รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือมหาวิทยาลัย สานต่อการเลี้ยงโคนมอาชีพพระราชทาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472538

รายงานพิเศษ : กรมส่งเสริมสหกรณ์จับมือมหาวิทยาลัย สานต่อการเลี้ยงโคนมอาชีพพระราชทาน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ได้มีพระราชดำรัสตอนหนึ่ง เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมของสหกรณ์โคนมปากช่อง จำกัด จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 ว่า“ต้องปลูกฝังลูกหลานสมาชิกให้รักอาชีพการเลี้ยงโคนมมีผู้สืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนมและมีการอบรมส่งเสริมให้ความรู้ในการเลี้ยงโคนม”

กรมส่งเสริมสหกรณ์ จึงสานต่อแนวพระราชดำริโดยหารือกับสถาบันการศึกษา ทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยขอนแก่น สนับสนุนทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาสัตวแพทย์หรือสัตวบาลให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ตั้งแต่ปี 2561 ในการสนับสนุนทุนการศึกษาต่อปริญญาตรีในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงโคนมตลอดหลักสูตรปัจจุบัน สหกรณ์โคนมทั่วประเทศมี 99 แห่ง และในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีมากถึง 36 แห่ง ในปี 2563

กรมจึงขยายความร่วมมือกับทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามมอบทุนการศึกษาให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์โคนมเข้าเรียนต่อที่นี่ เนื่องจากมหาวิทยาลัยเปิดสอนคณะสัตวศาสตร์ เพี่อให้ผู้ที่ได้รับทุนดังกล่าว นำความรู้กลับมาพัฒนาฟาร์มโคนมของครอบครัว และทำงานในสหกรณ์โคนมที่พ่อแม่ตนเองสังกัด เนื่องจากปัจจุบันสหกรณ์โคนมยังขาดบุคลากรที่มีความรู้ด้านบริหารจัดการฟาร์มโคนม ดังนั้น ผู้ที่ได้รับทุนด้านสัตวบาลจะกลับไปสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมของครอบครัวและให้คำแนะนำแก่เกษตรกรรายอื่นในพื้นที่ด้วย

นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือทางการศึกษาเพื่อสานต่ออาชีพการเลี้ยงโคนม อาชีพพระราชทานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร กรมจัดงบประมาณจากดอกผลกองทุนพัฒนาสหกรณ์เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีให้บุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ได้เรียนในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเลี้ยงโคนมตลอดหลักสูตร เพื่อนำความรู้เทคโนโลยี นวัตกรรมมาพัฒนาฟาร์มและบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์โคนม กลับมาประกอบอาชีพต่อในฟาร์มโคนมของครอบครัว หรือทำงานให้สหกรณ์โคนมที่ให้ทุนการศึกษา ช่วยพัฒนาอาชีพเลี้ยงโคนมและธุรกิจของสหกรณ์โคนมให้เจริญก้าวหน้า เข้มแข็งในอนาคต

โดยกรมจัดเวลาดำเนินโครงการ3 ปี คือ ปีการศึกษา 2563 – 2565 โดยร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคามและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม จัดทำกรอบดำเนินงาน ระเบียบขั้นตอนสนับสนุนทุนการศึกษาแก่บุตร –หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม และกำหนดการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เมื่อวันศุกร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ มีรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคามร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงดังกล่าว และเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ลงนามบันทึกข้อตกลง(MOU) กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม

ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมส่วนใหญ่อายุระหว่าง 55-65 ปี และต้องการให้ลูกหลานกลับมาสืบทอดอาชีพเลี้ยงโคนมจากรุ่นสู่รุ่น ขณะเดียวกันในส่วนสหกรณ์โคนมก็ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาส่งเสริมให้ฟาร์มโคนมของสมาชิก กรมจึงตระหนักความสำคัญของการสร้างความมั่นคงในอาชีพเลี้ยงโคนม จำเป็นต้องสร้างคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นบุตรหลานของสมาชิกสหกรณ์เข้ามาสานต่อและเป็นกำลังสำคัญของการพัฒนาสหกรณ์โคนมให้เจริญก้าวหน้าในอนาคต

“ขณะนี้มีผู้สนใจสมัครขอรับทุนแล้ว 15 ราย คาดว่าโครงการนี้จะได้รับการตอบรับจากสมาชิกสหกรณ์และลูกหลานสมาชิกมาก การทำข้อตกลงกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อให้ทุนแก่บุตรหลานสมาชิกสหกรณ์ได้เข้าเรียนต่อปริญญาตรี เพื่อสนับสนุนพัฒนาเกษตรกรรุ่นใหม่ในกลุ่มผู้เลี้ยงโคนมของภาคสหกรณ์ และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าความร่วมมือจะไม่จบแค่ 3 ปีเท่านั้น กรมพร้อมจัดสรรเงินสนับสนุนทุนการศึกษาและสานต่อโครงการนี้ต่อไป” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์กล่าว

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาสารคาม กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหาสารคาม เห็นว่า โครงการนี้ดี น่าสนับสนุน ถือเป็นมิติใหม่ในการส่งเสริมให้เยาวชนรุ่นใหม่ ได้มีความรู้เข้าใจอาชีพทำเกษตร ทางมหาวิทยาลัยมหาสารคามมีทั้งคณะสัตวแพทย์วิทยาศาสตร์บัณฑิต และสัตวศาสตร์ หากต้องการโควตาเรียนต่อให้ลูกหลานสมาชิกสหกรณ์ทางมหาวิทยาลัยพร้อมดูแลให้เป็นพิเศษ และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พร้อมให้ความร่วมมือในมิติต่างๆ ไม่เฉพาะแลกเปลี่ยนทางวิชาการเท่านั้น แต่พร้อมร่วมขับเคลื่อนพัฒนาภาคเกษตรส่งเสริมเกษตรกรให้ได้รับการพัฒนามากขึ้น

สำหรับบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์โคนมที่ประสงค์ขอเข้ารับทุนการศึกษาต่อ สาขาวิชาด้านปศุสัตว์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพการเลี้ยงโคนม สมัครและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพัฒนาบุคลากรสหกรณ์สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2669-4577 หรือศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1-20 และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ

ทั้งนี้ กรมมีข้อกำหนดสำหรับผู้รับทุนดังกล่าว เมื่อจบการศึกษาแล้วต้องกลับไปทำงานในสหกรณ์โคนมต้นสังกัด ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อนำความรู้และเทคโนโลยีกลับไปพัฒนาฟาร์มและสหกรณ์โคนมให้มีมาตรฐานผลิตน้ำนมคุณภาพ ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค รวมถึงมีส่วนช่วยพัฒนาธุรกิจสหกรณ์โคนมและสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนมให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป

ไม้ผลภาคตะวันออกติดดอกมาก สศก.คาดผลผลิตรอบ2พุ่ง1.05ล้านตัน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472522

news_default

ไม้ผลภาคตะวันออกติดดอกมาก n สศก.คาดผลผลิตรอบ2พุ่ง1.05ล้านตัน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงผลพยากรณ์ไม้ผลภาคตะวันออก (จันทบุรี ระยอง ตราด) ปี 2563 ครั้งที่ 2 (ข้อมูล ณ 24 มกราคม 2563) พบว่า ไม้ผลทั้ง 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน มังคุด เงาะ และลองกอง มีผลผลิตรวม 1,053,016 ตัน เพิ่มขึ้นจากผลพยากรณ์ ครั้งที่ 1 ร้อยละ 18.78 เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย หนาวเย็นไม่มาก และหนาวเย็นนาน มีฝนตกเหมาะกับระยะออกดอก ส่งผลให้การติดดอกออกช่อของผลผลิตได้ดี ออกดอกได้เต็มต้น ประกอบราคาผลไม้อยู่ในเกณฑ์ดีในปีที่ผ่านมา จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษามากขึ้นส่งผลให้ผลผลิตรวมและผลผลิตต่อไร่ของไม้ผลทุกชนิดมีทิศทางเพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์ไม้ผลทั้ง 4 ชนิดพบว่า ทุเรียน เพิ่มมากขึ้นที่สุดร้อยละ 21 รองลงมาได้แก่ ลองกอง เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เงาะ เพิ่มขึ้นร้อยละ 17 และมังคุด เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 ขณะนี้ทุเรียนออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 92 ซึ่งผลผลิตที่ติดในช่วงแรกเป็นทุเรียนพันธุ์เบาและทุเรียนที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอก คือ พันธุ์กระดุมและหมอนทอง บางส่วนจะทยอยเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม 2563 เป็นต้นไป ถึงปลายกรกฎาคม ส่วนผลผลิตจะออกมากช่วงกลางเมษายนและกลางพฤษภาคม เงาะ ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 97 สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตรอบแรกได้ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคม 2563 ในจ.ระยอง ส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวมากช่วงพฤษภาคม มังคุด ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 87 ส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะดอกกลมถึงดอกบาน เริ่มติดผลเล็กได้บ้าง ทั้งนี้ เก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ช่วงปลายเดือนมีนาคม 2563 จะออกชุกช่วงปลายพฤษภาคม ต่อเนื่องถึงต้นมิถุนายน ส่วนลองกอง ออกดอกแล้วประมาณร้อยละ 33 ออกดอกได้ตลอดปี ซึ่งช่วงต้นปีปริมาณฝนลดลง ทำให้ต้นลองกองเริ่มใบสลด ออกดอกได้มากขึ้น และพัฒนาช่อดอกยืดยาวได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งช่วงการเจริญเติบโตของผลก่อนเก็บเกี่ยว อาจส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต อย่างไรก็ตาม ชาวสวนภาคตะวันออกส่วนใหญ่ จะเตรียมลงทุนขุดบ่อสระและต่อท่อส่งน้ำจากแหล่งน้ำมากักเก็บน้ำไว้ให้พอใช้ในสวน โดย สศท.6 กำหนดแผนติดตามสถานการณ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และจะประชุมคณะทำงานสำรวจฯ เพื่อสรุปข้อมูลเอกภาพของไม้ผลตะวันออกในเดือนมีนาคม 2563 ต่อไป ผู้สนใจสอบถามข้อมูลไม้ผลภาคตะวันออกเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 6 จังหวัดชลบุรีโทร. 0-3835-2435 หรืออีเมล zone6@oae.go.th

กษ.เร่งช่วยชาวสวนลำไยเมืองจันท์พ้นวิกฤติแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472536

news_default

กษ.เร่งช่วยชาวสวนลำไยเมืองจันท์พ้นวิกฤติแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ตามที่สำนักข่าวทีเอ็นเอ็นไทยแลนด์รายงานว่า เกิดภัยแล้งหนักในอ.โป่งน้ำร้อน และอ.สอยดาว จ.จันทบุรี เนื่องจากน้ำในคลองธรรมชาติแห้งขอดทำให้ลำไยยืนต้นตาย เกษตรกรต้องซื้อน้ำมารดสวนลำไยนั้น กรมไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรีลงพื้นที่ตรวจข้อเท็จจริง ปรากฏว่า จ.จันทบุรีมีพื้นที่ปลูกลำไยทั้งหมด 211,955 ไร่ พื้นที่ให้ผล 208,453 ไร่ ปีการผลิต 2562/63 ให้ผลผลิต 218,000 ตัน พื้นที่ปลูกส่วนมากอยู่ในอ.โป่งน้ำร้อน และอ.สอยดาว เริ่มเก็บเกี่ยวมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2562-มีนาคม 2563 ปัจจุบันเหลือผลผลิตที่ยังไม่เก็บเกี่ยวอีกประมาณ 12,000 ตัน

สำหรับพื้นที่ที่เกิดกระแสข่าวดังกล่าว เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทานของโครงการอ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ ซึ่งในอดีตเกษตรกรปลูกมันสำปะหลังเป็นหลัก แต่เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาลำไยมีราคาสูง ทำให้เกษตรกรหันไปเปลี่ยนชนิดพืชที่ปลูก โดยส่วนใหญ่จะใช้น้ำจากคลองธรรมชาติ และแย่งกันใช้จนแหล่งน้ำแห้งในที่สุด สำหรับสระเก็บน้ำที่เกษตรกรขุดไว้ ไม่สามารถเก็บน้ำได้ เพราะส่วนใหญ่เป็นดินลูกรังปนดินร่วนมีหินปะปน อย่างไรก็ตาม กรมกำหนดมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์ฤดูแล้ง ปี 2562/63 จำนวน 8 มาตรการ รวมทั้งเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ หาแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรโดยด่วน

ด้านนายปิยะ สมัครพงศ์ เกษตรจังหวัดจันทบุรี กล่าวว่า อ.โป่งน้ำร้อน มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง คือ หมู่ที่ 1 และหมู่ที่ 3 ต.คลองใหญ่ พื้นที่ประมาณ 200 ไร่ ผลผลิตลำไยประมาณ 360 ตัน เป็นพื้นที่ที่ยังไม่เก็บเกี่ยวผลผลิต จำเป็นต้องซื้อน้ำรด เพราะน้ำในสระเก็บน้ำในสวนและคลองธรรมชาติข้างเคียงแห้งขอด โดยจะเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนพื้นที่หมู่ที่ 1, 4, 7 ตำบลเทพนิมิต หมู่ที่ 4 หนองตาคง พื้นที่รวมประมาณกว่า 300 ไร่ เป็นพื้นที่ซึ่งต้นลำไยเหี่ยวแต่ยังไม่ตาย หากมีฝนตกจะฟื้นตัวขึ้นมาใหม่ ทั้งนี้ สำนักงานเกษตรจังหวัดได้ประสานไปยังหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจังหวัดจันทบุรีแล้ว แต่สภาพอากาศยังไม่พร้อมทำฝนเทียม และประสานงานช่วยเหลือขุดน้ำบาดาลแล้ว ส่วนอ.สอยดาว พื้นที่ประสบภัยแล้ง คือ หมู่ที่ 1, 6, 12 ตำบลสะตอน หมู่ที่ 1 ตำบลทับช้าง และหมู่ที่ 1, 6, 12 ตำบลทรายขาว พื้นที่ประมาณ 120 ไร่ ผลผลิตที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวมีประมาณ 40 ตัน แต่ลำไยที่ยืนต้นตายยังไม่พบ ส่วนใหญ่เป็นเพียงใบเหี่ยว ถ้ามีฝนตกก็จะฟื้นตัวเช่นกัน

