เกษตรฯจับมือสภาหอการค้านำร่องเมืองกาญจน์ ดัน‘หน่อไม้ฝรั่ง-ข้าวโพดฝักอ่อน’สร้างรายได้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473809

news_default

เกษตรฯจับมือสภาหอการค้านำร่องเมืองกาญจน์ ดัน‘หน่อไม้ฝรั่ง-ข้าวโพดฝักอ่อน’สร้างรายได้

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ครั้งที่ 1/2563 ที่ประชุมพิจารณาแนวทางความร่วมมือระหว่างสองภาคส่วนในการพัฒนาการเกษตร รวมทั้งส่งเสริมเกษตรกรให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีรายได้เพิ่มขึ้น ตลอดจนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันสินค้าเกษตรไทยในตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ ที่ประชุมมอบหมายให้ทำแผนส่งเสริมปลูกหน่อไม้ฝรั่ง และข้าวโพดฝักอ่อน ตลอดจนศึกษาปัญหาการผลิตและจัดทำแผนส่งเสริมการผลิตกล้วยหอมทอง เพื่อส่งออกของจ.สุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะญี่ปุ่นมีความต้องการสูง และยังได้ให้โควต้าส่งออกกล้วยหอมทองแก่ประเทศไทยด้วย จึงเป็นโอกาสดีที่เกษตรกร จะพัฒนาผลผลิตให้มีคุณภาพได้มาตรฐานต่อไป และมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแผนเจรจาการค้าสินค้าเกษตร สำหรับส่งออกกล้วยหอมทองและอินทผลัม รวมถึงจัดทำแผนประชาสัมพันธ์คุณประโยชน์และสรรพคุณของผลไม้ไทย เพื่อกระตุ้นการบริโภคผลไม้ในประเทศ (Thai First)

ด้านน.ส.ทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการติดตามสถานการณ์ในพื้นที่นำร่องจ.กาญจนบุรี เพื่อประเมินศักยภาพการผลิตหน่อไม้ฝรั่งและข้าวโพดฝักอ่อน พบว่ากาญจนบุรี มีพื้นที่เพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่งเป็นลำดับ 2 ของประเทศ โดยเกษตรกรจะรวมกลุ่มจำหน่ายผลผลิตให้ผู้ประกอบการ ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรเคยประสบปัญหาโรคจากเชื้อรา ทำให้ลำต้นเสียหาย ส่งผลให้เกษตรกรเลิกเพาะปลูกจำนวนมาก ดังนั้น จึงต้องให้หน่วยงานภาครัฐส่งเสริม และฟื้นฟูการผลิตหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ เนื่องจากเกษตรกรพร้อมด้านองค์ความรู้ในการผลิตอยู่แล้ว ประกอบกับตลาดยังต้องการ คาดว่าเกษตรกรจะเพิ่มการผลิตหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ดังกล่าวได้ ส่วนข้าวโพดฝักอ่อน มีพื้นที่เพาะปลูกมากเป็นลำดับ 1 ของประเทศ ซึ่งจะมีผู้รวบรวมทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างเกษตรกรกับบริษัทผู้ประกอบการ เพื่อจัดหาเมล็ดพันธุ์ แรงงานในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยวผลผลิต และขนส่ง แต่ในปัจจุบันพบการระบาดของหนอนเจาะลำต้น จึงต้องการให้ภาครัฐช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนองค์ความรู้ในการกำจัดและป้องกันการระบาด รวมทั้งการจัดหาแหล่งน้ำ เพื่อให้การผลิตมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ สศก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงเกษตรฯ จะเร่งศึกษาความเหมาะสมและจัดทำแผนส่งเสริมการปลูกหน่อไม้ฝรั่งและข้าวโพดฝักอ่อนสำหรับพื้นที่นำร่องในจังหวัดกาญจนบุรี โดยกำหนดปริมาณความต้องการ พื้นที่ส่งเสริม กลุ่มเกษตรกรเป้าหมาย และแนวทางการรับซื้อที่ชัดเจน เป็นการดำเนินการภายใต้แนวคิดตลาดนำการผลิต ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรฯ ต่อไป

ส่องเกษตร : ความเป็นจริงซ้ำๆ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473812

screenshot-13-1

ส่องเกษตร : ความเป็นจริงซ้ำๆ

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

อากาศปีนี้แปรปรวนค่อนข้างสูง ช่วงนี้นอกจากจะไม่มีฝนแล้ว อากาศยังแห้ง และมีอุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ สมกับการเตรียมเข้าสู่ช่วงฤดูร้อน แต่ก็ยังมีฝนตกปรอยๆลงบางพื้นที่ ทำให้อุณหภูมิกลับลดลงมาอีก สลับไปมา สัปดาห์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสลงพื้นที่สวนผลไม้ที่จังหวัดจันทบุรี ขณะนี้เป็นช่วงเวลาที่ผลไม้หลักของพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน มังคุด เงาะ กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาจากดอกไปเป็นผล ชาวสวนจึงให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาผลไม้ในช่วงเวลานี้อย่างใกล้ชิด หวังว่าการติดผลน่าจะอยู่ในระดับที่เป็นที่พอใจของชาวสวน โดยปัจจัยสำคัญที่ขาดไม่ได้ในช่วงเวลานี้สำหรับการออกดอกติดผลของไม้ผล คือ น้ำแต่ธรรมชาติก็ไม่ได้เป็นใจ อากาศช่วงนี้กลับแห้ง แล้ง มีแดดจัด ไม่มีฝนมาช่วยแต่อย่างใด แหล่งน้ำในธรรมชาติก็เริ่มแห้งขอด ในปีที่ผ่านมาสถานการณ์ราคาของไม้ผลค่อนข้างสูง ให้ผลตอบแทนแก่ชาวสวนเป็นอย่างมาก ช่วงเวลาปัจจุบันจึงเป็นช่วงเวลาของการสู้เพื่อเอาชนะธรรมชาติให้ได้ จึงเกิดภาวะแสวงหาแหล่งน้ำทุกวิธีทาง ทั้งจากแหล่งน้ำตามธรรมชาติ ห้วย หนอง คลองบึง อ่างเก็บน้ำ ฝายเก็บน้ำต่างๆ เพื่อนำน้ำมาให้กับไม้ผลในสวนของแต่ละราย บางแห่งถึงขั้นต้องซื้อน้ำมารดต้นไม้กันแล้ว สนนราคาต่อคันรถราว 700 บาท ชาวสวนก็ต้องยอม เพื่อให้ไม้ผลติดดอกออกผลได้ตามที่หวัง

