‘คนลุ่มน้ำอิง’ประกาศเจตนารมณ์ปกป้องป่าชุ่มน้ำ ชาวบ้านโวยโดนฮุบที่เลี้ยงสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470217

‘คนลุ่มน้ำอิง’ประกาศเจตนารมณ์ปกป้องป่าชุ่มน้ำ ชาวบ้านโวยโดนฮุบที่เลี้ยงสัตว์

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 21.45 น.

เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2563 ที่บริเวณป่าชุมชนบ้านบุญเรือง ต.สถาน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ได้มีการจัดกิจกรรมวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลกลุ่มน้ำอิง:สืบชะตาป่าชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิง โดยมีชาวบ้านประมาณ 200 คนเข้าร่วม ทั้งนี้นายทรงพล จันทะเรือง ประธานป่าชุ่มน้ำบ้านบุญเรืองกล่าวรายงานว่า ป่าบุญเรืองเป็น 1 ในป่าพื้นชุ่มน้ำริมแม่น้ำอิง โดยชุมชนได้มีกฎระเบียบในการใช้ประโยชน์ 1.เป็นแหล่งกักเก็บน้ำของชุมชน 2.เป็นแหล่งอาหารหรือซุปเปอร์มาเก็ตของชุมชนตลาดทั้งปี 3.เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลาในแม่น้ำโขง 4.เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า 6.เป็นแหล่งเก็บกักคาร์บอนไดออกไซ 7.เป็นแหล่งสันทนาการในพื้นที่ 8.เป็นแหล่งศึกษาของคนไทยและต่างประเทศ

นายสรัชชา สุริยกุล ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทสจ.)จังหวัดเชียงราย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) กล่าวว่า ต้องเก็บพื้นที่ป่าแห่งนี้ไว้ให้ได้เพื่อลูกหลาน ถ้าพวกเราไม่ต่อสู้หรือแสดงออกว่าจะปกป้อง ที่ดินก็จะกลายเป็นสิ่งก่อสร้างหมด ป่าผืนนี้กว่า 3.7 พันไร่ มีอากาศที่ดีซึ่งใครๆก็อยากมาเที่ยว บนรากฐานของเศรษฐกิจพอเพียง เราจะทำอย่างไรให้น้ำกลับคืนมาและรักษาป่าชุ่มน้ำตั้งแต่อำเภอพานเป็นต้นมาไว้ให้ได้ เพื่อให้บ้านเมืองน่าอยู่ และหลังจากกิจกรรมวันนี้ เราจะมีการจัดประชุมเพื่อขยายพื้นที่กว่า 3.7 พันไร่แห่งนี้ออกไปอีก ตอนนี้กว้านพะเยาถูกบุกรุกไปกว่า 4 พันไร่ ควรรักษาไว้ให้ได้เช่นเดียวกับป่าบุญเรือง ตนพร้อมร่วมผลักดันให้ป่าแถบนี้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำโดยเร็ว

นายเตชภัฒน์ มะโนวงศ์ เลขาธิการสภาประชาชนลุ่มน้ำอิง กล่าวว่า มีชุมชนริมแม่น้ำอิงร่วมกันอนุรักษ์พันธุ์ปลาอยู่ 66 หมู่บ้าน บางแห่งเมื่อจับปลาเพื่อเอาเงินเข้าหมู่บ้านได้ถึงกว่า 1 ล้านบาท สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของป่า โดยมีคนกว่า 8 แสนคนอาศัยอยู่ในลุ่มแม่น้ำอิง หากเราสามารถรักษาป่าไว้ได้ก็จะช่วยหล่อเลี้ยงคนเหล่านี้ โดยตั้งแต่ปี 2545 ชาวบ้านตลอดลำน้ำอิงได้มาคุยกันเพื่อรักษาแม่น้ำอิงโดยก่อกำเนิดเป็นสภาประชาชนลุ่มน้ำอิงขึ้นมา

ทั้งนี้ สภาประชาชนลุ่มน้ำอิงได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ในการปกป้องและคุ้มครองพื้นที่ชุ่มน้ำลุ่มน้ำอิงโดยระบุว่า แม่น้ำอิงมีความยาวประมาณ 260 กิโลเมตร ตลอดความยาวมีพื้นที่ชุ่มน้ำมากมายโดยมีพื้นที่ชุ่มน้ำที่ได้รรับการขึ้นทะเบียนระดับนานาชาติ ได้แก่ กว๊านพะเยา หนองเล็งทรายและพื้นที่ชุ่มน้ำระดับท้องถิ่นประมาณ 400 แห่ง ซึ่งพบว่าป่าริมน้ำอิงเป็นป่าที่น้ำท่วมถึงโดยมีพืชที่อยู่ในป่าน้ำท่วมหลากได้เป็นเวลานานและพืชเฉพาะถิ่น ป่าแห่งนี้เป็นแหล่งขยายพันธุ์ปลาที่สำคัญในช่วงน้ำหลาก ปลาจากแม่น้ำโขงและในแม่น้ำอิงจะขึ้นมาวางไขและอาศัยเป็นแหล่งอนุบาลปลาขนาดเล็ก

“ป่าริมน้ำอิงสำคัญต่อสัตว์ป่าเพราะเป็นระบบนิเวศรอยต่อของป่าบกและน้ำอิง ป่าแห่งนี้ยังเป็นแหล่งสำคัญในการรองรับนกอพยพต่างถิ่นในช่วงฤดูหนาว การศึกษาป่าริมแม่น้ำอิง 17 แห่งพบพื้นที่ชุ่มน้ำ 8,590 ไร่ เราจึงขอประกาศเจตนารมณ์ในการปกป้องและคุ้มครองป่าริมน้ำอิงตอนล่างโดยผลักดันขึ้นทะเบียนป่าริมน้ำอิงตอนล่างให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีควาสำคัญระหว่างประเทศต่อไป”คำประกาศเจตนารมณ์ระบุ

