สศก.เปิดเวทีใหญ่วางกรอบทำข้อมูลเกษตรแห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474887

news_default

สศก.เปิดเวทีใหญ่วางกรอบทำข้อมูลเกษตรแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า วันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ สศก กำหนดจัดสัมมนาจัดทำข้อมูลฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ เพื่อสร้างเครือข่ายการทำงานด้านการจัดทำข้อมูลด้านการเกษตรให้เป็นเอกภาพ สู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติและเพิ่มองค์ความรู้ทางด้านฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ให้เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องในหน่วยงานรวมกว่า 150 คน ณ โรงแรมแอมบาสซาเดอร์ซิตี้ จอมเทียน อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี

ในงานนี้นายนราพัฒน์ แก้วทองกรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานเปิดงาน และจะมีบรรยายพิเศษหัวข้อ “ปี 2020 ยกระดับการเกษตรไทยด้วยเทคโนโลยีเกษตร 4.0 รวมทั้งการบรรยาย เรื่อง “ศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติBig Data เพื่อคนไทยทุกคน” จากผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ภาครัฐ หรือ GBDi (รศ.ดร.ธีรณี อจลากุล) พร้อมกันนี้จะอภิปรายกลุ่มเพื่อระดมความคิดเห็นร่วมกันของหน่วยงานภายใต้MOU การพัฒนาระบบฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติทั้ง 10 กระทรวง และหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรฯ 22 หน่วยงานซึ่งเชื่อมั่นว่า งานครั้งนี้ จะถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านจัดทำข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) เข้าสู่ฐานข้อมูลด้านการเกษตรแห่งชาติ ให้เจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงาน และเกิดเครือข่ายทำงานร่วมกันอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ได้ข้อมูลรวดเร็ว ถูกต้อง สมบูรณ์พร้อมให้บริการเกษตรกร หน่วยงานภาครัฐ และสาธารณชนเข้ามาใช้งานได้

ทั้งนี้ สศก. อยู่ระหว่างเร่งจัดตั้งศูนย์ข้อมูลการเกษตรแห่งชาติ (National Agricultural Big Data Center : NABC) ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ จะได้รับทราบข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นำไปสู่การทำบัญชีข้อมูล (Data Catalog) เพื่อเปิดให้บริการกับทุกภาคส่วนที่ต้องการใช้ข้อมูลต่อไป เบื้องต้นผู้สนใจติดตามข้อมูลข่าวสารความก้าวหน้าการดำเนินงานดังกล่าวของ NABC ได้ผ่าน http://www.nabc.go.th<http://www.nabc.go.th>และคาดว่า จะเปิดให้หน่วยงานและประชาชนทั่วไปเข้าใช้บริการบัญชีข้อมูล (Data Catalog) บางส่วนได้ในเดือนมีนาคมนี้แน่นอน

ปศุสัตว์แจงสื่อนอกเผยข้อมูลเก่าปี’62 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474880

news_default

ปศุสัตว์แจงสื่อนอกเผยข้อมูลเก่าปี’62

วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่าตามที่สื่อมวลชนต่างประเทศเสนอข่าวเกี่ยวกับโรงฆ่าสัตว์เถื่อนของไทย เป็นเรื่องเก่าเมือปี 2562 ที่ถูกนำมาเผยแพร่ซ้ำอีก สำหรับการฆ่าสัตว์โดยใช้ไม้ทุบหัวสุกรไม่ทำให้สลบได้แบบสมบูรณ์(Immobilization) ถือเป็นการทำผิดตามตามพ.ร.บ.ควบคุมการฆ่าสัตว์เพื่อรจำหน่ายเนื้อสัตว์ พ.ศ. 2559และผิดหลักสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งที่ผ่านมากรมปศุสัตว์เร่งปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด โดยส่งเจ้าหน้าที่บุกจับโรงฆ่าสัตว์เถื่อนอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่ปี 2558 มีผลการจับกุมโรงฆ่าเถื่อนแล้วกว่า 500 รายและยังสั่งการให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ตรวจสอบโรงฆ่าสัตว์ที่ได้รับอนุญาตไปแล้วอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

“ภาพที่สื่อนอกนำเสนอนั้น เป็นภาพเก่าเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งน่าจะเป็นการลักลอบเข้าไปทำข่าวในโรงฆ่าสัตว์เถื่อน ขอให้ผู้ที่ได้รับข่าวสารนี้อย่าส่งต่อเพราะยิ่งสร้างความเสียหายให้ประเทศไทย โดยกรมปศุสัตว์จัดเจ้าหน้าที่ชุดเคลื่อนที่เร็ว เร่งปราบปรามการทำผิดด้านปศุสัตว์มาโดยตลอด เพื่อยกระดับมาตรฐานโรงฆ่าสัตว์ของไทย สร้างความปลอดภัยต่อผู้บริโภคแนะนำผู้บริโภคให้เลือกซื้อเนื้อสัตว์จากผู้ผลิตที่ได้มาตรฐานจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ สังเกตตราสัญลักษณ์ ปศุสัตว์ OK”อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าว

ที่สำคัญกระบวนผลิตเนื้อสัตว์ของไทย มีการควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การเลี้ยงในฟาร์ม การขนส่ง จนถึงกระบวนการฆ่าและแปรรูปในโรงงานมาตรฐาน โดยเฉพาะก่อนการเชือดชำแหละต้องพักสัตว์รอเข้าฆ่าไม่น้อยกว่า 30 นาที สเปรย์นํ้าเพื่อลดความเครียดก่อนทำให้สลบเพื่อทำให้สัตว์หมดสติไปอย่างสมบูรณ์ ถือเป็นพื้นฐานของเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ หากประชาชนพบเห็นโรงฆ่าเถื่อนหรือการกระทำที่ผิดกฎหมาย โปรดแจ้งเบาะแสได้ที่ application "DLD4.0" เพื่อให้เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

อธิบดีกรมชลฯเผย’ภัยแล้ง’ยังน่าห่วง กำชับทุกพื้นที่เร่งช่วยประชาชน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474835

news_default

อธิบดีกรมชลฯเผย’ภัยแล้ง’ยังน่าห่วง กำชับทุกพื้นที่เร่งช่วยประชาชน

วันอาทิตย์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.21 น.

