กรมชลฯใช้แผนที่ใต้น้ำ3มิติคลองพระยาบันลือเจือจางความเค็ม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470501

news_default

กรมชลฯใช้แผนที่ใต้น้ำ3มิติคลองพระยาบันลือเจือจางความเค็ม

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 15.30 น.

อธิบดีกรมชลประทานระบุ ใช้แผนที่ใต้น้ำ 3 มิติคลองพระยาบันลือซึ่งเชื่อมระหว่างแม่น้ำท่าจีนและเจ้าพระยา พบสันดอน 10 จุดเป็นอุปสรรคการระบายน้ำเพื่อเจือจางค่าความเค็ม สั่งขุดลอกด่วนเพื่อใช้บริหารจัดการน้ำในช่วงน้ำทะเลหนุนตลอดฤดูแล้ง มั่นใจ ควบคุมค่าความเค็มให้อยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวังได้

นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทานกล่าวว่า จากการจัดทำแผนที่สำรวจภูมิประเทศด้านวิศวกรรมแบบ 3 มิติคลองพระยาบันลือซึ่งเชื่อมระหว่างแม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งเป็นคลองสำคัญที่รองรับน้ำที่ผันน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาควบคุมค่าความเค็มของลุ่มเจ้าพระยาตอนล่าง ทำให้เห็นสภาพท้องน้ำตลอดคลองที่ยาว 42.5 กิโลเมตร พบสันดอนที่เป็นอุปสรรคต่อการไหลของน้ำ 10 จุด ระยะทางยาวประมาณ 15 กิโลเมตร เจ้าหน้าที่เร่งขุดลอกเพื่อให้น้ำไหลสะดวกและใช้บริหารจัดการน้ำ โดยก่อนถึงช่วงน้ำทะเลหนุน จะสูบน้ำเข้ามาเก็บกักไว้ในคลองได้ในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นเมื่อลิ่มความเค็มรุกเข้ามา น้ำจืดจะช่วยเจือจาง แล้วสูบออกเพื่อควบคุมค่าความเค็มของแม่น้ำเจ้าพระยาด้านท้ายไม่ให้เกินมาตรฐาน โดยเกณฑ์เฝ้าระวังอยู่ที่ 0.25 กรัม/ลิตร สำหรับผลิตน้ำประปานั้น ค่าความเค็มต้องไม่เกิน 0.5 กรัม/ลิตร การเพาะเลี้ยงกล้วยไม้ไม่เกิน 0.75 กรัม/ลิตร และน้ำใช้ภาคการเกษตรต่อเนื่อง (ไม้ผล) ไม่เกิน 5 กรัม/ลิตร อีกมาตรการคือ ขอความร่วมมือให้ปิดประตูน้ำสองริมฝั่งคลองพระยาบันลือเพื่อให้แม่น้ำเจ้าพระยาได้รับน้ำเต็มจำนวน ไม่ไหลออกข้างทาง ทำให้ขณะนี้น้ำสามารถเดินทางและไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพาะยาได้สะดวกมากขึ้น

นายทองเปลวกล่าวว่า การผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองที่มายังแม่น้ำเจ้าพระยา จะผันผ่านทางคลองจระเข้สามพันและคลองท่าสาร-บางปลามาลงแม่น้ำท่าจีน จากนั้นสูบน้ำผ่านสถานีสูบน้ำพระยาบันลือไปออกที่ประตูระบายน้ำสิงหนาท 2 ก่อนจะลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ทั้งนี้การผันน้ำข้ามลุ่มน้ำจากลุ่มน้ำแม่กลองมาสู่ลุ่มน้ำเจ้าพระยามีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อช่วยประหยัดการใช้น้ำต้นทุนจากเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เนื่องจากปริมาณน้ำของทั้ง 4 เขื่อนหลักอยู่ในเกณฑ์น้อย แต่การวางแผนบริหารจัดการที่ทำไว้ล่วงหน้าและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการใช้น้ำอย่างประหยัดและมีประสิทธิภาพสูงสุดตามแผน จะส่งผลให้มีน้ำเพียงพอไปจนถึงต้นฤดูฝน

ชายคาพระพิรุณ : 3 กุมภาพันธ์ 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470325

586851

ชายคาพระพิรุณ : 3 กุมภาพันธ์ 2563

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

จากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมเกษตรอย่างกว้างขวางเรื่องการตัดงบกรมวิชาการเกษตรถึง 40% ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ได้ส่งผลทันทีต่อความเดือดร้อนของลูกจ้างที่ต้องตกงานและถูกลดค่าจ้างดังปรากฏในข่าวต่างๆ ให้เป็นที่สะเทือนใจของสังคมและยังจะมีความเสียหายของภาคเกษตรที่จะตามมาอีกในไม่ช้านี้จากการที่ขุนเกษตรา พูดคุยกับแหล่งข่าวในกรมวิชาการเกษตรที่ทำงานด้านวิจัย

พอสรุปได้ ดังนี้คือ

1.งานพัฒนาสินค้าเกษตรให้มีคุณภาพได้มาตรฐานหรือการรับรองมาตรฐานสินค้าพืช (GAP และ organic) เป็นงานที่ต้องทำเพื่อให้สินค้าเกษตรไทยส่งออกไปต่างประเทศได้และเป็นการเพิ่มความปลอดภัยทางอาหารแก่ผู้บริโภคในประเทศรายการที่ถูกตัดลด ได้แก่ ค่าเดินทางไปตรวจแปลงถูกตัด 74% วัสดุวิทยาศาสตร์ในการวิเคราะห์สารพิษตกค้างถูกตัด 69% ค่าจ้างเหมาพนักงานช่วยดำเนินการถูกตัด 100% เป็นต้น การตัดงบดังกล่าวทำให้เกือบจะไม่สามารถทำงานนี้ได้เลย เนื่องจากงานรับรองมาตรฐาน

