ป่าไม้ฟันเปรี้ยงที่ดิน‘แม่ธนาธร’อยู่เขตส.ป.ก. เร่งเช็คที่มายันพบผิดดำเนินคดีแน่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475376

news_default

ป่าไม้ฟันเปรี้ยงที่ดิน‘แม่ธนาธร’อยู่เขตส.ป.ก. เร่งเช็คที่มายันพบผิดดำเนินคดีแน่

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.53 น.

ป่าไม้ฟันเปรี้ยงที่ดิน‘แม่ธนาธร’อยู่เขตส.ป.ก. เร่งเช็คที่มายันพบผิดดำเนินคดีแน่

25 กุมภาพันธ์ 2563 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวถึงผลการตรวจสอบรังวัดแนวเขตที่ดินของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวพรรคอนาคตใหม่ ในเขต อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ว่า จากการตรวจสอบที่ดินเนื้อที่ 3,098 ไร่ 1 งาน 27.3 ตาราวา ตามการนำชี้และตรวจสอบข้อเท็จจริงโดย น.ส.อรสา เศรษฐปราโมทย์ ผู้แทนนางสมพร พร้อมกันนี้ น.ส. อรสา ได้นำเอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ โดยศูนย์ป่าไม้ราชบุรี สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) เป็นสำเนาเอกสารตามกฎหมายที่ดิน 77 แปลง ประกอบด้วย โฉนดที่ดิน จำนวน 1 แปลง นส.3ก จำนวน 55 แปลง นส.3 จำนวน 14 แปลง และ นส.2 จำนวน 7 แปลง

ทั้งนี้เมื่อนำค่าพิกัดทางภูมิศาสตร์ของจุดที่นำชี้มาขึ้นรูปแปลงที่ดินแล้ว เบื้องต้น พบว่า พื้นที่ประมาณ 3,055 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 98.5 อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (พ.ศ.2554) ซึ่งรับผิดชอบโดยสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) มีเพียงประมาณ 43 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 1.5 ที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี (พ.ศ.2527) และเขตป่าไม้ถาวร แปลงหมายเลข 85 (พ.ศ.2512) โดยได้แจ้งให้ผู้แทนนางสมพรทราบแล้ว

ขณะนี้ศูนย์ป่าไม้ราชบุรีได้ประสานสำนักงานที่ดินจังหวัดราชบุรี กรมที่ดินมาร่วมตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งและรูปแปลงที่ดินตามที่นำชี้เปรียบเทียบกับเอกสารที่ดินที่มอบให้แก่เจ้าหน้าที่ พร้อมทั้งขอให้ตรวจสอบเอกสารที่ดินดังกล่าวว่าออกโดยชอบตามกฎหมายหรือไม่ เป็นการออกก่อนหรือหลังการสงวนหวงห้ามเป็นที่ดินของรัฐ  หากพบการกระทำผิดจะประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเฉียบขาด

“ขณะนี้ยังไม่มีการร้องทุกข์กล่าวโทษ เนื่องจากต้องรอผลการตรวจเอกสารสิทธิ์จากกรมที่ดิน อีกทั้งผู้แทนนางสมพรยังได้นำชี้ที่ดินนอกแปลงตามเอกสารสิทธิ์และพื้นที่ซึ่งเสียภาษีบำรุงท้องที่ประเภท ภ.บ.ท. 5 หากตรวจพบร่องรอยการถือครองทำประโยชน์จะตรวจยึดจับกุมดำเนินคดีตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้และที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเป็นมาตรฐานเดียวกับทุกราย” นายอรรถพล กล่าว

อาฟเตอร์ช็อคโควิด-19! ฉุด‘ธุรกิจประมง’เสียหายนับพันล้าน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475324

news_default

อาฟเตอร์ช็อคโควิด-19! ฉุด‘ธุรกิจประมง’เสียหายนับพันล้าน

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.04 น.

อาฟเตอร์ช็อคโควิด-19! ฉุด‘ธุรกิจประมง’เสียหายนับพันล้าน

25 กุมภาพันธ์ 2563 นายบรรจง จำนงศิตธรรม รองอธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ของโรคโควิด-19 ที่แพร่ระบาดอย่างหนักในจีนและขยายวงกว้างไปอีกหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงไทยด้วยนั้นส่งผลกระทบต่อสภาวะเศรษฐกิจการค้าโลก โดยธุรกิจภาคการประมงนั้น ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นมา การส่งออกสินค้าสัตว์น้ำของไทยไปยังจีน ซึ่งเป็นตลาดหลัก รองจากสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นชะลอตัว เนื่องจากมีความยากลำบากในการขนส่งมากขึ้น โดยเฉพาะกุ้งทั้งแบบมีชีวิต และกุ้งสดแช่เย็นที่ต้องขนส่งอย่างรวดเร็ว และต้องใช้บริการการขนส่งทางอากาศเท่านั้น แต่จากการประกาศยกเลิก หรือปรับลดเที่ยวบินทำให้ปริมาณการส่งออกกุ้งที่น้อยลงอย่างมาก

