ฟรี!‘ประภัตร’แจงปมเปิด‘หมู่บ้านควาย’จัดงานเกษตรสร้างชาติ ยกเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477146

news_default

ฟรี!‘ประภัตร’แจงปมเปิด‘หมู่บ้านควาย’จัดงานเกษตรสร้างชาติ ยกเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 17.31 น.

“ประภัตร” แจงปมเปิดพื้นที่ “หมู่บ้านควาย” สุพรรณบุรี จัดงานเกษตรสร้างชาติ ยกเป็นศูนย์เรียนรู้ให้เกษตรกร ดูงานพัฒนาอาชีพ “ฟรี” ทิ้งบอมบ์ดีกว่าจัดอีเว้นต์ใช้งบงานละ 30-40 ล้านบาทของใครบางคน

4 มีนาคม 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังประชุมโครงการเกษตรสร้างชาติ ว่า ด้วยความห่วงใยของนายกรัฐมนตรี เห็นว่าเกษตรกรประสบปัญหาต่อเนื่องทั้งภัยแล้งฝนทิ้งช่วง ให้กระทรวงเกษตรฯคิดค้นอาชีพต่างๆให้เกษตรกร มีรายได้ช่วง 4 เดือนนี้ เช่น ปลูกพืชใช้น้ำน้อย เลี้ยงสัตว์ โดยธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำล้านละร้อยบาท ให้เกษตรกรร่วมกลุ่มๆละ 7 คน กู้กลุ่มละไม่เกิน 10 ล้านบาท นำมาประกอบอาชีพ ทำเกษตรที่มีตลาดรองรับ ซึ่งได้ร่วมกับ ธกส. ตั้งแต่ปีใหม่ แต่ขณะนี้ยังไม่คืบหน้า ยังไม่สามารถปล่อยกู้ให้เกษตรกรได้

“ท่านนายกฯ ห่วงเกษตรกรจริงๆติดตามโครงการนี้ ซึ่งติดปัญหาเกษตรกรยังกู้ไม่ได้เลย ธกส.ยังไม่เข้าใจโครงการและพี่น้องเกษตรกร ยังไม่รู้ทำอะไรกิน ที่ได้กำไร จึงให้ทุกกรมมาสร้างโมเดลลักษณะศูนย์การเรียนรู้ทุกอาชีพเกษตร ให้เกษตรกรมาดูทุกกิจกรรม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และ ธกส.เข้าไปตั้งโต๊ะทำแผนธุรกิจ ผมให้ใช้สถานที่ฟรีๆทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ บริเวณบ้านควาย จ.สุพรรณบุรี มีเนื้อที่กว้างขวางเป็นร้อยไร่ มีอาคาร3 หลัง เกษตรกรไม่ต้องเข้ากรุงเทพฯ เปิดตลอดจนกว่าทุกคนจะเข้าถึงเงินกู้ หากจังหวัดใดมีสถานที่ฟรีแบบนี้ จะไปตั้งเพื่อให้เกษตรกรเข้าถึงอาชีพ” นายประภัตร กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่าให้ใช้พื้นที่บ้านควาย เป็นของรัฐมนตรีช่วยเกษตรฯเอง ไม่กลัวโดนโจมตีหรือและเป็นช่วงใกล้ปรับ ครม.ด้วย  รมช.เกษตรฯกล่าวว่า เราเป็นรัฐมนตรีควรหยิบยื่นสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้เกษตรกร เป็นหน้าที่ ไม่ได้ใช้งบหลวงแม้แต่บาทเดียว หากโดนโจมตี เป็นเรื่องธรรมดาของคนอิจฉา และไม่กลัว ใครอยากทำบ้างก็เชิญ ดีกว่าจัดงานอีเว้นต์ใช้งบทีละ 30 -40 ล้านบาทของใครบางคน และตนให้ใช้พื้นที่ฟรี เพื่อไปทำให้เกิดประโยชน์ชาวไร่ชาวนา เงินจะได้ออกมาอุดหนุน เวลานี้จะตายกันหมด ส่วนการปรับ ครม.ตนไม่ทราบ เพราะในกระทรวงเกษตรฯ ทุกคนทำงานลงพื้นที่ช่วยเหลือเกษตรกร ทั้งนี้จะปรับอย่างไรต้องถามท่านนายกฯและท่านไม่เคยพูดเรื่องปรับ ครม.มีพูดอย่างเดียวให้ช่วยกันทำงาน

โทษถึงคุก! ตั้งทีมปราบ‘ทุเรียนอ่อน’ เตือนเกษตรกรอย่าตัดขายกระทบส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/477111

โทษถึงคุก! ตั้งทีมปราบ‘ทุเรียนอ่อน’ เตือนเกษตรกรอย่าตัดขายกระทบส่งออก

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 16.25 น.

โทษถึงคุก! ตั้งทีมปราบ‘ทุเรียนอ่อน’ เตือนเกษตรกรอย่าตัดขายกระทบส่งออก

4 มีนาคม 2563 นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ในช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคมของทุกปี จะเป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มให้ผลผลิตออกสู่ตลาด โดยเฉพาะราคาขายทุเรียนใน จ.จันทบุรี อยู่กิโลกรัมละ 120-150 บาท และยังมียอดสั่งซื้อล่วงหน้าผ่านพ่อค้าคนกลางจนถึงช่วงปลายเดือนเมษายน ซึ่งถือเป็นโอกาสดีของเกษตรกรที่จะมีรายได้เพิ่มขึ้น เพียงแต่ต้องรักษาคุณภาพให้ได้ตามที่ตลาดต้องการ ไม่ตัดทุเรียนอ่อนขายด้วยแรงจูงใจจากราคาที่สูงเพราะเป็นช่วงต้นฤดูกาล นอกจากนี้พ่อค้าที่รับทุเรียนอ่อนมาจำหน่ายก็มีความผิดเช่นกัน เข้าข่ายหลอกลวง มีโทษปรับและจำคุก