“อธิบดีกรมชลประทาน”สั่งการหน่วยงานกรมชลฯในพื้นที่เตรียมพร้อมดับไฟป่าต่อเนื่อง หลังเกิดเหตุไฟป่าใกล้”รร.เตรียมทหารนครยายก”กลางดึกที่ผ่านมา ขณะที่ปัญหาพื้นที่ภัยแล้งยังน่าเป็นห่วง กำชับทุกพื้นที่เร่งช่วยประชาชนแล้ว

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2563 ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ถึงกรณีที่เกิดไฟป่าลุกไหม้เข้าไปใกล้กับบริเวณโรงเรียนนายร้อย จปร.จังหวัดนครนายก ตั้งแต่เมื่อคืนวันที่ 21 ก.พ.63 ที่ผ่านมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้สั่งการให้สำนักงานชลประทานที่ 9 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาเขื่อนขุนด่านปราการชล โครงการชลประธานนครนายก และโครงการชลประทานฉะเชิงเทรา สนับสนุนรถบรรทุกน้ำเข้าไปช่วยดับไฟป่าร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ในจังหวัดนครนายก และพื้นที่ใกล้เคียง รวม 8 คัน ปัจจุบันสถานการณ์ได้บรรเทาลงแล้ว ทั้งนี้ กรมชลประทานจะยังคงเตรียมรถบรรทุกน้ำไว้เพื่อเข้าช่วยเหลือต่อไปจนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยมีการเตรียมพร้อมบรรทุกน้ำ จำนวน 8 คัน ที่นำมาเตรียมพร้อม แม้สถานการณ์ไฟไหม้สามารถควบคุมเพลิงได้แล้วตั้งแต่เวลา ช่วง 05.00 น.ที่ผ่านมา โดยขณะที่รถบรรทุกน้ำยังคงเตรียมพร้อมที่ รร.ทหารการสัตว์ เกษตรรวมใจ เพื่อให้สามารถช่วยเหลือดับไฟได้ทันที หากเกิดเหตุไฟไหม้ซ้ำขึ้นมาอึก

ขณะที่ปัญหาภัยแล้งยังเกิดปัญหาต่อเนื่อง โดยเบื้องต้นตนได้กำชับเจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่เตรียมพร้อมให้การช่วยเหลือ โดยเฉพาะน้ำอุปโภคบริโภค นอกจากนี้ ในส่วนสำนักงานชลประทานที่ 12 ซึ่ง นายสุทธิชัย ดีอ่วม ผู้อำนวยการส่วนเครื่องจักรกล มอบหมายให้ นายสุริยา สุโพธิ์ใหม่ ฝ่ายปฏิบัติการสูบน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำ ขนาด 8 นิ้ว จำนวน 1 เครื่อง สูบน้ำช่วยเหลือราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาภัยแล้งขาดแคลนน้ำในการเพาะปลูกพืชต่อเนื่อง สวนผลไม้ (มะม่วง) พื้นที่หมู่ 9 ต.กระเสียว อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ชึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาท่าโบสถ์

ขณะที่โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาพระยาบรรลือ สำนักงานชลประทานที่ 11 ดำเนินการผันน้ำจากแม่น้ำท่าจีน ผ่านคลองพระยาบรรลือเพื่อรักษาระบบนิเวศน์และผลักดันลื่มความเค็มในเเม่น้ำเจ้าพระยา โดยติดตั้งเครื่องสูบน้ำถาวร จำนวน 8 เครื่อง และกึ่งถาวร จำนวน 6 เครื่อง รวมทั้งสิ้น 14 เครื่อง โดยปัจจุบัน ณ 22 ก.พ.63 เวลา 08.00 น.เดินเครื่องทั้งหมด 10 เครื่อง รวมปริมาณน้ำ 30 ลบ.ม./วินาที ระดับน้ำด้านในคลอง 1.33 ม.รทก.ระดับน้ำแม่น้ำท่าจีน 0.57 ม.รทก.และปัจจุบัน โครงการฯ พระยาบรรลือขอหยุดเดินเครื่องสูบน้ำกึ่งถาวร สน.พระยาบรรลือ 1 ตั้งแต่เมื่อวาน จำนวน 3 เครื่อง เพื่อแก้ไขความเสียหายของน้ำที่กัดเซาะตลิ่งจนได้รับความเสียหาย โดยได้ประสานกับทาง สคก.เข้ามาทำการขยับแนวท่อสูบน้ำใหม่ คาดการณ์ว่าจะขยับแนวท่อแล้วเสร็จภายใน 23 ก.พ.63

ทั้งนี้ ทางโครงการฯ จะได้เร่งดำเนินการซ่อมแซมความเสียหายของตลิ่งต่อไป คาดการณ์ว่าจะสามารถเดินเครื่องสูบน้ำได้ตามปรกติ 13 เครื่อง (สำรองไว้ 1 เครื่อง) ภายใน 24 ก.พ.63 ทั้งนี้ โครงการฯพระยาบรรลือ จะรักษาระดับน้ำในคลองพระยาบรรลือให้มีระดับน้ำในคลองไม่ต่ำกว่า 1.30 ม.รทก.แต่ถ้าระดับน้ำในคลองเริ่มลดลงจะเพิ่มเครื่องสูบน้ำที่สำรองไว้ 1 เครื่องด้วย

กรมปศุสัตว์จับมือสาธารณสุข แก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาร่วมกับนานาชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474493

กรมปศุสัตว์จับมือสาธารณสุข แก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาร่วมกับนานาชาติ

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.19 น.

