รายงานพิเศษ : สหกรณ์จังหวัดพิจิตรส่งเสริมสมาชิก ปลูกพริกซอสส่งขายโรงงานรับซื้อราคาประกัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476649

รายงานพิเศษ : สหกรณ์จังหวัดพิจิตรส่งเสริมสมาชิก ปลูกพริกซอสส่งขายโรงงานรับซื้อราคาประกัน

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กำหนดนโยบายการแก้ไขปัญหาหนี้สินสมาชิกสหกรณ์ภาคการเกษตร การส่งเสริมอาชีพที่จะช่วยสร้างรายได้เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนให้เกษตรกรได้ ซึ่งสหกรณ์ต้องเพิ่มบทบาทการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิก สนับสนุนให้ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการและสหกรณ์ ทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต พร้อมประสานตลาดปลายทางมารับซื้อในราคาที่เป็นธรรม

นางสาวไพรินทร์ สุขเล็ก สหกรณ์จังหวัดพิจิตร เปิดเผยว่าทางสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตร ร่วมขับเคลื่อนนโยบายสร้างรายได้ปลดหนี้ช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ โดยร่วมมือกันสามฝ่ายทั้งภาครัฐหรือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์จากสำนักงานสหกรณ์จังหวัดพิจิตร สหกรณ์การเกษตรในพื้นที่จังหวัดพิจิตร และภาคเอกชนคือบริษัทศราวุฒิการเกษตร ซึ่งเป็นเอกชนที่รับซื้อพริกซอสป้อนโรงงานอุตสาหกรรมอาหาร ทำโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกพริกซอสเพื่อเพิ่มรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ โดยมีสหกรณ์ 3 แห่งเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ สหกรณ์ชาวนาวังทรายพูน จำกัด สมาชิก 82 ราย พื้นที่ปลูกพริกซอส 212 ไร่ สหกรณ์การเกษตรโพทะเล จำกัด สมาชิก 17 ราย พื้นที่ 36 ไร่และสหกรณ์การเกษตรบางมูลนาก จำกัด สมาชิก 10 ราย พื้นที่ 19 ไร่

ก่อนเริ่มโครงการ สหกรณ์จะคัดเลือกสมาชิกที่มีความพร้อม สหกรณ์จะสนับสนุนเงินทุนและปัจจัยการผลิตและควบคุมคุณภาพ โดยบริษัทผู้รับซื้อจะส่งเจ้าหน้าที่ด้านการเกษตรเข้ามาให้ความรู้ในการเพาะปลูกพริก ตั้งแต่เตรียมแปลงปลูก ด้วยการปรับหน้าดินแล้วยกร่อง ใช้ระบบน้ำหยดวางท่อฝังในดินบริเวณโคนต้นพริก จากนั้นจึงเตรียมเพาะต้นกล้า การใส่ปุ๋ย การดูแลรักษาไปจนถึงการเก็บเกี่ยว ระหว่างการเพาะปลูก ซึ่งต้องใช้เวลา 3 เดือน จนกว่าจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และใช้ระบบน้ำหยดต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 25,000 บาท/ไร่ซึ่งฤดูกาลผลิต ที่เหมาะสมกับการปลูกคือตั้งแต่เดือนกันยายน – ตุลาคม และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 2 รุ่นใน 1 ฤดูกาลผลิต โดยจะเก็บเกี่ยวตั้งแต่เดือนธันวาคม จนถึงเมษายนของทุกปี และพริกซอสเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย เหมาะสำหรับการปลูกหลังฤดูทำนา แต่ละปีเอกชนต้องการพริกเป็นวัตถุดิบผลิตซอสประมาณ 2 ล้านกิโลกรัม ซึ่งการส่งเสริมสมาชิกสหกรณ์ปลูกพริกเพื่อสร้างรายได้ ทางเอกชนจะใช้ระบบ Contact Farming ทำข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าและรับซื้อในราคาประกัน พริกพันธุ์ศรีสุดารับซื้อ 14 บาท/กก. ส่วนพันธุ์ซุปเปอร์ฮอท รับซื้อ 33 บาท/กก. ผลผลิตพริกเฉลี่ยประมาณ 5,000 – 12,00 กก./ไร่ เกษตรกรจะมีรายได้เพิ่มจากการจำหน่ายพริก 56,000 บาท/ปี หรือ 140,000 บาทต่อฤดูกาลผลิต ซึ่งนับว่ารายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว เป็นพืชที่ให้ผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับการทำนาจากเดิมที่เกษตรกรทำนาปลูกข้าวนาปี ปีละ 1 ครั้ง หลังเสร็จสิ้นฤดูทำนาเกษตรกรจะออกไปรับจ้างทั่วไป ซึ่งรายได้ไม่เพียงพอทำให้ต้องกู้หนี้ยืมสิน ทั้งกู้เงินจากสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกและกู้หนี้นอกระบบ เมื่อเกษตรกรมีรายได้ไม่พอใช้หนี้ก็กระทบต่อการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ มีหนี้ค้างชำระของสมาชิกจำนวนมาก ส่งผลต่อสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ด้วย แต่เมื่อมีโครงการส่งเสริมการปลูกพริกสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์นี้เข้ามา ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้มั่นคงมากขึ้นและยังมีเงินเหลือพอส่งชำระหนี้คืนสหกรณ์

ด้านนายอัครวินท์ เกษวิริยะการ ประธานสหกรณ์ชาวนาวังทรายพูน จำกัด เปิดเผยว่า สหกรณ์ได้ประชุมสมาชิกเพื่อปรับเปลี่ยนแนวคิดประกอบอาชีพ ปลูกพืชผักที่ตลาดต้องการเป็นอาชีพเสริม นอกเหนือจากการที่ปลูกแต่ข้าวอย่างเดียวมาตลอด และเมื่อสหกรณ์เข้าร่วมโครงการส่งเสริมอาชีพปลูกพริกซอสกับทางสหกรณ์จังหวัดพิจิตรและบริษัทเอกชน ได้วางแผนในการผลิตและการตลาดอย่างเป็นระบบ มีการกำหนดราคารับซื้อที่ชัดเจน ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ารับซื้อพริกทุกเมล็ดที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้เกษตรกรมั่นใจที่จะลองหันมาปลูกพริกส่งให้สหกรณ์รวบรวมและขายกับบริษัทเอกชน ซึ่งทำแล้วคุ้มกับการลงทุน ความเป็นอยู่ของสมาชิกดีขึ้น มีผลกำไรและรายได้เพิ่มขึ้น ทยอยใช้หนี้คืนสหกรณ์ได้ครบทุกราย เป็นโครงการที่ช่วยปลดล็อก หนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ได้อย่างดี และโครงการส่งเสริมปลูกพริก นอกเหนือจากการเกษตรกรที่มีรายได้เพิ่มขึ้นแล้ว ยังสร้างประโยชน์ให้ชาวบ้านในชุมชนด้วย เพราะเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว จะจ้างแรงงานในพื้นที่เป็นคนเก็บพริกและเด็ดขั้วพริก โดยให้ค่าจ้างกก.ละ 2 บาท แต่ละวันชาวบ้านจะมีรายได้จากการเก็บพริกเฉลี่ย 300- 400 บาท

