ชาวสวนเตรียมเฮ!! บิ๊กเกษตรฯเผยเวียดนามจ่อนำเข้า’มะพร้าวอ่อนไทย’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471193

news_default

ชาวสวนเตรียมเฮ!! บิ๊กเกษตรฯเผยเวียดนามจ่อนำเข้า’มะพร้าวอ่อนไทย’

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 10.59 น.

ชาวสวนมะพร้าวเตรียมเฮ! “อธิบดีกรมวิชาการเกษตร”เผยเวียดนามจ่อนำเข้ามะพร้าวอ่อนไทย ชี้ปี62นำเข้าผลไม้ไทยทั้งสดและอบแห้งกว่า2หมื่นล้าน กรมวิชาการเกษตรเจรจาส่งออกผลไม้สดไทยไปจีนผ่านแดนเวียดนาม

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 น.ส.เสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ไปหารือกับ นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงฮานอย ซึ่งได้แจ้งว่าเวียดนามต้องการนำเข้ามะพร้าวอ่อนจากไทย ซึ่งนับว่าเป็นตลาดใหม่ของมะพร้าวอ่อนไทย ทั้งนี้ ข้อมูลการส่งออกผลไม้ไทยทั้งสดและอบแห้งไปยังเวียดนาม ในปี 2562 มีมูลค่ากว่า 26,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้เตรียมการสำหรับการส่งออกผลไม้ไทยไปจีนในฤดูกาลผลิต และส่งออกผลไม้ในปี 2563 ผ่านประเทศเวียดนาม ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของจีน เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการที่ส่งออกผลไม้สดไปจีน เนื่องจากในการส่งออกผลไม้สดจากไทยไปจีนนิยมขนส่งไปทางบก ซึ่งต้องเป็นไปตามเงื่อนไขภายใต้พิธีสารของไทยและจีนด้านข้อกำหนดในการกักกันโรค และการตรวจสอบสำหรับการขนส่งผลไม้ไทยที่ส่งออกผ่านประเทศที่สามไปยังจีน โดยพิธีสารระบุให้ผู้ประกอบการต้องขนส่งผลไม้สดโดยผ่านเส้นทางที่กำหนด ปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านสุขอนามัยพืชในพิธีสารดังกล่าว รวมทั้งตู้สินค้าที่ขนส่งถึงประเทศจีนต้องปิดผนึกและอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศรับทราบข้อมูลประเด็นดังกล่าว โดยจะประสานและหารือเพื่อติดตามความคืบหน้ากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเวียดนามต่อไป

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวต่อว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อขอให้จีนอนุญาตการขนส่งผลไม้สดผ่านเส้นทางที่มีศักยภาพนอกเพิ่มเติมจากเส้นทางเดิมที่ไทยและจีนมีพิธีสารร่วมกันในปัจจุบันคือ เส้นทางเส้นทาง R3A และเส้นทาง R9 เพื่ออำนวยความสะดวกและลดต้นทุนการขนส่งให้แก่ผู้ประกอบการเนื่องจากปัจจุบันมีเส้นทางอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการขนส่งเพิ่มขึ้น โดยในระหว่างนี้ กรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบหลักด้านการตรวจสอบและกักกันพืชเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออก เช่น การตรวจสอบตามมาตรการสุขอนามัยพืชที่โรงคัดบรรจุ การปรับเปลี่ยนรูปแบบซีลตู้สินค้าและฉลาก รวมทั้งการเชื่อมโยงใบรับรองสุขอนามัยพืชอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น ให้สินค้าผลไม้สดจากไทยที่ส่งออกไปจีนเป็นไปตามเงื่อนไขในพิธีสารดังกล่าวและสอดคล้องกับเงื่อนไขการนำเข้าของจีนอย่างเคร่งครัด

หมูไทยปลอดภัย!! ‘อธิบดีปศุสัตว์’เผยโรคไข้หวัดหมูในไต้หวัน ไม่ใช่โรคระบาดสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471192

news_default

หมูไทยปลอดภัย!! ‘อธิบดีปศุสัตว์’เผยโรคไข้หวัดหมูในไต้หวัน ไม่ใช่โรคระบาดสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 10.52 น.

“อธิบดีกรมปศุสัตว์”เผยการระบาดของโรคไข้หวัดหมูในไต้หวัน ไม่ใช่โรคระบาดสัตว์ ชี้เกิดจากสายพันธุ์หนึ่งของไวรัสไข้หวัดใหญ่ในคน ย้ำหมูไทยปลอดภัย บริโภคได้ตามปกติ

เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรคไต้หวันชี้แจงสถานการณ์การเกิดโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 (A/H1N1) ซึ่งเป็นไข้หวัดใหญ่ในคนที่ระบาดตามฤดูกาลทั่วโลกทุกปี โดยมีอีกชื่อหนึ่งว่า Swine Flu หรือไข้หวัดหมู ทั้งนี้ ไวรัสดังกล่าวเป็นสายพันธุ์ที่มีการผสมข้ามระหว่างสายพันธุ์ที่พบในคน ในไก่ และในหมู พบครั้งแรกใน พ.ศ.2552 หรือ ค.ศ.2009 ระบาดในทวีปอเมริกาเหนือ ได้แก่ เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา จากนั้นระบาดไปทั่วโลก โดยจะระบาดในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ซึ่งสายพันธุ์ดังกล่าวยังไม่เคยพบในหมูทั่วไป จึงไม่ติดต่อโดยการสัมผัสหรือกินเนื้อหมู ต่อมาองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้เรียกตรงกันว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 หรือ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ A

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวต่อว่า ขอให้คนไทยอย่าตระหนก ว่าบริโภคเนื้อหมูแล้วมีความเสี่ยงจะติดเชื้อไวรัส เอช 1 เอ็น 1 เนื่องจากการผลิตเนื้อสัตว์ของไทยได้มาตรฐานสากล และมีความปลอดภัยในระดับสูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งขอความร่วมมือไม่ส่งต่อข่าวเท็จที่สร้างความสับสนต่อสังคมวงกว้าง หากประชาชนมีข้อสงสัยเกี่ยวกับภาคปศุสัตว์หรือข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง สามารถสอบถามได้ที่สำนักควบคุมป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือแจ้งผ่านแอพพลิเคชั่นมือถือ “DLD 4.0” ได้ตลอดเวลา

สำหรับโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งเป็นโรคในคนสามารถติดต่อกันได้ผ่านทางน้ำมูก น้ำลาย หากผู้ป่วยไอหรือจามแล้วคนปกติเข้าไปใกล้ก็มีโอกาสรับเชื้อได้และเกิดการติดต่อ ดังนั้น ในผู้ป่วยโรคดังกล่าวควรป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค โดยการปิดปากเมื่อไอหรือจาม และล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่หรือเจลฆ่าเชื้อโรค รวมถึงการสวมหน้ากากอนามัย เป็นสิ่งที่ควรทำหากรู้ตัวว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น ที่สำคัญที่สุดผู้ป่วยโรคนี้ไม่ควรออกจากบ้าน หากทำงานหรือเรียนหนังสืออยู่ควรลาเพื่อไม่ให้เกิดการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น

ตั้งพนักงานจนท.บังคับใช้กม.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471017

news_default

ตั้งพนักงานจนท.บังคับใช้กม.ป้องกันทารุณกรรมสัตว์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยถึงความก้าวหน้าการออกกฎหมายลำดับรองของพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 ปัจจุบันกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกประกาศแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557(ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2562 โดยให้ข้าราชการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือ ปลัดเทศบาล ปลัดองค์การบริหารส่วนตำบล ปลัดกรุงเทพมหานคร และปลัดเมืองพัทยา เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการตามพ.ร.บ.ป้องกันทารุณกรรมฯ ภายในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ

“การแต่งตั้งให้ท้องถิ่นเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมฯ เป็นการแต่งตั้งเพิ่มเติม ซึ่งเดิมมีประกาศกระทรวงเกษตรฯแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมฯ ลงวันที่ 29 มีนาคม 2562 คือ อธิบดีกรมปศุสัตว์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ผู้อำนวยการกอง/สำนักที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค สำนักงานปศุสัตว์เขต สำนักงานปศุสัตว์จังหวัด และสำนักงานปศุสัตว์อำเภอ” อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว

สำหรับอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมฯ เป็นไปตามมาตรา 25 แห่งพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมฯ 1) มีหนังสือเรียกเจ้าของสัตว์ ผู้แทนองค์กรจัดสวัสดิภาพสัตว์ ผู้ดูแลสถานสงเคราะห์สัตว์หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำ หรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องมาเพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการตามพ.ร.บ.นี้ 2)เข้าไปในสถานที่ใดๆ เพื่อตรวจสอบ เมื่อได้รับแจ้งหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทารุณกรรมสัตว์ตาม พ.ร.บ.นี้ ซึ่งการเข้าไปในสถานที่เพื่อตรวจค้นต้องมีหมายค้น เว้นแต่มีเหตุอันควรเชื่อว่าหากเนิ่นช้ากว่าจะเอาหมายค้นมาได้ จะมีการยักย้าย ซุกซ่อน หรือทำลายหลักฐานที่เกี่ยวกับการทำความผิด ให้ดำเนินการค้นได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น แต่ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาว่าด้วยการค้น

3)สั่งให้หยุดซึ่งยานพาหนะเพื่อตรวจสอบ เมื่อรับแจ้งหรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการ ทารุณกรรมสัตว์ตามพ.ร.บ.นี้ 4) ยึดหรืออายัดสัตว์หรือซากของสัตว์ที่มีเหตุอันควรสงสัยว่าถูกฆ่าหรือถูกทารุณกรรม รวมทั้งเอกสาร หลักฐาน ยานพาหนะเครื่องมือ อุปกรณ์ หรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.นี้ เพื่อเป็นพยาน หลักฐานในการดำเนินคดี 5)นำสัตว์ที่ถูกทารุณกรรมไปตรวจรักษาหรือช่วยเหลือสัตว์ที่ตกอยู่ในภยันตราย ในกรณีที่ปรากฏว่าสัตว์นั้นไม่มีผู้ใดให้การรักษาหรือช่วยเหลือทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการตามพ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 เรียบร้อยและมีประสิทธิภาพรวมทั้งเป็นการกระจายอำนาจให้ดูแลสัตว์อย่างทั่วถึง ซึ่งกรมปศุสัตว์ยังทำหน้าที่กำกับดูแลกฎหมายฉบับนี้ให้เป็นไปตามเจตนารมณ์คุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ทุกมิติให้อยู่ร่วมกันกับสังคมอย่างปกติสุข

สศก.ติดตามรายงาน World Bank แนะปฏิรูปภาคเกษตรยกระดับสู่ปท.มีรายได้สูง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471021

news_default

สศก.ติดตามรายงาน World Bank แนะปฏิรูปภาคเกษตรยกระดับสู่ปท.มีรายได้สูง

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการเปิดตัว “รายงานตามติดเศรษฐกิจไทยของธนาคารโลก ฉบับที่ 40” (Launch of the 40th edition of Thailand Economic Monitor: Productivity for Prosperity) จัดโดยธนาคารโลก (World Bank) เมื่อวันที่ 17 มกราคม ซึ่งสศก.ร่วมงานดังกล่าว เพื่อติดตามสถานการณ์ด้านเศรษฐกิจของไทยและนโยบายเพื่อพัฒนาประเทศไทยช่วงปีที่ผ่านมา โดย World Bank ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยปี 2562 ขยายตัวต่ำจากความไม่สงบของสถานการณ์การค้าและการเมืองภายนอก ประกอบกับปัญหาภัยแล้งที่รุนแรงในประเทศ ส่งผลให้การส่งออกสินค้าของไทยลดลง แต่การขยายตัวของ GDP ยังคงได้รับแรงหนุนจากภาคบริการเป็นหลัก