สำหรับผลเสียหายที่เกิดจากการขายทุเรียนอ่อนจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อตลาดส่งออก เนื่องจากอีกไม่กี่ปีข้างหน้าประเทศคู่แข่งของไทย ได้แก่ เวียดนามและกัมพูชา ผลิตทุเรียนคุณภาพมากขึ้น อีกทั้งอยู่ใกล้กับประเทศจีนที่เป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทย ถ้าไทยยังตัดทุเรียนอ่อนส่งขายจะทำให้ตลาดส่งออกจะลดลงแน่นอน

นอกจากนี้การตัดทุเรียนอ่อนช่วงต้นฤดูยังเกิดจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานและเกษตรกรเจ้าของสวนต้องการความสะดวกจึงจำหน่ายในลักษณะเหมาสวน เกษตรกรไม่ได้ควบคุมการเก็บเกี่ยวได้ รวมไปถึงเป็นกลยุทธ์ของพ่อค้าเองที่จะตัดทุเรียนอ่อนไปจำหน่ายเพื่อทำให้ผู้บริโภคมีความต้องการน้อยลงในระยะหนึ่ง จากนั้นทุเรียนจะมีราคาลดต่ำลง แล้วพ่อค้าก็กลับไปกดราคาจากชาวสวนหรือเกษตรกรในช่วงที่ผลผลิตออกมาก

“กรมฯได้ตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อช่วยกันสกัดกั้นทุเรียนอ่อนในจังหวัดแหล่งผลิตที่สำคัญ โดยใช้บทลงโทษทางกฎหมาย ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 271 ผู้ใดขายโดยหลอกลวงด้วยประการใดๆ ให้ผู้ซื้อหลงเชื่อในแหล่งกำเนิด สภาพคุณภาพ หรือปริมาณแห่งของอันเป็นเท็จนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 47 ผู้ใดเจตนาก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในแหล่งกำเนิด สภาพ คุณภาพ ปริมาณ หรือสาระสำคัญประการอื่น อันเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการไม่ว่าจะเป็นของตนเองหรือผู้อื่น โฆษณาหรือใช้ฉลากที่มีข้อความอันเป็นเท็จ หรือข้อความที่รู้หรือควรรู้อยู่แล้วว่าอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นว่านั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนหรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ” นายเข้มแข้ง กล่าว

นายเข้มแข็ง กล่าวด้วยว่า ผู้บริโภคที่จะซื้อทุเรียน มีข้อสังเกตง่ายๆ คือ หากร่องยังมีสีเขียวและชิดกันอยู่แสดงว่า ยังไม่แก่ แต่ถ้าร่องเริ่มห่างกันและมีสีน้ำตาลแสดงว่า แก่แล้ว หรือใช้ไม้เคาะแล้วฟังเสียง หากได้ยินเสียงโปร่งไม่แน่นทึบแสดงว่า แก่แล้ว เช่นกัน

‘อลงกรณ์’ตรวจเยี่ยมศูนย์หม่อนไหมฯเชียงใหม่ วางแนวทางสร้างรายได้เกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476975

‘อลงกรณ์’ตรวจเยี่ยมศูนย์หม่อนไหมฯเชียงใหม่ วางแนวทางสร้างรายได้เกษตรกร

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 10.15 น.

“อลงกรณ์”นำทีมตรวจเยี่ยมศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯเชียงใหม่ วางแนวทางการสร้างรายได้เกษตรกร

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะตรวจราชการ เดินทางไปตรวจเยี่ยมศูนย์หม่อนไหมเฉลิมพระเกียรติฯ เชียงใหม่ โดยมี นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหม และคณะ ให้การต้อนรับ พร้อมบรรยายสรุปการดำเนินงานและนำชมจุดสาธิตด้านต่างๆ อาทิ การผลิตพันธุ์หม่อนไหม การสาวไหม การทอผ้าจากใยกัญชงผสมไหม การตรวจรับรองมาตรฐานตรานกยูงพระราชทาน ห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงถั่งเช่า งานวิจัยแอนโทไซยานินผง เป็นต้น

โดย นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า การตรวจเยี่ยมครั้งนี้ เป็นการตรวจเยี่ยมส่วนราชการในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้กำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานให้สามารถพัฒนางานด้านหม่อนไหมให้ดียิ่งขึ้นต่อไปขณะเดียวกัน จึงมาขอรับทราบข้อมูลเรื่องการส่งเสริมการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม รวมทั้งการพัฒนาการต่อยอด ผลิตจาก การปลูกหม่อน เลี้ยงเบื้องต้นทราบว่ามีผลิตใตการแปรร๔ปสินค้าที่ต่อเนื่องมากทั้งการผลิต ชา จากใบหม่อน การแปรรูป น้ำหม่อนจากผลหม่อนไหม ซึ่งมีคุณค่า ทางยาด้วย ซึ่งจากนี้ไปอาจจะต้องหาทางแปรรูป เพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรต่อไป

นายอลงกรณ์ บอกด้วยว่า การตรวจเยี่ยมและประชุมเพื่อฟังความเห็นกับหน่วยงานในพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ภายใต้การดำเนินงานโดยคณะกรรมการขับเคลื่อนเทคโนโลยีเกษตร 4.0 ในการจัดตั้งศูนย์ AIC

สศก.แจงงบรายจ่ายปี’63กษ.รับ109,113ล. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476875

news_default

สศก.แจงงบรายจ่ายปี’63กษ.รับ109,113ล.