เจ้าหน้าที่ผู้ตรวจรับรองต้องออกไปตรวจแปลงในพื้นที่เกษตรกรและต้องวิเคราะห์สารพิษตกค้างตามระบบมาตรฐานสากล งานนี้จะไม่มีหน่วยงานไหนทำแทนได้ เพราะกฎหมายกำหนดให้เป็นหน้าที่กรมวิชาการเกษตรเท่านั้น

เรื่องความปลอดภัยด้านอาหารเป็นนโยบายรัฐบาลในปีงบประมาณ 2562 ได้ทำการตรวจรับรองแหล่งผลิตพืชในระบบ GAP ผ่านมาตรฐาน 108,647 แปลง พื้นที่ 539,800 ไร่ และตรวจรับรองโรงคัดบรรจุโรงงานแปรรูป โรงรมตามมาตรฐาน GMP HACCP และ GFP ผ่านมาตรฐาน 885 โรงงาน รวมถึงพัฒนาห้องปฏิบัติการตรวจสอบสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์เป้าหมาย 32 แห่ง ลองประเมินดูว่าถ้างบทำงานหายไป 70% เกษตรกร 70,000 แปลง จะได้รับความเสียหายมหาศาลแค่ไหน ลำพังแค่ส่งไปประเทศจีนถ้าไม่มี GAP ก็จะเสียหายประมาณ 1 หมื่นล้านบาท การตัดงบการพัฒนามาตรฐานสินค้านี้ นอกจากส่งผลเสียต่อการส่งออกไม่ได้ทำให้สินค้าในประเทศล้นตลาด ราคาผลผลิตตกต่ำยังเป็นการเดินสวนทางทำให้นโยบายรัฐบาลด้านอาหารปลอดภัยขับเคลื่อนไม่สำเร็จ สร้างความเสียหายในด้านเศรษฐกิจประเทศ และรายได้เกษตรกร

2.โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริปรับลด 49% ในค่าใช้จ่ายในการออกไปทำงานในพื้นที่เกษตรกรและในพื้นที่โครงการพระราชดำริต่างๆ ส่งผลต่อการสนองพระราชดำริต่างๆของรัฐบาลในความรับผิดชอบกรมวิชาการเกษตรรวมทั้งสิ้น 252 โครงการ 3.โครงการเร่งด่วนของรัฐบาล เช่น ส่งเสริมเกษตรแปลงใหญ่ โครงการ zoning by agri-map โครงการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืนถูกตัดไป 50% โครงการส่วนนี้ทำกันแบบบูรณาการหลายกรมกระทบต่อการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปขับเคลื่อนให้นโยบายรัฐบาลประสบความสำเร็จ การตัดงบต้องลดปริมาณพื้นที่ และจำนวนเกษตรกรที่จะได้ประโยชน์ลง 50% 4.งานวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่เกษตรกรปรับลด 40% เรื่องนี้จะกระทบและสร้างความเสียหายต่อความก้าวหน้าเทคโนโลยีและส่งผลต่อการแก้ปัญหาของเกษตรกรจนถึงการแก้ปัญหาการนำเข้าส่งออก

ทั้งนี้ งานวิจัยกรมวิชาการเกษตรที่เห็นประโยชน์ชัดเจนคือ การแก้ปัญหาเกษตรกรเพื่อให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นเป็นประโยชน์กับเกษตรกรหลายล้านครอบครัวสร้างเงินในกระเป๋าเกษตรกรหลายหมื่นล้านบาทต่อปีการตัดงบส่วนนี้จะสร้างความเสียหายต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการผลิตพืชของเกษตรกรที่อาจจะต้องหยุดชะงัก เช่น การปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่การผลิตเมล็ดพันธุ์ดี การคิดค้นความรู้ที่นำมาใช้ทำการผลิต ปลูก ใส่ปุ๋ย ให้น้ำตัดแต่งเก็บเกี่ยว แปรรูป ชีวภัณฑ์ วิธีแก้ปัญหาศัตรูพืชระบาด เครื่องจักรกลเกษตร เครื่องมือแปรรูป ผลกระทบนี้มากมายที่อาจไม่เห็นทันทีแต่เพราะมีผลงานวิจัย เกษตรกรไทยจึงผลิตพืชได้ดีไทยจึงเป็นผู้นำหลายประเทศด้านเกษตรอยู่ในขณะนี้

5.การส่งออกนำเข้าสินค้าเกษตรเนื่องจากกรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานที่ออกใบกำกับใบรับรองให้มีการส่งออก ตรวจการนำเข้าและคอยแก้ปัญหาการค้าระหว่างประเทศในเวลาที่ต่างประเทศกีดกันหรือแบนสินค้าไทยจะใช้วิธีกีดกันทางทางค้าโดยอ้างว่าสินค้าเกษตรไทยมีสารพิษตกค้างไม่ได้มาตรฐานห้ามมิให้ส่งออกและก็เป็นหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้สำเร็จซึ่งที่ผ่านมามีตัวอย่างการแก้ไขปัญหาการค้ากับยุโรป จีน ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย การตัดลดงบประมาณไปย่อมส่งผลกระทบสร้างความเสียหายเป็นหลักแสนล้านบาท 6.การดูแลคุ้มครองเกษตรกรตาม พ.ร.บ.พันธุ์พืช พ.ร.บ.ปุ๋ย พ.ร.บ.วัตถุอันตราย พ.ร.บ.กักพืช พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืชการตัดงบส่วนนี้จะทำให้การควบคุมกำกับดูแลของสารวัตรเกษตรทำได้ไม่เต็มที่ จะทำให้มีผู้ฉกฉวยโอกาสทำผิดกฎหมาย เช่น ขายปุ๋ยปลอม สารเคมีปลอมพันธุ์พืชด้อยคุณภาพ จะระบาดทั่วเมือง ส่งผลเสียตกที่เกษตรกรซื้อมาแล้วใช้ไม่ได้ผล เสียหายหลายหมื่นล้านบาท