รายงานข่าวแจ้งว่า ปัจจุบันพื้นที่ป่าชุ่มน้ำอิงกำลังถูกบุกรุกอย่างหนัก โดยที่กำลังกลายเป็นข้อพิพาทใหญ่คือบริเวณป่าชุ่มน้ำบ้านห้วยสัก หมู่ 9 ต.ยางฮอม อ.ขุนตาล จ.เชียงราย โดยมีบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรของประเทศ เข้ามากว้านซื้อที่ดินนับพันไร่เพื่อสร้างศูนย์เพาะเมล็ดพันธุ์ทั้ง ๆ ที่ที่ดินดังกล่าวมีเอกสารสิทธิเป็นที่ดินสาธารณะ อย่างไรก็ตามล่าสุดทางบริษัทเอกชนได้ประกาศห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปใช้ประโยชน์ที่ดินบริเวณดังกล่าว ทำให้ชาวบ้านที่มีอาชีพเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะเลี้ยงวัวควาย ต่างได้รับความเดือดร้อน และชาวบ้านได้ร้องเรียนให้สำนักงานที่ดินจังหวัดเข้ารังวัดที่ดินใหม่ แต่กลับไม่มีการตอบสนองใด ๆ

นายวิชาญ พิวงศ์ ผู้ใหญ่บ้านห้วยสัก กล่าวว่า ชาวบ้านรู้เท่าไม่ถึงการได้ขายพื้นที่จับจองและถูกบริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ด้านการเกษตรกว้านซื้อไปกว่า 2 พันไร่ที่ขึ้นทะเบียนเป็นป่าหวงห้าม แต่การต่อสู้ยังไม่สำเร็จ อยากให้ทุกคนช่วยกันเป็นหูเป็นตาปกป้องเรื่องที่ดินสาธารณะเพราะมักมีการฉกฉวยโอกาสโดยเฉพาะทางการที่จะเอาไปทำนิคมอุตสาหกรรมและมหาวิทยาลัย

“เดิมทีที่ห้วยสักเรามีป่าชุมชนและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้ตั้งแต่ปี 2505 จำนวนกว่า 2 พันไร่และมีการออกใบจับจองให้ชาวบ้านทำกิน อยู่มาวันหนึ่งสำนักงานที่ดินได้ออกเป็นนส.3 ให้โดยที่ไม่ได้ร้องขอ จนปี 2532 บริษัทเอกชนยักษ์ใหญ่ได้ให้นายหน้ากว้านซื้อ จึงมีการขายให้นายทุนไร่ละประมาณ 3  พันบาท บางคนไม่ขายก็ซื้อทีดินข้างนอกแลก จากนั้นได้มีการปลูกข้าวโพดอยู่พักใหญ่ ที่ดินบริเวณใดที่ว่างต่างๆก็มีการชี้ขายกัน ตอนหลังเขาหยุดทำกิจกรรม ชาวบ้านจึงใช้ที่ดินบริเวณดังกล่าวเลี้ยงวัวควายอีก แต่บริษัทเอกชนได้ปิดป้ายขับไล่ชาวบ้าน จึงเกิดข้อพิพาทกัน ต่อมาได้มีการร้องเรียนไปยังอำเภอ ซึ่งตรวจพบว่ามีการขึ้นทะเบียนเลี้ยงสัตว์จริง ชาวบ้านต้องการให้กลับมาเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เหมือนในอดีต และรวมทั้งหนองน้ำสาธารณะที่เขาอ้างกรรมสิทธิ 4 แห่ง พวกเราอยากให้เป็นของสาธารณะเช่นเดิม”นายวิชาญ กล่าว

นายวิชาญกล่าวว่า เคยร้องเรียนไปที่คณะกรรมาธิการในสภาซึ่งได้มีมติขอให้ผู้ว่าราชการตรวจสอบ ซึ่งพบว่าเป็นที่ดินสาธารณะ แต่ก็ไม่มีการจัดการใดๆ ล่าสุดเขาให้ชาวบ้านไปชี้แนวเขต 5 หมู่บ้าน อย่างไรก็ตามกำลังจะร้องเรียนไปที่ยุติธรรมจังหวัดเพื่อให้มีการตรวจสอบอีกครั้ง เพราะเชื่อว่าถ้าเอาภาพถ่ายทองอากาศก่อนปี 2532 มาเทียบเคียงก็จะเห็นข้อเท็จจริงว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าว สมัยก่อนเคยมีต้นไม้เยอะ แต่เขาเอาแบล็คโฮมาขุดทิ้งหมดเลย

‘มนัญญา’รุกต่อ เดินหน้าแบน3สารพิษ แฉค้างสต๊อกอีกเพียบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/470070

news_default

‘มนัญญา’รุกต่อ เดินหน้าแบน3สารพิษ แฉค้างสต๊อกอีกเพียบ

วันเสาร์ ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563, 06.00 น.

“มนัญญา”ไม่หวั่นแบน 3 สาร เป็นหมันเตรียมลงพื้นที่ตลาดไท ลุยตรวจหาสารพิษตกค้างในผัก ผลไม้ทั้งผลิตในประเทศ-นำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมชูธง “เลิกใช้สารเคมีทำลายสุขภาพประชาชนในปี’63”ปัจจุบันยังไม่มีการอนุญาตให้นำเข้า3สาร พบสต๊อกค้างเหลืออีกจำนวนมาก

เมื่อวันที่ 31 มกราคม น.ส.มนัญญาไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าวันที่ 3 กุมภาพันธ์นี้จะลงพื้นที่ตลาดไท จ.ปทุมธานี เป็นแหล่งใหญ่รวมรวมจำหน่ายค้าส่งค้าปลีกสินค้าเกษตรเพื่อตรวจสอบสารพิษตกค้างในผัก ผลไม้ ทั้งที่ผลิตในประเทศไทยและนำเข้าจากต่างประเทศ พร้อมด้วยหน่วยงานของกระทรวงเกษตรฯร่วมกับสำนักงานอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข เพื่อให้ผู้บริโภค และเกษตรกร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพของประชาชนทุกคนซึ่งเป็นไปตามนโยบายคณะกรรมการนโยบายจัดการสารเคมีแห่งชาติ โดยมีนายอนุทิน ชาญวีระกุล รองนายกฯและรมว.สาธารณสุข เป็นประธาน และ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เป็นรองประธาน พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นกรรมการ

ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนแผนแม่บทพัฒนาความปลอดภัยด้านสารเคมีแห่งชาติเพื่อให้มีนโยบายเดียว ในการบริหารจัดการสารเคมี ของประเทศในการป้องกันอันตราย และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการใช้สารเคมีต่อสุขภาพอนามัย และสิ่งแวดล้อมของประชาชน รวมทั้งเป้าหมายของการจัดการสารเคมีของโลก คือ ลดการผลิต และการใช้สารเคมีในทางที่จะนำไปสู่การลดผลกระทบอันไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพอนามัยของมนุษย์และสิ่งแวดล้อมภายในปี 2563

น.ส.มนัญญากล่าวว่าเตรียมร่างเพิ่มเติม พ.ร.บ.วัตถุอันตราย ประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการผลิตสารเคมี การนำเข้า การส่งออก และการมีไว้ในครอบครองซึ่งกรมวิชาการเกษตร เป็นผู้รับผิดชอบ (ฉบับที่…)พ.ศ…เข้าที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย (คก.วอ.)ขณะนี้อยู่ระหว่างการเปิดประชาพิจารณ์ หลังจากผ่านขั้นตอนประชาพิจารณ์แล้ว จะมีการแถลงข่าวรายละเอียดอีกครั้งประมาณกลางเดือน ก.พ.นี้ เมื่อผ่าน คก.วอ.จึงเสนอให้ รมว.เกษตรฯลงนามเพื่อออกเป็นประกาศกระทรวงเกษตรฯโดยปรับแก้ใหม่ให้ทันสมัยขึ้นในการติดตามตรวจสอบสารเคมี วัตถุอันตรายทางเกษตร ควบคุมจากต้นทางทุกขั้นตอนการผลิตให้มีมาตรฐานไอเอสโอ รับรองคุณภาพความปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

รมช.เกษตรฯย้ำว่าปัจจุบันยังไม่มีการอนุญาตให้นำเข้า3สารและสารตัวอื่นไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนใหม่ และใช้ทะเบียนเก่าอยู่ เพราะว่ากระทรวงอุตสาหกรรม ยังไม่มีอะไรชัดเจนในเรื่อง 3 สาร พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ส่งมาให้รมช.เกษตรฯได้ฟังจากสื่อต่างๆ ถึงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย แจ้งเลื่อนการแบน 2 สาร จากวันที่1ธ.ค.62ไปเดือนมิ.ย.63และยังให้จำกัดการใช้สารไกลโฟเซต

“เป็นเรื่องที่แปลกมาก สิ่งที่ทำร้ายประชาชน กระทบสุขภาพประชาชน กลับทำได้ยากมาก จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความชัดเจนอะไร แต่เราต้องดำเนินการต่อไป ในส่วนที่รับผิดชอบ เราไม่นิ่งเฉยในเรื่องสุขภาพประชาชน เกษตรกร ผู้บริโภคซึ่ง3สาร มีสต็อกกว่า2.3หมื่นตัน ขณะนี้แจ้งว่ามี2.2หมื่นตัน ลดไปพันกว่าตันเท่านั้นแปลว่าปริมาณการใช้ไม่มีความจำเป็น เพราะเกษตรกรส่วนใหญ่ได้ปรับเปลี่ยนไปแล้ว หลังจากในวันที่ประชาพิจารณ์จบแล้วจะรวบรวมเอกสารไปยื่นให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ที่กระทวงอุตสาหกรรม และจะแถลงข่าวว่ามีสาร3ตัวอยู่ที่ใดบ้าง ร้านค้าไหนบ้าง มีจำนวนเท่าไหร่ ทั่วประเทศ จะสามารถติดตามได้ว่า ใครซื้อไป มีใบอบรม การใช้หรือไม่ เพื่อติดตามมาตรการจำกัดการใช้ ว่าได้ผลเป็นอย่างไร”น.ส.มนัญญา กล่าว

อย่างไรก็ดี รมช.เกษตรฯยังกล่าวอีกว่าหลังจากประกาศกระทรวงเกษตรฯทุกขั้นตอนต้องมีมาตรฐานไอเอสโอ โดยมีพ.ร.บ.จำกัดการใช้ เป็นพ.ร.บ.กรมวิชาการเกษตร ที่ต้องมีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งทั้งหมดอยู่ที่การปฏิบัติให้ตรงตามระเบียบที่ออกมา ตามนโยบายของนายอนุทิน กำกับเรื่องสารเคมี คาดว่าช่วงกลางเดือน ก.พ.ไปจะบังคับใช้ ประกาศนี้ได้

‘อธิบดีปศุสัตว์’รับมอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า-คู่มือฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469963

‘อธิบดีปศุสัตว์’รับมอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า-คู่มือฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 15.38 น.