เมื่อพิจารณาข้อมูลปริมาณน้ำฝนของจังหวัดจันทบุรี พบว่า จันทบุรีเป็นจังหวัดที่มีปริมาณน้ำฝนและจำนวนวันที่ฝนตกเฉลี่ยสูงเป็นอันดับ 3 ของประเทศ แต่ต้องมาประสบปัญหาภาวะแห้งแล้งในช่วงสำคัญของไม้ผล ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัด รุนแรงถึงระดับที่จังหวัดต้องประกาศเป็นเขตประสบภัยพิบัติ เพื่อให้การช่วยเหลือ และเมื่อพิจารณาย้อนหลังไปไม่กี่เดือนในช่วงฤดูฝน จังหวัดก็เพิ่งจะประกาศประสบอุทุกภัย น้ำหลากจากภูเขาท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ ทั้งเรือกสวนและที่อยู่อาศัยของประชาชนทั่วไป จึงเป็นปรากฏการณ์ที่ย้อนแย้งกันไปมา ฤดูฝนน้ำมากจนน้ำท่วม พอเข้าสู่ฤดูแล้งน้ำกลับมาแห้งขอดไปจนไม่พอใช้

เมื่อเข้าไปเยี่ยมชมตามสวนต่างๆผมสังเกตเห็นว่าชาวสวนจันทบุรีมีการจัดการสวนแบบใช้ประโยชน์ในพื้นที่ครบทุกตารางเมตร สามารถวางแถวปลูกไม้ผลได้แบบไม่มีพื้นที่เหลือให้แทรกอย่างอื่นลงไปได้ และส่วนใหญ่ จะไม่มีการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ของตนเอง เพื่อที่จะกักเก็บน้ำในฤดูฝนมาใช้ในฤดูแล้ง ทั้งๆที่ชาวสวนเข้าใจดีว่าทำสวนต้องใช้น้ำ ไม่สามารถทำสวนโดยไม่มีน้ำอย่างเพียงพอได้ แต่ชาวสวนส่วนใหญ่ก็ยังไม่ยอมที่จะสละพื้นที่ของตนเองทำแหล่งกักเก็บน้ำแต่พยายามปลูกไม้ผลให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ เนื่องจากช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ราคาไม้ผลสูงมาก โดยเฉพาะทุเรียน จึงมีการขยายพื้นที่ปลูกออกไปมากจนน่าตกใจ โดยไม่มีการเตรียมการเรื่องน้ำไว้อย่างเพียงพอ นั่นคือสัญญาณอันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

ผมได้คุยกับกลุ่ม Young Smart Farmer ในพื้นที่จันทบุรี เล่าให้ฟังว่า แหล่งกักเก็บน้ำดิบของทางราชการที่จะนำไปใช้ทำน้ำประปา เมื่อปล่อยผ่านคลองส่งน้ำไปผ่านพื้นที่ของชาวสวนซึ่งเป็นชาวสวนรายใหญ่ที่มีพื้นที่หลายร้อยไร่ บางรายถึงกับนำโดรนขึ้นบินสำรวจ แล้วทำการขุดสระดึงน้ำที่ปล่อยมานี้ มากักเก็บในพื้นที่สระที่ตนขุดไว้ เพื่อนำมาใช้ในสวนของตนเอง กลุ่ม Young Smart Farmer เรียกการทำการเกษตรในลักษณะนี้ว่า เป็นการทำการเกษตรที่ไร้จริยธรรมของความเป็นมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข กลายเป็นการยึดประโยชน์ของตนเป็นที่ตั้ง เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ควรเกิดขึ้นในสังคมการเกษตร ประเด็นนี้หากปล่อยไว้อาจกลายเป็นความขัดแย้งในสังคมได้

สถานการณ์การขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนอย่างไม่หยุดยั้ง มีนายทุนเข้ามาลงทุนในกิจการดังกล่าว ในลักษณะของแปลงขนาดใหญ่ เป็นจำนวนมาก โดยไม่ได้คำนึงถึงแหล่งน้ำที่จะนำมาใช้ในสวนของตน อนาคตเราคงไม่ได้เห็นเฉพาะปัญหาการแย่งน้ำของชาวนา ปัญหาการแย่งน้ำของชาวสวนก็คงไม่ยิ่งห ย่นไปกว่ากัน หากไม่มีการเตรียมการทำความเข้าใจและวางแนวทางแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อทุเรียนในยุคทุเรียนบูมออกผลก็น่าจะไม่เกิน 4-5 ปีนี้ ผลผลิตที่ออกมาจะมีการจัดการอย่างไร จะเกิดเหตุปิดถนนด้วยทุเรียนหรือไม่ ในวันนี้ผู้ใหญ่ของจันทุบรีท่านหนึ่งถึงกับทำนายว่า อีก 4 ปี จะต้องได้รับประทานทุเรียนฟรีที่เมืองจันท์ เพราะผลผลิตจะล้นเกินความต้องการ และประเด็นราคาตกต่ำก็คงหนีไม่พ้น ผมเองก็ได้แต่หวังว่าคงมีทางออกสักทาง

สมชาย ชาญณรงค์กุล

แนะวิธีดูแลต้นไม้ผลให้พ้นแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473811

news_default

แนะวิธีดูแลต้นไม้ผลให้พ้นแล้ง

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เผยว่า ปี 2563 กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ลักษณะอากาศประเทศไทยจะเผชิญฝนแล้งตั้งแต่ช่วงเดือนมกราคม – เดือนมิถุนายน โดยปริมาณฝนจะต่ำกว่าค่าปกติ 3 – 5% ดังนั้น จึงขอความร่วมมือเกษตรกรและประชาชนเตรียมรับมือ และใช้น้ำอย่างประหยัด โดยไม่ปลูกพืชฤดูแล้งเกินแผนที่กำหนด พร้อมดูแลรักษาความชื้นในแปลงปลูกพืช สร้างแหล่งน้ำในไร่นา หรือปรับเปลี่ยนกิจกรรมการเกษตรโดยใช้แนวทางตามศาสตร์พระราชาเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน

กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมกับกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่นสำรวจและประเมินเบื้องต้น คาดว่าพื้นที่ไม้ผลเสี่ยงนอกเขตชลประทานมี 30 จังหวัด 207 อำเภอ 1,068 ตำบล พื้นที่รวม 374,978 ไร่ ซึ่งตรงกับฤดูกาลของผลไม้ภาคตะวันออกและภาคเหนือ คือ ทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง ลิ้นจี่ ลำไย หากไม้ผลได้รับน้ำไม่เพียงพอจะทำให้ผลผลิตคุณภาพต่ำ ส่งผลกระทบต่อไม้ผลทั้งในปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องดูแลสวนไม้ผลเป็นพิเศษ โดยช่วงภัยแล้งจำเป็นต้องจัดการสวนของตนเองให้ต้นไม้อยู่รอดผ่านพ้นช่วงวิกฤตนี้ไปให้ กรมส่งเสริมการเกษตรจึงรณรงค์ประชาสัมพันธ์ “เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563” สร้างการรับรู้ข้อมูลข่าวสารให้เกษตรกรมีข้อแนะนำการดูแลไม้ผล ดังนี้

1. การให้น้ำควรให้แบบประหยัดที่สุด คือ ให้น้ำต้นไม้ผล ภายในบริเวณรัศมีทรงพุ่มเท่านั้น ควรให้น้ำแบบระบบน้ำหยดหรือหัวเหวี่ยงขนาดเล็กจะช่วยประหยัดน้ำได้มากกว่าใช้สายยาง ให้น้ำครั้งน้อยๆ แต่บ่อยครั้งเปลี่ยนช่วงให้น้ำเป็นกลางคืน เพื่อให้พืชลดการระเหยน้ำจากการถูกแดดเผา 2.ใช้วัสดุคลุมดิน โดยคลุมจากโคนต้นไม้ผลจนถึงแนวรัศมีทรงพุ่ม วัสดุที่ใช้ ได้แก่ ใบไม้แห้งที่ร่วงหล่นจากต้นไม้ผล ใบตองแห้ง ทางมะพร้าว กาบมะพร้าว หญ้าแห้ง จะช่วยชะลออัตราการระเหยของน้ำจากผิวดินให้ช้าลง กรณีต้นไม้เล็กควรใช้วัสดุช่วยในการพรางแสง เพื่อลดความเข้มแสง หากต้นยังเล็กจะต้องพรางแสงช่วยด้วย

3.การตัดแต่งกิ่ง ไม้ผลที่เก็บเกี่ยวช่วงต้นฤดูแล้ง ให้ทรงพุ่มโปร่ง ลดการระเหยน้ำทางใบ สำหรับไม้ผลบางชนิด เช่น ทุเรียน หากประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำอาจทำให้ต้นโทรมและถึงตายได้ หรือมังคุดที่ติดผลแล้ว หากขาดแคลนน้ำผลจะมีขนาดเล็ก ก้นผลจีบ คุณภาพไม่ดีต้องรีบทำการตัดทิ้งให้หมด4.การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดตั้งแต่ต้นฤดูแล้ง และใช้เศษวัสดุที่แห้งแล้วมาคลุมโคนต้นไม้ผล 5.การจัดหาแหล่งน้ำ ควรปรับปรุงบ่อน้ำให้อยู่ในสภาพใช้งานได้ และสูบน้ำจากแหล่งน้ำใกล้เคียงมาเก็บกักไว้ สำหรับสวนผลไม้ที่อยู่ใกล้ทะเล จำเป็นต้องกักน้ำจืดไว้ป้องกันน้ำเค็มที่จะเข้ามาในสวน

6.ไม่ควรใสปุ๋ยช่วงแล้ง หากน้ำไม่พอ เป็นการไปกระตุ้นการเจริญเติบโต ให้แตกใบอ่อนช่วงแล้งน้ำน้อย จะทำให้พืชมีน้ำไม่พอใช้มากขึ้น ส่งผลทำให้ต้นเหี่ยวเฉาและตายได้7. การทำแนวกันไฟรอบสวน ควรกำจัดวัชพืชภายในบริเวณสวนไม้ผลให้โล่งเตียนทันทีหลังหมดสิ้นฤดูฝน ป้องกันไฟไหม้สวน หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่

เตือนเกษตรกรระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473810

news_default

เตือนเกษตรกรระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

วันพุธ ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ มักพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นมังคุดเริ่มออกดอกถึงระยะติดผลอ่อนโดยจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช สำหรับการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะออกดอกและติดผลอ่อน อาจทำให้ดอกและผลอ่อนมังคุดร่วง ส่วนผลอ่อนมังคุดที่ไม่ร่วงเมื่อพัฒนาผลโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายของเพลี้ยไฟชัดเจน เนื่องจากผิวเปลือกมังคุดจะมีลักษณะขรุขระที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ผลผลิตมังคุดมีคุณภาพต่ำ การเข้าทำลายของเพลี้ยไฟระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน จะส่งผลทำให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็นหงิกงอ ใบไหม้ และต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์ แนวทางป้องกันแก้ไขการระบาดของเพลี้ยไฟ ให้เกษตรกรสำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟบนใบอ่อน ดอก และยอดอ่อนหากพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1ตัวต่อ 4 ดอก (0.25 ตัวต่อดอก) หรือ 1 ตัวต่อยอดหรือผลอ่อน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอลอัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ20 ลิตร หรือสาร อะซีทามิพริด 20% เอสพีอัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟสามารถต้านทานสารฆ่าแมลงได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473797

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทาน

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.24 น.