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 วงเงินงบประมาณ 3.2 ล้านล้านบาท เป็นงบประมาณกระทรวงเกษตรฯรวม 109,113 ล้านบาท จำแนกเป็น 4 กลุ่มคือ 1) กลุ่มรายจ่ายบุคลากรภาครัฐ 25,536 ล้านบาท 2) กลุ่มรายจ่ายของกระทรวง/หน่วยงาน (Function) 32,667 ล้านบาท 3) กลุ่มรายจ่ายบูรณาการ (Agenda) 14 แผนงาน กษ. เกี่ยวข้องรวม 8 แผนงาน วงเงินรวม 42,996 ล้านบาท โดยงบประมาณส่วนใหญ่อยู่ที่แผนงานบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ วงเงิน 41,033 ล้านบาท และ4) กลุ่มรายจ่ายพื้นที่ (Area) วงเงิน 7,914 ล้านบาท

สำหรับแผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งเป็น 1 ใน 14 แผนงานบูรณาการ มีนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย สศก. เป็นเจ้าภาพ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบการบูรณาการร่วมกัน 6 กระทรวง 24 หน่วยงาน งบประมาณรวมทั้งสิ้น 3,018 ล้านบาทประกอบด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 1,631 ล้านบาท กระทรวงมหาดไทย 1,034 ล้านบาท กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 171 ล้านบาท กระทรวงพาณิชย์ 107 ล้านบาท กระทรวงอุตสาหกรรม 42 ล้านบาท กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 33 ล้านบาทมีหลักดำเนินการคือ ดูแลและยกระดับประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้เข้มแข็ง เพื่อลดปัญหาความยากจนของประชาชน คาดว่าประชาชนที่มีรายได้ ต่ำกว่าเส้นความยากจนจะลดลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 10

ด้านนางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า แผนงานบูรณาการพัฒนาและส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากกำหนดแนวทางดำเนินงานให้ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ประกอบด้วย 1.พัฒนาศักยภาพประชาชนกลุ่มเป้าหมาย (ต้นทาง) โดยให้ประชาชนกลุ่มเป้าหมายเข้าถึงแหล่งทุนและที่ดิน จัดที่ดินให้เกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดินทั้ง 72 จังหวัด ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากด้วยกองทุนชุมชน เพื่อให้สมาชิกกู้ในอัตราดอกเบี้ยไม่เกินกฎหมายกำหนด ส่งเสริมอาชีพ องค์ความรู้ผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร พัฒนาเกษตรกรปราดเปรื่อง ส่งเสริมและสร้างทักษะอาชีพ 2.พัฒนาความเข้มแข็งของกลุ่มผลิตภัณฑ์ชุมชน (กลางทาง) ในการผลิตสินค้าเกษตรผลิตภัณฑ์ OTOP 3.พัฒนาระบบบริหารจัดการและกลไกการตลาด (ปลายทาง) เพื่อเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายสินค้าชุมชน สร้างศักยภาพผู้ประกอบการค้าส่งค้าปลีก การค้าธุรกิจชุมชน ตลาดออนไลน์ พัฒนาระบบประกันภัย ติดตามประเมินผลตามแผนงานบูรณาการพัฒนาส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก

ผวาโควิด-19ทุบตลาดผลไม้ส่งออก มนัญญาสั่งใช้สหกรณ์ขยายช่องทางจำหน่ายสู่ผู้บริโภค #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476879

news_default

ผวาโควิด-19ทุบตลาดผลไม้ส่งออก มนัญญาสั่งใช้สหกรณ์ขยายช่องทางจำหน่ายสู่ผู้บริโภค

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โรคไวรัสโควิด-19ระบาดหนักในจีนและหลายประเทศทั่วโลกขณะนี้ คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปจีน โดยเฉพาะผลไม้ ทั้งทุเรียน มังคุดและลำไย ซึ่งแต่ละปีจีนสั่งซื้อผลไม้เหล่านี้จากไทยจำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลการส่งออกผลไม้ย้อนหลัง 3 ปี (2560-2562) 3 ประเทศหลักที่สั่งซื้อผลไม้ของไทย ได้แต่ จีน ฮ่องกงและเวียดนาม รวม 1,324,637 ตัน ในจำนวนนี้ส่งออกไปจีน 570,833 ตัน

ปี 2563 คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีปริมาณผลไม้ออกสู่ตลาด รวม 3,072,591 ตัน แบ่งเป็น ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ ลองกองและลิ้นจี่ และเมื่อนำผลผลิต 3 ชนิดสำคัญ คือ ทุเรียน ลำไย มังคุด รวมกันจะมีปริมาณมากกว่า 84% ของปริมาณผลไม้ทั้งประเทศ ถ้าไม่มีมาตรการรองรับ ผลผลิตที่ไม่สามารถส่งออกได้จะกระจุกตัวกลับมาสู่ตลาดในประเทศ ทำให้ผลผลิตล้นตลาด ราคาตกต่ำและเกษตรกรประสบปัญหาขาดทุนขณะเดียวกัน มีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ดำเนินธุรกิจรวบรวมผลไม้ 104 แห่งใน 31 จังหวัด มีเกษตรกรเป็นสมาชิก 95,321 ราย ปริมาณรวบรวมผลไม้ปี 2562 ที่ผ่านมา 32,242.53 ตัน มูลค่า 966.173 ล้านบาท และมีการส่งออกผลผลิตทุเรียน มังคุด และลำไย ไปจีน 12,251.16 ตัน มูลค่า 572.45 ล้านบาท

