ซีพีเอฟ-ก.เกษตรฯขับเคลื่อนGreen City by MOAC #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470789

news_default

ซีพีเอฟ-ก.เกษตรฯขับเคลื่อนGreen City by MOAC

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรุงเทพมหานคร หน่วยงานรัฐและภาคเอกชน ขับเคลื่อนโครงการ Green City by MOACภายใต้แนวคิด ปลูกเพื่อป(ล)อด ล้านต้น ลด PM2.5 ส่งเสริมคนกรุงปลูกต้นไม้1 ล้านต้น เติมพื้นที่สีเขียวให้กรุงเทพฯเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ดี ลดปัญหามลพิษในเมืองอย่างยั่งยืน

นายวุฒิชัย สิทธิปรีดานันท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซีพีเอฟ กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ซีพีเอฟ ร่วมสนับสนุนต้นไม้ 250,000 ต้น พร้อมทั้งให้ซีพี เฟรชมาร์ท 160 สาขาทั่วกรุงเทพฯเป็นจุดกระจายต้นไม้มอบให้ประชาชน เพื่อนำกลับไปปลูกที่บ้านที่ทำงานและในพื้นที่ว่างด้วยตระหนักดีว่าฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชนทุกคน และความร่วมมือขับเคลื่อนโครงการนี้ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ 3 เสาหลัก อาหารมั่นคง สังคมพึ่งตน ดินน้ำป่าคงอยู่ ซึ่งเป็นแนวทางดำเนินธุรกิจของซีพีเอฟควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ซีพีเอฟยังร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดเตรียมต้นไม้ 6 ชนิด ที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้ศึกษาแล้วว่า พืชเหล่านี้มีประสิทธิภาพสูงในการดักจับฝุ่น 25-50%ได้แก่ ต้นกระดุมทอง ไม้ประดับตระกูลคล้า (คล้านกยูง) ไม้ตระกูลว่าน (เศรษฐีเรือนใน) ไม้ตระกูลเฟิร์น (เฟิร์นขนนก เฟิร์นเจ้าฟ้า) ไม้เลื้อย (ตีนตุ๊กแก) และ ต้นสนไซเปรส อีกทั้ง ร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาสังคมและชุมชน อนุรักษ์ ฟื้นฟู และเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศไทยมากกว่า 1 หมื่นไร่ ผ่านโครงการ “ซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ลุ่มน้ำป่าสัก เขาพระยาเดินธง” โดยอนุรักษ์และฟื้นฟูป่า 5,971 ไร่ ที่เขาพระยาเดินธง อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และโครงการ ซีพีเอฟ ปลูก ปัน ป้องป่าชายเลน 2,388 ไร่ ในจ.สมุทรสาคร ระยอง สงขลา พังงา และชุมพร รวมทั้งโครงการซีพีเอฟ รักษ์นิเวศ ส่งเสริมการปลูกต้นไม้บริเวณพื้นที่ว่างในสถานประกอบการ โรงงาน และฟาร์มทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการไปแล้ว 1,720 ไร่ ช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ ร่วมบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและภาวะโลกร้อน ทั้งนี้ โครงการ Green City by MOAC จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการวันที่ 9 กุมภาพันธ์ ที่ลานน้ำพุ สยามพารากอนโดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานพร้อมแจกต้นไม้ 1 ล้านต้นให้ประชาชน5 ต้นต่อ 1 คน ลงทะเบียนขอรับต้นไม้และแจ้งจุดรับได้ที่ www.green-city.online

เกษตรกรบ้านห้วยเสลาจับมือหอการค้าจว. ขยายตลาดรองรับผักคุณภาพปลอดภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470790

news_default

เกษตรกรบ้านห้วยเสลาจับมือหอการค้าจว. ขยายตลาดรองรับผักคุณภาพปลอดภัย

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมนายพิเชษฐ์ วิริยะพาหะอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมการดำเนินงานของกลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดสารพลังงานแสงอาทิตย์บ้านห้วยเสลา ต.หนองบอน อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ทั้งนี้ กลุ่มเกษตรกรปลูกผักปลอดสารพลังงานแสงอาทิตย์บ้านห้วยเสลา จดทะเบียนเป็นกลุ่มเกษตรกร เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2557 ปัจจุบันมีสมาชิก 83 คน มีทุนดำเนินงาน 568,882.11 บาท ทางกลุ่มฯผลิตผักปลอดสาร เช่น ถั่วฝักยาว หน่อไม้ฝรั่ง ผักชี ต้นหอม ข้าวโพดและผักอื่นตามฤดูกาล โดยสมาชิกได้รับการจัดสรรแปลงปลูกผักพร้อมระบบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ คนละ 1 งาน ซึ่งสมาชิกปลูกผักได้ตลอดทั้งปีตามความต้องการของตลาด และส่งขายตลาดชุมชนรวมทั้งมีพ่อค้ามารับซื้อผักหน้าแปลงทุกวัน

กรมส่งเสริมสหกรณ์ สนับสนุนสินเชื่อตามโครงการสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มเกษตรกร 300,000 บาท เพื่อให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนการผลิตและการตลาด รวมทั้งสำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์มีแนวทางส่งเสริมให้สมาชิกกลุ่มฯ ผลิตผักปลอดภัยได้มาตรฐาน GAP โดยสหกรณ์เป็นศูนย์กลางดูแลการผลิตสินค้าได้ตามความต้องการของตลาดมีตลาดมั่นคงแก่สมาชิก มีรายได้มั่นคง รวมทั้งพัฒนาสู่คลัสเตอร์ผักปลอดภัยเกษตรอินทรีย์ โดยสำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ หอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ผลักดันให้ลงนามความร่วมมือ (MOU) การซื้อขายผักปลอดภัย GAP ระหว่างบริษัท โกว ฟอร์ม เดอะกราวด์ จำกัดและสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกร7 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์การเกษตรคูเมือง จำกัด สหกรณ์การเกษตรหนองหงส์จำกัด สหกรณ์การเกษตรโนนสุวรรณ จำกัด กลุ่มเกษตรกรทำนาปะเคียบ

กลุ่มปลูกผักปลอดสารด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บ้านห้วยเสลา สหกรณ์นิคมแคนดง จำกัด และนิคมสหกรณ์สตึกมีสมาชิกผู้ปลูกผักปลอดภัย 203 ราย มีพื้นที่ 211 ไร่ ปลูกผักปลอดภัยกว่า 24 ชนิด

ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรและกลุ่มเกษตรกรทั้ง 7 แห่ง ผลิตผักปลอดภัยส่งจำหน่ายผ่านเครือข่ายการตลาดหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ ได้แก่ ห้างสรรพสินค้าในจังหวัดบุรีรัมย์ เช่น บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ผู้ประกอบการร้านอาหาร รวมทั้ง ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) บ.คุ้มครองผู้บริโภคและร้านค้าส่งผักในพื้นที่ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง สำนักงานสหกรณ์จังหวัดบุรีรัมย์ และหอการค้าจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อสนับสนุนนโยบายการเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอารยธรรมขอมและกีฬามาตรฐานโลกและการพัฒนาเศรษฐกิจภายในพื้นฐานของการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัย ทั้งนี้ ในปี 2563 กลุ่มฯมีแนวทางพัฒนาธุรกิจและจัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตทั้งการจัดตลาดนัดในชุมชนตลาดแบบออนไลน์ และเพิ่มช่องทางประชาสัมพันธ์ เพื่อให้เป็นที่รู้จักของผู้บริโภคและตลาดรับซื้อทั่วไปเพิ่มมากขึ้นด้วย

เตือนเฝ้าระวัง2หนอนถั่วเขียวระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470791

news_default

เตือนเฝ้าระวัง2หนอนถั่วเขียวระบาด

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียวในสภาพอากาศแห้งแล้งควรเฝ้าระวังการระบาดของ 2 แมลงศัตรูพืชคือ หนอนกระทู้ผักและหนอนม้วนใบ โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นถั่วเขียวอายุประมาณ 30 วัน สำหรับหนอนกระทู้ผัก มักพบหนอนที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่มแทะกัดกินผิวใบด้านล่าง ทำให้เหลือแต่ผิวใบด้านบนจนมองเห็นใบโปร่งใสคล้ายร่างแห เมื่อหนอนโตขึ้นจะแยกกลุ่มออกไปกัดกินจากขอบใบเข้าไปจนทั่วทั้งแปลงทำให้ผลผลิตลดลง หากพบการระบาดให้เกษตรกรพ่นเชื้อไวรัสของหนอนกระทู้ผัก อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 1-2 ครั้ง กรณีที่พบใบถูกทำลาย 30% ในระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่หรือใบถูกทำลาย 60% หลังดอกบาน 4 สัปดาห์ ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่วนหนอนม้วนใบ จะพบหนอนที่ฟักออกจากไข่ใหม่ๆ อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม และชักใยบางคลุมตัวไว้แล้วกัดกินผิวใบ เมื่อหนอนโตขึ้นจะกระจายกันออกไปหาใบหรือชักใยดึงเอาใบหลายใบมาห่อรวมกัน และอาศัยกัดกินอยู่ภายในใบที่ม้วนนั้นจนหมด จากนั้นจึงเคลื่อนย้ายไปทำลายใบอื่นต่อไป หากพบใบถูกทำลาย 30% ในระยะก่อนออกดอกถึงระยะฝักยังเขียวอยู่ หรือใบถูกทำลาย 60% หลังดอกบาน 4 สัปดาห์ ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

ส่องเกษตร : เข้าใจ เข้าถึง จึงพัฒนา #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470794

449007

ส่องเกษตร : เข้าใจ เข้าถึง จึงพัฒนา

วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ทุกคนต่างทราบดีว่าประเทศไทยของเรามีพื้นฐานเป็นประเทศเกษตรกรรม แม้ว่าปัจจุบันภาคเกษตรกรรมมีส่วนแบ่งของ GDP ไม่มากเท่าภาคอื่น แต่ยังคงเป็นภาคที่มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ การกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องการเกษตรจึงเป็นประเด็นสำคัญที่ฝ่ายการเมืองยกมาหาเสียงกับประชาชน และเมื่อมีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศ ก็ต้องนำนโยบายที่ประกาศไว้มาดำเนินการ แต่สถานการณ์ของรัฐบาลที่เป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค นโยบายที่แต่ละพรรคการเมืองประกาศไว้จึงต้องถูกปั่นรวมกัน และสร้างนโยบายขึ้นมาใหม่ เป็นนโยบายของรัฐบาลโดยตรง และเมื่อแบ่งงานแบ่งกระทรวงกันบริหารนโยบายพรรคกับนโยบายรัฐบาลไม่สอดคล้องกัน บริหารกันไปทางสองทาง สามทาง สี่ทาง ตามจำนวนรัฐมนตรีผลงานที่ออกมาจึงเหมือนกับการพายเรือวนอยู่ในอ่าง ไม่ไปไม่มา เผลอๆ อาจเรือล่มกันได้ง่ายๆ

ในบรรดานโยบายที่สำคัญของรัฐบาลที่เกี่ยวกับการเกษตร หนึ่งในนโยบายที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ นั่นคือ นโยบายประกันราคาข้าว โดยข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญอันดับต้นๆ ของประเทศ เกี่ยวข้องกับชีวิตของเกษตรกรเป็นจำนวนมาก การกำหนดนโยบายประกันราคาข้าวเป็นนโยบายที่รัฐบาลคาดหวังไว้มากว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องราคาข้าวให้กับชาวนาได้อย่างเด็ดขาด ไม่เป็นปัญหาให้คาราคาซังกันอีกต่อไป สามารถสร้างความมั่นคงในอาชีพทำนาได้อย่างแท้จริง มีการกำหนดเป้าหมาย เงื่อนไขการดำเนินงาน การเตรียมการเพื่อป้องกันปัญหาการทุจริต เพื่อผลักดันให้นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นและเห็นผลได้จริง

อย่างไรก็ตาม เมื่อตรวจสอบและพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียด จะพบว่าแนวคิดในการดำเนินการ การจัดวางนโยบาย การกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบาย ยังขาดการเข้าใจพื้นฐานอาชีพการทำนาของชาวนาในแต่ละภูมิภาคของไทย หลักการและวิธีการขับเคลื่อนนโยบายที่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดว่า พฤติการณ์ของการทำนาในแต่ละภูมิภาคของไทยมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร ผู้กำหนดนโยบายที่ขาดพื้นฐานความเข้าใจด้านนี้ย่อมทำให้การตัดสินใจมีจุดบกพร่อง เปิดช่องให้ความล้มเหลวเข้ามาได้ และส่งผลต่อผลสำเร็จของนโยบายในที่สุด