สำหรับมาตรการแก้ไขที่ดำเนินการอยู่ขณะนี้คือ แจ้งกำนันผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำท้องถิ่นสำรวจพื้นที่ที่ต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน สำนักงานชลประทาน และสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเพิ่มรถบรรทุกน้ำเพื่อการเกษตร จากเดิมที่ให้เพื่ออุปโภคบริโภคทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหา การขุดลอกคูคลองธรรมชาติเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ ทำกระสอบทรายกั้น ซึ่งหน่วยงานท้องถิ่นเสนอของบประมาณเพื่อขุดเจาะบ่อบาดาลด้วยแล้ว สำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภออบรมเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้น้ำให้เหมาะสมกับอายุไม้ผล โดยเปลี่ยนมาใช้หัวสปริงเกอร์ที่ใช้น้ำน้อยแทน และสนับสนุนเครื่องสูบน้ำ แต่ยังทำได้น้อยเนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำ นอกจากนี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ หรือ สทนช. เสนอแนวทางแก้ปัญหา ควรเร่งสร้างอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นในลุ่มน้ำโตนเลสาป ครอบคลุมพื้นที่ จ.สระแก้ว และพื้นที่ที่ไม่ได้อยู่ในแผนที่สร้างอ่างเก็บน้ำ ควรปรับแผนปลูกพืช เช่น มันสำปะหลัง หรือ ข้าวโพด แทน

ก.เกษตรฯแนะพันธุ์หม่อนทนแล้ง ให้ผลผลิตใบสูงคุณภาพดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472517

news_default

ก.เกษตรฯแนะพันธุ์หม่อนทนแล้ง ให้ผลผลิตใบสูงคุณภาพดี

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายวสันต์ นุ้ยภิรมย์ อธิบดีกรมหม่อนไหมกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า หม่อนเป็นปัจจัยสำคัญในการประกอบอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม เพราะใบหม่อนเป็นพืชชนิดเดียวที่หนอนไหมกินเป็นอาหาร เพื่อนำมาสร้างเป็นรังไหม ดังนั้นการปลูกหม่อนมีคุณภาพดี ให้ผลผลิตสูงและทนความแห้งแล้งจะทำให้เกษตรกรมีใบหม่อนที่มีทั้งปริมาณและคุณภาพเหมาะสมกับการเลี้ยงไหม โดยเฉพาะช่วงสภาวะน้ำน้อยหรือแห้งแล้ง กรมจึงแนะนำให้เกษตรกรปลูกหม่อนพันธุ์สกลนคร สกลนคร 85 และศรีสะเกษ 84 ซึ่งมีคุณสมบัติทนทานต่อสภาพความแห้งแล้งเป็นอย่างดี

สำหรับพันธุ์หม่อนที่กรมแนะนำสำหรับการเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม ได้แก่ หม่อนพันธุ์สกลนคร ลักษณะเด่นที่ทนสภาวะแห้งแล้ง ทนโรครากเน่าดี ออกรากดีเมื่อตัดกิ่งปักชำ ขยายพันธุ์ง่าย ใช้ท่อนพันธุ์ปลูกได้ ซึ่งกิ่งที่จะใช้ขยายพันธุ์ควรมีอายุหลังตัดแต่งไม่น้อยกว่า 5 เดือน หรือใช้วิธีปักชำก่อนปลูก หม่อนพันธุ์สกลนครเป็นพันธุ์หม่อนที่ให้ผลผลิตต่อไร่สูงโดยผลผลิตใบต่อไร่ต่อปี เก็บเกี่ยวได้ถึง4 ครั้ง

หม่อนพันธุ์สกลนคร 85 ลักษณะเด่นทนโรครากเน่า ขยายพันธุ์ได้ด้วยท่อนพันธุ์ ผลผลิตใบสูงในสภาพเกษตรอาศัยน้ำฝน และหม่อนพันธุ์ศรีสะเกษ 84มีลักษณะเด่นที่ทนโรคราสนิมสูง ขยายพันธุ์โดยใช้ท่อนพันธุ์ ที่อายุตั้งแต่ 9 เดือนขึ้นไปจะมีเปอร์เซ็นต์รอดหลังปักชำที่สูง ให้ผลผลิตใบดี คุณภาพดีเหมาะแก่การเลี้ยงไหม เกษตรกรหรือผู้สนใจปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรม ศึกษาคู่มือเทคนิคการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมอุตสาหกรรมให้มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนได้โดยแอด LineOfficial Account ที่ @QSDS เลือกหัวข้อ “เทคนิคการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม” หรือสอบถามได้ที่กรมหม่อนไหม โทร. 1275 http://www.qsds.go.th และ https://www.facebook.com/qsds.th/

บุกเช็ค‘ฟาร์มไก่ปารีณา’ หมากระจายเต็มพื้นที่ จ่อสรุปฟันส่อผิดบุกรุก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472506

บุกเช็ค‘ฟาร์มไก่ปารีณา’ หมากระจายเต็มพื้นที่ จ่อสรุปฟันส่อผิดบุกรุก

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 17.01 น.

บุกเช็ค‘ฟาร์มไก่ปารีณา’ หมากระจายเต็มพื้นที่ จ่อสรุปฟันส่อผิดบุกรุก

ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.ราชบุรี ว่า เมื่อเวลาประมาณ 13.00 น.วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน(คปต.) เดินนำเจ้าหน้าที่ บก.ปทส. , ป่าไม้ และ ส.ป.ก. รวมถึงช่างผู้เชี่ยวชาญชำนานการด้านการรังวัดที่ดินจากป่าไม้จังหวัดเชียงใหม่ เดินตรวจสอบที่ดินที่อยู่ติดริมถนนราชบุรี-ชัฏป่าหวาย ก่อนถึงด้านหน้าทางเข้าเขาสนฟาร์มไก่ของ นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ หมู่ที่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งทาง ส.ป.ก. ระบุว่า ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินของ ส.ป.ก.