ทั้งนี้ สถิติของกรมประมงในปี 2562 พบว่า การส่งออกกุ้งมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็น (กุ้งขาวแวนนาไมและกุ้งกุลาดำ) ไปจีนมากถึง 10,240 ตัน มูลค่า 2,217 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 61 ของสินค้าประมงทั้งหมดที่ส่งออกไปจีน แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด-19 คาดการณ์ว่าการส่งออกสินค้ากุ้งมีชีวิตและกุ้งสดแช่เย็นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – เมษายน 2563 จะลดลงร้อยละ 50-95 เหลือเพียง 1,500-2,900 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 340-650 ล้านบาท สำหรับสินค้าอื่นๆ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและปลาแช่เย็น-แช่แข็งได้รับผลกระทบเล็กน้อยเพราะมีการส่งออกเพียงร้อยละ 6

นอกจากนี้ยังมีผลกระทบจากการบริโภคสินค้าสัตว์น้ำภายในประเทศลดลงเพราะนักท่องเที่ยวเข้ามาไทยน้อยกว่าปกติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนที่นิยมรับประทานอาหารทะเล นักท่องเที่ยวต่างประเทศซึ่งมีกำลังซื้อมากจะใช้จ่ายเงินประมาณ 5,290 บาทต่อคนต่อวันซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่ม

คิดเป็นร้อยละ 19 ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด (ที่มา : สำนักสถิติแห่งชาติ) เป็นค่าใช้จ่ายในการบริโภคสัตว์น้ำของนักท่องเที่ยวร้อยละ 2.5 – 5 จึงคาดการณ์ว่า จะทำให้สูญเสียรายได้จากจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำถึง 264.5 – 529 ล้านบาท  รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้นประมาณ 604.5 – 1,179 ล้านบาท

กรมประมงวางมาตรการกระตุ้นและส่งเสริมการบริโภคสัตว์น้ำของกลุ่มลูกค้าภายในประเทศ โดยร่วมมือกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์จัดกิจกรรมให้ประชาชนได้เข้าถึงแหล่งจำหน่ายสินค้าสัตว์น้ำที่มีคุณภาพง่ายขึ้น นอกจากนี้ ยังมีแผนการดำเนินงานร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการบริโภคกุ้งทะเลในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอีกด้วย อีกทั้งจะประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและชาวประมงรับทราบถึงปัญหาอุปสรรคในการส่งออก โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการที่ส่งออกสินค้าไปยังจีนให้ชะลอการเลี้ยงไปก่อนจนกว่าสถานการณ์โรคระบาดจะคลี่คลาย และเร่งปรับตัวหาทางรอด โดยแปรรูปสินค้าหรือหาตลาดใหม่ทดแทน

ล่าสุดช่วยเหลือเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำภาคใต้ ด้วยการเปิดสั่งจองกุ้งสด ไร้สารตกค้าง เกรดส่งออกประเทศจีนทางออนไลน์ในราคาย่อมเยา โดยกุ้งกุลาดำขนาด 30 – 40 ตัว/กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 250 บาทและกุ้งกุลาดำขนาด 40 – 50 ตัว/กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 200 บาท ซึ่งกรมประมงจัดกิจกรรมดังกล่าวจะมาอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกเดือนเพื่อกระตุ้นและส่งเสริมการตลาดภายในประเทศ ผู้บริโภคสามารถร่วมช่วยเหลือเกษตรกรโดยการสั่งจองสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ https://coastalaqua.fisheries.go.th/

preorder/public/t/กุ้งทะเลได้จนถึงวันที่ 1 มีนาคม และรับสินค้าที่กองวิจัยและพัฒนาสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง (ติด BTS เกษตรศาสตร์) ได้ในวันที่ 2 มีนาคม ตั้งแต่เวลา 09.30 – 12.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ Call Center กรมประมง โทรศัพท์ 0 2562 0569

รักษ์เกษตร : ใส่ปุ๋ย…ด้วยพืชปุ๋ยสด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475070

news_default

รักษ์เกษตร : ใส่ปุ๋ย…ด้วยพืชปุ๋ยสด

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากปลูกพืชปุ๋ยสดครับ คืออะไรครับ ขอทราบความรู้เรื่องนี้ด้วยครับ

แสน ทองอุไร

อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์

คำตอบ

ปุ๋ยพืชสด เป็นปุ๋ยอินทรีย์ชนิดหนึ่งที่ได้จากการไถกลบ หรือตัดสับต้น ใบ และส่วนต่างๆ ของพืช ส่วนใหญ่พืชที่มักนิยมใช้เป็นพืชตระกูลถั่ว ปลูกให้ได้อยู่ในช่วงระยะออกดอก ซึ่งเป็นส่วนที่มีธาตุอาหารพืชสูงสุด แล้วปล่อยทิ้งไว้ให้เน่าเปื่อยผุพังย่อยสลายเป็นอาหารแก่พืชที่จะปลูกตามมา พืชที่ใช้ปลูกเป็นปุ๋ยพืชสด ได้แก่ ปอเทือง โสนอินเดีย โสนอัฟริกันถั่วพู ถั่วพร้า และพืชตระกูลถั่วต่างๆ

