ไฟเขียวแนวทางบริหารจัดการผลไม้ปี2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472070

news_default

ไฟเขียวแนวทางบริหารจัดการผลไม้ปี2563

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการพัฒนาและบริหารจัดการผลไม้ (Fruit Board) ครั้งที่ 1/2563ว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบแนวทางบริหารจัดการผลไม้ ปี 2563 เน้นต้องมีข้อมูลการผลิตชัดเจน เพื่อเชื่อมโยงกับตลาดผู้ซื้อได้ เพื่อให้จังหวัดบริหารจัดการผลไม้แบบเบ็ดเสร็จด้วยตัวเอง มีหลักการทำงานคือ 1)บริหารจัดการเชิงคุณภาพ โดยจัดทำแผนบริหารจัดการผลไม้ในพื้นที่ มีคณะกรรมการเพื่อแก้ปัญหาเกษตรกรอันเนื่องมาจากผลิตผลการเกษตรระดับจังหวัด (คพจ.) เป็นแกนหลักการถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการพัฒนาคุณภาพผลไม้ และ2) การบริหารจัดการเชิงปริมาณ ปรับสมดุลข้อมูลของอุปสงค์และอุปทานทำข้อมูลประมาณการผลผลิต (Supply) ส่วนกระทรวงพาณิชย์เชื่อมโยงและหาตลาดรองรับผลผลิตจัดทำข้อมูลความต้องการทางการตลาด (Demand) ตลอดจนคพจ.ปรับสมดุลข้อมูลอุปทานอุปสงค์และเตรียมแผนเผชิญเหตุรองรับปริมาณผลผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงที่ผลผลิตออกมาก หวังให้เกษตรกรยังขายผลผลิตได้ราคาที่เป็นธรรม มีราคามาตรฐานที่เกษตรกรขายได้ไม่ต่ำกว่า ต้นทุน + กำไร 30% มาตรการจะจัดทำเป็นแผนบริหารจัดการเชิงรุก มีกระทรวงเกษตรฯรับผิดชอบด้านการผลิตให้ได้คุณภาพมาตรฐาน GAP, มกษ. สถานประกอบการ(ล้ง) ผ่านการรับรอง GMP และกระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบด้านการตลาด การผลักดันส่งออก ส่งเสริมการจำหน่ายผลผลิตผ่านช่องทางสมัยใหม่ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ 3.การบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน ทั้งกลไกปกติ และทำแผนเผชิญเหตุกรณีเกิดผลผลิตส่วนเกินในช่วง peak โดยเฉพาะทุเรียนต้องเตรียมแผนรองรับการส่งออกไปจีน ซึ่งเกิดปัญหาแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาต้องวางแผนการกระจายผลผลิตทั้งในและต่างประเทศ การเพิ่มมูลค่าผลผลิต เช่น แปรรูป แช่แข็ง รวมถึงประชาสัมพันธ์กระตุ้นการบริโภคในแหล่งท่องเที่ยวจนสิ้นสุดฤดูกาล

นายอลงกรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมยังได้รายงานคาดการณ์ข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคเหนือ ปี 2563 ณ วันที่ 24 ม.ค. 2563 ดังนี้ ลำไยใน 8 จังหวัดภาคเหนือ มีผลผลิตรวม 699,815 ตัน แยกเป็นลำไยในฤดู 439,850 ตัน ลำไยนอกฤดู 259,965 ตัน ผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือน ส.ค. ส่วนลิ้นจี่มีผลผลิตรวม 33,873 ตัน
เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 11,783 ตันหรือร้อยละ 53.34 ผลผลิตออกสู่ตลาดมากสุดในเดือน พ.ค.

สำหรับการคาดการณ์ข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ปี 2563 (ทุเรียน มังคุด เงาะและลองกอง) ผลผลิตทุเรียนรวม 599,708 ตันเพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 104,165 ตัน หรือ ร้อยละ21.02 ผลผลิตมังคุดรวม 204,745 ตัน เพิ่มขึ้น 25,135 ตัน หรือร้อยละ 13.99 ผลผลิตเงาะรวม 224,390 ตัน เพิ่มขึ้น 33,301 ตัน หรือร้อยละ 17.43 และผลผลิตลองกองรวม 24,173 เพิ่มขึ้น 3,880 ตัน หรือร้อยละ 19.12 ซึ่งผลผลิตจะเพิ่มขึ้นทุกชนิด เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวยและราคาดี จูงใจให้เกษตรกรดูแลรักษาดีขึ้น

ชู ‘KUBOTA Farm’โมเดล นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่แห่งแรกของอาเซียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/472068

news_default

ชู ‘KUBOTA Farm’โมเดล นวัตกรรมเกษตรสมัยใหม่แห่งแรกของอาเซียน

วันอังคาร ที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้าฯเปิดเผยว่า จากที่เรามุ่งหวังให้เกษตรกรได้เข้าถึงทุกนวัตกรรมที่ใช้ได้จริงผ่านการลงมือทำและเห็นด้วยตาตนเอง จึงเริ่มพัฒนา KUBOTA Farm ขึ้นมาเพื่อต่อยอดแนวคิด KUBOTA (Agri) Solutions หรือ KAS ซึ่งเป็นการจัดการเกษตรกรรมครบวงจรที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของคูโบต้า ด้วยการใช้เทคนิคเพาะปลูกผสานเทคโนโลยีและนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรเข้าด้วยกัน อีกทั้ง ยังมีระบบจัดการฟาร์มที่ช่วยวางแผนปฏิบัติการ ตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไขในการทำการเกษตร รวมถึงใช้โดรนฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์แทนแรงงานคน โดยนำเสนอเทคโนโลยี loTและ Robot ช่วยลดแรงงานและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานแม่นยำมากขึ้น ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน เพิ่มคุณภาพ ผลผลิตและรายได้ ตลอดจนยกระดับสร้างมาตรฐานเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในตลาดโลก และช่วยลดผลกระทบที่อาจเกิดกับเกษตรกร รวมถึงสิ่งแวดล้อม