รายงานดังกล่าว World Bank เน้นประเด็นที่เกี่ยวกับการเพิ่มผลิตภาพสู่ความรุ่งเรืองภายใต้บริบทเศรษฐกิจไทยช่วงเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นประเทศที่มีรายได้สูง
หากประเทศไทยต้องการบรรลุเป้าหมายที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่ประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580 ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไทยต้องมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ สูงกว่าร้อยละ 5 ต่อเนื่องจนถึงปี 2568 โดยต้องปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคเกษตร ซึ่งมีการจ้างแรงงานในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 30 ของกำลังแรงงานทั้งหมดในประเทศไทย และนับว่ามีสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจและระดับรายได้ต่อหัวแบบเดียวกัน อาทิ มาเลเซีย มีสัดส่วนแรงงานในภาคเกษตรเพียง ร้อยละ 11 นอกจากนี้ แรงงานภาคเกษตรไทยยังมีผลิตภาพไม่สูงนัก จึงส่งผลให้การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ยังไม่สมบูรณ์ดังนั้น การเพิ่มผลิตภาพของแรงงานและการลงทุนในภาคการเกษตร ควบคู่กับการดำเนินมาตรการที่มีประสิทธิภาพ อาทิ เพิ่มประสิทธิภาพความยั่งยืนของการลงทุนด้านชลประทาน การเพิ่มงบประมาณเพื่อการวิจัยและโครงการส่งเสริมเกษตรกรรม จะช่วยให้บรรลุเป้าหมายทางเศรษฐกิจดังกล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯดำเนินการที่สอดคล้องกับข้อเสนอเชิงนโยบายของ World Bank ในการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อเพิ่มผลิตภาพในภาคเกษตรกรรมของไทย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลแก่เกษตรกรเพื่อยกระดับเกษตรกรสู่ Smart Farmer การดำเนินโครงการศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) การลงทุนเพิ่มพื้นที่ชลประทาน การวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์พืชและสัตว์ให้ทนต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม โดยโครงการที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการอยู่นั้น จะช่วยเพิ่มผลผลิตและยกระดับผลิตภาพในภาคเกษตรกรรมของไทยให้ดีขึ้น และจะช่วยสนับสนุนให้เกิดการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจของไทยเพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2580

ผลประกอบการสยามคูโบต้าพุ่ง5.4หมื่นล้าน ตั้งเป้าปี’63โต5-10%มุ่งสร้างนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471020

news_default

ผลประกอบการสยามคูโบต้าพุ่ง5.4หมื่นล้าน ตั้งเป้าปี’63โต5-10%มุ่งสร้างนวัตกรรมเกษตรอัจฉริยะ

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายทาคาโนบุ อาซึมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด เปิดเผยว่า ปี 2562 ที่ผ่านมา แนวโน้มการเกษตรทั่วโลกให้ความสำคัญเรื่องเกษตรอัจฉริยะและเกษตรอัตโนมัติ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานภาคเกษตรทั่วโลก คูโบต้าคอร์ปอเรชั่น ญี่ปุ่น จึงคิดค้นนวัตกรรมใหม่เพื่อช่วยบริหารจัดการฟาร์ม เพิ่มคุณภาพผลผลิต ลดต้นทุน ตลอดจนทำให้การเกษตรเป็นเรื่องง่ายขึ้น ซึ่งสยามคูโบต้าได้วิจัยพัฒนาเพื่อปรับใช้ให้เหมาะสมกับประเทศไทยมา ส่งให้ผลประกอบการในปี 2562 มียอดขาย 54,000 ล้านบาท สัดส่วนในประเทศ : ต่างประเทศเท่ากับ 33,000 ล้านบาท : 21,000 ล้านบาท ด้วยมูลค่ายอดขายในประเทศเติบโตเกือบ 10% จากปีก่อนหน้า สำหรับปี 2563 สยามคูโบต้าตั้งเป้าเติบโตในอัตรา 5-10% ทั้งนี้ นโยบายของคูโบต้าคอร์ปอเรชั่นมุ่งมั่นที่จะทำให้แบรนด์คูโบต้า เป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลก หรือ “Global Major Brand (GMB)” ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นในสินค้าและอะกริโซลูชั่นให้ทั่วโลก พร้อมเป็นองค์ตอบแทนสังคม ไม่เพียงมุ่งพัฒนาภาคเกษตรและภาคอุตสาหกรรมของไทยและอาเซียน แต่ยังคำนึงถึงความรับผิดชอบที่จะส่งมอบสินค้าตรงความต้องการของลูกค้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำนวัตกรรมเกษตรขออาเซียนอย่างแท้จริง

นายสมศักดิ์ มาอุทธรณ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส เปิดเผยว่า ปีที่ผ่านมาเกิดสถานการณ์ภัยแล้ง น้ำท่วม ประกอบกับสงครามทางการค้าส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ราคาสินค้าเกษตรและราคาผลผลิตปรับตัวลดลงส่งผลให้ภาพรวมของภาคการเกษตรของไทยมีการผันผวนเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์มวลรวมภาคเกษตร (GDP ภาคเกษตร) เติบโตขึ้น 0.5% จากปีที่ผ่านมาโดยมีพืชเศรษฐกิจหลักเช่น ข้าว และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ราคาอยู่ในเกณฑ์ดี

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐแก้ปัญหาโดยออกนโยบายด้านสินเชื่อ มาตรการประกันรายได้และให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำซื้อเครื่องจักร เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน สำหรับ สยามคูโบต้าให้ความช่วยเหลือเกษตรกรเมื่อเกิดภัยพิบัติอย่างต่อเนื่องเช่นกันจากปัญหาขาดแคลนแรงงาน ทำให้มีการคาดการณ์ว่าแนวโน้มตลาดเกษตรอัจฉริยะจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 19% ต่อปี สยามคูโบต้าจึงเร่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อสนับสนุนภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี IoT เซ็นเซอร์ นวัตกรรมการถ่ายภาพที่ส่งให้เกษตรกรได้แบบเรียลไทม์(Real Time) ทำให้ติดตามความเปลี่ยนแปลงของพืชที่ปลูก ทำให้รับทราบปัญหาเพื่อแก้ไขทันการณ์

