สทน.ประยุกต์องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ เปิดตัว2ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเกษตรกร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475635

news_default

สทน.ประยุกต์องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ เปิดตัว2ผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อเกษตรกร

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ประยุกต์องค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์ นำมาวิจัย พัฒนา และคิดค้น 2 ผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับเกษตรกรไทย เปิดตัวด้วย “ไมโครไคโตซาน” ใช้เป็นฮอร์โมนเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ช่วยปรับสภาพดิน สร้างภูมิต้านทานโรคให้พืช ใช้เคลือบเมล็ดพันธุ์เพื่อยืดอายุการเก็บผลผลิต และ“พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูง” สำหรับใช้เก็บกัก อุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นให้ดิน ซึ่งการใช้ทั้ง 2ผลิตภัณฑ์ นอกจากจะช่วยลดต้นทุนทางการเกษตรแล้ว ยังย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ดร.หาญณรงค์ ฉ่ำทรัพย์ รองผู้อำนวยการ (บริหาร) สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า สทน.เป็นสถาบันชั้นนำ ในการวิจัยที่ใช้นิวเคลียร์แก้ปัญหาของประเทศ หนึ่งในหน้าที่สำคัญคือ การวิจัยเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ และการประยุกต์ใช้ สทน.โดยกลุ่มพัฒนาธุรกิจนิวเคลียร์เล็งเห็นถึงความสำคัญในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านนิวเคลียร์กับภาคการเกษตร จึงคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับช่วยเหลือเกษตรกร ได้แก่ “ไมโครไคโตซาน” สำหรับใช้เพิ่มผลผลิตทางการเกษตร และ“พอลิเมอร์ดูดซึมน้ำสูง” สำหรับใช้เก็บกัก อุ้มน้ำ รักษาความชุ่มชื้นให้กับดินที่ใช้ปลูกพืช

“สทน.มีเทคโนโลยี และองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติจำนวนมาก การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์สร้างขึ้นมาสำหรับช่วยเกษตรกร เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น ถือเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ สทน. ผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 ตัวนี้ ผ่านกระบวนการคิดค้น และวิจัย โดยนักวิจัยและพัฒนาของ โครงการ กลุ่มพัฒนาธุรกิจนิวเคลียร์มาเป็นอย่างดี สทน.หวังว่าจะสร้างการรับรู้ และการยอมรับจากเกษตรกรและประชาชนให้มีความรู้ความเข้าใจและนำผลิตภัณฑ์ทั้งสองนี้มาใช้เป็นส่วนหนึ่งในการประกอบอาชีพของเกษตรกรไทย” ดร.หาญณรงค์ กล่าว

ทั้งนี้ ผู้สนใจผลิตภัณฑ์ของ สทน. เข้าไปศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมผ่านเว็บไซต์ http://www.tint.or.th<http://www.tint.or.th> และเพจเฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/thai.nuclear

พิษ‘โควิด-19’ป่วนธุรกิจประมงไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475633

news_default

พิษ‘โควิด-19’ป่วนธุรกิจประมงไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง ในฐานะโฆษกกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของเชื้อไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ หรือโควิด-19 ที่แพร่ระบาดหนักไปทั่วโลกขณะนี้ รวมถึงประเทศไทยส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจการค้าโลก รวมถึงธุรกิจภาคการประมง หลังเชื้อไวรัสโควิด-19 ระบาด ทำให้การส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของไทยไปจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก รองจากสหรัฐ และญี่ปุ่นเกิดชะลอตัวเนื่องจากลำบากในการขนส่งมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากุ้งทั้งแบบมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็น ที่ต้องการความรวดเร็วในการขนส่ง และต้องใช้บริการการขนส่งทางอากาศเท่านั้น ผลจากการประกาศยกเลิก หรือ ปรับลดเที่ยวบินส่งผลให้สินค้ากุ้งที่เคยส่งออกมีปริมาณลดน้อยลงกว่าช่วงสภาวะปกติมาก ซึ่งจากข้อมูลสถิติของกรมประมงปี 2562 พบตัวเลขการส่งออกกุ้งมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็น (กุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำ) ไปจีนมีปริมาณถึง 10,240 ตัน มูลค่า 2,217 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61 ของสินค้าประมงทั้งหมดที่ส่งออกไปจีน แต่หลังเกิดการระบาดของไวรัสโควิด-19 คาดการณ์ว่าการส่งออกสินค้ากุ้งมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน จะลดลงร้อยละ 50 – 95 เหลือเพียง 1,500 – 2,900 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 340 – 650 ล้านบาทสำหรับสินค้าอื่น อาทิ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป และปลาแช่เย็นแช่แข็ง ได้รับผลกระทบเล็กน้อย เพราะส่งออกเพียงร้อยละ 6

ส่วนด้านการบริโภคสินค้าสัตว์น้ำภายในประเทศ ปกตินักท่องเที่ยวจากต่างประเทศซึ่งมีกำลังซื้อมากจะใช้จ่ายเงินอยู่ที่ประมาณ 5,290 บาทต่อคนต่อวัน เป็นค่าใช้จ่ายอาหารและเครื่องดื่มร้อยละ 19 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด(ที่มา : สำนักสถิติแห่งชาติ) หากพิจารณาค่าใช้จ่ายบริโภคเฉพาะสัตว์น้ำของนักท่องเที่ยวคิดเป็นเพียงร้อยละ 2.5-5 เนื่องจากไม่มีข้อมูลค่าใช้จ่ายที่ระบุในด้านนี้โดยตรง คาดการณ์ว่าจะทำให้เสียรายได้ในการจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำถึง 264.5-529 ล้านบาท จากการที่นักท่องเที่ยวชะลอหรืองดเดินทางมาประเทศไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมรับประทานอาหารทะเล

อย่างไรก็ตาม กรมประมงเตรียมวางมาตรการกระตุ้นและส่งเสริมการบริโภคสัตว์น้ำของกลุ่มลูกค้าในประเทศ โดยร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์จัดกิจกรรมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำที่มีคุณภาพง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคกุ้งทะเลในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกด้วย ทั้งนี้ กรมประมงจัดให้สั่งจองสินค้ากุ้งกุลาดำสด ไร้สารตกค้าง เกรดส่งออกประเทศจีน โดยตรงจากเกษตรกรผ่านระบบสั่งจองสินค้าสัตว์น้ำออนไลน์ในราคาย่อมเยากิโลกรมละ 200-250 บาท ผู้บริโภคร่วมอุดหนุนโดยสั่งจองสินค้าผ่านเว็บไซต์https://coastalaqua.fisheries.go.th/preorder/public/t/กุ้งทะเล ได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 1 มีนาคม รับสินค้าได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง (ติด BTS เกษตรศาสตร์) ได้วันที่ 2มีนาคม 2563 ตั้งแต่ 09.30-12.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center กรมประมงโทรศัพท์ 0-2562-0569

ซอกแซกอาเซียน : 27 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475639

566101

ซอกแซกอาเซียน : 27 กุมภาพันธ์ 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สาระเกี่ยวกับกฎหมายแอปเตอร์ที่จะพูดเป็นเรื่องสุดท้าย คือ เรื่องของสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่ได้รับความคุ้มครองสำหรับคนต่างชาติก็อย่างที่บอกไปตอนต้นๆ นั่นแหละครับ กฎหมายฉบับนี้ ความจริงไม่ค่อยเกิดประโยชน์กับเจ้าหน้าที่ผู้มีสัญชาติไทยเราเท่าไหร่นัก หากแต่เกิดประโยชน์กับคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในสำนักเลขานุการแอปเตอร์มากกว่า แต่ทั้งนี้ก็คงเป็นเรื่องปกติของกฎหมายลักษณะนี้ คงเหมือนกันทั่วโลก ถือเป็นข้อตกลงระหว่างชาติครับ

สิทธิประโยชน์อีกอย่างที่ได้เฉพาะคนที่เป็น จีเอ็ม หรือ รอง จีเอ็ม ที่กฎหมายกำหนดอนุเคราะห์ยกเว้นให้คือการได้รับการยกเว้นอากรนำเข้าของใช้ส่วนตัวและของใช้ในบ้านเรือนภายในระยะเวลาสามเดือนหลังจากเข้ารับตำแหน่งครั้งแรก ก็คงเขียนให้สิทธิ์ไว้ครับ เผื่อว่าพวกเขาเหล่านั้นจะมีการขนของติดตัวมาใช้ตามที่ระบุ แต่ในทางเป็นจริง เรื่องนี้ไม่ค่อยซีเรียสนัก เพราะที่ผ่านมาเห็นมีแต่ขนกระเป๋าเสื้อผ้า เครื่องใช้ที่ไม่ได้มากมายพิศดารเท่าใดนัก เดาเอาว่า คงเป็นการให้สิทธิ์เหมือนๆ กับตัวแทนประเทศต่างๆ ที่ไปทำงานประจำในต่างประเทศ แต่ดูให้ดีนะครับว่ากฎหมายเขายกเว้นให้เฉพาะการเดินทางเข้ามาในครั้งแรกนะครับ ไม่ใช่ว่าทุกครั้งที่เข้า-ออกประเทศไทย

สำหรับสิทธิประโยชน์อีกประการ แต่ใช้กับคนต่างชาติทุกคนที่มาทำงานในสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ซึ่งได้แก่ทั้ง จีเอ็ม รองจีเอ็ม ผู้เชี่ยวชาญ ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทั่วไป คือ สิทธิที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติตามกฏหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองและตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนคนต่างด้าว อันนี้ก็คงเป็นข้อปฏิบัติระหว่างชาติโดยทั่วไปอีกนั่นแหละครับ และก็ไม่มีอะไรมาก เห็นมีเจ้าหน้าที่แอปเตอร์มาให้ผมรับรองสถานะผู้เชี่ยวชาญคนญี่ปุ่นสำหรับไปยื่นขอวีซ่าระยะยาวเพื่ออยู่พำนักประเทศไทยเป็นช่วงๆ ก็เห็นมีอยู่เท่านั้น ทั้งนี้อาจเป็นเพราะหน่วยงานของเรามีคนต่างชาติทำงานอยู่น้อย แตกต่างจากพวกสำนักงาน ยูเอ็น แถวถนนราชดำเนิน หรือสำนักงาน เอฟเอโอ แถวถนนท่าพระอาทิตย์ ซึ่งเขามีคนต่างชาติเยอะมาก ฉะนั้นคงมีเรื่องเกี่ยวกับ ต.ม. หรือกิจการต่างด้าวให้ต้องทำกันอยู่ตลอดเวลา