“มอบให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ทำโครงการสนับสนุนการกระจายผลไม้ของสถาบันเกษตรกร เพื่อรองรับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิค-19 เป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อให้การระบายผลผลิตออกจากพื้นที่เป็นไปด้วยความรวดเร็ว ป้องกันปัญหาผลไม้กระจุกตัวและล้นตลาด โดยจะใช้เครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศเป็นกลไกระบายผลไม้สู่ตลาดทุกพื้นที่และเข้าถึงผู้บริโภค ในราคาเป็นธรรม โดยสหกรณ์ที่เป็นแหล่งผลิตผลไม้รวบรวมและกระจายผลผลิตส่งขายให้สหกรณ์ที่มีศูนย์กระจายสินค้าและสหกรณ์ขนาดใหญ่ทุกอำเภอทั่วประเทศ ช่วงระยะเวลา 6 เดือน ตั้งแต่เดือนเมษายน – กันยายน เบื้องต้นตั้งเป้าหมายกระจายผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ 80,000 ตัน แบ่งเป็นทุเรียน 40,00 ตัน มังคุด 20,000 ตัน และลำไย 20,000 ตัน” รมช.มนัญญา กล่าว

นอกจากนี้ จะขอเงินอุดหนุนจากรัฐบาลเพื่อบริหารจัดการผลไม้ผ่านระบบสหกรณ์ วงเงิน 414.20 ล้านบาท โดยให้สหกรณ์ต้นทางและสหกรณ์ปลายทางใช้เป็นค่าบริหารจัดการผลไม้เพื่อกระจายผลไม้สู่ผู้บริโภคในพื้นที่ และจะจัดกิจกรรมรณรงค์บริโภคผลไม้ในจังหวัดใหญ่ รวม 16 จังหวัดและระดับอำเภอ 824 อำเภอ และให้กรมส่งเสริมสหกรณ์จัดสรรเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์ เป็นเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ร้อยละ 1 ให้สหกรณ์กู้ยืมไปเป็นทุนหมุนเวียนในการรวบรวมผลไม้จากเกษตรกรในฤดูกาล ปี 2563

ทั้งนี้ มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโรคไวรัสโควิค-19 โดยการสนับสนุนการกระจายผลไม้ผ่านสถาบันเกษตรกรในช่วงฤดูกาลผลิต ปี 2563 จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ไม่ให้ตกต่ำ คิดเป็นมูลค่า 1,760 ล้านบาท และมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่า 7,644.071 ล้านบาท หรือ 18.45 เท่าของการลงทุนจากภาครัฐ

กรมพัฒนาที่ดินเร่งฟื้นนาร้าง สร้างงานเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรนราธิวาส #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476874

news_default

กรมพัฒนาที่ดินเร่งฟื้นนาร้าง สร้างงานเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรนราธิวาส

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจราชการพื้นที่บ้านตะปังอ.ศาลาใหม่ จ.นราธิวาส ว่า กระทรวงเกษตรฯโดยกรมพัฒนาที่ดินจัดทำโครงการพัฒนาพื้นที่นาร้าง เพื่อฟื้นฟูให้นำมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ โดยสนับสนุนให้อนุรักษ์ดินและน้ำ จัดการดินใช้วัสดุปรับปรุงดิน เพื่อสร้างโอกาสให้เกษตรกรมีทางเลือกประกอบอาชีพ สร้างรายได้ความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจโดยพื้นที่บ้านตะปัง ม.2 ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส มีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ 135 ราย พื้นที่ดำเนินการ 705 ไร่

“คุณภาพดินที่บ้านตะปังนั้น เป็นชุดดินตากใบ ดินบนมีเนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายแป้งหรือดินร่วนเหนียวปนทรายแป้ง ดินล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนเหนียวปนทรายแป้งหรือดินร่วนปนดินเหนียว ทำให้มีปฏิกิริยาเป็นกรดจัดมาก โดยมีค่า pH4.5 ทางกรมพัฒนาที่ดินจึงเร่งฟื้นฟูพื้นที่นาร้าง เพื่อให้ทางเกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมันและพืชอาหารสัตว์ โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ใช้ปูนโดโลไมท์ อัตรา 500 กก/ไร่ ร่วมกับใช้ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา60 กก/ต้น พร้อมทั้งใช้น้ำหมักชีวภาพร่วมด้วย พบว่าดินมีไส้เดือนเพิ่มขึ้น และทำให้มีผลผลิตเฉลี่ย 3 ตัน/ไร่/ปี” ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ ปูนโดโลไมท์จะช่วยปรับค่ากรด-ด่างของดิน ในดินที่มีสภาพเป็นกรด คือ ค่ากรด-ด่าง (พีเอช, pH) น้อยกว่า5.0 จะส่งผลให้ธาตุอาหารที่อยู่ในดินหรือจากการใส่ปุ๋ย ละลายออกมาได้ไม่ดี ทำให้รากพืชดูดไปใช้ได้น้อย หรือมีความเป็นประโยชน์ต่ำ พบว่าถ้าค่า pH ของดินเท่ากับ 5.0 ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยของต้นพืชจะเหลือเพียง 46% และในปี 2561 ได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปูนโดโลไมท์อัตรา 500 กก./ไร่ ตามค่าวิเคราะห์ดิน พบว่าในปี2562 ดินมี pH เพิ่มขึ้นจาก 4.5 เป็น 5.0 พร้อมทั้งในพื้นที่บ้านตะปังเป็นที่ตั้งวิสาหกิจชุมชน (กลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์) ซึ่งได้ดำเนินการส่งเสริมและสนับสนุนการทำปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงใช้เองภายในสมาชิก และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรที่สนใจ โดยปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 74 ราย