อนาคตสหกรณ์ยังมีแผนขยายการส่งเสริมสมาชิกปลูกพืชผักชนิดอื่นที่ตลาดต้องการ ทั้งกะหล่ำปลี มะเขือยาว มะเขือพวง โดยวางแผนการผลิตลงมือปลูกในเดือนมิถุนายน เพื่อเก็บผลผลิตเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม จากนั้นเมื่อตัดกะหล่ำปลีเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเลี้ยงปลูกแขนงอีก 20 วัน ก็จะตัดแขนงขายได้อีก จากนั้นเดือนสิงหาคม สหกรณ์จะเริ่มประชุมสมาชิก เพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกพริกซอสต่อทันที ทำให้เกษตรกรมีรายได้ตลอดทั้งปี

ความร่วมมือกันระหว่างภาครัฐ สหกรณ์และเอกชน ในการส่งเสริมอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกรในพื้นที่ จะช่วยยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรดีขึ้นกว่าเดิมแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของสหกรณ์ เมื่อหันกลับมาทำธุรกิจการรวบรวมผลผลิตการเกษตรเป็นภารกิจหลัก และดูแลเกษตรกรตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงจัดหาตลาดมารับซื้อ นอกจากจะทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของสมาชิกดีขึ้นจากเดิมแล้ว ยังช่วยสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาของสมาชิกที่มีต่อสหกรณ์กลับคืนมาอีกด้วย

รักษ์เกษตร : ยิ่งลาดชันสูง…ยิ่งต้องปลูกหญ้าแฝก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476648

news_default

รักษ์เกษตร : ยิ่งลาดชันสูง…ยิ่งต้องปลูกหญ้าแฝก

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยู่ทางภาคเหนือครับจะพบปัญหาการชะล้างหน้าดิน ขอทราบวิธีปลูกหญ้าแฝกในพื้นที่ภูเขาสูง เพื่อป้องกันการถูกชะล้างด้วยครับ

สุนทร สุนทรพิพิธพงศ์

อ.แม่สรวย จ.เชียงราย

คำตอบ หญ้าแฝก เป็นพืชในตระกูลหญ้าที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติในภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ มีลักษณะการเติบโตเป็นกอที่หนาแน่น แตกกออย่างรวดเร็ว ในแต่ละกอจะมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 30 เซนติเมตร มีลำต้นสูงประมาณ 50-150 เซนติเมตร มีใบแคบ ค่อนข้างแข็ง มีความกว้างประมาณ 0.80 เซนติเมตร และยาวประมาณ 75  เซนติเมตร

วิธีการและรูปแบบการปลูกหญ้าแฝก ขึ้นอยู่กับลักษณะของพื้นที่ เกษตรกรสามารถเลือกใช้รูปแบบใดได้ตามความเหมาะสม ดังนี้

1. พื้นที่ที่มีความลาดชันสูงบนพื้นที่ในแถบภาคเหนือและภาคใต้ ที่มีความลาดชัน เกษตรกรนิยมปลูกไม้ผล หรือไม้ยืนต้น โดยจะปลูกบนคันคูรับน้ำรอบขอบเขา หรือขั้นบันไดดิน ซึ่งมักจะประสบปัญหาคันดินที่สร้างไว้ถูกน้ำฝนกัดเซาะพังทลายเสียหายเป็นประจำ วิธีง่ายๆ ในการป้องกันความเสียหาย ได้แก่ การปลูกหญ้าแฝกให้เป็นแนวรั้วบริเวณคันคูขอบเขา หรือริมขั้นบันไดดินด้านนอก ซึ่งจะช่วยรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดินให้ได้อย่างยาวนานอีกด้วย มีวิธีการดังนี้

1) การตรียมพันธุ์หญ้าแฝกให้เตรียมหน่อพันธุ์ ที่ชำไว้ในถุงพลาสติกสีดำ ขนาด 2 นิ้ว X 6 นิ้ว

2) การเตรียมดิน ให้ทำคันคูน้ำรอบขอบเขา หรือขั้นบันไดดิน และเตรียมดินบริเวณขอบคันดิน ไว้สำหรับปลูกหญ้าแฝก โดยการพรวนดินให้ละเอียดเป็นแนวชิดขอบคันด้านนอกใส่ปุ๋ยหมัก คลุกเคล้าให้ทั่ว เพื่อให้หญ้าแฝกเจริญเติบโตได้ดี

3) การปลูกหญ้าแฝก ให้นำกล้าหญ้าแฝกที่ได้จัดเตรียมไว้แล้วลงปลูก ปลูกเป็นแถวเดี่ยว ระยะห่างระหว่างโคนต้น 10 เซนติเมตร กลบดินให้
แน่น ควรปลูกในขณะที่ดินยังมีความชุ่มชื้นอยู่

4) การดูแลรักษา หญ้าแฝกเป็นพืชที่ไม่ต้องมีการดูแลรักษาที่มากนักแต่เพื่อให้ได้ผลดี ในระยะแรกหลังปลูก ควรตรวจตราอย่างสม่ำเสมอ และปลูกซ่อมทันที เมื่อพบต้นที่ตายไป หลังจากปลูกเมื่ออายุได้  3 เดือน ควรตัดยอดหรือใบให้เหลือความสูง ประมาณ 10 เซนติเมตร  จะทำให้หญ้าแฝกแตกกอเรียงชิดกันได้เร็วยิ่งขึ้น   ควรระวังและกำจัดวัชพืชพวกไม้เถา ซึ่งจะเลื้อยพันและคลุมหญ้าแฝกทำให้หญ้าแฝกไม่เจริญเติบโต