กรมปศุสัตว์จับมือสาธารณสุข แก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยาร่วมกับนานาชาติในการประชุมระดับชาติว่าด้วยการดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 2

21 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ห้องแกรนด์ บอลรูม โรงแรมรามาการ์เด้นส์ กรุงเทพฯ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้รับมอบหมายจากนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้แทนกระทรวงเกษตรฯ ร่วมประชุมระดับชาติว่าด้วยการดื้อยาต้านจุลชีพ ครั้งที่ 2 กำหนดระหว่างวันที่ 20-21 กุมภาพันธ์ 2563 โดยมี ดร.สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธาน พร้อมด้วย Dr. Hanan H. Balkhy รองผู้อำนวยการอนามัยโลกด้านการดื้อยาต้านจุลชีพ นายแพทย์ไพศาล ดั่นคุ้ม เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ผู้แทนจากกระทรวง หน่วยงานภาครัฐ สภาวิชาชีพ องค์การสากล สมาคม ผู้แทนภาคการศึกษา นักวิจัย ภาคประชาชน องค์การระหว่างประเทศ เช่น WHO, FAO, OIE, USAID, UNEP และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวม 250 ราย

สำหรับการดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial Resistance: AMR) เป็นปัญหาสำคัญด้านการสาธารณสุขในระดับโลกและประเทศไทยได้เห็นถึงความสำคัญของปัญหานี้จึงได้มีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติ คือ “แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย พ.ศ. 2560-2564” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบในแผนดังกล่าว เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2559 และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการดื้อยาต้านจุลชีพแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนงานกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างบูรณาการ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ให้ความสำคัญเรื่องเชื้อดื้อยาในระดับนโยบาย และมีการดำเนินงานขับเคลื่อนการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขและภาคส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การส่งเสริมด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างถูกต้องสมเหตุผลในสัตว์ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของแผนยุทธศาสตร์ฯ อันเห็นได้จากการกล่าวถ้อยแถลงของรัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่ได้แสดงความมุ่งมั่นร่วมกับนานาชาติในการแก้ไขปัญหาเชื้อดื้อยา ในที่ประชุมครั้งที่ 2 ขององค์การสุขภาพสัตว์โลก หรือ OIE ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 – 31 ตุลาคม 2561 ณ ประเทศโมรอคโค

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีกรมปศุสัตว์เป็นหน่วยงานประสานหลักในยุทธศาสตร์ที่ 4 “การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาและควบคุมกำกับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง” มีเป้าประสงค์ คือ การลดการใช้ยาในสัตว์ลง 30 % มีการขับเคลื่อนการดำเนินงานผ่านคณะอนุกรรมการ การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพในภาคการเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมประมง อธิบดีกรมวิชาการเกษตร และอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นกรรมการและเลขานุการร่วม ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างบูรณาการ ได้แก่ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ภาคการศึกษา สัตวแพทยสภา สมาคมต่างๆ รวมทั้งผู้ประกอบการและภาคเอกชนต่างๆ ภายใต้หลักสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health Approach)

สำหรับภาคเกษตรและการเลี้ยงสัตว์ได้ดำเนินการแล้ว ดังนี้

1. ภาคปศุสัตว์ มีกรมปศุสัตว์เป็นแกนประสาน การดำเนินงาน เช่น ยกเลิกการใช้ยาปฏิชีวนะทุกชนิดในวัตถุประสงค์เพื่อการเร่งการเจริญเติบโต (Growth Promoter) การออกกฎหมายและกำกับดูแลอาหารสัตว์ที่ผสมยา (Medicated Feed) ที่การใช้ยาปฏิชีวนะผสมลงในอาหารสัตว์ต้องได้รับการสั่งใช้ยาโดยสัตวแพทย์ (Prescription) มีมาตรการให้เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ใช้ยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้องสมเหตุผล (Prudent use) ตามหลักมาตรฐานฟาร์มหรือที่เรียกว่า การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (Good Agricultural Practice; GAP) รวมถึงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์ “ปลอดการใช้ยาปฏิชีวนะ” ควบคู่ไปกับการติดตามและเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่มีการตรวจวิเคราะห์เชื้อดื้อยาที่เป็นมาตรฐานสากล เป็นต้น

2. ภาคการประมง มีกรมประมงเป็นแกนประสาน การดำเนินงาน เช่น ได้มีการจัดทำแนวปฏิบัติในการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ การฝึกอบรมนักวิชาการประมงและเกษตรกรด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างสมเหตุผลในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และการพัฒนาบุคลากรด้านการกำกับดูแลด้านกฎหมาย ด้านการจัดการสุขภาพสัตว์น้ำ และการป้องกันโรคสัตว์น้ำตามหลักการความปลอดภัยทางชีวภาพ

3. ภาคมาตรฐานด้านการเกษตร มี มกอช. เป็นหน่วยงานรับผิดชอบ ภายใต้การรับรองมาตรฐานการผลิตสินค้าเกษตรตามหลัก GAP ทั้งในสัตว์บก สัตว์น้ำ และพืช โดยได้ดำเนินการร่วมกับกรมปศุสัตว์ กรมประมง และกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานหลักในผลิตภัณฑ์สินค้าเหล่านั้น นอกจากนี้ มกอช. ยังเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานในการกำหนดมาตรฐานของ Codex ด้านเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพที่เป็นมาตรฐานของ Codex อีกด้วย

4. ภาคสัตว์เลี้ยงเป็นเพื่อน มีสัตวแพทยสภาและภาคีคณะสัตวแพทย์เป็นผู้รับผิดชอบหลัก การดำเนินงาน เช่น มีโครงการส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในโรงพยาบาลสัตว์ โดยผนวกการเรียนการสอน เรื่องการใช้ยาอย่างสมเหตุผลเข้าในมาตรฐานของสถานพยาบาลสัตว์ที่เป็นแหล่งฝึกงานของนักศึกษาสัตวแพทย์ และจัดทำคู่มือหลักการใช้ยาต้านจุลชีพในสัตว์เลี้ยง รวมทั้งมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการใช้ยาอย่างสมเหตุผลสำหรับหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต เพื่อศึกษาสถานการณ์และเพื่อติดตามความก้าวหน้าการจัดการเรียนการสอนการใช้ยาอย่างสมเหตุผลในหลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต

5. ภาคการเพาะปลูก มีกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก มีการศึกษาสถานการณ์ ผลกระทบและการตกค้างของยาต้านจุลชีพจากการใช้ยาต้านจุลชีพ ในการป้องกันกำจัดโรคกรีนนิ่งในส้ม พร้อมทั้งส่งเสริมการใช้มาตรการทางกายภาพ (เช่น การรื้อถอนต้นส้มและปลูกใหม่) แทนการใช้ยาต้านจุลชีพในการจัดการโรคกรีนนิ่งในส้ม

กระทรวงเกษตรฯ ร่วมมือกับทุกภาคส่วน เฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินงานตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ได้กำหนดไว้ เน้นการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างถูกต้องสมเหตุผล ซึ่งจะส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรมีความปลอดภัย (Food Safety) เป็นที่ยอมรับของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ภาคการผลิตและธุรกิจด้านการเกษตรของประเทศไทยมีการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป

‘กรมปศุสัตว์’โชว์ผลงานผ่านการคัดเลือกจากรัฐบาลญี่ปุ่น คว้ารถยนต์ Hybrid 4 คัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474437

‘กรมปศุสัตว์’โชว์ผลงานผ่านการคัดเลือกจากรัฐบาลญี่ปุ่น คว้ารถยนต์ Hybrid 4 คัน

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 09.26 น.