7.ลูกจ้างตกงานจะกระทบสร้างความเดือดร้อนให้กับคนทำงานที่ไม่ใช่ข้าราชการที่ต้องตกงานว่างงาน เดือดร้อนนับพันคน ซึ่งการจ้างงานของกรมวิชาการเกษตรไม่เหมือนการจ้างแบบกรรมกรทั่วไป

แต่จะจ้างคนที่มีความรู้ประสบการณ์ในการทำงานวิชาการทั้งที่เป็นบุตรหลานของลูกจ้างเดิมที่เพิ่งเรียนจบมาใหม่ จนถึงคนงานที่มีทักษะการวิจัยบุคคลเหล่านี้จะทำงานในศูนย์วิจัยตั้งแต่วัยหนุ่มจนถึงวัยเกษียณ มีความชำนาญ จึงรับจ้างงานเป็นลูกจ้าง ทำเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวไม่มีอัตราว่างให้เขาได้สอบเป็นพนักงานราชการ หรือหมดวัยที่จะมาสอบแข่งขันกับเด็กรุ่นใหม่ เมื่อถูกเลิกจ้างก็เท่ากับถูกลอยแพไม่มีหนทางที่จะไปทำอย่างอื่น ซึ่งมีลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบทั้งหมด 1,253 คนวงเงิน 153 ล้านบาท ที่ต้องออกจากงานทันทีและลูกจ้างอีกส่วนหนึ่งต้องลดค่าจ้าง 50% เพื่อช่วยรักษางานไว้เป็นเรื่องที่น่าสงสารเป็นอย่างยิ่งกรณีโรงงานปิดตัวลูกจ้างเอกชนยังได้รับค่าชดเชย แต่ลูกจ้างกรมวิชาการเกษตรไม่ได้รับสวัสดิการใดเลย..

บทสรุปสุดท้ายประเทศไทยตั้งเป้าหมายว่าต้องก้าวหน้าด้วยนวัตกรรมต้องสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรเพื่อลดความเหลื่อมล้ำซึ่งกรมวิชาการเกษตรถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีความสำคัญในการขับเคลื่อนงานวิชาการเกษตรหลักของประเทศให้ก้าวหน้ามาอย่างยาวนาน ดังนั้น รัฐบาลจึงควรจัดงบให้เขากลับไปดูแลงานของประเทศ ไปดูแลเกษตรกรรัฐบาลและพรรคการเมืองควรลงไปร่วมสนับสนุนเขา และขอให้เร่งเยียวยาคนตกงานพันกว่าชีวิตที่ได้รับความเดือดร้อนอยู่ในเวลานี้ด้วย

ขุนเกษตรา

เร่งสร้างระบบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างฯประแสร์ เพิ่มความมั่นคงแก้อุทกภัย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470327

news_default

เร่งสร้างระบบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างฯประแสร์ เพิ่มความมั่นคงแก้อุทกภัย

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเร่งดำเนินงานโครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ต.ชุมแสง อ.วังจันทร์ จ.ระยอง ให้เสร็จทันก่อนฤดูฝนที่จะมาถึง โดยเป็นการก่อสร้างสถานีสูบน้ำพร้อมเครื่องสูบน้ำ 4 เครื่องและสำรอง1 เครื่อง มีโดยอัตราสูบน้ำเครื่องละ 1.375 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที รวม 5.5 ลบ.ม.ต่อวินาที เพื่อสูบผันน้ำจากคลองสะพานกลับไปเติมในอ่างฯประแสร์ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์

ทั้งนี้ คลองสะพาน เป็นคลองธรรมชาติขนาดใหญ่ และเป็นสาขาของแม่น้ำประแสร์ มีต้นกำเนิดที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี ไหลผ่าน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง แล้วจึงไหลมาบรรจบแม่น้ำประแสร์ก่อนไหลออกสู่ทะเล มีพื้นที่รับน้ำกว่า 465 ตารางกิโลเมตร ในช่วงฤดูฝนตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ตุลาคม ของทุกปีจะมีปริมาณน้ำท่าเฉลี่ยถึง 137 ล้านลบ.ม. ที่ไหลออกสู่อ่าวไทยโดยเปล่าประโยชน์ เนื่องจากคลองสะพานยังไม่มีแหล่งเก็บน้ำ นอกจากนี้ ยังล้นตลิ่งท่วมเขตชุมชนและเขตเศรษฐกิจใน อ.แกลง และ อ.บ้านค่าย จ.ระยอง นับหมื่นไร่สร้างความเสียหายเป็นประจำทุกปีอีกด้วย

สำหรับการดำเนินโครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างฯประแสร์ มีเป้าหมายสูบน้ำส่วนเกินช่วงฤดูฝนจากคลองสะพานเป็นเวลา 5 เดือนคือ ตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงตุลาคม กลับไปเติมในอ่างฯ ประแสร์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ปีละ 50 ล้านลบ.ม. ช่วยเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้แก่อ่างเก็บน้ำประแสร์รองรับความต้องการใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภค การเกษตรและอุตสาหกรรม ภายใต้โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC)

นอกจากนี้ ในการดำเนินโครงการดังกล่าว กรมชลประทานจะสร้างแนวท่อส่งน้ำควบคู่ไปด้วย เพื่อที่จะสูบผันน้ำส่วนเกินในคลองสะพานไปยังแหล่งเก็บกักน้ำอื่นที่อยู่ใกล้เคียงได้อีกจำนวนมาก เพื่อบรรเทาปัญหาอุทกภัยใน จ.ระยองได้อีกด้วย