เมื่อหญ้าแฝกเจริญเติบโตเต็มที่แล้ว จะได้รั้วหญ้าแฝกที่อัดกันแน่น ช่วยป้องกันการไหลบ่าของน้ำฝน และทำให้น้ำฝนไหลซึมลงสู่ดินได้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งส่วนรากของหญ้าแฝกที่หยั่งลึก และสานกันแน่นเป็นกำแพงอยู่ใต้ดิน ก็จะช่วยกักเก็บดูดซับความชื้นไว้ในดินได้อย่างยาวนานและช่วยในการยึดเกาะดินไม่ให้คันคูขอบเขา หรือคันขั้นบันไดดินเสียหายอีกด้วย

ทั้งนี้ พันธุ์หญ้าแฝกที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ สามารถติดต่อขอรับได้ที่ สถานีพัฒนาที่ดินที่ตั้งอยู่ในจังหวัดของท่าน นะครับ

‘นาย รัตวิ’

เกษตรฯเร่งสืบสานรักษาต่อยอด บูรณาการทุกภาคีขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476646

news_default

เกษตรฯเร่งสืบสานรักษาต่อยอด บูรณาการทุกภาคีขับเคลื่อนโครงการพระราชดำริ

วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อนรมว.เกษตรฯมอบให้สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) จัดการสัมมนาแนวทางขับเคลื่อนบูรณาการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริด้านการเกษตรในวันนี้ เพื่อให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯได้รับทราบและเข้าใจแนวทางขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สร้างความเชื่อมโยงเครือข่ายในการติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมา มีแผนงานโครงการตามพระราชดำริภายใต้กระทรวงเกษตรฯ มากกว่า 3,500 โครงการ ซึ่งเป็นการพัฒนาด้านแหล่งน้ำกว่า 3,000 โครงการ และงานพัฒนาด้านการเกษตรและการส่งเสริมอาชีพกว่า500 โครงการ โดยการสัมมนาครั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มุ่งขยายผลการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวพระราชดำริให้นำศาสตร์พระราชามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เพราะภาคเกษตรรองรับวิกฤตการณ์ทางด้านเศรษฐกิจได้ดี จะเห็นได้จากสถานการณ์เศรษฐกิจ หรือผลกระทบไวรัสโควิด-19 ต่อพนักงานหรือแรงงานจากภาคธุรกิจหลายแห่งต้องกลับสู่ภูมิลำเนาไปประกอบอาชีพด้านเกษตร นอกจากนั้น กระทรวงเกษตรฯ ยังนำนโยบาย Eat Thai First เพื่อส่งเสริมการบริโภคอาหารไทย สินค้าเกษตรไทยให้ยืนหนึ่ง อันเป็นการบูรณาการทุกภาคส่วนตามแนวพระราชดำริในการพัฒนาภาคเกษตรไทยร่วมกัน

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ สศก.กล่าวเสริมว่า สศก.รับมอบหมายให้ติดตามการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ งานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อใช้เป็นข้อมูลแนวทางประกอบการขับเคลื่อนโครงการให้เป็นไปตามเป้าหมายเป็นต้นแบบขยายผลไปในชุมชนใกล้เคียงและพื้นที่อื่นต่อเนื่อง เช่น โครงการเกษตรวิชญา โครงการศูนย์ภูฟ้าฯ โครงการอ่างเก็บน้ำนฤบดินทรจินดาฯ นอกจากนี้ สศก. จะเชื่อมโยงข้อมูลโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในมิติต่างๆ เช่น รายละเอียดโครงการ ผลติดตามและประเมินผลโครงการเข้าเป็นส่วนหนึ่งใน Big Data ด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้ประโยชน์ในการขับเคลื่อนโครงการต่อไป ดังนั้นการสัมมนาครั้งนี้จะเป็นอีกเวทีสำคัญ ที่ร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ทุกหน่วยงานได้รับความรู้ ความเข้าใจแนวทางขับเคลื่อนหลากหลายมิติ และรับทราบกรอบแนวทางติดตามโครงการก่อให้เกิดความร่วมมือปฏิบัติงานเกิดผลสัมฤทธิ์ขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นอย่างกว้างขวางต่อไป ส่งผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ในทุกมิติของเกษตรกรให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

เกษตรกรโอดโอยพิษโควิด-19 ส่งผลกระทบแล้ว ตปท.ยกเลิกออเดอร์’กล้วยไม้ไทย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476700

news_default

เกษตรกรโอดโอยพิษโควิด-19 ส่งผลกระทบแล้ว ตปท.ยกเลิกออเดอร์’กล้วยไม้ไทย’

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563, 20.57 น.

ไวรัสโควิด-19 พ่นพิษ ชาวสวนกล้วยไม้ไทยอ่วมหนักหลังต่างประเทศยกเลิกคำสั่งซื้อกันเป็นแถว ทำให้เกษตรกรขาดรายได้เป็นล้าน เรียกร้องรัฐบาลช่วยเหลือด่วนก่อนเจ๊งยับต้องเลิกกิจการ

เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2563 ที่สวนกล้วยไม้แอร์ออร์คิดแอนด์แลป อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม นายพันธพัฒน์ คุ้มวิเชียร ผู้จัดการฝ่ายการตลาดในนามของประชาสัมพันธ์สมาคมผู้ปลูกกล้วยไม้ไทย เปิดเผยว่าโรคระบาดไวรัสโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบให้เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ ไม่สามารถส่งออกได้เหมือนในอดีต โดยเฉพาะประเทศจีนที่มียอดการซื้อเฉลี่ย70 เปอร์เซ็นต์ของกล้วยไม้ทั้งหมดที่ผลิตได้ในประเทศไทย เฉลี่ยวันละ 1–2 ล้านช่อต่อวัน ยิ่งในช่วงเทศกาล ยอดสั่งจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 5–8 ล้านช่อต่อวันเลยทีเดียวส่วนที่เหลือ 30 เปอร์เซ็นต์ จำหน่ายในประเทศยุโรป อเมริกา เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น อิตตาลี เป็นต้น แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่สามารถส่งออกได้เลย

