทำลายอวัยวะส่วนต่าง เมื่อเซลล์เหล่านี้ถูกทำลาย การทำงานของอวัยวะจะเสียไป ทำให้หนอนตายในที่สุด

เกษตรกรหรือผู้สนใจสารชีวภัณฑ์ NPV สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ฝ่ายพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. โทรศัพท์ 0-2564-6700 ต่อ 3305

กยท.ประกันอุบัติเหตุให้ชาวสวนยางปีที่2 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477079

news_default

กยท.ประกันอุบัติเหตุให้ชาวสวนยางปีที่2

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่ากยท.จัดทำประกันอุบัติเหตุกลุ่มให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกยท. 1,433,257 ราย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2เพื่อเป็นสวัสดิการให้เกษตรกรชาวสวนยางตามมาตรา 49 (5) ของพ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2558 ให้การคุ้มครองกรณีสูญเสียชีวิตหรือบาดเจ็บทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง สาเหตุมาจากอุบัติเหตุ รวมถึงการถูกฆ่าหรือถูกทำร้ายร่างกาย รายละ 500,000 บาท และยังขยายการคุ้มครองกรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ ทุพพลภาพจากการขับขี่หรือโดยสารรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ รายละ 250,000 บาท รวมทั้งยังจะได้เงินค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพอีก กรณีเสียชีวิตจากการบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย รายละ 30,000 บาท

ทั้งนี้ ชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกยท.ทุกคน จะได้รับการคุ้มครอง โดยไม่ต้องกรอกเอกสารหรือยื่นเรื่องเพิ่มเติม กยท.ดำเนินการให้ทั้งหมด ส่วนเกษตรกรที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ กับ กยท. หากประสงค์จะทำประกันอุบัติเหตุ กยท.พร้อมเจรจากับบริษัทประกันให้เข้าร่วมได้ แต่อาจต้องจ่ายเงินสมทบเอง เป็นหลักประกันแบบสมัครใจ

สำหรับกรมธรรม์ประกันอุบัติเหตุกลุ่มที่ต่อเนื่องในปีที่ 2 จะคุ้มครองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 – สิงหาคม 2563 โดยปีแรก(สิงหาคม 2561-สิงหาคม 2562) มีเกษตรกรได้รับเงินสินไหมทดแทน 6,384 รายรวมเป็นเงิน 324.14 ล้านบาท ส่วนในปีนี้ มีเกษตรกรยื่นขอรับเงินสินไหมทดแทนแล้ว 948 ราย ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอาจจ่ายเงินล่าช้าบ้างบางราย เนื่องจากต้องตรวจสอบเอกสารโดยกยท.หารือประเด็นปัญหาล่าช้าและเร่งแก้ไข

นายณกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ค่าใช้จ่ายจัดงานศพ รายละ 30,000 บาทนั้น เกษตรกรจะได้รับภายใน 15 วัน หลังเสียชีวิต จากนั้นถึงได้รับเงินค่าสินไหมทดแทนหลังตรวจสอบเอกสารครบถ้วน โดยขณะนี้ได้นำระบบเทคโนโลยีผ่านแอพพลิเคชั่นมาใช้เพื่อลดขั้นตอน ลดเอกสาร ซึ่งบริษัทประกันภัยจัดทำแอพพลิเคชั่นใช้ติดต่อกับเกษตรกร และ กยท. สามารถติดตามเรื่องว่าอยู่กระบวนการขั้นตอนใด ติดปัญหาหรือไม่ อย่างไร ทำให้เกิดความรวดเร็วในการเงินค่าสินไหมแทน

“ในอนาคตกยท.มีแนวคิดขยายการคุ้มครองการทำประกันให้ครอบคลุมถึงการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติเพิ่มเติม เช่น สวนยางประสบเหตุวาตภัย น้ำท่วมไฟไหม้ โรคระบาด ต้องพิจารณารายละเอียดอีกครั้ง เพืื่อเป็นสวัสดิการสร้างความมั่นคงให้เกษตรกรชาวสวนยางพาราต่อไป” นายณกรณ์ กล่าว