ส่องเกษตร : ความใส่ใจ คนละอย่าง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476878

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : ความใส่ใจ คนละอย่าง

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สองสัปดาห์ก่อน ผมได้เดินทางไปเยี่ยมเกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศใช้คำว่า Young Smart Farmer ที่จังหวัดสมุทรสงครามรายหนึ่ง เกษตรกรรายนี้ทำการเกษตรต่อยอดจากรุ่นคุณพ่อ-คุณแม่ที่ทำมาก่อน จากสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ของตนเองและญาติพี่น้องร่วมกันเพื่อนบ้านใกล้เคียง เดิมทีเมื่อผลผลิตออกมามาก ราคาก็มีปัญหาตามมา แต่ด้วยวิธีคิดที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาดังกล่าวจึงสามารถจัดการได้ โดยส่วนตัวผมรู้สึกชื่นชมกับวิธีการของน้อง Young Smart Farmer รายนี้มาก และเบิกบานใจที่ยังเห็นอนาคตที่ยั่งยืนของภาคการเกษตร ที่ไม่ได้มุ่งแต่ผลิตเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำการเกษตรที่มองทั้งระบบ สามารถอยู่รอดในอาชีพและสร้างความมั่นคงในชีวิตได้

แนวทางการดำเนินการของสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่แห่งนี้ ตัดแนวคิดการขายผลสดออกไป เนื่องจากไม่สามารถเพิ่มมูลค่าและมีโอกาสเกิดปัญหาด้านราคาได้ดังนั้น จึงนำทรัพยากรอื่นๆ ของครอบครัวที่มีอยู่ สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ด้วยการนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ใช้บริเวณบ้านซึ่งอยู่ติดกับริมแม่น้ำ พัฒนาให้เป็นร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่ กลายเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของลูกค้าได้ด้วย พัฒนาบรรจุภัณฑ์ เรื่องราวของผลผลิต การนำชมสวนมะม่วงหาวมะนาวโห่ เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ขยายกลุ่มลูกค้าจากปากต่อปาก เข้าสู่การเติบโตของฐานลูกค้าที่เชื่อมโยงกันทางสังคมโซเซียล และสื่อต่างๆ จนล่าสุดที่ผมได้เข้าไปเยี่ยม ต้องขยายพื้นที่สร้างอาคารใหม่ เพื่อใช้เป็นอาคารสาธิตและให้ความรู้แก่ผู้สนใจทั่วไป เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเจ้าของสวนกับผู้สนใจอื่นๆ ทำให้เกิดความคิดใหม่ๆ ในการทำงานมากขึ้น เห็นว่าผลผลิตที่มีอยู่ไม่เพียงพอต่อการนำมาแปรรูปจำหน่าย จนต้องขยายพื้นที่ปลูกออกไปอีก การทำการเกษตรแบบครบวงจรด้วยการพัฒนาตนเองตลอดเวลา วิเคราะห์สภาพปัญหา แสวงหาช่องทางและโอกาส บนฐานทรัพยากรที่ตนมีอยู่ ค่อยๆ เติบโตและเรียนรู้ตลอดเวลา ทำให้อาชีพการเกษตรมีความยั่งยืน นับว่าเป็นอีกมิติหนึ่งของการพัฒนาที่ก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆ โดยใช้ข้อมูลและเทคโนโลยีมาเป็นส่วนสำคัญของการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย

สัปดาห์ต่อมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่อีกพื้นที่หนึ่ง ครั้งนี้ได้พบปะกับเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่หลายราย และสังเกตพฤติกรรมของเจ้าหน้าที่เหล่านี้อยู่ห่างๆ เข้าใจได้ว่าแต่ละคนต่างก็มีวิถีทางในการทำงานที่แตกต่างกัน มีเป้าหมายในการทำงานที่แตกต่างกัน แต่ภารกิจหลักที่ต้องดำเนินการคือการเป็นผู้ถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับเกษตรกร รวมถึงพัฒนาเกษตรกรให้ทำอาชีพการเกษตรได้อย่างยั่งยืน ซึ่งหมายรวมถึงการร่วมมือระหว่างเกษตรกรและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องจับจูงกันไปให้ถึงเป้าหมาย ยิ่งในยุคสังคมดิจิทัล การเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การก้าวกระโดดของเทคโนโลยี ทำอย่างไรกับบทบาทของเจ้าหน้าที่รัฐที่ต้องส่งเสริมให้เกษตรกรเข้าถึงและเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับระบบการผลิตของตนเอง ไม่ต้องลองผิดลองถูก เพราะการลองผิดลองถูกคือการเพิ่มต้นทุนดีๆนี่เอง ภาระเหล่านั้นไม่ควรเกิดขึ้นกับเกษตรกรที่มีเจ้าหน้าที่รัฐประกบอยู่ในพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นเพื่อนคู่คิดของเกษตรกรที่แท้จริง

