เติมความรู้ ‘สมุนไพรอารักขาพืช’ให้เกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472956

news_default

เติมความรู้ ‘สมุนไพรอารักขาพืช’ให้เกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 13.28 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ สามพรานโมเดล ร่วมกับ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท) ภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัย แม่โจ้ และ เซ็นทรัลทำจัดอบรมเชิงปฎิบัติ “การใช้สมุนไพรอารักขาพืช” ให้กับเกษตรกรเครือข่ายสามพรานโมเดล เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้การใช้ประโยชน์จากสมุนไพรในระบบการผลิตเกษตรอินทรีย์ อย่างถูกต้องและเหมาะสมตามหลักวิชาการ ซึ่งได้รับเกียรติจาก ดร.เทิดศักดิ์ โทณลักษณ์ คณะผลิตกรรมการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่  พร้อมด้วย คุณณัฎฐา คุ้มโต นักวิชาการอาวุโสฝ่ายถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและชุมชน มาเป็นวิทยากรถ่ายทอดความรู้  ณ สามพรานโมเดล อะคาเดมี่ สวนสามพราน จ.นครปฐม

โดยการอบรมในครั้งนี้ ก่อเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก ทำให้เกษตรกรมีความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ และเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้สมุนไพรกับการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์มากขึ้น ได้รู้จักโรคแมลง รู้หลักใช้สารชีวภัณฑ์ และรู้จักสาระสำคัญจากสมุนไพร ที่เอามาใช้ในการป้องกันศัตรูพืชดียิ่งขึ้น รวมถึงได้ทดลองทำชีวภัณฑ์สูตรต่างๆ ซึ่งความรู้เหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้ตามเหมาะสมในแปลงของตัวเอง ทั้งยังถ่ายทอดให้กับสมาชิกในกลุ่มได้อีกด้วย

รายงานพิเศษ : สร้างรายได้กำไรงามให้เกษตรกรจ.เลย พัฒนาลุ่มน้ำยม..คำตอบแก้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472767

รายงานพิเศษ : สร้างรายได้กำไรงามให้เกษตรกรจ.เลย พัฒนาลุ่มน้ำยม..คำตอบแก้ภัยแล้ง

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ต้องยอมรับความจริงว่า พื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาในฤดูแล้งปีนี้ ต้องเผชิญภัยแล้งค่อนข้างรุนแรง ต้องรณรงค์ให้งดทำนาต่อเนื่องหรือนาปรัง เพราะน้ำต้นทุนมีจำกัด เพียงพอเฉพาะอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศของลำน้ำเท่านั้น การบริหารจัดการน้ำจึงต้องคุมเข้มเพื่อให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้

“ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่จะเพียงใช้สำหรับอุปโภคบริโภค ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563 อย่างแน่นอน แต่ต้องบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้ และประชาชนควรใช้น้ำอย่างประหยัด คุ้มค่า
ใช่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ลุ่มเจ้าพระยา มีลุ่มน้ำสาขาสำคัญ 4ลุ่มน้ำด้วยกันคือ ลุ่มน้ำปิง ลุ่มน้ำวังลุ่มน้ำยม และลุ่่มน้ำน่าน แต่พอประสบภัยธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย หรือภัยแล้ง ลุ่มน้ำที่จะถูกกล่าวถึงมากที่สุดคือ “ลุ่มน้ำยม”ภัยแล้งที่กำลังเผชิญปีนี้เช่นกัน มีเสียงสะท้อนว่า เมื่อไหร่จะพัฒนาลุ่มน้ำยมเสียที ลุ่มน้ำสาขาอื่นล้วนแต่มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่ด้วยกันทั้งสิ้น ส่วนลุ่มน้ำยม ไม่มีโครงการพัฒนาแหล่งเก็บกักน้ำขนาดใหญ่เลย ฤดูแล้งประสบปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำซาก ฤดูฝนน้ำเกิดน้ำป่าไหลหลากท่วมเป็นประจำทุกปี และส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงลุ่มน้ำเจ้าพระยาด้วย

ฤดูแล้งปีนี้เช่นกัน ถ้าลุ่มน้ำยมมีแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่แล้ว จะทำให้มีน้ำต้นทุนส่งมาหล่อเลี้ยงลุ่มน้ำยมและลุ่มน้ำเจ้าพระยาอีกไม่น้อยกว่า 1,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) บรรเทาภัยแล้งขณะนี้ได้

ดร.ทองเปลว กองจันทร์

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า การแก้ปัญหาลุ่มน้ำยม กรมศึกษาโครงการพัฒนาลุ่มน้ำยม จ.แพร่ทุกด้าน โดยทำแผนพัฒนาแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแผนปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและจัดการน้ำหลาก แผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดกลาง

สำหรับแผนการปรับปรุงประสิทธิภาพชลประทานและการจัดการน้ำหลาก ปัจจุบันกรมดำเนินโครงการปรับปรุงก่อสร้างระบบชลประทาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ แก้ปัญหาขาดแคลนน้ำฤดูแล้ง และน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลาก ในจ.สุโขทัย เช่น โครงการบางระกำโมเดล รวมทั้งยังปรับปรุงคลอง 2 สาย พร้อมกันคือ คลองหกบาทและคลองยม-น่าน ที่รับน้ำต่อจากคลองหกบาท ตลอดจนสร้างประตูระบายน้ำ 2 แห่ง คาดว่าแล้วเสร็จปี 2567 ผลประโยชน์ที่ได้รับไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำบรรเทาปัญหาน้ำท่วมช่วงฤดูน้ำหลากเท่านั้น แต่ยังใช้คลองปรับปรุงเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้ง โดยเฉพาะคลองยม-น่านที่ยาวถึง 35 กิโลเมตร จะเก็บกักน้ำเป็นน้ำต้นทุนให้ราษฎรในเขตโครงการชลประทานและพื้นที่ใกล้เคียงมีน้ำไว้ใช้ดำเนินกิจกรรมด้านการเกษตรช่วงฤดูแล้งได้ 7,300 ไร่ คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมมากกว่า 3,000 ล้านบาท และยังทำให้มีน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคได้ตลอดทั้งปีอีกด้วย

นอกจากนี้ ในการปรับปรุงคลองดังกล่าว เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะปรับปรุงรูปแบบคลองจากดินขุดให้เป็นคลองดาดคอนกรีต ซึ่งลดพื้นที่ดำเนินโครงการแต่ยังรับน้ำได้ปริมาณตามแผนที่วางไว้ โดยคลองหกบาทจะระบายจากเดิม 250 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 500 ลบ.ม.ต่อวินาที และคลองยม-น่าน จะระบายน้ำจากเดิม 100 ลบ.ม.ต่อวินาที เป็น 300 ลบ.ม.ต่อวินาที ส่วนปริมาณน้ำจากคลองหกบาทที่เหลืออีก 200 ลบ.ม.ต่อวินาที จะระบายลงแม่น้ำยมสายเก่าที่ไหลไปอ.พรหมพิราม ก่อนลงแม่น้ำน่าน ซึ่งปรับปรุงแล้ว

ส่วนแผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดกลางนั้น กรมชลฯน้อมนำพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 ที่พระราชทานไว้เมื่อวันที่ 23 กุมภาพพันธ์ 2525 ความตอนหนึ่งว่า “…..ควรพิจารณาวางโครงการและก่อสร้างอ่างเก็บน้ำตามลำน้ำสาขาต่างๆของแม่น้ำยม เพื่อจัดหาน้ำให้ราษฎรหมู่บ้านต่าง ๆ ในเขตอำเภอสอง และอำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ สามารถมีน้ำทำการเพาะปลูกได้ทั้งในฤดูฝน-ฤดูแล้ง และมีน้ำใช้เพื่อการอุปโภคตลอดทั้งปี…..”