นอกจากนี้ ยังมีระบบบริหารจัดการเครื่องจักร อาทิ ระบบ KIS (Kubota Intelligence Solutions) ที่นำ GPS Telematics มาช่วยบริหารจัดการเครื่องจักรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำเกษตรได้อย่างแม่นยำ (Precision Agriculture) และยังมีการนำโดรนมา ใช้ฉีดพ่นสารชีวภัณฑ์ทางการเกษตรแทนแรงงานคน รวมทั้งการจัดการเครื่องจักรกลการเกษตรและอุปกรณ์ต่างๆ ภายในฟาร์มด้วย นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดโครงการบ่มเพาะสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมการเกษตรระดับนานาชาติ (Global AgTech Acceleration Program) เพื่อพัฒนาภาคการเกษตรให้เป็นเกษตรอัจฉริยะ

ซอกแซกอาเซียน : 6 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471025

566101

ซอกแซกอาเซียน : 6 กุมภาพันธ์ 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

มาว่ากันต่อในเรื่องของพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ.2559 นะครับ

สาระสำคัญของพระราชบัญญัตินี้ มีอยู่เพียง 4 มาตรา คือ มาตราที่ 4 ถึง มาตราที่ 7 นอกเหนือจากมาตราต้นๆ และท้ายสุดที่โดยมาตรฐานในการเขียนกฎหมายต้องมี ดังที่กระผมได้กล่าวไปแล้วในฉบับที่ผ่านมา ส่วนการเล่าถึงสาระสำคัญเหล่านี้ ผมขออนุญาตว่ารวมๆ กันไปโดยไม่แยกพูดเป็นรายมาตรา เพราะมิฉะนั้น เดี๋ยวจะกลายเป็นเลคเชอร์ตำราวิชากฎหมายไป

เริ่มแรกในการคุ้มครองสำนักเลขานุการแอปเตอร์ หรือบางคนชอบเรียกสั้นๆ ว่า ฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์ พระราชบัญญัติได้กำหนดให้สำนักงานแอปเตอร์เป็นนิติบุคคล และมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย อันนี้ขอเน้นก่อนนะครับว่า การคุ้มครองของพระราชบัญญัตินี้นั้น คุ้มครองเฉพาะสำนักเลขานุการที่ตั้งอยู่ที่อาคารสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้แก่ ทรัพย์สิน บุคลากร และสิทธิประโยชน์ต่างๆ นะครับ หากแต่มิได้รวมไปถึงการคุ้มครองตัวองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสามซึ่งถือเป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลหรือระหว่างชาติ ที่บรรดาประเทศสมาชิก 13 ประเทศร่วมกันจัดตั้งขึ้นตามข้อตกลงแอปเตอร์ เพราะนั่นเป็นกิจการนอกเขตอำนาจของทางการไทยเรา ข้อดีของสภาพการเป็นนิติบุคคลของฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์นี้ เห็นได้ชัดประการแรกเลยก็คือสามารถทำนิติกรรมต่างๆ ได้ด้วยตนเอง

ในสมัยก่อนฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์ เวลาจะทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคารไทย จำเป็นต้องอาศัยในนามของ สศก. เพราะเป็นหน่วยงานระดับนิติบุคคลไทย ที่ได้รับมอบหมายให้อำนวยความสะดวกให้แอปเตอร์ แต่ปัจจุบันไม่ต้องแล้ว ฝ่ายเลขาฯแอปเตอร์ สามารถทำธุรกรรมต่างๆ กับธนาคารได้โดยตรง ตลอดจนสามารถจัดซื้อจัดจ้างกับภาคเอกชนได้โดยอิสระ และมีผลผูกพันธ์ตามกฎหมายไทย กล่าวคือสามารถฟ้องร้องและถูกฟ้องร้องได้ในขณะเดียวกัน แต่กระนั้น สำนักเลขานุการแอปเตอร์ก็มิใช่ส่วนราชการของ สศก. หรือส่วนราชการใดๆ แห่งราชอาณาจักรไทย ที่จะต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบของทางการไทย ไม่ว่าจะเป็น สตง. หรือ ปปช.หรือหน่วยตรวจสอบไทยอื่นๆ ในทุกกรณี หากแต่ต้องถูกตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบบัญชีเอกชนที่ระเบียบกำหนดว่าทุกปี ฝ่ายเลขานุการแอปเตอร์ต้องมีการจ้างให้ดำเนินการเป็นรายปีเมื่อสิ้นปีปฏิทิน แล้วจะต้องนำเสนอคณะมนตรีแอปเตอร์ หรือ APTERR Council ในที่ประชุมประจำปีอีกด้วย

ความเป็นไปในเรื่องความเป็นนิติบุคคลนี้ เผอิญในยุคที่ผมมาเป็นผู้บริหารสำนักเลขานุการแอปเตอร์ตั้งแต่ ปี 2559 ซึ่งเป็นรอยต่อระหว่างที่มีพระราชบัญญัติฉบับนี้พอดี ก็ได้มีการปรับปรุงแบบแผนและวิธีการบริหารงานกันขนานใหญ่ แล้วเราก็ได้มีการประชาสัมพันธ์สำนักงานกัน เริ่มตั้งแต่ผมได้จัดงานวันครบรอบสถาปนาการจัดตั้งแอปเตอร์ ที่ออฟฟิศ โดยจัดนิทรรศการย่อมๆ ถึงที่มาและวิธีการดำเนินงาน ตลอดจนผลสำเร็จของการทำงาน ที่สำคัญคือ ได้เชิญบุคคลสำคัญมาร่วมงานและร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่จัดแบบง่ายๆ บุคคลสำคัญที่ผมและทีมงานเชิญ เช่น ท่านเอกอัครราชทูตประเทศสมาชิกแอปเตอร์ที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ท่านเลขาธิการ สศก ท่านนายกสมาคมชาวนาต่างๆ นายก ผู้ส่งออกข้าว นายก โรงสี และผู้มีเกียรติอื่นๆ บรรยากาศชื่นมื่นดี แม้ว่าตัวท่านทูตประเทศต่างๆ อาจติดภารกิจไม่ได้มาร่วม แต่ก็ยังส่งผู้แทนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมจำนวนไม่น้อยทีเดียว