อธิบดีกรมปศุสัตว์เปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จังหวัดปราจีนบุรี

18 กุมภาพันธ์ 2563 ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เป็นประธานเปิดโครงการสัตวแพทย์พระราชทานในพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จังหวัดปราจีนบุรี ระหว่างวันที่ 17-21 กุมภาพันธ์ 2563 ณ พื้นที่อำเภอเมืองปราจีนบุรี อำเภอกบินทร์บุรี และอำเภอนาดี พร้อมด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี (นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล) นายอำเภอนาดี (นายนพดล งามเหลือ) นายอำเภอกบินทร์บุรี (นายวัลลภ ประวัติวงศ์) ปศุสัตว์เขต 2 (นายพนม มีศิริพันธุ์) ปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี (นายวรากร จิตรหลัง) คณะกรรมการโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ หัวหน้าส่วนราชการ คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ผู้นำท้องถิ่น และพี่น้องเกษตรผู้เลี้ยงสัตว์

การดำเนินงานโครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ เป็นงานสนองพระราชดำริ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง วัตถุประสงค์เพื่อการบริการประชาชนชาวไทย ให้มีความอยู่ดีกินดีโดยถ้วนหน้าและเสมอภาคกัน เป็นการแบ่งเบาพระราชกรณียกิจอีกทางหนึ่ง สร้างคุณประโยชน์ให้แก่เกษตรกรผู้ยากไร้ อยู่ห่างไกลและขาดโอกาส โครงการสัตวแพทย์พระราชทานฯ เพื่อให้บริการตรวจรักษาพยาบาลสัตว์ให้แก่สัตว์เลี้ยงของเกษตรกร เพื่อควบคุมป้องกันโรคระบาดทั้งจากสัตว์สู่สัตว์ และโรคสัตว์สู่คนไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดไปในพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยพัฒนาสุขภาพสัตว์เลี้ยงของเกษตรกรให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์มากขึ้น

ทั้งนี้ เป็นความร่วมมือแบบบูรณาการของสัตวแพทย์ไทย และบุคลากรทุกภาคส่วนทั้งในส่วนของวิชาชีพสัตวแพทย์และวิชาชีพอื่นๆ ต่างผนึกกำลังในการใช้เทคโนโลยี และวิทยาการอันทันสมัยของแขนงต่างๆ เพื่อบริการประชาชนให้ได้ผลสำเร็จตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นความโชคดีของเกษตรกรจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะได้รับการบริการจากบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีน้ำใจดีงาม ที่จะได้มาช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยของสัตว์และบรรเทาความทุกข์ร้อนของทุกท่าน

การปฏิบัติงาน มีการบริการประกอบด้วย การรักษาสัตว์ การตรวจสุขภาพ การถ่ายพยาธิให้กับโค กระบือ แพะ แกะ และสุกร การฉีดวัคซีน การผ่าตัดทำหมันให้สุนัขและแมว การผสมเทียม การตรวจสอบคุณภาพอาหารสัตว์ การอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้แก่นักเรียนและเกษตรกรในหลักสูตรที่ตรงความต้องการในพื้นที่ ได้แก่ การเลี้ยงสัตว์และการจัดการฟาร์ม โรคพิษสุนัขบ้า การตัดแต่งและการแปรรูปผลิตภัณฑ์ การจำหน่ายเนื้อสัตว์ การจัดนิทรรศการแสดงผลงาน การเสวนาปัญหาปศุสัตว์ การสาธิตและการปฏิบัติการทำหญ้าหมักฟางหมัก การทำแร่ธาตุก้อนและการจัดทำแปลงหญ้าพระราชทาน และการให้คำปรึกษาแนะนำด้านสุขภาพสัตว์ และอาหารสัตว์

ทั้งนี้ เพื่อให้สัตว์ได้รับการรักษาพยาบาลอย่างทั่วถึง ลดการสูญเสียสัตว์อันเนื่องมาจากอาการเจ็บป่วย ลดการแพร่กระจายของโรคระบาดสัตว์ รวมถึงโรคติดต่อระหว่างสัตว์และคน ให้เกษตรกรมีความรู้และสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในการดูแลรักษาสัตว์ป่วยเบื้องต้น และช่วยพัฒนาการเลี้ยงสัตว์ของประชาชนอย่างต่อเนื่องเพื่อความยั่งยืนของอาชีพต่อไป

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อน‘โครงการโขง เลย ชี มูล’ แก้วิกฤติอีสานแล้งอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473621

รายงานพิเศษ : เร่งขับเคลื่อน‘โครงการโขง เลย ชี มูล’ แก้วิกฤติอีสานแล้งอย่างยั่งยืน

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ฤดูฝนอาจมาล่าช้ายาวไปถึงต้นเดือนกรกฎาคม 2563 ทำให้วิกฤติภัยแล้งยาวนานและรุนแรงมากขึ้น ดังนั้น การวางแผนบริหารจัดการน้ำจึงต้องทำอย่างรอบคอบ และปฏิบัติให้ได้ สถานการณฺ์ภัยแล้งที่เกิดขึ้นปีนี้ ครอบคลุมทุกภูมิภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลางภาคใต้ตอนบน โดยเฉพาะภาคอีสาน ซึ่งปีนี้ต้องเผชิญภาวะน้ำท่วมช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา และภัยแล้งขณะนี้

เขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งมีปริมาณน้ำน้อยมาก โดยเฉพาะเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น อยู่ในขั้นวิกฤติปริมาณน้ำที่ใช้งาน ณ วันที่ 31 มกราคม 2563 ติดลบไป 131 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) หรือ -7.08% ของปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ ต้องงดปลูกพืชฤดูแล้งทุกชนิด จัดสรรเพื่ออุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเท่านั้น เช่นเดียวกับเขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เหลือเพียง 7 ล้านลบ.ม. หรือ 5.51% เขื่อนลำพระเพลิงจ.นครราชสีมา เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 17.84 ล้านลบ.ม. หรือ 11.61% เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 62.97 ล้านลบ.ม. หรือ 23.50% และเขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ เหลือปริมาณน้ำที่ใช้งานได้เพียง 18.56 ล้านลบ.ม. หรือ 10.43%

จะมีเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ และเขื่อนสิริธร จ.อุบลราชธานี เท่านั้นที่ปีนี้ปริมาณน้ำค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเขื่ือนลำปาว กรมชลประทานผันน้ำมาช่วยสนับสนุนการผลิตประปาเมืองมหาสารคาม เพื่อลดปริมาณใช้น้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ที่อยู่ในขั้นวิกฤติ ล่าสุด เขื่อนลำปาวมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 1,143.48 ล้านลบ.ม. หรือร้อยละ 57.75 ของปริมาณการกักเก็บ ส่วนเขื่อนสิริธรมีปริมาณน้ำ 1,520.15 ล้าน ลบ.ม.หรือร้อยละ 77.32 ของปริมาณการกักเก็บ

สำหรับการแก้ปัญหาภัยแล้งยั่งยืนของภาคอีสาน ค่อนข้างยากกว่าภูมิภาคอื่น เนื่องด้วยลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบสูง พื้นที่เหมาะสมสร้างอ่างเก็บน้ำมีน้อย แต่ใช่ว่าการแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานจะไม่สามารถทำได้ ปัจจุบันกรมดำเนินโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งหลายโครงการ ทั้งในพื้นที่ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูลและลุ่มน้ำโขง ล่าสุดมีการสำรวจพื้นที่ที่พัฒนาโครงการขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นฝาย แก้มลิง ประตูระบายน้ำ กระจายตามลุ่มน้ำต่างๆ ลักษณะคล้ายๆถาดขนมครก อย่างไรก็ตามการพัฒนาโครงการขนาดเล็กจะแก้ปัญหาได้ในพื้นที่แคบๆเท่านั้น ถ้าปีไหนฝนตกน้อย หรือฝนทิ้งช่วงนาน ปริมาณที่กักเก็บไว้จะไม่เพียงพอกับความต้องการ ดังนั้น ยังจำเป็นต้องมีโครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่มารองรับด้วย

ภัยแล้งปีนี้ มีเสียงจากคนอีสานพูดว่า….ถ้าโครงการโขง-เลย-ชี-มูล เป็นจริง ปัญหาภัยขาดแคลนน้ำในภาคอีสานจะไม่วิกฤติแน่นอน เพราะถ้าจะนำน้ำโขงเข้ามาใช้ประโยชน์จะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำในภาคอีสานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายเฉลิมเกียรติ คงวิชียรวัฒน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การดำเนินโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ขณะนี้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) กำลังศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการระยะที่ 1 อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้กรมได้ศึกษาความเหมาะสมโครงการระยะที่ 1 เสร็จแล้วเมื่อปี 2560 วัตถุประสงค์เพื่อจัดหาบริหารจัดการน้ำแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำ ในพื้นที่การเกษตรของภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยแรงโน้มถ่วง

“กรมชลประทานพร้อมบูรณาการร่วมกับสทนช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินโครงการโขง-เลย-ชี-มูลให้เป็นจริง เพื่อแก้ปัญหาน้ำได้ยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันภาคอีสานมีพื้นที่การเกษตร 63.85 ล้านไร่ แต่เป็นพื้นที่ชลประทานเพียง 8.69 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 13.61 ของพื้นที่การเกษตร ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่นอกเขตชลประทานต่ำกว่าผลผลิตของพื้นที่ชลประทานถึง 1 ใน 3 นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาดินเค็มถึง 10.48 ล้านไร่อีกด้วย จำเป็นต้องเร่งขยายพื้นที่ชลประทาน เพื่อสร้างความมั่นคงเรื่องน้ำ ซึ่งหากเพียงพอแล้ว รายได้ของคนอีสานจะเพิ่มขึ้นสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีแน่นอน” นายเฉลิมเกียรติกล่าว

สำหรับโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ที่ จ.เลย เนื่องจากมีค่าลงทุนสูงมาก จึงต้องแบ่งออกเป็น 5 ระยะ โครงการระยะที่ 1 ที่กรมศึกษา มีเป้าหมายส่งน้ำไปยังพื้นที่บางส่วนของโขงอีสานและชี และเติมน้ำลงเขื่อนอุบลรัตน์ เพิ่มพื้นที่ชลประทาน 1.69 ล้านไร่ ครอบคลุม 7 จังหวัด 27 อำเภอ ได้แก่ เลย หนองบัวลำภู ขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ชัยภูมิ และกาฬสินธุ์ มูลค่าลงทุนประมาณ 157,045 ล้านบาท ระยะเตรียมการ3 ปี ก่อสร้าง 6 ปี รวม 9 ปี ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA)

เขื่อนอุบลรัตน์ ปีนี้น้ำแห้งขอดมีปริมาณน้ำเหลือเพียงแค่ 450 ล้าน ลบ.ม. เป็นปริมาณน้ำที่ติดก้นอ่างฯเท่านั้น ทั้งที่เขื่อนแห่งนี้จุระดับกักเก็บถึง 2,431 ล้าน ลบ.ม. และมีความจุสูงสุด 4,640 ล้าน ลบ.ม. จึงยังมีพื้นว่างที่จะเติมน้ำได้อีกจำนวนมาก หากนำน้ำจากแม่น้ำโขงช่วงฤดูน้ำหลากมาเติมไว้ ปัญหาขาดแคลนน้ำจะไม่เกิดขึ้น และยังจะมีน้ำไปเติมเต็มให้โครงการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กที่รัฐบาลได้เร่งสำรวจเพื่อก่อสร้างอีกด้วย ซึ่งจะสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ได้ตลอดทั้งปีอย่างแน่นอน

โครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล หากจะพัฒนาให้เต็มศักยภาพ ก็จะสร้างอุโมงค์ส่งน้ำ 17 แถว คลองส่งน้ำ สายหลัก 6 สาย ระยะทางรวม 2,273 กม. สามารถเพิ่มปริมาณน้ำในลุ่มน้ำโดยผันน้ำจากแม่น้ำโขงเข้ามาได้ถึง 29,881 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี ทำให้มีพื้นที่รับประโยชน์ครอบคลุมถึง 20 จังหวัด 281 อำเภอ ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทานฤดูฝนได้ 33.57 ล้านไร่ โดยแบ่งเป็นพื้นที่ส่งน้ำด้วยแรงโน้มถ่วง 21.73 ล้านไร่ และพื้นที่ส่งน้ำด้วยระบบสูบน้ำอีก 11.84 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ชลประทานฤดูแล้งส่งน้ำให้ได้ 11.15 ล้านไร่ มีผู้ได้รับประโยชน์ในภาคการเกษตร 1.44 ล้านครัวเรือน หรือ 5.71 ล้านคน สร้างรายได้ภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 85,672 บาท/ครัวเรือน/ปี ลดความเสี่ยงจากฝนตกล่าช้าและฝนทิ้งช่วง สามารถส่งน้ำให้พื้นที่วิกฤติแห้งแล้งและส่งน้ำยากได้อย่างทั่วถึง

บทเรียนจากภัยแล้งครั้งนี้ น่าจะเป็นอีกแรงที่จะผลักดันโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ให้เป็นจริง อีสานจะได้เขียวขจี มั่นคง
มั่งคง ยั่งยืนเสียที….

เกษตรฯลุย16จว.สกัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473605

news_default

เกษตรฯลุย16จว.สกัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์  จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคใบด่างมันสำปะหลังพบว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ระบาด 56,138 ไร่ ใน 16 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยภูมิ นครราชสีมา นครสวรรค์ บุรีรัมย์ ปราจีนบุรี มหาสารคาม ระยอง ลพบุรี ศรีสะเกษ สระแก้ว สุรินทร์ และอุบลราชธานี ซึ่งพื้นที่ระบาด คิดเป็นร้อยละ 0.67 ของพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั้งประเทศ 8.43 ล้านไร่ และคณะรัฐมนตรีเห็นชอบดำเนินงานโครงการป้องกันและกำจัดโรคใบด่างมันสำปะหลัง  เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคฯ ที่จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและภาคอุตสาหกรรมมันสำปะหลังของประเทศ

ทั้งนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรลงพื้นที่ สำรวจชี้เป้าจุดระบาด กำจัดต้นมันสำปะหลังที่เป็นโรคและแมลงหวี่ขาวยาสูบ พาหะนำโรค พร้อมชดเชยรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกมันฯที่ได้รับผลกระทบอัตราชดเชยไร่ละ 3,000 บาท ส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ท่อนพันธุ์สะอาด ควบคุมการนำเข้าจากต่างประเทศและการขนย้ายท่อนพันธุ์ในประเทศ  รวมทั้งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรเพื่อป้องกันกำจัดโรคใบด่าง

จากการลงพื้นที่ของสศก. โดยศูนย์ประเมินผลติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ ในจ.ชลบุรี และฉะเชิงเทราระหว่างวันที่ 20-23 มกราคมพบว่า ขณะนี้ควบคุมสถานการณ์ระบาดใน 2 จังหวัดได้แล้ว โดยจ.ชลบุรี มีพื้นที่ปลูกมัน 162,860.75 ไร่ พบพื้นที่ระบาด 135 ไร่ ในอ.ศรีราชา เป็นพื้นที่ของเกษตรกร 8 ราย ขณะนี้ทำลายแล้ว 83 ไร่ ของเกษตรกร 5 ราย คิดเป็นร้อยละ 62 ของพื้นที่ระบาด ส่วนการจ่ายค่าชดเชยให้เกษตรกรจะพิจารณาอนุมัติเงินชดเชยโดยคณะอนุกรรมการฯระดับจังหวัด คาดว่าจะได้รับเงินชดเชยภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ส่วนพื้นที่ระบาดที่เหลืออยู่ในกระบวนการอนุมัติทำลายของคณะทำงานฯระดับอำเภอ  สำหรับจ.ฉะเชิงเทรา มีพื้นที่ปลูกมัน 141,753 ไร่ พบพื้นที่ระบาด 1,115 ไร่ ในอ.สนามชัยเขตและอ.พนมสารคาม เป็นพื้นที่ของเกษตรกร 69 ราย โดยพื้นที่ระบาดทั้งหมดอยู่กระบวนการอนุมัติการทำลายของคณะทำงานฯระดับอำเภอ

ด้านนางอัญชนา  ตราโช รองเลขาธิการ สศก. กล่าวเสริมว่า ในส่วนจังหวัดที่เหลือ สศก. มีแผนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์แก้ไขการระบาด โดยช่วงเดือนกุมภาพันธ์–มีนาคม เตรียมลงพื้นที่จ.สระแก้วและนครราชสีมา ซึ่งมีพื้นที่ระบาดสูงและมีอาณาเขตติดต่อกับกัมพูชาและยังคงมีการระบาดของโรค ทั้งนี้ หากเกษตรกรต้องการทราบข้อมูลโรคใบด่างมันสำปะหลัง หรือแจ้งสถานการณ์ในพื้นที่ ติดต่อได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ กรมส่งเสริมการเกษตรทุกอำเภอในพื้นที่

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน..กันดินพัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473619

news_default

รักษ์เกษตร : พืชคลุมดิน..กันดินพัง

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ในไร่นาของผมมีวัชพืชขึ้นรกมาก จนกำจัดไม่ไหว มีบางคนแนะนำให้ปลูกพืชคลุมดิน ผมอยากทราบว่า พืชคลุมดินมีประโยชน์อะไรบ้าง ขอบคุณครับ

สายชล อินทร์สอน

อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

คำตอบ

พืชคลุมดินเป็นพืชที่มีลำต้นอ่อนขึ้นง่ายในดินทุกประเภท มีการเจริญเติบโตเร็วมาก มีกิ่งก้านสาขามาก มีรากช่วยยึดผิวดินกันดิน ไม่ให้พังทลายเวลามีฝนตกหนัก น้ำบ่าไหลหลาก หรือมีลมพัดแรงส่วนใหญ่พืชคลุมดินสามารถไถกลบลงไปในดิน เพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้อีกด้วย พืชคลุมดินที่นิยมใช้ เป็นพืชตระกูลถั่วพืชตระกูลหญ้า เช่น หญ้าแฝก พืชอาหารสัตว์ต่างๆ เป็นต้น

ประโยชน์พืชคลุมดินจะช่วยให้ต้นไม้ได้รับประโยชน์หลายประการ คือ

1. ช่วยเพิ่มธาตุอาหารให้แก่ดิน เมื่อเศษกิ่งใบของพืชคลุมดินได้ร่วงหล่นทับถมลงบนผิวดิน ก็จะผุพังรวมตัวกับดินช่วยเร่งปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์ต่อพืช และยังเพิ่มจำนวนไส้เดือนและจุลินทรีย์ในดิน ให้เป็นแหล่งอาหารของต้นไม้ต่อไป

2. ช่วยป้องกันการชะล้างของหน้าดิน พืชคลุมดิน จะส่งรากลึกลงไปในดิน และยึดเม็ดดินไว้ ทำให้ผิวดินไม่ถูกกัดเซาะไปได้ง่าย เมื่อมีน้ำไหลแรง หรือฝนตกหนัก การทำสวนบนเนินลาดจึงจำเป็นต้องปลูกพืชคลุมดิน โดยปลูกพืชคลุมดินไว้ เช่น หญ้าแฝก ปลูกตามขั้นบันได จะช่วยยับยั้งความแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงได้ จึงเป็นการป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน นอกจากนี้ใบหรือเถาพืชคลุมดินที่เจริญอย่างหนาแน่น จะช่วยป้องกันไม่ให้เม็ดฝนที่มีขนาดใหญ่ กระทบผิวดินโดยตรง ช่วยลดการชะล้างหน้าดินลงด้วย

3. ช่วยเก็บความชื้นให้กับดิน หลังจากที่ฝนตกไปแล้ว พืชคลุมดินจะช่วยให้ดินเก็บน้ำได้ดีขึ้น และช่วยลดการระเหยของน้ำ ช่วยบังแสงแดดไม่ให้โดนผิวดินโดยตรง นอกจากนี้อินทรียวัตถุที่หล่นปกคลุมผิวดิน จะเป็นวัตถุคลุมดินที่ช่วยป้องกันการระเหยของน้ำเป็นอย่างดี พืชคลุมดินจะช่วยดูดเอาน้ำที่จะไหลผ่านลงไปสู่ดินชั้นล่างไว้ แทนที่จะปล่อยให้สูญไปโดยเปล่าประโยชน์ จึงทำให้ผิวดินชุ่มชื้นอยู่เสมอ

4. ช่วยกำจัดวัชพืช พืชคลุมดินส่วนมาก จะมีใบเป็นจำนวนมาก และหล่นทับถมบนผิวดินจนแสงสว่างส่องไม่ถึงผิวดิน เมื่อเป็นเช่นนี้วัชพืช จะไม่มีโอกาสงอกได้ เพราะถูกบังแสงแดด จนมีแสงไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ

5. ทำให้โครงสร้าง และสภาพของดินดีขึ้น ดินที่มีพืชคลุมดินขึ้นอยู่จะไม่เกาะกันแน่นเหมือนดินที่ไม่มีพืชขึ้นเลย พืชคลุมดินมีรากชอนไชไปในดิน และเป็นพืชที่ให้อินทรียวัตถุมาก จะทำให้ดินบริเวณนั้นร่วนซุย อากาศถ่ายเทได้สะดวก และอุ้มน้ำได้ดี ทำให้ดินมีโครงสร้างเหมาะแก่การเจริญเติบโตของไม้ผล อินทรียวัตถุจากพืชคลุมดิน จะช่วยทำให้เม็ดดินเหนียวติดกันเป็นก้อนมีขนาดโตกว่าปกติ ทำให้ดินร่วนขึ้น ทั้งนี้เพราะสารที่มีลักษณะคล้ายวุ้นในอินทรียวัตถุจะมาเคลือบเม็ดดินเหนียวซึ่งมีขนาดเล็กมาก ให้เป็นก้อนโตขึ้น และสารนี้ยังช่วยทำให้เม็ดทรายในดินทรายให้ติดกันแน่น ทำให้เหนียวขึ้นกว่าเดิม เมื่อรวมกับซากพืชเข้าแล้ว ดินทรายก็จะอุ้มน้ำได้ดีขึ้น

การคัดเลือกชนิดของพืชคลุมดิน ต้องเป็นพืชที่มีอายุหลายปี เพื่อที่จะได้ไม่ต้องปลูกบ่อยครั้ง เป็นพืชที่มีรากแน่นแผ่สาขาออกไปได้มาก จะช่วยยึดเหนี่ยวเม็ดดินให้ติดกัน ไม่พังทลายได้ง่าย ควรเป็นพืชที่ทนต่อสภาพแวดล้อม สามารถเจริญเติบโตได้ดี ทั้งกลางแจ้งและในร่ม เป็นพืชที่ทนต่อโรคและแมลง ถ้าเป็นพืชตระกูลถั่วจะช่วยเพิ่มธาตุไนโตรเจนให้แก่ดินได้ดี

นาย รัตวิ

เริ่มแล้วมาตรการปิดอ่าวไทย3เดือน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473606

news_default

เริ่มแล้วมาตรการปิดอ่าวไทย3เดือน

วันอังคาร ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังพิธีประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทย ประจำปี 2563 ที่ท่าเทียบเรือองค์การสะพานปลาปากน้ำชุมพร ต.ปากน้ำ อ.เมือง จ.ชุมพรว่า จากผลการศึกษาวิจัยทางวิชาการของกรมประมงพบว่าพื้นที่ทะเลของจ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี เป็นพื้นที่ที่สัตว์น้ำเศรษฐกิจหลายชนิด โดยเฉพาะปลาทู ซึ่งมีวงจรชีวิตในช่วงปิดอ่าวไทยตอนกลาง กรมประมงต้องดำเนินมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำป้องกันการใช้ทรัพยากรเกินกำลังการผลิตของธรรมชาติ  จึงกำหนดมาตรการทางกฎหมายขึ้น โดยประกาศใช้มาตรการปิดอ่าว  ซึ่งมีการกำหนดพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนกลาง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตร บางส่วนของจ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 15 ก.พ. – 15 พ.ค.และต่อด้วยเขตพื้นที่พิเศษ 7 ไมล์ทะเลและพื้นที่อ่าวประจวบฯ อีก 30 วันของทุกปี