มาตราสุดท้ายของพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม คือ มาตรา 8 ว่าด้วยผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ กฎหมายระบุให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้รักษาการ หมายถึงเป็นผู้รับผิดชอบดูแลตลอดจนผลักดันทุกเรื่องเกี่ยวกับแอปเตอร์ให้บรรลุผลเป็นไปตามกฎหมาย ก็อยู่ที่ฝ่ายเลขานุการของกระทรวงล่ะครับ คือ สำนักเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ว่าจะชงวาระงานต่างๆ ให้ท่านรัฐมนตรีได้บริหารสั่งการต่อไป ทั้งที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัตินี้ หรือการดำเนินงานด้านอื่นๆเพื่อประโยชน์ร่วมกันของอาเซียนบวกสาม จะว่าไปแล้วบทบาทของประเทศไทยที่เกี่ยวกับแอปเตอร์ที่ผ่านมาขึ้นอยู่กับความสนใจของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ครับ สมัยหนึ่งประเทศไทยเคยบริจาคข้าวช่วยภัยธรรมชาติ ได้แก่ พายุไห่เยี่ยน ที่พัดถล่มตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์ เป็นจำนวนมากถึง 5,000 ตัน มากที่สุดในอาเซียนบวกสาม เป็นที่ชื่นชมของทางการและคนฟิลิปปินส์มาก ก็เพราะช่วงนั้นผู้บริหารเรารู้จักแอปเตอร์ดี เพราะเพิ่งมาตั้งในประเทศไทยใหม่ๆ หลังจากนั้นก็ซาๆลงไป ทั้งที่ช่วงหนึ่งเรามีข้าวล้นสต๊อกเกือบ 20 ล้านตัน เราก็ไม่มีโปรแกรมที่จะบริจาคแต่อย่างใด ฝ่ายเลขานุการแอปเตอร์เอง แม้ว่าจะตั้งอยู่ในประเทศไทย และมีคนทำงานเกือบทั้งหมดเป็นคนไทย แต่ตามกฎระเบียบแอปเตอร์แล้ว ทุกคนถูกกำหนดให้ต้องปฏิบัติตัวแบบเป็นกลางอย่างสุดๆ เสมือนหนึ่งว่ามิใช่คนไทย เราจึงทำได้เพียงเวียนหนังสือเพื่อขอความอนุเคราะห์หรือเชิญชวนเข้าร่วมการดำเนินงานในลักษณะที่มีรูปแบบและหลักเกณฑ์เหมือนกันทุกประเทศที่เป็นสมาชิกแอปเตอร์ไม่สามารถที่จะเข้าไปล็อบบี้โน้มน้าวการตัดสินใจใดๆ เป็นการส่วนตัว บทบาทของประเทศไทยต่อสมาชิกแอปเตอร์จึงดูเหมือนว่าไม่สมศักดิ์ศรีของความเป็นเบอร์หนึ่งหรือเบอร์ต้นๆ ของโลกในการผลิตข้าวส่งออก เลยครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง-อุทกภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475606

news_default

‘เฉลิมชัย’สั่งทุกหน่วยงานเร่งฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วง-อุทกภัย

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.04 น.

เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า มอบหมายให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ เร่งดำเนินงานโครงการตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟู เยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัยปี 2562 ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ หลังจากเสนอให้พิจารณาใหม่ เพราะจากการเปิดรับสมัครเกษตรกร พบว่า โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และถั่วเขียว) โครงการรักษาระดับปริมาณและคุณภาพข้าวปี 2563/2564 โครงการพัฒนาเสริมทางเลือกอาชีพด้านประมง การเลี้ยงปลานิลแปลงเพศในบ่อดินนั้น เกษตรกรประสงค์เข้าร่วมต่ำกว่าเป้าหมาย เนื่องจากฤดูแล้งนี้มีน้ำน้อย เกษตรกรจึงสมัครร่วมโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ปีกมากที่สุด เพราะเป็นกิจกรรมที่ไม่ใช้น้ำมาก ครม.อนุมัติถัวจ่ายงบประมาณภกรอบวงเงิน 3,120.8618 ล้านบาท

“สั่งทุกหน่วยที่เกี่ยวข้องดำเนินการทันที กำชับให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อเยียวยาเกษตรกรที่ประสบภัยพิบัติฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ซึ่งเกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา ด้วยโครงการเพิ่มรายได้ของกระทรวงเกษตรฯ” นายเฉลิมชัย กล่าว

นอกจากนี้ กรมการข้าวประมาณการรายละเอียดเมล็ดพันธุ์ข้าวและแหล่งจัดหาเมล็ดพันธุ์ข้าว 63,200 ตัน จำแนกเป็น กรมการข้าว 23,100 ตัน สหกรณ์การเกษตร/กลุ่มเกษตรกร 3,300 ตัน ศูนย์ข้าวชุมชนและแปลงใหญ่ 36,800 ตัน แต่ความต้องการชนิดข้าวเปลี่ยนแปลงไปจากที่กรมการข้าวประมาณการไว้เดิม ประกอบกับสหกรณ์การเกษตรขอเพิ่มปริมาณเมล็ดพันธุ์ที่จะสนับสนุนโครงการจากเดิม 3,300 ตัน เป็น 14,300 ตัน เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวเพิ่มขึ้น จึงขอเพิ่มจำนวนเมล็ดพันธุ์ที่จะนำไปสนับสนุนช่วยเหลือเกษตรกรตามโครงการ ซึ่ง ครม.เห็นชอบ ดังนั้น จึงสั่งการให้กรมการข้าวปรับเปลี่ยนปริมาณของเมล็ดพันธุ์แต่ละชนิดข้าวและปริมาณเมล็ดพันธุ์ข้าวของแหล่งผลิตดังกล่าว ให้เป็นไปตามความต้องการของเกษตรกรและตามความสามารถในการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวและปริมาณที่จะสนับสนุนของแต่ละแหล่งผลิต

สทนช.ระดมความคิดเห็น‘แผนหลักผังน้ำ’ระดับชาติรอบสุดท้าย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475556

สทนช.ระดมความคิดเห็น‘แผนหลักผังน้ำ’ระดับชาติรอบสุดท้าย

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 13.54 น.