ประโยชน์ของปุ๋ยพืชสด ช่วยเพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุในดิน โดยเพิ่มธาตุไนโตรเจน ซึ่งเป็นธาตุอาหารหลักให้แก่พืช กรดที่เกิดจากการผุผังย่อยสลายของพืชสด จะช่วยละลายธาตุอาหารในดินให้แก่พืชได้มากยิ่งขึ้น ช่วยบำรุงและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน รักษาความชุ่มชื้นในดิน ช่วยลดอัตราการสูญเสียอันเกิดจากการชะล้างของหน้าดิน ทำให้ดินอุ้มน้ำได้ดีขึ้น และทำให้ดินร่วนซุย สะดวกในการเตรียมดินและไถพรวน ทั้งยังช่วยในการปราบวัชพืชบางชนิดได้เป็นอย่างดี ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีลงได้บางส่วน ช่วยเพิ่มผลผลิตและคุณภาพของพืชให้ดีขึ้น

ปุ๋ยพืชสด เป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้รวดเร็ว มีระบบรากแข็งแรง ออกดอกในระยะเวลาอันสั้น เมื่ออายุประมาณ 30-60 วัน สามารถปลูกได้ทุกฤดูกาล มีความต้านทานต่อโรคและแมลง ทนแล้ง และทนต่อสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อไปได้มาก ขยายพันธุ์ได้เร็ว เมล็ดงอกง่ายและมีเปอร์เซ็นต์ความงอกสูง เมื่อไถกลบแล้ว ลำต้นอ่อน ทำให้เก็บเกี่ยวตัดสับและไถกลบได้ง่าย  จะให้น้ำหนักพืชสดสูงถึง 2,000  กิโลกรัมต่อไร่ เมื่อไถกลบแล้วเน่าเปื่อยผุผังได้เร็ว  และมีธาตุอาหารสูง

การปลูกพืชปุ๋ยสด ดังนี้

1. ลักษณะของดิน การเตรียมดินก่อนปลูก ควรปรับปรุงสภาพของดินให้เหมาะสมเสียก่อน ถ้าเป็นดินเปรี้ยว ควรใส่ปูนลงไปก่อน จะช่วยให้พืชปุ๋ยสดเจริญเติบโต และให้น้ำหนักพืชสดสูงด้วย

2. เวลา และฤดูกาลที่ปลูก เวลาที่เหมาะสมที่สุดคือ ปลูกช่วงต้นฤดูฝน หรือปลูกหลังจากเก็บเกี่ยวพืช เนื่องจากความชื้นในดินยังคงมีอยู่ หรือควรปลูกก่อนการปลูกพืชหลัก ประมาณ 3 เดือน

การตัดสับ และไถกลบพืชปุ๋ยสด ระยะเวลาที่เหมาะสม ควรทำขณะที่ต้นถั่วเริ่มออกดอกไปจนถึงระยะดอกบานเต็มที่  ทั้งนี้เพราะ ในระยะนี้ ต้นถั่วเจริญงอกงามสูงสุด เมื่อทำการไถกลบแล้ว จะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุ และธาตุไนโตรเจนสะสมอยู่ในดินสูงด้วย

การปลูกพืชหลักเป็นระยะเวลานาน หรือการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินเลย จะทำให้ดินสูญเสียความอุดมสมบูรณ์ไปอย่างรวดเร็ว ดินอัดกันแน่นไม่ร่วนซุย ไม่สามารถดูดซับน้ำและอาหารพืชได้ หรือน้อยลง ทำให้การปลูกพืชไม่ได้ผลหรือได้ผลไม่ดีเท่าที่ควร นอกจากนี้แล้วการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น การใช้ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก ก็เป็นการดีอยู่ แต่มีข้อจำกัดคือ ต้องใช้ในปริมาณมากต่อไร่ สิ้นเปลืองแรงงานและค่าใช้จ่าย ไม่สะดวกแก่การขนย้ายปุ๋ย และหาได้ไม่เพียงพอ ดังนั้น วิธีการเพิ่มอินทรียวัตถุให้แก่ดินที่ดี สะดวก และง่ายก็คือ การใช้ปุ๋ยพืชสดนั่นเอง

นาย รัตวิ

รายงานพิเศษ : เปิดตัว… ‘แหล่งน้ำหนองหัวลิง มุกดาหาร’ นำร่องเข้าโครงการธนาคารผลผลิตฯปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475072

รายงานพิเศษ : เปิดตัว… ‘แหล่งน้ำหนองหัวลิง มุกดาหาร’ นำร่องเข้าโครงการธนาคารผลผลิตฯปี’63

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“แหล่งน้ำหนองหัวลิง” เป็นแหล่งน้ำที่กรมประมงคัดเลือกเข้าร่วมโครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วมในปีพ.ศ. 2563 โดยมีขนาดพื้นที่ 30.25 ไร่ ตั้งอยู่ในพื้นที่หมู่ที่ 5 บ้านหนองกกเปลือย ตำบลหนองแวง อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร มีประชากร 95 ครัวเรือน จำนวนทั้งหมด 376 คน เดิมเป็นหนองน้ำธรรมชาติของหมู่บ้าน โดยมีต้นไม้ล้อมรอบมีน้ำขังตลอดปีและมีต้นหัวลิงอยู่กลางหนองน้ำ จึงถูกเรียกขนานนามตามชื่อต้นไม้ว่า “หนองหัวลิง” เป็นแหล่งน้ำที่อุดมไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิดที่ผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้านยกให้เป็นแหล่งหากินของชุมชน ต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2527 ได้มีโครงการขุดลอกหนองน้ำสาธารณะประโยชน์เพื่อกักเก็บน้ำใช้เพื่อการเกษตรของหมู่บ้าน