เกษตรกรเมืองจันท์ช้ำเจอแล้ง-ไวรัสซ้ำ ชูศาสตร์พระราชาพาพ้นวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477080

news_default

เกษตรกรเมืองจันท์ช้ำเจอแล้ง-ไวรัสซ้ำ ชูศาสตร์พระราชาพาพ้นวิกฤติ

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายธีระ วงษ์เจริญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดจันทบุรี และประธานคณะกรรมการด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวถึงผลกระทบผลผลิตผลไม้จากปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID -19) ว่า ตลาดหลักผลไม้ของไทยคือ ประเทศจีนแต่ขณะนี้เกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาแม้แต่ประเทศแถบยุโรปก็ส่งออกไปไม่ได้เพราะสายการบินปิดการขนส่ง เกษตรกรวิตกกังวลกับผลผลิตที่ออกมาช่วงเดือนมีนาคม คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ กอปรกับภัยแล้งจึงซ้ำเป็น 2 แรง ขณะนี้เกษตรกรพยายามดูแลผลผลิตของตัวเองให้รอดจากภัยแล้งก่อน แล้วมองตลาดในประเทศกระจายผลผลิตในพื้นที่จังหวัดให้มากขึ้น รวมทั้งใช้สถาบันเกษตรกร เช่น ระบบสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร วิสาหกิจแปลงใหญ่ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร(อ.ต.ก.)ของกระทรวงเกษตรฯองค์การตลาดของกระทรวงมหาดไทย ต้องเร่งหารือเร็วที่สุด หากผลผลิตออกมาแล้วจะแก้ปัญหาไม่ทัน ส่วนตลาดต่างประเทศ ซึ่งเป็นตลาดหลักเมื่อได้รับผลกระทบจะแก้ปัญหาได้ยาก แต่หากเตรียมความพร้อมในประเทศได้ก่อนส่วนต่างหรือเกินค่อยดำเนินการต่อ ซึ่งสภาเกษตรกรฯทำความเข้าใจกับหลายภาคส่วน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร ยส่วนใหญ่เกษตรกรเห็นด้วยกับแนวคิดนี้

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการพัฒนาการเกษตรในประเทศไทย เน้นพัฒนาพืชเชิงเดี่ยวเกือบทั้งหมด เร่งผลิตเพื่อให้ได้ปริมาณผลผลิต ซึ่งวิธีการเหล่านี้ปีนี้ตอบโจทย์แล้วว่า “ไม่ใช่” การเกษตรแบบผสมผสานที่ทุกอย่างเกื้อกูลกัน ควบคุมผลผลิตเพื่อปริมาณที่ไม่มากหรือน้อยเกินไปจึงจะอยู่รอดได้ หัวใจสำคัญของหลักการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงอันดับแรก คือ การจัดระบบการเกษตรที่เหมาะสมในพื้นที่ ต้องมีน้ำให้เพียงพอต่อการเกษตร ต้องจัดระบบการปลูกพืชเหมาะสมกับปริมาณน้ำที่เพียงพอ ต้องปลูกป่าให้เกิดความชุ่มชื้นและความชื้นสัมพัทธ์ในพื้นที่การเกษตร ถึงแม้พื้นที่เพียงเล็กน้อยแต่หากมีอยู่มีกินก็ยังชีวิตอยู่รอดได้ หากมีพื้นที่มากแต่ต้องขายเพื่อให้ได้เงินไปซื้อทุกอย่างในการทำการเกษตรลักษณะนี้ไปไม่รอด

“กรณีผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด กรณีภัยแล้งที่เกิดขึ้นส่งผลชัดเจนเลยว่าเราเดินมาผิดทาง เกษตรผสมผสานเกษตรทฤษฎีใหม่ซึ่งรัชกาลที่ 9 พระราชทานไว้และทำให้เห็นเป็นตัวอย่าง คือเป้าหมายสำคัญที่คณะกรรมการด้านปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง จะเสนอต่อสภาเกษตรกรแห่งชาติและรัฐบาล และวันที่ 7 – 8 มีนาคม จะประชุมที่จ.มหาสารคาม เพื่อดูรูปแบบตัวอย่างของเกษตรกรที่ทำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ “โคก หนอง นา โมเดล”สามารถอยู่รอดได้ ซึ่งจะนำเสนอเป็นตัวอย่างให้สภาเกษตรกรฯพิจารณาเสนอรัฐบาลขยายผลต่อไป” นายธีระ กล่าว

‘เกษตร’ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ มุ่งสนองความต้องการของเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477206

‘เกษตร’ ขับเคลื่อนแผนพัฒนาเชิงพื้นที่ มุ่งสนองความต้องการของเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2563, 00.11 น.

สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมกับจังหวัดปทุมธานี  จัดงานแถลงข่าวการขับเคลื่อนและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ระดับเขตที่ 1 ภายใต้โครงการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารงานส่งเสริมการเกษตร ปีงบประมาณ 2563 ณ แปลงใหญ่หมากเหลือง ตำบลบึงทองหลาง อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี โดยมี นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เป็นประธานการแถลงข่าว ร่วมกับ นายสมโชค  ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ร่วมด้วย นายสมเดช  คงกระพันธุ์  เกษตรจังหวัดปทุมธานี และนายสุขุม  ไตลังคะ ผู้นำกลุ่มเกษตรกรแปลงใหญ่ผักปลอดภัยอำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

นายจรูญศักดิ์ สิงหเดช รองผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า จังหวัดปทุมธานี มีพื้นที่ 953,660 ไร่ ประชากรจำนวนกว่า 1,163,604 คน แบ่งการปกครองออกเป็น 7 อำเภอ มีพื้นที่ทำการเกษตร 333,143 ไร่ เกษตรกร 20,814 ครัวเรือน จังหวัดปทุมธานีมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านใจกลางจังหวัด ระยะทางประมาณ 30 กิโลเมตร ทำให้แบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน คือฝั่งตะวันออก ได้แก่ อ.เมืองปทุมธานี บางส่วน อ.ลำลูกกา อ.หนองเสือ อ.คลองหลวง และอ.ธัญบุรี  ฝังตะวันตก ได้แก่ อ.เมืองปทุมธานี บางส่วน อ.ลาดหลุมแก้ว และอ.สามโคก  เกษตรกรส่วนใหญ่มีการเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก พื้นที่ประมาณ 265,062 ไร่ รองลงมาเป็นพืชสวน เช่น พืชผักชนิดต่าง ๆ กล้วยน้ำว้า กล้วยหอม มะพร้าวอ่อน และไม้ผลอื่น ๆ เนื่องจาก ทำเลที่ตั้งของ         จังหวัดปทุมธานี อยู่ใกล้กรุงเทพมหานคร ทำให้มีการขยายตัวของชุมชนที่อยู่อาศัย และความเจริญอย่างทั่วถึงทั้งจังหวัด อีกทั้งยังเป็นที่ตั้งของศูนย์การค้าส่งสินค้าทางการเกษตรประเภทพืชผักและผลไม้ ขนาดใหญ่ของประเทศ ได้แก่ ตลาดไทย ตลาดสี่มุมเมือง และตลาดผลไม้เกรดคัดพิเศษ ที่ตลาดไอยรา    ทำให้สามารถรองรับ ผลผลิตทางการเกษตรอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังทำให้ประชากรส่วนหนึ่งยังคงยึดอาชีพทางการเกษตรเป็นหลัก และมีศักยภาพในการผลิต พร้อมที่จะรับการพัฒนาและร่วมโครงการที่เป็นประโยชน์ต่ออาชีพ   ที่ทำอยู่