“กรมปศุสัตว์” นำเสนอผลงานผ่านการคัดเลือกจากรัฐบาลญี่ปุ่น คว้ารถยนต์ Hybrid 4 คันเพื่อใช้ในการปฎิบัติงานด้านปศุสัตว์

21 กุมภาพันธ์ 2563 ที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้ร่วมลงนามในเอกสาร Minutes of Discussions (MOD) ระหว่างกรมปศุสัตว์และ JICS (Japan International Cooperation System) ผู้แทนของรัฐบาลญี่ปุ่น โดย Mr.Masakazu Asamizu, Project Manager ภายใต้โครงการของรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่า (Non-Project Grant Aid for Provision of Japanese Next-Generation Vehicle) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศกำลังพัฒนา โดยให้ความช่วยเหลือเป็นยานยนต์ที่ช่วยลดการสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและลดก๊าซเรือนกระจก

กรมปศุสัตว์ มีหน่วยงานที่ได้รับการคัดเลือกภายใต้โครงการฯ จำนวน 4 หน่วยงาน ได้แก่ สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กองงานพระราชดำริและกิจกรรมพิเศษ และศูนย์อ้างอิงโรคปากและเท้าเปื่อยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยได้รับการสนับสนุนรถยนต์จำนวน 4 คัน เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในทางราชการตามภารกิจของหน่วยงาน ซึ่งจะดำเนินการตามระเบียบกระทรวงการคลังการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ทางราชการ พ.ศ. 2526 พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ต่อไป

รายงานพิเศษ : ติวเข้มชาวสวนพัฒนาคุณภาพทุเรียนGAPส่งออก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474276

รายงานพิเศษ : ติวเข้มชาวสวนพัฒนาคุณภาพทุเรียนGAPส่งออก

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ด้านส่งเสริมการผลิต เผยว่า ระยะนี้ผลไม้ภาคตะวันออกเริ่มทยอยให้ผลผลิตแล้ว โดยเฉพาะทุเรียน หนึ่งในสินค้าเกษตรที่สร้างรายได้จากการส่งออกให้ประเทศไทย มีตลาดส่งออกหลักคือ จีน ส่งออกมากถึงร้อยละ 80 ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดมาตรฐาน GAP พืชอาหาร (มกษ. 9001 – 2556 : การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับพืชอาหาร) และมาตรฐานสินค้าเกษตร : ทุเรียน (มกษ. 3-2556) เพื่อให้เกษตรกรผู้ผลิตใช้เป็นแนวทางทำการเกษตรให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตามมาตรฐานที่กำหนด ผลผลิตสูงคุ้มค่าต่อการลงทุน กระบวนการผลิตมีความปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ผลผลิตเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งภายในและต่างประเทศ ดังนั้น กรมส่งเสริมการเกษตรจึงให้ข้อแนะนำแก่เกษตรกรในการปฏิบัติตามข้อกำหนดเพื่อให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP จากหน่วยงานรับรอง ดังนี้

1. มาตรฐาน GAP พืชอาหาร (มกษ. 9001 – 2556) 8 ข้อ คือ 1.1 ใช้น้ำจากแหล่งน้ำสะอาด 1.2 ปลูกในพื้นที่ดี ไม่มีเชื้อโรค ไม่มีสารพิษในดิน เลือกชนิดของไม้ผลให้เหมาะสมเพื่อป้องกันดินเสื่อมโทรม และพื้นที่ปลูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1.3 ใช้และเก็บ ปุ๋ย/สารเคมี อย่างถูกต้อง โดยจัดเก็บสารเคมีในสถานที่แยกจากที่พักอาศัย หรือที่ประกอบการ มีการระบายอากาศที่ดี, เก็บสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ฮอร์โมนพืช ให้เป็นหมวดหมู่ ไม่ปะปนกัน เขียนป้ายชัดเจน, ใช้สารเคมีที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง โดยอ่านฉลากและปฏิบัติตามวิธีใช้ ช่วงเวลา และปริมาณที่แนะนำไว้ในฉลากอย่างเคร่งครัด, ไม่ซื้อสารเคมีที่ร้านค้าแบ่งขายหรือไม่ติดฉลาก และสารเคมีต้องบรรจุในขวด/ภาชนะบรรจุที่ปิดฝาขวด/กล่องเรียบร้อย ไม่ฉีกขาด, ห้ามใช้หรือเก็บรักษาสารเคมีที่ราชการประกาศห้ามใช้ (ตาม พรบ. วัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม), ป้องกันตนเองขณะฉีดพ่นสารเคมีอย่างถูกต้อง และอาบน้ำสระผม เปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ทันที ภายหลังพ่นสารเคมีทุกครั้ง, หยุดใช้สารเคมีก่อนการเก็บเกี่ยวตามเวลาที่ระบุไว้ในฉลาก และภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแล้ว ห้ามนำมาใช้ใหม่อีก ให้ทำลายโดยการฝังดินให้ห่างจากแหล่งน้ำ และลึกมากพอที่สัตว์ไม่สามารถคุ้ยขึ้นมาได้ ห้ามเผาทำลาย