KUBOTA Farm เป็นฟาร์มสร้างประสบการณ์จริงในการเพาะปลูกพืชด้วยวิธีเกษตรสมัยใหม่ ให้ความรู้และเน้นปฏิบัติจริงในการทำการเกษตรเต็มรูปแบบแห่งแรกในอาเซียน มีเนื้อที่กว่า 220 ไร่ ออกแบบภายใต้แนวคิด End to End Solutions ที่ติดตั้งระบบจัดการฟาร์มด้วย IoT (Internet of Things) มาใช้ในระบบบริหารจัดการเครื่องจักรกลการเกษตร คาดว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ต้นเดือนสิงหาคม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สนใจการเกษตรได้รู้จักและทดลองใช้งานนวัตกรรมเครื่องจักรกลการเกษตรทันสมัยของสยามคูโบต้า โดยมีโซนต่างๆ ดังนี้

1. โซนให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการทำเกษตรครบวงจร 2.โซนเกษตรแม่นยำข้าวและพืชหลังนา การนำนวัตกรรมมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำเกษตรแม่นยำมากขึ้น 3.โซนเกษตรสมัยใหม่พืชไร่ แสดงรูปแบบการเพาะปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และข้าวโพดด้วยเครื่องจักรกลการเกษตรครบวงจรทุกขั้นตอน เทคนิคลดต้นทุน เพิ่มผลกำไร แนะแนวทางจัดการน้ำเทคนิคปลูกอ้อยน้ำน้อย การปรับระดับดินตามแนวความลาดชันด้วยเลเซอร์ ตลอดจนวิธีและนวัตกรรมเกษตรที่เหมาะสมในการลดการเผาหลังเก็บเกี่ยว (Zero Burn)

4.โซนเกษตรทฤษฎีใหม่ ที่น้อมนำแนวพระราชดำริบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและนำเสนอเทคโนโลยีที่ช่วยพัฒนารูปแบบการเกษตรสมัยใหม่ เช่น ระบบน้ำสั่งการด้วย Smart Device เทคโนโลยีวัดความหวานเพื่อเพิ่มมูลค่า เทคโนโลยีเครื่องปลูกผักกึ่งอัตโนมัติ เทคโนโลยีเตรียมแปลงปลูกผัก เทคโนโลยีเพาะกล้าผัก และการปลูกพืชในโรงเรือน 5.โซนก่อสร้าง นำเสนอโซลูชั่นเครื่องจักรกลสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้างและการเกษตร แบบมืออาชีพ การขุดบ่อน้ำขนาดเล็กลดความเดือดร้อนเมื่อประสบปัญหาน้ำท่วมหรือภัยแล้ง

6.โซนวิจัยเกษตรโซนปาล์มน้ำมัน ยางพารา และผลไม้ นำเสนอรูปแบบการเพาะปลูกเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานด้วยเทคโนโลยีเครื่องจักรกล การสร้างรายได้จากการปลูกพืชเสริมในร่อง หรือแถวระหว่างต้น 7.โซนวิจัยเกษตรครบวงจรด้วยนวัตกรรมเกษตร รวมถึงการวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพดิน ร่วมกับกรมพัฒนาที่ดิน 8.โซนอบรมเกษตรครบวงจร พื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้เกษตรให้เกษตรกรและผู้สนใจ นำกลับไปใช้พัฒนาในพื้นที่ของตนเองได้ 9.โซนสร้างประสบการณ์เทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า พื้นที่ทดลองใช้และเลือกเทคโนโลยีเครื่องจักรกลการเกษตรคูโบต้า ที่เหมาะกับการเพาะปลูกของเกษตรกร

เฮลั่น!กมธ.จ่อชงรัฐบาลจัดสรรงบ5หมื่นล้าน หนุนเกษตรกรเลี้ยง‘โค-กระบือ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471960

news_default

เฮลั่น!กมธ.จ่อชงรัฐบาลจัดสรรงบ5หมื่นล้าน หนุนเกษตรกรเลี้ยง‘โค-กระบือ’

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 11.27 น.

“หมอระวี”เผย กมธ.แก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรม เตรียมชงรัฐบาล จัดสรรงบ 5 หมื่นล้าน ผ่าน ธ.ก.ส.ให้เกษตรกรกู้ สนับสนุนให้หันมาเลี้ยงโค-กระบือ เพิ่มขึ้น 

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 10.00 น. นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่ ได้โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัว โดยกล่าวถึงกรณีประเด็นปัญญาโคกระบือ ที่ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ประกอบอาชีพค้าเนื้อชำแหละและฟาร์มโคขุนว่า เมื่อวันที่ 5 กพ.63 ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาราคาผลิตผลเกษตรกรรมที่มีนาย ณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ เป็นประธานคณะกรรมาธิการ ได้มีการเชิญ ตน, นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ,หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง,ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ,กลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโค, ตัวแทนกลุ่มพ่อค้าชำแหละเนื้อขายเข้าร่วมปรึกษาหารือเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน

นพ.ระวี กล่าวต่อว่า สุดท้ายได้ข้อสรุปที่เห็นด้วยกันทุกฝ่าย คือ รัฐบาลสนับสนุนเกษตรไทยให้หันมาเลี้ยงโค โดยรัฐบาลจะให้งบ 50,000 ล้านบาท ผ่าน  ธ.ก.ส.ซึ่งธ.ก.ส.จะให้เกษตรกรกู้อัตราดอกเบี้ย 0.01% เท่านั้น ทั้งนี้เกษตรกรที่จะเลี้ยงโคขุน จะมีบริษัทที่จะมาเซ็นสัญญาซื้อล่วงหน้าในราคามากกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม ราคาปัจจุบัน  105 -107 บาทต่อ กิโลกรัม ประมาณรายได้เกษตรกรผู้เลี้ยงโคขุน  8,000 – 10,000 บาทต่อตัว ระยะเวลาขุนโคประมาณ 4 เดือน และจะมีระบบประกันชีวิตโคขุนทุกตัว อัตรา 200 กว่าบาทต่อตัว ถ้าโคขุนเกิดตาย เกษตรกรจะได้รับการชดเชยไม่ขาดทุน