ในขณะที่เกษตรกรขวนขวายหาความรู้เพื่อพัฒนาอาชีพของตนเอง มองกลับมายังเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่ระดับหัวขบวนที่ขาดความเข้าใจในเนื้องานที่แท้จริง ขาดมือทำงานที่มีศักยภาพและเชี่ยวชาญในงาน ลงมาถึงท้ายขบวนที่ห่างไกลจากเรือกสวนไร่นา มุ่งแต่แสวงหาช่องทางในการเจริญเติบโตในหน้าที่การงาน โดยลืมภารกิจหลักของตนเองที่สะท้อนผลสัมฤทธิ์ในการปฏิบัติราชการ ใช้เวลาหมดไปกับการเข้าหาเจ้านาย ติดตามเจ้านาย มากกว่าการเข้าหาเกษตรกร ส่งผลให้เกษตรกรหลายรายไม่เคยรู้จักเจ้าหน้าที่ ต้องค้นคว้าหาข้อมูลแสวงหาแหล่งความรู้ แสวงหาหนทางรอดในการทำการเกษตรด้วยตนเอง พัฒนาตนเองจนกลายเป็น Young Smart หรือ Smart Farmer ให้เจ้าหน้าที่มาปักป้ายให้รางวัล กลายเป็นผลงานของเจ้าหน้าที่ไป ลักษณะแบบนี้มีให้เห็นบ่อยๆ ขึ้นกับว่าเจ้านายคนไหนจะรู้เท่าทันหรือไม่ ยิ่งเจ้าหน้าที่เหล่านี้สามารถเจริญเติบโตในหน้าที่ราชการด้วยช่องทางดังกล่าว ยิ่งสร้างภาพจำที่ไม่ถูกต้องให้กับเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ที่เฝ้ามองอยู่ เห็นรุ่นพี่ทำแล้วเจริญเติบโตได้จะเอาเป็นเยี่ยงอย่างเสีย กลายเป็นสิ่งที่ต้องทำหากหวังเจริญเติบโตในอาชีพราชการ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วสิ่งที่ต้องทำของเจ้าหน้าที่คือการจับมือทำงานกับเกษตรกร ซึ่งตัวเจ้าหน้าที่เองต้องพัฒนาตนเองให้ Smart เพียงพอที่จะไปจับมือกับเกษตรกรเหล่านั้น ไม่ใช่ให้เกษตรกรจูงเจ้าหน้าที่ไป หรือบางรายถึงขั้นสะบัดมือเจ้าหน้าที่ทิ้ง ขอเดินไปคนเดียวสบายดีกว่า ด้วยความใส่ใจที่ต่างกัน ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : ศูนย์ฯพลังสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ชุมชนต้นแบบเกษตรยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476881

รายงานพิเศษ : ศูนย์ฯพลังสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ชุมชนต้นแบบเกษตรยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ

วันพุธ ที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สยามคูโบต้า เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนแห่งแรกของภาคเหนือ

สยามคูโบต้า ร่วมกับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวบ้านตอนิมิตร เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร แห่งแรกในภาคเหนือ ถือเป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย โชว์จุดเด่นผู้นำผลิตเมล็ดพันธุ์พืช ชูระบบ KUBOTA (Agri) Solutions ช่วยลดต้นทุน เพิ่มผลผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า สยามคูโบต้ามีความมุ่งมั่นที่จะช่วยพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย จึงได้ดำเนินนโยบายเพื่อตอบแทนสังคมที่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development Goals (SDGs) ของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านความมั่นคงทางอาหาร ด้านการศึกษา ด้าน
สิ่งแวดล้อมและด้านสังคม ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2554 สยามคูโบต้ามุ่งเน้นการพัฒนาชุมชนให้มีความเข้มแข็ง จึงเกิดเป็น “โครงการชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า” หรือ SIAM KUBOTA Community Enterprise (SKCE) โดยคัดเลือกกลุ่มเกษตรกรที่มีการบริหารจัดการกลุ่มอย่างเป็นระบบ รวมทั้งมีการทำงานร่วมกันระหว่างสยามคูโบต้ากับกลุ่มเกษตรกร นำไปสู่การช่วยเกษตรกรลดต้นทุน  เพิ่มผลผลิตในการทำการเกษตร  ส่งเสริมให้ชุมชนมีความอยู่ดีกินดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

ที่ผ่านมา สยามคูโบต้า ได้เปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าทั้งสิ้นจำนวน 3 แห่ง ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยแบ่งออกเป็นจังหวัดศรีสะเกษ 2 แห่งและจังหวัดอุดรธานี 1 แห่ง ซึ่งสยามคูโบต้าให้การส่งเสริมกิจกรรมใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการเกษตร ด้านการตลาดและการสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทำให้ทั้ง 3 ศูนย์ฯ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก สำหรับในปีนี้ สยามคูโบต้าจึงเดินหน้าเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร ณ ตำบลร่องกาศ อำเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ เป็นศูนย์เรียนรู้แห่งที่สี่และยังเป็นแห่งแรกในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาให้เป็นชุมชนต้นแบบ ซึ่งได้นำระบบ KUBOTA (Agri) Solutionsการจัดการเกษตรกรรมครบวงจรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้ามาใช้ เพื่อช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้า-ตอนิมิตร เป็น “ชุมชนต้นแบบ” ด้านการเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรที่ทันสมัย โดยมีความโดดเด่นด้านมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพในระดับประเทศ และยังมีการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการเกษตรภายในชุมชนด้วยระบบการรวมกลุ่ม สามารถแก้ปัญหาด้านการเกษตรแบบครบวงจรได้ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ถือเป็นชุมชนที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นกลุ่มที่มีความเข้มแข็งและสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ใกล้เคียง โดยมีแผนเปิดศูนย์เรียนรู้ชุมชนพลังเกษตรสร้างสุขสยามคูโบต้าที่มีความพร้อมอีกแห่งของภาคเหนือ ณ จังหวัดเพชรบูรณ์ในช่วงต้นเดือนมีนาคมนี้” นายสมศักดิ์ กล่าว

