พ่อ’ปารีณา’ไม่รอด! อธิบดีกรมป่าไม้เตรียมดำเนินคดีรุกป่ากว่า 400 ไร่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471653

news_default

พ่อ’ปารีณา’ไม่รอด! อธิบดีกรมป่าไม้เตรียมดำเนินคดีรุกป่ากว่า 400 ไร่

วันเสาร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.39 น.

อธิบดีกรมป่าไม้ เตรียมดำเนินคดี “ทวี ไกรคุปต์” พ่อ” ปารีณา”หลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ร่วมกับตำรวจท้องที่เข้าตรวจสอบพื้นที่เขตอ. สวนผึ้ง จ. ราชบุรี พบรุกที่ป่าสงวนและป่าไม้ 400 ไร่เศษ ด้านพนักงานสอบสวนเตรียมเชิญส.ป.ก. ร่วมตรวจสอบอีกครั้ง ชี้ครอบครองที่เขตปฏิรูปที่ดิน 2 แปลง จากการแปลแผนที่คาดเกือบพันไร่

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563 นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าวว่า ตำรวจสภ. สวนผึ้ง จ. ราชบุรีร่วมกับฝ่ายปกครองและฝ่ายความมั่นคงเชิญเจ้าหน้าที่ป่าไม้ราชบุรีร่วมตรวจสอบพื้นที่ที่ครอบครองโดยนายทวี ไกรคุปต์ บิดาน.ส. ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส. ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐที่หมู่ 9 ต. ท่าเคย อ. สวนผึ้ง ตามที่นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอรัปชั่น (คปต.) แจ้งความไว้เมื่อวันที่ 28 ม.ค. 63 พนักงานสอบสวนจึงให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าให้ข้อมูลแนวเขตที่ดินที่มีการบุกรุกครอบครองทำประโยชน์ว่า เป็นที่ดินของรัฐประเภทใด โดยมีผู้ใหญ่บ้านเป็นผู้นำตรวจและชี้แนวเขต

ล่าสุดได้ทำบันทึกการตรวจสอบร่วมกันของทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปรากฏว่า พบการบุกรุกที่ดินของรัฐ 3 ประเภทคือ แปลงที่ 1 พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำพาชี เนื้อที่ 17-0-68 ไร่ ทำเป็นทางสัญจรและตั้งถังเก็บน้ำ แปลงที่ 2 พื้นที่ป่าไม้ถาวร เนื้อที่ 207-3-68 ไร่ ทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ สร้างบ้านพัก และฟาร์มจระเข้ แปลงที่ 3 พื้นที่ป่าไม้ถาวร เนื้อที่ 39-0-48 ไร่ ทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แปลงที่ 4 พื้นที่ป่าไม้ถาวร เนื้อที่ 126-3-64 ไร่ ทำทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ แปลงที่ 5 พื้นที่ป่าไม้ถาวร เนื้อที่ 1-2-84 ไร่ทำเป็นทางสัญจรและตั้งถังเก็บน้ำ รวมพื้นที่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ 5 แปลงประมาณ 400 ไร่เศษซึ่งกรมป่าไม้จะเร่งรวบรวมพยานหลักฐาน หาผู้กระทำผิดเพื่อดำเนินคดีโดยเร็วที่สุด

ทั้งนี้ มีรายงานจากพนักงานสอบสวนสภ. สวนผึ้งที่เข้าตรวจสอบเมื่อวันที่ 5 ก.พ. ที่ผ่านมา พบการบุกรุกครอบครองที่ดินอีก 2 แปลงซึ่งตามบันทึกการตรวจสอบระบุ เป็นแปลงที่  6 และ 7 โดยเป็นที่ดินซึ่งกรมป่าไม้ส่งมอบให้สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) จัดทำเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เมื่อพนักงานสอบสวนแปลพิกัดแนวเขตลงบนแผนที่พบว่า แปลงที่ 6 และ 7 นั้น ถูกบุกรุกครอบครองเป็นบริเวณกว้าง คาดว่า เกือบ​พันไร่ แต่ในการตรวจสอบครั้งนี้เจ้าหน้าที่ส.ป.ก. ไม่ได้เข้าร่วมตรวจสอบด้วย ในต้นสัปดาห์หน้าจะขอหมายค้นจากศาลจังหวัดราชบุรี พร้อมเชิญเจ้าหน้าที่ส.ป.ก. เข้าร่วมตรวจสอบเพื่อชี้แนวเขตประกอบการดำเนินคดีในคราวเดียวกัน แต่หากเจ้าหน้าที่ส.ป.ก. ไม่มา ทางกรมป่าไม้จะแจ้งความเอาผิดต่อผู้ครอบครองพ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 และพ.ร.บ. ป่าไม้ พ.ศ. 2484 โดยไม่รอทางส.ป.ก.

เปิดแล้ว!ร้านคิวอร่อย‘ขายผัก’ปลอดสารพิษ ย่านถนนราชพฤกษ์ เอาใจคนรักสุขภาพ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471629

เปิดแล้ว!ร้านคิวอร่อย‘ขายผัก’ปลอดสารพิษ ย่านถนนราชพฤกษ์ เอาใจคนรักสุขภาพ

วันเสาร์ ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 10.16 น.

เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2563  เวลา 08.00 น.นายกฤษ อุตตมะเวทิน เลขานุการกรม สังกัด สำนักงานเลขานุการกรม   สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ  ได้ชวนเพื่อนพ้องน้องพี่ ถือโอกาส เอาฤกษ์เบิกชัย เปิดร้านร้านคิวผักอร่อย ค้าปลีก-ส่ง สาขานนทบุรี เป็นสาขาต้นแบบฟรีแฟรนไชส์ แห่งแรกที่55/46ถนนราชพฤษ์ ต.อ้อมเกล็ด อ.ปากเกล็ด จ.นนทบุรี. โดยมีสมเกียรติ ลำพันแดง แห่งสมเกียรติผักอร่อย ฟาร์มไม่ตั้งใจ สระบุรี เกษตรกรและผู้จำหน่ายผักคุณภาพ มาเป็นประธานเปิด

ทั้งนี้นายกฤษ  ในฐานะผู้ก่อตั้งร้านคิวผักอร่อยบอกกว่า การหันมาเปิดร้านจำหน่ายผักผลไม้ครั้งนี้ก็เพื่อเปิดช่องทางใหม่ให้คนรักสุขภาพได้บริโภคผักปลอดสารพิษจากฟาร์มจริงๆเพราะสินค้าที่นำมาจำหน่ายเป็นผักปลอดภัย และสินค้าเกษตรอาหารปลอดภัยอื่นๆ เพื่อสุขภาพผู้บริโภคซึ่งจะเป็นการเปิดช่องทางการตลาดแก่เกษตรกรให้มีที่จำหน่ายจากฟาร์มสู่ครัว โดยเปิดตั้งแต่เวลา7.00นถึง20.00นของทุกวันซึ่งมีพันธมิตรสายเกษตรปลอดภัยเข้าร่วมด้วย อาทิเช่น บริษัท HFC สินค้าไก่ แบรนด์ฟาร์มสุข บริษัทเอ็นดูเฮิร์บ สินค้าเกษตรปลอดภัย และกลุ่มเกษตรกร สหกรณ์อีกหลายแห่งเข้าเสริมความหลากหลายของสินค้า หากใครสนใจอยากบริโภคสินค้าปลอดสารพิษ “ผักอร่อย” เชิญได้ที่ 55/46ถนนราชพฤษ์ ต.อ้อมเกล็ด อ.ปากเกล็ด จ.นนทบุรี.ซึ่งถัดจากโรงเรียนนนทบุรีวิทยาลัยมานิดเดียวสามารถแวะเข้าร้านได้เลย

‘ประภัตร’เร่งทวงคืนแชมป์ส่งออกข้าว ฝากชาวนารอฝนตกตามฤดูกาลค่อยปลูกใหม่ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471490

‘ประภัตร’เร่งทวงคืนแชมป์ส่งออกข้าว ฝากชาวนารอฝนตกตามฤดูกาลค่อยปลูกใหม่

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.36 น.

‘ประภัตร’เร่งทวงคืนแชมป์ส่งออกข้าว ฝากชาวนารอฝนตกตามฤดูกาลค่อยปลูกใหม่

7 กุมภาพันธ์ 2563 นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมหารือแนวทางพัฒนาและแก้ไขปัญหาการผลิตและการตลาดข้าว ระหว่าง กรมการข้าว กรมการค้าต่างประเทศ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย และผู้แทนผู้ประกอบการ ว่า การประชุมในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหารือเกี่ยวกับตลาดการส่งออกข้าวไทย รวมทั้งแผนการพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน และแผนการพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามความต้องการของตลาด  รัฐบาลให้ความสำคัญเกี่ยวกับข้าวและชาวนาเป็นอย่างมาก เนื่องจากข้าวถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีบทบาทสะท้อนความมั่นคงทางอาหารของประเทศ และชาวนาคืออาชีพที่ทรงคุณค่าของประเทศ

ทั้งนี้ ผลการประชุมหารือในวันนี้จะเป็นประโยชน์ในการยกระดับการค้าข้าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการส่งออกข้าว เนื่องจากเป็นการหารือระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนสถานการณ์ข้าวไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ว่ามีการแข่งขันในระดับโลกที่สูงขึ้น เนื่องจากในหลายประเทศที่เคยนำเข้าข้าวจากไทย สามารถพัฒนาพันธุ์ข้าว จนสามารถปลูกและส่งออกได้ในปัจจุบัน จึงทำให้ไทยมีคู่แข่งด้านการส่งออกข้าวเพิ่มขึ้นจากอดีตมาก และข้าวไทยมีราคาขายสูงกว่าประเทศคู่แข่ง

อย่างไรก็ตามประเทศไทยยังคงมีฐานลูกค้าเดิมที่เหนียวแน่นในหลายประเทศ เนื่องจากข้าวไทยมีความโดดเด่นเรื่องคุณภาพ โดยในแต่ละประเทศจะมีความนิยมพันธุ์ข้าวที่แตกต่างกัน เช่น ประเทศในทวีปแอฟริกา จะนิยมข้าวพื้นแข็ง และประเทศในทวีปเอเชียจะนิยมข้าวพื้นนุ่ม ซึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการนำเข้าข้าวของประเทศต่าง ๆ คือ ราคาถูก และตามด้วยคุณภาพข้าว ดังนั้นจึงถือเป็นความท้าทายของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่จะต้องระดมสมอง วางแนวทางเพื่อพัฒนาการผลิตข้าวเพื่อการแข่งขัน โดยการเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่ การพัฒนาพันธุ์ข้าวให้ตรงตามความต้องการตลาด มุ่งเน้นความสำคัญในการรักษาคุณภาพข้าวควบคู่กับการลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มขีดความสามารถในการส่งออกข้าวไทยอีกด้วย นอกจากนี้ปัญหาที่ผ่านมาไทยยังเสียแชมป์ในการส่งออกข้าวมา3ปี และตกอันดับที่หนึ่งในการแข่งขันประกวดข้าวหอมมะลิโลก เป็นเรื่องสำคัญมากที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันพัฒนาศักยภาพข้าวไทยในทุกมิติ

นายประภัตร กล่าวอีกว่า ในส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง จะยาวนานอย่างไร และส่งผลกระทบกับผลผลิตข้าว ลดลงเท่าไหร่ ทำให้ราคาข้าวสูงขึ้นหรือไม่ นั้นขณะนี้ยังประเมินไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามขอให้ทุกคนต้องตระหนักใช้น้ำอย่างประหยัด เพราะปีนี้ปริมาณน้ำต้นทุนมีน้อย ต้องจำกัดไว้กินใช้ รักษาระบบนิเวศ ผลักดันน้ำเค็ม ดังนั้นทุกหน่วยงานต้องลงทำความเข้าใจกับชาวนาชาวไร่ ให้ยืดเวลาการลงมือเพาะปลูกออกไปก่อนจนกว่าจะเข้าหน้าฝนจริงๆจะไม่เสี่ยงเสียหาย ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยา คาดการณ์ว่าฤดูฝนจะมาล่าช้า อาจเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงไปถึงเดือนกรกฏาคม

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเกษตรกรมาก ช่วง4เดือนนี้ให้เร่งรัดหาอาชีพเสริม โดยให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.)ปล่อยสินเชื่อ5หมื่นล้านบาท ดอกเบี้ยต่ำล้านละ100บาท ในโครงการเกษตรสร้างชาติ มีการส่งเสริมทั้งปลูกพืชใช้น้ำน้อย ทำปศุสัตว์ ประมง เพื่อช่วยชาวนาชาวไร่ มีรายได้ในช่วงหน้าแล้ง เพียงพอเลี้ยงครอบครัว รวมทั้ง นายกฯให้งบขุดบ่อบาดาล 2 พันล้านบาท ในพื้นที่ที่น้ำไม่พอ ซึ่งก่อนที่ชาวนาจะเพาะปลูกรอบใหม่ให้คิดให้ดีก่อน รอฝนตกต้องตามฤดูกาลจึงปลูกข้าว

กรมชลฯสนองนโยบายรบ. จัดสรรน้ำอุปโภคบริโภคให้พอใช้ถึงก.ค. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471271

news_default

กรมชลฯสนองนโยบายรบ. จัดสรรน้ำอุปโภคบริโภคให้พอใช้ถึงก.ค.

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า กรมชลประทานได้จัดสรรน้ำเพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนจะมีน้ำเพื่อกิจกรรมอุปโภคบริโภคตลอดช่วงหน้าแล้งนี้ตามนโยบายของรัฐบาล รวมไปถึงน้ำเพื่อการดูแลผลผลิตทางการเกษตรที่ปลูกต่อเนื่อง สวนผลไม้-กล้วยไม้เศรษฐกิจ และควบคุมคุณภาพของน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยเพื่อผลิตน้ำประปา รวมถึงการรักษาระบบนิเวศน์

“ความต้องการใช้น้ำดังกล่าวจำเป็นเป็นอย่างยิ่ง กรมชลประทาน จึงผันน้ำข้ามลุ่มน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อช่วยประหยัดการใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เนื่องจากปริมาณน้ำของทั้ง 4 เขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์น้อย โดยจะผันมา 500 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2562 และจะผันน้ำต่อเนื่องไปจนสิ้นเดือนเมษายน 2563 อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่พบว่าปริมาณน้ำที่ผันมาเกิดการสูญหายไปในระบบกว่าครึ่ง ซึ่งในสภาวการณ์น้ำน้อยเช่นนี้ต้องมีการแก้ไขโดยเร่งด่วน” อธิบดีกรมชลประทาน กล่าว

ดร.ทองเปลวฯ อธิบายว่า น้ำจากแม่น้ำแม่กลองที่จะมาถึงแม่น้ำเจ้าพระยาจะผันมาลงแม่น้ำท่าจีนโดยผ่านทางคลองจระเข้สามพัน และคลองท่าสาร-บางปลาก่อน ซึ่งในช่วงนี้ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด จากแม่น้ำท่าจีนสูบน้ำผ่านสถานีสูบน้ำพระยาบรรลือ ไปออกที่ประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 ก่อนจะลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง โดยคลองพระยาบรรลือมีความยาว 42.5 กิโลเมตร มีน้ำบางส่วนเริ่มหายไปจากระบบบริเวณนี้ จากการตรวจสอบพบว่าก้นคลองเริ่มเป็นสันดอน เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ จึงได้ขุดลอกสันดอนออก จากการสำรวจตลอดคลองมี 10 จุดที่ต้องขุดลอก ระยะทางประมาณ 15 กม. โดยได้เริ่มขุดลอกแล้ว อีกมาตรการที่ดำเนินการคือ ขอความร่วมมือให้ปิดประตูน้ำสองริมฝั่งคลองพระยาบรรลือ เพื่อให้แม่น้ำเจ้าพระยาได้รับน้ำเต็มจำนวน ไม่ไหลออกข้างทาง ทำให้ขณะนี้น้ำสามารถเดินทางและไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพาะยาได้สะดวกมากขึ้น

“เพื่อให้การลำเลียงน้ำไปลงแม่น้ำเจ้าพระยาให้เร็วขึ้น กรมชลประทาน จึงได้ติดตั้งเครื่องผลักดันน้ำ 14 จุด รวมทั้งสิ้น 84 เครื่อง และเครื่องสูบน้ำอีก 12 เครื่อง นอกจากการผันน้ำทางคลองพระยาบรรลือแล้ว ยังทำการผันน้ำมาทางคลองพระพิมล และคลองประปาทำให้สามารถนำน้ำลงแม่น้ำเจ้าพระยาได้ถึง 57 ลบ.ม.ต่อวินาที จากที่เคยได้ประมาณ 20 ลบ.ม.ต่อวินาที ช่วยลดการระบายน้ำจากหน้าเขื่อนเจ้าพระยา ที่ตอนนี้ระบายน้ำผ่านเขื่อนวันละ 70 ลบ.ม.ต่อวินาที ทำให้ช่วยประหยัดน้ำจาก 4 เขื่อนหลักได้เป็นอย่างดี”

อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวต่อไปว่า มวลน้ำที่อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาขณะนี้ช่วยควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับการใช้เพื่อการเกษตรต่อเนื่อง สวนผักผลไม้ สวนกล้วยไม้ โดยเฉพาะน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปา นอกจากนี้ กรมชลประทาน ยังได้ใช้คลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ควบคุมปริมาณน้ำเค็มที่จะรุกล้ำเข้ามาด้วยอีกทาง ทำให้ค่าความเค็มและคุณภาพน้ำยังอยู่ในเกณฑ์ควบคุม และเมื่อน้ำทะเลหนุนอีกครั้งในช่วงกลางและปลายเดือนกุมภาพันธ์ จะได้ใช้มาตรการดังที่กล่าวเป็นหลักในการบริหารจัดการน้ำ และเมื่อสิ้นเมษายน กรมชลประทานจะได้นำน้ำจากลุ่มแม่กลองปริมาณ 350 ล้านลบ.ม. เพื่อเสริมน้ำต้นทุนให้ลุ่มเจ้าพระยาในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2563