นายพันธพัฒน์ กล่าวอีกว่า  ปัญหาดังกล่าวถือว่า เป็นภาระกับเกษตรกรในระยะยาว หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ อนาคตอาจจะต้องกู้ธนาคาร หรืออาจต้องเลิกกิจการไปเลย จึงอยากวอนให้ภาครัฐ ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนการใช้กล้วยไม้ในประเทศให้เพิ่มมากขึ้น และเตรียมหาช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำสำหรับเกษตรกร วันนี้ทางเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ ได้มีแนวคิดส่งเสริมการใช้ในประเทศไทยให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อลดผลกระทบจากการส่งออก โดยประสานความร่วมมือกับพาณิชย์จังหวัดนครปฐมแจกจ่ายให้กับประชาชนที่สนใจทั่วประเทศ

“ผู้ที่สนใจให้แจ้งความต้องการใช้มาที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพื่อแจ้งจำนวนมากับเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยไม้ และจัดส่งให้กับผู้สนใจ โดยผู้ต้องการใช้จะต้องออกค่าขนส่งเอง ซึ่งรอบแรกครบกำหนดแจ้งความต้องการ เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและจะเริ่มจัดส่งให้ประมาณวันที่ 9 มีนาคม 2563 ส่วนทุกวันเสาร์และอาทิตย์ ทางสวนกล้วยไม้แอร์ออคิดได้เปิดให้ผู้สนใจและนักท่องเที่ยว เข้าชมกล้วยไม้ในฟาร์ม และสามารถตัดดอกด้วยตนเอง นำกลับไปไว้เป็นที่ระลึก โดยไม่จำกัดจำนวนและไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด” นายพันธพัฒน์  กล่าว

เปิดตลาด! สินค้าเกษตรออนไลน์ร่วม’ลาซาด้า’ ติวเข้มเกษตรกรขายแบบมืออาชีพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476524

เปิดตลาด! สินค้าเกษตรออนไลน์ร่วม’ลาซาด้า’ ติวเข้มเกษตรกรขายแบบมืออาชีพ

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563, 13.11 น.

2 มีนาคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กล่าวว่า วันที่ 4 มี.ค.​ นี้จะเป็นประธานเปิดตัวโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ “เปลี่ยนเกษตรกรให้เป็นผู้ค้าออนไลน์มืออาชีพ” ที่สำนักบริหารคอมพิวเตอร์ ชั้น 3 Auditorium 306 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน โดยร่วมกับบริษัท ลาซาด้า ประเทศไทย จำกัด ผู้นำแพลตฟอร์มจำหน่ายสินค้าออนไลน์อันดับหนึ่งของไทย มาเป็นกำลังสำคัญในการช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดในการขายสินค้าเกษตรที่มีคุณภาพสู่ผู้บริโภค

ทั้งนี้ที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมฝึกอบกรมเกษตรกร 4 กลุ่ม 107 คน รวมถึงข้าราชการอีก 80 คนเพื่อให้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ โดยลาซาด้า (LAZADA) สอนทั้งด้านการตลาดทั้งการนำสินค้าเกษตรขึ้นขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เทคนิคการถ่ายภาพ และการเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าให้น่าสนใจ รวมถึงการทำโปรโมชั่นสินค้าเกษตรของตนเองโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยมีวัตถุประสงค์ให้เกษตรกรทำได้อย่างมืออาชีพเพื่อเพิ่มรายได้

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการค้าออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมและมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นจากการสำรวจพบว่า ปัจจุบันมีจำนวนผู้ซื้อผ่านระบบออนไลน์มากถึง 4 – 5 ล้านคน/วัน จึงเป็นโอกาสทางการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ของไทย กระทรวงเกษตรฯ จึงจัดทำโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ขึ้น โดยใช้นโยบายการตลาดนำการเกษตรเพื่อให้เกษตรกรผลิตสินค้าได้ตรงความต้องการของผู้บริโภค โดยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนโครงการตลาดสินค้าเกษตรออนไลน์ทำหน้าที่ประสานความร่วมมือกับลาซาด้า ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่าวันละ 2 ล้านคน/วัน เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กับเกษตรกรได้ขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าเกษตรมีเสถียรภาพ เกษตรกรขายผลผลิตได้ราคาและมีรายได้เพิ่มขึ้น

สำหรับกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมี 4 กลุ่มประกอบด้วย กลุ่มเกษตรกรในระบบส่งเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร และกลุ่ม Young Smart Farmer มีวัตุประสงค์หลักคือ เพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าเกษตรให้กลุ่มเกษตรกรสามารถขายผลผลิตแปรรูป ผลิตภัณฑ์เกษตร และกระจายผลผลิตสินค้าเกษตรในรูปผลสดในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก จัดอบรมเกษตรกรให้เป็นผู้ขายสินค้าเกษตรออนไลน์อย่างมืออาชีพ สร้างการรับรู้นโยบายการตลาดนำการเกษตรด้วยการพัฒนาเกษตรกรมาเป็นผู้ค้าออนไลน์ และให้ผู้บริโภคทั่วประเทศเข้าถึงสินค้าเกษตรได้สะดวก รวมทั้งได้บริโภคสินค้าดี มีคุณภาพ ราคายุติธรรม โดยส่งตรงจากเกษตรกร



“ในอนาคตกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะร่วมมือ​กับลาซาด้าและพันธมิตรในการขยายความร่วมมือกัน โดยจะพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มอื่นๆ ต่อไป โดยมุ่งหวังจะช่วยทำให้เกษตรกรมีช่องการทางจำหน่ายที่กว้างขึ้น นับเป็นความร่วมมือมิติใหม่ที่เป็นประโยชน์กับเกษตรกรให้ทั่วถึงทุกภูมิภาค โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นพี่เลี้ยงด้านวิชาการ การปลูก การแปรรูปให้ได้มาตรฐาน โดยให้เกษตรกรที่สนใจติดต่อสอบถามจากหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ในพื้นที่ได้” 
นายเฉลิมชัยกล่าว

ชายคาพระพิรุณ : 2 มีนาคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476411