ทั้งนี้ ได้กำหนดให้เครื่องมือประมงบางชนิดของกลุ่มประมงขนาดเล็ก ซึ่งไม่กระทบมาตรการปิดอ่าวให้ใช้ทำประมงได้ ทำให้สัตว์น้ำได้รับการคุ้มครองไม่ถูกจับมาใช้ประโยชน์จนเกินสมควร เปิดโอกาสให้พ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำได้วางไข่แพร่ขยายพันธุ์ และสัตว์น้ำวัยอ่อนได้เลี้ยงตัวเจริญเติบโต สานต่อวงจรชีวิตสัตว์น้ำให้อุดมสมบูรณ์ตลอดไป

สำหรับพิธีประกาศปิดอ่าวฯมีการประกอบพิธีบวงสรวงพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภากรเกียรติวงศ์ กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ พร้อมปล่อยขบวนเรือเจ้าหน้าที่เพื่อออกปฏิบัติหน้าที่ช่วงการประกาศใช้มาตรการ และร่วมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำลงทะเลจังหวัดชุมพร เพื่อให้ได้ไปเผยแพร่ขยายพันธุ์  นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับสมาคมประมงแห่งประเทศไทย ภาคเอกชน และชาวประมงตระหนักถึงการลดขยะทะเลจากภาคการประมงด้วย

‘ประภัตร’ประชุมปศุสัตว์ภาคเหนือตอนล่าง โครงการเกษตรสร้างชาติเสริมรายได้หน้าแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/473599

‘ประภัตร’ประชุมปศุสัตว์ภาคเหนือตอนล่าง โครงการเกษตรสร้างชาติเสริมรายได้หน้าแล้ง

วันจันทร์ ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.59 น.

17 กุมภาพันธ์ 2563 นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมซักซ้อมการปฏิบัติงาน เพื่อขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์และกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง กรมปศุสัตว์ กับ ธ.ก.ส. พร้อมด้วย นายไพบูรณ์ ณะบุตรจอม รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก นายสุรพล ธัญญเจริญ ปศุสัตว์เขต 6  นายวิวัฒน์ ไชยชะอุ่ม ผู้อำนวยการกองส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์ และนายสมบัติ ชื่นชม ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักงาน ธ.ก.ส.จังหวัดพิษณุโลก โดยมี สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด/ ปศุสัตว์อำเภอ ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ทั้ง 9 จังหวัด เกษตรจังหวัด กรมชลประทาน รวมทั้งหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในจังหวัดพิษณุโลก ตลอดจนหน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ กรมป่าไม้ และกรมทรัพยากรน้ำบาดาล เข้าร่วม ณ ห้องประชุมพระพุทธชินราช ชั้น 7 ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก อ.เมืองพิษณุโลก จ.พิษณุโลก

ที้งนี้นายประภัตร บอกว่า รัฐบาลนำโดย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีฯ มีความเป็นห่วงพี่น้องเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ที่เป็นผลกระทบจากภัยพิบัติต่างๆ ต่อเนื่องมาทั้งอุทกภัย และภัยแล้ง จึงมีนโยบายให้ความช่วยเหลือเกษตรกรและประชาชนให้สามารถประกอบอาชีพ สร้างอาชีพทางเลือกใหม่ ที่มีศักยภาพทางด้านการตลาดรองรับ เช่น การเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งครม. ได้อนุมัติโครงการสินเชื่อให้ ธกส ในวงเงิน 50,000 ล้าน ปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ยล้านละหนึ่งร้อยบาทต่อปี โดยเกษตรกรต้องรวมกลุ่มจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน มีสมาชิกกลุ่มละ 10 คน โดยนายกฯ ได้เน้นย้ำว่าในการจัดตั้งกลุ่มนั้นจะต้องดึงเกษตรกรที่ด้อยโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมด้วย ตลอดจนจะต้องมีคอกกลางหรือคนกลาง ที่จะมาทำหน้าที่ในการรวบรวมผลผลิตของแต่ละจังหวัด ทำการขึ้นทะเบียนโคทุกตัว รวมทั้งต้องได้ใบรับรองจากกรมปศุสัตว์ในการตรวจโรค เพื่อให้เป็นระบบที่ได้มาตรฐาน ยกระดับของอุตสาหกรรมการเลี้ยงโคในประเทศให้สูงขึ้น ซึ่งคอกกลางมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยพยุงและรักษาเสถียรภาพของราคาให้ผู้เลี้ยงโคไม่ถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลางอีกด้วย

อย่างไรก็ตามล่าสุด ได้รับข้อมูลจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุนว่าขณะนี้ มีความพยายามของผู้ซื้อที่จะกดราคารับซื้อโคขุนของเกษตรกรจากพ่อค้าคนกลาง ดังนั้นจึงได้สั่งการให้กรมปศุสัตว์ออกมาตรการหรือสนับสนุนให้เกษตรกรรวมตัวกันเป็นเครือข่าย ชมรม หรือสมาคมผู้ขุนโคในแต่ละพื้นที่ เพื่อช่วยกันดูแล ในด้านการผลิตและการจำหน่ายผลผลิตของมวลสมาชิก ให้มีการซื้อขายอย่างเป็นธรรม เพื่อให้ราคาโคเนื้อมีชีวิต กิโลกรัมละไม่ต่ำกว่า 100 บาท

ทั้งนี้ สำนักงานปศุสัตว์เขต 6 มีพื้นที่รับผิดชอบ 9 จังหวัด ได้แก่ จ.กำแพงเพชร จ.ตาก จ.นครสวรรค์ จ.พิจิตร จ.พิษณุโลก จ.เพชรบูรณ์ จ.สุโขทัย จ.อุตรดิตถ์ และ จ.อุทัยธานี มีเกษตรกรผู้เลี้ยงโคทั้งสิ้น 35,123 ราย โค 479,976 ตัว แบ่งเป็น 1.โคเนื้อ (โคพันธุ์, โคลูกผสม) 14,225 ราย 192,266 ตัว 2.โคขุน 1,241 ราย 15,337 ตัว และ 3.โคพื้นเมือง 19,657 ราย 272,373 ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือ 7,735 ราย 87,862 ตัว เกษตรกรผู้เลี้ยงแพะ 1,891 ราย 64,396 ตัว และเกษตรกรผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง 301,164 ราย 11,394,322 ตัว ที่สำคัญ เป็นพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการขุนโค ที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศ เกษตรกรนิยมเลี้ยงโคขุนกันอย่างแพร่หลาย