ที่ผ่านมากรมชลประทานนำแนวพระราชดำริดังกล่าว มาศึกษาสร้างอ่างเก็บน้ำในลุ่มน้ำสาขาของแม่น้ำยม พบว่าลุ่มน้ำยมมีจุดเหมาะสมมีศักยภาพที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำได้ 22 แห่ง ความจุระดับกักเก็บน้ำรวมกันได้ประมาณ 380 ล้าน ลบ.ม. ล่าสุดกรมชลประทานดำเนินโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดกลาง สร้างกั้นลำน้ำปีที่บ้านปิน ต.เชียงม่วน อ.เชียงม่วน จ.พะเยาความจุที่ระดับเก็บกัก 90.50 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริพื้นที่ภาคเหนือ ที่มีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานฯติดตามขับเคลื่อน เร่งรัด และบูรณาการดำเนินโครงการเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดแล้วเสร็จในปี 2564

“เมื่อแล้วเสร็จสามารถส่งน้ำให้พื้นที่เกษตรในเขตชลประทานได้ถึง28,000 ไร่ มีราษฎรได้ประโยชน์ 7,520 ครัวเรือน และยังส่งน้ำเพื่อสนับสนุนพื้นที่การเกษตรที่รับน้ำจากฝายแม่ยม จ.แพร่ ช่วงฤดูแล้งได้อีกกว่า 35,000 ไร่ ราษฎรได้รับการช่วยเหลืออีกกว่า 1,500 ครัวเรือนนอกจากนี้ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ยังติดตั้งเครื่องกังหันน้ำผลิตไฟฟ้าได้อีก 6.34 ล้านหน่วย/ปี” อธิบดีกรมชลประทานกล่าว

อย่างไรก็ตาม ด้วยลุ่มน้ำยมเป็นลุ่มน้ำที่มีขนาดใหญ่ แม้จะสามารถสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลางได้ทั้ง 22 แห่งก็ตาม ปริมาณน้ำที่กักเก็บได้เมื่อนำมารวมกับปริมาณน้ำของอ่างเก็บน้ำของเก่าที่มีอยู่แล้ว จะสามารถกักเก็บน้ำได้แค่ประมาณ 19% ของปริมาณน้ำท่าลุ่มน้ำยม จะแก้ปัญหาได้เฉพาะในพื้นที่ลุ่มน้ำสาขาที่สร้างอ่างเก็บน้ำเท่านั้น แต่ถ้าจะให้แก้ปัญหาทั้งลุ่มน้ำและลุ่มน้ำเจ้าพระยาได้มีประสิทธิภาพ จำเป็นต้องดำเนินงานตามแผนพัฒนาโครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ควบคู่ไปด้วย

จะใช้โอกาสวิกฤติภัยแล้ง ชี้แจงทำความเข้าใจถึงความจำเป็น เพื่อขับเคลื่อนโครงการแหล่งน้ำขนาดใหญ่ต่อไปหรือจะหยุดโครงการไว้แค่นี้ อยู่ที่รัฐบาลตัดสินใจ….

สวนสัตว์สงขลาจัดกิจกรรม‘วันรักษ์นกเงือก’13กพ. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472761

news_default

สวนสัตว์สงขลาจัดกิจกรรม‘วันรักษ์นกเงือก’13กพ.

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมวุฒิ เกษตรสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสวนสัตว์สงขลาเป็นประธานเปิดกิจกรรม“วันรักษ์นกเงือก” ซึ่งฝ่ายการศึกษาสวนสัตว์สงขลาจัดขึ้น เนื่องจากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันรักษ์นกเงือก เพื่อประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้ ความสำคัญของนกเงือกและการอนุรักษ์ พร้อมสร้างจิตสำนึกและความตระหนักในการอนุรักษ์นกเงือกให้สังคมและประชาชน มีนักเรียน นักศึกษาจากโรงเรียนต่างๆ เข้าร่วมกิจกรรมอย่างคึกคัก โดยให้เด็กให้อาหารนกเงือกอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความประทับใจ

สำหรับกิจกรรมในงาน ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการให้ความรู้ บุพเฟ่ต์นกเงือก การเล่นเกมถาม-ตอบปัญหา โดยกิจกรรม Animal Talk About จะจัดกิจกรรมไปจนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2563 นอกจากนี้ ยังเป็นการอนุรักษ์นกเงือกให้ประชาชนทราบถึงพฤติกรรมของนกเงือก ซึ่งมีรักแท้ มีความรับผิดชอบโดยเฉพาะนกเงือกตัวผู้ มีลักษณะเป็นผู้นำที่ดี คอยหาอาหารดูแลความปลอดภัยแก่ตัวเมียและลูกนก และยังแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่เฉพาะมนุษย์เท่านั้นที่มีความรักที่แสดงออกถึงความรักชัดเจน แต่ยังมีสัตว์อีกประเภทหนึ่งที่มีรักแท้ เช่นเดียวกับมนุษย์นั่นคือ นกเงือก โดยทั่วโลกพบนกเงือก 52 ชนิด ในประเทศไทยค้นพบ 13 ชนิด และภาคใต้มีอยู่ 8 ชนิด และพบได้ที่สวนสัตว์สงขลา 7 ชนิด

นายเฉลิมวุฒิกล่าวว่า นกเงือกมีบทบาทเด่นช่วยกระจายพันธุ์ไม้ในป่า เนื่องจากเมื่อกินผลไม้สุกเป็นอาหารมากกว่า 300 ชนิด ทั้งผลไม้ขนาดเล็กและขนาดใหญ่ และพฤติกรรมของนกเงือกบินหาอาหารไปทั่วกินผลไม้เข้าไปทั้งผลแล้วขย้อนเมล็ดออกมาจึงนำพาเมล็ดพันธุ์ไปทิ้งไว้ยังที่ต่างๆ และเจริญขึ้นเป็นต้นกล้าได้ทั่วป่า นกเงือกจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการแพร่พันธุ์ของพืช อีกทั้ง ยังช่วยรักษาความหลากหลายทางชีวภาพในป่า และให้เกิดความสมดุลในธรรมชาติ นอกจากนี้ ชีวิตคู่ของนกเงือกยังแสดงความเป็น “รักแท้ ผัวเดียวเมียเดียว” อีกด้วย