การประชาสัมพันธ์องค์กรอีกวิธีหนึ่ง คือ การออกไปจัดนิทรรศการครับ ผมและคณะอาศัยว่า ที่กรมการข้าว ได้มีการจัดงานวันข้าวและชาวนาแห่งชาติเป็นประจำทุกปี ในวันที่ 5 มิถุนายน เขามีบูธให้สามารถจองเพื่อจัดนิทรรศการได้ ทางพวกเราก็ได้อาศัยจังหวะนี้ เข้าไปร่วมจัดนิทรรศการให้สาธารณชนได้รู้จักกับองค์กรของเราให้มากขึ้น นอกจากนี้ ผมยังได้ออกอากาศรายการวิทยุตอนเช้า ชื่อ กู๊ดมอร์นิ่งอาเซียน ซึ่งเป็นรายการที่พูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวความเป็นไปของประเทศในอาเซียนด้วย ก็คงจะช่วยให้สำนักเลขานุการแอปเตอร์ได้มีโอกาสผ่านหูผ่านตาท่านผู้อ่านบ้างละครับ

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

เตรียมแผนป้องกันภัยแล้งสวนไม้ผลเมืองจันท์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/471018

news_default

เตรียมแผนป้องกันภัยแล้งสวนไม้ผลเมืองจันท์

วันพฤหัสบดี ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายชาตรี บุญนาค รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร รับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์การออกดอกติดผลของผลไม้ภาคตะวันออกและการเตรียมการป้องกันภัยแล้งสวนผลไม้จ.จันทบุรี โดยมีนายดำรงฤทธิ์หลอดคำ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จ.ระยอง ให้ข้อมูล ณ สำนักงานเกษตรจังหวัดจันทบุรี ขณะนี้พื้นที่ภาคตะวันออก โดยเฉพาะ จ.จันทบุรี คณะทำงานสำรวจข้อมูลไม้ผลเศรษฐกิจภาคตะวันออก ได้พยากรณ์ผลผลิตครั้งที่ 2/2563 เมื่อวันที่ 24 มกราคม มีพื้นที่ปลูกไม้ผลรวม 1,038,126 ไร่ สำหรับการคาดการณ์ไม้ผลเศรษฐกิจที่จะให้ผลผลิต ปี 2563 ประกอบด้วย ทุเรียน พื้นที่ปลูก 238,932 ไร่ คาดว่าจะให้ผลผลิต 417,344 ตัน มังคุด พื้นที่ปลูก 131,344 ไร่ ผลผลิต139,561 ตัน เงาะพื้นที่ปลูก 55,191 ไร่ ผลผลิต 109,475 ตัน และลำไย พื้นที่ปลูก 211,955 ไร่ ผลผลิต 218,759 ตัน ปริมาณผลผลิตเพิ่มขึ้นทุกชนิดประมาณ 18% โดยปริมาณแหล่งน้ำในจันทบุรีมี 5 แหล่ง ประกอบด้วย อ่างเก็บน้ำคลองศาลทราย อ่างเก็บน้ำคลองพระพุทธ อ่างเก็บน้ำคลองประแกต เขื่อนศิรีธาร และเขื่อนพลวง ซึ่งปริมาณน้ำยังมีเพียงพอสำหรับความต้องการของไม้ผลตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเมษายน และเกษตรกรกว่า 70% เก็บกักและสำรองน้ำไว้ใช้จนถึงช่วงเดือนมิถุนายน

นายดำรงฤทธิ์ หลอดคำ ผอ.สสก.ที่ 3 จ.ระยอง กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนการตรวจรับรองแปลง GAP ใน ไม้ผล 3 ชนิด คือ ทุเรียน ผ่านการตรวจแล้ว 5,663 แปลง รอตรวจ 10,410 แปลง มังคุด ตรวจแล้ว 4,753 แปลงรอตรวจ 7,460 แปลง และลำไย ตรวจผ่านแล้ว 10,644 แปลง รอตรวจ 98 แปลงนอกจากนี้ ยังเตรียมแผนรับมือการกระจายผลผลิตออกสู่ตลาดในประเทศ โดยวางแผนบริหารจัดการร่วมกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ สำหรับการกระจายตัวของผลผลิตจะเริ่มออกสู่ตลาดตั้งแต่ปลายเดือนมกราคมถึงเดือนตุลาคม ซึ่งผลผลิตจะออกกระจุกตัวสูงสุดช่วงเดือนพฤษภาคม 2563

‘ปลาทู’กลับมาแล้ว!กษ.‘ปิดอ่าวตัว ก.’3เดือนขยายถึงหัวหิน เปิดโอกาสสัตว์น้ำผสมพันธุ์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470977

‘ปลาทู’กลับมาแล้ว!กษ.‘ปิดอ่าวตัว ก.’3เดือนขยายถึงหัวหิน เปิดโอกาสสัตว์น้ำผสมพันธุ์

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 13.09 น.

‘ปลาทู’กลับมาแล้ว!กษ.‘ปิดอ่าวตัว ก.’3เดือนขยายถึงหัวหิน เปิดโอกาสสัตว์น้ำผสมพันธุ์

5 กุมภาพันธ์ 2563 นายนราพัฒน์ แก้วทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมประมง เตรียมประกาศใช้มาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทยตอนกลาง ประจำปี 2563 ในเขตพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม 2563 ต่อด้วยเขตพื้นที่พิเศษ 7 ไมล์ทะเล และพื้นที่อ่าวประจวบ-หัวหิน อีก 30 วัน

“ผลการศึกษาพบว่ามาตรการฯที่บังคับใช้ สอดคล้องกับวงจรชีวิตปลาทู สามารถฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำได้อย่างยั่งยืน โดยมาตรการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ วางไข่ เลี้ยงตัวอ่อน ทะเลอ่าวไทย หรือที่เรียกว่าปิดอ่าวไทย คือ แนวทางการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีใช้อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นนโยบายที่กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญอย่างมาก และเป็นภารกิจหลักของกรมประมงที่ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง” นายนราพัฒน์ กล่าว