นายวีระ กล่าวต่อหน้าเจ้าหน้าที่โดยมีสื่อมวลชนร่วมบันทึกภาพว่า ตนไม่เชื่อ เพราะก่อนหน้านี้ตนเข้ามาตรวจสอบหลายรอบแล้ว และล่าสุดเข้ามา 5-6 ครั้ง ไม่มีป้ายของ ส.ป.ก.มาปักไว้ ถ้าวันนี้ไม่มากัน ป้ายนั้นคงไม่มีมาปัก ซึ่งที่ดินตรงนี้มีการแสดงการใช้ประโยชน์ มีการขุดสระน้ำไว้ใช้ มีการสร้างบ้าน มีการตัดต้นไม้ในพื้นที่ ส.ป.ก. โดยที่พื้นที่ตรงนี้ที่ตนพามาเดินดู ยังไม่มีการตรวจสอบป่าไม้ไม่ได้ตรวจสอบตรงนี้ไปตรวจสอบเฉพาะตรงนู้น

นายวีระ กล่าวอีกว่า ในกรณีที่สื่อสงสัยว่ามีป้ายของ ส.ป.ก.มาติดไว้ที่บริเวณริมถนนตรงมุมพื้นที่ ป้ายที่เห็นนั้น ส.ป.ก.เขามาติดเพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นป้ายของ ส.ป.ก. ซึ่งตนเพิ่งเห็นวันนี้ว่ามีการมาติดป้าย ตนลงพื้นที่มา 6 ครั้งแล้วไม่เคยเห็นเลย และทั้ง 6 ครั้งตนมาสำรวจละเอียดจนหมด เก็บรายละเอียดทั้งหมด พร้อมทั้งถ่ายภาพเอาไว้ทุกครั้ง ตลอดแนวมีการถ่ายภาพไว้ทุกครั้ง ไม่เคยมีป้ายมาติดเลย ตามที่ตนเองบอกว่า ส.ป.ก. ยืนยันว่านำป้ายมาติดเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2562 ซึ่งเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ค้านว่ามีภาพถ่ายขณะติดป้าย นายวีระ ตอบกลับว่า ตนเองไม่เชื่อ

นอกจากพื้นที่ของ ส.ป.ก. ที่มีการเข้ามาให้ประโยชน์แล้วพื้นที่ตรงนี้ ที่เป็นของ ส.ป.ก. ทางด้านนายทวี และ นางสาวปารีณา 2 คนพ่อลูก มีการเข้ามาทำถนนใช้ส่วนตัว ครอบครัวนี้ใช้กัน ไม่ใช่ชาวบ้านเข้ามาใช้ แสดงให้เห็นว่ามีการเข้ามาครอบครอง ไปจนถึงถนน สังเกตง่ายๆ ไม่มีบ้านของชาวบ้านเลย มีแต่บ้านของผู้ดูแลพื้นที่ของนางสาวปารีณาเท่านั้น ซึ่งบ้านหลังดังกล่าว ปลูกในพื้นที่ของ ส.ป.ก. ตรงนี้ต้องถามว่า ส.ป.ก. จะดำเนินการอย่างไร หากไม่ดำเนินการ ตนก็จะต้องดำเนินการกับทาง ส.ป.ก. ใครมาตัดต้นไม้ล้มต้นไม้ ใครมาขุดสระ หรือ เข้ามาทำถนนใช้ส่วนตน

จากนั้นเวลาประมาณ 13.30 น. พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน พร้อมด้วย นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดิน นายพัฒนะ ศิริมัย ป่าไม้ราชบุรี พร้อมด้วย เจ้าหน้าที่ จาก ส.ป.ก. ได้นำหมายศาลจังหวัดราชบุรี เพื่อขอเข้าตรวจสอบภายในพื้นที่เขาสนฟาร์มไก่ของนางสาวปารีณา มาแสดงต่อหน้ากำนันตำบลท้องที่ โดยมีนายวีระ และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ร่วมด้วย

โดยการขอศาลจังหวัดราชบุรีออกหมายเพื่อขอเข้าตรวจค้น หลังจากที่ทาง บก.ปทส. ได้ทำหนังสือไปถึงนางสาวปารีณา รวมถึงส่งไปยังบริษัท ให้ส่งตัวแทนมาเป็นผู้นำชี้บริเวณที่เขาครอบครองหรือทำประโยชน์ แต่ว่าเราก็รอจนเที่ยงกว่าเวลานี้จะบ่ายโมงแล้ว เขาไม่มาก็เป็นสิทธิ์ของเขาจะไม่มาก็ได้ วันนี้มีผู้นำชุมชนซึ่งเคยพาเข้าไปแล้วครั้งหนึ่งแล้วมีความคุ้นเคยในพื้นที่นี้ดี ก็ไม่กังวลใดๆ ซึ่งการเข้าไปตรวจสอบวันนี้เราจะไม่ลงเดินเข้าไป จะใช้การนั่งรถเข้าไป แล้วเจ้าหน้าที่ของเราจะทำการเก็บบันทึกภาพทุกรายละเอียดเพื่อไปประกอบในสำนวน นอกจากนี้ยังพบสุนัขจำนวนมากกระจายอยู่ในพื้นที่ด้วย

พ.ต.อ.วัชรินทร์ กล่าวว่า เนื่องจากเรามีขอบเขตที่ชัดเจนแล้ว ในพื้นที่ของ ส.ป.ก. 682 ไร่ และพื้นที่ที่คาบเกี่ยวกันกับ ป่าไม้ 2484 และ ป่าสงวน ซึ่งจากแผนที่วันนี้เราจะเข้าไปดูคือแนวเขตที่ติดกับป่า ซึ่งเป็นแนวเขตที่เราได้รับมอบมาจากนางสาวปารีณา 682 ไร่ ตามแนวเขตสีน้ำเงิน และเป็นการรังวัดเพิ่มเติมจากที่นายวีระจะนำชี้ ส่วนเพิ่มเติมอีกเท่าไรนั้น ตรงนี้ต้องรอทางนายวีระนำพาเข้าไปชี้ ในส่วนด้านเหนือของแผนที่ที่เราถืออยู่นี้

ในส่วนการดำเนินคดีนั้นวันนี้การทำงานของตนเอง เข้ามาตรวจสอบในที่เกิดเหตุในนามของพนักงานสอบสวน ส่วนเมื่อได้ข้อยุติในที่เกิดเหตุแล้ว ได้เนื้อที่เท่าไหร่ ค่าเสียหายเท่าไหร่ ทางกรมป่าไม้ กับ ทาง ส.ป.ก. จะมีการคุยกันว่าจะมาร้องทุกข์เพิ่มเติมกับทางพนักงานสอบสวนเมื่อไหร่จะเป็นเรื่องของอนาคต วันนี้เป็นเรื่องของตัวที่เกิดเหตุของพนักงานสอบสวนโดยขอความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ มาเป็นผู้ช่วยเหลือพนักงานสอบสวน ในส่วนที่ประตูมีการครองกุญแจนั้นเราไม่จำเป็นต้องตัดเนื่องจากมีทางเข้าอีกทาง

ภายหลังจากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเสร็จ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ได้ตรวจสอบที่บริเวณประตูทางเข้าของเขาสนฟาร์มไก่ พบว่าที่ตู้รับจดหมายและพัสดุ มีจดหมายใบแจ้งหนี้จากธนาคาร และเอกสารจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอำเภอสวนผึ้งที่จ่าหน้าซองส่งถึง นายทวี ไกรคุปต์ (ไร่เขาสน) เลขที่ 109 หมู่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนที่รุมกันเพื่อบันทึกภาพ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้พานายวีระ พร้อมด้วยสื่อมวลชนเข้าไปภายในเขาสนฟาร์มไก่ โดยใช้รถยนต์บรรทุกเจ้าหน้าที่พร้อมช่างภาพสื่อมวลชนเข้าไปเก็บภาพภายใน โดยขอสื่อมวลชนไม่ให้ลงจากรถ จากนั้นได้เข้าไปตรวจสอบตามแผนที่แนวเขตซึ่งอยู่บริเวณชายเขา ตามแนวเขตเส้นสีฟ้าที่กำหนดเขต ส.ป.ก.ไว้ โดยมีการใช้เครื่องมือวัดแนวเขต GPS จากการตรวจสอบพบว่าเป็นแนวเขตที่ตรงกันกับแผนที่ที่ทางป่าไม้ได้มาวัดครั้งก่อน แต่ส่วนที่นายวีระจะชี้เพิ่มเติมนั้นจะทำบันทึกเพิ่มเติมไว้ และต้องนำมาสรุปอีกครั้งหนึ่งว่าจริงๆ มีพื้นที่ทั้งหมดกี่ไร่