แนะวิธีปราบหนอนกระทู้หอมในพริก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472763

news_default

แนะวิธีปราบหนอนกระทู้หอมในพริก

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้วยสภาพอากาศกลางวันร้อน แดดแรง กลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม ที่พบได้ในระยะพัฒนาทางลำต้นจนถึงระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตพริก มักพบตัวหนอนฟักออกจากไข่กัดกินผิวใบส่วนต่างๆ ของพริกเป็นกลุ่ม หากหนอนโตขึ้นจะไปกัดกินทุกส่วนของพืช กรณีหนอนมีปริมาณมากขึ้นผลผลิตพริกเสียหาย และคุณภาพผลผลิตไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

เกษตรกรควรใช้วิธีป้องกันกำจัดแบบผสมผสานคือ วิธีเขตกรรม วิธีกล ชีววิธี และใช้สารเคมี สำหรับวิธีเขตกรรม ให้เกษตรกรไถตากดินและเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อฆ่าดักแด้เป็นการลดแหล่งสะสมและขยายพันธุ์ วิธีกล ให้เกษตรกรเก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย จะช่วยลดการระบาดลงได้ ส่วนการใช้ชีววิธี ให้เกษตรกรใช้ระยะที่ตัวหนอนมีขนาดเล็กและพบการระบาดน้อย โดยให้ใช้สารจุลินทรีย์ เช่นเชื้อไวรัสหนอนกระทู้หอม (นิวคลีโอโพลิฮีโดรไวรัส)อาทิ DOA BIO V1 (กรมวิชาการเกษตร) หรือช่วงเย็นให้เกษตรกรพ่นด้วยเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis subsp.aizawai หรือ Bacillus thuringiensis subsp.kurstaki

หากพบการระบาดมาก ให้เกษตรกรใช้สารเคมีกำจัด โดยใช้สารฆ่าแมลงคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 30มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอินดอกซาคาร์บ 15% เอสซีอัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเมทอกซีฟีโนไซด์ 24%เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นซ้ำตามการระบาด และควรพ่นระยะที่หนอนมีขนาดเล็ก หลีกเลี่ยง การพ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวติดต่อกันหลายครั้ง และควรใช้สารฆ่าแมลงสลับกลุ่ม ป้องกันการสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรแฟร์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472765

281225166

เลาะรั้วเกษตร : เกษตรแฟร์

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงานเกษตรแฟร์ 2563 ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมใหม่ เพื่อไทยยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 8 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ต้องเขียนถึงเกษตรแฟร์ปีนี้เพราะมีอะไรที่ดูเปลี่ยนไปจากหลายปีที่ผ่านมา และที่เพิ่งมาเขียนถึงเอาเมื่องานจบไปแล้วเพราะเพิ่งมีโอกาสไปเดินในงานเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ซึ่งก็เกือบจะวันสุดท้ายของงานแล้ว

เกษตรแฟร์ปีนี้มีผังงานที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ปีที่ผ่านๆ มา จะเริ่มจากประตู 1 ถนนงามวงศ์วานคือนับตั้งแต่มุมธนาคาร กรุงศรีอยุธยา ไปตามถนนจันทรสถิตย์ ที่ขนานกับถนนงามวงศ์วาน เป็นต้นไป จนถึงอาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริฯ ไปตามถนนจักรพันธ์ และจะมีซอยแยกข้างอาคารวชิรานุสรณ์ ไปตามถนนชูชาติกำภูจนจรดถนนจันทรสถิตย์

มาปีนี้ เกษตรแฟร์เริ่มจากประตูถนนพหลโยธิน วนรอบสระพระพิรุณหน้าหอประชุมใหญ่ ผ่านหน้าสถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำ กรมประมง ผ่านหน้าอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ จนจรดประตู 1 งามวงศ์วาน เป็นพื้นที่จัดงานที่เพิ่มขึ้นมาจากเดิมพื้นที่ที่เพิ่มมาตรงนี้เพื่อเรียกแขกจากรถไฟฟ้าบีทีเอส ที่เพิ่งทดลองให้บริการมาเมื่อปลายปีที่แล้วหรืออย่างไรไม่ยืนยัน แต่เท่าที่สังเกตดูก็น่าจะเรียกแขกกลุ่มนี้ได้มากทีเดียว

บริเวณรอบสระพระพิรุณเป็นตลาดน้ำแทนตลาดน้ำเดิมที่ปีก่อนๆ จะอยู่หน้าสำนักพิพิธภัณฑ์และวัฒนธรรมการเกษตร เป็นตลาดน้ำที่ไม่ได้ลงไปในสระน้ำ แต่เป็นร้านจำหน่ายสินค้าที่มีชื่อเสียงหรือได้รับความนิยมจากตลาดน้ำ และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

ต่อจากตลาดน้ำ ตั้งแต่แยกกรมประมง ไปจนถึงประตู 1 งามวงศ์วาน เป็นพื้นที่ที่เรียกว่าโซน SME จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจากร้านค้าของสมาพันธ์ SME ไทย

ส่วนพื้นที่เดิมที่เคยจัดเมื่อปีก่อนๆก็ยังเหมือนเดิม คือ โซนจำหน่ายเครื่องมือ อุปกรณ์ทางการเกษตรและเครื่องจักรกลการเกษตร โซนต้นไม้สลับกับเครื่องมืออุปกรณ์การเกษตร โซนสินค้าแฮนด์เมด และ DIY โซนจำหน่ายสัตว์เลี้ยง และอุปกรณ์ โซนสินค้าอาหาร ผัก ผลไม้ หอม กระเทียม ซึ่งทราบมาว่าปีนี้ จังหวัดศรีสะเกษ มาโปรโมทหอมแดงศรีสะเกษ GI ด้วย แต่ร้านจำหน่าย หอม กระเทียม ก็มีไม่มากนัก เช่นเดียวกับ มะขามหวาน ที่ปีนี้ดูจะแพ้สตรอเบอร์รี่ และ เคปกูสเบอร์รี่ ที่มีมาจำหน่ายมากกว่าทุกปี

โซน เค.ยู. ช้อปปิ้งมอลล์ ซึ่งเป็นเต็นท์ติดแอร์ซึ่งมีอยู่เต็นท์เดียวกับสินค้าเจ้าประจำ ทั้งเสื้อผ้า เครื่องประดับ เครื่องหนัง ที่เรียกว่าเจ้าประจำ เพราะสินค้าก็จะเหมือนเดิมเช่นทุก ภายในช้อปปิ้งมอลล์นี้ยังมีสินค้าจากมูลนิธิในพระองค์ต่างๆ เช่น ร้านโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ร้านมูลนิธิโครงการหลวง ร้านมูลนิธิจุฬาภรณ์ ร้านมูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก เป็นต้น

ต่อจากเค.ยู.ช้อปปิ้งมอลล์ ก็จะเป็น เค.ยู.เอาท์เล็ต และร้านค้าของหน่วยราชการ และธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งเป็นเต็นท์ไม่ติดแอร์ แต่ปีนี้เดินได้อย่างสบายๆ คนไม่หนาแน่น ไม่ทราบว่าไวรัส COVID-19 เป็นเหตุหรือเปล่าทำให้คนหลีกเลี่ยงที่จะมาอยู่ในที่แออัดด้วยผู้คน

ที่น่าสนใจคือ Amazing Zone ที่เห็นป้ายชื่อโซนแล้วก็ให้อยากรู้ว่าจะมีอะไรให้ Amazing พอได้เห็นก็ต้องบอกว่าแปลกใจเหมือนกัน แปลกที่ว่าปีนี้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จับมือกับกรมราชทัณฑ์ นำสินค้าจากทัณฑสถานของจังหวัดต่างๆ มาจำหน่าย โดยเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งเป็นสินค้าขึ้นชื่อของราชทัณฑ์ รวมทั้งสินค้าที่เป็นฝีมือจากผู้ต้องขังหญิง ประเภทเสื้อผ้า สิ่งทอ ของตกแต่งบ้าน เครื่องประดับ สินค้าแฮนด์เมด ของใช้ต่างๆ ซึ่งฝีมือใช้ได้ทีเดียว ราคาไม่แพง

บนอาคารจักรพันธ์ฯ ซึ่งเป็นเพียงสถานที่เดียวที่มีการแสดงผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัย การนำเสนอยังเหมือนเดิม คือตั้งเป็นโต๊ะๆ มีนิสิต หรือเจ้าของผลงานคอยนั่งให้ข้อมูลเมื่อมีคนสนใจเข้ามาไถ่ถาม ถ้าไม่ถามก็แล้วไป แต่ก็จะมีป้ายข้อมูลแบบสรุปให้อ่าน หรือมีคิวอาร์โคดให้สแกนไปอ่านรายละเอียดกันเอาเอง

มีเรื่องที่น่าสนใจหลายเรื่องอยู่เหมือนกัน แต่ที่จำได้ คือ มีพันธุ์พืชใหม่อยู่ 2-3 ชนิด คือ ข้าวโพด กับมันสำปะหลัง ข้าวโพดที่ว่า เป็นข้าวโพดสีม่วง เป็นข้าวโพดหวานที่เขาบอกว่ามีสารแอนโทไซยานินสูง มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อพันธุ์ อีกพืชหนึ่งคือมันสำปะหลังพันธุ์เกษตรศาสตร์ 80 เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงถึง 5.8 ตันต่อไร่ปริมาณแป้งหัวสดสูงเฉลี่ย 28-32%ทนต่อสภาวะฝนทิ้งช่วง และ หรือถ้าเจอฝนมากๆ ก็ทนต่อสภาวะหัวเน่าด้วย

ในเรื่องของการประกวด เกษตรแฟร์ปีนี้ มีการประกวดหลายประเภทมีทั้งประกวดกล้วยไม้ ไม้ประดับ ผลไม้ ประกวดสัตว์เลี้ยง แพะ แกะ และแมว ประกวดปลากัด ประกวดผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประกวดวาดภาพและแข่งขันจัดตู้ปลา

ที่น่าสังเกตงานเกษตรแฟร์ปีนี้นอกจากเพิ่มพื้นที่ร้านค้าด้านประตูพหลโยธิน และปริมาณคนไม่หนาแน่นเช่นทุกปีแล้ว เต๊นท์ต่างๆ ยังดูกว้างขวางเดินสบายๆ ไม่ร้อน ไม่สกปรก ดูจากโซนมะขามหวาน ทุกปีเปลือกมะขามจะกระจัดกระจายเกลื่อนพื้น มาปีนี้มีถุงขยะให้ใส่เปลือกอยู่หน้าร้าน พื้นไม่เลอะเทอะเหมือนทุกปี ที่แน่ๆ คือ รายได้จากร้านค้าปีนี้น่าจะมากกว่าทุกปี แต่ร้านค้าที่มาจำหน่ายสินค้าอาจจะขายได้น้อยกว่าทุกปี..(รึเปล่า)

วันนี้ว่าด้วยเรื่องเบาๆ ก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ….กับงานเกษตรแฟร์ที่เด็กๆ นิสิต บอกว่า “ใครไม่แฟร์แต่เราแฟร์”…..จะ Fair (ตลาดนัด)หรือ ไม่ Fair (ยุติธรรม) ก็ Fairเหมือนกัน…

แว่นขยาย

สศก.ชู‘อะโวคาโด’พืชศก.ทางเลือกใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472766

news_default

สศก.ชู‘อะโวคาโด’พืชศก.ทางเลือกใหม่

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยว่าอะโวคาโด (Avocado) เป็นอีกหนึ่งพืชเศรษฐกิจทางเลือกใหม่ที่น่าสนใจของจ.เลย สร้างรายได้ให้เกษตรกรเป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันมีกระแสความต้องการของตลาดเพิ่มขึ้น จากกลุ่มผู้รักสุขภาพและความงาม สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 3 จังหวัดอุดรธานี (สศท.3) ติดตามสถานการณ์ผลิตอะโวคาโดในจ.เลยพบว่า มีพื้นที่เพาะปลูก 593 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ในอ.ภูเรือ ด่านซ้ายและนาแห้ว ปลูกเฉลี่ย 3 ไร่/ครัวเรือน (ประมาณ25 ต้น/ไร่) เกษตรกรนิยมปลูกพันธุ์ปีเตอร์สัน เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ผลใหญ่ เมื่อผลโตเต็มที่ประมาณ 2-3 ผล/1 กก. และพันธุ์แฮส ซึ่งเป็นพันธุ์การค้าที่ผู้บริโภคนิยม โดยเกษตรกรที่เพาะปลูกอะโวคาโดมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 6,339 บาท/ไร่ (เริ่มให้ผลผลิตปีที่ 4 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว) ราคาต้นพันธุ์เพาะเมล็ดแบบคละพันธุ์อยู่ที่ 50-80 บาท/ต้น หากเป็นต้นพันธุ์เสียบยอด ราคา 120-150 บาท/ต้น นิยมปลูกช่วงเดือนพฤษภาคม- มิถุนายน ระยะเวลาเก็บเกี่ยวช่วงเดือนกันยายน – ธันวาคม ให้ผลผลิตเฉลี่ย 290 กก./ไร่ คิดเป็นผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 5,564 บาท/ไร่ ราคาขายเฉลี่ยอยู่ที่ 50 บาท/กก. ซึ่งจะมีพ่อค้าคนกลางทั้งในและนอกจ.เลยมารับซื้อ เพื่อส่งขายต่อจ.พิษณุโลก เพชรบูรณ์ อุบลราชธานี ชลบุรีและกรุงเทพฯ นอกจากนี้ ยังมีพ่อค้าบางรายนำมาวางจำหน่ายที่ร้านริมทางถนนเลย-ภูเรือ มีราคาขายปลีกเฉลี่ยอยู่ที่ 60-100 บาท/กก.

สำหรับผลผลิตอะโวคาโดของ จ.เลย อายุอยู่ในช่วง 4 – 5 ปี โดยจะเริ่มให้ผลผลิตปีแรก แต่ยังไม่มาก ทั้งนี้ เกษตรกรควรเลือกสายพันธุ์ตามความต้องการของตลาด และเป็นพันธุ์แท้ ควรปลูกในที่ดอน น้ำไม่ท่วมขัง และต้องใส่ปุ๋ยอินทรีย์ใต้โคนต้นทุกปี รวมถึงต้องเก็บเกี่ยวเฉพาะผลที่แก่จัดเท่านั้น จึงจะได้ผลผลิตที่รสชาติดี มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด

ด้านนางเพ็ญศิริ วงษ์วาท ผอ.สศท.3 กล่าวเสริมว่า จ.เลย สนับสนุนเกษตรกรปลูกอะโวคาโด ภายใต้โครงการสร้างป่าสร้างรายได้ ตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และโครงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกพืชในพื้นที่ไม่เหมาะสมเป็นไม้ผล ทำให้จำนวนเกษตรกรและพื้นที่เพาะปลูกอะโวคาโดของจ.เลย มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในอนาคตควรส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกอะโวคาโดในรูปกลุ่มวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ ด้านหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา สถาบันวิจัย ควรสนับสนุนการวิจัยพัฒนาพันธุ์มีคุณภาพตามความต้องการของตลาด และองค์ความรู้ให้เกษตรกร ยกระดับขีดความสามารถผลิตแข่งขันในตลาดโลก โดยถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับระบบจัดการผลิต แนวทางลดต้นทุน รวมถึงส่งเสริมให้แปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตอะโวคาโด และยังสร้างรายได้ให้เกษตรกรที่ปลูกอะโวคาโดเพิ่มขึ้นอีกทาง ทั้งนี้ เกษตรกรที่สนใจข้อมูลด้านการผลิตอะโวคาโด สอบถามได้ที่ สศท. 3 โทร. 0-4229-2557 หรืออีเมล zone3@oae.go.th

หัก’กฤษฎีกา’!! ‘ปารีณา’ควงทนายประกาศสู้ปมรุกป่า ไม่ใช้เส้นรมต.ช่วยคดี (ชมคลิป) #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472828

หัก’กฤษฎีกา’!! ‘ปารีณา’ควงทนายประกาศสู้ปมรุกป่า ไม่ใช้เส้นรมต.ช่วยคดี (ชมคลิป)

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 18.16 น.
“ปารีณา”แจงศาลยังไม่ตัดสิน เป็นแค่กฤษฎีกาตีความ ยันมีสิทธิ์สู้คดีถึงที่สุด ลั่นไม่ใช้เส้นรัฐมนตรีในพปชร.ช่วยคดี ด้าน”ทศพล”คาใจหลักฐานส.ป.ก.-กรมป่าไม้ ได้มาอย่างไร

เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ที่รัฐสภา น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ กล่าวถึงกรณีสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความว่า เขาสนฟาร์ม หรือฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ในพื้นที่ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี มีสถานะเป็นป่า โดยมีการระบุว่า ยังไม่เพิกถอนสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติจนกว่าจัดสรรกระจายสิทธิที่ดิน ส.ป.ก.แล้วเสร็จ และมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่า ยังไม่ใช่การตัดสินของศาลฎีกา เป็นเพียงการตีความของกฤษฎีกา ตนยืนยันว่าจะสู้คดีจนถึงที่สุด และยืนยันว่าไม่ได้บุกรุกป่าร้อยเปอร์เซ็น และกฤษฎีกาเป็นเพียงแค่ที่ปรึกษาทางกฎหมายของรัฐบาล ไม่ได้อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกัน ตนมีสิทธิที่จะโต้แย้ง และต่อสู้กับกฤษฎีกา

เมื่อถามว่า ในฐานะ ส.ส.ที่มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง หากจะขึ้นศาลในช่วงสมัยประชุม จะมีการสละเอกสิทธิ์และเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายหรือไม่ น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับสภา แล้วแต่ประธานจะว่าอย่างไร แต่ตัวของตนเองไม่มีปัญหาอะไร แต่ตนยังไม่รู้ว่าจะถูกดำเนินคดีอะไรบ้าง เพราะทางป่าไม้ และ ส.ป.ก.ก็ยังไม่มีหนังสือส่งถึงตนให้ไปชี้แจง แต่ที่กฤษฎีการะบุว่า ทั้งป่าไม้ และส.ป.ก.สามารถดำเนินคดีกับตนได้ เป็นความเห็นของที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายรัฐบาล เพราะยังไม่ทราบว่า ทั้ง ส.ป.ก.และป่าไม้ใครจะเป็นคนดำเนินคดี ซึ่งก็เป็นเพียงคำแนะนำของกฤษฎีกาเท่านั้น ส่วนหากเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.และเจ้าหน้าที่ป่าไม้นัดนำชี้พื้นที่พร้อมไปหรือไม่นั้น น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ตามที่อธิบดีกรมป่าไม้ เคยชี้แจงไปก่อนหน้านี้ ว่าพื้นที่ 1,700 ไร่ อยู่ตรงไหนบ้าง อธิบดีก็บอกว่าไม่แน่ใจ แต่จะดูจากร่องรอยและก็เป็นสิทธิ์ของตน ไม่สามารถไปบีบบังคับได้

เมื่อถามว่า สามารถยืนยันได้หรือไม่ว่าจะไม่ใช้เส้นสายของรัฐมนตรีในพรรคพลังประชารัฐ เพื่อช่วยให้หน่วยงานรัฐไม่ดำเนินคดีกับตนเอง น.ส.ปารีณา กล่าวว่า ไม่มีเรื่องอย่างนั้นแน่นอน เพราะที่ผ่านมา ทุกคนก็เห็นอยู่แล้วว่าเป็นคำกล่าวหาจากสังคม และสื่อมวลชนบางฝ่าย ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริง ทุกคนก็เห็นว่า ตนถูกปฏิบัติเกินกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ ชาวบ้านประกาศให้ออกจากพื้นที่ภายใน 30 วัน แต่ของตนถูกประกาศให้ออกจากพื้นที่ภายใน 7 วัน ตนถูกกระทำเยอะมาก หรือเพราะว่าตนชื่อปารีณาหรือไม่ ทุกคนจึงมาทำแบบนี้ ส่วนที่จะมีการดำเนินคดีเพิ่มเติมกับตน ตนยังไม่เห็นข้อกล่าวหาที่ชัดเจน ให้แจ้งข้อกล่าวหามาก่อน อย่างไรก็ตาม จากนี้ตนจะปกป้องตัวเอง ก่อนหน้านี้มีฝ่ายตรงข้าม ออกมาโจมตี นำคดีมาเทียบเคียง ถ้าใครพูดอะไรก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองพูด จะไม่ปล่อยให้มีการกระทำเหมือนที่ผ่านมา

ด้าน นายทศพล เพ็งส้ม ทีมกฎหมายพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า เราพยายามตรวจสอบทุกพื้นที่ที่มีการออก พ.ร.ก.ปฏิรูปที่ดินว่ามีการดำเนินการของ ส.ป.ก.อย่างไร ซึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ใครจะเป็นคนแจ้งก่อน เพราะกฎหมายของกรมป่าไม้กับ ส.ป.ก.เวลาสู้คดีใช้คนละฉบับ และความเป็นจริงเรื่องไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่เกิดขึ้นมานานแล้ว จึงต้องไปสอบผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งเท่าที่สอบถาม น.ส.ปารีณา ทราบว่า ส.ป.ก.ยังไม่ได้ไปดำเนินการสอบข้อเท็จจริง และเราได้ทราบจาก นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ว่า มีอยู่ส่วนหนึ่งของการดำเนินการของ ส.ป.ก.ที่ระบุว่า เมื่อใดก็แล้วแต่ที่มีงบประมาณ หรือทำแผน ในที่นี้เราจึงต้องไปตรวจสอบว่า ที่ดินที่ประกาศกฤษฎีกาแล้วมีการยกเลิก และกลับมาประกาศใหม่ ส.ป.ก.ได้มีการวางแผนอะไรหรือไม่ ซึ่งต้องไปดูว่า ที่ดินที่ราชบุรีที่ ส.ป.ก.ให้ดำเนินการ ได้มีการจัดสรรงบประมาณไปเมื่อไหร่ และที่น่าสังเกตคือ บางคนที่ประกาศออกกฤษฎีกา จนถึงปัจจุบัน บางแปลงมีการออกโฉนดที่ดินไปแล้ว เราจึงมีข้อสงสัยว่า ทำไมบางแปลงออก บางแปลงไม่ออก ไม่ได้อยู่ในผืนเดียวกันหรือ อีกทั้งพบว่า เอกสารที่เกษตรอำเภอไม่มี หายหมด ดังนั้น เราสงสัยว่า ข้อเท็จจริงที่ ส.ป.ก.และกรมป่าไม้ได้มานั้น ได้มาได้อย่างไร ทั้งนี้ ในวันนี้ตนในฐานะทีมทนายที่ต่อสู้คดีให้ น.ส.ปารีณา เรามีแนวคิดอย่างเดียวว่าจะทำอย่างไรให้ข้อเท็จจริงปรากฎ และต่อสู้ทางคดี ไม่ใช่การตอบโต้ทางสังคม

เมื่อถามว่า ต้องต่อสู้ในประเด็นการถือครองด้วยหรือไม่ เพราะมีคนมองว่าการถือครองอาจจะไม่ชอบธรรม นายทศพล กล่าวว่า ในระเบียบของ ส.ป.ก.ถ้าระบุว่าได้มาโดยไม่ชอบ สมมติพ่อตาย แต่มี ส.ป.ก.อยู่แล้วลูกไม่เอา มาขายให้ น.ส.ปารีณา ก็ถือเป็นการส่งมอบ ซึ่งแต่ละแปลงก็ไม่เหมือนกัน และในหลายๆ ส่วนที่กฤษฎีกาตีความ มันก็น่าฉงนใจว่า ในบางข้อความระบุว่า ป่าไม้ไม่มีความรับผิด ป่าไม้ไม่มีอำนาจ แต่ในท้ายที่สุดของความเห็นของกฤษฎีกา ว่า ถ้ามีการบุกรุก ส.ป.ก.จะเป็นผู้เสียหาย ตนจึงบอกว่าถ้า ส.ป.ก.ไม่มีอำนาจอยู่แล้ว จะมีอำนาจมาแจ้งความร้องทุกข์ น.ส.ปารีณา ได้หรือ

เมื่อถามว่า ที่ไปหาพยานแวดล้อม ไม่ใช่การเอาประชาชนมาเป็นตัวประกันใช่หรือไม่ นายทศพล กล่าวว่า ประชาชนที่เราไปขอข้อมูล และเอกสาร แค่ถามว่าได้โฉนดมาได้อย่างไร ไม่ได้เป็นการเอาประชาชนมาเป็นตัวประกัน เพียงแต่อยากได้ข้อเท็จจริง และอยากทราบการได้มาของโฉนด ส่วนการนำชี้พื้นที่นั้น วันนี้เจ้าหน้าก็ยังไม่มีความชัดเจนในเรื่องนี้ และนำคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมานำชี้ ซึ่งจะไม่มีการไปนำชี้พื้นที่ เพราะหากไปนำชี้พื้นที่ก็เท่ากับเป็นการรับสารภาพ

‘ชาวบ้านฉะเชิงเทรา’ปล่อยโฮ! ร้อง’ธรรมนัส’ หลังสปก.สั่งรื้อบ้าน-ริบที่คืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472743

news_default

‘ชาวบ้านฉะเชิงเทรา’ปล่อยโฮ! ร้อง’ธรรมนัส’ หลังสปก.สั่งรื้อบ้าน-ริบที่คืน

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.08 น.

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 ที่รัฐสภา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รับหนังสือร้องเรียนจากชาวบ้าน จ.ฉะเชิงเทรา กรณีได้รับความเดือดร้อนจากเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.โดยมีคำสั่งให้รื้อบ้านเพื่อริบคืนที่ดินทำกิน โดย ร.อ.ธรรมนัส ได้โทรแจ้งต่อรองเลขาธิการ ส.ป.ก.ฝ่ายกฎหมาย ให้มารับเรื่องเพื่อดำเนินการแก้ไขในทันที พร้อมระบุว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องเก่าตั้งแต่สมัยก่อนที่ตนเองจะเข้าดำรงตำแหน่ง ซึ่งเบื้องต้นยังไม่ทราบรายละเอียด แต่จะมอบให้ผู้ที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โดยระหว่างที่ชาวบ้านดังกล่าวยื่นเรื่องให้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ร้องไห้ตลอดเวลาที่พูดคุยปัญหาถูกคำสั่งรื้อบ้าน เนื่องจากที่ผ่านมาต้องการเข้าพบ ร.อ.ธรรมนัส ให้ช่วยหลายครั้งแต่ไม่มีโอกาส ขณะที่ ร.อ.ธรรมนัส ก็ได้รับเรื่องดังกล่าว พร้อมโทรเรียกให้รองเลขาธิการ ส.ป.ก.มารับเรื่องที่รัฐสภาทันที

‘กรมปศุสัตว์’จับมือคณะกก.กลางอิสลามฯ ยกระดับมาตรฐาน‘ฮาลาล’ตามหลักศาสนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472689

‘กรมปศุสัตว์’จับมือคณะกก.กลางอิสลามฯ ยกระดับมาตรฐาน‘ฮาลาล’ตามหลักศาสนา

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 13.11 น.