ด้านนายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีสถิติการตรวจสอบเก็บข้อมูลทางวิชาการ ทั้งเรื่องจำนวน และความหลากหลายของชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ พบว่า จำนวนสัตว์น้ำในกลุ่มปลาทูลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับห้วงเวลาเดียวกันในอดีต ซึ่งมาจากหลายเหตุปัจจัย ทั้งเรื่องความเสื่อมโทรมของทรัพยากรสัตว์น้ำและสิ่งแวดล้อม ความต้องการของผู้บริโภค และมีเรือประมงบางส่วนที่ใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาทำการประมงในพื้นที่ นอกจากนี้ เมื่อมีการติดตามสภาวะทรัพยากรสัตว์น้ำในแต่ละปีหลังจากมาตรการปิดอ่าว พบว่า ลูกพันธุ์สัตว์น้ำที่เกิดขึ้นในช่วงมาตรการและอาศัยอยู่ในแนวชายฝั่ง ถูกจับขึ้นมาจำนวนมาก

นายบัญชา ระบุว่า ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นต้นเหตุของปริมาณสัตว์น้ำที่ลดจำนวนลงทั้งสิ้น แต่เมื่อหลังจากที่ได้มีการปรับปรุงกฎหมายพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พร้อมทั้งมีมาตรการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ทำให้จำนวนประชากรสัตว์น้ำเริ่มฟื้นฟูกลับคืนมาจำนวนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการใช้มาตรการอนุรักษ์อย่างเหมาะสมและไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อการประกอบอาชีพของพี่น้องชาวประมงมากนัก เมื่อปี 2561 กรมประมงได้มีการออกประกาศ ลงวันที่ 31 มกราคม 2561 เพื่อกำหนดพื้นที่และระยะเวลาฤดูปิดอ่าวไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยพื้นที่ปิดอ่าวไทยตอนกลาง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 27,000 ตารางกิโลเมตร บางส่วนของ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี (เขต 1) ระยะเวลา 3 เดือน ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม ของทุกปี

นอกจากนี้ ได้กำหนดให้เครื่องมือประมงบางชนิดของกลุ่มประมงขนาดเล็กซึ่งไม่กระทบกับมาตรการปิดอ่าวให้สามารถใช้ทำการประมงได้ ดังนี้  เครื่องมืออวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่างที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดความยาวไม่เกิน 16 เมตร ต้องทำการประมงในเวลากลางคืน และต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่งด้วย เครื่องมืออวนติดตาปลาที่ใช้ประกอบเรือกลที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส และต้องใช้ช่องตาอวนตั้งแต่สองนิ้วขึ้นไป กรณีที่ชาวประมงต้องการใช้เครื่องมืออวนติดตาปลาที่มีความยาวอวนเกิน 2,500 เมตร ต่อเรือประมง 1 ลำ จะต้องใช้นอกเขตทะเลชายฝั่ง เท่านั้น

เครื่องมืออวนปู อวนลอยกุ้ง  เครื่องมืออวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกหมึก ที่ใช้ประกอบกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) ต้องทำการประมงนอกเขตทะเลชายฝั่ง ลอบปู ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนด ลอบหมึกทุกชนิด ซั้งทุกชนิดที่ใช้ประกอบทำการประมงพื้นบ้าน สามารถทำการประมงได้ในเขตทะเลชายฝั่ง คราดหอย ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนด อวนรุนเคย ต้องทำการประมงตามเงื่อนไขที่กำหนดโดยประกาศกระทรวงฯ จั่น ยอ แร้ว สวิง แห เบ็ด สับปะนก ขอ ลอบ ฉมวก และเครื่องมืออื่นใดที่ไม่ใช้ประกอบเรือกลขณะทำการประมง

เรือประมงที่มีขนาดต่ำกว่า 10 ตันกรอส ที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้าไม่ถึง 280 แรงม้า ประกอบเครื่องมือทำการประมงที่มิใช่เครื่องมือตามประเภท วิธีการทำการประมงที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศกำหนดให้เป็นประมงพาณิชย์ทำการประมง ยกเว้นอวนครอบ อวนช้อน หรืออวนยกปลากะตัก ที่ใช้ประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เครื่องปั่นไฟ) และที่ห้ามตามประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง กำหนดเครื่องมือทำการประมง วิธีการทำการประมง และพื้นที่ทำการประมงที่ห้ามใช้ทำการประมงในที่จับสัตว์น้ำเขตทะเลชายฝั่ง พ.ศ. 2561 ลงวันที่ 9 พฤศจิกายน 2560

นอกจากนี้ ยังได้มีการกำหนดให้หลังเปิดอ่าวตอนกลางแล้ว ให้ปิดอ่าวต่อที่เขตพื้นที่พิเศษ 7 ไมล์ทะเล และพื้นที่อ่าวประจวบฯ อีก 30 วัน เพื่อให้การบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำมีไข่ฯ สอดคล้องกับวงจรชีวิตปลาทู ทำให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และจากการสุ่มเก็บตัวอย่างประชากรปลาทูช่วงมาตรการปิดอ่าวไทยปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่าจำนวน อายุ และขนาดความยาวของปลาทู สามารถบ่งชี้ถึงความเหมาะสมของการใช้มาตรการปิดอ่าวไทยฯ ดังนี้

ช่วงการประกาศใช้มาตรการปิดอ่าว 15 กุมภาพันธ์-15 พฤษภาคม ระยะเวลา 90 วัน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สุราษฎร์ธานี พ่อแม่ปลาทูมีความสมบูรณ์เพศ ผสมพันธุ์ และมีการแพร่กระจายของลูกปลาทู-ปลาลัง และปลาเศรษฐกิจขนาดเล็ก ซึ่งสอดคล้องกับการประกาศใช้มาตรการฯ

ช่วงต่อเนื่องระยะ 7 ไมล์ทะเล 16 พฤษภาคม-14 มิถุนายน ระยะเวลา 30 วัน ในอ่าวตอนกลาง ลูกปลาวัยอ่อนที่เกิดบริเวณพื้นที่มาตรการมีโอกาสเลี้ยงตัวบริเวณชายฝั่ง