นายสมโชค  ณ นคร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท (ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท) เผยว่า เมื่อปี 2562 กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดทำโครงการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ขึ้น เพื่อพัฒนาการดำเนินกิจกรรมของกลุ่มเกษตรกร โดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วมให้เกษตรกรรุ่นใหม่ มีบทบาทในกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชน และพัฒนารูปแบบการทำงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ให้มีการ บูรณาการ การทำงานซึ่งจะนำไปสู่การปรับปรุงระบบการทำงานและโครงสร้างการส่งเสริมการเกษตรให้เกิดผลสำเร็จในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมโดยกำหนดให้ดำเนินการนำร่องจำนวน 6 จุด ในพื้นที่ 6 เขต ทั่วประเทศและใช้กลไกของแปลงใหญ่วิสาหกิจชุมชนและ Young Smart Farmer  ในการขับเคลื่อนงาน ในส่วนของ สำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท ได้กำหนดให้แปลงใหญ่ผักปลอดภัย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี เป็นจุดนำร่องเมื่อปี 2562 สืบเนื่องจากเกษตรกรในพื้นที่ดังกล่าว มีศักยภาพในการผลิตผักปลอดภัย มีตลาดรองรับที่แน่นอน รวมทั้งมีผู้นำกลุ่มเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ ซึ่งสามารถบริหารจัดการด้านการตลาดได้เป็นอย่างดี จึงได้นำมาเป็นจุดต้นแบบในการขับเคลื่อนงานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ดังกล่าว

นายสมเดช  คงกระพันธุ์  เกษตรจังหวัดปทุมธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อได้รับนโยบายจาก กรมส่งเสริมการเกษตร และสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 1 จังหวัดชัยนาท แล้วได้ดำเนินการโดย ใช้หลักคิดเชิงพื้นที่ จัดเวทีชุมชน 3 ครั้ง เพื่อให้ทราบบริบทของพื้นที่ และความต้องการของเกษตรกร อย่างแท้จริง เพื่อถ่ายทอดความรู้ ตามความเหมาะสม และความต้องการใน  การแก้ไขปัญหา ของพื้นที่ รวมถึงสนับสนุนปัจจัยการผลิต เช่นวัสดุอุปกรณ์ให้น้ำ เพื่อเพิ่มผลผลิตซึ่งเดิมจะใช้เรือลาก ไปตามร่องสวน  ปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกผักแบบหว่าน เป็นแบบเพาะกล้า เพื่อลดอัตราการใช้เมล็ดพันธุ์ สนับสนุนบรรจุภัณฑ์ที่มีความเหมาะสม รวมถึงการพัฒนาจุดรวบรวมสินค้าให้ มีคุณภาพ เป็นต้น

จากการดำเนินงาน ดังกล่าว ทำให้ต้นทุนเมล็ดพันธุ์ลดลง จากเดิมประมาณ 25% ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้นจาก 1.2 ตันต่อไร่เป็น 1.5 ตันต่อไร่ ทำให้มีผลผลิตส่งจำหน่ายที่ตลาด อย่างต่อเนื่องและยังสามารถเชื่อมโยงตลาดที่อยู่ใกล้เคียงได้เพิ่มขึ้นนอกจากนี้ยังสร้างอาชีพในชุมชน โดยการเพาะกล้าผักขาย ทำให้คุณภาพของผักที่ปลูกจากการเพาะกล้าแทนการหว่านเมล็ด นั้น มีการเติบโตสม่ำเสมอลดการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืชผัก ลดแรงงานในการให้น้ำเนื่องจากปรับเปลี่ยนมาใช้ระบบการให้น้ำแบบสปริงเกอร์ ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการผลิตผักให้แก่เกษตรกรและผู้สนใจในพื้นที่อยู่ใกล้เคียง อีกด้วย การดำเนินงานโครงการฯ ในพื้นที่ แปลงใหญ่ผักปลอดภัย อ.สามโคก ส่งผลให้ สมาชิกกลุ่มและชาวชุมชน ได้รับประโยชน์ในการพัฒนาการประกอบอาชีพที่ทำอยู่เป็นอย่างมาก โดย นายสุขุม  ไตลังคะ เกษตรกรผู้นำกลุ่มฯ เปิดเผยว่า กลุ่มได้มี การร่วมกันคิดวิเคราะห์ศักยภาพของกลุ่มและชุมชนตลอดจนปัญหาในการผลิตผักของสมาชิกภายในกลุ่ม เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางการแก้ไขปัญหา และกำหนดเป้าหมายการพัฒนาของกลุ่ม ร่วมกันโดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมส่งเสริมการเกษตร จังหวัด ธกส. บริษัทผู้รับซื้อผลผลิตตลอดจนเกษตรกรเครือข่าย ทั้งจากอำเภอ และจังหวัดใกล้เคียงร่วมให้คำแนะนำสนับสนุนทั้งองค์ความรู้ และงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมการผลิต ตั้งแต่ปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวทำให้สมาชิกกลุ่มได้รับความรู้เพิ่มขึ้นสามารถนำไปใช้ในการแก้ไขปัญหาการผลิตพืชผักของตนเองได้ ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตลดลง ผลผลิตเพิ่มขึ้น และมีคุณภาพปลอดภัยได้มาตรฐานตรงตามความต้องการของผู้บริโภค และตลาดนอกจากนั้นยังมีการพัฒนาต่อยอดกิจกรรม การผลิตทั้งเรื่องการเพาะกล้าผักเพื่อจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนการวางระบบน้ำแบบสปริงเกอร์แทนการใช้เรือรดน้ำช่วยให้เกษตรกรประหยัดเวลา แรงงาน และค่าใช้จ่ายในการรดน้ำผักลงได้เป็นอย่างมากซึ่งสมาชิกกลุ่มมีความพึงพอใจมาก