หลักเกณฑ์และเงื่อนไขหนึ่งที่กำหนดขึ้นมา คือ ชาวนาที่จะเข้าร่วมใช้สิทธิประโยชน์จากนโยบายนี้ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ประเด็นคือ การขึ้นทะเบียนเกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร กำหนดอย่างชัดเจนว่าครัวเรือนเกษตรกรผู้ขอขึ้นทะเบียนจะต้องเป็นผู้ประกอบการเกษตร เป็นอาชีพหลัก หรืออาชีพรองก็ได้ โดยครัวเรือนเกษตรกร1 ครัวเรือน จะมีตัวแทนมาขอขึ้นทะเบียนได้เพียง 1 คนเท่านั้น ซึ่งการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร สามารถดําเนินการได้ทุกลักษณะการถือครองที่ดิน ทั้งที่ดินของครัวเรือนเอง การเช่า หรือ อื่นๆ เช่น ให้ทําฟรี หรือ ที่สาธารณประโยชน์ เป็นต้น

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ชาวนาในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ เป็นนาเช่า และรูปแบบของการเช่านามีทั้งการทำสัญญาเช่าเป็น
ลายลักษณ์อักษร หรือการเช่าแบบสัญญาใจ เมื่อนโยบายประกันราคาข้าวกำหนดให้ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร ชาวนาที่เช่านาแบบสัญญาใจ หรือเช่านาแบบเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่ได้มีตัวหนังสือสัญญาอยู่ในมือก็ไม่สามารถเข้ามาใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้ แต่กลายเป็นว่า เจ้าของที่นา มาขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรเอง และรับประโยชน์ไปเอง หรือแม้แต่การกำหนดราคารับซื้อของผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดข้าว ยิ่งทำให้กลไกทางการตลาดบิดเบือนและบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง ความคาดหวังต่อผลที่จะเกิดขึ้นจากนโยบายดังกล่าว จึงยังไม่สามารถระบุให้ชัดเจนว่า ชาวนาคือผู้ได้ประโยชน์ที่แท้จริง

แน่นอนว่า การกำหนดโนบายและการขับเคลื่อนนโยบายที่ขาดความรอบคอบ ขาดพื้นฐานของความแตกต่างในระบบการผลิตของในแต่ละภูมิภาค ย่อมส่งผลต่อความสำเร็จและความล้มเหลวของนโยบายอย่างไม่ต้องสงสัย จะดีกว่าไหม หากจะทำความเข้าใจให้ลึกซึ้ง เข้าถึงสภาพที่แท้จริง ก่อนที่จะกำหนดนโยบายในการพัฒนา เพื่อให้เราเดินหน้ากันได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

สมชาย ชาญณรงค์กุล

พลิกปูมหลัง!!‘สัญลักษณ์ พระมหาชนก – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470736

news_default

พลิกปูมหลัง!!‘สัญลักษณ์ พระมหาชนก – หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ’

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 14.49 น.

ความศรัทธาที่จับต้องไม่ได้ แต่สัมผัสได้ คือ สิ่งที่ชาวกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  สัมผัสได้ทุกครั้ง ในยามที่เหน็ดเหนื่อยจาก หรือในยามที่รู้สึกไม่ปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ เพียงแค่ได้เห็น หรือนึกถึงพระบิดาแห่งฝนหลวง   พลังจะมาโดยที่ไม่สามารถเอ่ยเป็นคำพูดได้.. 

นายปนิธิ เสมอวงษ์  รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ขณะนั้นดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็ว โดยจะต้องประจำการอยู่ที่สนามบินบ่อฝ้าย อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และต้องตามเสด็จฯ เมื่อมีการแปรพระราชฐานไปในพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศ ได้เล่า ว่าในปี 2542 ขณะนั้นเกิดภาวะภัยแล้งหนักมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคกลางตอนบนและภาคเหนือตอนล่าง พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงรับสั่งให้ตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษขึ้น ที่จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 29 ม.ค. 2542 โดยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงเคลื่อนที่เร็วได้ปฏิบัติการฝนหลวงเต็มกำลังจนจบภารกิจเมื่อวันที่ 15 เม.ย. 2542

จากความแห้งแล้งที่รุนแรงทำให้การปฏิบัติการฝนหลวงทำได้ยากมาก เพราะความชื้นสัมพัทธฺที่จะเกิดเมฆแทบไม่มี แต่ทุกคนล้วนไม่ปล่อยปละละเลย ปฏิบัติการฝนหลวงเต็มกำลังเพราะต่างทราบดีว่า การทำงานครั้งนี้มีกำลังใจสำคัญอยู่ข้างหลัง ในขณะที่เบื้องหน้าคือประชาชนที่เดือดร้อนจากการขาดแคลนน้ำ

“ช่วงนั้นบินขึ้นทำฝนเกือบทั้งวัน ท้อกันนะ แต่ถอยไม่ได้ หลังเสร็จสิ้นภารกิจของหน่วย ทรงมีรับสั่งให้คณะปฏิบัติการฝนหลวงเข้าเฝ้าและพระราชทานปีกฝนหลวง พระราชทานเหรียญพระมหาชนกเนื้อเงิน ในฐานะที่ทุกคนเพียรพยายามในการทำงาน ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ปกเกล้า ปกกระหม่อม ต่อหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ และคราวใดที่มีกรณีวิกฤติแล้ง จะทรงรับสั่งให้การตั้งหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ โดยหลังจากปี 2542 ได้รับสั่งให้ตั้งในปี 2547   ปี 2553  และปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่วิกฤติแล้งมาก ซึ่งปีนั้นเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์มีน้ำใช้การได้ไม่ถึง 4% ของความจุ” 

น.ท.มณีพันธ์ รบชัยชนะ นักบินของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กล่าวว่า ขณะนั้น คือ สำนักฝนหลวงฯ กล่าวว่า ผู้อำนวยการกองงานในพระองค์มาประสานงานในพื้นที่กับสำนักฝนหลวงฯ และจะถวายรายงานทุกวัน ทำให้ทรงทราบการปฏิบัติการทุกระยะและพระราชทานแนวปฏิบัติ เพื่อให้ปรับการปฏิบัติการต่อเนื่อง รวมถึงรับสั่งให้ทดลองการปฏิบัติการฝนหลวงด้วยเทคนิคซูเปอร์แซนวิช ซึ่งต้องบินเข้ายอดเมฆที่ระดับความสูง 20000 ฟุต

น.ท.มณีพันธ์ เล่าต่อว่า การปฏิบัติการฝนหลวงในปี 2542 นั้นทำได้ยาก ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงได้ทรงให้ผู้อำนวยการกองงานในพระองค์ติดตามใกล้ชิด หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ ผลจากการทำงานอย่างไม่ท้อถอยครั้งนั้น เมื่อแล้วเสร็จทรงรับสั่งให้คณะผู้ปฏิบัติงานเข้าเฝ้าฯ และพระราชทานเหรียญพระมหาชนกและ Patch