อย่างไรก็ตามหลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาข้อหารือของกรมป่าไม้แล้วมีความเห็นเกี่ยวกับสถานะที่ดินว่า ยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที จนกว่าจะได้มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป

สำหรับการดำเนินการตามกฎหมายกรณีพบการกระทำความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดิน อย่างชัดเจน โดยหลังจากนี้จะได้นำบันทึกสรุปสำนวนคดีเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับ นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ผู้กระทำผิดตามกฎหมาย ในพระราชบัญญัติ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ ในจำนวนพื้นที่ 682 ไร่ ตามที่ปรากฏในหลักฐานต่อไป ส่วนจะมีพื้นที่อื่นเพิ่มเติมหรือไม่นั้นตามที่นายวีระอ้างถึง ต้องรอการตรวจสอบที่ชัดเจนอีกครั้ง

‘เอ๋’ลั่นไม่ได้บุกรุก เปล่าปล่อยหมาไล่จนท. สงบปากรอแถลงพร้อมทนาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472472

news_default

‘เอ๋’ลั่นไม่ได้บุกรุก เปล่าปล่อยหมาไล่จนท. สงบปากรอแถลงพร้อมทนาย

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.16 น.

‘เอ๋’ลั่นไม่ได้บุกรุก เปล่าปล่อยหมาไล่จนท. สงบปากรอแถลงพร้อมทนาย

12 กุมภาพันธ์ 2563 ที่รัฐสภา นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีการะบุที่ดินที่ครอบครองเป็นที่ดินป่าไม้ ว่า ส่วนตัวพร้อมสู้คดีและพิสูจน์ในชั้นศาลว่าไม่ได้บุกรุก ขอดูรายละเอียดและปรึกษาทนายความก่อน เพราะมีข้อกฎหมายจำนวนมาก ก่อนจะแถลงข่าวชี้แจงไม่เกินวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ความจริงแล้วตนเองอยากตอบทุกคำถาม แต่ตรงนี้เป็นข้อกฎหมาย ดังนั้นใครจะพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบ

เมื่อถามว่าในวันนี้มีเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบที่ดินมีการตั้งข้อสังเกตว่าได้มีการปล่อยสุนัขเข้าไปในพื้นที่ด้วย นางสาวปารีณา กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่รู้เรื่อง ตนจะปล่อยสุนัขเข้าไปทำไม และปกติไม่ได้มีสุนัขและของหายเยอะ ซึ่งได้เคยแจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจแล้ว เช่น รถยนต์ ดังนั้นต้องไปถ่ายรูปสุนัขมาว่าเป็นสุนัขพันธุ์อะไร

“ดิฉันยืนยันว่าไม่ได้บุกรุก และพร้อมจะสู้คดี แต่ในการตอบคำถามต่างๆมีข้อกฎหมายเยอะ จึงอยากแถลงข่าวร่วมกับทนายความ” นางสาวปารีณา กล่าว

กรมชลฯเผยตัวเลขอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ย้ำลุ่มเจ้าพระยาน้ำต้นทุนต่ำกว่าปกติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472458

news_default

กรมชลฯเผยตัวเลขอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ ย้ำลุ่มเจ้าพระยาน้ำต้นทุนต่ำกว่าปกติ

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.35 น.

กรมชลฯ เผยตัวเลขน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ขนาดกลางทั่วประเทศ 400 กว่าแห่ง มีปริมาณน้ำรวม 43,400 ล้าน ลบ.ม.น้ำใช้การได้ 19,600 ล้าน ลบ.ม. ร้อยละ 38 ย้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำต้นทุนต่ำกว่าปกติ 

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 นายทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศจำนวน 447 แห่ง (ข้อมูล ณ วันที่ 11 ก.พ. 63) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 43,428 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 57 มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 19,650 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 38 สถานการณ์น้ำ 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์) มีปริมาณน้ำในอ่างฯ รวมกัน 10,262 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 41 มีปริมาณน้ำใช้การได้ประมาณ 3,566 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็นร้อยละ 20

ส่วนผลการจัดสรรน้ำหน้าแล้งปี 2562 ทั้งประเทศ ขณะนี้พบว่ามีการใช้น้ำไปแล้วประมาณ 9,086 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 51 ของแผนฯ เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ใช้น้ำไปแล้วประมาณ 2,600 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 65 อย่างไรก็ตามเนื่องจากสถานการณ์น้ำในปัจจุบันนั้น ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีปริมาณน้ำต้นทุนอยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่าปกติ กรมชลประทาน จึงได้ทำการผันน้ำบางส่วนจากแม่น้ำแม่กลองมายังแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อใช้ในการอุปโภค–บริโภค การรักษาระบบนิเวศ และผลักดันน้ำเค็ม พร้อมประสานไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่มีสถานีสูบน้ำเพื่อการเกษตรงดสูบน้ำ พร้อมประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ใช้น้ำ ให้ปฏิบัติตามมาตรการการบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยาในช่วงหน้าแล้ง ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเคร่งครัด

บ่ายนี้ลุย! ‘จนท.ชุดใหญ่-วีระ-อัจฉริยะ’เตรียมตรวจ‘ฟาร์มไก่ปารีณา’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472431

บ่ายนี้ลุย! ‘จนท.ชุดใหญ่-วีระ-อัจฉริยะ’เตรียมตรวจ‘ฟาร์มไก่ปารีณา’

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 12.38 น.

บ่ายนี้ลุย! ‘จนท.ชุดใหญ่-วีระ-อัจฉริยะ’เตรียมตรวจ‘ฟาร์มไก่ปารีณา’

12 กุมภาพันธ์ 2563 พ.ต.อ.วัชรินทร์ พูสิทธิ์ รองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(รอง ผบก.ปทส.) และหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน , นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้ และประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดิน พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่จาก ส.ป.ก. ได้ประชุมเตรียมข้อสรุปแผนการเข้าตรวจสอบพื้นที่ตั้งฟาร์มไก่เขาสนฟาร์มของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่ถือครองที่ดิน ส.ป.ก.กว่า 682 ไร่ ในพื้นที่ ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยใช้ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลรางบัว เป็นที่ประชุมสรุปแผนงาน

ทั้งนี้ มีนายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน(คปต.) และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ร่วมประชุมด้วย ตามหนังสือเชิญของ บก.ปทส. ตามที่ได้ทำการสอบสวนคดีอาญาที่ 1/2563 ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติอนุญาตให้สอบสวนคดีอาญาที่ 448/2562 ของสถานีตำรวจภูธรจอมบึง ระหว่างนายวีระ สมความคิด และอธิบดีกรมป่าไม้