ดังนั้นเพื่อเป็นการพัฒนาบริหารจัดการแหล่งน้ำดังกล่าวให้เกิดการใช้ประโยชน์สูงสุดทุกมิติ กรมประมงจึงคัดเลือกแหล่งน้ำดังกล่าวเป็นแหล่งน้ำนำร่องเข้าร่วมโครงการธนาคาร เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้เกษตรกรในชุมชนในพื้นที่เข้มแข็งสามารถบริหารจัดการผลผลิตเกษตรด้านการประมงให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า โครงการธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วมเป็นโครงการตามนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง สามารถบริหารจัดการแหล่งน้ำให้เป็นแหล่งผลิตสัตว์น้ำชุมชนและสร้างรายได้จากสัตว์น้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดโดยอาศัยแหล่งน้ำชุมชนเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนและการบูรณาการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ในการสนับสนุนด้านงบประมาณและข้อมูลวิชาการ เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงทางด้านอาหารให้กับราษฎรในพื้นที่ โดยมีระยะเวลาดำเนินโครงการ 5 ปีเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ 2560 – 2564 โดยในปีงบประมาณ 2563 มีเป้าหมายดำเนินการโครงการทั้งหมด 80 แห่ง โดยจะดำเนินการในแหล่งน้ำแห่งใหม่ จำนวน 20 แห่ง และติดตามการดำเนินงานโครงการฯ เพื่อให้เกิดความความต่อเนื่องในแหล่งน้ำแห่งเก่าปี 2562 จำนวน 20 แห่ง ในแหล่งน้ำแห่งเก่า ปี 2561 จำนวน 20 แห่ง และในแหล่งน้ำแห่งเก่าปี 2560 จำนวน 20 แห่ง

สำหรับกรอบแนวความคิดในการดำเนินโครงการธนาคารเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม จะเน้นการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนโดยชุมชน โดยมีเจ้าหน้าที่กรมประมงและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้คำปรึกษาด้านวิชาการและอำนวยการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามแผนที่ชุมชนได้ร่วมกันพิจารณาจัดทำร่วมกันภายใต้กรอบการดำเนินโครงการ การนำองค์ความรู้ด้านต่างๆ มาปรับใช้ในการดำเนินงานเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและบรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการฯ เช่น การติดตามประเมินผลผลิตสัตว์น้ำที่ปล่อยเลี้ยงในแหล่งน้ำชุมชน การอนุบาลเลี้ยงลูกพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อเพิ่มอัตรารอดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำชุมชนหรือจำหน่ายเป็นรายได้ของโครงการ การประเมินผลจับสัตว์น้ำที่จับมาใช้ประโยชน์ ฯลฯ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวนี้นำมาใช้ประเมินความสำเร็จของโครงการ ในระหว่างการดำเนินการจะมีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารประชาสัมพันธ์โครงการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดกลไกการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานกิจกรรมโครงการ ราษฎรได้เรียนรู้ และเกิดการแลกเปลี่ยนบทเรียนและประสบการณ์ สร้างแรงจูงใจในการจัดการเพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำในแหล่งน้ำชุมชนของตัวเองตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเชื่อมโยงหลักการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนด้านการประมง เพื่อให้มีผลผลิตสัตว์น้ำเพียงพอต่อการบริโภคและสร้างรายได้เพื่อความมั่นคงทางอาหารให้กับชุมชนและการดำรงชีวิตของราษฎรให้อยู่ดีกินดีชุมชนมีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

ในปีงบประมาณ 2563 นอกจากการตั้งเป้าผลักดันชุมชนเข้าร่วมโครงการแล้วนั้น ยังมีการจัดตั้งกลไกความร่วมมือและสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพคณะทำงาน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้บทเรียนและประสบการณ์เพื่อที่จะนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไปปรับใช้ในการบริหารโครงการในแหล่งน้ำชุมชนของตนเองและแหล่งน้ำอื่นต่อไปได้ นอกจากนี้ยังเป็นวิธีการสร้างเครือข่ายแหล่งน้ำชุมชนทั่วประเทศเพื่อการติดต่อประสานงานแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกันเกี่ยวกับการพัฒนางานด้านประมงและการบริหารจัดการแหล่งน้ำชุมชนตลอดจนการบริหารจัดการผลผลิตสัตว์น้ำ

กรมประมงได้จัดกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำโครงการธนาคารสินค้าเกษตร : กิจกรรมสนับสนุนธนาคารผลผลิตสัตว์น้ำแบบมีส่วนร่วม ซึ่งนับเป็นการเปิดตัวแหล่งน้ำครั้งแรกอย่างเป็นทางการภายหลังได้เข้าร่วมโครงการกับทางกรมประมง ซึ่งนอกจากจะมีพิธีเปิดป้ายแหล่งน้ำของโครงการ กรมประมงได้เตรียมพันธุ์สัตว์น้ำจำนวน 1 ล้านตัว ได้แก่ ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน มาปล่อยบริเวณแหล่งน้ำชุมชนโดยรอบในอำเภอนิคมอีกด้วย

สทนช.เร่งรัดแผนแก้ภัยแล้งทั่วปท. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475071

news_default

สทนช.เร่งรัดแผนแก้ภัยแล้งทั่วปท.