“โครงการระบบสูบผันน้ำคลองสะพาน-อ่างเก็บน้ำประแสร์ ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์หลักกรมชลประทาน 20 ปีถึง 2 ข้อคือ ยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการตามวัตถุประสงค์การใช้น้ำ การนำน้ำที่เคยทิ้งไปเปล่าประโยชน์กลับมาใช้สอยหมุนเวียนได้ทั้งภาคประชาชนเกษตร และอุตสาหกรรมช่วยให้เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ป้องกันความเสียหายและสนับสนุนการบรรเทาภัยอันเกิดจากน้ำขณะนี้โครงการมีความก้าวหน้าร้อยละ 60 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิม ทั้งนี้ กรมชลประทานจะได้เร่งดำเนินโครงการ ดังกล่าวให้แล้วเสร็จในเร็ววันเพื่อเตรียมสูบผันน้ำที่กำลังจะมาในหน้าฝนปีนี้”รองอธิบดีฝ่ายก่อสร้างกรมชลประทาน กล่าว

กนย.ตั้งคณะทำงาน ศึกษาแนวทางจัดการสวนยาง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470326

news_default

กนย.ตั้งคณะทำงาน ศึกษาแนวทางจัดการสวนยาง

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายขจรจักษณ์ นวลพรหมสกุล รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กนย.) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดยางพาราโลกมีการเปลี่ยนแปลงไป การปลูกยางพาราจึงจำเป็นต้องสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและเป็นไปตามมาตรฐานการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจอย่างยังยืน เช่น การจัดการสวนยางให้เป็นไปตามมาตรฐาน FSCTM PEFCTM และ มอก. 14061 ซึ่งเกี่ยวข้องตั้งแต่ การปลูก ผลผลิต รวมถึงผลิตภัณฑ์จากยางพาราและไม้ยางพารา ประเทศไทย จำเป็นต้องดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามระบบการรับรองมาตรฐานดังกล่าว หากไม่ดำเนินการอาจมีผลกระทบต่อตลาดยางพาราและไม้ยางพาราไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติ (กนย.) ครั้งที่ 1/2562 และที่ประชุมมีมติให้ตั้งคณะทำงานศึกษาการทำสวนยางอย่างยั่งยืน โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วยผู้แทน 3 ฝ่าย คือ หน่วยงานภาครัฐ เกษตรกร และผู้ประกอบการ เพื่อหาข้อสรุปแนวทางที่จะสนับสนุนและดำเนินการจัดการสวนป่าไม้เศรษฐกิจยืนต้นอย่างยั่งยืนให้เป็นรูปธรรม ซึ่งคณะทำงานชุดดังกล่าว ได้มีการหารือร่วมกัน และตั้งคณะทำงานย่อยเพื่อศึกษาในด้านต่างๆ โดยแบ่งออกเป็น 3 คณะ คือ คณะทำงานย่อยศึกษาแนวทางการรับรองมาตรฐานการจัดการสวนป่าอย่างยั่งยืน คณะทำงานย่อยเพื่อศึกษาและขับเคลื่อนการทำสวนยางอย่างยั่งยืน และคณะทำงานย่อยศึกษาการใช้สวนยางยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาสวนยางที่ไม่มีเอกสารสิทธิ โดยจะจัดประชุมและส่งข้อมูลเพื่อเสนอ กนย. พิจารณาในคราวประชุมครั้งถัดไป

นายขจรจักษณ์กล่าวอีกว่า การรับรองมาตรฐานการจัดการสวนยางอย่างยั่งยืนตามแบบ FSCTM PEFCTM และ มอก. 14061 จะสามารถพัฒนาคุณภาพ เพิ่มมูลค่าน้ำยางและไม้ยาง ขยายตลาดการจำหน่ายไปยังตลาดต่างประเทศ รวมไปถึงผลผลิตอื่นๆ ในสวนยาง เช่น พืชแซมยาง พืชร่วมยาง ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรชาวสวนยางอีกทางหนึ่ง ผู้ส่งออกสามารถขยายตลาดการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากไม้ยางและผลผลิตยางพาราที่ได้การรับรองมาตรฐานไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ยุโรป เป็นต้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป

คิกออฟรณรงค์หยุดเผาในไร่นาลดฝุ่นที่นครปฐม #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470324

news_default

คิกออฟรณรงค์หยุดเผาในไร่นาลดฝุ่นที่นครปฐม

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า ปัญหาการเผาในที่โล่งทั้งในพื้นที่การเกษตรและพื้นที่ป่าส่งผลกระทบต่อสุขอนามัยของประชาชนและเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการเกิดฝุ่นมลพิษ หรือ PM2.5
ในเขตชุมชนเมืองและอีกหลายพื้นที่รอบปริมณฑล ดังนั้น เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรตระหนักถึงผลกระทบจากการเผาในไร่นา กรมส่งเสริมการเกษตรจึงกำหนดจัดงาน “รณรงค์หยุดเผาในพื้นที่การเกษตร” หรือ Kick Off จุดแรก วันที่ 28 มกราคม ณ ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) บ้านแหลมบัว หมู่ 8 ต.แหลมบัว อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และเร่งสร้างการรับรู้ให้เกษตรกรรับทราบ โดยรณรงค์เพื่อส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่เกษตรขยายผลเพิ่มอีก 42 จังหวัด รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างองค์ความรู้และจิตสำนึกของเกษตรกรให้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว การสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายเกษตรกรในพื้นที่ ศพก. ซึ่งเป็นต้นแบบก่อนขยายผลไปสู่เกษตรกรรายอื่นในชุมชน ให้ลดปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรด้วยการใช้เทคโนโลยีทดแทนการเผาและอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้ทำการเกษตรได้อย่างยั่งยืนต่อไป