สทนช.นำเสนอผลการศึกษาแผนหลักการจัดทำผังน้ำ พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นทุกภาคส่วนหวังปรับปรุงให้สมบูรณ์รอบด้าน ก่อนใช้เป็นแผนหลักผังน้ำขยายผลทุกลุ่มน้ำ ยก “ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี” นำร่อง  พร้อมหนุนแผนพัฒนาระบบโครงสร้างแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศในทุกมิติ

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมปัจฉิมนิเทศและรับฟังความคิดเห็น โครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำ ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ เขตหลักสี่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563 ว่า ตามที่ สทนช. ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศึกษาโครงการจัดทำแผนหลักการจัดทำผังน้ำ เพื่อกำหนดกรอบแนวทาง วิธีการศึกษาการจัดทำผังน้ำที่เหมาะสม รวมถึงรูปแบบแผนที่ผังน้ำให้มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับและใช้ประโยชน์ได้ของลุ่มน้ำต่าง ๆ ทั่วประเทศ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เป็นสำคัญ ซึ่งได้คัดเลือกพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรีเป็นพื้นที่ตัวอย่างในการศึกษา ผ่านกระบวนการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นของภาคประชาชน ตัวแทนคณะกรรมการลุ่มน้ำ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ทั้งสิ้น 3 ครั้ง

ดังนั้น การประชุมปัจฉิมนิเทศและรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอผลการศึกษาของโครงการศึกษาแผนหลักการจัดทำผังน้ำ และผลการจัดทำผังน้ำตัวอย่าง รวมทั้งรายการประกอบและฐานข้อมูลผังน้ำ พื้นที่ลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำจันทบุรี ที่ได้ดำเนินการไปแล้วภายหลังจากนำข้อคิดเห็นต่าง ๆ ไปปรับแก้ในการศึกษา รวมทั้งรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และชี้แจงข้อสงสัยเพิ่มเติม เพื่อนำไปปรับปรุงรายงานการศึกษาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ก่อนนำไปเป็นแผนหลักจัดทำผังน้ำในทุกลุ่มน้ำให้แล้วเสร็จตามเป้าหมายในปี 2564 โดยเร็วและมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับสภาพปัจจุบันมากที่สุด

“การกำหนดรูปแบบและแผนที่ผังน้ำ ตามที่ สทนช. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ดำเนินการศึกษาครั้งนี้ จะเน้นการควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินในขอบเขตพื้นที่ตามระบบทิศทางการไหลของน้ำที่ได้กำหนดแนวเขตไว้ในผังน้ำ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน ทั้งลักษณะภูมิประเทศ การพัฒนาด้านเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศด้วย เพื่อสนับสนุนและเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดนโยบาย แผนแม่บท และแผนยุทธศาสตร์เกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ตลอดจนการพัฒนาโครงการหรือระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ โดยไม่ให้กีดขวางการไหลของน้ำ” เลขาธิการ สทนช. กล่าว

เลขาธิการ สทนช. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ผังน้ำดังกล่าวจะสามารถนำไปเชื่อมโยงกับผังเมืองตามกฎหมายว่าด้วยผังเมือง เพื่อใช้เป็นกรอบในการกำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินและการใช้ประโยชน์แหล่งน้ำในภาพรวมของประเทศให้เกิดประสานสอดคล้องกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งหลังจากนี้ สทนช. จะได้นำข้อคิดเห็นเพิ่มเติม ไปปรับแก้ไขในรายงานผลการศึกษาให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้ได้กรอบการจัดทำผังน้ำที่เหมาะสมและมีประโยชน์มากที่สุด เพื่อให้ทุกลุ่มน้ำนำไปดำเนินการจัดทำผังน้ำในลุ่มน้ำของตัวเอง และทยอยประกาศเป็นประกาศคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ในปี 2563 และคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ครอบคลุมในทุกลุ่มน้ำได้ภายในปี 2564

สำหรับการจัดทำ “ผังน้ำ” ตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 นั้นครอบคลุมถึงกระบวนการมีส่วนร่วมในการจัดทำผังน้ำ การประกาศใช้ และรายละเอียดอื่น ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ว่า ผังน้ำครอบคลุมระบบน้ำทั้งหมดในพื้นที่ เชื่อมโยงกันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำออกสู่พื้นที่แหล่งน้ำ ทะเล หรือทางออกทางน้ำระหว่างประเทศ ดังนั้น การจัดทำผังน้ำจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนทั่วไปและหน่วยงานต่าง ๆ โดยเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำข้อมูล วิเคราะห์กำหนดผังน้ำ บังคับใช้ผังน้ำตามกฎหมาย และใช้ประโยชน์เพื่อไปประกอบเป็นข้อมูลในการดำเนินกิจกรรมด้านน้ำ ทั้งในภาวะปกติ ภาวะน้ำแล้ง ภาวะน้ำท่วม โดยภายหลังจากที่ได้มีการประกาศใช้ผังน้ำแล้ว การใช้ประโยชน์ที่ดินที่อยู่ในระบบทางน้ำตามผังน้ำจะต้องมีการพิจารณาอย่างมีนัยสำคัญด้วย