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)กล่าวถึงความคืบหน้าการแก้ปัญหาภัยแล้งว่า ให้เร่งดำเนินงานในโครงการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ไปพลางก่อนงบกลาง 2,041 โครงการ และโครงการใช้งบประมาณของหน่วยงาน 1,337 โครงการ เช่น ขุดเจาะบ่อบาดาล จัดหาแหล่งน้ำผิวดิน ซ่อมแซมระบบประปา วางท่อน้ำดิบ สถานีสูบน้ำด้วยการให้หน่วยงานผู้รับผิดชอบที่ได้รับงบประมาณแล้วเร่งดำเนินการตามแผนปฏิบัติงานและแผนงบประมาณโดยเร็วจากนั้นรายงานความก้าวหน้าให้กองอำนวยการน้ำแห่งชาติรับทราบทุกสัปดาห์ เพื่อให้ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาภัยแล้งได้ทันท่วงที ทั้งนี้ ยังติดตามมาตรการยับยั้งหรือชะลอความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยา ด้วยการบริหารจัดการผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองผ่านแม่น้ำท่าจีนลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยา โดยเพิ่มอัตราการผันน้ำจากประมาณ 30 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 60 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ทำให้ลดระบายน้ำจากตอนบนมายังเขื่อนเจ้าพระยาได้ แม้ที่ผ่านมานี้บางช่วงเวลาจะมีลิ่มความเค็มสูงเกินมาตรฐาน แต่กรมชลประทานและการประปานครหลวงเร่งลดปริมาณการสูบน้ำลง พร้อมใช้น้ำจืดที่มีอยู่ผสมช่วยเจือจางความกร่อยให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับให้น้ำประปาใช้อุปโภค-บริโภคได้ สาเหตุจากน้ำทะเลหนุนสูงจึงต้องดึงน้ำมาเพิ่มมากขึ้นช่วยบรรเทาสถานการณ์ ที่สำคัญต้องเฝ้าระวังความเค็มอีกครั้งระหว่างวันที่ 9-11 มีนาคมนี้ด้วย

เลขาธิการ สทนช. กล่าวถึงแผนส่งน้ำฤดูฝนปี 2563ว่า ต้องเร่งยืนยันการส่งน้ำด่วน 2 พื้นที่คือ พื้นที่ลุ่มต่ำลุ่มเจ้าพระยา 12 ทุ่ง และทุ่งบางระกำ เพื่อให้ประชาชนเตรียมพร้อม โดยให้กรมชลประทานกำหนดยืนยันการส่งน้ำและกำหนดวันที่ส่งน้ำเสนอต่อ กอนช. เพื่อพิจารณาโดยด่วน ส่วนปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มน้ำภาคตะวันออกให้กรมชลประทาน การประปาส่วนภูมิภาค East water และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย จัดทำแผนปฏิบัติการจัดการน้ำและแผนบริหารความเสี่ยงที่เป็นรูปธรรม เสนอ กอนช. พิจารณาโดยเร็ว เพื่อรองรับสถานการณ์เวลา แต่ขอให้คำนึงถึงการลดการใช้น้ำภาคอุตสาหกรรมการออกแบบรอบเวรการใช้น้ำด้านการเกษตร และมาตรการลดการใช้น้ำ

แนะวิธีป้องกันหนอนเจาะดอกมะลิ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475065

news_default

แนะวิธีป้องกันหนอนเจาะดอกมะลิ

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะลิเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะดอกมะลิ โดยจะพบการเข้าทำลายระยะที่ต้นมะลิออกดอก มักพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่สีเหลืองเป็นฟองเดี่ยวๆ ตามกลีบดอก ก้านกลีบเลี้ยงใต้ใบ หรือรอยยอดอ่อน เมื่อตัวอ่อนหนอนฟักออกมาจากไข่จะเข้าทำลายดอกมะลิระยะดอกตูมที่มีขนาดเล็ก โดยหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในดอกมะลิ ซึ่งเกษตรกรสามารถสังเกตลักษณะอาการของดอกมะลิเป็นรอยช้ำ จะเห็นมูลของหนอนเป็นขุยอยู่ภายใต้ดอก สีของดอกมะลิจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง สีน้ำตาลแห้ง เหี่ยวแห้ง และร่วงหล่น กรณีต้นมะลิไม่มีดอก หนอนจะเข้าทำลายกัดกินใบอ่อนหรือยอดอ่อน หากมีการระบาดรุนแรง จะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บดอกมะลิขายได้

แนวทางป้องกันกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิ หากพบการเข้าทำลายของหนอนให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการระบาดให้เกษตรกรพ่นสารทุก 4 วัน และไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้หนอนเจาะดอกมะลิสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้ กรณีแหล่งที่หนอนเจาะดอกมะลิต้านทานสารเคมีให้ใช้อัตราส่วนของสารเคมีที่สูงขึ้น ให้เกษตรกรพิจารณาเลือกใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิ ไม่ให้เข้าทำลายผลผลิตให้เสียหายได้ตามความเหมาะสม สำหรับสารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส ห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ

ก.เกษตรฯเตรียมชงร่างประกาศคุมเข้มผลิตสารเคมี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475066

news_default

ก.เกษตรฯเตรียมชงร่างประกาศคุมเข้มผลิตสารเคมี

วันอังคาร ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเสนอร่างประกาศควบคุมผลิตสารเคมี ดันเป็นกฎหมายคุ้มครองยกระดับความปลอดภัยครอบคลุมทั้งผู้บริโภค แรงงานในโรงงาน

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดนโยบาย และดำเนินการใช้หลักเกณฑ์ในการตรวจสอบสถานที่ผลิต วัตถุอันตรายตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง (พ.ศ. 2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครอง ซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ. 2547 นั้น เพื่อให้การผลิตและเก็บรักษาวัตถุอันตรายมีมาตรฐาน ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ โดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 5 วรรคสามและมาตรา 20 (1) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562มาตรา 20 (2) และมาตรา 20/1 แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไข เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย (ฉบับที่ …) พ.ศ. 2551

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร จึงได้พิจารณายกร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. ขึ้นโดยมีสาระสำคัญของร่างประกาศ คือ กำหนดให้สถานที่ผลิตวัตถุอันตรายต้องได้การรับรองระบบมาตรฐานบริหารคุณภาพ ISO 9001 ได้รับการรับรองระบบมาตรฐานการจัดการสิ่งแวดล้อม ISO 14001 และมีห้องปฏิบัติการซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC17025 ด้านการวิเคราะห์วัตถุอันตราย จากสถาบันการตรวจรับรองมาตรฐาน โดยหน่วยงานมาตรฐานในประเทศไทย ยกเว้นสถานที่ผลิตสารชีวภัณฑ์ และสารสกัดจากพืชสถานที่ผลิตวัตถุอันตราย ที่ผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ดำเนินการผลิตวัตถุอันตรายอยู่ก่อนแล้ว ให้ระยะเวลาดำเนินการปรับปรุงแก้ไขเป็นระยะเวลาอีก 2 ปี นับแต่วันที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ทั้งนี้ไม่รวมถึงสถานที่ผลิตวัตถุอันตราย ที่ผู้ประกอบการได้รับอนุญาตให้ดำเนินการผลิตวัตถุอันตรายที่ถูกจำกัดการใช้ ซึ่งในการป้องกันอันตรายผู้ปฏิบัติงานนั้น กำหนดให้มีการตรวจสุขภาพผู้ปฏิบัติงานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันอันตรายจากการมี

วัตถุอันตรายสะสมอยู่ในร่างกาย ถ้าผู้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวัตถุอันตรายที่มีสารประกอบในกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟส หรือคาร์บาเมต ต้องตรวจหาระดับซีรัมโคลีนเอสเตอเรสด้วย พร้อมจัดทำทะเบียนประวัติสุขภาพ ของผู้ปฏิบัติงานและหากตรวจพบวัตถุอันตรายสะสมในร่างกายจนถึงระดับอันตราย ต้องจัดให้ผู้นั้นได้รับการรักษาหรือไปปฏิบัติงานอื่นตามความเหมาะสม

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งเข้ม!! ป้องกันลักลอบนำเข้า’เนื้อสัตว์-ซากสัตว์’ทุกช่องทาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/475146

news_default

‘อธิบดีปศุสัตว์’สั่งเข้ม!! ป้องกันลักลอบนำเข้า’เนื้อสัตว์-ซากสัตว์’ทุกช่องทาง

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 18.22 น.

“ปศุสัตว์”ออกมาตรการควบคุมการนำเข้าเนื้อสัตว์และซากสัตว์จากต่างประเทศอย่างเข้มงวดทุกช่องทางการขนส่ง ต้องผ่านการตรวจรับรองปลอดโรค เฝ้าระวังโรคที่ติดมากับซากสัตว์อาจแพร่ระบาดสู่ปศุสัตว์และผู้บริโภค

เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 นายสัตวแพทย์ สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า สั่งการให้สารวัตรปศุสัตว์ตามด่านกักกันสัตว์ทั่วประเทศป้องกันการลักลอบนำเข้าเนื้อสัตว์และซากสัตว์อย่างเข้มงวด ทุกช่องทางขนส่ง ทั้งทางบก ทางเรือ และทางอากาศ เพื่อป้องกันโรคระบาดสัตว์ที่อาจแพร่ระบาดเข้ามาในไทย โดยในระยะนี้ตรวจพบเนื้อสัตว์ที่ไม่ทราบแหล่งที่มา สถานที่ผลิต ไม่มีเอกสารหลักฐานที่ผ่านการตรวจสอบจากพนักงานตรวจโรคสัตว์ และหนังสือรับรองสุขศาสตร์ซากสัตว์จากหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่บ่อยครั้ง เสี่ยงที่จะมีเชื้อโรคระบาดปะปนมาซึ่งไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค รวมถึงทำให้เกิดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในประเทศด้วย หากพบสารวัตรปศุสัตว์จะอายัดทั้งหมดเพื่อทำการตรวจสอบแหล่งที่มาให้แน่ชัด อีกทั้งเก็บตัวอย่างเพื่อตรวจพิสูจน์ทางห้องปฏิบัติการว่า มีเชื้อโรคปนเปื้อนหรือไม่