ชายคาพระพิรุณ : 2 มีนาคม 2563

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา (COVID-19) ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรไม่น้อยเลยทีเดียว ทั้งภาคประมง ที่ได้รับผลกระทบด้านการส่งออกสินค้าสัตว์น้ำไปยังประเทศจีน ซึ่งถือเป็นตลาดหลัก รองจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น จากปัญหาการระบาดของไวรัสดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการชะลอตัว มีความยุ่งยากในการขนส่ง โดยเฉพาะสินค้ากุ้งทั้งแบบมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็นที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่ง และต้องใช้บริการการขนส่งทางอากาศเท่านั้น ซึ่งผลจากการประกาศยกเลิก หรือ ปรับลดเที่ยวบินได้ส่งผลกระทบทำให้สินค้ากุ้งที่เคยส่งออกมีปริมาณลดน้อยลงกว่าในช่วงสภาวะปกติอย่างมาก นี่ยังไม่รวมสัตว์น้ำอื่นๆ และยังจะมีผลกระทบจากการที่จำนวนที่ลดลงของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ โดยกรมประมงประเมินค่าความเสียหายของธุรกิจประมงไทยร่วมพันล้านบาท โดยในเบื้องต้น ทางกรมประมงแจ้งว่าได้เตรียมมาตรการกระตุ้นการบริโภคสัตว์น้ำของกลุ่มลูกค้าภายในประเทศ จัดกิจกรรมให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำที่มีคุณภาพง่ายขึ้น เช่น เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรกลุ่มคลัสเตอร์กุ้งกุลาดำภาคใต้ ด้วยการเปิดให้มีการสั่งจองสินค้ากุ้งกุลาดำสด ไร้สารตกค้าง เกรดส่งออกประเทศจีนโดยตรงจากเกษตรกร ผ่านทางระบบสั่งจองสินค้าสัตว์น้ำออนไลน์ในราคาย่อมเยา ซึ่งเป็นรูปแบบที่กรมประมงจัดกิจกรรมอย่างนี้จะมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนอยู่แล้ว

นอกจากสินค้าประมงแล้ว สินค้าเกษตรอีกด้านที่น่าเป็นห่วงคือ ผลไม้ที่กำลังจะออกสู่ตลาดในเร็วๆ นี้ เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน ลองกองของภาคตะวันออก ที่มีผลผลิตออกระหว่างเดือนเมษายน – มิถุนายน และมีปริมาณมากในช่วงเดือนมิถุนายน ส่วนผลผลิตลำไยและลิ้นจี่ของภาคเหนือนั้น จะออกระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน และลำไยจะออกระหว่างเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ขณะที่ทางภาคใต้ จะมีผลผลิตมังคุด เงาะ ทุเรียน และลองกองออกระหว่างเดือนกรกฎาคม – สิงหาคม และจะมีปริมาณสูงสุดในช่วงปลายเดือนสิงหาคม เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรียกประชุม คณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ หรือ Fruit Board ซึ่งที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563 ที่มุ่งเน้นว่าจะต้องมีข้อมูลการผลิตที่ชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้อย่างเหมาะสม โดยเตรียมแผนเชิงรุก ระดมกำลังตั้งป้อมช่วยเกษตรกรชาวสวน ทั้งจากช่วงฤดูผลไม้ออกตามฤดู ปี’63 และที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตไวรัสโควิด-19 ตลาดจีนซื้อผลไม้ลดลง โดยจะใช้กลไกของสหกรณ์เข้ามาบริหารจัดการ ด้วยการประสานกับสหกรณ์ทั่วประเทศ ให้เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงและกระจายสินค้าให้กับผู้ประกอบการจำหน่ายผลไม้ในท้องถิ่น ซึ่งแผนการบริหารจัดการผลไม้ของสถาบันเกษตรกร ปี 2563 มีสหกรณ์/กลุ่มเกษตรกรในภาคตะวันออก ภาคเหนือ และภาคใต้ ที่ดำเนินการรวบรวมและจำหน่ายผลไม้ จำนวน 104 แห่ง ใน 31 จังหวัด และมีแผนในการรวบรวมผลไม้จากสมาชิก จำนวน 40,000 ตัน เพื่อกระจายผลผลิตไปยังตลาด Mode Tade, เครือข่ายสหกรณ์, ผู้ส่งออกผลไม้ และผู้ประกอบการค้าทั่วไป โดยจะทำคู่ขนานไปกับการเพิ่มปริมาณการบริโภคทั้งจากคนไทยทั่วประเทศและนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านระบบตลาดทั้งในรูปแบบของออนไลน์ และออฟไลน์ รวมถึงกระบวนการของ logistic เพื่อเพิ่มความต้องการบริโภคผลไม้ในประเทศให้มากขึ้น

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯได้ประมาณการมูลค่าการส่งออก ผัก ผลไม้สด ในช่วง 3 เดือน (มกราคม-มีนาคม 2563) ว่าจะลดลงร้อยละ 0.33 เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดไปจีนในปี 2562 หรือคิดเป็นมูลค่า 940 ล้านบาท แต่หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อไปอีก 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน 2563) จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ผักผลไม้ลดลง เป็นร้อยละ2 เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดไปจีนในปี 2562 หรือคิดเป็นมูลค่า 5,278 ล้านบาท เนื่องจากเป็นช่วงให้ผลของทุเรียน และมังคุด ซึ่งกว่าร้อยละ 50ผลผลิตทุเรียนส่งออกไปยังตลาดจีนโดยเฉพาะทุเรียนสด…ก็คงต้องช่วยกันและเตรียมพร้อมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อให้ผ่านพ้นไปได้ด้วยดีนะครับ

ขุนเกษตรา

รายงานพิเศษ : เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์เข้มแข็ง รวบรวมผลผลิตเกษตรสร้างรายได้ให้ปชช. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476412

รายงานพิเศษ : เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์เข้มแข็ง  รวบรวมผลผลิตเกษตรสร้างรายได้ให้ปชช.

รายงานพิเศษ : เร่งพัฒนาระบบสหกรณ์เข้มแข็ง รวบรวมผลผลิตเกษตรสร้างรายได้ให้ปชช.