“อยากเรียนให้ผู้ใช้น้ำทราบว่า มาตรการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการมุ่งเน้นกิจกรรมการใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นสำคัญยิ่ง เพราะน้ำต้นทุนมีจำกัด เกษตรกรควรลดการทำนาปรัง และขอยืนยันว่าประชาชนจะมีน้ำกินน้ำใช้เพียงพอไปตลอดจนถึงเดือนกรกฎาคม” ดร.ทองเปลว กล่าว

สั่งปรับทัพหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ตั้งชุดปฏิบัติการลุยป้องปรามเฝ้าระวัง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471269

news_default

สั่งปรับทัพหยุดเผาในพื้นที่เกษตร ตั้งชุดปฏิบัติการลุยป้องปรามเฝ้าระวัง

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า จากสถานการณ์หมอกควันและปัญหาด้านมลพิษทางอากาศ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนจำนวนมาก กรมจึงปรับแผนจัดงานรณรงค์ลดการเผาเร่งสร้างการรับรู้ให้เร็วขึ้นภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้ โดยสั่งการให้เกษตรจังหวัดบูรณาการแผนงานโครงการป้องกันแก้ปัญหาการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตร ในพื้นที่เกษตรในความดูแลของหน่วยงานทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมทั้งเกษตรกรุงเทพมหานครด้วย โดยประสานการปฏิบัติงานร่วมกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และให้เกษตรอำเภอร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯในพื้นที่ จัดชุดปฏิบัติการออกตรวจ ป้องปราม ระงับ ยับยั้ง และแจ้งเหตุการณ์เผา โดยมีเครือข่ายเกษตรกรของศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าการเกษตร (ศพก.) ตำบล เป็นหน่วยงานเฝ้าระวังป้องกันและปลุกจิตสำนึกไม่เผาเศษวัสดุการเกษตร ทั้งนี้ กรมอำนวยการกำกับ ติดตามผลดำเนินงานในระดับจังหวัดต่อเนื่องทุกสัปดาห์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ซึ่งจะประเมินจากจุดความร้อน (Hot spot) และปริมาณฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 10 ไมครอน (PM10)โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตร

สำหรับแนวทางป้องกันเฝ้าระวังการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร เมื่อตั้งชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่แล้ว จะตรวจสอบข้อมูลและพิจารณาจุดความร้อน (Hot spot) จากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ หากพบจุดความร้อนในพื้นที่จะติดต่อเครือข่ายเกษตรกร ผู้นำ ประธาน ศพก.เข้าร่วมตรวจสอบพื้นที่ เพื่อดำเนินการตามมาตรการที่เหมาะสมต่อไป ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนหากพบการเผาเศษวัสดุในพื้นที่การเกษตรให้แจ้งเหตุไปยังสายด่วนฉุกเฉินกรมบรรเทาสาธารณภัย 1784 (ตลอด 24 ชั่วโมง) สำหรับทุกพื้นที่ หรือสายด่วนฉุกเฉินกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช 1362 ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับพื้นที่ป่า

เร่งรณรงค์ประหยัดน้ำชวนปชช.ฝ่าวิกฤติแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471268

news_default

เร่งรณรงค์ประหยัดน้ำชวนปชช.ฝ่าวิกฤติแล้ง

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้งของประเทศไทยว่า สาเหตุเกิดจากฝนทิ้ง 2-3 เดือน ขณะนี้เริ่มดีขึ้น เนื่องจากมีลมมรสุมพัดผ่านประเทศไทย ทำให้เกิดฝนตกในภาคเหนือตอนบน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ทำให้มีปริมาณน้ำเติมเข้าเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพลเฉลี่ยวันละ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร สำหรับแนวทางแก้ปัญหาภัยแล้ง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก การแก้ไขระยะเร่งด่วน กระทรวงเกษตรฯสั่งการให้หน่วยงานในสังกัดบริหารจัดการน้ำที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และสำหรับกรณีที่เกิดภาวะวิกฤตหรือมีปริมาณน้ำน้อยมาก ก็ต้องบริหารจัดการน้ำที่เหลืออยู่ให้เพียงพออุปโภค บริโภค และภาคการเกษตร เพื่อลดความเสียหายให้น้อยที่สุดส่วนพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายจากภัยแล้งไปแล้ว ตนสั่งให้สำนักงานเกษตรอำเภอและเกษตรตำบล ทุกพื้นที่ ทำงานสำรวจพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบทุกวัน อีกทั้ง สั่งการให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร บินสำรวจหาชั้นบรรยากาศที่เหมาะสมกับการทำฝนเทียมทุกวัน ทุกพื้นที่ เพื่อให้เกษตรกรที่เพาะปลูกพืชหน้าเขื่อนได้ประโยชน์

นายเฉลิมชัยกล่าวถึงส่วนที่ 2 การแก้ปัญหาภัยแล้งระยะยาวว่า ได้สั่งให้กรมชลประทานและหน่วยงานในสังกัดสำรวจพื้นที่เพื่อพัฒนาเป็นแหล่งกักเก็บน้ำไว้ใช้หน้าแล้ง ทั้งฝายและแก้มลิง ศึกษาแนวทางเพิ่มปริมาณน้ำให้เขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนภูมิพล เนื่องจากต้องจัดสรรน้ำให้พื้นที่ทำเกษตรขนาดใหญ่ ทั้งนี้ ตนลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด อย่างเช่น การบริหารจัดการน้ำของภาคตะวันออกยอมรับว่าน้ำต้นทุนปีนี้มีน้อยกว่าปี 2562 แต่จากการรับฟังรายงานจะบริหารจัดการน้ำได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน จากนี้จะมีน้ำต้นทุนมารองรับกรณีฝนทิ้งช่วงด้วย จึงขอยืนยันว่าจะไม่ขาดแคลนน้ำอุปโภคบริโภคแน่นอน อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำการบริหารจัดการน้ำ ต้องมีแผนการดำเนินการที่พร้อมปฏิบัติ อีกทั้ง ทุกภาคส่วนต้องบูรณาการทำงาน ต้องรณรงค์การใช้น้ำอย่างประหยัดให้ต่อเนื่อง จะทำให้ผ่านพ้นวิกฤตภัยแล้งไปได้