นางสาวณัฐกมล ลักขณาวราภรณ์ ผู้จัดการส่วนอาวุโส-สื่อสารองค์กร บริษัทสยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า สยามคูโบต้ามุ่งมั่นพัฒนากลุ่มเกษตรเพื่อสร้างเป็นชุมชนต้นแบบทางการเกษตรที่มีความเข้มแข็ง รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้แก่เกษตรกรหรือผู้ที่สนใจได้ศึกษาวิธีการทำเกษตรที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยตั้งเป้าหมายให้เกษตรกรในชุมชนมีความกินดีอยู่ดี สามารถพึ่งพาตนเองได้ และประยุกต์เครือข่ายอาชีพในชุมชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงาน เกิดการพัฒนาทั้งชุมชน และเป็นต้นแบบให้กับชุมชนในพื้นที่ต่อไป

ด้าน นายสุนทร จำรูญ ประธานกลุ่มตอนิมิตรเปิดเผยว่า กลุ่มตอนิมิตรผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพ ทั้งข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลืองและพืชผัก และได้รับการยอมรับว่าสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่มีคุณภาพดีเด่นในระดับประเทศ โดยมีเป้าหมายคือ “พัฒนาชุมชนให้เข้มแข็ง เรียนรู้เทคนิคและวิธีการทำเกษตรสมัยใหม่ จนสามารถพึ่งพาตนเองได้” ทางกลุ่มได้รับการสนับสนุนจากสยามคูโบต้าในเรื่องความรู้ด้านเกษตร การใช้เครื่องจักรกลการเกษตร การสร้างรายได้เพิ่ม และร่วมแรงร่วมใจกันพัฒนาชุมชนให้เข้มแข้ง ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนดีขึ้น”

วิจารณ์แซ่ดก.เกษตรฯ ‘ประภัตร’เรียกถกด่วน เตรียมใช้‘หมู่บ้านควาย’จัดงานเกษตรสร้างชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476813

news_default

วิจารณ์แซ่ดก.เกษตรฯ ‘ประภัตร’เรียกถกด่วน เตรียมใช้‘หมู่บ้านควาย’จัดงานเกษตรสร้างชาติ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 15.11 น.

วิจารณ์แซ่ดก.เกษตรฯ ‘ประภัตร’เรียกถกด่วน เตรียมใช้‘หมู่บ้านควาย’จัดงานเกษตรสร้างชาติ

3 มีนาคม 2563 รายงานข่าวจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แจ้งว่า ได้มีเอกสารถูกเผยแพร่ไปทั่วกระทรวงเกษตรฯ และได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากข้าราชการกระทรวงเกษตรฯในวงกว้าง โดยเอกสารดังกล่าวเป็นหนังสือราชการ ลงวันที่ 2 มีนาคม 2563 ที่ลงนามโดยนายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ เรื่องขอเชิญประชุมการจัดงานมหกรรมเกษตรสร้างชาติ ซึ่งหนังสือได้ส่งถึงปลัดกระทรวงฯ และอธิบดีทุกกรมในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เชิญประชุมในวันพุธที่ 4 มีนาคม นี้ เวลา 14.00 น. ณ กระทรวงเกษตรฯ

หนังสือฉบับดังกล่าว มีรายละเอียด ดังนี้ “ด้วย หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จังหวัดสุพรรณบุรี แจ้งว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนโครงการเกษตรสร้างชาติ ซึ่งเป็นโครงการตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลในการช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง ขาดแคลนน้ำ และผลกระทบจากราคาพืชผลทางการเกษตรตกต่ำ เพื่อให้เกิดการสร้างงานและรายได้ที่เหมาะสมในแต่ละชุมชน โดยเน้นให้แต่ละหน่วยงานจัดทำศูนย์เรียนรู้และสาธิตการประกอบอาชีพในด้านต่างๆ เช่น

1. ด้านพืช ส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อย

2. ด้านประมง ส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำ

3. ด้านปศุสัตว์ ส่งเสริมการเลี้ยงโคเนื้อ กระบือ แพะ และสัตว์ปีก

4. ด้านการตลาด การแปรรูป เพิ่มมูลค่าผลผลิต

โดยมีแหล่งทุนอัตราดอกเบี้ยพิเศษ (ร้อยละ 0.01 ต่อปี)  ตามโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย สินเชื่อเกษตรแบบแปลงใหญ่ รวมถึงสินเชื่ออื่นๆ จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย ในฐานะศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรเชิงท่องเที่ยว ภายใต้การบริหารจัดการของบริษัท พี.พี. แอนด์พี ทรานสปอร์ต จำกัด มีความพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ธ.ก.ส. และหน่วยงานอื่น ในการใช้สถานที่สำหรับการจัด “งานมหกรรมเกษตรสร้างชาติ” เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการให้บริการแก่เกษตรและผู้สนใจผ่านศูนย์เรียนรู้ฯ ด้านการเกษตรสาขาต่างๆ ในหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทยในรูปแบบต่างๆ ตลอดทั้งปี

เพื่อให้การขับเคลื่อนโครงการเกษตรสร้างชาติ ภายใต้นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลสัมฤทธิ์ผล จึงขอเชิญท่านเข้าร่วมประชุมเพื่อหารือแนวทางการจัด “งานมหกรรมเกษตรสร้างชาติ” ในวันพุธที่ 4 มีนาคม 2563 เวลา 14.00 น. ณ ห้องประชุม 123 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์”

อย่างไรก็ตาม หนังสือเชิญประชุมดังกล่าว ได้ถูกข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ตั้งข้อสังเกตว่า 1.เหตุใด นายประภัตร ถึงได้เลือกใช้ หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย จ.สุพรรณบุรี เป็นสถานที่จัดงาน ทั้งๆที่เป็นพื้นที่ของเอกชน และเป็นที่ทราบกันดีใน จ.สุพรรณบุรี และสังคมวงกว้าง ว่า หมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทย หรือหมู่บ้านควายนั้นเป็นของใคร