นพ.ระวี ยังกล่าวต่อว่า รัฐบาลจะคอยควบคุมการนำเข้าและส่งออก โค กระบือให้เหมาะสม อาจจะมีการปิดเปิด เป็นระยะ ๆ ให้เกิดความสมดุลระหว่างรายได้ของเกษตรกรผู้เลี้ยงโค และราคาเนื้อสำหรับบริโภคของคนไทยทั่วประเทศ โดยห้ามส่งออกวัวตัวเมียและลูกวัว,ห้ามส่งออกโคขุนที่น้ำหนักน้อยกว่า 450 กก/ตัว เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรไทยมากที่สุดก่อนส่งออก ในขั้นต้นรัฐบาลเจรจาส่งโคขุนไปจีน  250,000 ตัว ผ่านพรมแดนลาว ในส่วนของการควบคุมการนำเข้าส่วนมากจะมีการนำเข้าผ่านทางพรมแดนไทย-พม่า โดยวัวนำเข้าส่วนมากจะผอม น้ำหนักประมาณ 250 กิโลกรัมต่อตัว ซึ่งเหมาะที่จะนำเข้ามาให้เกษตรกรไทย มาขุนในประเทศให้ได้น้ำหนักเป็น 450 กิโลกรัมต่อตัว ก่อนส่งออก

“รัฐบาลควบคุม ราคาโค กระบือ ทั้งระบบ โดยให้เป็นการซื้อขายด้วยการชั่งน้ำหนักไม่ใช่วิธีประเมินด้วยสายตาของพ่อค้า เพราะเกษตรกร มักจะเสียเปรียบ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1.ราคานำเข้าโค จากพม่า ประมาณ 80- 90 บาทต่อกิโลกรัม ราคาส่ง 2.ราคาโคขุนที่จะขายในประเทศและส่งออกอย่างน้อย  100 บาทต่อกิโลกรัม  3.ราคาเนื้อชำแหละ ในตลาดสำหรับผู้บริโภคอยู่ในระดับ  250 – 300 บาทต่อกิโลกรัม ในส่วนปัญหา FTA ระหว่างไทยกับออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่ปีหน้า ภาษีนำเข้าจาก 0% อาจจะมีผลกระทบต่อการเกษตรไทย ที่เลี้ยงโค หน่วยงานต่างๆ ได้เตรียมมาตรการป้องกันผลกระทบ เรียบร้อยแล้วและกระทรวงเกษตร ส่งเสริมให้เกษตรกรไทย เลี้ยงโคเนื้อพรีเมี่ยม เพื่อเข้าแข่งขัน กับการนำเข้าเนื้อ จากต่างประเทศ ไว้แล้ว มาตรการทั้งหมดนี้ ทุกฝ่ายที่ร่วมประชุมเห็นชอบร่วมกันที่จะทำให้เกษตรกรไทยมีอาชีพที่มั่นคงโดยจะไม่มีผลกระทบในราคาเนื้อบริโภคของคนไทยทั่วประเทศ” นพ.ระวี กล่าว

กยท.เร่งปราบหมอนยางเทียมตีแบรนด์ไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471883

news_default

กยท.เร่งปราบหมอนยางเทียมตีแบรนด์ไทย

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กยท. รับเรื่อง หลังมีการร้องเรียนพบหมอนยางพาราเทียมทะลักเข้ามาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าท้องตลาด แถมตีตราเมดอินไทยแลนด์ สะเทือนถึงกลุ่มโรงงานผลิตหมอนยางพาราของไทย ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่ รายย่อย และสหกรณ์ยางพาราทั่วประเทศ ได้รับความเดือนร้อน กยท. จึงเร่งประสานหน่วยงานภาครัฐเข้าตรวจสอบควบคุม พร้อมยินดีช่วยตรวจสอบส่วนประกอบหมอนยางพารา

นางณพรัตน์ วิชิตชลชัย รองผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (รองผู้ว่าฯกยท.) ด้านอุตสาหกรรมยางและการผลิตยางเปิดเผยถึงกรณีมีการร้องเรียนเรื่องพบหมอนยางพาราปลอมจากจีนทะลักเข้ามาจำหน่ายในราคาต่ำกว่าความเป็นจริงว่า กยท.ได้รับรายงานเรื่องดังกล่าว และประสานหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการควบคุมการนำเข้าหมอนยางพาราจากจีน ในส่วนผู้ประกอบการส่งออกหมอนยางพารา โรงงานผลิตหมอนยางพารา สามารถส่งตัวอย่างหมอนยางพาราให้ กยท. ตรวจสอบส่วนประกอบของหมอนยางพาราที่ผลิตได้ว่ามีปริมาณเนื้อยางเป็นยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์ โดยติดต่อได้ที่ศูนย์บริการทดสอบรับรองภาคกลาง (กรุงเทพมหานคร) ซึ่งมีความพร้อมและมีเครื่องมือทดสอบยางฟองน้ำลาเท็กซ์สำหรับทำหมอนตามการรับรองมาตรฐาน มอก.2741-2559 และยางฟองน้ำลาเท็กซ์สำหรับทำที่นอนตาม มอก. 2747-2559 โดยการทดสอบดังกล่าวจะทดสอบปริมาณเนื้อยางทั้งหมด ซึ่งจะสามารถระบุได้ว่าส่วนประกอบยางพาราในผลิตภัณฑ์เป็นยางธรรมชาติหรือยางสังเคราะห์

นางณพรัตน์กล่าวต่อว่า กยท.ต้องขอความร่วมมือผู้เกี่ยวข้อง ถ้าพบเห็นหรือมีเบาะแสน่าสงสัยว่ามีโรงงานผลิตหมอนยางพาราในไทยดำเนินการดังกล่าว หรือพบเห็นว่ามีโรงงานผลิตหมอนยางพาราในไทยรายใดที่นำเข้าหมอนยางพาราที่ไม่ได้มาตรฐานจากแหล่งอื่นมาตีตราแบรนด์ไทย โดยไม่ได้ผลิตหมอนจากยางพาราธรรมชาติจริง สามารถแจ้งความต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หรือตำรวจท่องเที่ยวเพื่อเข้าตรวจสอบดำเนินการต่อไป