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมส่งเสริมสหกรณ์เดินหน้าสร้างความเข้มแข็งระบบสหกรณ์ พัฒนาระบบการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพใช้กลไกสหกรณ์เข้ามาช่วยดูแลความเป็นอยู่ประชาชนทุกพื้นที่ โดยเฉพาะสหกรณ์ภาคการเกษตร ควรมุ่งเน้นการรวบรวมผลผลิตการเกษตร เพื่อดูแลความเป็นอยู่ให้เกษตรกร พร้อมส่งเสริมการผลิตสินค้าปลอดภัยและเกษตรอินทรีย์ในสหกรณ์ ผลิตสินค้าที่ตลาดต้องการ เพื่อสร้างรายได้

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ กล่าวระหว่างการร่วมงานวันสหกรณ์แห่งชาติ ประจำปี 2563 ณ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ถนนพิชัย กรุงเทพฯว่า ในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันสหกรณ์แห่งชาติซึ่งในปีนี้ครบรอบ 104 ของการสหกรณ์ไทย นับตั้งแต่ปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ได้มีการนำวิธีการสหกรณ์เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพให้กับประชาชน ปัจจุบันมีสหกรณ์จำนวนกว่า 8,000 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะหน่วยงานที่ดูแลสนับสนุนการดำเนินงานของสหกรณ์มีนโยบายในการยกระดับสหกรณ์ให้มีความเข้มแข็ง โดยจะดำเนินการใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การบริหารจัดการของสหกรณ์ โดยเฉพาะเรื่องระบบการควบคุมภายใน ซึ่งคณะกรรมการสหกรณ์และฝ่ายจัดการต้องร่วมกันวางแผนการจัดการตัวองค์กรให้เกิดประสิทธิภาพ ลดปัญหาเรื่องข้อบกพร่อง 2.การพัฒนาด้านธุรกิจของสหกรณ์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับอาชีพและรายได้ของสมาชิก ดังนั้น สหกรณ์ควรทำธุรกิจที่สอดคล้องกับความต้องการและเอื้อต่อความเป็นอยู่ของพี่น้องสมาชิกสหกรณ์ โดยกรมจะมุ่งเป้าไปที่สหกรณ์ภาคการเกษตร สนับสนุนให้รวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคามีการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และการเก็บชะลอผลผลิตเพื่อยืดอายุหรือทยอยระบายผลผลิตสู่ตลาด ซึ่งจะช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตรไม่ให้ตกต่ำ

ส่วนสหกรณ์ออมทรัพย์ จะมุ่งเน้นการสร้างระบบการตรวจสอบภายในของสหกรณ์ ให้ความรู้กับสมาชิก ได้เข้ามามีส่วนในการติดตามตรวจสอบการดำเนินงานสหกรณ์ของตัวเอง เนื่องจากสมาชิกเป็นเจ้าของสหกรณ์ ซึ่งกรมจะให้ความรู้ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการเงินให้กับสมาชิกผ่านทางออนไลน์ ให้สมาชิกได้เรียนรู้ว่าสหกรณ์ต้องเปิดเผยข้อมูลอะไรบ้าง เพื่อให้สมาชิกได้รับรู้ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในสหกรณ์ และในส่วนของการกำกับดูแลสหกรณ์ซึ่งเป็นบทบาทของกรมส่งเสริมสหกรณ์ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์เข้าไปดูแลระหว่างที่สหกรณ์มีการประชุมใหญ่ คอยให้คำแนะนำในสิ่งที่ถูกต้อง และหากพบข้อบกพร่องเกิดขึ้นในสหกรณ์ ต้องมีแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายลุกลามถึงตัวสมาชิกหรือสหกรณ์อื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ ทั้งภาคออมทรัพย์และภาคการเกษตร เนื่องจากปัจจุบันหนี้สินครัวเรือนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น กรมจึงมีโครงการเพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้สมาชิกสหกรณ์ เพื่อให้มีเงินเหลือพอชำระหนี้คืนสหกรณ์ และใช้กลไกสหกรณ์เข้ามารองรับนโยบายของภาครัฐ ส่งต่อความช่วยเหลือไปถึงสมาชิกสหกรณ์และประชาชนทั่วไป ซึ่งขณะนี้ กรมดำเนินการตามนโยบายของรมว.เกษตรฯ เช่น สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตสหกรณ์ ให้เป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าและผลผลิตสู่ผู้บริโภค และจะผลักดันให้สหกรณ์ผลิตสินค้าปลอดภัย โดยตั้งเป้าว่าจะมีสหกรณ์กว่า 100 แห่งเข้าสู่กระบวนการผลิตสินค้าปลอดภัยและสินค้าเกษตรอินทรีย์ นอกจากนี้ ยังมีโครงการนำลูกหลานเกษตรกรกลับบ้าน เป็นการสร้างเกษตรกรรุ่นใหม่ ที่สนใจจะกลับไปประกอบอาชีพการเกษตร มีคนสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 7,500 คน โดยกรมจะดึงสหกรณ์แต่ละพื้นที่เข้ามาร่วมดูแลแนะนำให้ความรู้และช่วยเหลือการประกอบอาชีพ และหวังว่าคนกลุ่มนี้จะเข้ามาช่วยบริหารจัดการสหกรณ์ในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันผู้บริหารสหกรณ์ส่วนใหญ่อายุเฉลี่ย 65-70 ปี จึงต้องเตรียมความพร้อมและสร้างคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถเป็นผู้บริหารสหกรณ์ภาคการเกษตรซึ่งทั้งหมดนี้คือทิศทางขับเคลื่อนนโยบายเพื่อพัฒนาสหกรณ์ให้เข้มแข็งในปี 2563 นี้

กรมชลฯจับมือมหาดไทย-ทหาร คุมเข้มการใช้น้ำฝ่าวิกฤติภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476409

news_default

กรมชลฯจับมือมหาดไทย-ทหาร คุมเข้มการใช้น้ำฝ่าวิกฤติภัยแล้ง

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า การจัดสรรน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ของกรมชลประทานให้ความสำคัญกับน้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศและเพื่ออุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรก หากมีปริมาณน้ำเหลือถึงจะจัดสรรเพื่อปลูกพืชฤดูแล้งรวมถึงการทำนาปรังด้วย ดังนั้น จึงมีพื้นที่การเกษตรในเขตชลประทานหลายพื้นที่จำเป็นต้องงดทำนาปรังเพราะปริมาณน้ำที่มีอยู่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในลุ่มเจ้าพระยาได้ขอความร่วมมือจากเกษตรกรให้งดทำนาต่อเนื่องหรือนาปรังทั้งหมด แม้ได้รับความร่วมมือด้วยดีจากเกษตรกร แต่ยังมีอีกส่วนหนึ่งทำนาปรังขณะนี้ประมาณ 1.84 ล้านไร่ กรมพยายามช่วยเหลือเท่าที่ทำได้เท่านั้น จะให้นำน้ำที่วางแผนจัดสรรไว้ให้ภาคส่วนอื่นไปช่วยเหลือทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้