“Patch จะปักเป็นรูปพระมหาชนก สำหรับติดที่ชุดนักบิน ซึ่งพระองค์ให้แทนความหมายของความเพียรพยายาม เพราะหากไม่เพียรพยายาม ท้อถอยเสียก่อน ก็อาจจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่เพราะทุกคนช่วยกันจึงประสบความสำเร็จ Patch นี้ นักบินอย่างพวกเรานับถือมาก เห็นครั้งใด ก่อนขึ้นบิน จะยกมือไหว้พระ ไหว้ในหลวงและพระมหาชนก ทำให้รู้สึกว่าการปฏิบัติการจะปลอดภัย เหมือนมีพระบารมีในหลวงทรงคุ้มครองพวกเราตลอดเวลา เป็นความอบอุ่นเหมือนพ่อคุ้มภัย เหมือนเป็นแรงบันดาลใจให้ทำงานกันแบบไม่ท้อ บินไปเราก็รู้สึกว่าปลอดภัย ทั้งปีกฝนหลวง เหรียญพระมหาชนก และอาร์มพระมหาชนก เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของนักบินอย่างผม” 

สำหรับเครื่องหมายสัญลักษณ์ “พระมหาชนก-หน่วยปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ” ในหนังสือ “เป็นฝนสู่ประชา จากบิดาของแผ่นดิน” ที่จัดทำโดยสำนักฝนหลวงฯ พ.ย. 2547 อธิบายความหมายไว้ว่า เป็นเครื่องหมายแห่งพระมหากรุณาธิคุณ ในการฟื้นฟูกิจกรรมฝนหลวงและความสำเร็จในการทำฝนกู้ภัยแล้ง พ.ศ. 2542 อันเนื่องมาจากความเพียรพยายาม วิริยะอุตสาหะ ที่จะเอาชนะปัญหาอุปสรรคเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน  ผู้อำนวยการกองงานส่วนพระองค์จึงได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตนำมอบให้แก่เจ้าหน้าที่ของคณะผู้ปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษโดยเฉพาะเมื่อเดือน เมษายน พ.ศ.2542

รักษ์เกษตร : วัชพืช…ควบคุมได้นะจ๊ะ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470539

news_default

รักษ์เกษตร : วัชพืช…ควบคุมได้นะจ๊ะ

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมอยากทราบวิธีกำจัดวัชพืชในนาข้าวที่ดีและมีประสิทธิภาพสูงด้วยครับ

ศุภชัย แตงอ่อ

อ.เมือง จ.อุบลราชธานี

คำตอบ

วัชพืชในนาข้าว นับว่าเป็นปัญหาอย่างยิ่ง วัชพืชมีมากมายหลายชนิดในพื้นที่นา ตั้งแต่วัชพืชใบกว้าง ใบแคบ วัชพืชน้ำ เหล่านี้ทำความเสียหายให้อย่างมาก การควบคุมวัชพืช จึงควรจะเริ่มตั้งแต่การปลูกจนกระทั่งถึงระยะการเก็บเกี่ยว

วิธีการควบคุมวัชพืชในข้าว สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับวิธีการและความพร้อมของเกษตรกรเอง มีวิธีหลากหลาย ดังนี้

1. การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวที่ปราศจากการเจือปนของเมล็ดวัชพืช ซึ่งเกษตรกรสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การฝัด หรือโบก เพื่อให้สิ่งเจือปนที่เบากว่าเมล็ดข้าวแยกตัวออก การคัดแยกสิ่งเจือปนด้วยมือ การทดสอบความงอกของเมล็ดพันธุ์ก่อนนำไปปลูก และการแยกเมล็ดโดยการลอยตัวในน้ำ คนให้ทั่วแล้วทิ้งไว้สักพักเมล็ดที่เสียจะลอยอยู่ข้างบนให้ตักออก แล้วนำเมล็ดที่จมน้ำมาตากให้แห้งก่อนนำไปปลูก หรือเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ไว้ใช้ต่อไป

2. การเตรียมดิน โดยการไถ เป็นการพลิกหน้าดินส่วนล่างขึ้นมาอยู่ข้างบน วัชพืชที่อยู่ด้านล่างก็จะถูกพลิกขึ้นมาข้างบน จึงควรไถประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อทำลายวัชพืชทั้งที่อยู่บนดินและเหง้าที่อยู่ใต้ดิน การคราด เป็นวิธีการกำจัดวัชพืชที่ใช้ลำต้นหรือเหง้าในการขยายพันธุ์ สามารถกำจัดต้นอ่อนของวัชพืชหลังจากการไถได้อีกด้วย ทำให้ดินร่วนซุย เหมาะแก่การชอนไชของรากข้าวนาหว่าน ทำให้ต้นข้าวงอกงามแข็งแรง การทำเทือก เป็นวิธีการทำให้ดินที่ผ่านการไถดะ หรือไถพรวนแล้ว ให้อยู่ในสภาพที่สะดวก และง่ายต่อการปักดำ หรือการทำนาหว่าน ทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้รวดเร็วขึ้น

3. เลือกวิธีการปลูก การปลูกข้าวแบบนาดำ จะช่วยลดปริมาณวัชพืชได้มากกว่าวิธีอื่นเพราะในการปักดำข้าว จะใช้กล้าต้นข้าวที่มีการเจริญเติบโตแล้ว ในขณะที่วัชพืชกำลังจะเริ่มเจริญเติบโต จึงเป็นการลดการระบาดของวัชพืชลงได้

4. เลือกอัตราการปลูก ความหนาแน่นของต้นข้าวก็มีส่วนช่วยในการควบคุมวัชพืชได้เหมือนกัน ถ้าต้นข้าวมีความหนาแน่นน้อย ช่องว่างระหว่างต้นข้าวก็จะมีมาก ทำให้เกิดวัชพืชได้มาก ในทางตรงกันข้าม ถ้าความหนาแน่นของต้นข้าวมาก ช่องว่างระหว่างต้นมีน้อย วัชพืชก็เกิดขึ้นได้น้อย

5. การควบคุมโดยใช้ระดับน้ำ ในการทำนาดำ หรือนาหว่านน้ำตม น้ำจะเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มผลผลิตข้าวให้สูงดังนั้น การที่เกษตรกรปล่อยน้ำให้ขังอยู่ในแปลงนา ก็จะเป็นการช่วยลดปัญหาวัชพืช โดยเฉพาะวัชพืชใบแคบสกุลหญ้า จะมีความอ่อนแอต่อสภาพน้ำขัง