กรมชลฯจับมือกก.ลุ่มคลองวังโตนด แบ่งปันน้ำต้นทุนอ่างประแสร์ระยอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471884

news_default

กรมชลฯจับมือกก.ลุ่มคลองวังโตนด แบ่งปันน้ำต้นทุนอ่างประแสร์ระยอง

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจร่วม (MOU) ระหว่างกรมชลประทาน กับคณะกรรมการ
ลุ่มน้ำคลองวังโตนดว่า จะเริ่มแผนปฏิบัติการเฉพาะกิจแบ่งปันน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนดมาให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ ในจ.ระยองตั้งแต่วันที่ 1-25 มีนาคม โดยปล่อยน้ำจากอ่างฯ ประแกด จ.จันทบุรี อัตรา7.5 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)ต่อวินาที หรือวันละ 648,000 ลบ.ม. เพื่อส่งน้ำสนับสนุนให้อ่างฯประแสร์วันละ 432,000 ลบ.ม. ส่วนมวลน้ำที่เหลือ 216,000 ลบ.ม. จะไหลลงลุ่มน้ำวังโตนดเป็นน้ำต้นทุนและรักษาระบบนิเวศให้พื้นที่ด้านล่างต่อไป

จากสถานการณ์ภัยแล้ง กรมชลฯคาดการณ์ว่า ช่วงเดือนเมษายนจะเหลือปริมาณน้ำในอ่างฯ ประแสร์ใกล้เคียง Dead Storage ที่สุด จึงต้องเสริมน้ำต้นทุนให้อ่างฯประแสร์ แหล่งเก็บน้ำสำคัญ ทั้งนี้ การแบ่งปันน้ำระหว่างลุ่มน้ำครั้งนี้ นอกจากช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้กิจกรรมการใช้น้ำในจ.ระยองแล้ว ยังช่วยเพิ่มน้ำต้นทุนให้จ.ชลบุรี ด้วย เนื่องจากพื้นที่ภาคตะวันออกมีระบบท่อผันน้ำเป็นพวงเชื่อมโยงถึงกัน ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมใช้น้ำในภาคเกษตร พาณิชยกรรม อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยวของภาคตะวันออกไม่หยุดชะงัก สร้างความมั่นใจให้ประชาชน นักท่องเที่ยวและนักลงทุน กล่าวได้ว่าการแบ่งปันน้ำครั้งนี้เป็นกุญแจบริหารจัดการน้ำ ที่ทุกฝ่ายจะได้ช่วยเหลือแบ่งปันกัน ให้ผ่านพ้นวิกฤติภัยแล้งครั้งนี้ไปได้

รองอธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า ลุ่มน้ำคลองวังโตนดมีปริมาณน้ำท่ารายปีถึง 1,237 ล้านลบ.ม. ขณะนี้กรมชลฯก่อสร้างอ่างเก็บน้ำประแกดเสร็จสิ้น เก็บน้ำได้ 60 ล้านลบ.ม. และภายในปี 2565 จะเร่งสร้างอ่างฯคลองพวาใหญ่ และอ่างฯคลองหางแมวให้เสร็จ เก็บน้ำรวมกันได้อีก 148.8 ล้านลบ.ม. และอ่างฯคลองวังโตนด ที่อยู่ระหว่างพิจารณารายงานศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ (EHIA) โดยทั้ง 4 อ่างฯ เก็บน้ำรวมกันได้ 308.5 ล้านลบ.ม. ซึ่งกรมจะเร่งสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้ลุ่มน้ำคลองวังโตนดและลุ่มน้ำอื่นอไป

ด้านรองศาสตราจารย์เจริญปิยารมย์ ประธานคณะกรรมการลุ่มน้ำคลองวังโตนด กล่าวว่า ภาพรวมของอ่างฯ ประแกดปีนี้ เก็บน้ำได้เต็มความจุ60.26 ล้านลบ.ม. ความต้องการใช้น้ำ 35 ล้านลบ.ม. เหลือน้ำประมาณ 25 ล้านลบ.ม. ที่จะได้ผันไปช่วยจ.ระยองและชลบุรี โดยจะผันน้ำไปทั้งสิ้นปริมาณ 10 ล้านลบ.ม. เนื่องจากลมมรสุมจากอ่าวไทยพัดไปไม่ถึงระยองและชลบุรี ทำให้สภาพฝนลดไปกว่าปกติกว่าครึ่ง ขณะที่จันทบุรีได้รับฝนปกติ การผันน้ำ 10 ล้านลบ.ม. เพื่อช่วยเหลือพื้นที่ประสบปัญหานับว่าเป็นการใช้น้ำเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

‘ตำรับอาหารพาข้าวผู้ไท’ ปรับตัวหาทางรอดในวิกฤตินํ้าโขง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471861

news_default

‘ตำรับอาหารพาข้าวผู้ไท’ ปรับตัวหาทางรอดในวิกฤตินํ้าโขง

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปี 2553 ชาวบ้านในเขตพื้นที่ อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี เริ่มสังเกตพบความผิดปกติของแม่น้ำโขง โดยพบว่า แม่น้ำโขงมีการขึ้น-ลงผิดไปจากธรรมชาติ ส่งผลกระทบกับชีวิตของชาวบ้านที่ส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงหาปลาในแม่น้ำโขง ผลกระทบจากการทำน้ำขึ้นลงไม่เป็นไปตามธรรมชาตินั้นทำให้ปลาไม่ขยายพันธุ์ และตลิ่งริมแม่น้ำโขงเริ่มทรุด

ชาวบ้านที่นี่เชื่อว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ระบบนิเวศแม่น้ำโขงเปลี่ยนแปลงไป เกิดจากการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่กั้นแม่น้ำโขงทั้งทางฝั่งประเทศจีนและลาว ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทำให้ชาวบ้านรวมกลุ่มกันลุกขึ้นมาทำงานวิจัย “การปรับตัวด้านเศรษฐกิจของชุมชนภายใต้สถานการณ์เปลี่ยนแปลงของลุ่มน้ำโขง” โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