1.4 จัดการคุณภาพในกระบวนการผลิตก่อนการเก็บเกี่ยว โดยปฏิบัติและดูแลรักษาไม้ผลในสวน/แปลง ตามขั้นตอนสำคัญต่างๆ ที่กำหนดไว้ในแผนควบคุมการผลิต 1.5 เก็บเกี่ยวผลผลิตถูกเวลา/ถูกวิธี โดยเก็บเกี่ยวผลผลิตในระยะที่เหมาะสม ตามความสุกแก่ของผลผลิตที่ระบุไว้ในแผนควบคุมการผลิต, ใช้อุปกรณ์เก็บเกี่ยว ภาชนะบรรจุผลผลิตที่สะอาด และวิธีการเก็บเกี่ยวที่ป้องกันการกระแทก ไม่ทำให้ผลผลิตบอบช้ำ และมีการจัดการระบบการผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตตรงตามข้อกำหนดของลูกค้า 1.6 การพัก การขนย้าย และการเก็บรักษาผลผลิตให้สะอาดและปลอดภัย โดยวางพักผลผลิตที่เก็บเกี่ยวในสวน/แปลง บนวัสดุรองพื้นที่สะอาดก่อนการขนย้าย เพื่อป้องกันการปนเปื้อนจากเชื้อโรคและสิ่งสกปรก, คัดแยกผลผลิตที่มีศัตรูพืชติดปะปนอยู่ออกจากผลผลิตที่มีคุณภาพ, คัดแยกผลผลิตที่ไม่มีคุณภาพออกจากผลผลิตที่มีคุณภาพหลังจากการเก็บเกี่ยว, ทำความสะอาดภาชนะ เช่น ตะกร้า ฯลฯ และพาหนะในการขนย้ายผลผลิตก่อนและหลังใช้งาน, สถานที่เก็บรักษาผลผลิตต้องสะอาด มีวัสดุปูรองพื้น อากาศถ่ายเทได้ดีและมีการป้องกันสัตว์พาหะนำโรค, ขนย้ายผลผลิตด้วยความระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความสกปรก/บอบช้ำเสียหาย

1.7 ผู้ปฏิบัติงานต้องมีความรู้ความเข้าใจหรือได้รับการอบรม เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างถูกสุขลักษณะ และมีสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขลักษณะส่วนบุคคลที่เพียงพอ ผู้ที่สัมผัสกับผลผลิตโดยตรงต้องมีการดูแลสุขลักษณะส่วนบุคคลและมีวิธีการป้องกัน และผู้ปฏิบัติเกี่ยวกับวัตถุอันตรายทางการเกษตรต้องได้รับการตรวจสุขภาพอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง 1.8 จดบันทึกทุกขั้นตอนต้องบันทึกข้อมูลการใช้สารเคมี ประวัติการฝึกอบรม ข้อมูลผู้รับซื้อผลผลิต การปฏิบัติงานก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว และเก็บรักษาข้อมูลการปฏิบัติงานและเอกสารสำคัญอย่างน้อย 2 ปี ของการผลิตติดต่อกัน และผลผลิตที่อยู่ระหว่างการเก็บรักษา ขนย้ายหรือบรรจุเพื่อจำหน่ายต้องมีการระบุรุ่นหรือรหัส

2. มาตรฐานสินค้าเกษตร : ทุเรียน (มกษ. 3-2556) 4 ข้อ คือ 2.1 มาตรฐานสินค้าเกษตรนี้ใช้กับผลทุเรียน ชื่อวิทยาศาสตร์ Durio spp.วงศ์ Bombacaceae (พันธุ์ที่ผลิตเป็นการค้า เพื่อนำมาบริโภคสด) 2.2 ชั้นคุณภาพ ประกอบด้วย 1) ชั้นพิเศษ (Extra Class) มีคุณภาพที่ดีที่สุด, มีลักษณะหนามสมบูรณ์, จำนวนพูสมบูรณ์ ไม่น้อยกว่า 4 พู, ไม่มีตำหนิ และไม่มีความผิดปกติด้านรูปทรง 2) ชั้นหนึ่ง (Class I) มีคุณภาพดี, จำนวนพูสมบูรณ์ ไม่น้อยกว่า 3 พู พูไม่สมบูรณ์อีก 2 พู และไม่ทำให้รูปทรงทุเรียนเสียไป3) ชั้นสอง (Class II) มีคุณภาพ, จำนวนพูสมบูรณ์ ไม่น้อยกว่า 2 พู พูไม่สมบูรณ์อีก 2 พู และไม่ทำให้รูปทรงทุเรียนเสียไป

หมายเหตุ : ชั้นหนึ่งและชั้นสอง มีตำหนิได้เล็กน้อย จากกระบวนการก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว/การขนส่ง เช่น รอยแผลเป็นหนามช้ำ (รวมต้องไม่เกิน 10% ของพื้นที่ผิวทุเรียน) 2.3 คุณภาพของทุเรียนที่ดี ต้องเป็นทุเรียนทั้งผลที่มีขั้วผล ตรงตามพันธุ์ สด สะอาด ปราศจากสิ่งแปลกปลอมที่มองเห็นได้ ไม่มีรอยแตกที่เปลือก ไม่มีศัตรูพืชที่มีผลกระทบต่อลักษณะภายนอกของผลทุเรียน ไม่มีร่องรอยความเสียหาย เนื่องมาจากศัตรูพืชที่มีผลกระทบต่อคุณภาพของเนื้อทุเรียน ไม่มีความเสียหายเนื่องจากอุณหภูมิต่ำหรือสูง และผลทุเรียนสุก ไม่มีความผิดปกติของเนื้อ ได้แก่ แกน เต่าเผา ไส้ซึม

2.4 ขนาดผลทุเรียน : ขนาดผลที่เป็นพันธุ์ทางการค้าทั่วไป ควรมีน้ำหนักต่อผล ดังนี้ 1) พันธุ์ชะนี ไม่น้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม/ไม่มากกว่า 4.5 กิโลกรัม 2) พันธุ์หมอนทอง ไม่น้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม / ไม่มากกว่า 6 กิโลกรัม 3) พันธุ์ก้านยาว ไม่น้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม / ไม่มากกว่า 4 กิโลกรัม 4) พันธุ์กระดุมทอง ไม่น้อยกว่า 1.3 กิโลกรัม / ไม่มากกว่า 4 กิโลกรัม 5) พันธุ์นวลทองจันทร์ ไม่น้อยกว่า 1.5 กิโลกรัม / ไม่มากกว่า 4.5 กิโลกรัม 6) พันธุ์พวงมณี ไม่น้อยกว่า 1.0 กิโลกรัม 7) พันธุ์หลงลับเเล ไม่น้อยกว่า 1.0 กิโลกรัม และ 8) พันธุ์อื่นๆ ที่เป็นพันธุ์ทางการค้า ไม่น้อยกว่า 0.5 กิโลกรัม