6. การใช้แรงงานในการกำจัดวัชพืช โดยการใช้มีด จอบ เสียม หรือเครื่องมืออื่นๆที่ต้องใช้แรงงานคน แต่เนื่องจากปัจจุบันนี้ แรงงานหายากและมีราคาแพง อีกทั้งต้องใช้เวลามาก จึงไม่นิยมปฏิบัติกัน

7. การใส่ปุ๋ย ควรทำการกำจัดวัชพืชก่อนการใส่ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยครั้งแรก จะใส่ขณะเตรียมดิน และจะใส่อีกครั้ง หลังจากนำน้ำเข้าแปลง เพื่อให้น้ำยับยั้งการเจริญเติบโตของวัชพืช เป็นการป้องกันไม่ให้วัชพืชมาแย่งธาตุอาหารของต้นข้าว

8. การปลูกพืชหมุนเวียน การปลูกพืชอื่น เช่น ข้าวโพด ถั่วเขียว ถั่วเหลือง สลับกับการปลูกข้าว จะทำให้เกิดการเปลี่ยนสภาพของดิน และระบบนิเวศวิทยาของพืช วัชพืชซึ่งมีความต้องการสภาพของดินแตกต่างกัน จึงมีผลทำให้วัชพืชลดลงได้

9. การใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช สารเคมีเป็นสารพิษ เกษตรกร จึงควรมีความรอบคอบในการใช้ เลือกใช้สารเคมีให้เหมาะสมกับวัชพืช ใช้ตามอัตราและเวลาที่กำหนด อีกทั้งต้องพิจารณาราคาของสารเคมีที่จะใช้ด้วยว่า จะคุ้มค่าต่อการลงทุนและควรคำนึงถึงพิษตกค้างที่อาจจะสะสมในพืช หรือในดิน หากเป็นไปได้ควร หลีกเลี่ยงหรือใช้ในปริมาณที่น้อยที่สุด ก็จะเป็นการดีอย่างยิ่ง

10. การควบคุมโดยชีววิธี เช่น การเลี้ยงปลา เลี้ยงเป็ด และปลูกแหนแดง จะมีส่วนช่วยป้องกันและกำจัดวัชพืชได้เป็นอย่างดีและเป็นการเพิ่มธาตุอาหารในดินอีกด้วย

ในการจะเลือกใช้วิธีใด เกษตรกร ควรต้องพิจารณาถึงปัจจัยหลายๆ ด้าน เช่น สภาพพื้นที่ที่ปลูกข้าว ชนิดของวัชพืช ผลดี-ผลเสียของแต่ละวิธี วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ระยะเวลาที่ใช้ รวมทั้งความคุ้มค่าต่อการลงทุนด้วย นะครับ

นาย รัตวิ

เร่งสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลเสี่ยงขาดน้ำ ทำแผนบูรณาการช่วยเกษตรกรพ้นวิกฤติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470536

news_default

เร่งสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลเสี่ยงขาดน้ำ ทำแผนบูรณาการช่วยเกษตรกรพ้นวิกฤติ

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า กรมฯสำรวจพื้นที่ปลูกไม้ผลในจังหวัดที่ฝนตกน้อยกว่า 800 มิลลิเมตร กำหนดให้เป็นพื้นที่ไม้ผลเสี่ยงขาดแคลนน้ำ และร่วมประเมินกับกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น พบว่า มีพื้นที่เสี่ยงไม้ผลอาจได้รับผลกระทบขาดแคลนน้ำได้ จึงส่งข้อมูลให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ตลอดจนหน่วยงานด้านน้ำได้แก่ กรมทรัพยากรน้ำ จัดทำแผนช่วยเหลือด้านน้ำแก่เกษตรกร ขณะนี้กรมแจ้งเกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่ทุกระดับติดตามเยี่ยมเยียนเกษตรกร พื้นที่เพาะปลูก พร้อมให้คำแนะนำแก่เกษตรกรในการดูแลรักษาสวนไม้ผล รวมถึงรักษาความชื้นในดิน ขอให้เกษตรกรมั่นใจการเตรียมการป้องกันแก้ปัญหาภัยแล้งของรัฐบาล ที่ให้ทุกภาคส่วนบูรณาการช่วยเหลือเกษตรกรเต็มที่

ล่าสุดนายอาชว์ชัยชาญ เลี้ยงประยูร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) เตรียมป้องกันแก้ปัญหาภัยแล้ง ณ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พร้อมกล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรเน้นสร้างการรับรู้และประชาสัมพันธ์สถานการณ์แล้งและฝนทิ้งช่วงให้เกษตรกรปรับตัวรับมือ ทั้งนี้ ในพื้นที่ปลูกพืชฤดูแล้งขอความร่วมมือเกษตรกรไม่เพาะปลูกเกินแผนที่ภาครัฐกำหนด และใช้น้ำประหยัด

สำหรับโครงการและกิจกรรมของกรมส่งเสริมการเกษตรในปี 2563 ได้ปรับเปลี่ยนให้เหมาะกับสถานการณ์ภัยแล้ง ประกอบด้วย รณรงค์ประชาสัมพันธ์“เกษตรร่วมใจรับมือภัยแล้ง ปี 2563”โครงการบูรณาการกิจกรรมความร่วมมือในพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำนอกเขตชลประทานเพื่อส่งเสริมการสร้างรายได้เกษตรกร โครงการส่งเสริมปลูกพืชหลากหลายฤดูนาปรังปี 2563 โครงการส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยสร้างรายได้แก่เกษตร (ตามแผนปฏิบัติการฟื้นฟูเยียวยา เกษตรกรผู้ประสบภัยฝนทิ้งช่วงและอุทกภัย ปี 2562) โครงการส่งเสริมปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังฤดูทำนา ปี 2562/63 ถ่ายทอดความรู้และจัดวันสาธิตในพื้นที่ศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร และคลินิกเกษตรเคลื่อนที่ ช่วยเหลือเกษตรกรช่วงฤดูแล้ง