ทั้งนี้ กรมปศุสัตว์กำหนดมาตรการนำเข้าสินค้าปศุสัตว์จากต่างประเทศที่จะมาจำหน่ายนั้น ต้องได้รับการตรวจรับรองเพื่อให้มั่นใจว่า สินค้าปศุสัตว์ (ซากสัตว์) ที่นำเข้าราชอาณาจักรมานั้น ไม่ได้มาจากต้นทางที่เป็นแหล่งของโรคระบาดสัตว์ และไม่มีการควบคุมการผลิต รวมถึงไม่ได้รับการตรวจรับรองใดๆ โดยที่ผ่านมากรมปศุสัตว์ทำหนังสือถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบด้วยกระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อขอความร่วมมือในการป้องกันการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ซากสัตว์ที่นำเข้าอย่างถูกกฎหมายจะต้องมีเครื่องหมายประจำตัว และสามารถตรวจสอบย้อนกลับสินค้าดังกล่าวได้ จึงทำให้แยกแยะกับซากสัตว์ที่ลักลอบนำเข้าได้ ง่ายต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ชุดปฏิบัติงานสุนัขดมกลิ่นตรวจสอบการลักลอบนำเข้าซากสัตว์ในพื้นที่สนามบินทุกแห่ง เพื่อตรวจสอบผู้โดยสารที่นำซากสัตว์เข้าราชอาณาจักรอย่างผิดกฎหมายด้วยการซุกซ่อนในกระเป๋า (Hand Carry) โดยมีผลการปฏิบัติงานยึดและอายัดซากสัตว์อย่างต่อเนื่อง จัดตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายในความรับผิดชอบของกรมปศุสัตว์ โดยหน่วยปฏิบัติการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบและป้องกันการลักลอบนำเข้าสินค้าปศุสัตว์จากต่างประเทศได้ทั่วราชอาณาจักร ล่าสุดจัดทำโครงการเข้าตรวจสอบสถานที่พักซากสัตว์ทั่วประเทศเพื่อดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีกับผู้ลักลอบนำเข้าซากสัตว์จากต่างประเทศ และนำมาซุกซ่อนไว้ตามห้องเย็นต่างๆ

“โรคระบาดสัตว์ที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ แต่ยังไม่มีการระบาดในไทยซึ่งกรมปศุสัตว์เฝ้าระวังเป็นพิเศษได้แก่ โรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกรซึ่งระบาดในประเทศเพื่อนบ้านหลายประเทศ ส่วนในสัตว์ปีกคือ ไข้หวัดนกที่ไทยปลอดโรคมากว่า 10 ปี ตลอดจนต้องเฝ้าระวังโรคอุบัติใหม่เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดทั้งจากสัตว์สู่คนและในปศุสัตว์” นายสัตวแพทย์ สรวิศ กล่าว

‘วราวุธ’ฮึ่ม!ใครเผาป่าลากเข้าคุกไม่เว้นนายทุน โพสต์ภาพโชว์จับจริงปรับจริง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474983

news_default

‘วราวุธ’ฮึ่ม!ใครเผาป่าลากเข้าคุกไม่เว้นนายทุน โพสต์ภาพโชว์จับจริงปรับจริง

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 11.52 น.

“รมว.ทส.” เอาจริง จับได้ใครเผาป่า ลากเข้าคุกหมดไม่เว้นนายทุน ย้ำ 99.8 % ฝีมือมนุษย์ เผย “เขาใหญ่” เริ่มควบคุมได้ สัตว์ป่าไม่มีอันตราย “มท.1” เร่งส่ง ฮ.เสริมช่วยดับไฟป่า

เมื่อเวลา 09.20 น.วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) กล่าวถึงสถานการณ์ไฟป่าในหลายพื้นที่ ว่า ขณะนี้เกิดไฟป่าขึ้นหลายพื้นที่ ล่าสุดคือในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ตนได้ให้ทางจังหวัดประสานกระทรวงมหาดไทย ให้สั่งการไปยังนายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และทหาร ให้ช่วยกันทำความเข้าใจ และลาดตระเวนตรวจตรา

สำหรับสถานการณ์ขณะนี้สามารถความคุมแนวกันไฟไว้ได้ และกำลังไล่ดับไฟตีล้อมกลับเข้าไปใหม่ ซึ่งยังไม่มีรายงานว่าสัตว์ป่าได้รับอันตราย  ก่อนหน้านี้ก็เกิดขึ้นที่ จ.ลำปาง และน่าน ซึ่งสาเหตุ 99.8 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยล่าสุดกรมป่าไม้ และเจ้าหน้าที่ สามารถจับกุมและดำเนินคดีผู้ที่เผาป่าได้ โดยพฤติกรรมนำไม้ขีดมามัดกับยากันยุง และไปวางตามจุดต่างๆเพื่อให้เกิดการเผาไหม้ นี่คือสิ่งที่ผิดกฎหมาย