หนึ่งในการปรับตัวของชาวบ้าน คือการริเริ่มฟื้นฟู “ตำรับอาหารพาข้าวผู้ไท” โดยนายนนทชัย โคตรอ่อน เปิดเผยว่า หลังจากที่ชาวบ้าน ต.โคกก่ง อ.ชานุมาน จ.อุบลราชธานี ประสบปัญหาจากวิกฤติแม่น้ำโขง ทำให้ชาวบ้านที่นี่เริ่มคิดปรับตัวโดยการร่วมกันทำงานวิจัย กระทั่งพบว่า ตำรับอาหารพาข้าวผู้ไทจะเป็นหนึ่งในทางรอดกับการต่อสู้กับวิกฤตินี้ จึงร่วมกันหาแนวทางการเพิ่มมูลค่าผลผลิตในพื้นที่ โดยอาศัยต้นทุนทางทรัพยากรที่มีในชุมชน นำมาประยุกต์เป็นตำรับเมนูอาหาร เกิดเป็นตำรับอาหาร พาข้าวผู้ไท

“หนึ่งตำรับจะประกอบด้วยอาหารหลัก คือ อาหารปิ้ง / ลาบหรือก้อย /ต้ม,แกง,อ่อม /คั่ว / หมก / นึ่ง / ป่น / ลวน / ซั่ว / แจ่ว / ตำ / ของหวาน ส่วนวัตถุดิบนั้นจะหมุนเวียนไปตามฤดูกาลที่หาได้จากชุมชน โดยสามารถเพิ่มมูลค่าให้ตำรับอาหารได้ถึง 500 บาท เป็นอาชีพทางเลือกสำหรับชาวบ้านนอกเหนือจากการทำประมง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพัฒนาต่อการสร้างมูลค่าด้านกลไกทางการตลาด” นายนนทชัย กล่าว

ขณะที่ รศ.ดร. เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สกสว. กล่าวเสริมว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันทำให้ชาวบ้านริมฝั่งโขงต่างต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอด โดยการทำงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ให้กับชาวบ้าน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ชาวบ้านมีความรู้เพื่อต่อสู้กับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างเช่น เมื่อไม่สามารถทำกินในแม่น้ำโขง ชาวบ้านต้องหันมาปรับเปลี่ยนวิธีทำกินโดยใช้ทุนทางทรัพยากร ทุนวัฒนธรรม และทุนจากองค์ความรู้ ก็จะทำให้ชาวบ้านสามารถต่อสู้กับวิกฤติได้

‘กุดรังโมเดล’ ต้นแบบแก้แล้งช่วยภาคเกษตร #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471862

‘กุดรังโมเดล’ ต้นแบบแก้แล้งช่วยภาคเกษตร

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“ภัยแล้งเป็นบ่อเกิดของความยากจน หากแก้ภัยแล้งได้ก็แก้ปัญหาความยากจนได้” คำกล่าวข้างต้นนั้นไม่เกินจริงแต่อย่างใดเพราะน้ำเป็นทรัพยากรที่สำคัญในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะสำหรับประเทศไทยที่ประชากรกว่าสิบล้านคนอยู่ในภาคเกษตรกรรม อันเป็นอาชีพที่ต้องพึ่งพาน้ำอย่างมาก สำหรับเกษตรนั้นปกติก็เผชิญกับความไม่แน่นอนของราคาผลิตอยู่แล้ว ยิ่งเจอปัญหาขาดแคลนน้ำเข้ามาด้วยก็ยิ่งซ้ำเติมให้ทุกข์ยากลำบากขึ้นเป็นทวีคูณ

“ตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2562 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ประเทศไทยต้องประสบปัญหาภัยแล้งรุมเร้าในหลายจังหวัด” โดยเฉพาะ “ภาคอีสาน” หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้มอบหมายให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นแม่งานหลักในการดูแลด้านการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ

ล่าสุด พล.อ.ประวิตร ได้มอบหมายให้ นายประสาน หวังรัตนปราณี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำพล.อ.ประวิตร เดินทางไปยัง อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม อันเป็นจังหวัดหนึ่งที่ประสบปัญหา “แล้งซ้ำซาก” มาตลอดทุกปี แต่สิ่งที่ได้เห็นจากการลงพื้นที่ในครั้งนี้โดยเฉพาะบริเวณ รร.บ้านหนองแสง ต.ห้วยเตย อ.กุดรัง ซึ่งในอดีตเป็นจุดหนึ่งที่แห้งแล้งมาก แต่ปัจจุบันกลับพบเห็นพื้นที่สีเขียวขึ้นมาบ้างแล้วด้วยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านประกอบกับการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ

อะไรคือ “ความน่าสนใจ” ของพื้นที่นี้? ถึงขั้นที่ นายประสาน ต้องเอ่ยปากชมและอยากให้ใช้เป็น “ต้นแบบ” ในการแก้ปัญหาภัยแล้งในพื้นที่จังหวัดอื่นๆ ด้วย เรื่องนี้ต้องเล่าย้อนไปในอดีตของ อ.กุดรัง ที่พอหลังจากฤดูเก็บเกี่ยว ชาวบ้านส่วนใหญ่จะทิ้งไร่นา อพยพไปทำงานที่อื่นเป็นการชั่วคราวเนื่องจากไม่มีแหล่งน้ำใช้ทำการเกษตร จึงไม่อาจประกอบอาชีพในถิ่นฐานบ้านเกิดได้ตลอดทั้งปี

“บางพื้นที่อาจมีแหล่งน้ำ แต่มีน้ำไม่พอใช้ได้ตลอดทั้งปี รวมถึงไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำที่เพียงพอ หรือน้ำที่มีไม่สามารถนำขึ้นมาใช้ได้เนื่องจากต้นทุนการสูบน้ำที่สูงกว่าราคาผลผลิตจึงไม่คุ้มค่าในการลงทุน จึงมีแนวคิดในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนออกมา ซึ่งถือว่าได้ผลเป็นอย่างดี และถือเป็นความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้านในอ.กุดรัง เอง โดยมีนักวิชาการที่มีเชี่ยวชาญให้คำแนะนำ ซึ่งจะมีการดำเนินโครงการสูบน้ำ 3 ระดับ คือ 1.ระบบสูบน้ำบาดาลสำหรับครัวเรือน 2.ระบบสูบน้ำบาดาลเพื่อการเกษตร และ 3.ระบบสูบน้ำขนาดใหญ่”