อุบลโมเดลผนึกเอกชนยกระดับผลิตมันฯอินทรีย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470538

news_default

อุบลโมเดลผนึกเอกชนยกระดับผลิตมันฯอินทรีย์

วันอังคาร ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)เปิดเผยถึงการลงนามสัญญาซื้อขายมันสำปะหลังอินทรีย์ระหว่างเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ภายใต้รูปแบบอุบลโมเดล กับบริษัท อุบลเกษตรพลังงานจำกัด บริษัทฯแรกที่ส่งเสริมการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ใน จ.อุบลราชธานี จนประสบผลสำเร็จ การลงนาม ครั้งนี้ มีเกษตรกรที่ร่วมลงนามซื้อขายมันสำปะหลังอินทรีย์ 104 ราย จาก 8 อำเภอ ในจ.อุบลราชธานี พื้นที่ 620 ไร่ และจาก 1 อำเภอ ในจ.ยโสธร พื้นที่ 42 ไร่ รวมพื้นที่ 662 ไร่ ระยะเวลาดำเนินการซื้อขาย 3 เดือน ตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม 2563

สำหรับเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ภายใต้รูปแบบอุบลโมเดล ได้ผ่านมาตรฐานอินทรีย์ไทย และมาตรฐานอินทรีย์สากล ได้แก่ 1) มาตรฐาน มกษ9000-2552 หรือ Organic Thailand2) มาตรฐานอินทรีย์ USDA-NOP (สหรัฐอเมริกา)3) มาตรฐานอินทรีย์ EU (ยุโรป) 4) มาตรฐานอินทรีย์ JAS (ญี่ปุ่น) 5) มาตรฐานอินทรีย์ Korean (เกาหลี) และ 6) มาตรฐานอินทรีย์ China (จีน) จึงเป็นเครื่องการันตีและสร้างความมั่นใจผู้ค้าได้ว่า ผลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ของเกษตรกรได้มาตรฐานมีคุณภาพสูง

ผลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์นั้นนำมาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ ซึ่งในอนาคตบริษัท อุบลเกษตรฯมีเป้าหมายจะนำแป้งมันสำปะหลังออร์แกนิค พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตให้เกษตรกรในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2 ได้แก่ อุบลราชธานี ยโสธร อำนาจเจริญ และศรีสะเกษ เพื่อยกระดับรายได้ สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้เกษตรกร

ด้านนายนิกร แสงเกตุ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 11 จังหวัดอุบลราชธานี (สศท.11) กล่าวเสริมว่ามันสำปะหลังอินทรีย์เป็นพืชเศรษฐกิจอนาคตสดใส ควรส่งเสริมขยายพื้นที่ผลิต ลงนามซื้อขายมันสำปะหลังอินทรีย์ กรมวิชาการเกษตรร่วมกับบริษัท อุบลเกษตรฯลงพื้นที่ให้ความรู้เกษตรกรเรื่องผลิตและใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิต รวมถึงตรวจรับรองมาตรฐานผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ ส่วนสศก.ร่วมลงพื้นที่ศึกษาต้นทุนผลตอบแทนและการตลาดของสินค้ามันสำปะหลังอินทรีย์ต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562 สำหรับปีเพาะปลูก 2563สศก.คาดการณ์ว่าผลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการในพื้นที่เพาะปลูกรวม620 ไร่ จะออกสู่ตลาดประมาณ 3,500 ตัน ด้านผลตอบแทน มันสำปะหลังอินทรีย์(เชื้อแป้ง 25%) บริษัท อุบลเกษตรฯประกันราคาอยู่ที่ 3.50 บาท/กก.ขณะที่ราคาหัวมันสำปะหลังของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ราคาอยู่ระหว่าง 2.25-2.90 บาท/กก. สำหรับเกษตรกรที่สนใจข้อมูลผลิตมันสำปะหลังอินทรีย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรที่ 4 จังหวัดอุบลราชธานี กรมวิชาการเกษตร โทร.0-4521-0422,0-4521-0423

ส่องเมฆ AI อีกก้าวงานวิจัย สานต่อศาสตร์พระราชาตำราฝนหลวง4ขั้นตอน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470599

ส่องเมฆ AI อีกก้าวงานวิจัย สานต่อศาสตร์พระราชาตำราฝนหลวง4ขั้นตอน

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 18.48 น.

ประเทศไทยกำลังมีการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์(เอไอ) เพื่อช่วยจดจำเมฆฝน โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร และเมื่อสำเร็จจะมีแอพพลิเคชั่นตัวนี้ออกมาให้ได้ใช้กัน การศึกษาดังกล่าวเป็นหนึ่งในการสืบสาน รักษา ต่อยอด ศาสตร์พระราชาฝนหลวง เพื่อให้การปฏิบัติการทำฝนแต่ละครั้งสามารถที่จะสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนได้สูงสุด

นายสราวุธ อาทยะกุล นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมฝนหลวงฯ อยู่ระหว่างการวิจัยโครงการพัฒนาระบบปัญญาประดิษฐ์(AI) เพื่อพยากรณ์ความเหมาะสมของกลุ่มเมฆต่อการปฏิบัติการฝนหลวง Cloud Images Classification for Rainmaking using Artificial Intelligence ทั้งนี้เพื่อเป็นหนึ่งในเครื่องมือประกอบการพิจารณาที่จะปฏิบัติการฝนหลวงให้กับนักวิทยาศาสตร์ที่ประจำการบนเครื่องบินฝนหลวง เพราะแม้จะมีการวางแผนอย่างดีจากภาคพื้นแล้วก็ตาม   แต่สภาพอากาศสามารถผันแปรได้ตลอดเวลา ดังนั้นความสามารถในการช่วงชิงสภาพอากาศ เป็นสิ่งจำเป็น  ผลการศึกษาครั้งนี้กรมจึงคาดหมายว่า จะเป็นเครื่องมือสำคัญอีก 1 ชุดที่จะมาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำฝนให้เกิดผลสัมฤทธิ์ได้มากที่สุด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

การศึกษาดังกล่าวเริ่มเมื่อปี 2560 ที่ฝ่ายปฏิบัติเห็นว่าควรมีเครื่องมือมาช่วยประกอบการตัดสินใจในการปฏิบัติการฝนหลวง และขณะนั้นมีเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือเอไอช่วยจำภาพเริ่มมีการพูดถึงมาก จึงหารือกรมเพื่อขอวิจัยภายใต้การสนับสนุนของ ดร.สุรสีห์  กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ให้ทุนในการเริ่มทดลองว่าระบบเอไอจะสามารถใช้ในการช่วยจดจำเมฆอุ่นที่เหมาะกับการทำฝนหลวงได้หรือไม่