ส่องเกษตร : ทำแบบเดิม ได้แบบเดิม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475323

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : ทำแบบเดิม ได้แบบเดิม

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เกษตรกรรมนับเป็นกระบวนการผลิตอาหารที่สำคัญของมนุษย์ที่มีการวิวัฒนาการมาโดยตลอด ตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ที่เริ่มจากการเก็บจากธรรมชาตินำมาบริโภค จากนั้นมนุษย์ก็เริ่มเรียนรู้ คัดเลือก ปรับปรุงแหล่งอาหารและการใช้ประโยชน์จากอาหาร ปรับวิถีชีวิตของตนเองให้เข้ากับธรรมชาติในแต่ละท้องที่ ปรากฏให้เห็นความแตกต่างของพืชพรรณ ปศุสัตว์ การประมง ของแต่ละพื้นที่ สะท้อนกลับมายังวัฒนธรรมอาหารของแต่ละภูมิภาคที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง และบางวัฒนธรรมที่มีลักษณะภูมิประเทศที่คล้ายคลึงกันก็จะมีความคล้ายคลึงกันของวัฒนธรรมอาหารด้วยเช่นกัน

ด้วยเหตุของการนำผลผลิตทางการเกษตร มาเป็นปัจจัยหนึ่งของการสร้างความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ซึ่งจะต้องฝืนจากธรรมชาติที่เป็น เพื่อสามารถให้ผลตอบแทนจากการผลิตที่แตกต่างไปจากเดิม ตามความต้องการและช่วงเวลาที่เจาะจง ซึ่งต้องแลกด้วยการลงทุนในการวิจัยและพัฒนาอย่างหนัก เพื่อให้ผลผลิตออกมาตามความต้องการของมนุษย์ ที่รู้กันดีว่าเป็นความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด

แนวความคิดในการดำเนินการดังกล่าว จะให้ความสำคัญกับประเด็นที่สนใจ และทุ่มเทสรรพกำลังลงไปอย่างเต็มที่โดยประเด็นที่ไม่สนใจจะถูกละเลยไปเสียทั้งที่ประเด็นที่ถูกละเลยอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งอื่นๆ ได้ เช่น การพัฒนาสายพันธุ์ข้าวอายุสั้นและให้ผลผลิตสูง การดำเนินการพัฒนาพันธุ์ดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปยังเป้าหมาย 2 อย่าง คือ อายุสั้น และผลผลิตสูง ประเด็นที่อาจถูกละเลยอาจเป็นประเด็นคุณภาพการหุงต้มของข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวที่อาจจะไม่ได้รับการใส่ใจเท่าที่ควร และรวมไปถึงประเด็นของการต้านทานโรคแมลงที่สำคัญของข้าว เมื่อนำข้าวสายพันธุ์ดังกล่าวไปปลูก จำเป็นต้องลงทุนกับการป้องกันกำจัดโรคแมลงศัตรูข้าวเพิ่มมากขึ้นกว่าข้าวสายพันธุ์อื่น ผลจากการที่ต้องลงทุนในการควบคุมป้องกันโรคแมลงศัตรูข้าว อาจส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง มากกว่าผลผลิตสูงและอายุสั้นที่ต้องการในประเด็นเริ่มต้นของการวิจัยและพัฒนาพันธุ์

นักวิจัยที่เกี่ยวข้องจำเป็นต้องศึกษาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งแต่ละปัญหาต้องใช้นักวิจัยหลายสาขาวิชา เพื่อตอบโจทย์การวิจัยเพียงประเด็นเดียวเมื่อผลการวิจัยออกมาขัดเจน การถ่ายทอดองค์ความรู้ดังกล่าวไปให้กับเกษตรกร จึงเป็นความรู้ที่แยกส่วน ไม่ได้รวบรวมเป็นภาพใหญ่ของระบบการผลิตทั้งหมด เหมือนกับการแก้ไขปัญหาหนึ่งได้ แต่กลับไปสร้างอีกปัญหาหนึ่งขึ้นมา เช่น แก้ปัญหาการระบาดของโรคแมลงศัตรูพืชได้ แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาคุณภาพของผลผลิตได้ เป็นต้น เหตุการณ์ดังกล่าวมักเกิดขึ้นหมุนเวียนวนๆ กันไปมา

ในอดีตเคยมีความพยายามในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ หน่วยราชการบางหน่วยซึ่งมีงานวิจัยระบบการทำฟาร์ม มองการวิจัยและพัฒนาในองค์รวม ไม่ใช่การวิจัยเฉพาะเรื่องหรือเฉพาะประเด็น แต่เมื่อผ่านไประยะหนึ่งด้วยระบบของการก้าวหน้าในการรับราชการหรือระบบงานวิจัยก็ตาม ทำให้การวิจัยและพัฒนาลักษณะนี้หายไปจากภาพงานวิจัยและพัฒนาของประเทศซึ่งยากจะกลับคืนมาได้ เพราะเมื่อนักวิจัยมุ่งสร้างผลงานเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะจุด เฉพาะประเด็นหรือแม้แต่สุดท้าย ปลายทางเพื่อให้ได้รับการ promote รับความดีความชอบจากผลการดำเนินงานระยะสั้นๆ การดำเนินงานในลักษณะการวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบ จึงยากที่จะเกิดขึ้นได้ ปัจจุบันดูราวกับว่างานวิจัยและพัฒนาทางการเกษตร เป็นงานวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นเรื่องๆ ไป ไม่ได้มองการวิจัยและพัฒนาที่เชื่อมโยงกันทั้งระบบไม่ได้มองภาพใหญ่ที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตการเกษตรไทย

ในช่วงการปฏิรูปภาคการเกษตร หากยังคงคิดแยกส่วน อยู่ในกรอบของงานประจำ ทำกันเหมือนที่เคยๆทำกันมา สุดท้ายเมื่อมองกลับมา จะเห็นว่าไม่มีความแตกต่างไปจากเดิม การปรับแนวคิดโดยมองทั้งกระบวนการผลิตของภาคการเกษตร มองผลกระทบเป็นลูกโซ่ที่เกิดขึ้นในลักษณะของ whole supply chain management เป็นความพยายามในการปฏิรูปภาคการเกษตร แต่วิธีการดังกล่าวถูกมองว่าทำยาก จึงมีแนวคิดว่าแยกออกเป็นส่วนๆ ดิน น้ำ พืช สัตว์ แยกเป็นเรื่องๆ ซึ่งก็คือการวนกลับมาในรูปแบบเดิม เพียงเพื่อได้ชื่อว่า ทำแล้ว อย่างว่า หากวิธีการยังเป็นแบบเดิม วิธีคิดยังเป็นแบบเดิม ก็อย่าหวังว่าจะปฏิรูปภาคการเกษตรได้จริง วิธีการเดิม ผลก็คงไม่แตกต่างไปจากเดิม

สมชาย ชาญณรงค์กุล

รายงานพิเศษ : ‘วราวุธ’ สั่งสกัดไฟป่าภาคเหนือ เข้มลดจุดความร้อนให้เป็นศูนย์-ดับฝุ่นพิษ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475329

รายงานพิเศษ : ‘วราวุธ’ สั่งสกัดไฟป่าภาคเหนือ เข้มลดจุดความร้อนให้เป็นศูนย์-ดับฝุ่นพิษ

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงพื้นที่ จ.ลำปาง เพื่อติดตามสถานการณ์และผลการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาหมอกควันประจำปี 2563 ของ 9 จังหวัดภาคเหนือ พร้อมเน้นย้ำข้อห่วงใยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่มีต่อประชาชนซึ่งได้รับผลกระทบจากปัญหาฝุ่นละอองและหมอกควัน โดยที่ประชุม ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงและผู้บริหารกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.)ผู้ว่าราชการจังหวัดและผู้แทนจาก 9 จังหวัดภาคเหนือ กองทัพภาคที่ 3 กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หน่วยงานส่วนกลางและระดับพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกว่า 200 คน

รมว.ทส. ได้ขอบคุณทุกหน่วยงานที่ได้เข้มงวดดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อรับมือสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควันอย่างเต็มกำลังความสามารถ และเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานทุ่มสรรพกำลังและทรัพยากร เพื่อหยุดการเผา และควบคุมไม่ให้ปริมาณฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานนับจากนี้จนถึงเดือนพฤษภาคม 2563 อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเคร่งครัดดำเนินการตามนโยบายรัฐบาล และข้อสั่งการของ พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ ที่ได้ให้ไว้เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2562 อาทิ ให้กระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยหลัก บูรณาการสั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัด หากฝุ่นละอองสูงเกินเกณฑ์มาตรฐานให้ประกาศห้ามเผาโดยทันที ให้นายอำเภอ อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้านลงพื้นที่ถึงระดับตำบล โดยเฉพาะตำบลเสี่ยงเผา ให้กระทรวงกลาโหม สนับสนุนการลาดตระเวนและดับไฟทั้งภาคพื้นดินและทางอากาศอย่างเต็มที่ ให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เร่งเปลี่ยนพื้นที่เกษตรทั้งหมดใน9 จังหวัดภาคเหนือ ไปสู่การเป็นเกษตรปลอดการเผา ภายใน 3 ปี

สำหรับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ขอให้ลดจุดความร้อนในพื้นที่ป่าให้เป็นศูนย์ ระหว่างวันที่ 15 มีนาคม ถึง 30 เมษายน 2563 พร้อมระดมสรรพกำลัง อุปกรณ์เครื่องมือจากนอกพื้นที่ มาเสริมการลาดตระเวน เฝ้าระวังและดับไฟป่าไม่ให้ลุกลามจนไม่สามารถควบคุมได้ และให้เข้มงวดการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ“การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

พร้อมกันนี้ รมว.ทส. เดินทางไปยังจุดสกัดป้องกันไฟป่าดอยพระบาท บริเวณอ่างเก็บน้ำวังเฮือ อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง ตรวจเยี่ยมและปล่อยแถวกำลังพล พร้อมมอบถุงยังชีพ เพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ จิตอาสา และเครือข่ายภาคประชาชน ที่ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการป้องกันและดับไฟป่า เน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและขอให้ทุกคนเดินหน้าช่วยกันป้องกันและดับไฟป่าอย่างเต็มที่ รวมถึงช่วยขยายผลสร้างการรับรู้สร้างแนวร่วมในการดูแลรักษาทรัพยากรป่าไม้อันมีค่าให้คงอยู่ถึงลูกหลาน