นอกจากข้อกำหนดข้างต้น การผลิตทุเรียนให้ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดีตรงตามมาตรฐานความต้องการของตลาด ชาวสวนจำเป็นจะต้องศึกษาหาข้อมูลและติดตามสถานการณ์ต่างๆ เพิ่มเติมด้วย โดยเฉพาะการส่งออกไปยังต่างประเทศซึ่งต้องมีการรับรองทั้งมาตรฐาน GAP และมาตรฐานโรงคัดบรรจุผลไม้ GMP ด้วย

ระดมสมองรับมือเปิดเสรีโคเนื้อโคนมไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474272

news_default

ระดมสมองรับมือเปิดเสรีโคเนื้อโคนมไทย

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ ประธานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เป็นประธานเปิดประชุมสัมมนา “โครงการรับฟังความคิดเห็นเตรียมความพร้อมเปิดเสรีสินค้าโคนม และโคเนื้อของไทย (FTA)” พร้อมกล่าวว่า จากความตกลงการค้าเสรี (FTA)ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์ มีกำหนดต้องเปิดตลาดโดยลดภาษีเหลือ 0% ในสินค้าหางนมเวย์ เนย ไขมันเนย เนยแข็ง และโคเนื้อ ในวันที่ 1 มกราคม 2564 และสินค้านมและครีม เครื่องดื่มประเภทนมปรุงแต่งและนมผงขาดมันเนยวันที่ 1 มกราคม 2568 จากการพิจารณาข้อตกลงดังกล่าวพบว่า อุตสาหกรรมที่ส่งผลกระทบอย่างเห็นได้ชัดเจน ได้แก่ “อุตสาหกรรมโคนม-โคเนื้อ”ภาคการผลิตต้นน้ำของอุตสาหกรรมนมไทยจะได้รับผลกระทบจากการ เปิดเสรีอย่างมาก เนื่องจากอุตสาหกรรมโคนมของออสเตรเลีย เป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่มีโคประมาณ 3 ล้านตัว ผลิตน้ำนมได้ 10,326 ล้านตัน มีประสิทธิภาพผลิตสูง ขณะที่ไทยมีโคนม 441,487 ตัว ผลิตน้ำนมได้ 726,963 ตัน มีราคาน้ำนมดิบในประเทศสูงไม่สามารถแข่งขันกับราคาผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้า จากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในข้อตกลงออสเตรเลียขอให้ไทยเพิ่มการนำเข้านมผงเพิ่มขึ้นอีก 20% (70,000-80,000 ตันต่อปี) ส่งผลกับเกษตรกรทำให้ขายน้ำนมดิบยากขึ้น เพราะผู้ผลิตภายในประเทศจะหันไปใช้นมผงนำเข้าจากต่างประเทศมาใช้แทนน้ำนมดิบในประเทศพบกับภาวะล้นตลาดได้ในภาวะตลาดโลกโดยทั่วไปราคาน้ำนมดิบ 12.50 บาท และภายใต้สถานการปัจจุบันของระบบอุตสาหกรรมนมไทย ให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมีแนวโน้มนำเข้านมผงจากต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากนมผงมีข้อดีของผู้แปรรูปทั้งในด้านคุณภาพและสะดวกสบาย จึงอาจทำให้การเปิดการค้าเสรีทำให้การนำเข้า “นม” มาแทนที่การผลิตน้ำนมดิบในประเทศ

“การเปิดเสรีการค้าโคเนื้อตามข้อตกลง FTA ไทย-ออสเตรเลีย ส่งผลให้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อของไทยต้องปรับตัวมาก เนื่องจากคุณภาพยังสู้ต่างประเทศไม่ได้ ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังสูง การผลิต โคเนื้อคาดว่าจะได้รับผลกระทบด้านลดการผลิต เลิกการผลิต ดุลการค้าลดลง ราคาภายในประเทศลดลง มีการว่างงานเพิ่มขึ้น โดยสินค้าสำคัญที่ไทยนำเข้าคือ เนื้อโค กระบือ ไม่มีกระดูกแช่แข็ง เนื้อโค กระบือ ไม่มีกระดูกสดหรือแช่เย็น ซึ่งปัจจุบันไทยเก็บภาษี นำเข้าร้อยละ 50 หากลดภาษีเหลือ 0 จะทำให้สินค้าดังกล่าวราคาถูกลง นำเข้ามากขึ้นและจะมีเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบจำนวนประมาณ 1.4 ล้านครัวเรือน” ประธานสภาเกษตรกรฯ กล่าว

กรมชลฯพร้อมขับเคลื่อน‘โขงเลยชีมูล’ แก้ปัญหาภัยแล้งอีสานยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474274

news_default

กรมชลฯพร้อมขับเคลื่อน‘โขงเลยชีมูล’ แก้ปัญหาภัยแล้งอีสานยั่งยืน

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมเกียรติ คงวิชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานพร้อมบูรณาการกับสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ให้เป็นจริง เพื่อแก้ปัญหาน้ำได้อย่างยั่งยืน โดยเฉพาะปัญหาขาดแคลนน้ำ ซึ่งในปัจจุบันภาคอีสานมีพื้นที่การเกษตร 63.85 ล้านไร่ แต่เป็นพื้นที่ชลประทานเพียง 8.69 ล้านไร่ หรือ คิดเป็นร้อยละ 13.61 ของพื้นที่การเกษตร ทำให้ผลผลิตงการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทานต่ำกว่าผลผลิตของพื้นที่ชลประทานถึง 1 ใน 3 นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาดินเค็มถึง 10.48 ล้านไร่ จำเป็นต้องเร่งขยายพื้นที่ชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ ทำให้รายได้ของคนอีสาน และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน

สำหรับการดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล เพื่อจัดหาและบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่การเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยแรงโน้มถ่วง ขณะนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กำลังศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการระยะที่ 1