ทั้งนี้ กรมวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ตามนโยบายของรัฐบาลซึ่งจัดทำแผนจัดสรรน้ำ จัดหาแหล่งน้ำสำรอง และวางแผนปลูกพืชฤดูแล้ง ให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำต้นทุนที่มีอยู่ ดังนั้นการที่จะจัดสรรน้ำไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ทำนาปรังนอกแผนที่วางไว้ต้องพิจารณาให้รอบคอบ ต้องไม่กระทบกิจกรรมการใช้น้ำในภาคส่วนอื่น อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจเบื้องต้นเกษตรกรที่ทำนาปรังส่วนใหญ่ ใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติในพื้นที่ของตนเอง

“การบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยาค่อนข้างยากกว่าลุ่มน้ำอื่น เพราะเป็นพื้นที่กว้างครอบคลุมกว่า 22 จังหวัด และไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนเป็นของตนเอง จะมีเพียงเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จ.ลพบุรี ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำมีน้อยมากมีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 194 ล้านลบ.ม. หรือ 20% ของปริมาณกักเก็บเท่านั้น ต้องใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนภูมิพล จ.ตาก และเขื่อนสิริกิติ์จ.อุตรดิตถ์ จัดสรรน้ำหล่อเลี้ยงลุ่มเจ้าพระยา ด้วยระยะทางที่ไกลน้ำย่อมสูญเสียพอสมควร แต่ละพื้นที่ที่น้ำไหลผ่านจะมีการสูบน้ำขึ้นไปใช้ประโยชน์ บางครั้งก็นำไปใช้ไม่เป็นไปตามที่จัดสรรไว้ กรมขอความร่วมมือไปยังกระทรวงมหาดไทยและหน่วยทหารที่เกี่ยวข้อง ให้ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการจัดสรรน้ำ เพื่อให้การใช้น้ำเป็นไปตามแผนที่วางไว้” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

ทั้งนี้ ในการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปีนี้ กรมวางแนวทางและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ภัยแล้งต่อเนื่อง โดยจะใช้ระบบชลประทานบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เตรียมความพร้อมเครื่องสูบน้ำและรถยนต์บรรทุกน้ำ กระจายอยู่ตามสำนักงานชลประทานและพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทั่วประเทศ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนให้มีน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคในช่วงฤดูแล้งได้ทันท่วงที

อย่างไรก็ตาม ทุกฝายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนต้องร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าของน้ำ พื้นที่การเกษตรกรรมที่ขอความร่วมมือให้งดทำนาปรังก็ต้องงดทำจริงๆ เพราะปริมาณน้ำต้นทุนมีจำนวนจำกัด หากบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้กรมชลประทานมั่นใจว่า ปริมาณน้ำที่มีอยู่เพียงพอสำหรับการรักษาระบบนิเวศน์ของลำน้ำและการอุปโภคบริโภคจนถึงฤดูฝนแน่นอน

ตีปี๊บ‘Eat Thai First’กระตุ้นบริโภคสินค้าเกษตรไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476408

news_default

ตีปี๊บ‘Eat Thai First’กระตุ้นบริโภคสินค้าเกษตรไทย

วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา (COVID-19) ที่อาจกระทบต่อปริมาณการส่งออกผลไม้ไทยไปตลาดจีน ช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดมาก เดือนมีนาคม – พฤษภาคมนี้ โดยเฉพาะไม้ผลของภาคตะวันออก กระทรวงเกษตรฯ เตรียมมาตรการรองรับผลกระทบจากปริมาณผลผลิตส่วนเกินที่ไม่สามารถส่งออกได้ตามสถานการณ์ปกติ อาทิ หาตลาดใหม่ทดแทนตลาดจีน อย่างอินเดีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่อีกหนึ่งตลาดและมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาอันดับต้นๆ รวมทั้งกระตุ้นการตลาดเดิมของไทยของตลาดผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็งและแห้ง อาทิ ฮ่องกง สหรัฐฯ มาเลเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และ สหภาพยุโรป พร้อมเตรียมมาตรการกระจายสินค้าและกระตุ้นการบริโภค เช่น Road show รวมถึง รณรงค์เรื่องEat Thai first เพื่อกระตุ้นบริโภคสินค้าเกษตรไทย การรณรงค์ให้มีแคมเปญต่างๆ เช่น run for fruit ให้ทุกภาคส่วนบริการจัดเสิร์ฟผลไม้ไทยในงานประชุม อบรมและสัมมนาร่วมกัน

ด้านนายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ผลจากสถานการณ์ไวรัสโคโรนา ทำให้เกิดขาดแคลนอาหารในบางพื้นที่ของจีน หากสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย จะเป็นโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปจีน ดังนั้น เกษตรกรต้องรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตสินค้า ผู้ประกอบการควรวางแผนบริหารจัดการเพื่อขยายส่งออกสินค้าไปยังจีน อาทิ แปรรูปส่งเสริมการแช่แข็ง เพื่อรอการจำหน่าย ระบบ online marketing รวมทั้งขยายและเชื่อมโยงระบบ logistic เพื่อกระจายสินค้า ขณะนี้กระทรวงเกษตรฯใช้เทคโนโลยีการเกษตร ขับเคลื่อนผ่านศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาในพื้นที่ 77 จังหวัด เป็นแหล่งรวบรวมเทคโนโลยีการเกษตร ภูมิปัญญา และนวัตกรรมการเกษตร รวมไปถึงมีศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ(National Agriculture Big Data Center :NABC) ที่สศก.ร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ เพื่อเป็นฐานข้อมูล Big Data ตลอดห่วงโซ่การผลิต เพื่อให้บริการทุกภาคส่วนทั้งเกษตรกร และผู้ประกอบการ