ช่วงพื้นที่อ่าวประจวบฯ จากเขาตาม่องไล่ ถึง อ.หัวหิน 16 พฤษภาคม-14 มิถุนายน ระยะเวลา 30 วัน ลูกปลาขนาดเล็ก เดินทางเคลื่อนเข้าสู่อ่าวไทยรูปตัว ก และเมื่อถึงวันที่ 15 มิถุนายน-30 กันยายน กรมประมงก็จะมีการประกาศปิดอ่าวตัว ก เพื่อรักษาปลาทูสาวให้เจริญเติบโตเป็นพ่อแม่พันธุ์ และพร้อมเดินทางลงไปผสมพันธุ์วางไข่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ (ปิดอ่าวไทย) ซึ่งปริมาณสัตว์น้ำเพิ่มขึ้น โดยพบว่าปี 2562 หลังจากเปิดอ่าว เรืออวนล้อม จับสัตว์น้ำได้เพิ่มขึ้น 114,056 ตัน แบ่งเป็นชนิดพันธุ์ปลาทู จับได้ในเดือนมิถุนายน จาก 578 ตัน เป็น 1,880 ตัน ในเดือนกรกฏาคม

รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมง แจ้งผู้ประสงค์ทำการประมงพาณิชย์กว่า 1 หมื่นลำ ในน่านน้ำไทย รอบปีการประมง  63-64 สำหรับเรือประมง-ขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป หรือเรือประมงที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้า 280 แรงม้าขึ้นไป หรือเป็นเรือที่มีหรือใช้เครื่องมือทำรมว.เกษตรฯกำหนดให้มายื่นคำขอรับใบอนุญาตทำประมงพาณิชย์ และยื่นคำขอรับหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอออกใบอนุญาตใช้เรือ ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 5-29 ก.พ.นี้เท่านั้น หากไม่มีใบอนุญาตฯจะไม่มีสิทธิทำประมงพาณิชย์ได้ในรอบปีการประมง 63– 64

สำหรับขั้นตอนและระยะเวลาขอรับใบอนุญาตฯ สำหรับปีการประมง 63-64 นั้น กรมประมงกำหนดให้ผู้ประสงค์ทำประมงพาณิชย์ยื่นคำขอรับใบอนุญาต และยื่นขอรับหนังสือรับรองประกอบการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือ ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 5-29 กุมภาพันธ์ โดยกรมประมงจะพิจารณาจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ภายในวันที่ 1-15 มีนาคม 63 ในส่วนเรือประมงพื้นบ้าน มาขึ้นทะเบียนแล้ว กว่า 5.3หมื่นลำ ที่สามารถออกจับสัตว์ได้ โดยไม่ต้องแจ้งขอใบอนุญาตทำการประมงเนื่องจากเป็นการประมงเพื่อยังชีพ

กรมชลฯรณรงค์ประหยัดน้ำได้ผล ภาคอุตสาหกรรมระยอง-ชลบุรีขานรับหลัก3R #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470792

news_default

กรมชลฯรณรงค์ประหยัดน้ำได้ผล ภาคอุตสาหกรรมระยอง-ชลบุรีขานรับหลัก3R

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล รองอธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยต่อว่า กรมชลประทานประสบผลสำเร็จการรณรงค์ประหยัดใช้น้ำกับภาคอุตสาหกรรมในจ.ระยอง และชลบุรี เพื่อให้น้ำที่มีอยู่พอใช้ถึงฤดูฝน โดยร่วมดำเนินงานกับการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ทำหนังสือขอความร่วมมือไปถึงผู้ประกอบการอุตสาหกรรมตั้งแต่ปลายปี 2562 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ดำเนินการควบคู่ไปกับมาตรการลดใช้น้ำ 10-15% และพิจารณานำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ ลดปริมาณใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทานนำหลัก 3R (Reduce Reuse Recycle) มาใช้ช่วยลดใช้น้ำได้แล้ว 3,200 ลบ.ม.ต่อวัน นอกจากนี้ ยังใช้น้ำจากระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเล (Sea Water Reverse Osmosis :SWRO) ลดใช้น้ำดิบไปได้ 9,600 ลบ.ม.ต่อวัน โดยทั้งสองแนวทางลดใช้น้ำจากเดิมลงไป 8% รวมทั้งยังดำเนินมาตรการประหยัดน้ำเพิ่มเติม ดังนี้

ช่วงมกราคม-มิถุนายน 2563 ดำเนินการตามโครงการ Quick Win อาทิ ลดทิ้งน้ำจากหม้อน้ำ ขยายเวลาเดินเครื่องทรายกรองจะประหยัดน้ำได้ 1.06 ล้านลบ.ม.หรือ 3.8% และปรับปรุง/ขยายระบบผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลจะประหยัดน้ำได้ 1.62 ล้านลบ.ม.หรือ 5.9% ช่วงมกราคม-กุมภาพันธ์ ปรับเลื่อนกำหนดการซ่อมบำรุงใหญ่ของโรงงานมาทำช่วงฤดูแล้งช่วยประหยัดน้ำได้ 1.04 ล้านลบ.ม. หรือ 4% ช่วงเมษายน – มิถุนายน ปรับปรุง/ติดตั้ง ระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำน้ำกลับมาใช้ ประหยัดน้ำได้ 0.7 ล้านลบ.ม.หรือ 2.5% ทั้งหมดจะสามารถลดการใช้น้ำเพิ่มเติมในช่วงดังกล่าวรวม 4.42 ล้านลบ.ม. หรือราว 16%

ส่วนพื้นที่อื่น กรมเตรียมความพร้อมรับมือภัยแล้งเช่นกัน โดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ เช่น เชียงใหม่ ซึ่งปีนี้มีปริมาณฝนตก
เฉลี่ยในพื้นที่มีอยู่ที่ 862 มิลลิเมตร น้อยกว่าเกณฑ์เฉลี่ยถึง 23 % กรมฯจึงเตรียมรับมือล่วงหน้าด้วยการใช้น้ำอย่างประหยัดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ปัจจุบันลดใช้น้ำจาก 2 เขื่อนใหญ่ของจังหวัดคือ เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชลได้ 17.2 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.)
หรือใช้น้ำลดลง 34% และเขื่อนแม่กวงอุดมธารา ได้อีก 22.7 ล้านลบ.ม. หรือใช้น้ำลดลง 27%