“การไถกลบตอซังและฟางข้าวจะช่วยคลุกเคล้าปรับปรุงบำรุงดิน ช่วยย่อยสลายและเพิ่มอินทรียวัตถุ เพิ่มธาตุอาหารให้พืช ถือเป็นการช่วยลดต้นทุนไม่ต้องซื้อปุ๋ยเคมีมากขึ้น นอกจากนี้ การอัดฟางก้อนก็มีประโยชน์เกษตรกรสามารถสร้างรายได้จากการขายฟ่อนฟาง เพื่อนำไปใช้เพาะเห็ด หรือเป็นอาหารสัตว์ช่วยเพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง จึงอยากฝากถึงเกษตรกรที่ยังเผาวัสดุการเกษตรของตนเอง ก็เหมือนการสูบบุหรี่ที่เป็นการเผาตัวเอง เผาปอดและสุขภาพของคนที่ตนเองรัก และต้องระวังโทษตามกฎหมายด้วย ดังนั้น ขอเชิญร่วมรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่การเกษตร และปฏิบัติตามคำแนะนำที่ถูกต้องของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถือเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม รักษาความชื้นในดิน ลดภาวะโลกร้อน และลดปัญหาฝุ่นหมอกควันครับ”

ด้านนายบุญเลี้ยง ข่ายม่าน เกษตรจังหวัดนครปฐม กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดงานรณรงค์หยุดเผาในพื้นที่การเกษตรว่าต้องการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนเกษตรเพื่อป้องกันและแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่ด้วยการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกรและนำเสนอทางเลือกให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนวิธีการ เพื่อลดการเผาเมื่อเกษตรกรหยุดเผาในพื้นที่การเกษตรแล้วจะได้สิ่งดีๆ 5 อย่างคือ อากาศดี สุขภาพดี เศรษฐกิจดีสิ่งแวดล้อมดี และได้ปุ๋ยดีจากธรรมชาติ โดยการจัดงานครั้งนี้จะนำผู้เข้าร่วมกิจกรรมกล่าวคำสัตยาบันของเครือข่ายเกษตรปลอดการเผา จ.นครปฐม เพื่องดเว้นการเผาเด็ดขาด รวมทั้งเฝ้าระวังสนับสนุนการดำเนินการแก้ปัญหาการเผาหมอกควันในจ.นครปฐม ตลอดจนนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เผยแพร่ความรู้สู่ชุมชนต่อไป

ซีพีเอฟเปิดศูนย์RD Centerรับนศ.สหรัฐฯ ตอกย้ำความเป็นครัวของโลกอย่างยั่งยืน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470323

news_default

ซีพีเอฟเปิดศูนย์RD Centerรับนศ.สหรัฐฯ ตอกย้ำความเป็นครัวของโลกอย่างยั่งยืน

วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.น้ำทิพย์ ชุมพลกุลวงษ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านวิจัยเชิงวิชาการ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ ต้อนรับ คณะนักศึกษาปริญญาโทหลักสูตรบริหารธุรกิจ (MBA) จากมหาวิทยาลัยแปซิฟิค ลูเธอรัน (Pacific Lutheran
University) สถาบันการศึกษาชั้นแนวหน้าจากสหรัฐอเมริกา นำโดย นายราโอเคาทา รองคณบดี โครงการปริญญาโททางบริหารธุรกิจ เข้าทัศนศึกษาดูงานกิจการของซีพีเอฟ พร้อมเยี่ยมชม ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารซีพีเอฟ หรือCPF Food Research and DevelopmentCenter อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นศูนย์กลางการวิจัย พัฒนา และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร ตอบโจทย์เทรนด์การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลก โดยมีโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ใช้ทดลองผลิตสินค้าอาหารด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพิ่มโอกาสตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้แม่นยำและทันกระแสตลาด การเยี่ยมชมครั้งนี้ มีส่วนช่วยเพิ่มการรับรู้และความเข้าใจการดำเนินธุรกิจของซีพีเอฟ ในฐานะเป็นองค์กรชั้นนำระดับโลกด้านธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารครบวงจร มีฐานการผลิตใน 17 ประเทศ ผลิตและส่งมอบอาหารคุณภาพสูงให้ผู้บริโภค 4,000 ล้านคนทั่วโลก รวมทั้งสร้างความประทับใจแก่คณะนักศึกษาจากสหรัฐฯถึงความก้าวหน้าของเทคโนโลยีการพัฒนานวัตกรรมอาหารของซีพีเอฟ ขับเคลื่อนสู่การเป็นครัวของโลกยั่งยืน ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารซีพีเอฟ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

‘เกษตรเพชรบูรณ์’ปล่อยแมลงหางหนีบในไร่ข้าวโพด คุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470279

‘เกษตรเพชรบูรณ์’ปล่อยแมลงหางหนีบในไร่ข้าวโพด คุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 21.15 น.

2 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนันต์ ตั่นฉ้วน เกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์  พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กลุ่มอารักขาพืช  สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์ และ  สมาชิกแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตำบลห้วยสะแก ดำเนินการปล่อยแมลงหางหนีบ เพื่อควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ในพื้นที่่แปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ตำบลห้วยสะแก อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ เพื่อให้ความรู้เรื่องการผลิตหรือการเพาะพันธุ์ของแมลงหางหนีบ พร้อมสาธิตวิธีปล่อยแมลงหางหนีบ ลงแปลงปลูกข้าวโพดช่วยกำจัดหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ด้วยศัตรูธรรมชาติ โดยไม่ใช้สารเคมี