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2563 นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ พร้อมด้วย นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ นายสุรเดช สมิเปรม รองอธิบดีกรมปศสัตว์ นายสัตวแพทย์ชัยวัฒน์ โยธคล รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ และนายสัตวแพทย์ประสิทธิ์ ชัยทวีทรัพย์ รักษาการผู้อำนวยการสำนักควบคุม ป้องกัน และบำบัดโรคสัตว์ รับมอบวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าและคู่มือการฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ด้านโรคพิษสุนัขบ้าจากองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ณ ห้องประชุม 1 อาคารอำนวยการ กรมปศุสัตว์

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ประเทศไทย ได้มอบวัคซีน 11,500 โด๊ส ช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดทั่วประเทศ และคู่มือฝึกอบรมอาสาปศุสัตว์ 10,000 เล่ม กิจกรรมนี้เป็นโครงการต่อเนื่องเป็นปีที่สามซึ่งจัดขึ้นภายใต้โครงการ Life Better With Dog ที่ได้รับการสนับสนุนผ่านกิจกรรมสื่อโซเชียล “1 รายชื่อ 1 วัคซีน” และได้มีการรวบรวมวัคซีนทั้งหมดเป็นจำนวน 11,500 โด๊สเพื่อเป็นการรณรงค์ช่วยเหลือสุนัขและแมวจรจัดในประเทศไทยให้ปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ปัจจุบันมีหลายประเทศรวมถึงในประเทศไทยยังมีปัญหาในเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าระบาด ซึ่งอาจมีสาเหตุจากขาดเอาใจใส่ของผู้เลี้ยงสุนัขและแมว

โดย อธิบดีกรมปศุสัตว์ ได้มีความเห็นว่า “ในนามของกรมปศุสัตว์รู้สึกยินดีมาก ที่องกรค์พิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้เห็นความสำคัญของสัตว์ ที่ผ่านมาก็ได้มีความร่วมมือในทุกมิติกับทางองค์กรในการช่วยเหลือสัตว์มาหลายครั้ง นอกจากนี้ จะเห็นได้ว่าจากความร่วมมือทุกภาคส่วนทำให้โรคพิษสุนัขบ้าในประเทศไทยลดลง และสำหรับในปีนี้กรมปศุสัตว์ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพจัดงานวันป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าโลกในเดือนกันยายนปีนี้โดยเฉพาะเรื่องการฉีดวัคซีน ผ่าตัดทำหมัน และคุ้มครองสวัสดิภาพสัตว์ ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากที่สุด ผลงานของกรมปศุสัตว์เองก็ได้ช่วยเหลือสัตว์ค่อนข้างเยอะรวมถึงเรื่องกฎหมายด้านการคุ้มครองสัตว์และสวัสดิภาพสัตว์ เช่น มาตรฐานการเพาะเลี้ยงสุนัขแมว มาตรฐานด้านปางช้าง พร้อมควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งจะมีเป็นการประกาศอย่างเป็นทางการเร็วๆ นี้”

นางสาวโรจนา สังข์ทอง ผู้อำนวยการองค์การพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ได้ให้ข้อมูลในโครงการนี้ว่า “องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกของเราไม่สามารถทำได้ด้วยตัวเอง หากปราศจากความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตลอดสามปีที่ผ่านมา องค์กรฯได้มอบวัคซีนไปแล้ว  25,000 โด๊สโดยเรามีจุดมุ่งหมายที่จะช่วยให้สัตว์ในชุมชน ปลอดเชื้อโรคพิษสุนัขบ้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อคนโดยตรง เราช่วยเหลือและทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนเพื่อหาวิธีแก้ปัญหาที่อาจนำไปสู่การฆ่าสัตว์หรือทารุณสัตว์อย่างไม่จำเป็น และเรามีกลุ่มผู้ใช้สื่อโซเชียลมาร่วมกิจกรรม ทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จได้ด้วยดี”

เตือนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดช่วงข้าวแตกกอ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469750

news_default

เตือนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดช่วงข้าวแตกกอ

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.01 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระยะที่กำลังเข้าฤดูร้อน เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ไม่ถึงกับระบาดสร้างความเสียหายกับผลผลิต โดยเฉพาะภาคกลางและภาคเหนือตอนล่าง ปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลคือ สภาพอากาศร้อน อุณหภูมิสูงนาข้าวมีน้ำขังตลอดเวลา ทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเพิ่มจำนวนได้มาก และการปลูกข้าวหนาแน่น ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง ใช้พันธุ์ข้าวไม่ต้านทาน และใช้สารเคมีมากเกินจำเป็น ทำให้ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหายไป ดังนั้น เมื่อข้าวเริ่มแตกกอ เกษตรกรต้องตรวจแปลงนาโดยสังเกตที่โคนกอข้าวที่มีระดับน้ำขัง จะพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ใช้ปากเจาะดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าว

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำวิธีให้เกษตรกรเฝ้าระวัง หมั่นเดินสำรวจแปลงนา หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่เกิน 5 ตัวต่อจุด เกษตรกรไม่ต้องกังวล ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง และรักษาศัตรูธรรมชาติในแปลงเพราะจะช่วยควบคุมเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้ แต่ถ้าพบว่าแต่ละจุดมีมากกว่า10 ตัว ขึ้นไป ให้ใช้กับดักแสงไฟล่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเต็มวัยมาทำลายก่อนที่จะวางไข่ หรือใช้วิธีไขน้ำออกจากแปลงนาหรือใช้เชื้อราบิวเวอเรีย หรือสารสกัดสะเดาพ่น เมื่อฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรียแนะนำให้พ่นช่วงเย็นแดดไม่แรง สปอร์จะงอกและเส้นใยเจริญเติบโตในตัวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้เป็นโรคตาย ส่วนการใช้สารสกัดสะเดายับยั้งการลอกคราบและการวางไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้

มกอช.หนุนวิสาหกิจฯโป่งกระทิง พัฒนาโรงคัดบรรจุผัก-ผลไม้เข้าเกณฑ์GMP #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469748

มกอช.หนุนวิสาหกิจฯโป่งกระทิง พัฒนาโรงคัดบรรจุผัก-ผลไม้เข้าเกณฑ์GMP

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ดร.จูอะดี พงศ์มณีรัตน์ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) นำคณะพร้อมสื่อมวลชน ลงพื้นที่ร่วมกิจกรรมสร้างการรับรู้โครงการพัฒนาโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดขนาดเล็กให้เป็นไปตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต GMP ในพื้นที่แปลงใหญ่ (สับปะรด)อ.บ้านคา จ.ราชบุรี โดยกล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ความสำคัญเรื่องมาตรฐาน คุณภาพ ความปลอดภัยของสินค้าเกษตรและอาหาร โดยมียุทธศาสตร์ความปลอดภัยด้านอาหาร เพื่อยกระดับคุณภาพสินค้าเกษตรและอาหารของไทยให้มีมาตรฐานความปลอดภัย เพิ่มประสิทธิภาพแข่งขันด้านสินค้าเกษตรและอาหารของประเทศ