โดยนายพัฒนะ ศิริมัย นายสุรเชษฐ์ ศรีแดงรักษา และนายวัชระ ลออล่อน ผู้กล่าวหาว่า น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ฐานความผิด ตามระราชบัญญัติ ป่าไม้ พ.ศ.2484 มาตรา 4 (1) 54, 55, 72 ตรี, ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 มาตรา 2, 9, 109 ทวิ และ พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 มาตรา 14 บริเวณท้องที่หมู่ที่ 6 ต.รางบัว โดยพื้นที่เกิดเหตุอยู่ในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี และพื้นที่ป่าตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.2484 กับพื้นที่บางส่วนผู้ในเขตพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) คาบเกี่ยวกัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุป และมีการถกเถียงกัน กรมป่าไม้จึงได้มีหนังสือหารือด่วนที่สุดเพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินการจึงต้องส่งให้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นผู้ตีความ ว่าพื้นที่คาบเกี่ยวกันนั้นต้องให้หน่วยงานใดเป็นผู้ชี้ขาด

ล่าสุด คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณาข้อหารือของกรมป่าไม้แล้วมีความเห็นเกี่ยวกับสถานะที่ดินว่า ยังคงเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินดังกล่าวเป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที จนกว่าจะได้มีการส่งมอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อจัดสรรที่ดินให้แก่ผู้ได้รับอนุญาตตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนดต่อไป

โดยให้ใช้อำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามกฎหมายกรณีพบการกระทำความผิดฐานบุกรุกพื้นที่ในเขตปฏิรูปที่ดินนั้นคณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ของ ส.ป.ก.มีหน้าที่และอำนาจในการจับกุมปราบปรามหรือร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป่าไม้และกฎหมายอื่นเนื่องจากเป็นหน่วยงานที่ดูแลรักษาที่ดินดังกล่าวและต้องป้องกันการกระทำใดๆ ที่เป็นผลร้ายต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายปฏิรูปที่ดิน การที่มีผู้บุกรุกเข้าไปยึดถือครอบครอง หรือทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรในที่ดินนั้น ส.ป.ก.จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหายและมีสิทธิที่จะกล่าวโทษผู้กระทำความผิดเพื่อให้มีการดำเนินการตามกฎหมายได้ แต่ทั้งนี้เนื่องจากที่ดินนั้นยังคงมีสถานะเป็น “ป่า” กรมป่าไม้จึงยังคงมีหน้าที่และอำนาจในการดูแลรักษาที่ดินที่เป็นป่าตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ ด้วยเหตุนี้ ทั้งกรมป่าไม้ และ ส.ป.ก.ต่างมีหน้าที่และอำนาจดูแลรักษาที่ดินป่าสงวนแห่งชาติในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมร่วมกัน ตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน

ด้านนายวีระ สมความคิด นำหลักฐานแผนที่ดาวเที่ยว ขึ้นชี้แจงหน้าที่ประชุมโดยระบุว่า พื้นที่ที่ น.ส.ปารีณา บุกรุกนั้น มีทั้งหมด 1,700 ไร่ ไม่ใช่ 700 กว่าไร่ ตามที่ได้มีการมาตรวจสอบกัน ซึ่งทาง พ.ต.อ.วัชรินทร์ กล่าวกับนายวีระ ว่าวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ทั้งหมด รวมถึงนายวีระ และนายอัจฉริยะ จะได้ร่วมตรวจสอบด้วย และอยากให้พาไปชี้จุดที่กล่าวมีมีการบุกรุกเพิ่มเติม เพื่อที่จะได้นำมาเป็นหลักฐานเพิ่มเติม

พ.ต.อ.วัชรินทร์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ทางนายวีระได้มีการแจ้งความไว้ว่ามีการบุกรุกพื้นที่ 1,700 ไร่นั้น วันนี้เราต้องมาพิสูจน์กัน หรือพื้นที่จริงที่มีการบุกรุกในพื้นที่ของ ส.ป.ก. เท่าไร อีกทั้งวันนี้เราได้ทำหนังสือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้มาร่วมกันเป็นพยาน ภายหลังที่จากกฤษฎีกาตีความมาเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา วันนี้เราได้ขออำนาจการตรวจค้นจากหมายศาลจังหวัดราชบุรี หากไม่มีใครมานำชี้เราก็จะอาศัยพยานบุคคล เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ ฝ่ายปกครองร่วมนำชี้ในที่เกิดเหตุ

ในส่วนเรื่องการที่จะดำเนินคดีได้เลยหรือไม่นั้น ต้องรอทาง ส.ป.ก. และ ป่าไม้ ตกลงกัน และหาแนวทางร่วมกัน เพราะแผนที่ของป่าไม้มีชี้ชัดหมดแล้ว มีพิกัดชัดเจน โดยเราจะเอามาดูว่าอยู่ในเขตป่าไม้เท่าไหร่ อยู่ในเขต ส.ป.ก. เท่าไร เราจะต้องระบุพื้นที่ให้ชัดเจน เราถึงจะเอาข้อมูลที่ได้ทั้งหมดอย่างชัดเจนไป แจ้งให้ทางผู้ที่ถูกกล่าวหาทราบว่า เขาได้มีการบุกรุกพื้นที่เท่าไหร่ ส่วนไหนอย่างไร ตามพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้เชิญให้สื่อมวลชนออกจากห้องประชุมเพื่อที่ คณะทำงานจะได้ทำการประชุมก่อนที่จะลงพื้นที่จริงในช่วงบ่ายนี้

‘วิษณุ’กางข้อกม.เคลียร์ปมที่ดิน‘ปารีณา’ โยนเผือกร้อน‘กรมป่าไม้’พิจารณาเอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472429

news_default

‘วิษณุ’กางข้อกม.เคลียร์ปมที่ดิน‘ปารีณา’ โยนเผือกร้อน‘กรมป่าไม้’พิจารณาเอง

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 12.28 น.

“วิษณุ” โยนเผือกร้อนที่ดิน “ปารีณา” ให้กรมป่าไม้พิจารณาเอง หลังกฤษฎีกาส่งคำตอบ ยกคำพิพากษาศาลฎีกาปี 2558 เอาผิด

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะกรรมการกฤษฎีกาสรุปความเห็นปมที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ ยังเป็นพื้นที่ป่า ว่า ยังไม่แน่ใจว่าคำตอบของคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าอย่างไร ทราบเพียงว่าตอบมาแล้ว และได้มีการแจ้งไปยังกรมป่าไม้ และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม(ส.ป.ก.) ซึ่งเป็นเจ้าของคำถาม เรื่องนี้ก็ต้องให้ทางกรมป่าไม้ ลองไปพิจารณาเองก็แล้วกันว่าสุดท้ายจะสามารถปรับให้เข้ากับคดีต่างๆได้อย่างไร เพราะการที่ตั้งคำถามไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเป็นคำถามที่ใช้กับในหลายๆกรณี ไม่ใช่เฉพาะกรณีที่เป็นข่าวอยู่ในขณะนี้เท่านั้น เพราะฉะนั้นคำตอบบางอย่างใช้กับกรณีที่เป็นข่าวอยู่ในปัจจุบันได้ แต่กรมป่าไม้มีการถามไปประมาณ 5-6 ข้อ ซึ่งบางข้ออาจจะไปใช้กับกรณีอื่นๆด้วย เรื่องนี้ต้องให้กรมป่าไม้เป็นผู้พิจารณาเพราะเป็นองค์กรที่เป็นผู้สงสัย

“แต่หลักใหญ่ไม่ว่าจะเป็นคำถามกี่ข้อก็ตาม ก็สามารถสรุปหัวข้อที่กรมป่าไม้สงสัยหนักที่สุด ตรงที่ว่ากรมป่าไม้ หรือ ส.ป.ก.กันแน่ที่จะเป็นผู้ที่มีอำนาจเข้าไปดำเนินคดี และขอย้ำอีกครั้งว่าไม่ใช่เฉพาะกรณีของคุณปารีณา ความหมายคือที่ดินที่เข้าในลักษณะดังกล่าวไม่ว่าจะอยู่ในมือใครก็ตาม กรมป่าไม้ หรือ ส.ป.ก.กันแน่ที่มีอำนาจ ตรงนี้คือคำถามหลัก ที่เหลือเป็นคำถามรอง ซึ่งคำตอบในข้อนี้คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบแล้วว่าเป็นอำนาจของทั้ง 2 ฝ่าย เพียงแต่ ส.ป.ก.ไม่มีอำนาจจับ เพราะไม่ได้เป็นเจ้าพนักงาน กฎหมายไม่ได้ให้อำนาจในการจับ จึงจับใครไม่ได้ แต่กรมป่าไม้มีอำนาจจับได้ โดยเฉพาะถ้าที่ดินนั้นเป็นที่ดินป่าไม้ และต้องไปดูว่าแต่ละคนได้ครอบครองที่ดินมาตั้งแต่เมื่อไร และ ส.ป.ก.เข้าดำเนินการในที่ดินดังกล่าวในขั้นไหนแล้ว” นายวิษณุ กล่าว

นายวิษณุ กล่าวว่า เกณฑ์ที่คณะกรรมการกฤษฎีกาใช้ประกอบกับที่เคยมีคำพิพากษาของศาลฎีกาเมื่อปี 2558 คือ ที่ดินนั้นจะเปลี่ยนไปเป็นที่ดินของ ส.ป.ก.ก็ต่อเมื่อ 1.มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตพื้นที่ 2.คณะรัฐมนตรีจะต้องมีมติว่าที่ดินแปลงนั้นเข้าสู่กระบวนการปฏิรูป 3.ส.ป.ก. จะต้องมีการออกแผนงานปฏิรูปสำหรับที่ดินแปลงนั้น และ 4.ได้มีงบประมาณสำหรับการเข้าไปดำเนินการปฏิรูป ซึ่งถ้าครบทั้ง 4 ข้อดังกล่าวที่ดินแปลงนั้นก็จะตกเป็นที่ดินของ ส.ป.ก. และพ้นสภาพจากการเป็นป่าสงวนทันที แต่ถ้ายังไม่ครบใน 4 ข้อดังกล่าวก็จะยังเป็นพื้นที่ป่าสงวน และเมื่อเพิกถอนการเป็นป่าสงวนก็จะกลายเป็นพื้นที่ของ ส.ป.ก.

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาก็ดี คณะกรรมการกฤษฎีกาก็ดี ครั้งนี้ได้วินิจฉัยย้ำสำคัญว่าสมมติว่ามีที่ดินทั้งหมด 682 ไร่ เฉพาะแปลงที่ได้ดำเนินการครบตามคุณสมบัติ 4 ข้อนี้เท่านั้น แปลงอื่นที่ยังไม่ได้ดำเนินการครบแม้จะคลุมเครือ หรือเข้าข่ายก็ยังไม่เป็นการเพิกถอนพื้นที่ป่าสงวน หลักสำคัญมีอยู่แค่นี้ ดังนั้นกรมป่าไม้จึงต้องนำกลับไปพิจารณาว่าที่ดินของแต่ละบุคคลที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายอยู่แค่ไหน ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่ตอบ เพราะเขาไม่ใช่ผู้วินิจฉัยคดี

ผู้สื่อข่าวถามว่าหากกรมป่าไม้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องรื้อทั้งประเทศหรือไม่ และอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้นหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า เรื่องนี้กรมป่าไม้จะต้องเป็นผู้พิจารณาว่าจะทำอย่างไร ซึ่งเมื่อวันที่ตนเชิญมาหารือกรมป่าไม้ก็ระบุว่าในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ คือวันนี้จะเป็นวันที่ ส.ป.ก.จะเข้าไป สำรวจพื้นที่

“แต่เนื่องจากคราวที่แล้ว น.ส.ปารีณา ได้ทำหนังสือแจ้งว่าได้ส่งมอบที่ดินคืน แต่มีเงื่อนไขว่าถ้ามีการจัดที่ดินให้กับเกษตรกร ก็ขอให้ดิฉันก่อนนะคะ ซึ่งทาง ส.ป.ก.ก็บอกว่าตั้งเงื่อนไขเช่นนี้ไม่ได้ ดังนั้นถือว่ายังไม่ได้ส่งมอบคืน และพอแจ้งกลับไป น.ส.ปารีณา ก็ทำหนังสือแจ้งกลับมาว่าขอส่งมอบให้โดยไม่มีเงื่อนไข เท่ากับว่าเป็นการส่งมอบแล้ว ส่วนจะเป็นการส่งมอบจริงหรือไม่จริง ทาง ส.ป.ก.ก็ต้องเข้าไปในพื้นที่เพื่อดูว่ามีอะไรตรงไหนอย่างไร และทำอะไร แต่ปรากฏว่าเข้าไปแล้วเจ้าตัวไม่ยอมมาชี้เขต เจ้าหน้าที่จึงเข้าไม่ได้และไม่กล้าเข้า จึงนัดใหม่ในวันเดียวกันนี้ ซึ่งเจ้าของที่ดินจะต้องมาชี้เขต ถ้าไม่มาชี้หรือไม่มาบอกก็เท่ากับว่าคุณยังไม่ได้คืนที่ดิน” นายวิษณุ กล่าว

เมื่อถามว่าถ้า น.ส.ปารีณา ไม่ไปชี้เขตจะมีปัญหาอย่างไร นายวิษณุ กล่าวว่า สามารถมอบตัวแทนไปได้ แต่ถ้าไม่ไปชี้เขตและไม่ได้มอบหมายใครก็มีความผิดในฐานะไม่ให้ความร่วมมือในเรื่องดังกล่าว มีความผิดตามพระราชบัญญัติ ส.ป.ก.มาตรา 47 และประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 9 เป็นความผิดฐานไม่ให้ความร่วมมือ ขัดขวางโดยการนำชี้หลักเขต ไม่ใช่เรื่องการบุกรุก เพราะกฎหมาย ส.ป.ก.ไม่มีโทษอาญา มีโทษฐานเดียวคือการขัดขวางเจ้าพนักงานตามมาตรา 47