“ไม่ว่าจะมีเจตนาเพื่อถางป่าทำมาหากิน หรือเจตนาอื่น ล้วนแต่ทำให้เกิดความเสียหาย ทุกรายที่จับได้เราจะดำเนินคดีเด็ดขาด ซึ่งเราใช้ยาแรงมาตลอด แต่ไม่ได้โฆษณา จากนี้จะโฆษณาให้เห็น จะโพสต์ภาพคนที่ถูกจับในห้องขังให้สังคมเห็น ว่า เราจับจริงๆ ปรับจริง ค่าเสียหายเป็นสิบล้านเราก็ต้องเอา ไม่ใช่แค่ตาสีตาสา ถ้าเราจับใครได้ไม่ว่าจะเป็นนายทุนหรือใคร ผมเอาเข้าตารางหมด” รมว.ทส.กล่าว

รมว.ทส. กล่าวด้วยว่า ตนได้สั่งการไปยังอธิบดีกรมป่าไม้ และปลัดกระทรวง ทส.ว่า ตามที่กรมป่าไม้ได้อนุญาตให้สัมปทานนิติบุคคลกับบริษัทต่างๆ หน้าที่หลักของผู้ได้สัมปทานคือต้องดูแลป่า ดูแลต้นไม้ในพื้นที่ที่ขอสัมปทานไป ถ้าเกิดไฟไหม้ป่าในพื้นที่นั้น จะถือว่าเป็นการผิดเงื่อนไขการขอสัมปทาน จึงฝากขอให้ดูแลผืนป่าที่อยู่ในสัมปทานของท่านให้ดี

“วันนี้สถานการณ์ในประเทศไทย แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน ไม่มีน้ำแล้ว ไม่มีโรงงานผลิตน้ำ ถ้าป่าต้นน้ำโดนเผา โดนทำลาย แม่น้ำเหล่านี้และเขื่อนเจ้าพระยาจะเอาน้ำจากไหน ขอวิงวอนประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ ถึงเวลาที่ทุกคนต้องมร่วมมือกันอนุรักษ์ป่า ฟื้นฟูป่า สร้างโรงงานผลิตน้ำ” นายวราวุธ กล่าว

ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (รมว.มท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาไฟป่า ว่า มท.ได้ร่วมแก้ปัญหากับทุกหน่วยงาน ในส่วนของพื้นราบเป็นหน่วยที่สามารถเข้าไปดับไฟได้ แต่ปัญหาคือพื้นที่ที่เป็นเขา จะต้องใช้อากาศยานเข้าช่วย เนื่องจากคนขึ้นไม่ไหว โดยทางเหล่าทัพก็ส่งเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินเข้าช่วย ส่วนกระทรวงมหาดไทยก็มีเฮลิคอปเตอร์ดับไฟอยู่จำนวน 2 ลำ แต่ตอนนี้เหลือเพียงลำเดียว ซึ่งลงมาช่วยเหลือที่ จ.นครนายกแล้ว เนื่องจากอีกลำต้องเข้าซ่อมบำรุงตามรอบ 200 ชั่วโมง คาดว่าจะช่วยควบคุมได้ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ แต่ที่ยากลำบากเรื่องอากาศแห้งไฟลุกลามได้เร็วและอยู่บนเขา ทำให้ทำงานยาก

ป่าไม้-พนง.สอบสวน เร่งหาเอกสารฟาร์มจระเข้‘พี่ชายปารีณา’รุกป่าสงวนหรือไม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474977

news_default

ป่าไม้-พนง.สอบสวน เร่งหาเอกสารฟาร์มจระเข้‘พี่ชายปารีณา’รุกป่าสงวนหรือไม่

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 11.28 น.

ป่าไม้-พนง.สอบสวน เร่งหาเอกสารฟาร์มจระเข้‘พี่ชายปารีณา’รุกป่าสงวนหรือไม่

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ให้สัมภาษณ์กรณีนายวีระ สมความคิด แจ้งความดำเนินนายสีหนาถ ไกรคุปต์ พี่ชาย น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) กรณีที่ดินทำฟาร์มจระเข้อาจเข้าข่ายบุกรุกที่ป่าสงวน ว่า กรณีของนายสีหนาท ถ้านับตามเอกสารที่กรมป่าไม้มีคือหลักฐานครอบครองสัตว์คุ้มครองที่อยู่ในการเพาะเลี้ยง แต่เอกสารเกี่ยวกับโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ในพื้นที่ เรายังหาไม่ได้ ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่กรมป่าไม้กำลังทำงานพร้อมกับพนักงานสอบสวน เพื่อหาเอกสารหลักฐานให้ได้ว่าพื้นที่ดังกล่าว และสิ่งปลูกสร้างเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใด เมื่อทราบแล้วว่าเป็นของใคร พนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป ขณะที่กรมป่าไม้ก็จะแจ้งความตามกฎหมายเช่นกัน

“หลักฐานที่มีตอนนี้คือใบครอบครองจระเข้ อยู่ภายใต้ชื่อของนายสีหนาท แต่ยังไม่สามารถใช้มาเป็นหลักฐานในการกล่าวอ้างได้ว่าโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้างเป็นของบุคคลคนเดียวกัน ต้องมีหลักฐานก่อน ยืนยันว่ากรมป่าไม้และพนักงานสอบสวนจะดำเนินการตามกฎหมายหากมีเอกสาร ที่ผ่านมาทั้งกรมป่าไม้และพนักงานสอบสวนพูดคุยประสานงานกันอยู่ตลอด เพื่อหาหลักฐานว่าพื้นที่และกรรมสิทธิ์โรงเรือนเป็นของบุคคลใด” นายวราวุธ กล่าว