ทั้งนี้ โรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด ทำหน้าที่รวบรวมผักและผไม้จากเกษตรกร มาผ่านกระบวนการผลิตก่อนจำหน่ายสู่ผู้บริโภค ดังนั้น การนำหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตอาหาร Good Manufacturing Practice (GMP) ซึ่งเป็นเกณฑ์หรือข้อกำหนดพื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตมาใช้เป็นเครื่องมือควบคุมให้ผลิตภายในโรงรวบรวมและโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดอย่างปลอดภัย เน้นป้องกันและขจัดความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

ที่ผ่านมา มกอช. ทำโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การจัดการและการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุผักและผลไม้ขนาดเล็กตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP)” เพื่อให้ความรู้แนะนำการควบคุมกระบวนการผลิต และใช้เป็นแนวทางให้คำปรึกษาพัฒนาสถานที่ผลิตที่กำลังจะปฏิบัติตามมาตรฐานสินค้าเกษตร ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านโป่งกระทิง ถือเป็นหนึ่งกลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่อง “การจัดการและการกำกับดูแลโรงคัดบรรจุผักและผลไม้ขนาดเล็กตามหลักการปฏิบัติที่ดีในการผลิต(GMP)” พร้อมพัฒนาโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สดสู่มาตรฐาน GMP สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค

ด้านน.ส.กชกร เกิดโภคา ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านโป่งกระทิงกล่าวว่า กลุ่มฯเข้าร่วมโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการฯ เนื่องจากเห็นว่ามาตรฐาน GMP สำคัญและมีประโยชน์มากใช้เป็นแนวทางผลิต เพื่อประกันว่าผลิตภัณฑ์มีคุณภาพปลอดภัย ตรงตามที่มาตรฐานกำหนดและผลิตภัณฑ์มีความสม่ำเสมอทุกลอตการผลิตช่วยลดข้อผิดพลาดหรือความเบี่ยงเบนที่จะผลิตไม่ได้มาตรฐาน ที่สำคัญช่วยลดต้นทุนการผลิตปัจจุบันกลุ่มฯได้รับการตรวจประเมินโรงคัดบรรจุผักและผลไม้ขนาดเล็กตามหลักปฏิบัติที่ดีในการผลิต (GMP) จากกรมวิชาการเกษตรตั้งแต่วันที่ 9 มกราคม ขณะนี้อยู่ระหว่างออกใบรับรองมาตรฐาน GMP คาดว่าจะได้ใบรับรองเดือนกุมภาพันธ์

สทนช.เปิดเวทีครั้งที่2 รับฟังชี้แจงข้อมูลสร้าง‘เขื่อนหลวงพระบาง’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469753

news_default

สทนช.เปิดเวทีครั้งที่2 รับฟังชี้แจงข้อมูลสร้าง‘เขื่อนหลวงพระบาง’

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ(สทนช.) จัดเวทีให้ข้อมูล โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตามระเบียบปฏิบัติของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง ครั้งที่ 2 (Procedures for Notification, Prior Consultation and Agreement, PNPCA) มีนายประดับ กลัดเข็มเพชร รองเลขาธิการสทนช. เป็นประธาน พร้อมผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 150 คน ประกอบด้วย ดร.จันสะแหวง บุนยงอธิบดีกรมนโยบายและแผนพลังงาน สปป.ลาว ผู้แทนจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้องจากส่วนกลางและพื้นที่

นายประดับกล่าวว่า ประเทศไทยอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่างรวม 4 ประเทศคือ กัมพูชา ลาว ไทย และเวียดนาม ที่เป็นประเทศสมาชิกคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission:MRC) ซึ่งรัฐบาล 4 ประเทศลงนามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ เพื่อพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538มีข้อตกลงใช้น้ำของระบบลุ่มน้ำโขงอย่างสมเหตุสมผลและเป็นธรรม หากนำน้ำจากแม่น้ำโขงมาใช้ภายในลุ่มน้ำ หรือผันน้ำข้ามลุ่มน้ำต้องทำตามระเบียบปฏิบัติเรื่อง การแจ้ง ปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง PNPCA ซึ่งเป็นกระบวนการที่กำหนดกรอบเวลาดำเนินการ 6 เดือน

สำหรับการเปิดเวที ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 โดยครั้งแรกจัดที่จ.นครพนม เพื่อให้ประชาชนจังหวัดนครพนม หนองคายและบึงกาฬ พื้นที่นำร่องของ 8 จังหวัดริมฝั่งแม่น้ำโขง ประกอบด้วย เชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี ได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง และแสดงความคิดเห็นส่งผ่านไปยังลาว เจ้าของโครงการ รวมทั้งหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งการเปิดเวทีวันนี้จะให้ข้อมูลโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางของลาว หลังจากลาวเสนอโครงการผ่านทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง

โดยสาระสำคัญจะเน้นชี้แจงความเป็นมาของโครงการ ระเบียบปฏิบัติ PNPCA ให้ข้อมูลโครงการ สรุปรายงานทบทวนด้านเทคนิคโครงการต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่ทราบข้อมูล สรุปความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศต่อร่างรายงานทบทวนด้านเทคนิคของโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบาง รวมทั้งรายงานผลประชุมเวทีให้ข้อมูลที่ผ่านมาส่งให้ทางการลาวทราบผ่านกลไก PNPCA

สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนหลวงพระบางนับเป็นโครงการลำดับที่ 5 ที่ สปป.ลาว มีแผนจะก่อสร้างบนแม่น้ำโขงสายประธาน ต่อจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี โครงการไฟฟ้าพลังน้ำดอนสะโฮง โครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากแบงและโครงการไฟฟ้าพลังน้ำปากลาย ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเป็นประเด็นที่ภาคประชาชนและประชาสังคมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่ติดแม่น้ำโขงของไทยทั้ง 8 จังหวัด

รวมพลคนเกษตรอินทรีย์เมืองจันท์ สนองนโยบายรัฐบาลชูวาระแห่งชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469751

news_default

รวมพลคนเกษตรอินทรีย์เมืองจันท์ สนองนโยบายรัฐบาลชูวาระแห่งชาติ

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังเปิดโครงการสัมมนารวมพลคนเกษตรอินทรีย์ จ.จันทบุรี ว่ากระทรวงเกษตรฯตระหนักและให้ความสำคัญกับการปลูกผักและผลไม้ปลอดสารเคมี ซึ่งจ.จันทบุรี เป็นหนึ่งใน26 จังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนวาระเกษตรอินทรีย์แห่งชาติตั้งแต่ปี 2548 จากการดำเนินงานที่ผ่านมา สภาเกษตรจังหวัดจันทบุรีน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติจริงโดยความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ประชาชน ประชาสังคมและสื่อมวลชน ขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์วิถีคนจันท์ ทำให้การขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์ชัดเจนมากขึ้น พัฒนาเกษตรกรให้มีองค์ความรู้และพัฒนารระบบรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS) จันทบุรีเพิ่มความสามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมครบวงจร ยั่งยืน

“ปัจจุบันรัฐบาลมุ่งทำเกษตรอินทรีย์ กระทรวงเกษตรฯให้ความสำคัญทำเกษตรปลอดภัยและทำเกษตรอินทรีย์และบูรณาการหน่วยงานในสังกัดร่วมพัฒนาในรูปแบบต่างๆ อาทิ การทำปุ๋ยสั่งตัดที่เป็นอินทรีย์โดยเฉพาะ และการให้ความรู้แก่เกษตรกร อย่างไรก็ตาม การจัดงานครั้งนี้ จ.จันทบุรีสนับสนุนการทำเกษตรอินทรีย์ต่อเนื่อง และทำโครงการนี้ เพื่อสร้างความร่วมมือขับเคลื่อนนโยบายยุทธศาสตร์เกษตรอินทรีย์แห่งชาติ อีกทั้ง ส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อรณรงค์ประชาสัมพันธ์เกษตรอินทรีย์ให้ประชาชนรับรู้ สร้างความปลอดภัยให้เกษตรกรและประชาชนผู้บริโภค”ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ การจัดงานดังกล่าว จะเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายเกษตรอินทรีย์จ.จันทบุรี เกิดแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ที่เข้มแข็ง ร่วมมือขับเคลื่อนเกษตรอินทรีย์เชิงนโยบาย เกิดกลไกส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์จังหวัดจันทบุรีชัดเจน ให้ข้อมูลถูกต้องเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์และผู้บริโภคตระหนักรู้ เกิดการยอมรับ เชื่อมั่นในระบบรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) จันทบุรีต่อไป

เลาะรั้วเกษตร : ไม่ใช่ไม่รู้ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469752

281225166

เลาะรั้วเกษตร : ไม่ใช่ไม่รู้

วันศุกร์ ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นอกเหนือจากปัญหานักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเข้าไปพัวพันกับเรื่องราวต่างๆ ที่ไม่ชอบมาพากลทั้งเรื่องการรุกพื้นที่ป่า และการลงคะแนนสนับสนุนการผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณในมาตราต่างๆ ที่ทำให้หัวหน้ารัฐบาลหน้าตาค่อนข้างเครียดแล้ว รัฐบาลยังมีปัญหาทางด้านภัยธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และด้านสาธารณสุขรุมเร้าทั้งภัยแล้ง ฝุ่น PM2.5 และ ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ยิ่งทำให้หัวหน้ารัฐบาลทั้งเครียดและดูผ่ายผอมลงไป

เรื่องภัยแล้งนั้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เคยแถลงไปแล้วว่า ในปี 2563 นี้จะเร่งก่อสร้างแหล่งน้ำทั้งขนาดใหญ่
กลาง และเล็ก รวมทั้งแก้มลิง กว่า 400 โครงการซึ่งจะสามารถเก็บกักน้ำได้กว่า 900 ล้านลูกบาศก์เมตร เพิ่มพื้นที่ชลประทานได้กว่า 1.2 ล้านไร่ ส่วนจะแล้วเสร็จทันที่จะรับน้ำฝนในฤดูฝนที่จะมาถึงนี้หรือไม่ ไม่ยืนยันภารกิจที่ควบคู่ไปกับการสร้างแหล่งน้ำ คือปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูก และเพิ่มปริมาณน้ำในเขื่อนและอ่างเก็บน้ำ แต่การทำฝนหลวงก็ต้องอาศัยปัจจัย คือสภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยหน่วยปฏิบัติการฝนหลวงจึงจะขึ้นปฏิบัติการได้

ภัยแล้งยังแก้ไขไปไม่ถึงไหน ปัญหาฝุ่นPM2.5 ก็กลับมาอีกเหมือนเมื่อปี 2562 แต่ปีนี้ดูจะรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานคร เมื่อมาผนวกข่าวคราวการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่มาจากประเทศจีนเข้าไปอีก จึงทำให้คนกรุงให้ความสำคัญกับการสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองและป้องกันเชื้อโรคกันมากขึ้นจนดูเหมือนอยู่ในเมืองที่ที่อันตรายขั้นวิกฤตทีเดียว

PM2.5 คือฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หมายถึงฝุ่นที่ละเอียดมาก เทียบเท่ากับแบคทีเรียที่ตาเรามองไม่เห็น PM ย่อมาจากParticulate Matter เป็นฝุ่นละอองที่ละเอียดขนาดที่ระบบป้องกันในร่างกายคนเราไม่สามารถดักจับได้ การหายใจปกติของคนเราก็จะมีฝุ่นนี้เข้าไปสู่ระบบทางเดินหายใจอย่างสบายๆ ตามข้อมูลระบุว่าฝุ่นนี้เป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งปอด