รมว.เกษตรฯยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการแก้ปัญหาภัยแล้ง ภาคเหนือตอนบน พบการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปิงตอนบนซึ่งใช้เลี้ยงจังหวัดเชียงใหม่และลำพูนกำหนดแผนใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำเขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ ตลอดฤดูแล้งประมาณ 70 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเริ่มส่งน้ำตั้งแต่วันที่ 11 มกราคมถึง 1 กรกฏาคม โดยจัดเป็นรอบเวรอีกทั้ง เตรียมแหล่งเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในภาวะวิกฤติอีก 10 แห่ง เพื่อเป็นแหล่งน้ำดิบผลิตประปาของจ.เชียงใหม่ พร้อมขอความร่วมมือปลูกพืชใช้น้ำน้อยทดแทน การวางแผนจัดสรรน้ำให้ภาคการผลิตประปาให้เพียงพอตลอดฤดูแล้ง

เลาะรั้วเกษตร : สินค้าเกษตร GI #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471276

281225166

เลาะรั้วเกษตร : สินค้าเกษตร GI

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

เมื่อวันที่ 8 มกราคมที่ผ่านมา กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ให้กับสินค้าเกษตร 2 ชนิด คือ มะพร้าวทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และข้าวไร่ดอกข่าพังงา โดยระบุคุณสมบัติ หรือคุณลักษณะเฉพาะของสินค้าทั้ง 2 ชนิด ดังนี้

มะพร้าวทับสะแก หมายถึงมะพร้าวพันธุ์ไทยต้นสูง พันธุ์สวีลูกผสม 1 และพันธุ์ผสมชุมพร 2 ซึ่งมีผลขนาดใหญ่ รูปทรงกลมหรือรีเล็กน้อย เปลือกหนา เนื้อมะพร้าวสีขาวหนา 2 ชั้น ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง รสชาติ (กะทิ) หอมและมัน ปลูกในพื้นที่อำเภอทับสะแก อำเภอบางสะพาน อำเภอบางสะพานน้อยและอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ เฉพาะตำบลเกาะหลัก ตำบลคลองวาฬ และตำบลห้วยทราย ของจังหวัดประจวบคีรีขันธ์

ข้าวไร่ดอกข่าพังงา หมายถึงข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองที่มีสีน้ำตาลแดงอมม่วง สีแดง หรือสีแดงแกมขาว เป็นข้าวไวต่อช่วงแสง เมล็ดเรียวยาว เมื่อหุงสุกจะมีกลิ่นหอมคล้ายใบเตย หุงขึ้นหม้อ ไม่แข็ง รสชาติอร่อย ปลูกในเขตพื้นที่อำเภอตะกั่วทุ่ง อำเภอท้ายเหมือง และอำเภอเมืองพังงา ของจังหวัดพังงา

นี่เป็นเพียงสินค้าเกษตร GI เพียง 2 ชนิด ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียนในปี 2563 นี้เท่านั้น ยังมีสินค้าเกษตรที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI อีกเป็นจำนวนมาก ตามที่ปรากฏในเว็บไซต์ของกรมทรัพย์สินทางปัญญา ระบุว่ามีสินค้าข้าว 12 รายการ เช่น ข้าวหอมมะลิสุรินทร์ ข้าวสังข์หยดพัทลุง ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ ขาวก่ำล้านนาข้าวเหลืองปะทิวชุมพร ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย เป็นต้น

มีสินค้าอาหาร 22 รายการ เช่น หมูย่างเมืองตรัง เนื้อโคขุนโพนยางคำ ข้าวแต๋นลำปาง น้ำตาลโตนดเมืองเพชร ปลาช่อนแม่ลา เป็นต้น ผักผลไม้ 56 รายการ เช่น ส้มโอนครชัย ส้มโอทับทิมสยามปากพนัง สับปะรดภูแล เชียงราย ลองกองตันหยงมัส มะขามหวานเพชรบูรณ์ ทุเรียนนนท์ ทุเรียนป่าละอูทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ กล้วยไข่กำแพงเพชร ลินจี่ค่อมสมุทรสงคราม เป็นต้น

สินค้าผ้าไหมผ้าฝ้าย 10 รายการ เช่น ผ้าตีนจกแม่แจ่ม ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ผ้าไหมแพรวากาฬสินธุ์ ผ้าหมักโคลนหนองสูง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสินค้าหัตถกรรมอุตสาหกรรม ไวน์ และสุรา เช่น จักสานพนัสนิคม เสื่อจันทบูร ร่มบ่อสร้าง ครกหินอ่างศิลา เครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียง ศิลาดลเชียงใหม่ ชามไก่ลำปาง มุกภูเก็ต สังคโลกสุโขทัย ไวน์เขาใหญ่ และไวน์ที่ราบสูงภูเรือ เป็นต้น

สินค้าบางรายการมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดี แต่คนทั่วไปไม่ทราบว่าเป็นสินค้า GI สินค้าบางรายการไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนแต่พอประกาศเป็นสินค้า GI ก็ได้รับความสนใจขึ้นมาทันที อันหมายรวมไปถึงราคาสินค้าที่ขยับขึ้นตามชื่อเสียงไปด้วย