โดยปริมาณน้ำล่าสุดของเขื่อนทั้งสองแห่งดังกล่าว ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 138 ล้านลบ.ม. หรือ 52% ของความจุเขื่อน โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 125.81 ล้านลบ.ม.และเขื่อนแม่กวงอุดมธาราจะมีปริมาณน้ำเหลืออยู่ 73 ล้านลบ.ม. หรือ 27% ของความจุเขื่อน เป็นปริมาณน้ำที่ใช้งานได้ 59 ล้านลบ.ม อยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษซึ่งกรมมั่นใจว่าถ้าบริหารจัดการน้ำตามแผนที่วางไว้และประชาชนใช้น้ำประหยัดรู้คุณค่า ปริมาณน้ำต้นทุนที่เหลืออยู่เพียงพออุปโภคบริโภคจนถึงฤดูฝน ที่ปีนี้อาจมีล่าช้าคือ ประมาณต้นเดือนกรกฎาคม 2563 อย่างแน่นอน

ดีเดย์5-29กพ.เปิดขอใบอนุญาตทำประมง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470793

news_default

ดีเดย์5-29กพ.เปิดขอใบอนุญาตทำประมง

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมประมงแจ้งผู้ประสงค์ทำการประมงพาณิชย์ในน่านน้ำไทย รอบปีการประมง 2563-2564 สำหรับเรือประมง-ขนาด 10 ตันกรอสขึ้นไป หรือเรือประมงที่ใช้เครื่องยนต์มีกำลังแรงม้า 280 แรงม้าขึ้นไป หรือเป็นเรือที่มีหรือใช้เครื่องมือทำรมว.เกษตรฯกำหนดให้มายื่นคำขอรับใบอนุญาตทำประมงพาณิชย์ และยื่นคำขอรับหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอออกใบอนุญาตใช้เรือ ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 5-29 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้น หากไม่มีใบอนุญาตฯจะไม่มีสิทธิทำประมงพาณิชย์ได้ในรอบปีการประมง 2563– 2564

นายมีศักดิ์ ภักดีคง อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า เนื่องจากใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์รอบปีการประมง 2561-2562กำลังจะใกล้สิ้นสุดลง กรมประมงจึงออกประกาศกรมประมงเรื่อง กำหนดห้วงเวลา หลักเกณฑ์วิธีการ ขั้นตอนและเงื่อนไขการขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ สำหรับปีการประมง 2563 – 2564 พ.ศ. 2563 ซึ่งหลักเกณฑ์ขอใบอนุญาตฯนั้น ได้ปรับปรุงต่างไปจากการขอรับใบอนุญาตฯรอบปีที่ผ่านมา โดยรอบปีการประมง 2561-2562 กำหนดให้เรือที่อยู่ระหว่างดำเนินคดี ไม่สามารถขอรับใบอนุญาตฯได้ แต่รอบปีการประมง2563-2564 สามารถยื่นขอรับใบอนุญาตได้ และในส่วนใบอนุญาตใช้เรือนั้น รอบปีการทำประมง 2561-2562 กำหนดให้ใบอนุญาตใช้เรือต้องไม่หมดอายุก่อนวันขอยื่นรับใบอนุญาตฯ แต่รอบปีนี้ไม่ได้กำหนดเรื่องอายุใบอนุญาตใช้เรือแต่อย่างใด

สำหรับขั้นตอนและระยะเวลาขอรับใบอนุญาตฯ สำหรับปีการประมง 2563-2564 นั้น กรมประมงกำหนดให้ผู้ประสงค์ทำประมงพาณิชย์ยื่นคำขอรับใบอนุญาต และยื่นขอรับหนังสือรับรองประกอบการขอต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือ ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด ภายในวันที่ 5-29 กุมภาพันธ์ โดยกรมประมงจะพิจารณาจัดสรรใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ ภายในวันที่ 1-15 มีนาคม 2563

สำหรับเครื่องมือที่ขอรับใบอนุญาตฯนั้น แบ่งเป็นสองประเภทคือเครื่องมือทำการประมงที่มีประสิทธิภาพสูง 8 เครื่องมือ ได้แก่ อวนลากคู่ อวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่าง อวนล้อมจับอวนล้อมจับปลากะตัก อวนครอบปลากะตัก อวนช้อน/ยก ปลากะตัก และเรือประกอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (เรือปั่นไฟ)และเครื่องมือทำประมงที่มีประสิทธิภาพต่ำ14 เครื่องมือได้แก่ อวนครอบหมึก อวนช้อนปลาจะละเม็ด อวนติดตา อวนรุนเคย คราดหอยลาย คราดหอยแครง คราดหอยอื่น ลอบปลา ลอบปู ลอบหมึก ลอบหมึกสาย เบ็ดราว แผงยกปูจักจั่น และเบ็ดมือ

อธิบดีกรมประมงกล่าวตอนท้ายว่ากรมขอประชาสัมพันธให้ชาวประมงที่ประสงค์จะทำประมงพาณิชย์รอบปีการประมง 2563 – 2564 ให้มายื่นขอรับใบอนุญาตทำการประมงพาณิชย์ และยื่นคำขอรับหนังสือรับรองเพื่อประกอบการยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตใช้เรือ ณ สำนักงานประมงพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานประมงอำเภอแห่งท้องที่ที่มีอาณาเขตติดทะเล หรือสถานที่อื่นตามที่อธิบดีกำหนด เพื่อรักษา “สิทธิ” ของตนเองที่จะทำการประมงพาณิชย์ในรอบปีการประมงที่จะถึงได้ถูกกฎหมาย หากมีข้อสงสัยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองบริหารจัดการทรัพยากรและกำหนดมาตรการกรมประมง โทรศัพท์ 0-2561-1418