PM2.5 ส่วนใหญ่เกิดมาจากไอเสียของเครื่องยนต์ดีเซลที่เผาไหม้ไม่สมบูรณ์ รองลงมาคือ การเผาขยะและเศษสิ่งต่างๆ ส่วนโรงงานที่คิดว่าเป็นสาเหตุนั้นมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้นส่วนการก่อสร้างนั้น ก่อให้เกิดฝุ่นเช่นกันแต่เป็นขนาดใหญ่กว่า PM2.5 เป็นขนาด PM 10

ภาคการเกษตร มีส่วนในการสร้างปัญหาฝุ่นละอองจากการเผาเศษซากพืช วัชพืช และวัสดุทางการเกษตร ปลัดกระทรวงเกษตรฯ อนันต์ สุวรรณรัตน์ จึงตั้งคณะทำงานป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืช วัชพืช และวัสดุทางการเกษตร ประกอบไปด้วยหน่วยงานต่างๆ ในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ มาทำงานกันแบบบูรณาการ นัยว่าเป็นการบูรณาการอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพโดยการจัดทำแผนป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช เศษวัสดุทางการเกษตร เสนอแนะมาตรการ และแนวทางในการป้องกัน ติดตามความก้าวหน้าและรายงานผลการดำเนินงานให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ ทราบ

โดยสรุปคือ ในปี 2563 นี้จะดำเนินการ 3 โครงการ 1 แผนงาน ได้แก่ โครงการส่งเสริมหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร โดยการถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร และสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา ใน 150 ตำบล และศูนย์เรียนรู้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทางการเกษตรอีก หรือ ศพก. ใน 44 จังหวัด จำนวน 226 แห่ง จัดกิจกรรมรณรงค์หยุดการเผา โดยดำเนินการไปแล้วที่ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และนครปฐม

โครงการส่งเสริมการไถกลบและการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อป้องกันหมอกควันในพื้นที่เกษตรภาคเหนือ โดยการไถกลบตอซัง พื้นที่เป้าหมาย 70,000 ไร่ และการผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทานจำนวนกว่า 3,600 ตันโครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน โดยส่งเสริมการปลูกป่า ปลูกไม้ยืนต้น หรือไม้ประจำถิ่น และ มีแผนบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยปฏิบัติการฝนหลวงและดัดแปรสภาพอากาศเพื่อลดความหนาแน่นของหมอกควันและไฟป่า ซึ่งกรมฝนหลวงและการบินเกษตรจะเปิดศูนย์ปฏิบัติการฯ 7 ศูนย์ให้เร็วขึ้น ภายในวันที่3 กุมภาพันธ์ ที่จะถึงนี้

ทั้ง 3 โครงการ 1 แผนงานข้างต้น หน่วยงานที่รับบทหนักคือ กรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มอบหมายให้เกษตรจังหวัด เป็นผู้บูรณาการการดำเนินการทั้งโครงการและแผนงานในพื้นที่ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประสานการปฏิบัติงานร่วมกับกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด มอบเกษตรอำเภอ ร่วมกับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่อยู่ในพื้นที่ จัดตั้งชุดปฏิบัติการออกสำรวจ และแจ้งเหตุการเผาในพื้นที่การเกษตร พร้อมทั้งทำการป้องปราม ระงับ ยับยั้งการเผาในพื้นที่เกษตรด้วย

ให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม อำนวยการ กำกับ ติดตาม ให้หน่วยงานในระดับจังหวัดปฏิบัติการอย่างต่อเนื่องขณะเดียวกันก็ให้อธิบดีและหัวหน้าหน่วยงานสนับสนุนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในสังกัดที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆอย่างเต็มที่

ส่วนงานเบาๆ อย่างการรายงานผลการดำเนินงานในพื้นที่ให้ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ทราบ เป็นหน้าที่ของเกษตรและสหกรณ์จังหวัด การติดตามผลการดำเนินงานในพื้นที่ก็ให้เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯ นอกจากนี้ยังจัดตั้งคณะทำงานอีก 3 ชุด ดูแล 3 พืช คือ ข้าว ข้าวโพด และอ้อย

เพื่อสำรวจพื้นที่ที่อาจจะยังมีการเผาและมีแนวโน้มที่จะมีการเผาเศษซากจากพืชดังกล่าวภายหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อเตรียมพื้นที่ปลูกใหม่ พร้อมทั้งหามาตรการในการหยุดการเผาทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

จะว่าไปโครงการและแผนงานที่ว่ามานี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เห็นกรมส่งเสริมการเกษตรทำมานานหลายปี แต่ยังไม่สำเร็จ ไม่ใช่คนเผาไม่รู้ถึงผลเสียที่ตามมา แต่อยู่ที่จิตสำนึกมากกว่า ส่วนคณะทำงานที่ตั้งขึ้นมาดำเนินการนี้ถ้าผู้ใหญ่ไม่ตามจี้ และไม่เห็นความสำคัญของภารกิจนี้ ก็ยากที่จะประสบผลสำเร็จอีกเช่นกัน

แว่นขยาย

‘เฉลิมชัย’สั่งเร่งแปรรูปสินค้าเกษตร หาตลาดใหม่ ทดแทนจีนซมพิษไวรัสอู่ฮั่น #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469749

news_default

‘เฉลิมชัย’สั่งเร่งแปรรูปสินค้าเกษตร หาตลาดใหม่ ทดแทนจีนซมพิษไวรัสอู่ฮั่น

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.21 น.