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวเสริมว่า สถานการณ์ไวรัสโคโรนา ส่งผลกระทบความต้องการสินค้าเกษตรไทยภาพรวมลดลงระยะสั้นโดยเฉพาะผักและผลไม้สด ซึ่งจากข้อมูลปี 2560-2562 ไทยส่งออกผลไม้สด แช่เย็นแช่แข็ง และแห้ง ไปจีน ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกภาพรวม 64,535.88 ล้านบาท โดยกลุ่มที่ส่งออกอันดับต้นคือ กลุ่มผลไม้สด ร้อยละ 77.20 ผลไม้แห้ง ร้อยละ 9.92 ผลไม้แช่เข็ง ร้อยละ8.06 และผลไม้อื่นๆ ร้อยละ 4.83 ทั้งนี้ ผลไม้สดที่ส่งออกมากที่สุด ได้แก่ ทุเรียนสดคิดเป็นร้อยละ 52.88 และมังคุด คิดเป็นร้อยละ 23.59 และจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา สศก. ได้ประมาณการมูลค่าการส่งออก ผัก ผลไม้สดช่วง 3 เดือน(มกราคม-มีนาคม 2563) ลดลงร้อยละ 0.33 เทียบกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดไปจีนในปี 2562 หรือคิดเป็นมูลค่า 940 ล้านบาท แต่หากสถานการณ์ยังคงยืดเยื้อไปอีก 6 เดือน (มกราคม-มิถุนายน 2563) จะส่งผลกระทบต่อการส่งออก ผักผลไม้ลดลง เป็นร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทั้งหมดไปจีนในปี 2562

กรมปศุสัตว์เดินเครื่องฉีด-พัฒนา‘วัคซีน’ ตั้งเป้าปี63ไร้ตายจาก‘โรคพิษสุนัขบ้า’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/476338

news_default

กรมปศุสัตว์เดินเครื่องฉีด-พัฒนา‘วัคซีน’ ตั้งเป้าปี63ไร้ตายจาก‘โรคพิษสุนัขบ้า’

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2563, 11.10 น.

กรมปศุสัตว์เดินเครื่องฉีด-พัฒนา‘วัคซีน’ ตั้งเป้าปี63ไร้ตายจาก‘โรคพิษสุนัขบ้า’

1 มีนาคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า กรมฯได้จัดทำโครงการ “ประชารัฐร่วมใจ กำจัดภัยโรคพิษสุนัขบ้า และควบคุมประชากรสุนัขและแมว” ภายใต้แผนยุทธศาสตร์การดำเนินโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี พ.ศ.2560-2563 โดยบูรณาการควบคุมประชากรสุนัขและแมวด้วยการผ่าตัดทำหมันสุนัขและแมวที่ไม่มีเจ้าของ สัตว์ด้อยโอกาส สัตว์กลุ่มเสี่ยงในพื้นที่เกิดโรคหรือเคยเกิดโรคพิษสุนัขบ้า เพื่อลดอุบัติการณ์การเกิดโรคพิษสุนัขบ้าและทำให้ประเทศไทยปลอดโรคพิษสุนัขบ้าในที่สุด โดยใน พ.ศ.2563 จะปฏิบัติงานอย่างเข้มข้น จึงขอให้ประชาชนและเจ้าของสัตว์เลี้ยงร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติตาม 4 มาตรการ ดังนี้

มาตรการที่ 1 แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นเมื่อพบสัตว์สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าหรือเก็บตัวอย่างเพื่อส่งตรวจห้องปฏิบัติการ

มาตรการที่ 2 พาสัตว์เลี้ยงไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าประจำปีได้ที่จุดนัดหมายตามที่เทศบาลหรือองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) กำหนดหรือสถานพยาบาลสัตว์ใกล้บ้าน โดยกำหนดการบริการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและการผ่าตัดทำหมันฟรี 6 เดือนระหว่างวันที่ 1 มีนาคม – 31 กรกฎาคม 2563

มาตรการที่ 3 ไม่ปล่อยหรือละทิ้งสัตว์เลี้ยงและควบคุมจำนวนสัตว์เลี้ยงในจำนวนที่เหมาะสม โดยติดต่อขอรับบริการผ่าตัดทำหมันได้ฟรีที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด

มาตรการที่ 4 หากถูกกัดหรือสัมผัสสัตว์สงสัยเป็นโรคพิษสุนัขบ้าให้รีบไปพบแพทย์ทันที

“การแก้ไขปัญหาวิกฤติการณ์การแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าประสบสำเร็จเป็นลำดับ โดยอัตราผู้เสียชีวิตลดลง จากสถิติปี 2561 พบผู้เสียชีวิต 18 ราย ปี 2562 พบผู้เสียชีวิต 3 ราย สำหรับปี 2563 ตั้งเป้าหมายไม่ให้มีผู้เสียชีวิต” อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวอีกว่า กรมปศุสัตว์ถอดบทเรียนจากวิกฤติการณ์แพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าเป็นวงกว้างในปี 2561 พบว่า เกิดจากการขาดแคลนวัคซีนที่ใช้ในการป้องกันโรค ขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพของวัคซีน อีกทั้งวัคซีนที่ใช้ในการฉีดป้องกันโรคต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศทำให้ขาดความมั่นคง จึงร่วมกับทุกภาคส่วนแก้ไข โดยบูรณาการบริหารจัดการวัคซีน และการกระจายวัคซีนให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งกรมปศุสัตว์ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และบริษัทผู้นำเข้าวัคซีนคำนวณจำนวนวัคซีนที่ต้องใช้ คือ กรมปศุสัตว์ 1 ล้านโดส องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 12 ล้านโดส กรุงเทพมหานคร 300,000 โดส และคลินิกเอกชน 1 ล้านโดส รวม 14 ล้านโดส จากนั้นแจ้งบริษัทผู้นำเข้าให้นำเข้า 14.9 ล้านโดส ในห้วงเวลาที่เหมาะสมสอดคล้องกับการปฏิบัติงานฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรค จึงทำให้มีวัคซีนเพียงพอต่อความต้องการและศรอบคลุมทุกพื้นที่

สำหรับวัคซีนที่จะนำไปใช้นั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะตรวจคุณภาพก่อน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นด้านคุณภาพวัคซีน และหลังการฉีดแล้วต้องตรวจสอบภูมิคุ้มกันโรคในสัตว์ โดยหน่วยงานภายนอก ได้แก่ คณะสัตวแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า วัคซีนสามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจในคุณภาพวัคซีน ส่วนการสร้างความมั่นคงด้านวัคซีน ได้ร่วมกับสถาบันวัคซีนแห่งชาติ อย. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคขึ้นในประเทศ

“ปีนี้ได้เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมจำนวนประชากรสุนัข แมวจรจัด และสัตว์ด้อยโอกาส ซึ่งมีความเสี่ยงเป็นพาหะนำโรคพิษสุนัขบ้า 600,000 ตัว/ปี คิดเป็น 20% ของสัตว์จรจัดและด้อยโอกาส เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ซึ่งควบคุม 300,000 ตัว/ปี โดยเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการลดการะบาดของโรคพิษสุนัขบ้า” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว