เอสซีจี-มูลนิธิอุทกพัฒน์ จัดโครงการ‘ร้อยใจ108ชุมชนรอดภัยแล้ง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473376

news_default

เอสซีจี-มูลนิธิอุทกพัฒน์ จัดโครงการ‘ร้อยใจ108ชุมชนรอดภัยแล้ง’

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เกษมวัฒนชัย องคมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการการพัฒนาอย่างยั่งยืน เอสซีจีเปิดเผยว่า จากการที่เอสซีจีได้ทำงานร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) (สสน.) มาตั้งแต่ปี 2558 สนับสนุนชุมชนที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากให้บริหารจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ด้วยการพึ่งพาตนเองใน 9 พื้นที่ทั่วประเทศ ช่วยให้มีน้ำสำรองกว่า 16 ล้าน ลบ.ม. ประชาชนกว่า 6,700 ครัวเรือน มีน้ำเพียงพออุปโภคบริโภคและการเกษตร ด้วยเล็งเห็นว่าปัญหาภัยแล้งปีนี้รุนแรงมากที่สุดในรอบ 40 ปี และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนอย่างยิ่ง เอสซีจี จึงร่วมกับมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ สสน. และสยามคูโบต้า จัดโครงการ “เอสซีจีร้อยใจ 108 ชุมชน รอดภัยแล้ง” ถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเนื่องในโอกาสเอสซีจีครบรอบ 108 ปี ในปี 2564 ส่งเสริม 108 ชุมชนที่ประสบภัยแล้งซ้ำซาก แต่มีความสามัคคี เข้มแข็ง พร้อมเรียนรู้การจัดการน้ำตามแนวพระราชดำริ ให้วางแผนจัดการน้ำด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งได้ด้วยตนเองตลอดกระบวนการโดยใช้เวลา 2 ปี ภายใต้งบประมาณ 30 ล้านบาทและมีชุมชนแกนนำของอุทกพัฒน์ฯ รวมทั้งเอสซีจีร่วมเป็นพี่เลี้ยง เพื่อให้ชุมชนรอดพ้นวิกฤติและไม่ประสบภัยแล้งอีกต่อไปพร้อมได้รับความช่วยเหลือจากกำลังพลกองทัพภาคที่ 1, 2 และ 3 ร่วมสำรวจและพัฒนาพื้นที่ประสบภัยแล้งด้วย

ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับประเทศไทยแม้จะมีฝนตกเฉลี่ย 7-8 แสนล้านลบ.ม.ต่อปี ซึ่งเพียงพออุปโภคบริโภคและการเกษตรของประชาชน แต่หลายภาคส่วนยังขาดองค์ความรู้บริหารจัดการน้ำ ทำให้เกิดภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นประจำทุกปี ดังนั้น จึงต้องเก็บกักน้ำในช่วง 3-4 เดือน ที่มีน้ำ ให้พอใช้ในอีก 9 เดือนที่เหลือ เพื่อแก้ภัยแล้งได้สำเร็จ และคนในชุมชนต้องลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตนเอง รวมถึงประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศบริหารจัดการน้ำ ให้มีน้ำใช้ได้ตลอดปี ดังนั้น ชุมชนที่จะแก้ปัญหาภัยแล้งได้ ต้องเข้มแข็ง มีความรู้และความสามัคคี มีแหล่งน้ำอยู่ใกล้เคียงหาที่กักเก็บน้ำ โดยอาจปรับปรุงแหล่งน้ำเดิมที่มีอยู่ เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้น้ำ และใช้เทคโนโลยีบริหารจัดการน้ำกระจายน้ำสู่ชุมชน เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม GPS และโซลาร์ฟาร์มเพื่อประหยัดไฟฟ้า ถ้าทุกคนช่วยกันจะข้ามผ่านวิกฤติภัยแล้งและมีน้ำกินน้ำใช้ อยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาใคร

ด้านนายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัทสยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่าตลอด 41 ปีที่สยามคูโบต้าอยู่เคียงข้างเกษตรกรไทย ทำให้เราเห็นผลกระทบของภัยแล้งที่เกิดขึ้นในภาคการเกษตรมาต่อเนื่อง หากเกษตรกรไม่มีการบริหารจัดการน้ำที่ดีจะทำให้การเพาะปลูกยากขึ้นส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้ สยามคูโบต้าเชี่ยวชาญด้านเครื่องจักรกลการเกษตรและอะกริโซลูชันเกษตรครบวงจร หรือ KAS จึงสนับสนุนความรู้และการขุดแหล่งน้ำด้วยรถขุดขนาดเล็กคูโบต้า หวังว่าความร่วมมือจากทุกภาคส่วนครั้งนี้จะช่วยให้ชุมชนมีสระน้ำที่ใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยสร้างผลผลิตที่มีคุณภาพและรายได้มั่นคง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถด้านเกษตรกรรมของประเทศไทยให้แข่งขันได้ในตลาดโลกยั่งยืนโดยชุมชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการฯ ติดต่อได้ที่สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) โทร.08-6626-6233 หรือ อีเมล agro@hii.or.th

กรมชลฯเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473371

news_default

กรมชลฯเดินหน้าสร้างความมั่นคงด้านน้ำ

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า พันธกิจที่กรมชลประทานยังคงยึดเป็นแนวทางดำเนินงานปี 2563 คือ พัฒนาแหล่งน้ำ เพิ่มพื้นที่ชลประทานตามศักยภาพของลุ่มน้ำให้เกิดความสมดุล ปัจจุบันประเทศไทยมีพื้นที่ชลประทานทั้งสิ้น 33.79 ล้านไร่ มีแหล่งเก็บน้ำความจุรวม 82,457.46 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ในปี 2563 นี้จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานอีก 0.18 ล้านไร่ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำ 199.54 ล้านลบ.ม.และภายในปี 2570 จะเพิ่มพื้นที่ชลประทานไปที่ 17.95 ล้านไร่ เพิ่มความสามารถเก็บน้ำอีก 13,243 ล้านลบ.ม. ดังนั้น ในอีก 20 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีพื้นที่ชลประทาน 50.24 ล้านไร่ และเก็บน้ำได้ 95,007 ล้านลบ.ม.

นอกจากนี้ กรมชลฯร่วมบริหารจัดการน้ำกับทุกภาคส่วนเพื่อให้มีน้ำเพียงพอทั่วถึงเป็นธรรม ตลอดจนป้องกันบรรเทาภัยจากน้ำอย่างเหมาะสม รวมทั้งสร้างการมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการพัฒนาแหล่งน้ำ ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ “การสร้างความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) เพื่อเพิ่มคุณค่าการบริการภายในปี 2579” โดยมุ่งให้ทรัพยากรน้ำมั่นคง ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ดีขึ้นประเทศพัฒนาต่อไปได้

“กรมชลฯตระหนักถึงความสำคัญความจำเป็นต้องขับเคลื่อนภารกิจให้บรรลุ จึงกำหนดแนวทาง RID No.1 ขึ้น โดยในปีแรก (3 มกราคม 2561) เป็นการกำหนดทิศทางให้บุคลากรมีแนวทางเดินเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลอย่างเป็นเอกภาพ ปีถัดมาจึงเริ่มพัฒนาศักยภาพคน เครื่องมือและเทคโนโลยี ผลสัมฤทธิ์ตัวอย่างที่เกิดขึ้น เช่น กรมชลประทานสามารถขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริได้มากกว่า 70 โครงการ ภายใน 1 ปี ขยายผลศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ไปแล้วทุกจังหวัดทั่วประเทศ และปีที่ 3 กรมชลประทานจะมุ่งสนับสนุนความมั่นคงด้านน้ำให้พื้นที่พิเศษ เช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษตะวันออก (Eastern Economic Corridor EEC)เนื่องจากหากไม่เตรียมความพร้อม ความต้องการใช้น้ำจะมาชนกับปริมาณน้ำที่กักเก็บ ซึ่งเราสามารถลดความเสี่ยงตรงนี้ได้” ดร.ทองเปลว กล่าว

ขณะเดียวกัน ในปี 2563 จะได้เห็นปฏิบัติการช่วยเหลือกันระหว่างลุ่มน้ำและกรมชลประทานจะสนับสนุนกิจกรรมกระจายน้ำที่เป็นการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (Public PrivatePartnership : PPP)

สำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนนั้น นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้การพัฒนาแหล่งน้ำเกิดประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะกลุ่มผู้ใช้น้ำขนาดเล็กที่ตั้งขึ้นเพื่อดูแลบริหารจัดการคูคลองแต่ละสายมีสมาชิกกลุ่มละไม่เกิน 20 คน ซึ่งขณะนี้มีมากกว่า 50,000 กลุ่มทั่วประเทศ ถือเป็นกำลังสำคัญยิ่งที่ช่วยดูแลการใช้น้ำให้เป็นไปตามกติกา ดูแลรักษาเครื่องมือชลประทาน กรมชลฯจะส่งเสริมเครือข่ายเหล่านี้ให้เข้มแข็งมากขึ้น

สหกรณ์แพะ-แกะอุบลฯฯตั้งเป้า เพิ่มพ่อแม่พันธุ์เพิ่มรายได้สมาชิก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473373

news_default

สหกรณ์แพะ-แกะอุบลฯฯตั้งเป้า เพิ่มพ่อแม่พันธุ์เพิ่มรายได้สมาชิก

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.สุพจน์ วัฒนวิเชียร สหกรณ์จังหวัดอุบลราชธานี ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานของสหกรณ์แพะแกะและปศุสัตว์อุบลราชธานี จำกัด ณ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรอุบลราชธานีจํากัด อ.วารินชําราบ จ.อุบลราชธานีมีการรับซื้อ – ขาย แพะแกะจากสมาชิกที่นำมาจำหน่าย 19 คน รวมจำนวนแพะ แกะ 92 ตัว มูลค่าการซื้อขาย 218,000 บาท แก่พ่อค้าจากเวียดนามที่มารับซื้อ โดยสหกรณ์เป็นคนจัดหาการตลาด และดูแลการซื้อ–ขายเพื่อให้บริการสมาชิก นอกจากนี้สหกรณ์ยังให้เงินกู้แก่สมาชิกและจัดหาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แพะ 5 ตัว มูลค่า 30,000 บาท แก่สมาชิกเพื่อนำไปเลี้ยง ขยายพันธุ์เพื่อนำกลับมาจำหน่ายให้สหกรณ์ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้ให้สมาชิกและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์หญ้าแก่สมาชิก เพื่อนำไปปลูกเป็นอาหารเลี้ยงสัตว์ ซึ่งจะช่วยให้สมาชิกลดต้นทุนอาหารสัตว์ได้ สำหรับการซื้อขายแพะและแกะนั้น สหกรณ์จะซื้อ-ขาย เดือนละ 1 ครั้ง กำลังการผลิตของสมาชิกอยู่ที่ 100 ตัวต่อเดือน ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาดที่ต้องการ 300 ตัวต่อสัปดาห์ สหกรณ์จึงมีเป้าหมายเพิ่มพ่อพันธุ์แม่พันธุ์แพะ แกะ จากเดิมสมาชิกมีอยู่ประมาณ 1,500 ตัว เป็น 4,500 ตัว เพื่อให้ได้ผลผลิตเพื่อจำหน่าย300 ตัวต่อเดือน

ชายคาพระพิรุณ : 17 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473375

586851

ชายคาพระพิรุณ : 17 กุมภาพันธ์ 2563

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ปัจจุบันสถานการณ์ภัยแล้งยังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ทำการเกษตรในวงกว้าง ซึ่งจากการสำรวจของกรมส่งเสริมการเกษตรพบว่า ฤดูแล้งปีการผลิต 2562/63 เป็นปีที่มีน้ำน้อย แผนการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งตามศักยภาพน้ำ จำนวน 7.21 ล้านไร่ คิดเป็นร้อยละ 52 ของปีที่ผ่านมา (จำนวน 13.95 ล้านไร่)ส่งผลให้หลายพื้นที่ไม่ได้เพาะปลูกพืช และทำให้เกษตรกรขาดรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ประกอบกับบางพื้นที่มีความเสี่ยงขาดแคลนน้ำ รวมถึงการเกิดน้ำเค็มรุกพื้นที่พืชสวน ซึ่งอาจส่งผลกระทบสร้างความเสียหายให้แก่พืชได้ นายอาชว์ชัยชาญเลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร จึงออกมาแจ้งเตือนให้เกษตรกรปรับตัวรับมืออย่างต่อเนื่อง และได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอเร่งดำเนินการสร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในทุกด้าน โดยกำหนด 8 มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในสถานการณ์ฤดูแล้ง ปี 2562/63 ประกอบด้วย

1. การเฝ้าระวังน้ำเค็มรุกพื้นที่พืชสวน 9 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม สมุทรสาคร กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม ราชบุรี และฉะเชิงเทรา ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2563 โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยง แจ้งเตือนข่าวสาร สถานการณ์แล้ง การขาดแคลนน้ำเยี่ยมเยียน ติดตามให้คำแนะนำทางวิชาการในการดูแลรักษาสวน การให้น้ำ ลดการใช้ปุ๋ย เพื่อป้องกันความเค็มสร้างความเสียหายแก่พืช แนะนำให้เกษตรกรรักษาความชื้นในแปลง เช่น ลอกดินเลนในร่องสวนมาปิดบนแปลงหรือโคนต้น การใช้วัสดุคลุมดินช่วยให้ประหยัดน้ำ และการตัดแต่งกิ่ง เป็นต้น 2. การรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563” ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด เพื่อประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในทุกด้านเพื่อรับมือภัยแล้ง

3.โครงการบูรณาการกิจกรรมและความร่วมมือในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทานเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้แก่เกษตรกร ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-พ.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด เป็นการบูรณาการโครงการ/กิจกรรม ปี 2563 ในรูปแบบการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรเชิงพื้นที่ โดยสนับสนุนให้เกษตรกรมีอาชีพเสริมเพื่อให้มีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง เช่น หัตถกรรม การแปรรูปผลผลิตเกษตรหรือวิสาหกิจชุมชน การอบรมให้ความรู้การปรับตัวในภาวะแล้ง และพิจารณาต่อยอดโครงการตามความต้องการของชุมชนเดิม เป็นต้น ซึ่งจะดำเนินการในพื้นที่พืชฤดูแล้งที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทาน 20 จังหวัด พื้นที่ไม้ผลนอกเขตชลประทานที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตร 30 จังหวัด และพื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ จะมีการแจ้งเตือนเกษตรกรให้ทราบสถานการณ์ การติดตามเยี่ยมเยียน และแนะนำข้อควรปฏิบัติให้แก่เกษตรกร ได้แก่การไม่ปลูกพืชฤดูแล้งเกินแผน การใช้น้ำอย่างประหยัดและรู้คุณค่าคำแนะนำการดูแลรักษาสวนไม้ผล เช่น การใช้วิธีเขตกรรม รวมทั้งประสานการช่วยเหลือจากหน่วยงานที่จะให้การสนับสนุนแหล่งน้ำ

4. โครงการส่งเสริมการปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรังปี 2563 ดำเนินการช่วงเดือน พ.ย. 2562-พ.ค. 2563 ใน 24 จังหวัด โดยส่งเสริมและขยายผลพื้นที่การปลูกพืชหลากหลายและใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้งทดแทนการทำนาปรัง และเชื่อมโยงกับระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ สนับสนุนการเชื่อมโยงตลาด จัดทำแปลงเรียนรู้ พัฒนาความรู้เจ้าหน้าที่และเกษตรกร 5.โครงการส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยเพื่อสร้างรายได้แก่เกษตรกร (ตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยาเกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562) ดำเนินการใน 39 จังหวัด เพื่อส่งเสริมการปลูกพืชใช้น้ำน้อยสร้างรายได้แก่เกษตรกรผู้ประสบภัยและดำเนินการในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 โดยสนับสนุนเป็นเงินเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ ซึ่ง ธ.ก.ส. จะโอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรสำหรับการปลูกพืช ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เกษตรกร 100,000 ครัวเรือน พื้นที่ 1 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 245 บาทและถั่วเขียว เกษตรกร 50,000 ครัวเรือน พื้นที่ 0.4 ล้านไร่ อัตราไร่ละ 200 บาท

6. โครงการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ปี 2562/63 ดำเนินการช่วงเดือน ธ.ค. 2562-พ.ค. 2563 ใน 27 จังหวัด โดยส่งเสริมความรู้การปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนาอย่างถูกต้องให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้ง ปี 2562/63 เชื่อมโยงการตลาดเครือข่ายผู้รับซื้อผลผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ให้เกิดการกระจายการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในช่วงฤดูแล้งเพื่อนำมาผลิตเป็นอาหารสัตว์เพิ่มมากขึ้นทดแทนการนำเข้าจากต่างประเทศ 7.การถ่ายทอดความรู้และการจัดวันสาธิตในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร
(ศพก.) ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-ก.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด เป็นการจัดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยี (Field Day) เริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ให้กับเกษตรกรในพื้นที่แล้งทั่วประเทศครอบคลุม 882 ศพก.โดยปรับหลักสูตร ปรับรูปแบบกิจกรรม เพิ่มองค์ความรู้และเนื้อหาจากเดิมให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยแล้ง เช่น การใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าการดูแลรักษาพืชด้วยวิธีเขตกรรม การประกอบอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ในช่วงฤดูแล้ง (แปรรูป, หัตถกรรม) เป็นต้น

8. โครงการคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ดำเนินการช่วงเดือน ม.ค.-มี.ค. 2563 ใน 77 จังหวัด โดยบูรณาการหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เข้าไปให้บริการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ ณ จุดที่มีปัญหาและจำเป็นต้องได้รับการแก้ไข ซึ่งจะจัดเจ้าหน้าที่ องค์ความรู้ เครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์เข้าไปในพื้นที่และประชาสัมพันธ์นัดหมายเกษตรกรมารับบริการ โดยปรับรูปแบบการให้บริการเข้าไปแก้ปัญหาเน้นหนักการรับมือกับสถานการณ์แล้ง และวิธีการปรับตัว รวมทั้งความช่วยเหลือต่างๆ เช่น เทคนิคการใช้น้ำอย่างประหยัด ช่องทางการขอรับความช่วยเหลือเรื่องแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร การรักษาความชื้นในแปลง การป้องกันกำจัดศัตรูพืชในช่วงฤดูแล้ง หน่วยงานภาครัฐออกมาแจ้งเตือนและวางแนวทางรับมือไว้แล้ว หากเกษตรกรประสบปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลหรือแจ้งขอรับการช่วยเหลือได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอใกล้บ้านได้เลยครับ

สภาเกษตรฯจับมือสสส.ขับเคลื่อน สร้างเครือข่ายผลิตอาหารปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473374

news_default

สภาเกษตรฯจับมือสสส.ขับเคลื่อน สร้างเครือข่ายผลิตอาหารปลอดภัย

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์ เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ กล่าวว่า สภาเกษตรกรแห่งชาติได้ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) นำประเทศสู่ผู้ผลิตภาคเกษตรมุ่งเรื่องการผลิตอาหารปลอดภัย การทำเกษตรอินทรีย์ โดยเริ่มตั้งแต่การจัดเก็บข้อมูลการเกษตร นำมาวิเคราะห์ จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาการผลิตอาหารปลอดภัยด้วยเครือข่ายของชุมชนเอง เป้าหมายกระจายพื้นที่ 4 ภาคทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดได้จัดทำบันทึกข้อตกลงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานภาคีเครือข่ายในพื้นที่จังหวัดสุรินทร์และพัทลุงไปแล้ว และล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2563 ที่จังหวัดสุโขทัยได้จัดทำโครงการ “ขับเคลื่อนสุโขทัยเมืองเกษตรคุณธรรม” เพื่อให้เกษตรกรจังหวัดสุโขทัยมีจิตสำนึกในการผลิตอาหารปลอดภัยในระบบการจัดการเกษตรเพื่อสุขภาวะชุมชน นำมาซึ่งผู้ผลิตปลอดโรค ผู้บริโภคปลอดภัย และเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมชุมชนท้องถิ่น เป้าหมายต่อไปคือจังหวัดลพบุรี และเตรียมขยายพื้นที่เพิ่มเติมไปยังจังหวัดเชียงใหม่ กาฬสินธุ์ ตรัง และราชบุรี เพื่อขับเคลื่อนเรื่องของอาหารปลอดภัยจากผู้ผลิตส่งต่อยังผู้บริโภคด้วยองค์ความรู้ในการผลิต การบริโภค ตลาดท้องถิ่น ให้เข้มแข็งพอ จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปยังตลาดนอกชุมชน คาดหวังให้เกิดเกษตรกรรมยั่งยืนบนความเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ในอนาคต

ด้านน.ส.ดวงพร เฮงบุณยพันธ์ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สสส.มีหน้าที่จุดประกาย กระตุ้น สานและเสริมพลัง เมื่อร่วมมือกับสภาเกษตรกรจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่แล้วจะสร้างระบบเกษตรกรรมให้ดีขึ้นตอบสนองและสอดคล้องกับนโยบายจังหวัดและนโยบายของประเทศ โดยเกษตรกรในพื้นที่ต้องเป็นเจ้าภาพหลัก เปิดพื้นที่ให้ทุกคนเข้ามาร่วมพัฒนาเป็นพื้นที่ปฏิบัติการจริง ภาคเกษตรต้องมีกลไกขับเคลื่อนระบบเกษตร สสส.ร่วมสนับสนุนสร้างจังหวะก้าวให้เกษตรกรมีอาชีพที่ดีรายได้ดีสู่ประชาชนผู้บริโภคมีสุขภาพที่ดี ภายใต้การขับเคลื่อนนี้สสส.จะสนับสนุนสภาเกษตรกรจังหวัดด้านองค์ความรู้ เทคโนโลยีและงบประมาณเพื่อให้ระบบเกษตรกรรมในระดับตำบลดีขึ้นตามแผนพัฒนาเกษตรกรรมตำบลของสภาเกษตรกร อันนำสู่การสร้างรายได้และสร้างคุณภาพชีวิตต่อไป

สุโขทัยหนุนปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชใช้น้ำน้อยเสริมรายได้ช่วงแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473439

สุโขทัยหนุนปลูกพืชตระกูลถั่ว พืชใช้น้ำน้อยเสริมรายได้ช่วงแล้ง

วันอาทิตย์ ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 21.00 น.

16 กุมภาพันธ์ 2563 นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย เป็นประธานเปิดงานรณรงค์และประชาสัมพันธ์การส่งเสริมการปลูกพืชตระกูลถั่ว บริเวณแปลงปลูกถั่วเขียว หมู่ 1 ต.สารจิตร อ.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย มีเกษตรกรร่วมงานกว่า 200 ราย

ภายในงานมีการจัดฐานเรียนรู้ให้เกษตรกรเข้าไปศึกษาเรียนรู้จากนิทรรศการ และรับการอบรมจากหน่วยงานราชการ รวมทั้งได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลถั่วแบบครบวงจร จำนวน 4 จุด ได้แก่ 1) เทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ 2) การเตรียมดินและปรับปรุงดินให้เหมาะสมในการปลูกพืชตระกูลถั่ว 3) การสำรวจและป้องกันกำจัดศัตรูพืชตระกูลถั่ว 4) การเก็บเกี่ยวและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว

นายเนตร สมบัติ เกษตรจังหวัดสุโขทัย กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการจัดงานว่า เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกพืชตระกูลถั่วเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะถั่วเขียวเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยในการเพาะปลูก ต้นทุนการผลิตต่ำ และเป็นพืชที่ตลาดมีความต้องการสูง เนื่องจากในปัจจุบันผลผลิตถั่วเขียวไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด พื้นที่ปลูกพืชตระกูลถั่วในประเทศลดลง ปริมาณผลผลิตก็ลดลงตามไปด้วย จึงทำให้มีการนำเข้าพืชตระกูลถั่วจากต่างประเทศจำนวนมาก

ปัจจุบันสุโขทัยมีพื้นที่ปลูกถั่วเขียวรวม 32,004 ไร่ จากพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ 476,875 ไร่ โดยสำนักงานเกษตรจังหวัดสุโขทัยได้ส่งเสริมการปลูกพืชตระกูลถั่วในช่วงฤดูแล้งมาโดยตลอด เป็นพืชที่สามารถปลูกทดแทนข้าวนาปรังเพื่อลดปริมาณผลผลิตข้าวในประเทศ ซึ่งเป็นการเสริมรายได้ให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งได้เป็นอย่างดี

‘ปารีณา’ไม่รอด! ป่าไม้หอบหลักฐานแจ้งจับเพิ่มอีก 3 คดีรุกป่ากว่า 665 ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473180

news_default

‘ปารีณา’ไม่รอด! ป่าไม้หอบหลักฐานแจ้งจับเพิ่มอีก 3 คดีรุกป่ากว่า 665 ไร่

วันเสาร์ ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 12.59 น.

เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ บก.ปทส. นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ พร้อมเจ้าหน้าที่ นำเอกสารหลักฐานการเข้าตรวจสอบและตรวจยึดในพื้นที่ “เขาสนฟาร์ม” เข้าแจ้งความเอาผิด น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพิ่มอีก 3 คดี หลังตรวจสอบพบพื้นที่บริเวณฟาร์มไก่เขาสนทั้งหมด 665 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา บุกรุกเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ

สำหรับคดีที่แจ้งความเพิ่มเติม ประกอบด้วย คดีที่ 1 พื้นที่ตรวจยึดราว 387 ไร่ เป็นบริเวณฟาร์มไก่เขาสน มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ทำฟาร์มไก่ชัดเจน พื้นที่อยู่ในเขตรั้วลวดหนามทั้งหมดชัดเจน มีโรงเรือน อาคารในบริเวณนี้ โดยคดีนี้ คณะเจ้าหน้าที่จะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ ส.ส.ปารีณา ผู้จดทะเบียนเป็นเจ้าของฟาร์มไก่ “เขาสน” ตามข้อมูลจากกรมปศุสัตว์ว่าเป็นผู้ครอบครอง

คดีที่ 2 เป็นพื้นที่ติดกับนอกรั้วใกล้เคียงต่อเนื่อง สภาพพื้นที่เป็นที่เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนเก่า มีความต่อเนื่องกับฟาร์มไก่เขาสน แต่ไม่มีประจักษ์พยาน และวัตถุพยานหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเป็นของใคร เนื้อที่ราว 207 ไร่ และคดีที่ 3 เป็นพื้นที่ติดต่อกัน สภาพเป็นแปลงปลูกป่ายูคาลิปตัส เนื้อที่อีกประมาณ 70 ไร่ รวมเนื้อที่ตรวจยึดประมาณ 665 ไร่ 1 งาน 53 ตารางวา ซึ่งมีความต่างไปจากการรังวัดของ ส.ป.ก. อยู่ประมาณ 17 ไร่

ทั้งนี้ การดำเนินคดีดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตอบกรมกลับป่าไม้ กรณีหารือเรื่องพื้นที่ครอบครองที่ดิน 682 ไร่ของ น.ส.ปารีณา โดยชี้ชัดว่าพื้นที่ดังกล่าว ส.ป.ก. ยังไม่นำเข้าสู่กระบวนการจัดสรรสิทธิ จึงยังถือเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติ ให้ ส.ป.ก.เป็นเจ้าภาพดำเนินการตามกฎหมายร่วมกับกรมป่าไม้ ซึ่งต่อมากรมป่าไม้ พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่นำหมายค้นศาล จ.ราชบุรี เข้าตรวจสอบและตรวจยึดพื้นที่ อาคาร สิ่งปลูกสร้าง และอุปกรณ์อื่นๆ ของเขาสนฟาร์ม เมื่อวันที่ 12 และ 13 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยการเข้าแจ้งความครั้งนี้แบ่งออกเป็น 3 คดี ตามการกระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระกัน

‘ป่าไม้’โชว์เอกสารปึกใหญ่ เตรียมร้องทุกข์กล่าวโทษ’ปารีณา’ 3 คดีบุกรุกป่า #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473147

‘ป่าไม้’โชว์เอกสารปึกใหญ่ เตรียมร้องทุกข์กล่าวโทษ’ปารีณา’ 3 คดีบุกรุกป่า

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 22.45 น.

เมื่อเวลา 19.30 น.วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ห้องประชุมสำนักงานป่าไม้จังหวัดราชบุรี นายธวัชชัย ลัดกรูด ผอ.สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 6 (อุดรธานี) ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผอ.ส่วนป้องกันและกิจการพิเศษ หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร และนายพัฒนะ ศิริมัย ผอ.ศูนย์ป่าไม้จังหวัดราชบุรี จ.ราชบุรี ร่วมแถลงความคืบหน้าการดำเนินคดี พร้อมโชว์เอกสารสรุปสำนวนคดีบุกรุกป่าจำนวน 3 ชุดเพื่อเตรียมนำไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ที่ บก.ปทส.

โดยสรุปการดำเนินคดีทั้งหมดจำนวน 3 คดี ประกอบด้วย คดีที่ 1 พื้นที่ตรวจยึด 384-0-80 ไร่ เป็นบริเวณฟาร์มไก่เขาสน มีการใช้ประโยชน์พื้นที่ทำฟาร์มไก่ชัดเจน พื้นที่อยู่ในเขตรั้วลวดหนามทั้งหมดชัดเจน มีโรงเรือน อาคารในบริเวณนี้ โดยคดีนี้จะร้องทุกข์กล่าวโทษต่อ นส.ปารีณา ไกรคุปต์ ผู้จดทะเบียนเป็นเจ้าของฟาร์มไก่ “เขาสน” ตามข้อมูลจาก กรมปศุสัตว์ เป็นผู้ครอบครอง ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายชีวะภาพ ชีวะรรม ผอ.สำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้

คดีที่ 2 เป็นพื้นที่ติดกันนอกรั้วใกล้เคียงต่อเนื่อง สภาพพื้นที่เป็นที่เลี้ยงสัตว์ และโรงเรือนเก่า มีความต่อเนื่องกับฟาร์มไก่เขาสน แต่ไม่มีประจักษ์พยาน และวัตถุพยานหลักฐานที่ชี้ชัดว่าเป็นของใคร เนื้อที่ 207-2-41 ไร่ ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ นายนฤพนธ์ ทิพย์มณฑา ผอ.ส่วนป้องกันและกิจการพิเศษ หนชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้

และคดีที่ 3 เป็นพื้นที่ติดต่อกัน สภาพเป็นแปลงปลูกป่ายูคาลิปตัส เนื้อที่ 10-2-32 ไร่ โดยมีเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานในพื้นที่เข้าร่วม นายพัฒนะ ศิริมัย ผอ.ศูนย์ป่าไม้จังหวัดราชบุรี ผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ

รวมเนื้อที่ตรวจยึด 665-1-53 ไร่ โดยพื้นที่ตรวจยึดทั้งหมด ตรวจสอบตามข้อมูลรายละเอียดแผนที่รังวัดที่ คณะเจ้าหน้าที่ของสำนักงานปฏิรูปที่ดินจังหวัดราชบุรีและเจ้าหน้าที่ป่าไม้เคยสำรวจไว้ครั้งหนึ่งโดยมี ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนนำชี้ ซึ่งเป็นข้อมูลเดิม จำนวน 682 ไร่ ซึ่งคณะเจ้าหน้าที่ได้ร่วมดำเนินการจัดทำบันทึก และบัญชีเอกสารประกอบเสร็จเรียบร้อย และจะนำไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวน ที่ บก.ปกส.ให้แล้วเสร็จภายในวันนี้วันที่ 14 ก.พ.หากไม่ทันจะดำเนินการเข้าแจ้งความในเช้าของวันที่ 15 ก.พ.

สำหรับข้อมูลการกล่าวหาบุกรุกที่ดินของรัฐของน.ส.ปารีณา อยู่ในท้องที่หมู่ที่ 6 ตำบลรางบัว อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี การเข้าตรวจยึดครั้งที่ 1 เจ้าหน้าที่ได้บันทึกการตรวจยึด ลงวันที่ 2 ธันวาคม 2562 เนื้อที่ 46-1-40 ไร่ พื้นที่ตรวจยึด 2 แปลง เนื้อที่ 41-1-59ไร่ แปลงที่ 1 ป่าสงวนแห่งชาติเนื้อที่ 4-3-81 ไร่ แปลงที่ 2 ป่าไม้ ฐานความผิดบุกรุกที่ดินของรัฐตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9

การเข้าตรวจยึดครั้งที่ 2 เจ้าหน้าที่ได้บันทึกการตรวจยึด ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 เนื้อที่ 665-1-53 ไร่ พื้นที่ตรวจยึด 3 แปลง เนื้อที่ 387-0-80 ไร่ แปลงที่ 1 พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในเขต ส.ป.ก. เนื้อที่ 207-2-41 ไร่ แปลงที่ 2 พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในเขต ส.ป.ก. แปลงที่ 3 พื้นที่ปาสงวนแห่งชาติในเขต ส.ป.ก. เนื้อที่ 70-2-32 ไร่ ฐานความผิดบุกรุกที่ดินของรัฐตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 54 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้บันทึกการรวมการตรวจยึดทั้ง 2 ครั้ง รวมเนื้อที่ทั้งหมด 711-2-93 ไร่

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473025

‘อธิบดีปศุสัตว์’เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.05 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) 2563 มุ่งเกษตรกรเข้มแข็งด้านการผลิต พึ่งพาตนเองได้

เมื่อเวลา 09.30 น.วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรขยายตำบลน้ำดิบ และกลุ่มเกษตรกรลำไยแปลงใหญ่ตำบลน้ำดิบ จังหวัดลำพูน นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานการเปิดงานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ปี 2563 พร้อมด้วย นายวีรชาติ เขื่อนรัตน์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายยงยุทธ สุขศิริ นายอำเภอป่าซาง รักษาการปลัดจังหวัดลำพูน , นางจำเนียร แสนราชา เกษตรจังหวัดลำพูน , หัวหน้าส่วนราชการนายกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน ผู้แทนหน่วยงานภาคเอกชน และเกษตรกรรวม 300 ราย เข้าร่วมในพิธีเปิดงานในครั้งนี้

ด้วยภูมิอากาศและสถานการณ์น้ำที่แปรปรวน อีกทั้งในตลาดโลกมีการแข่งขันด้านราคาสินค้าเกษตรที่รุนแรงรวมถึงกลไกการค้าที่มุ่งเน้นคุณภาพและการตรวจสอบคุณภาพสินค้าเกษตร ตั้งแต่การผลิตที่ต้นทางและการบริโภคที่ปลายทาง เกษตรกรจึงจำเป็นต้องมีข้อมูล และความรู้ในการปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ การเพาะปลูกตามความเหมาะสมของดินและการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อให้เกษตรกรได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงสุด การลดต้นทุนตลอดกระบวนการผลิตเพื่อให้เกษตรกรสามารถแข่งขันด้านราคาได้ดีขึ้น การเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรด้วยการแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าให้กับที่ดินของตน ลดการพึ่งพากลไกราคาด้วยการทำไร่นาสวนผสม

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ด้านการผลิตดังกล่าวและเข้าใจถึงความต้องการของเกษตรกร จึงได้สร้างกลไกการถ่ายทอดความรู้ที่จำเป็นสู่เกษตรกรผ่านศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ต้องร่วมกันนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่มาผสมผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นของเกษตรกร ณ ศพก.ทั้ง 882 แห่งทั่วประเทศ และปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับสินค้าหลักในพื้นที่และเหมาะสมกับศักยภาพของพื้นที่ รวมทั้งประยุกต์องค์ความรู้ต่างๆ ให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของพื้นที่นั้นๆ อย่างแท้จริง เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมในการถ่ายทอดความรู้ ถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นการผลิตในปีการเพาะปลูกใหม่นับเป็นจุดเริ่มต้น และเป็นโอกาสที่ดีที่จะช่วยเกษตรกรสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ที่ได้เรียนรู้ มาปรับใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเอง การจัดกิจกรรมถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) ในวันนี้ จึงเป็นส่วนสำคัญ ที่จะช่วยเตรียมความพร้อมของพี่น้องเกษตรกรก่อนเข้าสู่การเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ ปี 2563

งานวันถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ (Field Day) มีเป้าหมายในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความรู้สำคัญ 2 ระดับ คือ การทำให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้ถึงข้อมูลที่ต้องการเผยแพร่ และการทำให้กลุ่มเป้าหมายนำข้อมูลไปใช้และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้องกับความรู้ที่ได้รับ โดยพิจารณาถึงกลุ่มเป้าหมาย ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย วิธีการและกลไกการถ่ายทอดความรู้และช่วงเวลาที่เหมาะสมในการถ่ายทอด เพื่อให้การถ่ายทอดความรู้บรรลุผลสูงสุด

ทั้งนี้ เกษตรกรจะสามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เหมาะสม ไปประยุกต์ใช้ในพื้นที่ทำการเกษตรของตนเองและทำให้การผลิตในฤดูกาลใหม่นี้ เป็นการผลิตที่มีประสิทธิภาพ และสร้างผลตอบแทนให้กับเกษตรกรได้เป็นอย่างดี นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และการทำการเกษตรทฤษฎีใหม่มายึดถือปฏิบัติและขยายผล ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งและสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวต่อไป

ก.เกษตรฯถือฤกษ์ดี 14กุมภา’วาเลนไทน์’ ปล่อยคาราวานเกลือทะเล #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472973

ก.เกษตรฯถือฤกษ์ดี 14กุมภา’วาเลนไทน์’ ปล่อยคาราวานเกลือทะเล

วันศุกร์ ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.02 น.

กระทรวงเกษตรฯ  ถือฤกษ์รัก 14 กุมภา วาเลนไทน์คิกออฟปล่อยคาราวานเกลือทะเลเชื่อมตลาดจากสหกรณ์ผู้ผลิตสู่สหกรณ์ผู้ใช้ส่งเสริมการขายกระจายทั่วประเทศ “อลงกรณ์”เผยเตรียมพบสภาอุตสาหกรรมพัฒนาแปรรูปเกลือสร้างมูลค่าเพิ่ม

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทย แถลงภายหลังเป็นประธานเปิด “งานกระจายสินค้าเกลือ ทะเลจากสหกรณ์ผู้ผลิตถึงผู้บริโภค” ณ สำนักงานสหกรณ์การ เกษตรเกลือทะเลไทย เพชรบุรี จำกัด จังหวัดเพชรบุรี ประกอบด้วยผู้เข้าร่วมงาน อาทิ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี(นายกอบชัย บุญอรณะ), ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายปราโมทย์ ยาใจ) รองอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ (นายวิวัตห์ชัย พันธุ์วา) และสหกรณ์ชาวนาเกลือว่า วันนี้ (14ก.พ.)กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์และคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยได้จัดกิจกรรมปล่อยคาราวานรถบรรทุกเกลือทะเลที่สหกรณ์เกลือทะเลไทยเพชรบุรีที่อำเภอบ้านแหลมตามนโยบายระบายขายเกลือของสหกรณ์นาเกลือไปยังสหกรณ์การเกษตรทั่วประเทศโดยถือฤกษ์ดีวันแบ่งปันรักวาเลนไทน์ 14กุมภาพันธ์ เป็นวันแรกของการส่งเกลือทะเลซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ประมาณการสั่งซื้อจากสหกรณ์ทั่วประเทศในล็อตแรก 2,000ตันโดยเริ่มขนวันแรก300ตัรจากเป้าหมายสั่งซื้อรวม16,000 ตันซึ่งปัจจุบันมีเกลือที่ค้างอยู่ในยุ้งฉางสหกรณ์ จำนวน 25,000ตัน และจะมีผลผลิตเกลือออกสู่ตลาดอีก ประมาณ 900,000 ตันในฤดูผลิตปี2563

การดำเนินการทั้งหมดนี้ มีเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกร ตามนโยบายของ ดร.เฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และตามนโยบายรัฐบาล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา

ซึ่งคณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยได้ร่วมมือกับทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชนเร่งช่วยเหลือเกษตรกรชาวนาเกลือโดยมอบหมายกรมส่งเสริมสหกรณ์สร้างระบบสหกรณ์โมเดลเชื่อมสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ผู้ใช้ช่วยระบายเกลือทะเลภายใต้แผนกระจายเกลือ 3 แนวทาง คือ 1) กระจายเกลือทะเลให้สหกรณ์ทั่วประเทศ โดยขอความร่วมมือสมาชิกสหกรณ์แต่ละแห่งซื้อเกลือทะเล ครัวเรือนละ 1 ถุง (ขนาด 5 กิโลกรัม) ราคาถุงละ 27.50 บาท 2) ขอความร่วมมือศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) จำนวน 120 แห่ง (ทั่วประทศ) ช่วยกระจายเกลือทะเล และ 3) ประสานงานองค์การสะพานปลา เพื่อขอความร่วมมือซื้อสินค้าเกลือทะเล ซึ่งมีสะพานปลาหรือท่าเทียบเรือ รวมทั้งประเทศ จำนวน 18 แห่ง มีความพร้อมที่จะดำเนินการโดยจะเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการด้านประมง จำนวน 11 แห่ง

นายอลงกรณ์ยังกล่าวว่า นอกจากโมเดลระบบสหกรณ์ผู้ผลิตเชื่อมสหกรณ์ผู้ใช้แล้ว คณะกรรมการพัฒนาเกลือทะเลไทยยังได้ประชุมตกลงความร่วมมือในการพัฒนาและการตลาดเกลือทะเลกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเมื่อเดือนที่ผ่านมาและนัดประชุมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยวันที่ 18 มีนาคมที่จะถึงนี้