นายอนันต์ กล่าวว่า การระบาดของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปีที่ผ่านมา กรมส่งเสริมการเกษตร  สำนักงานเกษตรจังหวัดเพชรบูรณ์  ได้ดำเนินการตามมาตรการต่างๆ  เพื่อควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด  ทั้งการแจ้งเตือนเกษตรกรและให้ความรู้ในการป้องกันกำจัดตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร พร้อมสนับสนุนแมลงศัตรูธรรมชาติเพื่อควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด จนสามารถควบคุมการระบาดได้ในระดับหนึ่ง แต่ยังไม่สามารถหยุดยั้งการทำลายของหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดได้

‘แมลงหางหนีบ เป็นกลุ่มแมลงที่ทำหน้าที่ในการย่อยสลายเศษซากพืช จึงมักพบแมลงหางหนีบอยู่ในที่ชื้น มืด และค่อนข้างอับ ตามแปลงพืชไร่ชนิดต่างๆ เช่น ไร่ข้าวโพด ไร่อ้อย โดยปกติแมลงหางหนีบจะออกหากินเฉพาะกลางคืน สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็ว และหากัดกินไข่ตัวหนอน และตัวอ่อนของสัตว์ต่างๆ ที่มีขนาดเล็ก มีความสามารถในการเสาะหาเหยื่อตามซอกมุมได้ดี ซึ่งการทำลายเหยื่อที่เป็นหนอนในไร่ข้าวโพด จะใช้แพนหางที่มีลักษณะคล้ายคีมหนีบลำตัวเหยื่อแล้วกินเป็นอาหาร แต่ถ้าเป็นเพลี้ยอ่อนจะกัดกินโดยตรง

โดยแมลงหางหนีบ 1 ตัว จะสามารถกินเหยื่อได้ประมาณ 20-30 ตัวต่อวัน หากแมลงหางหนีบอิ่มแล้ว และยังเจอตัวหนอนจะใช้แพนหางหนีบจนกระทั่งตัวหนอนตาย และจากไปโดยไม่กิน และจะหนีบต่อไปเรื่อยๆ เมื่อเจอหนอนตามไร่ข้าวโพด   ดังนั้น กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตร จึงให้จังหวัดเพชรบูรณ์ ดำเนินการโครงการส่งเสริมการควบคุมหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด โดยชีววิธีซึ่งเป็นวิธีการจัดการศัตรูพืชต่อสิ่งแวดล้อมและนำไปสู่ความยั่งยืน’ นายอนันต์ กล่าว

พิจิตรแล้งแหล่งน้ำแห้งขอด ข้าวนาปรังยืนต้นตาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470270

พิจิตรแล้งแหล่งน้ำแห้งขอด ข้าวนาปรังยืนต้นตาย

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 20.10 น.

2 กุมภาพันธ์ 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำ ในจังหวัดพิจิตร ว่า”แหล่งน้ำต้นทุน ในแหล่งน้ำธรรมชาติที่แห้งขอดลง ส่งผลทำให้ต้นข้าวนาปรัง อายุกว่า 1 เดือนเศษ กว่า 20 ไร่ ของเกษตรกรหมูที่ 5 ตำบลไผ่ท่าโพ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร เป็นพื้นที่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรส่วนใหญ่ที่เสี่ยงทำนา เนื่องจากไม่สามารถปลูกพืชชนิดอื่นได้ กำลังขาดแคลนน้ำ แห้งเหี่ยว และยืนต้นตาย  หลังจากที่ชาวนาที่เสี่ยงการทำนาปรังในช่วงนี้ขาดน้ำ เนื่องจากระดับน้ำในแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำต้นทุนของการเพาะปลูกข้าวนาปรัง รวมถึงน้ำบาดาลใต้ดินที่ลดระดับลง จนไม่สามารถสูบน้ำขึ้นมาล่อเลี้ยงต้นข้าว ต่อการทำนาทั้งหมดได้เกษตรกรชาวนา จึงจำเป็นต้องยอมปล่อยทิ้งนาข้าวบนแปลงนา ให้แห้งเหี่ยวตาย ไปกับความแห้งแล้ง

ขณะที่ นายวีระชัย เข็มวงษ์ เกษตรจังหวัดพิจิตร กล่าวว่า สถานการณ์พืชที่ปลูกช่วงฤดูแล้ง ข้าวนาปรัง ที่ชาวนาปลูกข้าวรอบ2 มีพื้นที่ปลูกประมาณ 250,000 ไร่ จากพื้นที่เคยปลูก กว่า 500,000 ไร่ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่มีแหล่งน้ำบาดาลสำรอง คาดว่าจะได้รับผลกระทบเป็นส่วนน้อย ส่วนพืชที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบมากได้แก่ มะม่วง พื้นที่ปลูกประมาณ 27,000ไร่ ในพื้นที่อำเภอสากเหล็ก และ ส้มโอ พื้นที่ปลูกในพื้นที่อำเภอเมือง และ อำเภอโพธิ์ประทับช้าง ประมาณ 15,000 ไร่ เนื่องจากระดับน้ำบาดาลลดลง รวมถึงน้ำผิวดินตามแหล่งกักเก็บ

นายวีระชัย เข็มวงษ์ เกษตรจังหวัดพิจิตร กล่าวต่อว่า ซึ่งทางสำนักงานเกษตรจังหวัดพิจิตร ออกรณรงค์ส่งเสริม ให้เกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยตามนโยบายกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้แก่ ข้าวโพดหลังนา ถั่วเขียวและพืชผัก รวมถึงแตงโม เมล่อนและข่า ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ ต่างพากันปรับตัว ทำการเกษตรพืชอายุสั้นแทนการทำนาในช่วงฤดูแล้ง

‘เฉลิมชัย’กำชับกรมชลฯบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470300

news_default

‘เฉลิมชัย’กำชับกรมชลฯบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 17.49 น.