เมื่อเร็ว ๆ นี้ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ จุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ได้มอบหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือที่เรียกกันย่อๆ ว่า จีไอ (GI : Geographical Indication) ให้กับสินค้าทางภาคใต้ 5 รายการ ได้แก่ ส้มโอหอมควนลัง จังหวัดสงขลา ทุเรียนสาลิกาพังงา ปลาดุกร้าทะเลน้อยพัทลุง จำปาดะสตูล และกาแฟเมืองกระบี่

พร้อมกันนี้ รองนายกรัฐมนตรี จุลินทร์ ยังประกาศนโยบายส่งเสริมสินค้า GI ครบวงจร เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าให้กับท้องถิ่น ยกระดับวิสาหกิจชุมชนให้เข้มแข็ง ทั้งมอบหมายให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประสานผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดให้คัดเลือกสินค้าในท้องถิ่นที่สามารถผลักดันให้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI ได้ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แถมยังคุยว่า ที่ผ่านมาสินค้า GI สามารถสร้างมูลค่าทางการตลาดได้มากกว่า 5,000 ล้านบาท

ในบรรดาสินค้าที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นสินค้า GI นั้น สินค้าเกษตรค่อนข้างจะเสี่ยงกับคุณภาพของสินค้าที่อาจจะไม่มีความแน่นอนตรงตามคุณลักษณะที่จดทะเบียนไว้
โดยเฉพาะรสชาติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม ปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการผลิต ไม่ว่าจะเป็น ดิน น้ำ ปุ๋ย อากาศ อุณหภูมิ รวมถึงการเก็บเกี่ยว และการเก็บรักษาภายหลังเก็บเกี่ยว แม้จะปลูกในพื้นที่ตามที่ระบุไว้ในรายละเอียดที่จดทะเบียน แต่รสชาติอาจไม่เป็นไปตามนั้น ที่พบบ่อยคือ สินค้าประเภทผลผลิตพืชต่าง ๆ

สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคเข้าใจ คือ สินค้าเกษตรชนิดเดียวกันและชื่อเดียวกันกับสินค้า GI เข้าใจว่าเป็นสินค้า GI ทั้งหมด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะสินค้าชนิดเดียวกัน ชื่อเดียวกัน แต่ถ้าไม่ได้ปลูกในพื้นที่ที่ระบุไว้ในรายละเอียดการจดทะเบียน และไม่ได้ตรารับรองว่าเป็นสินค้า GI ก็ไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสินค้า GI เพราะอาจจะมีคุณลักษณะไม่ตรงตามที่ระบุไว้ในรายละเอียดที่ขอจดทะเบียน

ด้วยเหตุนี้ ผู้ขอจดทะเบียนสินค้า GI จึงต้องมีระบบควบคุมคุณภาพ ซึ่งจะต้องมีคณะกรรมการระดับจังหวัด หรือ จ้างผู้ตรวจสอบรับรองที่เรียกว่า CB (Certification Body) มีการจัดทำคู่มือปฏิบัติงานซึ่งมีรายละเอียด วิธีการ ขั้นตอนการผลิตเพื่อให้คงคุณภาพตามที่ระบุไว้ตามที่ขอจดทะเบียน รวมทั้งจัดทำแผนควบคุม วิธีการตรวจสอบ ความถี่ในการตรวจสอบ เพื่อให้ผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการดำเนินการตามคู่มือปฏิบัติงาน

ถ้าสินค้าที่ประกาศ หรือประชาสัมพันธ์ว่าเป็นสินค้า GI แต่ไม่มีตราสัญญลักษณ์รับรอง และมีคุณสมบัติ คุณลักษณะ หรือรสชาติแตกต่างไปจากที่ขอจดทะเบียนไว้ ย่อมจะทำให้สินค้าที่เป็น GI จริง ๆ เสียชื่อเสียงได้ และผู้บริโภคก็จะไม่ศรัทธาสินค้า GI อีกต่อไป….ก่อนจะผลักดันให้มีสินค้า GI เกิดขึ้นมากมาย คงต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกันเสียก่อนทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค ว่าอะไรคือ GI

แว่นขยาย

กษ.น้อมนำพระราชดำริกรมสมเด็จพระเทพฯ จัดอบรมทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นร.ปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471273

news_default

กษ.น้อมนำพระราชดำริกรมสมเด็จพระเทพฯ จัดอบรมทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นร.ปี’63

วันศุกร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายโอภาส ทองยงค์ อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เข้าร่วมสนองงานตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการส่งเสริมเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ด้านบัญชีและคิดคำนวณเลข บันทึกบัญชีได้ เริ่มต้นจากโครงการส่งเสริมกิจกรรมสหกรณ์ในโรงเรียน และสานต่อด้วยโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ซึ่งกรมรับผิดชอบวางระบบบัญชีและให้ความรู้ด้านบัญชีที่เหมาะสมแก่ครูและนักเรียน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริให้เด็กและเยาวชนเป็นศูนย์กลางพัฒนาและใช้โรงเรียนเป็นฐานพัฒนาคน เกษตร สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม เป็นการพัฒนาแบบองค์รวม พร้อมน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มาใช้เป็นแนวทางปฏิบัติงาน สอนแนะนำการจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์ กิจกรรมผลิตทางการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ถ่ายทอดความรู้ให้ครูและนักเรียน ฝึกหัดให้เด็กเยาวชนมีความรู้ด้านบัญชี ให้รู้จักคิดคำนวณเลข วางแผนจำหน่ายสินค้าและผลผลิต ปลูกฝังให้รักการจดบันทึกบัญชี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันของตนเอง ครอบครัว และชุมชน ทำให้รู้จักการใช้บัญชีเป็นเครื่องมือพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ และทำให้มีวินัยในการเก็บออม

อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ กล่าวว่า การจัดอบรมหลักสูตรจัดทำบัญชีกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน ปี ๒๕๖๓ ในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ตามพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเป็นโครงการสำคัญที่กรมบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆ ส่งเสริมให้ครูและนักเรียนผู้รับผิดชอบกิจกรรมสหกรณ์นักเรียนมีความรู้เข้าใจหลักการสหกรณ์ ให้เด็กและเยาวชนฝึกด้านบัญชีและคิดคำนวณ พัฒนาโรงเรียนให้จัดการเรียนการสอนทำบัญชีสหกรณ์ในกิจกรรมร้านค้า เกษตร ออมทรัพย์และโครงการอาหารกลางวัน สามารถบันทึกบัญชีของกิจกรรมสหกรณ์แต่ละผลผลิตได้ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังให้เรียนรู้การบันทึกบัญชีต้นกล้าเศรษฐกิจพอเพียงบัญชีรับ-จ่ายในครัวเรือน นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันของตัวเองและขยายผลไปยังผู้ปกครอง ชุมชนต่อไป โดยจัดอบรมระหว่างวันที่ 3-4 กุมภาพันธ์ ที่สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์ มีครูและนักเรียนในโครงการพัฒนาเด็กและเยาวชน ตามพระราชดำริสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี พื้นที่กรุงเทพมหานครเข้าอบรม 112 คน

รมว.เกษตรฯลุยแก้แล้งอุบลฯ อ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ ตั้งงบพัฒนาต่อเนื่อง64-66 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471325

รมว.เกษตรฯลุยแก้แล้งอุบลฯ อ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ ตั้งงบพัฒนาต่อเนื่อง64-66

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 17.19 น.

6 กุมภาพันธ์ 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้งที่ จ.อุบลราชธานี ว่าจากปัญหาภัยแล้งที่เกิดขึ้นล่าสุดได้สั่งการให้กรมชลประทาน เร่งรัดดำเนินการเพิ่มศักยภาพการเก็บกักน้ำอ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่ ต. ยางสักกระโพหลุ่ม อ. ม่วงสามสิบ จ. อุบลราชธานี ซึ่งมีปัญหาแล้งซ้ำซาก โดยนายกรัฐมนตรีห่วงใยและมอบหมายให้ตรวจสอบสภาพพื้นที่จริงเพื่อตั้งงบประมาณในปี 2564 – 2566 ซึ่งโครงการอ่างเก็บน้ำหนองช้างใหญ่จะเป็นโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง มีพื้นที่โครงการฯ ประมาณ 7,500 ไร่ เป็นพื้นที่ชลประทาน 4,300 ไร่ สามารถเก็บกักน้ำได้กว่า 7.60 ล้าน ลบ.ม. ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนสำคัญที่ใช้ในการอุปโภค-บริโภคและทำการเกษตรของราษฎรในพื้นที่บ้านนาดี

ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำดังกล่าวมีสภาพตื้นเขินจากตะกอนดิน วัชพืชขึ้นหนาแน่นส่งผลให้ไม่สามารถเก็บกักน้ำได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ หากดำเนินการแล้วเสร็จจะสามารถเพิ่มปริมาตรเก็บกักน้ำขึ้นอีก 5 ล้าน ลบ.ม. และจะพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นโครงการ 3 ปี เตรียมเสนอนายกรัฐมนตรีตั้งงบประมาณในปี 2564 – 2566 ซึ่งหากโครงการแล้วเสร็จอ่างเก็บน้ำแห่งนี้จะสามารถจุน้ำได้ถึง 23 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้เป็นนโยบายหลักของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะเพิ่มพื้นที่เก็บกักน้ำทั่วประเทศสอดคล้องกับแผนของคณะอำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ

ขณะที่นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ผู้อำนวยการกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ สั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด ระดมเจ้าหน้าที่ พร้อมเครื่องจักร เครื่องมือ รวมถึงการกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำทุกพื้นที่ของประเทศ น้ำอุปโภค-บริโภคมีเพียงพอตลอดฤดูแล้ง อีกทั้งยังต้องมีการเตรียมการหาพื้นที่เก็บกักน้ำในฤดูฝนที่จะถึงเพื่อให้เพียงพอใช้ในฤดูแล้งปีถัดไปด้วย

สำหรับแผนการจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้งปี 2562/63 ( 1 พ.ย. 62 – 30 เม.ย. 63) เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำในเขตชลประทาน มีการจัดสรรน้ำจากอ่างเก็บน้ำทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 17,699 ล้าน ลบ.ม .(น้อยกว่าปีที่แล้วประมาณ 7,000 ล้าน ลบ.ม.) เฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา 4 เขื่อนหลักมีการจัดสรรน้ำรวมทั้งสิ้น 4,000 ล้าน ลบ.ม. (น้อยกว่าปีที่แล้ว 3,700 ล้าน ลบ.ม.) ผลการจัดสรรน้ำฤดูแล้งทั้งประเทศ ล่าสุดนำน้ำไปใช้แล้ว 8,404 ล้าน ลบ.ม. หรือร้อยละ 47 ของแผนจัดสรรน้ำ สำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยาใช้น้ำตามแผนไปแล้วประมาณ 2,440 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 61 ของแผนจัดสรรน้ำ

ทั้งนี้กรมชลประทาน ได้มีมาตรการจ้างแรงงานเกษตรกรในช่วงฤดูแล้งนี้ เพื่อช่วยให้เกษตรกรมีรายได้ทดแทนการทำนาปรัง อีกทั้งเร่งพิจารณาจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติมในพื้นที่ต่าๆ เช่น แก้มลิง สระน้ำสำหรับเก็บกักน้ำในช่วงฤดูฝนและใช้เป็นแหล่งน้ำสำรองในช่วงฤดูแล้ง รวมถึงการปรับปรุงพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำเดิม อีกทั้งเตรียมความพร้อมในด้านเครื่องจักร เครื่องมือ และกำลังคนที่พร้อมเข้าให้ความช่วยเหลือประชาชนทันทีแล้ว

สทนช.เร่งประเมินผลSEA ทางเลือกจัดการน้ำลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471233

สทนช.เร่งประเมินผลSEA ทางเลือกจัดการน้ำลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.02 น.