ผอ.สสก.1 จ.ชัยนาท เผยว่า จากการดำเนินงานในปี 2562 ที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จไปอีกขั้น ซึ่งใน          ปี 2563 จะเป็นการดำเนินการต่อเนื่องในจุดนำร่องและดำเนินการใหม่ใน 9 จังหวัดภาคกลาง อย่างน้อยจังหวัดละ 1 จุด ได้แก่ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี สระบุรี ลพบุรี กรุงเทพฯ และปทุมธานี โดยแนวทางการดำเนินงานปี 2563 ประกอบด้วย 1) พัฒนาการเกษตรโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง (Area – based) กำหนดขอบเขตชัดเจน นำข้อมูลพื้นที่ความเหมาะสมสำหรับการปลูกพืช (Zoning) ใช้เป็นแนวทางประกอบการตัดสินใจ เพื่อให้เกษตรกรบริหารพื้นที่ของตนได้อย่างเหมาะสม 2) ใช้เวทีชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลสินค้าตลอดห่วงโซ่อุปทาน (Supply chain) เพื่อให้เกิดแผนพัฒนาการเกษตรที่เกิดจากความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง 3) ใช้กระบวนการมีส่วนร่วม บูรณาการงาน & งบประมาณ จากทุกภาคส่วน และ 4) พัฒนาต่อยอดโดยใช้กลไกการพัฒนาที่มีอยู่แล้ว ทำงานบนฐานข้อมูล เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในพื้นที่ และขยายผลไปสู่ชุมชนอื่นๆ เช่น ระบบการส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่  Young Smart Farmer และวิสาหกิจชุมชน  โดยเป้าหมายการพัฒนางาน คือ เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ทำให้เกษตรกรมีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ชุมชน มีการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับความต้องการของตลาด มีการบริหารจัดการสินค้าเกษตรของตนเองตลอดห่วงโซ่อุปทาน และกลุ่มเกษตรกรได้รับการพัฒนา ให้มีความเข้มแข็งสามารถพึ่งตนเองได้ เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน

การขับเคลื่อนและพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ ตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร จะประสบผลสำเร็จและเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องเกษตร ต้องอาศัยความร่วมมือของพี่น้องเกษตรกร อาศัยการรวมกลุ่มกันอย่างเข้มแข็ง โดยแนวทางการพัฒนาจะต้องเกิดจากความต้องการของเกษตรกรเป็นหลัก ถ้าทำได้เช่นนี้ ผมเชื่อมั่นว่าทุกจุดดำเนินการของพื้นที่ 9 จังหวัดภาคกลาง ในปี 2563 จะทำให้พี่น้องเกษตรกรได้รับประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ปลูกผักปลอดภัย อ.สามโคก จ.ปทุมธานี  ผอ.สสก.1 กล่าวในที่สุด