“เฉลิมชัย”กำชับ”กรมชลประทาน”บริหารจัดการน้ำภาคตะวันออกอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เฝ้าระวังและป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำเนื่องจากมีกิจกรรมการใช้น้ำหลายภาคส่วน ด้าน”กรมชลประทาน”ระบุเตรียมผันน้ำจากจันทบุรีไปสนับสนุนระยอง ซึ่งมีทั้งอุปโภค-บริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตรวจสถานการณ์น้ำภาคตะวันออก โดยระบุว่า ขณะนี้มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง ด้านการเกษตรที่ จ.ฉะเชิงเทรา 3 อำเภอ โดยในเขตชลประทาน ได้แก่ อ. บ้านโพธิ์ และ อ.แปลงยาว ส่วนนอกเขตชลประทาน คือ ที่ อ.บางปะกง ส่วน จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง แม้ยังไม่ประสบภัยแล้ง แต่ต้องเฝ้าระวังการขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ กรมชลประทาน รายงานว่า ร่วมมือกับทุกภาคส่วนดำเนินการระยะเร่งด่วน โดยบริษัท East Water และการประปาส่วนภูมิภาคสนับสนุนน้ำเข้าสู่ในระบบปริมาณกว่า 20 ล้าน ลบ.ม.ด้านสถาบันน้ำและพลังงานเพื่อความยั่งยืน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยขอความร่วมมือจากการนิคมอุตสาหกรรม ลดการใช้น้ำลงร้อยละ 10

นายเฉลิมชัย กล่าวว่า กำชับให้เตรียมมาตรการรองรับวิกฤตขาดแคลนน้ำ จ.ชลบุรี และ จ.ระยอง เนื่องจากมีกิจกรรมการใช้น้ำทั้งอุปโภค-บริโภค การเกษตร อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว โดยติดตามสภาพภูมิอากาศ ปริมาณฝน และน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำต่างๆ เพื่อประเมินปริมาณน้ำต้นทุนทุกสัปดาห์ ประชุมศูนย์ปฏิบัติการเฝ้าระวังและแก้วิกฤติภัยแล้ง (Warroom) ทุก 15 วัน เพื่อประเมินสถานการณ์และปรับมาตรการรองรับ พร้อมรายงานผู้ว่าราชการจังหวัดระยองและชลบุรีทราบ

สำหรับระยะยาว กรมชลประทานกำลังจะเริ่มดำเนินโครงการผันน้ำจากพื้นที่ จ.จันทบุรี ไปยังแหล่งกักเก็บน้ำ จ.ระยอง โดยการผันน้ำจากคลองวังโตนด จ.จันทบุรี ไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ผ่านท่อส่งน้ำระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร พร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำ 9 เครื่อง อัตราการสูบ 5 ลบ.ม.ต่อวินาที ดำเนินการสูบผันน้ำเฉพาะช่วงฤดูฝน โดยมีระยะเวลาการสูบน้ำ 5 เดือน ตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปจนถึงเดือนตุลาคม 63 ปริมาณน้ำประมาณ 70 ล้าน ลบ.ม.

นอกจากนี้ ยังมีแผนผันน้ำจากโครงการสถานีสูบน้ำชลประทานพานทองเชื่อมต่อระบบท่อผันน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิต-อ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี เพื่อส่งน้ำดิบให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระ จ.ชลบุรี ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภค-บริโภค การเกษตร และอุตสาหกรรมในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ทั้งยังลดการเกิดอุทกภัย อ.พานทอง และ อ.พนัสนิคม ได้อีกด้วย หากโครงการแล้วเสร็จจะสามารถสร้างความมั่นคงด้านปริมาณน้ำต้นทุนให้กับอ่างเก็บน้ำบางพระ ทั้งยังเป็นการใช้น้ำส่วนเกินในพื้นที่คลองพานทองให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าในการสูบผันน้ำ เนื่องจากระยะทางสั้นลง มีน้ำเพียงพอสำหรับทุกกิจกรรม สร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ประชาชนในพื้นที่ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในเขตจังหวัดชลบุรีและเศรษฐกิจโดยร่วมของประเทศ

ด้าน นายสุชาติ เจริญศรี รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า การเติมน้ำอ่างเก็บน้ำประแสร์ จ.ระยอง ซึ่งระบบสูบกลับจากคลองสะพาน จะดำเนินการตั้งแต่ 1 เม.ย. – 30 มิ.ย.63 ได้ปริมาณน้ำเพิ่ม 10 ล้าน ลบ.ม.และสูบผันน้ำคลองวังโตนดเติมอ่างฯ ประแสร์ 10 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งในวันที่ 30 มิ.ย.63 จะคงเหลือน้ำรวม 48.9 ล้าน ลบ.ม.ส่วนการเชื่อมเส้นท่อประแสร์ – คลองใหญ่ กับท่อประแสร์ – หนองปลาไหล ขณะนี้บริษัท East Water ช่วยเร่งรัดให้เชื่อมเสร็จและดำเนินการส่งน้ำแล้ว

สำหรับกรณีที่การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) ไม่สามารถนำน้ำจากอ่างฯ คลองหลวงรัชชโลทร มาใช้ทดแทนน้ำที่ขาดจากอ่างฯ บางพระ ได้นั้น กรมชลประทานจะเร่งขุดลอกคลอง และระบายน้ำจากอ่างฯ คลองหลวง มาที่สถานีสูบพานทอง ระยะทางประมาณ 60 กม.เพื่อมาเก็บในอ่างฯ บางพระ 10 ล้าน ลบ.ม.อีกทั้งบริษัท East water เตรียมสำรองน้ำสระเอกชน เพื่อจ่ายให้ กปภ.ชลบุรี และศรีราชา บางส่วน กปภ.ศรีราชา รับน้ำจากบริษัท East water และจากอ่างหนองค้อ วันละ 30,000 ลบ.ม.และ กปภ.พัทยา ใช้น้ำจากอ่างหนองปลาไหล วันละ 110,000 ลบ.ม.