“ในขั้นตอนการวิจัย เราได้ป้อนข้อมูลรูปเมฆที่นักวิทย์เลือกในแต่ละครั้งในการขึ้นปฏิบัติการ ซึ่งจะเลือกเมฆคิวมูลัส ที่ดีที่สุด เหมาะกับการทำฝนมากที่สุด เช่น ในขั้นตอนการโจมตีเมฆต้องมีลักษณะยอดเมฆคมชัด ฐานเมฆเรียบ สีเทา เหมือนที่ภาษาชาวบ้านบอกว่าเมฆครึ้มมาแล้วฝนจะตก นั่นล่ะคือเมฆเป้าหมาย  แต่ถ้าเป็นสีเทาแต่ดูฟุ้งๆอันนั้นคือฝนตกไปแล้ว แต่ทั้งหมดการทำฝนจะต้องมีองค์ประกอบอื่นด้วย แต่เบื้องต้น การเลือกเมฆที่ถูกต้อง โอกาสประสบความสำเร็จก็จะมากขึ้นด้วย ดังนั้นหากเราช่วงชิงสภาพอากาศได้ทัน จะสามารถเลี้ยงเมฆให้อ้วนมากที่สุดเพื่อให้ปริมาณน้ำฝนได้มากที่สุด”

ขั้นตอนสำคัญที่จะใช้เอไอมาเสริม คือ ขั้นตอนที่ 2-4 จากขั้นตอนตามตำราฝนหลวง 4 ขั้นตอนคือ 1 ก่อกวนให้เกิดเมฆ 2. การเร่งการพัฒนาตัวของเมฆอุ่น 3. การเร่งบังคับให้เกิดฝน และ 4. การเสริมการโจมตี

นักวิจัยผู้นี้ ระบุว่า ผลที่จะได้จากการวิจัยครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่จะมาเสริมประสิทธิภาพในการทำฝน เนื่องจากขั้นตอนการตัดสินใจที่พ้นจากภาคพื้นมาแล้ว นักวิทย์ฯและนักบิน และเจ้าหน้าที่โปรยสารในเครื่อง ต้องขึ้นไปพร้อมกับทักษะและประสบการณ์ ระบบนี้จะช่วยเสริมให้ขบวนการเลือกเมฆมีความแม่นยำมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีเจ้าหน้าที่ใหม่ เอไอจะเป็นเครื่องมือช่วยในขบวนการเลือกเมฆ ที่จะเลือกเมฆที่มีความน่าจะเหมาะสมที่สุดให้กับทีมปฏิบัติการตัดสิน

“ผลการวิจัยที่ผ่านมาได้เริ่มทดลองในห้องปฏิบัติการ เมื่อปี 2561 พบว่าได้ผลประมาณ 85% และในปี 62 ที่ผ่านมาได้มีการทดลองในพื้นที่จริงในการปฏิบัติการที่จังหวัดกาญจนบุรีและสระแก้ว ก็พบว่ามีผลสัมฤทธิ์ประมาณ 70 -80% และได้มีการนำเสนอในเวทีการประชุมวิชาการทางด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์และวิศวกรรมซอฟต์แวร์ระดับนานาชาติ และเวทีทางวิชาการว่าด้วยการดัดแปรสภาพอากาศ ระดับอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพจัดมาแล้ว 2 ครั้ง  อย่างไรก็ตามเบื้องต้นมีหลายประเทศสนใจเช่นอินโดนีเซีย  บรูไน ที่สนใจขอมาเรียนระบบเอไอนี้  ซึ่งต่อไปอาจเป็นเรื่องของการให้ความรู้เพื่อให้แต่ละประเทศนำไปประยุกต์ใช้ในประเทศของตนเองเพราะลักษณะของเมฆต่างกันตามสภาพอากาศและภูมิประเทศ”

ทั้งนี้ การศึกษาดังกล่าวได้เคยมีการนำเสนต่อที่ประชุมระดับนานาชาติในงานประชุมวิชาการนานาชาติ International Joint Conference on Computer Science and Software Engineering ครั้งที่ 15 เมื่อวันที่ 13 ก.ค. 2561 ที่นครปฐม และระดับอาเซียนมาแล้ว 2 ครั้ง คือ การประชุม ASEAN Workshop on Weather Modification 2018 เมื่อ 6 ส.ค. 2561 ที่กทม. และการประชุม ASEAN Training on Weather Modification 2019:Understanding of Cloud Nature and Weather Modification for Water Resources Management เมื่อ 25 ก.ค. 2562 จ.ประจวบคีรีขันธ์

การวิจัยการใช้ปัญญาประดิษฐ์ Artificial Intelligence หรือเอไอ (AI)  โดยกรมฝนหลวงและการบินเกษตร  จึงเป็นการสืบสาน รักษา ต่อยอดศาสตร์พระราชาฝนหลวง ที่พระบาทสมเด็จ พระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระดำริและทรงศึกษาค้นคว้า จากกลายเป็นตำราฝนหลวงพระราชทานเพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้ง และบรรเทาภัยพิบัติ ให้กับประชาชน

รายงานพิเศษ : ถึงเวลาแก้ภัยแล้งลุ่มเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470541

รายงานพิเศษ : ถึงเวลาแก้ภัยแล้งลุ่มเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.05 น.

ปริมาณฝนตกในปี 2562 ที่ผ่านมาเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 1,342.5มม. ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งปกติแล้วประเทศไทยจะมีปริมาณฝนรวมตลอดปีอยู่ที่ประมาณ 1,572.5 มม. ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแหล่งเก็บน้ำต่างๆทั่วประเทศมีน้อย กระทบกิจกรรมใช้ในน้ำในภาคส่วนต่างๆ ทำให้ 20 จังหวัด ประกาศเป็นเขตภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด ตามแผนของรัฐบาลที่ให้ปริมาณน้ำต้นทุนที่มีอยู่พอใช้จนสิ้นฤดูแล้งปี 2563

ปีนี้กรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า ฤดูฝนจะมาล่าช้ากว่าทุกๆปี อาจเลยถึงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ดังนั้น การบริหารจัดการน้ำต้องเป็นไปตามแผนอย่างเคร่งครัด น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการรักษาระบบนิเวศถึงจะพอเพียง โดยเฉพาะ “ลุ่มเจ้าพระยา” อู่ข้าวอู่น้ำและเป็นศูนย์กลางทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ

สำหรับปริมาณน้ำต้นทุนใน 4 เขื่อนหลักของลุ่มเจ้าพระยา ณ วันที่ 28 มกราคม มีท้ังหมด 10,508 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 42
โดยปริมาณน้ำใช้การได้ 3,812 ล้าน ลบ.ม.คิดเป็นร้อยละ 21 เท่านั้น ขณะที่การปลูกข้าวปรังลุ่มเจ้าพระยาได้รณรงค์ให้งดทำนาต่อเนื่อง
ในฤดูแล้งปี 2562/63 แต่ ขณะนี้เพาะปลูกแล้ว 1.87 ล้านไร่