ทั้งนี้ สำหรับสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) พื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 จะเริ่มดีขึ้นกว่าเดือนมกราคม 2563 แต่หากเทียบกับสถิติเมื่อปี 2562 ซึ่งเกิดสถานการณ์ระดับรุนแรงที่สุดในช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน ทำให้สถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ ประกอบกับจากการติดตามสถานการณ์ไฟป่าผ่านดาวเทียมระบบ VIIRS พบจุดสะสมความร้อน (Hotspot) ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือถึง 19,364 แห่ง มากกว่าปี 2562 ที่ตรวจสอบพบ 10,449 แห่ง หรือมากขึ้นเกือบ 1 เท่าตัวโดย จ.ตาก พบ 4,213 แห่ง จ.เชียงใหม่ 3,541 แห่ง จ.ลำปาง 3,098 แห่ง จ.แม่ฮ่องสอน 2,151 แห่ง จ.ลำพูน 1,728 แห่ง จ.น่าน 1,624 แห่ง จ.แพร่ 1,412 แห่ง จ.พะเยา 828 แห่ง และ จ.เชียงราย 769 แห่ง

รมว.ทส. จึงเน้นย้ำให้หน่วยงานในสังกัดเร่งขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ พร้อมระดมเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร อุปกรณ์ และเครื่องมือ เข้ามาเสริมประสิทธิภาพการลาดตระเวนเฝ้าระวังไฟป่า รวมทั้งให้การแก้ปัญหามลพิษและฝุ่นละอองในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

กรมชลฯเข้มแผนรับมือน้ำน้อยฝ่าวิกฤติฝนมาช้า-ทิ้งช่วง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475326

news_default

กรมชลฯเข้มแผนรับมือน้ำน้อยฝ่าวิกฤติฝนมาช้า-ทิ้งช่วง

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมชลประทานเกาะติดสถานการณ์น้ำฤดูแล้ง ย้ำยังเป็นไปตามแผน คุมเข้มการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยา ควบคุมคุณภาพน้ำไม่ให้กระทบต่อการผลิตน้ำประปา ยันน้ำเพียงพอจนสิ้นฤดูแล้ง พร้อมสำรองน้ำกว่า 2,000 ล้านลบ.ม.รับมือฝนมาล่าช้าและฝนทิ้งช่วง

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงการบริหารจัดการน้ำช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ว่า ยังเป็นไปตามแผนที่วางไว้ ล่าสุด ณ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ อ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ยังมีน้ำใช้การ 16,138 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) อ่างฯขนาดกลางมีน้ำใช้การ 1,853 ล้านลบ.ม. และแหล่งน้ำขนาดเล็กมีน้ำใช้การ 140 ล้านลบ.ม. เมื่อรวมกับแหล่งน้ำอื่นทั้งประเทศขณะนี้มีปริมาณน้ำใช้ได้การรวมประมาณ 29,000 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 40ของปริมาณเก็บกัก ส่วนลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้จัดสรรน้ำให้ใช้ในฤดูแล้ง 4,000 ล้านลบ.ม. มีการใช้น้ำไปแล้ว 2,925 ล้านลบ.ม.หรือร้อยละ 65 ต้องจัดสรรให้เพียงพอกับการใช้ในกิจกรรมต่างๆจนถึงสิ้นฤดูแล้ง(30 เมษายน 2563) ซึ่งมีความต้องการใช้วันละ18 ล้านลบ.ม. ประกอบด้วยน้ำอุปโภคบริโภค 7 ล้านลบ.ม. รักษาระบบนิเวศ 8 ล้านลบ.ม. และการเกษตร 3 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ กรมชลประทานยังวางแผนบริหารจัดการน้ำในการผลักดันน้ำเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อควบคุมคุณภาพน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาไม่ให้กระทบการผลิตน้ำประปา โดยระบายน้ำทั้งจากหน้าเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราไม่ต่ำกว่า 70 ลบ.ม.ต่อวินาที เพิ่มการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาลงแม่น้ำเจ้าพระยาในอัตรา 30 ลบ.ม.ต่อวินาที รวมปริมาณ 500 ล้านลบ.ม. และใช้น้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ด้วยการระบายผ่านเขื่อนพระรามหกในอัตรา 5-10 ลบ.ม.ต่อวินาที จึงขอให้ประชาชนมั่นใจเรื่องปริมาณน้ำที่เพียงพอและคุณภาพน้ำที่ดีใช่วงฤดูแล้งนี้

ส่วนกรณีคลองชัยนาท-ป่าสักลดต่ำลงกว่าตลิ่งค่อนข้างมากนั้น ขณะนี้กรมชลประทานแก้ปัญหาโดยเตรียมเครื่องสูบน้ำ 10 เครื่อง ไว้ที่บริเวณประตูระบายน้ำมโนรมย์แล้ว จะสามารถสูบน้ำเข้าคลองเพิ่มได้จากอัตราการไหลโดยแรงโน้มถ่วงปกติอีกวันละ 1.5 ล้านลบ.ม. ประชาชนสองฝั่งคลองมั่นใจได้ว่ายังคงมีน้ำอุปโภคบริโภคได้ตามปกติ

“กรมชลประทานคาดการณ์ว่าวันที่ 1 พฤษภาคม 2563 ลุ่มเจ้าพระยาจะมีน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) รวมกันประมาณ 2,200ล้านลบ.ม. โดยน้ำจำนวนนี้จะสำรองไว้ใช้ในห้วงเวลาฝนมาล่าช้าและฝนทิ้งช่วงตามที่มีการคาดการณ์ จึงขอความร่วมมือประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ ไม่เปิดน้ำทิ้ง ไม่ทิ้งสิ่งสกปรกลงแม่น้ำลำคลองและขอความร่วมมือเกษตรกรลุ่มเจ้าพระยางดใช้น้ำจากระบบชลประทานเพื่อไปปลูกพืช เนื่องจากการปลูกพืชใช้น้ำมากช่วงนี้เท่ากับดึงน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคไปใช้ ซึ่งไม่ส่งผลดีต่อผู้ใช้น้ำทุกคน”รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