“ผมยืนยันว่า ในภาคตะวันออก โดยเฉพาะ จ.ฉะเชิงเทรา จ.ระยอง และ จ.ชลบุรี จะมีน้ำใช้เพียงพอจนถึงสิ้นฤดูแล้ง แต่ต้องขอความร่วมมือทุกภาคส่วนใช้น้ำอย่างประหยัด และมีประสิทธิภาพสูงสุด ตามแผนบริหารจัดการน้ำที่วางไว้” นายสุชาติ กล่าว

‘เฉลิมชัย’ดันงบ5โครงการน้ำขนาดใหญ่แก้’อุทกภัย-ภัยแล้ง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470292

‘เฉลิมชัย’ดันงบ5โครงการน้ำขนาดใหญ่แก้’อุทกภัย-ภัยแล้ง’

วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 16.01 น.

“เฉลิมชัย”ดันงบโครงการน้ำขนาดใหญ่5โครงการสำคัญแก้อุทกภัย-ภัยแล้ง ลุ่มน้ำเจ้าพระยา-ลุ่มน้ำเพชร-ลุ่มน้ำยม-เมืองคอน ตั้งงบปี64กว่า4พันล้าน ครม.ผ่านฉลุย “อธิบดีกรมชลฯ”ยันคุมเข้มทุกโครงการเพื่อให้เสร็จตามแผนช่วยเหลือประชาชนทุกพื้นที่

เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563 นายทองเปลว กองจันทร์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามที่ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เสนอโครงการชลประทานที่มีวงเงินตั้งแต่ 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยได้รับการอนุมัติในหลักการแล้ว ทั้งหมดมี 7 รายการ ภายใต้ 5 โครงการสำคัญ เพื่อดำเนินการต่อเนื่อง วงเงินรวม 4,065.0738 ล้านบาท โดยกรมชลฯ ยื่นคำขอตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ซึ่งโครงการอยู่ในแผนการพัฒนาแหล่งน้ำและแผนการป้องกัน บรรเทาอุทกภัยที่คณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานได้เห็นชอบตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

ทั้งนี้ เป็นการขอตามมาตรา 26 ของกฎหมายงบประมาณปี 2561 โดยเมื่อ ครม.อนุมัติแล้ว กรมชลฯ จะสามารถยื่นคำขอตั้งงบปี 64 สำหรับโครงการเกินหนึ่งพันล้านบาทของกรมได้ โดยโครงการก่อสร้างของกรมที่ได้อนุมัติให้ดำเนินแล้วนั้น กรมจะมีคณะกรรมการติดตามโครงการเพื่อให้แล้วเสร็จตามแผนงาน สำหรับช่วยเหลือพี่น้องประชาชนทุกพื้นที่

สำหรับ 5 โครงการ ประกอบด้วย 1.โครงการคลองระบายน้ำหลากบางบาล-บางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบเมื่อ 8 ม.ค.62 วงเงิน 21,000 ล้านบาท เป็นโครงการที่จะตัดยอดน้ำที่จะไหลผ่านเกาะเมืองอยุธยา เมื่อแล้วเสร็จจะช่วยลดอุทกภัยในพื้นที่ มีรายการเกินหนึ่งพันล้านบาท 2 รายการ วงเงินรวม 7,114.1330 ล้านบาท โดยในปี 64เสนอขอตั้งงบไว้ 1,422.8266 ล้านบาท 2.โครงการบรรเทาอุทกภัยเมืองนครศรีธรรมราชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดนครศรีธรรมราช ครม.เห็นชอบเมื่อ 12 ธ.ค.60 งบประมาณ 9,580 ล้านบาท โดยเสนอครม.อนุมัติตั้งงบคือรายการคลองระบายน้ำและอาคารประกอบวงเงิน 2,751.40 ล้านบาท ในปี 2564 ขอตั้งงบ 550.28 ล้านบาท

3.โครงการบรรเทาอุทกภัยพื้นที่ลุ่มน้ำเพชรบุรีตอนล่างอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.เพชรบุรี ซึ่งเป็นโครงการจำเป็นเร่งด่วนตามนโยบายของรัฐบาลสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี วงเงินโครงการ 13,000 ล้านบาท โดยเสนอขออนุมัติตั้งงบ 2 รายการวงเงินรวม 7,060 ล้านบาท โดยปี 2564 เสนอขอตั้งงบจำนวน 1,412 ล้านบาท เพื่อเร่งปรับปรุงคลองระบายน้ำ D1 พร้อมอาคารประกอบ ซึ่งคลองนี้จะตัดยอดน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเพชรไปออกทะเล อัตราการระบาย 500 ลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) ต่อวินาที เนื่องจากแม่น้ำเพชรช่วงไหลผ่านตัวเมืองมี ศักยภาพระบายน้ำได้เพียง 150 ลบ.ม.ต่อวินาทีส่งผลให้มีปัญหาน้ำท่วมในเมืองซ้ำซาก

4.โครงการปรับปรุงคลองยม – น่าน เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำ วงเงิน 2,875 ล้านบาท โดยเสนอครม.อนุมัติตั้งงบ 1 รายการ วงเงิน 1,899.8360 ล้านบาท โดยปี 2564 ขออนุมัติตั้งงบ 379.9672 ล้านบาท และ 5.โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการพัฒนาแหล่งน้ำภาคตะวันออก วงเงินรวม 6,400 ล้านบาท มีวงเงิน 1,500 ล้านบาท ซึ่งได้ขออนุมัติตั้งงบปี 2564 จำนวน 300 ล้านบาท เพื่อสร้างเขื่อนหัวงานและอาคารประกอบ