รายงานพิเศษ : แบ่งปันน้ำ..สร้างความมั่นคงหน้าแล้ง กรมชลฯเชื่อมโยงลุ่มวังโตนด-อ่างฯประแสร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472236

รายงานพิเศษ : แบ่งปันน้ำ..สร้างความมั่นคงหน้าแล้ง กรมชลฯเชื่อมโยงลุ่มวังโตนด-อ่างฯประแสร์

วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สภาพการณ์น้ำแล้งที่แต่ละพื้นที่ของประเทศไทยประสบอยู่ขณะนี้ ส่งผลกระทบต่อชุมชนและเศรษฐกิจแตกต่างกันไป บางแห่งต้องงดทำการเกษตรที่ต้องใช้น้ำจำนวนมาก หรือบางพื้นที่ต้องงดการจ่ายน้ำประปาในบางช่วงเวลา

แต่ที่น่าเป็นกังวลและจะส่งแรงกระเพื่อมเป็นวงกว้างได้หากขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ คือ บริเวณพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ซึ่งเป็นจังหวัดที่มีการสร้างรายได้เป็นอันดับสองรองจากกรุงเทพมหานคร อีกทั้ง ยังเป็นศูนย์กลางหลักในการบริหารจัดการน้ำ กระจายน้ำไปให้จังหวัดข้างเคียง

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลมีความห่วงใยต่อสถานการณ์ที่น้ำต้นทุนมีน้อยในขณะนี้ จึงมีนโยบายให้ทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจแบ่งปันทรัพยากรน้ำ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ต่อมากรมชลประทานจึงได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกับคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนด แบ่งปันน้ำสนับสนุนน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง สร้างความเชื่อมั่นให้ภาคเกษตร พาณิชย์ อุตสาหกรรม และท่องเที่ยวให้ภาคตะวันออกในช่วงหน้าแล้งสถานีสูบน้ำคลองวังโตนด-อ่างเก็บน้ำประแสร์ จะช่วยนำน้ำไปแก้ไขปัญหาขาดน้ำในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จ.ระยอง ให้มีเสถียรภาพมากยิ่งขึ้น

นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ระหว่างกรมชลประทาน กับคณะกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนดว่า จะมีการเริ่มแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจแบ่งปันน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนดมาให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ในจังหวัดระยอง ตั้งแต่วันที่ 1-25 มีนาคมนี้ โดยเป็นการปล่อยน้ำจากอ่างฯ ประแกด จ.จันทบุรี ในอัตรา 7.5 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที หรือวันละ 648,000 ลบ.ม. เพื่อส่งน้ำสนับสนุนให้กับอ่างฯ ประแสร์วันละ 432,000 ลบ.ม. ส่วนมวลน้ำที่เหลืออีก 216,000 ลบ.ม. จะไหลลงสู่ลุ่มน้ำวังโตนดเป็นน้ำต้นทุนและรักษาระบบนิเวศให้พื้นที่ด้านล่างต่อไป

จากสถานการณ์ภัยแล้ง กรมชลประทานได้คาดการณ์ว่าในช่วงเดือนเมษายน จะเหลือปริมาณน้ำในอ่างฯ ประแสร์ใกล้เคียงกับจุดเก็บกักต่ำสุด (Dead Storage) ที่สุด จึงต้องทำการเสริมน้ำต้นทุนให้กับอ่างฯ ประแสร์ ซึ่งเป็นแหล่งเก็บน้ำสำคัญ ทั้งนี้การแบ่งปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำครั้งนี้ นอกจากช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กิจกรรมการใช้น้ำในจังหวัดระยองแล้ว ยังหมายรวมไปถึงการช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้จังหวัดชลบุรีด้วย เนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกมีระบบท่อผันน้ำเป็นพวงเชื่อมโยงถึงกัน สามารถเชื่อมโยงปริมาณน้ำจากระยองไปชลบุรีได้ โดยอ่างฯ ในระบบประกอบไปด้วยอ่างฯ ประแสร์, อ่างฯ คลองใหญ่, อ่างฯหนองปลาไหล, อ่างฯดอกกราย, อ่างฯ หนองค้อ, อ่างฯบางพระ และกลุ่มอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในเมืองพัทยาอีก 5 แห่ง ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมการใช้น้ำในภาคเกษตรพาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกไม่หยุดชะงัก สร้างความมั่นใจให้ทั้งประชาชนในพื้นที่ นักท่องเที่ยว และนักลงทุน

“กล่าวได้ว่าการแบ่งปันน้ำครั้งนี้เป็นกุญแจสำคัญในการบริหารจัดการน้ำ ที่ทุกฝ่ายจะได้ช่วยเหลือแบ่งปันกันเพื่อให้สามารถผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งในครั้งนี้ไปได้ ความสามัคคี จะช่วยให้เราฝ่าฟันทุกปัญหาไปได้ในที่สุด” นายสุชาติกล่าว

รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า ลุ่มน้ำคลองวังโตนดมีปริมาณน้ำท่ารายปีถึง 1,237 ล้านลบ.ม. ขณะนี้กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำประแกดเสร็จสิ้น เก็บน้ำได้ 60 ล้านลบ.ม. และภายในปี 2565 จะได้เร่งดำเนินการก่อสร้างอ่างฯคลองพวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมว ให้เสร็จสิ้น เก็บน้ำรวมกันได้อีก 148.8 ล้านลบ.ม. และอ่างฯคลองวังโตนด ที่อยู่ระหว่างพิจารณารายงานศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) โดยทั้ง 4 อ่างฯ สามารถเก็บน้ำรวมกันได้ 308.5 ล้านลบ.ม. ซึ่งกรมชลประทานจะได้เร่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดและลุ่มน้ำอื่นๆ ต่อไป

ด้านรองศาสตราจารย์ เจริญ ปิยารมย์ ประธานกรรมการลุ่มน้ำสาขาแม่น้ำวังโตนด กล่าวว่า ในภาพรวมของอ่างฯ ประแกดในปีนี้เก็บน้ำได้เต็มความจุ 60.26 ล้านลบ.ม. ความต้องการใช้น้ำราว 35 ล้านลบ.ม. เหลือน้ำประมาณ 25 ล้านลบ.ม. ที่จะได้ผันไปช่วยจังหวัดระยองและชลบุรี ซึ่งถือว่าเป็นแหล่งเศรษฐกิจสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ โดยจะผันน้ำไปทั้งสิ้นปริมาณ 10 ล้านลบ.ม.

“เนื่องจากลมมรสุมจากอ่าวไทยพัดไปไม่ถึงระยองและชลบุรี ทำให้สภาพฝนลดลงไปกว่าปกติกว่าครึ่ง ในขณะที่จันทบุรีได้รับฝนปกติ การผันน้ำจำนวน 10 ล้านลบ.ม. เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ที่ประสบปัญหานับว่าเป็นการใช้น้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอเรียนในตอนท้ายว่า ทรัพยากรน้ำมีความสำคัญมาก ขอให้ทุกท่านตระหนักถึงคุณค่าของน้ำ และร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด” ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำฯ กล่าว