‘กรมปศุสัตว์’จับมือคณะกก.กลางอิสลามฯ ยกระดับมาตรฐาน‘ฮาลาล’ตามหลักศาสนา

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานพิธีเปิดโครงการอบรมผู้ตรวจรับรองมาตรฐานตามหลักการฮาลาล ประจำปี 2563 พร้อมด้วยคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ผู้แทนกรมเอเชียใต้ตะวันออกกลางและแอฟริกา กระทรวงการต่างประเทศ ผู้แทนกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ผู้แทนสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมสัมมนาในครั้งนี้

กรมปศุสัตว์มีหน้าที่ในการกำกับดูแลห่วงโซ่การผลิตผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์ตั้งแต่อาหารที่ใช้เลี้ยงสัตว์ ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ โรงฆ่าสัตว์ โรงงานแปรรูป และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ เพื่อมุ่งหวังให้ผลิตภัณฑ์ปศุสัตว์เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค จนทำให้ประสบความสำเร็จสามารถส่งออกสินค้าปศุสัตว์ไปต่างประเทศ สร้างรายได้ทะลุ 2 แสนล้านบาทได้สำเร็จในปี 2558 โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญ 3 อันดับ ได้แก่ ไก่เนื้อ (ร้อยละ 52) อาหารสัตว์เลี้ยง (ร้อยละ 18) และโคนม (ร้อยละ 8) ซึ่งปัจจัยความสำเร็จเกิดจากความร่วมมือกันทั้งภาครัฐ เอกชน และรวมถึงองค์กรศาสนาอย่างสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งการส่งออกไก่เนื้อกว่า 1 แสนล้านบาท เป็นผลผลิตจากโรงเชือดสัตว์ปีกเพื่อการส่งออก ซึ่งเป็นโรงเชือดสัตว์ที่ได้รับรองมาตรฐานฮาลาลทั้งสิ้น

ทั้งนี้ การรับรองมาตรฐานฮาลาล จึงเป็นมาตรฐานที่สำคัญในการผลิตสินค้าของภาคเอกชน ให้เป็นสินค้าที่สามารถรองรับกับกลุ่มตลาดที่หลากหลาย กรมปศุสัตว์ได้จัดทำโครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยมาตั้งแต่ปี 2556 วัตถุประสงค์ในการพัฒนาผู้ประกอบการรายย่อย เช่น โรงฆ่าสัตว์ และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์ ให้มีโอกาสได้ยกระดับในการรับรองมาตรฐานฮาลาล ต่อมากรมปศุสัตว์ได้ตั้งกลุ่มพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลเป็นหน่วยงานภายใต้สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ เพื่อให้กลุ่มพัฒนาสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลมีหน้าที่หลักในการพัฒนา สนับสนุน และส่งเสริมด้านสินค้าปศุสัตว์ฮาลาลของประเทศไทย และสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามโครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์ได้อย่างทั่วถึงทั่วประเทศ

“ผลการดำเนินการที่ผ่านมา มีการตรวจประเมินให้คำแนะนำโรงฆ่าสัตว์และสถานที่จำหน่ายเนื้อสัตว์กว่า 330 แห่ง และมีการสุ่มเก็บตัวอย่างตรวจการปนเปื้อนดีเอ็นเอสุกรจากสินค้าปศุสัตว์ที่ผ่านการรับรองฮาลาล จำนวน 800 ตัวอย่างทั่วประเทศ” นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าว

นายสัตวแพทย์สรวิศ กล่าวอีกว่า จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง มีผู้ประกอบการด้านปศุสัตว์อื่นๆ เช่น ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ โรงคัดไข่ และโรงผลิตน้ำผึ้ง มีความประสงค์จะขอเข้าร่วมโครงการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมฮาลาลด้านปศุสัตว์เพิ่มขึ้น เนื่องจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการนี้จะได้รับบริการตรวจประเมินตามมาตรฐานฮาลาลขั้นต้น (Pre-Audit) จากเจ้าหน้ากรมปศุสัตว์ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถประเมินศักยภาพและพัฒนาให้ถูกต้องตามเกณฑ์สุขอนามัยควบคู่กับมาตรฐานฮาลาล ก่อนการตรวจรับรองมาตรฐานฮาลาลจากคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย อีกทั้งผู้ประกอบการยังได้ลดหย่อนค่าธรรมเนียมในการตรวจรับรองฮาลาลร่วมด้วย ซึ่งเป็นผลจากการที่กรมปศุสัตว์ได้จัดสรรงบอุดหนุนค่าธรรมเนียมการตรวจประเมินรับรองมาตรฐานฮาลาลให้แก่สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายแก่ผู้ประกอบการรายย่อยที่เข้าร่วมโครงการฯ

สำหรับการจัดอบรมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับมาตรฐานฮาลาลให้ครอบคลุมประเภทสินค้าปศุสัตว์ตามความต้องการของผู้ประกอบการ จึงต้องเร่งพัฒนาศักยภาพของผู้ตรวจรับรองฮาลาล ให้พร้อมในการทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบการได้ ใช้รูปแบบการเสวนา และการระดมความคิดเห็นจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ตรวจรับรองมาตรฐานตามหลักการฮาลาลให้มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการปฏิบัติที่ถูกสุขอนามัยและถูกสุขลักษณะในการผลิตสินค้าปศุสัตว์ ควบคู่ไปกับหลักการฮาลาล โดยจะมีส่วนช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถยกระดับมาตรฐานได้อย่างแท้จริง ตามเจตนารมณ์ของหลักการฮาลาลที่ถูกต้องตามหลักการศาสนา และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ซอกแซกอาเซียน : 13 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472537

566101

ซอกแซกอาเซียน : 13 กุมภาพันธ์ 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ.2559 ประเด็นต่อมาที่สำคัญและอยากจะพูดถึงก็คือ เกี่ยวกับการได้สิทธิพิเศษยกเว้นภาษีอากรของตัวองค์กร และบุคลากรของแอปเตอร์รวมถึงการยกเว้นอากรข้าวที่นำเข้าประเทศไทยเพื่อใช้ตามวัตถุประสงค์ของแอ้ปเตอร์

โดยทั่วไปแล้ว องค์กร สมาคม มูลนิธิต่างๆ ที่ถูกตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร และจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว ตามกฎหมายไทยจะต้องมีการเสียภาษีประจำปีในประเภทของภาษีนิติบุคคล ดังนั้น การจัดตั้งสำนักเลขานุการแอปเตอร์ ซึ่งกฎหมายข้างต้นระบุให้มีสถานะเป็นนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย ก็ย่อมต้องมีหน้าที่เสียภาษีนิติบุคคลด้วย แม้ว่าแอปเตอร์จะมีวัตถุประสงค์การดำเนินงานเพื่อช่วยเหลือประชาชนเชิงมนุษยธรรมและอีกทั้งไม่มีการดำเนินการใดๆ ที่เป็นการแสวงหารายได้ก็ตาม แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่คลุมเครือ เสียหรือไม่เสียภาษีอยู่ที่การวินิจฉัยตีความ ด้วยเหตุนี้ กฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์จึงกำหนดไปในบทบัญญัติให้ชัดๆ ไปเสียเลยว่า ให้ยกเว้นภาษีสำหรับสำนักงานนี้ ก็จบไปที่ไม่ต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปเจรจาอะไรกับทางสรรพากรเขา

อีกอันหนึ่งที่คณะผู้ร่างกฎหมายเขาเห็นและจำเป็นต้องระบุไว้ให้ชัด คือ เรื่องเกี่ยวเนื่องกับหัวใจการดำเนินงานของแอปเตอร์กล่าวคือ ในเมื่อแอปเตอร์เป็นหน่วยงานที่ต้องมีการนำข้าวบริโภคไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัย ดังนั้น จึงต้องมีการขนส่งข้าวเข้าออกประเทศไทยและอาจต้องมีการเก็บรักษาและส่งต่อไปยังประเทศเป้าหมายต่างๆ กรณีนี้กฎหมายข้างต้นยกเว้นให้สำนักงานแอปเตอร์ไม่ต้องชำระอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากรหากมีการนำข้าวมาในประเทศไทย เรื่องนี้ ในทางที่เป็นจริงซึ่งแอปเตอร์ปฏิบัติอยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นน้อย เพราะข้าวที่บริจาคช่วยเหลือภัยธรรมชาติมักเดินทางหรือขนส่งจากประเทศผู้ให้ไปยังประเทศผู้รับโดยตรง ไม่ต้องมาแวะผ่านอะไรในเมืองไทย เว้นแต่กรณีที่ต้องไปช่วยเหลือประชาชนชาว สปป.ลาว ซึ่งในการขนส่งข้าวไปกรุงเวียงจันทน์ อาจต้องผ่านประเทศไทยอยู่บ้าง

แต่กระนั้นก็ตาม ผมขอเล่านิดว่า เรื่องเกี่ยวกับการกระบวนการทางศุลกากรนี้สำหรับประเทศผู้รับข้าวไปช่วยเหลือประชาชน ในช่วงแรกๆ ที่ผ่านมามีความยุ่งยากซับซ้อนพอสมควร กล่าวคือ ต้องมีเอกสารจำนวนมากและแต่ละขั้นตอนกินเวลาเยอะมาก แถมมีการขอหลักฐานโน่นนี่ไม่จบสิ้นชี้ให้เห็นถึงระบบราชการที่ค่อนข้างจะมีปัญหาเป็นเหมือนกันเกือบทุกประเทศ ทั้งๆ ที่ข้าวที่นำเข้าไปเป็นข้าวบริจาคฟรี และนำไปช่วยเหลือประชาชนในประเทศผู้ประสบความทุกข์ยากมีการบ่นกันเยอะในคณะมนตรีแอปเตอร์ว่าข้าวที่ส่งไปช่วยเหลือนั้น ใช้เวลานานกว่าจะถึงมือของชาวบ้านผู้ประสบภัย ถึงขั้นโทษการบริหารงานของฝ่ายเลขาฯ แต่ผลการศึกษาปรากฎว่าที่ล่าช้ามากส่วนสำคัญก็มาจากขั้นตอนทางศุลกากรนี่แหละครับ ซึ่งเราได้ทราบจุดอ่อนอันนี้อย่างดี และได้พยายามประสานงานกับหน่วยงานผู้รับ จนกระทั่งทุกวันนี้ได้รับการแก้ไขและสามารถย่นระยะเวลาลงไปได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับสำนักเลขานุการแอปเตอร์ผมการันตีเลยว่าเรื่องที่แช่อยู่ที่ฝ่ายเลขาฯรับรองไม่มีเกิน 1-2 วัน เพราะพวกสต๊าฟเราทำงานกันอย่างเต็มที่ ส่วนที่ช้านั้นมักอยู่ที่จุดอื่นที่เราควบคุมไม่ได้มากกว่า

อย่างไรก็ดี เมื่อหน่วยงานผู้มอบและผู้รับมีประสบการณ์มากขึ้น รู้จักขั้นตอนต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งมีความคุ้นชินกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรมากขึ้น ปัจจุบันระยะเวลาการช่วยเหลือจึงลดลงมาจากเดิมมากอย่างเห็นได้ชัดตัวอย่างเช่น ยุคก่อนเกิดภัยพิบัติในประเทศฟิลิปปินส์ กว่าจะได้รับข้าวสารไปช่วยเหลือประชาชน กินเวลาถึง 6-8 เดือน แต่ปัจจุบันล่าสุดที่เวียดนาม เราใช้เวลาเพียงประมาณ 3 เดือน ซึ่งรวมเวลาที่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ (1) ประเทศประสบภัยทำเรื่องมาฝ่ายเลขาแอปเตอร์ (2) ฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์ทำหนังสือเวียนประเทศสมาชิกเพื่อขอรับบริจาคข้าว (3) เจรจาระหว่างผู้ให้และผู้รับจนเข้าใจตรงกันทุกประเด็น (4) ฝ่ายเลขาทำเรื่องขออนุมัติดำเนินงานจากคณะมนตรีแอปเตอร์ พร้อมรอเวลาอนุมัติ (5) ฝ่ายเลขาฯทำ เอ็มโอยู ลงนามกันทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง (5) ประเทศผู้ให้ทำการสีข้าว คัดแยก บรรจุถุง หาเรือ (6) ขนส่งไปจนถึงประเทศปลายทาง (7) ผ่านพิธีทางศุลกากรและกระบวนการภายในแต่ละประเทศ (8) ประสานงานกำหนดแผนแจกข้าว จนสุดท้ายคือแจกจ่ายข้าวถึงมือประชาชน ดังนี้ จะเห็นว่าระยะเวลาที่ใช้ไปก็สมเหตุสมผลอยู่นะครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org