เตือนชาวสวนทุเรียนใต้ระวังโรคใบติด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475322

news_default

เตือนชาวสวนทุเรียนใต้ระวังโรคใบติด

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากสภาพอากาศระยะนี้ที่จะมีฝนฟ้าคะนอง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนทุเรียนภาคใต้เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบติดหรือโรคใบไหม้ ที่พบได้ในระยะแตกใบอ่อน อาการเริ่มแรกจะพบบนใบมีแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาแผลจะขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นจะลุกลามไปยังใบปกติ กรณีมีความชื้นสูงเชื้อราสาเหตุโรคจะสร้างเส้นใยคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ใบที่เป็นโรคจะแห้งติดอยู่กับกิ่งก่อนหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง ทำให้โรคระบาดลุกลามจนใบไหม้เห็นเป็นหย่อมๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด ทำให้ต้นทุเรียนเสียรูปทรง

สำหรับแนวทางป้องกันโรคใบติด เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูก ถ้าการระบาดของโรคใบติด ให้เกษตรกรตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสมในแปลง จากนั้น ให้เกษตรกรพ่นที่ใบให้ทั่วทั้งต้นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชทีบูโคนาโซล + ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเพนทิโอไพแรด 20% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูไตรอะฟอล 12.5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฮกซะโคนาโซล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์65.2% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคิวปรัสออกไซด์ 86.2% ดับเบิ้ลยูจีอัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7-10 วัน

ส่วนแปลงปลูกที่ความชื้นสูง และมีการระบาดของโรคเป็นประจำ หลีกเลี่ยงใส่ปุ๋ยที่มีไนโตรเจนสูง เพื่อลดแตกใบของต้นทุเรียน จากนั้น ให้เกษตรกรตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อให้ต้นทุเรียนได้รับแสงแดด อากาศถ่ายเทและช่วยลดความชื้นสะสมในแปลงปลูก ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะต่อการระบาดของโรคอีกทั้ง ควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรเมื่อใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง

สั่งสศก.ทำBig Dataเกษตรแห่งชาติ เล็งเปิดศูนย์NABCมีนาคม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475327

news_default

สั่งสศก.ทำBig Dataเกษตรแห่งชาติ เล็งเปิดศูนย์NABCมีนาคม

วันพุธ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลัง เป็นประธานเปิดสัมมนาการจัดทำระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ปี 2563 ว่า การสัมมนาครั้งนี้ นับเป็นจุดเริ่มต้นก้าวสำคัญที่ทั้ง 10 กระทรวงได้มาร่วมเพิ่มพูนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายทำ Big Data ตามข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ซึ่งการขับเคลื่อนระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติกระทรวงเกษตรฯมอบหมาย สศก. รับผิดชอบจัดทำ Big Data ของกระทรวง เนื่องจาก สศก.มีความพร้อมฐานข้อมูลเศรษฐกิจการเกษตรที่จัดทำมากว่า 40 ปี และขณะนี้สศก.เตรียมตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center) หรือ NABC ซึ่งคืบหน้าไปมากแล้ว ดังนั้น การจัดสัมมนาครั้งนี้ นอกจากที่ 10 กระทรวง ร่วมเพิ่มพูนองค์ความรู้ในการจัดทำ Big Data ให้เป็นแนวทางเดียวกันแล้ว ยังสร้างเครือข่ายแลกเปลี่ยนประสบการณ์ทำข้อมูล ซึ่งจะทำให้การจัดทำศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติประสบความสำเร็จรวดเร็วมากขึ้น

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า สศก.พร้อมและมุ่งมั่นขับเคลื่อน 10 กระทรวงไปพร้อมกัน เพื่อเพิ่มองค์ความรู้ด้าน Big Dataให้เจ้าหน้าที่หน่วยงานทั้ง 10 กระทรวง นำข้อมูลเชื่อมโยงเข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ สร้างเครือข่ายการทำงานให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และร่วมกันจัดทำชุดข้อมูล (Dataset) ตามความต้องการของผู้ใช้ (User Requirement) กับทุกภาคส่วน ทั้งส่วนราชการภายในและนอกกระทรวงเกษตรฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ส่งสินค้าเกษตร สภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อจัดทำบัญชีข้อมูล (DataCatalog) เข้าสู่ฐานข้อมูลเกษตรแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้มีชุดรายการข้อมูลที่รวบรวมได้แล้วกว่า 333 รายการ

ทั้งนี้ การจัดตั้งศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติจะเป็นหน่วยงานเทียบเท่ากองมีบุคลากรจากหน่วยงานใน สศก. และหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มาร่วมให้บริการข้อมูลครบถ้วนทุกมิติ ช่วยแก้ปัญหาได้งรวดเร็วถูกต้องแม่นยำ มีการเตือนภัยและวางแผนการผลิตภาคเกษตร ช่วยให้ทุกภาคส่วนปรับตัวได้ทันการเปลี่ยนแปลง ลดสูญเสียงบประมาณช่วยเหลือจากภาครัฐ เกษตรกรตัดสินใจผลิตสินค้าเกษตรตามความต้องการตลาด ขายผลผลิตได้ราคา ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการปัจจัยการผลิตเข้าสู่ธุรกิจ และลดต้นทุนโลจิสติกส์เกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดย สศก. จะเปิดตัว Kick off ศูนย์ NABC ครั้งแรกในงานแถลงข่าววันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 41 ปี วันที่ 23 มีนาคมนี้