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กรมชลประทานศึกษาความเหมาะสมโครงการระยะที่ 1 เสร็จเรียบร้อยแล้วเมื่อปี 2560 เป้าหมายเพื่อส่งน้ำไปยังพื้นที่บางส่วนของโขงอีสานและชี และเติมน้ำลงเขื่อนอุบลรัตน์ หากดำเนินการได้จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานได้ 1.69 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด 27 อำเภอ ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ มูลค่าลงทุนประมาณ 157,045 ล้านบาทระยะเตรียมการ 3 ปี ก่อสร้าง 6 ปี รวม 9 ปี

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล จะแบ่งการดำเนินโครงการออกเป็น 5 ระยะถึงจะเต็มศักยภาพ ซึ่งจะมีการสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ 17 แถว คลองส่งน้ำ สายหลัก 6 สาย ระยะทางรวม 2,273 กม. สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มน้ำโดยผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาได้ถึง 29,881 ล้าน
ลบ.ม.ต่อปี จะทำให้มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุมถึง 20 จังหวัด 281 อำเภอ ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานฤดูฝนได้ 33.57 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 21.73 ล้านไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำอีก 11.84 ล้านไร่ นอกจากนี้ ยังส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานฤดูแล้งได้อีก 11.15 ล้านไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ในภาคการเกษตร 1.44 ล้านครัวเรือน หรือ 5.71 ล้านคน สร้างรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 85,672 บาท/ครัวเรือน/ปี ลดความเสี่ยงจากฝนตกล่าช้าและฝนทิ้งช่วง ส่งน้ำให้พื้นที่วิกฤติแห้งแล้งและส่งน้ำยากได้อย่างทั่วถึง

“ผลประโยชน์ที่ได้จากการพัฒนาตามโครงการนี้ จะทำให้ภาคอีสานมีคลองชลประทานขนาดใหญ่เพิ่มอีกหกสายวางตัวอยู่บนขอบเนินที่สูง มีน้ำไหลตลอดปี เป็นการฟื้นชีวิตลำน้ำธรรมชาติเกือบทุกสายในภาคอีสาน โดยเฉพาะลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำชี และพื้นที่ลุ่มน้ำเลยจุดเริ่มต้นของโครงการ นอกจากนี้ ยังจะแก้ปัญหาภัยแล้งปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน มีประสิทธิภาพด้วย” รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าว

แนะวิธีปราบหนอนกระทู้หอมในพริก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474271

news_default

แนะวิธีปราบหนอนกระทู้หอมในพริก

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้วยสภาพอากาศกลางวันร้อน แดดแรง กลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ที่พบได้ในระยะพัฒนาทางลำต้นจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตพริก มักพบตัวหนอนฟักออกจากไข่กัดกินผิวใบส่วนต่างๆ ของพริกเป็นกลุ่ม หากหนอนโตขึ้นจะไปกัดกินทุกส่วนของพืช กรณีหนอนมีปริมาณมากขึ้นผลผลิตพริกเสียหาย และคุณภาพผลผลิตไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสานคือ วิธีเขตกรรม วิธีกล ชีววิธี และใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้เกษตรกรไถตากดินและเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อฆ่าดักแด้เป็นการลดแหล่งสะสมและขยายพันธุ์ วิธีกล ให้เกษตรกรเก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย จะช่วยลดการระบาดลงได้ ส่วนการใช้ชีววิธี ให้เกษตรกรใช้ระยะที่ตัวหนอนมีขนาดเล็กและพบการระบาดน้อย โดยให้ใช้สารจุลินทรีย์ เช่น เชื้อไวรัสหนอนกระทู้หอม (นิวคลีโอโพลิฮีโดรไวรัส)อาทิ DOA BIO V1 (กรมวิชาการเกษตร) หรือช่วงเย็นให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis subsp.aizawai หรือ Bacillus thuringiensis subsp.kurstaki

หากพบการระบาดมาก ให้เกษตรกรใช้สารเคมีกำจัด โดยใช้สารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล5.17%เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟีนาเพอร์
10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% เอสซีอัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 30มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12%เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทอกซีฟีโนไซด์ 24%เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นซ้ำตามการระบาด และควรพ่นระยะที่หนอนมีขนาดเล็ก หลีกเลี่ยง การพ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวติดต่อกันหลายครั้ง และควรใช้สารฆ่าแมลงสลับกลุ่ม ป้องกันการสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้

เลาะรั้วเกษตร : ร่างใหม่..เรื่องใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/474275

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ร่างใหม่..เรื่องใหม่

วันศุกร์ ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อ 2-3 วันก่อนเข้าไปในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตร บังเอิญคลิกเข้าไปในเมนู รับฟังความคิดเห็น จึงพบว่ามีการเปิดรับฟังความคิดเห็นอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งมีความสำคัญ สำหรับผู้ผลิต และจำหน่ายวัตถุอันตรายทางการเกษตร นั่นคือ ร่างประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง “หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ (ฉบับที่ 3) พ.ศ…….” ซึ่งเป็นการรับฟังความคิดเห็นที่เงียบมาก

พยายามค้นหาข่าวว่ามีการประชาสัมพันธ์เรื่องนี้บ้างไหม ก็พบอยู่เพียงสื่อเดียว เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2563แม้ในเว็บไซต์ของกรมวิชาการเกษตรเองก็ไม่ได้ทำเครื่องหมายอะไรให้รู้ว่าเป็นเรื่องใหม่ หรือมีความสำคัญ ในเมนูรับฟังความคิดเห็นถ้าไม่คลิกเข้าไปดูก็จะไม่ทราบว่าเป็นการรับฟังความคิดเห็นเรื่องใด

เข้าไปในเว็บไซต์ของสำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร จึงได้พบว่ามีการรับฟังความคิดเห็นเรื่องนี้อยู่ โดยใช้ตัวอักษรขนาดใหญ่อยู่ในหน้าแรกของเว็บไซต์ ลงเผยแพร่เมื่อวันที่ 28 มกราคม เช่นเดียวกัน ตามปกติการรับฟังความคิดเห็นจะต้องใช้วิธีการจัดประชุม จึงจะได้ความคิดเห็นที่ชัดเจนตรวจสอบได้ เพราะจะเห็นหน้าค่าตาคนที่ร่วมประชุมกันอยู่ อาจจะมีข้อขัดแย้งบ้าง ไรบ้าง แต่ความเห็นที่ได้รับจากการประชุมค่อนข้างจะชัดเจน