2. ผลประโยชน์จากการจัดงาน “มหกรรมเกษตรสร้างชาติ” ที่กระทรวงเกษตรฯจะได้รับการจากการจัดงานนั้น จะมาจากส่วนใดเพราะเข้าไปทำในพื้นที่ของเอกชน ได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์ เพราะในหนังสือเชิญประชุม มีการระบุว่า จะมีการจัดงานในหมู่บ้านอนุรักษ์ควายไทยในรูปแบบต่างๆ ตลอดทั้งปี

กรมชลฯสั่งเกาะติดสถานการณ์ไฟป่า จัดหาแหล่งน้ำ-รถบรรทุกร่วมสกัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476645

news_default

กรมชลฯสั่งเกาะติดสถานการณ์ไฟป่า จัดหาแหล่งน้ำ-รถบรรทุกร่วมสกัด

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า จากสภาพอากาศที่แห้งแล้ง บางพื้นที่มีลมกรรโชกแรงส่งผลให้เกิดปัญหาไฟไหม้ป่าในหลายพื้นที่ กรมชลประทานร่วมเฝ้าระวังติดตาม (Monitoring) สถานการณ์ พร้อมกำชับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เกิดเหตุและใกล้เคียงให้เตรียมพร้อมจัดเตรียมกำลังคน เครื่องจักรเครื่องมือเพื่อเข้าสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย

ด้านนายวสันต์ พรหมดีสาร ผู้อำนวยการโครงการชลประทานนครนายก กล่าวว่า จากเหตุไฟไหม้ป่าบริเวณอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ช่วงวันที่เริ่มเกิดเหตุ (22-23 กุมภาพันธ์) สภาพอากาศหนาวเย็น มีลมกรรโชกแรง ทำให้ไฟลามย้อนจาก จ.สระบุรี มาถึงอ.บ้านนา จ.นครนายก ในการนี้กรมชลประทานร่วมกับหน่วยงานระดับจังหวัดระดมรถขนน้ำ 8 คัน ลำเลียงน้ำเข้าช่วยสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า จนบรรเทาเหตุไฟไหม้ได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีพื้นที่ไฟไหม้ประปราย และเนื่องจากที่เกิดเหตุเป็นพื้นที่เขา มีป่าไผ่หนาแน่นและไม้ไผ่เมื่อโดนไฟไหม้จะเกิดการแตกกระจาย สะเก็ดไฟกระเด็นออกไปได้ไกลทำให้ไฟบางส่วนลามไหม้ไปทาง จ.ปราจีนบุรี ซึ่งกรมชลประทานเตรียมความพร้อมสนับสนุนปฏิบัติการด้วยการจัดเจ้าหน้าที่ 20 คน รถยนต์บรรทุกน้ำ 8 คันที่พร้อมออกปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง

“ในเขตจังหวัดนครนายกยังมีอ่างเก็บน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ 3 แห่ง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนที่ช่วยสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าครั้งนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากอ่างเก็บน้ำทั้ง3 แห่ง ตั้งอยู่ที่ราบเชิงเขา ใกล้อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทำให้เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพบก และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ใช้เวลาไม่นานในการลำเลียงน้ำจากอ่างฯ อันเนื่องมาจากพระราชดำริไปยังจุดไฟไหม้” นายวสันต์ กล่าว

สำหรับสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำทั้ง 3แห่งดังกล่าวยังอยู่เกณฑ์พอใช้ คือ อ่างเก็บน้ำทรายทองอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีน้ำ 1.27 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) คิดเป็นร้อยละ63.8 ของความจุ 2 ล้านลบ.ม., อ่างฯ คลองโบดอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีน้ำ 1.37ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 32 ของความจุ 4.25 ล้านลบ.ม. และอ่างฯ ห้วยปรืออันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีน้ำ 3.03 ล้านลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 34.26 ล้านลบ.ม. ของความจุ 8.87 ล้านลบ.ม.

ส่วนสถานการณ์น้ำใน จ.นครนายกขณะนี้ ผู้ใช้น้ำยังคงใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคได้ตามปกติ โครงการชลประทานนครนายกบริหารจัดการน้ำตามหลักปฏิบัติของกรมชลประทาน เตรียมสำรองน้ำไว้ให้กับทุกกิจกรรมจนกว่าจะถึงฤดูฝน และขอความร่วมมือจากประชาชนใช้น้ำในแต่ละกิจกรรมอย่างประหยัด ตามกติกา เนื่องจากอาจมีเหตุจำเป็นต้องใช้น้ำเร่งด่วนนอกเหนือจากกิจกรรมปกติ เช่น ดับไฟป่าในครั้งนี้ได้และขอให้ปฏิบัติตามประกาศ ประชาสัมพันธ์ของทางภาครัฐ มิเช่นนั้นอาจส่งผลกระทบต่อการใช้น้ำในภาพรวม

“กรมชลประทานเล็งเห็นความสำคัญที่จะลดความสูญเสียจากไฟไหม้ป่า เราได้Monitoring ทั้งสถานการณ์น้ำและไฟป่าอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมสนับสนุนน้ำต้นทุนเพื่อช่วยดับไฟ อีกทั้งยังมีอาสาสมัครชลประทานช่วยแจ้งเหตุ หรือประสานชุมชนเพื่อเข้าระงับเหตุพร้อมหน่วยงานอีกหลายแห่งที่กำลังเร่งเข้าสร้างแนวกันไฟ ประชาชนทั่วไปสามารถเป็นหนึ่งแรงสนับสนุนบรรเทาเหตุการณ์ไฟไหม้ได้ด้วยการประหยัดน้ำดังที่เรียน” ผอ.โครงการชลประทานนครนายก กล่าว