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานเปิดเผยว่า กรมฯตั้ง“ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขและบรรเทาวิกฤตภัยแล้ง ปี 2562/63” หาแนวทางแก้วิกฤตภัยแล้ง และบูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความช่วยเหลือประชาชน ระยะสั้นได้สำรวจพื้นที่ที่พัฒนา ปรับปรุง สร้างฝาย แก้มลิง สระน้ำกักเก็บน้ำให้ได้มากที่สุดก่อนจะถึงฤดูฝน การแก้ปัญหาระยะยาวสำหรับลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น มีหลายโครงการแต่ที่เป็นไปได้สูงจะแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้มีประสิทธิภาพคือ โครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนเขื่อนภูมิพล จ.ตาก ซึ่งนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรฯให้เร่งดำเนินการ เพราะศึกษาแล้วว่าคุ้มค่า สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยาได้ยั่งยืน ผลกระทบไม่มาก แม้วงเงินลงทุนจะสูงกว่า 60,000 ล้านบาทก็ตาม

อธิบดีกรมชลประทานกล่าวต่อว่า จากสถิติพบน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลยังไม่เต็มความจุประมาณปีละ6,000-7,000 ล้านลบ.ม. ทำให้เขื่อนภูมิพลยังเหลือช่องว่างเก็บน้ำได้อีกไม่น้อยกว่า 4,000 ล้านลบ.ม. กรมชลประทานจึงเริ่มศึกษาโครงการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เขื่อนภูมิพลดังกล่าว พบแนวทางเป็นไปได้มากที่สุดคือ ผันน้ำจากแม่น้ำยวม จ.แม่ฮ่องสอน ลำน้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำเมยก่อนไหลลงแม่น้ำสาละวินและไหลออกทะเลที่เมียนมา มากักเก็บไว้ที่เขื่อนภูมิพล

ทั้งนี้ การศึกษาพบว่า ปริมาณน้ำจากแม่น้ำยวมมีมากกว่าปีละ2,800 ล้านลบ.ม. นำมาใช้ประโยชน์ โดยไม่กระทบแม่น้ำเมย และแม่น้ำสาละวิน ไม่น้อยกว่าปีละ 1,800 ล้านลบ.ม. จึงเป็นโอกาสดีที่จะผันน้ำจำนวนนี้มาเก็บกักไว้ที่เขื่อนภูมิพล เพื่อใช้สร้างความมั่นคงเรื่องน้ำให้ลุ่มเจ้าพระยา แม้จะใช้เงินลงทุนสูง แต่คุ้มค่าและมีผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งได้พลังงานไฟฟ้าสะอาดเพิ่มขึ้น ทดแทนนำเข้าน้ำมันมาผลิตไฟฟ้า

สำหรับแนวทางผันน้ำจากแม่น้ำยวมดังกล่าว ต้องขุดอุโมงค์ผันน้ำ เนื่องจากภูมิประเทศเป็นภูเขาสูง พร้อมสร้างเขื่อนขุนยวม ซึ่งเป็นเขื่อนขนาดกลาง ความจุณ 68 ล้าน ลบ.ม.กั้นแม่น้ำยวม ก่อนไหลลงแม่น้ำเมย จากนั้นจะสูบน้ำจากเขื่อนแม่ยวมช่วงฤดูน้ำหลากประมาณ 8 เดือน ส่งผ่านอุโมงค์ใต้ดินความยาว 60-68 กิโลเมตร มาลงแม่น้ำปิงบริเวณ อ.ดอยเต่า จ.เชียงใหม่ ให้ไหลตามแรงโน้มถ่วงโลกลงเขื่อนภูมิพล โดยจะสูบน้ำช่วงค่าไฟต่ำ (Off Peak)เพื่อประหยัดค่าไฟ วันละ 8 ชั่วโมง จะได้น้ำไปเติมเขื่อนภูมิพลวันละ600,000 ลบ.ม.หรือประมาณ 1,795 ล้าน ลบ.ม.ต่อปี เพิ่มความมั่นคงให้น้ำอุปโภคบริโภคเฉลี่ยเพิ่มปีละ 300 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นมูลค่า 3,270 ล้านต่อปี เพื่อการเกษตรทำให้เปิดพื้นที่นาในลุ่มเจ้าพระยาได้อีก 1.6 ล้านไร่ สนับสนุนน้ำเพื่อพื้นที่การเกษตรในฤดูแล้งเพิ่มขึ้น 160,000ไร่ คิดเป็นมูลค่า 845 ล้านบาทต่อปี ปัญหาขาดแคลนน้ำในลุ่มเจ้าพระยาจะบรรเทาลง สิ่งสำคัญอีกส่วนคือ ช่วยเพิ่มกำลังผลิตกระแสไฟฟ้าให้โรงไฟฟ้าท้ายเขื่อนภูมิพลอีก 417 ล้านหน่วยต่อปี คิดเป็นมูลค่า 1,147 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังส่งเสริมสร้างมูลค่าให้ทั้งด้านประมงและท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม ในการผันน้ำต้องสร้างเขื่อนขุนยวมกักเก็บน้ำก่อนนั้นจะกระทบที่ทำกินของราษฎร 25 ราย ไม่กระทบที่อยู่อาศัย เพราะผันน้ำมาเติมส่วนที่ว่างของอ่างฯได้อีกถึง 4,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ผันน้ำเติมเพียง 1,795 ล้าน ลบ.ม. นอกจากนี้ กรมยังมีแผนพัฒนาแหล่งน้ำ สร้างอ่างฯแม่ป่าไผ่ท้ายอุโมงค์ส่งน้ำใช้เป็นแหล่งน้ำให้ราษฎรอีกด้วย และโครงการนี้ไม่กระทบป่าไม้ สัตว์ป่าและระบบนิเวศอื่น เพราะสร้างอุโมงค์ใต้ผิวดิน อีกทั้ง จะปลูกป่า 2 เท่าของพื้นที่ป่าที่สูญเสียไป นอกจากนี้ ยังตั้งสถานีเพาะพันธุ์ปลาสนับสนุนงบให้กรมประมง หรือสถาบันการศึกษาวิจัยเพาะพันธุ์ปลา เพื่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้กลับคืนสู่ธรรมชาติ

การดำเนินงานของกรมชลประทานยึดหลักปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง พร้อมประโยชน์ของประเทศ ประชาชนเป็นหลัก ภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศไทยในขณะนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบว่า ควรจะเร่งพัฒนาแหล่งน้ำที่แก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน และมีประสิทธิภาพแล้วหรือยัง?