สำหรับ “ระบบสูบน้ำบาดาล” ซึ่งถือเป็นระบบสูบน้ำใต้ดินมาใช้ในชุมชน จะใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แทนการใช้ไฟฟ้า อีกทั้งยังส่งเสริมให้ชุมชนขยายตัวไปอยู่ในที่ทำกินของตัวเองแทนที่จะอยู่กันอย่างแออัดในชุมชนเดิม เพื่อให้ชุมชนได้มีที่ทำกิน มีไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ใช้ในครัวเรือน และมีน้ำจากพลังงานแสงอาทิตย์ในการประกอบอาชีพได้ตลอดทั้งปี เช่น ปลูกผัก เลี้ยงปลา ทั้งไว้รับประทานเองและจำหน่ายเป็นรายได้เสริม

นอกจากนี้ยังมี “ระบบสูบน้ำผิวดินขนาดใหญ่” เป็นการบริหารจัดการแหล่งน้ำที่มีอยู่ให้ชุมชนสามารถนำน้ำมาใช้ในต้นทุนต่ำ ลดต้นทุนการผลิตน้ำด้วยการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการสูบน้ำ สามารถสูบน้ำได้ถึง 2 ลิตรต่อวัน โดยสูบน้ำขึ้นมาเก็บในถังขนาดใหญ่เพื่อกระจายน้ำไปยังชุมชนได้หลายชุมชน อนึ่ง “มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารจัดการน้ำ” อาทิ มีเครื่องคอมมูนิเคเตอร์ผ่านดาวเทียม เป็นอุปกรณ์ควบคุมปั๊มระยะไกล

ซึ่งทำให้รู้ปริมาณน้ำบาดาลใต้ดินว่ามีปริมาณเท่าไหร่, น้ำที่สูบขึ้นมาได้กี่ลิตรต่อวัน,ปริมาณแสงแดดเฉลี่ยต่อวัน ต่อเดือนและต่อปี เท่าไหร่ซึ่งจะมีกราฟแสดงออกมาชัดเจน และเครื่องนี้สามารถช่วยปรับความเร็วรอบของมอเตอร์ปั๊มได้, สามารถเปิด-ปิดปั๊มในระยะไกลได้, สามารถควบคุมแรงดันและปริมาณน้ำได้ ทั้งหมดนี้สามารถส่งข้อมูลมายังส่วนกลาง ทำให้สั่งการจากส่วนกลางได้

“ยกตัวอย่างหากมีศูนย์กลางหรือวอร์รูมอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ก็สามารถสั่งการ หรือรู้ถึงสถานการณ์แบบเรียลไทม์ได้ ซึ่งวอร์รูมจะรู้ว่าขณะนี้บ่อบาดาลทั่วประเทศ ภาคไหนมีน้ำเท่าไหร่ ปริมาณแสงแดดเท่าไหร่ หรือหากจุดไหนมีปัญหาก็สามารถปิดระบบจากที่วอร์รูมได้ ระบบนี้จะทำให้สามารถวางแผนการใช้น้ำได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลระยะไกลผ่านดาวเทียมนี้จะมีค่าใช้จ่ายรายเดือนที่มาจากซิมการ์ด ซึ่งจะต้องจ่ายเป็นรายเดือนเป็นค่าอินเตอร์เนตประมาณเดือนละ 30-50 บาท

หากเป็นหน่วยงานของรัฐสามารถตั้งงบประมาณสนับสนุนได้ แต่หากกรณีที่เป็นชาวบ้านไม่มีเงินจ่ายค่าซิมการ์ด ก็สามารถควบคุมปั๊มน้ำผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือได้โดยผ่านบลูทูธ ซึ่งจะไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนแบตเตอรี่นั้น จะมีแผงโซลาร์เซลล์เล็กๆ ไว้เก็บพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ หากจุดไหนไม่มีไฟฟ้าก็ยังสามารถใช้อุปกรณ์ดาวเทียมนี้ได้”

สำหรับราคานั้นเครื่องนี้ปกติจะมาพร้อมกับระบบสูบน้ำอยู่แล้ว ถ้าซื้อปั๊มก็จะแถมตัวนี้มาให้ด้วย ราคาทั้งหมดจะอยู่ประมาณ 5 แสนบาท ประกอบด้วยแผงโซลาร์เซลล์ 2,500 วัตต์ถังพักน้ำขนาด 20 ลูกบาศก์เมตร และชุดปั๊มสูบน้ำ หากรัฐบาลสามารถดำเนินการตรงนี้ให้เกษตรกรได้ก็จะเป็นการช่วยยกระดับความเป็นอยู่ให้ประชาชนอย่างมาก ซึ่งรวมถึงการขุดบ่อสำหรับกักเก็บน้ำ หรือแก้มลิงด้วย

แต่ที่บ้านกุดรัง ชาวบ้านจะใช้วิธีรวมกลุ่มกัน 7 คนจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน โดยมีที่ดินที่ติดกันรวมแล้ว 15 ไร่ เพื่อสะดวกในการวางท่อ เบื้องต้นทางกองทุนพลังงานจะให้งบประมาณมา 5 แสนสำหรับซื้อเครื่องปั๊ม แต่บ่อบาดาลชาวบ้านขุดกันเอง ความคงทนของระบบนี้ ในส่วนของแผงโซลาร์เซลล์มีการรับประกันถึง 25 ปี ส่วนปั๊มสูบน้ำจะเป็นแบบแม่เหล็กซึ่งมีอายุการใช้งานยาวนาน

หากมีระบบนี้..ชาวบ้านที่ว่างเว้นจากการทำนาก็สามารถปลูกผักในฤดูแล้งได้ คงไม่จำเป็นต้องอพยพเข้าไปทำงานในเมืองอีก!!!