การรับฟังความคิดเห็นออนไลน์ เพิ่งมีมาในระยะหลัง ไม่แน่ใจว่าจะมีคนเข้าไปให้ความเห็นสักกี่คน ยิ่งถ้าไม่มีการประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง คนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นก็คงจะไม่ค่อยมีการอาศัยปากต่อปากบอกต่อๆ กัน ก็อาจจะพอได้บ้าง ในความเห็นส่วนตัวมองว่าการประมวลผลการรับฟังความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์อาจจะมีการเบี่ยงเบนเพื่อให้ได้ตามเป้าหมายที่อยากให้เป็น..

แต่ในสถานการณ์ที่กรมวิชาการเกษตร ถูกตัดงบประมาณลงอย่างมากมายเช่นนี้ การรับฟังความคิดเห็นผ่านทางออนไลน์ ก็พอยอมรับได้เพื่อประหยัดงบประมาณ แต่ระยะเวลาการเปิดรับฟังความคิดเห็นเพียง 16 วัน (28 มกราคม -12 กุมภาพันธ์ 2563) อาจจะน้อยเกินไป

ถึงวันนี้ ปิดรับฟังความคิดเห็นไปเรียบร้อยแล้ว ผลการรับฟังความคิดเห็นเป็นเช่นไรยังไม่ทราบ…

อย่างไรก็ตาม ขอกล่าวถึงสาระสำคัญของ ร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯ ฉบับนี้พอสังเขป….ร่างประกาศกระทรวงเกษตรฯ ฉบับนี้ ให้ยกเลิกความในหมวด 2 ของประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง “หลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิต การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายที่กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับผิดชอบ พ.ศ.2547”

หมวดที่ 2 ว่าด้วย “หลักเกณฑ์เกี่ยวกับสถานที่ผลิตและเก็บรักษา” ฉบับเดิม ระบุเฉพาะ “วัตถุอันตรายชนิดที่ 2 หรือชนิดที่ 3” แต่ร่างประกาศฉบับใหม่ ใช้คำว่า “วัตถุอันตราย” เฉยๆ

ประกาศฉบับเดิม กำหนดให้ผู้ผลิตวัตถุอันตราย จะต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวง ในส่วนที่เกี่ยวข้อง กับเครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์และระบบ ที่มีความปลอดภัยต่อผู้ผลิตผู้ใช้วัตถุอันตราย และสภาพแวดล้อม ต้องจัดให้มีมาตรการและอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยสำหรับผู้ปฏิบัติงานในสถานที่ผลิต หรือเก็บรักษาวัตถุอันตราย จัดให้มีผู้ควบคุมการผลิต จัดให้มีการบันทึกการผลิตวัตถุอันตรายแต่ละครั้งของการผลิต ผู้ผลิตต้องตรวจสอบสารสำคัญและส่วนประกอบของวัตถุอันตราย ภาชนะบรรจุ ฉลากที่ปิดบนภาชนะบรรจุ ต้องมีเอกสารแสดงกรรมวิธีผลิต และต้องรายงานเกี่ยวกับภาชนะบรรจุที่ใช้แล้ว รวมทั้งต้องมีมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมและการกำจัดน้ำเสีย

ร่างประกาศฉบับใหม่ กำหนดให้ผู้ผลิตวัตถุอันตรายจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และมาตรฐานสถานที่ผลิตวัตถุอันตราย ซึ่งประกอบด้วย สถานที่ผลิตวัตถุอันตรายต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด สถานที่ต้องได้รับการรับรองระบบมาตรฐานบริหารคุณภาพ ISO 9001 ได้รับการรับรองระบบมาตรฐานจัดการสิ่งแวดล้อม ISO140001 และมีห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025

อาคารผลิตและเก็บรักษาวัตถุอันตรายต้องมีลักษณะตรงตามที่กำหนด เช่น ต้องมีบันไดหนีไฟ ผนังเพดาน และหลังคาต้องเป็นวัสดุที่ไม่ก่อให้เกิดการลุกลามเมื่อเกิดไฟไหม้ มีการระบายอากาศที่เหมาะสม มีแสงสว่างเพียงพอ ต้องติดป้าย “วัตถุอันตราย” อักษรสีแดงบนพื้นขาว บริเวณทางเข้าอาคาร ในสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตราย ต้องติดป้ายแสดงชื่อวัตถุอันตราย และป้ายคำเตือนสำหรับผู้ปฎิบัติงาน

อุปกรณ์การผลิต การผสมปรุงแต่งวัตถุอันตรายชนิดที่เป็นของเหลว ชนิดผง และชนิดเม็ด ต้องมีอุปกรณ์ตามที่กำหนดในประกาศ การแบ่งบรรจุวัตถุอันตรายทั้งชนิดเหลว ชนิดผงและชนิดเม็ดต้องปฏิบัติตามที่กำหนดในประกาศ ให้แยกเครื่องมือ เครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้ในการผลิตสารกำจัดวัชพืชโดยเฉพาะ ห้ามใช้ผลิตสารกำจัดศัตรูพืชชนิดอื่น

มีการกำหนดวิธีการจัดการวัตถุดิบและลักษณะของภาชนะบรรจุขนาดใหญ่ ผู้ผลิตวัตถุอันตรายชนิดจำกัดการใช้ต้องแจ้งข้อมูลเกี่ยวกับการผลิตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ทราบ นอกจากนี้การผลิตวัตถุอันตรายทุกชนิดต้องมีเอกสารแสดงกรรมวิธีการผลิตด้วย ข้อปฎิบัติที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือผู้ผลิตต้องมีมาตรการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมการจัดการน้ำเสีย และการจัดการข้อร้องเรียน

แทบจะเรียกได้ว่าร่างประกาศบับใหม่นี้ เป็นเรื่องใหม่เกือบทั้งหมด…ผู้ผลิต…ไหวไหม…

แว่นขยาย