สกู๊ปพิเศษ : “สทนช.”เร่งประเมินผลSEA เป็นทางเลือกบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง สร้างความสมดุล…สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน

ลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกงเป็นลุ่มน้ำสำคัญของภาคตะวันออก ซึ่งเป็น 1 ใน 22 ลุ่มน้ำตามร่างแบ่งลุ่มน้ำใหม่ของประเทศไทย และเป็นส่วนหนึ่งของคลัสเตอร์ลุ่มน้ำภาคตะวันออก มีพื้นที่ทั้งสิน 20,358.99 ตารางกิโลเมตร มีพื้นที่ส่วนใหญ่ครอบคลุม 5 จังหวัด ได้แก่ นครนายก ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี สระแก้ว ชลบุรี และครอบคลุมบางของ 6 จังหวัด ได้แก่ จันทบุรี สระบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ นครราชสีมา และกรุงเทพมหานคร โดยมีพื้นที่อ่างเก็บน้ำทั้งหมดในลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง มีความจุกักเก็บรวม 859.85 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือเพียงแค่ร้อยละ 10.12 ของปริมาณน้ำท่ารายปีเท่านั้น

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง มีปริมาณน้ำต้นทุนเพียงพอต่อความต้องการ ในทุกๆด้าน เพียงแต่ไม่มีแหล่งเก็บกักในช่วงฤดูฝนเท่านั้น เนื่องจากบริเวณตอนบนของลุ่มน้ำมีความลาดชันสูง ทำให้ปริมาณน้ำหลากไหลลงท่วมพื้นที่ราบท้ายลุ่มน้ำช่วงฤดูฝน แต่พอถึงฤดูแล้งก็จะประสบปัญหาชาดแคลนน้ำ เป็นปัญหาซ้ำซากเกิดขึ้นเกือบทุกปี เพราะปริมาณท่าที่สามารถกักเก็บไว้ได้นั้นมีปริมาณน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำท่ารายปี ปริมาณน้ำท่าส่วนใหญ่จะไหลลงสู่แม่น้ำบางปะกงและออกสู่ทะเลในที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาการรุกตัวของน้ำเค็มจากอ่าวไทยเข้าสู่แม่น้ำบางปะกงและแม่น้ำปราจีนบุรี เนื่องจากช่วงท้ายของแม่น้ำมีความลาดชันน้อย ทำให้น้ำเค็มรุกล้ำลึกเข้ามาในแม่น้ำมากกว่า 100 กิโลเมตร โดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งน้ำเค็มจะรุกล้ำไปจนถึงแม่น้ำปราจีนบุรีช่วงอำเภอเมืองปราจีนบุรี และมีผลกระทบคุณภาพน้ำที่จะนำไปใช้เพื่อการเกษตรและการผลิตน้ำประปาเพื่อ อุปโภค-บริโภค

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมว่า พื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรีบางปะกง เป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลได้มีการวางแผน กำหนดเป้าหมาย และทิศทางการพัฒนาอุตสาหกรรมไว้ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น เขตการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสระแก้ว เป็นต้น

ดังนั้น หากไม่มีการดำเนินการใดๆ ปัญหาเรื่องน้ำของลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง จะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบในภาครวมอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องคุณภาพน้ำ น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตร และน้ำเพื่อการอุตสาหกรรม ในขณะที่ปัญหาน้ำท่วมในช่วงฤดูฝนก็จะมีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน ดังนั้น สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) จึงได้ดำเนินโครงการศึกษาเพื่อการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์โครงการพัฒนา น้ำต้นทุน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการ สทนช.กล่าวว่า การดำเนินศึกษาโครงการดังกล่าว เป็นการศึกษาตามสภาพปัจจุบันของลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง เพื่อประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ ที่สามารถน้ำไปสู่ความสมดุลและการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเปรียบเทียบทางเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชนสอด รวมทั้งคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และแผนความมั่นคง แผนแม่บทกาบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ตลอดจนแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดและจังหวัด
สำหรับการดำเนินโครงการศึกษาเพื่อการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์โครงการพัฒนา น้ำต้นทุน ลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง ดังกล่าว จะศึกษาครอบคลุมในทุกๆปัญหา ทั้งปัญหาอุทกภัย ปัญหาภัยแล้ง และปัญหาคุณภาพน้ำ โดยจะศึกษาถึงต้นเหตุของปัญหาว่ามาจากอะไรบ้าง เพื่อที่จะหาแนวทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และผลกระทบน้อยที่สุด หรือผลกระทบสามารถบรรเทาแก้ไขได้ พร้อมทั้งศึกษาประเมินสิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ (SEA) ซึ่งจะเป็นการประเมินศักยภาพและข้อจำกัดของสิ่งแวดล้อมต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อพัฒนาทางเลือกในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในที่เหมาะสมและเกิดความมั่นคงที่สุด เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ สทนช.ยังให้ความสำคัญด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน และการประชาสัมพันธ์ในพื้นที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง การศึกษาในครั้งนี้จะยึดหลักความโปร่งใส และความต่อเนื่องในการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับโครงการทั้งหมด พร้อมเปิดรับฟัง ข้อคิดเห็น ตลอดจนรับข้อเสนอจากชุมชนท้องถิ่น และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการปรับปรุงลักษณะของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นเป็นหลัก และจะกระทำอย่างพิถีพิถัน มีการสื่อสารแบบสองทางผ่านสื่อต่างๆ

ทั้งนี้ คาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จต้นปี 2563 ซึ่งจะทำให้ได้แนวทางที่แก้ไขปัญหาลุ่มน้ำปราจีนบุรี-บางปะกง ที่ดีมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับความต้องการในพื้นที่ มีความสมดุลในทุกๆด้าน บูรณาการทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง อันจะนำไปสู่เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่ง สทนช.จะนำแนวทางการศึกษาดังกล่าวไปขยายผลศึกษาแก้ปัญหาลุ่มน้ำต่างๆ ทั่วประเทศ