แสงระวี สุมณฑา

ชายคาพระพิรุณ : 10 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471888586851

ชายคาพระพิรุณ : 10 กุมภาพันธ์ 2563

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ในเมืองอู่ฮั่น อาจจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนในเร็ววันนี้ โดยสินค้าที่จีนหยุดนำเข้าในทันทีจากการปิดเมืองต่างๆ ที่นำร่องไปแล้วคือ กล้วยหอม และหากอีก 3 เดือนจากนี้ สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น อาจจะส่งผลกระทบต่อสินค้าผลไม้ที่มีความอ่อนไหวอื่นๆ ได้อีกอย่างแน่นอน โดยเฉพาะ ทุเรียน มังคุดลำไย ลิ้นจี่ เพราะจะเป็นช่วงที่มีผลไม้ชนิดนี้ออกสู่ตลาดมาก การส่งออกที่ลดลง ย่อมทำให้ล้งผู้ส่งออกรับซื้อผลผลิตลดลงตามไปด้วย และผลกระทบที่ตามมาคือราคาผลผลิตที่เกษตรกรจะขายได้จะตกต่ำในที่สุดนั่นเอง นี่ยังไม่รวมสินค้าเกษตรอื่นๆ เช่น ไก่สดแช่เย็นแช่แข็ง ยางพารา ข้าว และผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 9 แสนล้านบาท รัฐบาลจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นเหล่านี้ให้ดี ขุนเกษตรา เป็นห่วง

อาชีพการเลี้ยงโคนม ถือเป็นอาชีพพระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระราชทานให้เกษตรกรไทยถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นมายาวนานถึง 58 ปี ปัจจุบันเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนรุ่นเก่ามีความต้องการอยากให้ลูกหลานกลับมาสืบทอดอาชีพการเลี้ยงโคนม ขณะเดียวกันในส่วนของสหกรณ์โคนมหลายแก่งก็ยังขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาส่งเสริมให้กับฟาร์มโคนมของสมาชิก นายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ได้ตระหนักถึงความสำคัญนี้ จึงได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาของบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์โคนม กับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กำแพงแสน) เพื่อร่วมมือทางการศึกษา โดยกรม จะสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาให้กับบุตร – หลานสมาชิกสหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนม ได้เข้าเรียนในสาขาวิชาด้านปศุสัตว์ หรือสาขาที่เกี่ยวข้องกับอาชีพเลี้ยงโคนมตลอดหลักสูตร เพื่อจะได้นำความรู้ เทคโนโลยี นวัตกรรมมาพัฒนาฟาร์มและการบริหารจัดการธุรกิจสหกรณ์โคนม สานต่ออาชีพของครอบครัว หรือกลับไปทำงานให้กับสหกรณ์โคนมที่ให้ทุนการศึกษา เพื่อจะได้ช่วยพัฒนาอาชีพการเลี้ยงโคนมและธุรกิจของสหกรณ์โคนมให้มีความเข้มแข็ง สำหรับคุณสมบัติของผู้ขอรับทุนจะต้องเป็นบุตร-หลานของสมาชิกสหกรณ์โคนมหรือบุตร-หลานสมาชิกสหกรณ์การเกษตรที่สมาชิกมีอาชีพเลี้ยงโคนม ซึ่งสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 สายสามัญ มีผลการเรียนเฉลี่ยสะสม 5 ภาคเรียน ไม่ต่ำกว่า 3.00 มีความประพฤติดี มีความตั้งใจศึกษาเล่าเรียน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มพัฒนาบุคลากรสหกรณ์ สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ โทรศัพท์ 0-2669-4577 หรือศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ที่ 1-20 และสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ ทั้งนี้ เมื่อผู้รับทุนจบการศึกษาแล้ว จะต้องกลับไปทำงานในสหกรณ์โคนมที่ให้ทุนดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 5 ปี เพื่อจะได้นำความรู้และเทคโนโลยีกลับไปพัฒนาฟาร์มและสหกรณ์โคนมให้มีมาตรฐาน สามารถผลิตน้ำนมให้มีคุณภาพ ปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค รวมถึงมีส่วนช่วยพัฒนาธุรกิจสหกรณ์โคนมและสร้างความมั่นคงในอาชีพการเลี้ยงโคนมให้อยู่คู่กับคนไทยต่อไป…นับว่าเป็นโครงการที่ดีสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการนำความรู้มาพัฒนาต่อยอดอาชีพของครอบครัวให้ดียิ่งขึ้นต่อไป

ปัจจุบันประเทศไทยมีเนื้อที่ถือครองทางการเกษตรกว่า 150 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่สำหรับการผลิตพืชมากกว่าร้อยละ 90 ของพื้นที่ถือครองทางการเกษตรทั้งหมด แต่ขณะเดียวกันปัญหาเกี่ยวกับการเข้าทำลายของศัตรูพืชได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้พืชอ่อนแอ ผลผลิตการเกษตรเกิดความเสียหายและได้ผลผลิตลดลง จึงจำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพในการจัดการศัตรูพืช โดยการวินิจฉัยศัตรูพืชและการจัดการศัตรูพืชนั้น มีความสำคัญต่อการส่งเสริมการเกษตรอย่างมาก เพื่อให้ได้ผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด และยกระดับมาตรฐานการผลิตของเกษตรกร ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้มีหน่วยงานที่รับผิดชอบงานด้านอารักขาพืชที่ชัดเจน คือกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ยเป็นศูนย์กลาง มีศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช 9 ศูนย์ กระจายอยู่ในภูมิภาคต่างๆ ตลอดจนมีเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานด้านอารักขาพืชอยู่ในทุกอำเภอและจังหวัด ล่าสุด นายเข้มแข็งยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เตรียมปั้นหมอพืชขึ้นมาเพื่อลุยงานคลินิกพืช 37 จังหวัด โดยวางเป้าหมายว่าจะต้องเปิดครบทุกจังหวัดภายในปี 2564 ต้องเปิดครบทุกจังหวัด และที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตรได้เปิดอบรมหมอพืชและเปิดให้บริการคลินิกพืชมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 ใน 19 จังหวัด 230 อำเภอ รวม 258 คลินิก ซึ่งตั้งอยู่ภายในศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช (ศทอ.) สำนักงานเกษตรจังหวัด สำนักงานเกษตรอำเภอ ที่มีเจ้าหน้าที่ผ่านการอบรมแล้ว และในปีนี้ได้เปิดอบรมเชิงปฏิบัติการเจ้าหน้าที่อารักขาพืช หลักสูตร การสร้างหมอพืชและการดำเนินงานคลิกนิกพืช รุ่นที่ 2เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563 ณ จ.ขอนแก่นโดยมี นายทวี มาสขาว รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เป็นประธานเปิดการอบรมซึ่งเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการสำหรับเจ้าหน้าที่ ที่รับผิดชอบงานอารักขาพืชโดยเฉพาะ เพื่อพัฒนาทักษะให้มีความเชี่ยวชาญมากขึ้น โดยเน้นหลักสูตรให้มีความเข้มข้น เช่น การวินิจฉัยสาเหตุอาการผิดปกติของพืช การจัดการศัตรูพืช การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารเคมี รวมถึงลักษณะอาการผิดปกติที่พบได้ทั่วไปในพืช เป็นต้น ทั้งนี้ จากผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา พบว่าได้รับการตอบรับจากเกษตรกรเป็นอย่างดี และในปี 2563 กรมส่งเสริมการเกษตรได้วางเป้าหมายการอบรมเจ้าหน้าที่อารักชาพืชเพิ่มอีก 18 จังหวัด 226 อำเภอ โดยแบ่งเป็น 4 รุ่น และหลังจากการอบรมเสร็จสิ้น จะเปิดให้บริการอีก 224 คลินิก และครบ 882 อำเภอทั่วประเทศ ในปี 2564 ที่จะถึงนี้