‘เฉลิมชัย’สั่งเร่งแปรรูปสินค้าเกษตร หาตลาดใหม่ ทดแทนจีนซมพิษไวรัสอู่ฮั่น

30 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงสถานการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนาที่ประเทศจีน จะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรไทยมากน้อยอย่างไร ว่า ตนได้สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประเมินสถานการณ์ รวมถึงหามาตรการรองรับผลผลิตการเกษตรที่กำลังจะออกมา และมีตลาดใหญ่ที่ประเทศจีน โดยการนำไปแปรรูปให้มากขึ้นและเร่งหาตลาดใหม่ส่งออก และขณะนี้สินค้าทุกชนิด ผักผลไม้จากประเทศจีนไม่มีเข้ามาไทย ดังนั้นผู้บริโภคไม่ต้องกังวล

“เหตุการณ์โรคระบาดไวรัสโคโรนาที่จีนเกิดขึ้นมาอย่างกะทันหันไม่คาดคิด ซึ่งจะมีผลกระทบกับสินค้าเกษตรไทยที่ส่งไปตลาดเมืองจีน ส่วนทางการไทยต้องเร่งป้องกันโรคไม่ให้กระจาย โดยทางการจีนเชื่อมั่นว่ามาตรการปิดเมือง สามารถเอาอยู่ เพราะระยะฝักตัวของเชื้อไวรัสชัดเจน 2-3 สัปดาห์ กักคนเดินทาง และโรคนี้รักษาหายได้ จะมีอันตรายกับคนแก่ ซึ่งสภาวะต่างๆอาจชะงักไปช่วงหนึ่งทั่วโลก และสินค้าเกษตรไทยจะเร่งหาทางแปรรูปมากที่สุด และหาตลาดใหม่ๆเพิ่มการส่งออก” นายเฉลิมชัย กล่าว

เกษตรฯลุยตั้งศูนย์เทคโนโลยี 77 จว. ปูพรหมปฏิรูปภาคเกษตรไทยสู่ยุค4.0 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469742

เกษตรฯลุยตั้งศูนย์เทคโนโลยี 77 จว. ปูพรหมปฏิรูปภาคเกษตรไทยสู่ยุค4.0

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.08 น.

เกษตรฯลุยตั้งศูนย์เทคโนโลยี 77 จว. ปูพรหมปฏิรูปภาคเกษตรไทยสู่ยุค4.0

30 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม หรือศูนย์เอไอซี ว่ากำลังร่างระเบียบการบริหารจัดการของศูนย์เอไอซี ให้เป็นแหล่งบริการเกษตรกร สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดพัฒนาการผลิต อบรมบ่มเพาะเกษตรกร เปิดคาสรูมออนไลน์ให้เกษตรกรเข้าถึงได้ทุกพื้นที่ เพื่อให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่ยุค4.0ครบวงจรโดยจะจัดตั้งศูนย์ให้ครบ 77ศูนย์ภายในปีนี้ ซึ่งตั้งขึ้นภายในมหาวิทยาลัย ในแต่ละจังหวัด

โดยเป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน6ภาคี ได้แก่ กระทรวงเกษตรฯกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกร ภาควิชาการและภาคเอกชน มีรูปแบบโครงสร้าง 1 จังหวัด 1ศูนย์  ซึ่งในวันนี้นำร่องมีการลงนามกับ14 มหาวิทยาลัย เช่น ม.เกษตรศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ม.ขอนแก่น ม.สงขลานครินทร์ ม.บูรพา ม.แม่ฟ้าหลวง ม.เทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ม.เทคโนโลยีราชมลคลธัญบุรี ม.นเรศวร ม.ราชภัฏเพชรบุรี ม.ราชภัฎร้อยเอ็ด ม.ราชภัฏอุดรธานี ม.วลัยลักษณ์ และ ม.หอการค้าไทย โดยแบ่งการขับเคลื่อนเป็น12ศูนย์เอไอซี ประจำจังหวัด และศูนย์แห่งความเป็นเลิศ 2ศูนย์

ทั้งนี้ภายใต้เป้าหมายของกระทรวงเกษตรฯมุ่งการปฏิรูปภาคการเกษตรไทยให้ได้ผลสำเร็จ จึงกำหนดนโยบายการตลาดนำการผลิต เน้นขับเคลื่อนเกษตรสมัยใหม่ ลดต้นทุนการผลิต ผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ยกระดับสินค้า เพิ่มมูลค่าผลผลิต และมีความปลอดภัย ทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค จึงจัดตั้งศูนย์เอไอซี เพื่อพัฒนาให้สินค้าเกษตรมีคุณภาพมาตรฐานสู่ตลาดโลก

“เกษตรกรไม่พ้นจากความยากจน เพราะผลิตสินค้าราคาถูก จึงเป็นที่มาของการตั้งศูนย์ เอไอซี เพื่อเพิ่มมูลค่า ยกระดับรายได้เกษตรกร จะสามารถเปลี่ยนแปลง สิ่งเกษตรกรทำมาอย่างเคยชิน ไปสู่ยุคเกษตร4.0ได้จริงที่สำคัญต้องได้ความมือจากเกษตรกร ดึงสถาบันเกษตรกร  มาให้เข้าถึงเทคโนโลยี นวัตกรรม การเกษตรสมัยใหม่ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงจะเกษตรกรไทยได้ เข้าถึงได้ง่ายที่สุด คือต้องให้ลูกหลานคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้พร้อมขับเคลื่อนไปด้วยกันกับศูนย์เอไอซี โดยหัวใจของการดำเนินการ อยู่ที่นำองค์ความรู้ไปตั้งในทุกจังหวัดพร้อมกับมีศูนย์เครือข่ายเอไอซี ภายในจังหวัด ที่ประกอบด้วย ศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านสินค้าเกษตร และศูนย์วิจัย ทดลอง ทดสอบด้านเทคโนโลยีฯ ซึ่งวันนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่ได้รับความมือจากทุกภาคส่วน หวังว่าจากนี้ทุกฝ่ายจะทุ่มเทแรงใจ แรงกาย ผลักดันการเปลี่ยนแปลง ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ได้ผลจริง ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20ปี” นายเฉลิมชัย กล่าว