ขุนเกษตรา

ปศุสัตว์ยันหมูปลอดภัย ชี้ไต้หวันระบาดแค่หวัดใหญ่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471885

news_default

ปศุสัตว์ยันหมูปลอดภัย ชี้ไต้หวันระบาดแค่หวัดใหญ่

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรณีข่าวลือเรื่องไต้หวันมีการระบาดของไข้หวัดหมูไม่เป็นความจริง และไม่เกี่ยวข้องกับหมู ขอย้ำว่าการผลิตเนื้อสัตว์ของไทยได้มาตรฐานสากลและมีความปลอดภัยในอาหารระดับสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรที่พัฒนาต่อเนื่อง และปัจจุบันไทยถือเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคที่ป้องกันโรค ASF ในสุกรได้ ขอให้ชาวไทยอย่าตื่นตระหนกกับข่าวลือดังกล่าว และไม่ส่งต่อข่าวที่กระทบและสร้างความสับสนต่อสังคมวงกว้าง

ทั้งนี้ กรมควบคุมโรคไต้หวันชี้แจงข้อเท็จจริงเรื่องดังกล่าวว่า เป็นเพียงรายงานสถานการณ์เกิดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอเอช1เอ็น1 (A/H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่ระบาดทั่วโลกทุกปี แท้จริงแล้วไข้หวัดหมูไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหมูแม้แต่น้อยคำว่าไข้หวัดหมูเป็นคำที่องค์การอนามัยโลก หรือ WHO ใช้เรียกไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอเอช1เอ็น1 ที่ระบาดในปี 2009 และต่อมา WHO เปลี่ยนชื่อให้ถูกต้องดังกล่าวแล้ว หากประชาชนสงสัยเกี่ยวกับภาคปศุสัตว์หรือข้อมูลข่าวสาร ที่ถูกต้องสอบถามได้ที่สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ “DLD 4.0” ได้ตลอดเวลา

ดีเดย์ประกาศปิดอ่าวไทย15ก.พ.-15พ.ค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471886

news_default

ดีเดย์ประกาศปิดอ่าวไทย15ก.พ.-15พ.ค.

วันจันทร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่ากรมประมง เตรียมประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทยตอนกลางประจำปี 2563 ในเขตพื้นที่จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม 2563 ต่อด้วยเขตพื้นที่พิเศษ 7 ไมล์ทะเล และพื้นที่อ่าวประจวบฯ อีก 30 วัน เผยผลศึกษาพบมาตรการฯบังคับใช้สอดคล้องกับวงจรชีวิตปลาทู สามารถฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างยั่งยืน โดยมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทย หรือที่เรียกว่า “ปิดอ่าวไทย”คือ แนวทางอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีใช้ยั่งยืน ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงเกษตรฯ ให้ความสำคัญอย่างมาก และเป็นภารกิจหลักของกรมประมงที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมงประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทยมานานกว่า 67 ปี แต่หลายปีที่ผ่านมาจากสถิติตรวจสอบเก็บข้อมูลทางวิชาการ ทั้งเรื่องจำนวน และความหลากหลายของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ พบว่า สัตว์น้ำในกลุ่มปลาทูลดลงมาก เมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันในอดีต นั่นก็มาจากหลายเหตุปัจจัย ทั้งเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม ความต้องการของผู้บริโภค และมีเรือประมงบางส่วนที่ใช้เครื่องมือทำประมงบางชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาทำประมงในพื้นที่ ประกอบกับเมื่อติดตามสภาวะทรัพยากรสัตว์น้ำแต่ละปีหลังจากมาตรการปิดอ่าวพบว่าลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่เกิดขึ้นช่วงมาตรการและอาศัยอยู่ในแนวชายฝั่งถูกจับขึ้นมาจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดเป็นต้นเหตุของปริมาณสัตว์น้ำที่ลดจำนวนลงทั้งสิ้น

แต่เมื่อหลังจากที่ได้ปรับปรุงกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งมีมาตรการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ทำให้จำนวนประชากรสัตว์น้ำเริ่มฟื้นฟูกลับคืนมาจำนวนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการใช้มาตรการอนุรักษ์อย่างเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของชาวประมงมากนัก เมื่อปี 2561 กรมประมงออกประกาศ ลงวันที่ 31 มกราคม 2561 กำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูปิดอ่าวไทยให้ชัดเจน โดยให้พื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนกลาง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตร บางส่วนของจ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี (เขต 1) ระยะเวลา 3 เดือนระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคมของทุกปี