รายงานพิเศษ : สศท.7แนะเกษตรกรขัยนาท-สุพรรณฯ ปรับตัวปลูกพืชใช้น้ำน้อยลดผลกระทบแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469559

รายงานพิเศษ : สศท.7แนะเกษตรกรขัยนาท-สุพรรณฯ ปรับตัวปลูกพืชใช้น้ำน้อยลดผลกระทบแล้ง

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

สถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง มีแนวโน้มรุนแรงและแผ่วงกว้างกระทบพื้นที่เกือบทุกจังหวัด ซึ่งจ.ชัยนาทและจ.สุพรรณบุรี ได้ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน (ภัยแล้ง) โดยสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 7 จังหวัดชัยนาท (สศท.7) ได้แปลภาพถ่ายดาวเทียม Landsat 8 (ข้อมูล ณ 19 มกราคม 2563) พบว่า จ.ชัยนาท พื้นที่ต.เขาท่าพระ อ.เมืองชัยนาท
ต.กุดจอก อ.หนองมะโมงและต.ห้วยกรดพัฒนา อ.สรรคบุรี ส่วนจ.สุพรรณบุรี พื้นที่ต.หัวเขา อ.เดิมบางนางบวช ต.หนองหญ้าไซ  อ.หนองหญ้าไซ  ต.หนองสาหร่าย อ.ดอนเจดีย์ เป็นพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้งรุนแรง

นางสาวทัศนีย์  เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของ สศท.7 เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง เบื้องต้นพบพืช ข้าวนาปรัง และมันสำปะหลัง ได้รับผลกระทบทำให้ผลผลิตลดลง จึงเตรียมข้อมูลและวางแผนด้านการเพาะปลูกให้เกษตรกรที่ประสบปัญหา ให้ลดการเพาะปลูกพืชที่ใช้น้ำมาก โดยเฉพาะข้าวนาปรัง และหันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย อาทิ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ข้าวโพดหวาน ซึ่งเป็นพืชที่ตลาดยังต้องการต่อเนื่อง โดยสินค้าทางเลือกแต่ละชนิดมีต้นทุนและผลตอบแทน ดังนี้

ถั่วลิสง ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 5,430 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 356 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย (กำไร) 2,146 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 21 บาท/กก. ถั่วเขียว  ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 2,283 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 75 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 123 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 3,175 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 44 บาท/กก. ข้าวโพดหวาน ต้นทุนนับตั้งแต่เริ่มต้นปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวเฉลี่ย 6,776 บาท/ไร่ ระยะเวลาเก็บเกี่ยว 60-70 วัน ผลผลิตเฉลี่ย 1,819 กก./ไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 4,138 บาท/ไร่/รอบการผลิต ราคาที่ขายได้ ณ ไร่นา 6 บาท/กก.

ด้านนายชีวิต เม่งเอียด ผู้อำนวยการ สศท.7 กล่าวเสริมว่า สศท.7 ในฐานะหน่วยงานผู้แทนคณะอนุกรรมการพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ และคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนงานนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาภาคเกษตรระดับจังหวัด ได้เสนอแนะมาตรการแก้ปัญหาภัยแล้งด้านการเกษตร โดยให้เกษตรกรที่ประสบปัญหาในพื้นที่ ปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ลดความเสี่ยงช่วงภัยแล้ง และยังได้สำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและการเกษตร พร้อมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรและประชาชน ใช้น้ำอย่างประหยัด เก็บกักน้ำ และซ่อมแซมแหล่งน้ำ เพื่อให้สามารถเก็บน้ำใช้ได้อย่างเพียงพอตลอดฤดูการเพาะปลูก นอกจากนี้ เกษตรกรและประชาชนยังสามารถรับทราบข้อมูลสถานการณ์ พื้นที่แห้งแล้ง ได้ที่เว็บไซต์ http://drought.gistda.or.th เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจทำการเพาะปลูก หากแปลงเกษตรอยู่ในพื้นที่ภัยแล้งปีนี้ ควรจะเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยหรือพืชทนแล้งแทนได้ ทั้งนี้ผู้ที่สนใจรายละเอียดข้อมูลการเพาะปลูกพืชใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สศท.7 โทร. 0-5640-5007-8 หรืออีเมลzone7@oae.go.th

ชีวิต เม่งเอียด

ชีวิต เม่งเอียด
ทัศนีย์  เมืองแก้ว

ทัศนีย์ เมืองแก้ว

Egg Boardเคาะโควตาเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ปี’63 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469555

news_default

Egg Boardเคาะโควตาเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ปี’63

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ (Egg Board)ว่า ช่วงปี 2562 กรมปศุสัตว์ ในฐานะเลขานุการ Egg Board ได้หารือเพื่อพิจารณาจัดสรรโควตาการเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ปี 2563 ร่วมกับผู้ประกอบการไก่ไข่พันธุ์ คณะกรรมการที่ปรึกษาของคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ และคณะอนุกรรมการกลั่นกรองได้นำผลสรุปจากการหารือมาเสนอเพื่อพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการครั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการฯจึงมีมติเห็นชอบแผนนำเข้าเลี้ยงไก่ไข่พันธุ์ ปี 2563 ให้เลี้ยงปู่ย่าพันธุ์ไก่ไข่ (GP) 3,800 ตัว และพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS)  460,000 ตัว โดยจัดสรรโควตาให้ผู้ประกอบการก่อน 440,000 ตัว ส่วนอีก 20,000 ตัว ให้กันไว้ที่กรมปศุสัตว์ แล้วค่อยนำมาพิจารณาอีกครั้ง หากมีแนวโน้มขาดแคลนพันธุ์สัตว์

สำหรับสถานการณ์ไก่ไข่ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 24 มกราคม 2563) ราคาไข่ไก่คละหน้าฟาร์มฟองละ 2.70 ลูกไก่ไข่ตัวละ 28 บาท ไก่ไข่รุ่นตัวละ 150 บาท สำหรับปี 2562 มีปริมาณผลผลิตไข่ไก่ 14,742 ล้านฟอง อัตราการบริโภค 220 ฟอง/คน/ปี ส่งออกไข่ไก่สดปริมาณ 271.368 ล้านฟอง มูลค่า 765.512 ล้านบาท ตลาดหลักคือ ฮ่องกง คิดเป็นร้อยละ 90 ราคาขายส่งไข่ไก่คละหน้าฟาร์ม เฉลี่ย 2.74 บาท/ฟองเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ราคาเฉลี่ย 2.56 บาท/ฟอง ราคาลูกไก่ไข่ เฉลี่ย 21.63 บาท/ตัว ราคาไก่รุ่น ปี 2562 เฉลี่ย 141.02 บาท/ตัวต้นทุนการผลิตไข่ไก่ เฉลี่ยฟองละ 2.61 บาท

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังพิจารณาร่างยุทธศาสตร์ไก่ไข่ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2563 – 2567) เพื่อพัฒนาและบริหารจัดการไก่ไข่ให้เกิดความเป็นธรรมทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค รวมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถแข่งขัน ทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่มั่นคงเข้มแข็งในอาชีพ จากการรวมกลุ่มเป็นสถาบันเกษตรกร สร้างสมดุลการผลิตไข่ไก่กับความต้องการบริโภคป้องกันราคาไข่ไก่ผันผวน เพิ่มอัตราบริโภคและส่งเสริมการแปรรูปไข่ไก่เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และยกระดับมาตรฐานการผลิตไข่ไก่ให้ได้คุณภาพ อย่างไรก็ตาม จะให้แจ้งเวียนร่างยุทธศาสตร์ให้คณะกรรมการ พิจารณาและให้ข้อเสนอแนะ ภายใน 1 เดือน หากไม่มีข้อแก้ไขจะเสนอ ครม. พิจารณาต่อไป

อย่างไรก็ตาม กระทรวงเกษตรฯเตรียมความพร้อมรองรับการปรับมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่เป็นมาตรฐานบังคับ โดยมอบให้กรมปศุสัตว์และสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) สร้างการรับรู้การปรับมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่เป็นมาตรฐานบังคับพร้อมหามาตรการดูแลช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการออกมาตรฐานฟาร์มไก่ไข่ โดยปรับการเลี้ยงไก่ไข่ให้ได้รับมาตรฐานอื่นของกรมปศุสัตว์ด้วย

‘ธรรมนัส’มอบส.ป.ก.ให้เกษตรกรเมืองจันท์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469556

news_default

‘ธรรมนัส’มอบส.ป.ก.ให้เกษตรกรเมืองจันท์

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

รมช.ธรรมนัส มอบหนังสือ ส.ป.ก. 4-01 อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี มุ่งหวังให้เกษตรกรได้รับโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม ได้มีที่ดินทำกินอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังพิธีอบรมและมอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) ที่โรงเรียนเครือหวายวิทยาคม ต.โป่งน้ำร้อน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี ว่า วันนี้เดินทางมามอบหนังสืออนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน (ส.ป.ก. 4-01) แก่เกษตรกรในอ.โป่งน้ำร้อนและอ.สอยดาว จ.จันทบุรี 150 ราย 173 แปลง เนื้อที่ประมาณ 1,713 ไร่ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่เกษตรกร ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดิน อีกทั้ง ยังอำนวยความสะดวกให้เกษตรกรในพื้นที่ห่างไกลที่ไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงานการปฏิรูปที่ดินจังหวัดจันทบุรี

“เกษตรกรที่ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้ประโยชน์ในเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว จะได้รับโอกาสความเสมอภาคทางสังคม มีที่ดินทำกินถูกต้องตามกฎหมายในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งกระทรวงเกษตรฯหวังให้เกษตรกรมีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ประกอบอาชีพได้มั่นคงยั่งยืนต่อไป”
ร้อยเอกธรรมนัส กล่าว

ทั้งนี้ จ.จันทบุรีมีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน เนื้อที่ทั้งหมด 398,843 ไร่ เป็นเนื้อที่เขตดำเนินการปฏิรูปที่กงดิน เนื้อที่ 302,818 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ โดยจัดที่ดินให้เกษตรกรแล้ว 14,965 ราย 19,464 แปลง เนื้อที่ 238,141 ไร่ ซึ่งในปีงบประมาณ 2562 มีผลงานจัดที่ดินให้แก่เกษตร 320 ราย 373 แปลง เนื้อที่ประมาณ 3,278 ไร่

ซอกแซกอาเซียน : 30 มกราคม 2563 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469552

566101

ซอกแซกอาเซียน : 30 มกราคม 2563

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ที่ผ่านมา ผมมักจะเขียนเล่าเรื่องแอปเตอร์ หรือ องค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม ในด้านของความเป็นไปหรือกิจกรรมการดำเนินงานในประเทศสมาชิก คราวนี้ ผมขออนุญาตท่านผู้อ่านกลับมาเขียนเล่าถึงรูปร่างหน้าตาหรือองค์ประกอบต่างๆ ของแอปเตอร์ซึ่งเป็นส่วนภายในที่สำคัญ เพราะจริงๆ แล้วเรามีสำนักงานเลขานุการแอปเตอร์มาตั้งอยู่ในประเทศไทยเกือบจะสิบปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นที่รู้จักต่อสาธารณชนไม่มากเท่าที่ควร ทั้งที่เราก็พยายามประชาสัมพันธ์องค์กรมาอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นเพราะกิจกรรมของแอปเตอร์ไม่ค่อยเกิดผลกระทบโดยตรงต่อสังคมไทยเรามากนัก หรืออาจเนื่องจากประเทศไทยอยู่เย็นเป็นสุขไม่เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติจนถึงขนาดต้องมีการช่วยเหลือด้านอาหารการกินก็เป็นได้ ก็ถือเป็นความโชคดีของคนไทยเราครับ

องค์ประกอบแอปเตอร์ที่สำคัญที่อยากจะพูดถึงเป็นสิ่งแรกในวันนี้ คือ กฎหมายคุ้มครองแอปเตอร์ ที่เรียกเต็มๆ ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ. 2559 ซึ่งรัฐสภาไทยได้ให้การอนุเคราะห์ผ่านกฎหมายฉบับนี้ พร้อมทั้งประกาศใช้ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนที่ 67 ก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 แต่มีผลบังคับใช้ในวันถัดมา คือ วันที่ 6 สิงหาคม 2559

ก่อนที่จะเล่าถึงสาระของพระราชบัญญัติฉบับนี้ ผมขออนุญาตขอบคุณสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยกองเศรษฐกิจการเกษตรระหว่างประเทศ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกองเกษตรต่างประเทศรวมทั้งผู้เกี่ยวข้องอื่นทุกท่านที่ได้กรุณาช่วยกันทุ่มเทผลักดันการปรึกษาหารือ ยกร่าง ชี้แจง ปรับปรุงแก้ไข จนกระทั่งกฎหมายนี้สามารถผ่านกระบวนการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ออกมาได้ โดยใช้เวลานานพอสมควร คือ จากเริ่มต้นจนสำเร็จสมบูรณ์นับเป็นปีๆ ทั้งนี้ เพราะการออกกฎหมายที่ว่านี้ เป็นการรับปากหรือคอมมิทเมนท์ ของทางการไทยต่อประเทศสมาชิกแอปเตอร์ทั้ง 13 ประเทศ ว่าประเทศที่อาสาเป็นเจ้าภาพ หรือเป็นที่ตั้งของสำนักงานจะต้องมีกฎหมายคุ้มครองการดำเนินงานของแอปเตอร์ด้วย เรื่องของการออกกฎหมายในลักษณะนี้ ถือเป็นพิธีการหรือโปรโตคอลสำคัญที่บรรดาองค์การหรือองค์กรระหว่างประเทศทั้งหลายที่มีที่ตั้งในประเทศหนึ่งๆ มีความปรารถนาอย่างยิ่ง

สมัยก่อนที่ผมยังอยู่ที่กรมการข้าวนั้น สถาบันวิจัยข้าวระหว่างชาติ หรือ อีรี่ ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ก็พยายามเข้าหาและร้องขอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เรา ร่างกฎหมายให้การคุ้มครองสำนักงานอีรี่สาขาประเทศไทย ที่อาศัยอาคารของกรมการข้าวอยู่ ตอนนั้นก็มีการเจรจากันหลายรอบ เจ้าหน้าที่อีรี่ทั้งฝรั่งและคนฟิลิปปินส์บินไปมาระหว่างมะนิลา กรุงเทพฯ อยู่หลายรอบ แต่กระนั้น การออกกฎหมายแบบนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะประเทศเจ้าภาพก็คงต้องดูปัจจัยองค์ประกอบหรือรายละเอียดขององค์กรที่จะมาตั้งอยู่หลายประการด้วยกันว่าเข้าหลักเข้าเกณฑ์หรือเปล่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งด่านสำคัญ คือกระทรวงการต่างประเทศ เพราะเขามีหลักเกณฑ์อยู่ ใช่ว่าอะไรๆ ก็จะขอคุ้มครองได้ทั้งหมด เนื่องจาก “การคุ้มครอง” ที่กล่าวนั้น ส่วนใหญ่จะหนักไปทางการยกเว้นภาษีเป็นประการแรก และที่รองลงมาคือเอกสิทธิ์ทางการทูต คือ จะว่าไปกฎหมายคุ้มครองจะเกิดประโยชน์ต่อคนต่างประเทศผู้เข้ามาทำงานในองค์กรมากกว่าประโยชน์ของประเทศเจ้าภาพจะได้รับนั่นเอง นอกเสียจากหน้าตา ชื่อเสียงและผลประโยชน์อื่นทางอ้อมนิดหน่อยที่เจ้าภาพอาจได้อยู่บ้าง ในที่สุดจนป่านนี้กฎหมายคุ้มครองอีรี่ที่เขาต้องการอย่างมาก เท่าที่ผมทราบ ก็น่าจะยังไม่สำเร็จ

พระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสำนักเลขานุการองค์กรสำรองข้าวฉุกเฉินของอาเซียนบวกสาม พ.ศ.2559 นี้ ความจริงแล้ว เป็นกฎหมายสั้นกะทัดรัดมาก เพราะมีอยู่ด้วยกันเพียง 8 มาตรา และมาตราส่วนมากจะเกี่ยวกับรูปแบบมาตรฐานการเขียนกฎหมายทั่วไป เช่น มาตรา 1 เป็นเรื่องของชื่อกฎหมาย มาตรา 2 วันใช้บังคับ มาตรา 3 ความหมายคำต่างๆ และข้ามไปมาตราสุดท้ายหรือมาตรา 8 คือ เกี่ยวกับผู้รักษาการกฎหมาย ส่วนสาระจริงๆ ก็มีเพียง 4 มาตรา ซึ่งคงต้องมาพูดต่อในฉบับหน้า

ชาญพิทยา ฉิมพาลี

chanpithya@apterr.org

แนะปราบ‘เพลี้ยจักจั่นมะม่วง’ให้ชะงัด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469558

news_default

แนะปราบ‘เพลี้ยจักจั่นมะม่วง’ให้ชะงัด

วันพฤหัสบดี ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในระยะนี้เป็นช่วงที่มะม่วงเริ่มออกดอก กรมส่งเสริมการเกษตรขอเตือนให้เกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังเพลี้ยจักจั่น ซึ่งระยะที่ทำความเสียหายมากที่สุดคือ ระยะที่มะม่วงกำลังออกดอกโดยดูดน้ำเลี้ยงจากช่อดอกทำให้แห้งดอกร่วง ติดผลน้อยหรือไม่ติดเลย ระหว่างที่เพลี้ยจักจั่นดูดกินน้ำเลี้ยงจะถ่ายมูลมีลักษณะเป็นน้ำหวานเหนียวๆ ติดตามใบช่อดอก ผล ทำให้ใบมะม่วงเปียกต่อมาจะเกิดราดำปกคลุม ถ้าเกิดมีราดำปกคลุมมาก มีผลต่อการสังเคราะห์แสงของมะม่วงได้

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตรกล่าวว่า ขอแนะนำเกษตรกรชาวสวนมะม่วง ช่วงที่มะม่วงกำลังออกดอก ให้หมั่นสำรวจสวนมะม่วงอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง หากพบแมลง
ขนาดเล็กคล้ายจักจั่น กระโดดไป-มา เวลาเดินเข้าใกล้ต้นมะม่วง หรือพบน้ำเหนียวๆ คล้ายน้ำหวานติดตามใบช่อดอก ผล และมีราดำขึ้นปกคลุม สามารถจัดการเบื้องต้น โดยระยะที่ดอกมะม่วงกำลังบาน การฉีดพ่นน้ำเปล่าตอนเช้าจะช่วยให้การติดมะม่วงดีขึ้น และยังช่วยลดปัญหาช่อดอกและใบดำจากราดำด้วย ใช้กับดักแสงไฟดัก จับตัวเต็มวัยเพลี้ยจักจั่นมะม่วงที่บินมาเล่นไฟ เพื่อช่วยลดความความเสียหายนอกจากนี้ เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มต้นมะม่วง หลังเก็บเกี่ยวให้โปร่งอยู่เสมอ ช่วยลดที่หลบซ่อนการแพร่ขยายพันธุ์ของเพลี้ยจักจั่นมะม่วงได้

‘เฉลิมชัย’เดินหน้าเกษตรกรรมยั่งยืน ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็น5ล้านไร่ใน2ปี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469575

news_default

‘เฉลิมชัย’เดินหน้าเกษตรกรรมยั่งยืน ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็น5ล้านไร่ใน2ปี

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 18.53 น.

“เฉลิมชัย”เดินหน้าเกษตรกรรมยั่งยืน ตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์เป็น5ล้านไร่ใน2ปี พร้อมทุ่มงบ8พันกว่าล้านเพิ่มเกษตรอินทรีย์อีก8หมื่นราย มอบ”อลงกรณ์”ขับเคลื่อนทั้งภาครัฐ-เอกชน-ภาคเกษตรกร ลงนามMOUให้เป็นรูปธรรม

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีฯ เป็นประธานในประชุมคณะกรรมการบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ครั้งที่ 1/ 2563

ทั้งนี้ นายอลงกรณ์ เปิดเผยว่า ในการประชุมครั้งนี้ได้มีการกำหนดให้มีผู้รับผิดชอบเพื่อขับเคลื่อนร่วมกันระหว่างภาครัฐ อันประกอบไปด้วย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาไทย กระทรวงพาณิชย์ สภาพัฒน์ ภาคเอกชน รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนภาคประชาชน เช่น สภาเกษตรกรแห่งชาติขับร่วมการขับเคลื่อนบริหารการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนด้วย

นอกจากนั้น ที่ประชุมยังมีการรายงานล่าสุดมีผลการดำเนินงานเกษตรอินทรีย์ ปี 2562 มีพื้นที่เกษตรอินทรีย์ 3,233,711 ไร่ และสนับสนุนงบประมาณทั้งสิ้น 3,645 ล้านบาท ซึ่งในปี 2563 – 2564 ได้ตั้งเป้า เพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และเกษตรกรรมยั่งยืน รวม 1,100,100 ไร่ รวมเป็น 5,000,000 ไร่ทั่วประเทศ งบประมาณสนับสนุนกว่า 8,359 ล้านบาทและจะต้องมีเกษตรกรอินทรีย์เพิ่มขึนไม่ต่ำกว่า 80,000 ราย และเพื่อตอบสนองต่อยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยขับเคลื่อนโดยยุทธศาสตร์การพัฒนาเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ โดยมีโครงการขับเคลื่อน ได้แก่ โครงการซึ่งทางกระทรวงมหาไทยได้คัดเลือกจังหวัดนำร่องเพื่อขับเคลื่อนไปแล้ว 56 จังหวัด มีเกษตรกรเข้าร่วมจัดทำบันทึกความร่วมมือ (MOU) รวมพื้นที่กว่า 3.4 ล้านไร่
การจัดทำฐานข้อมูลที่กรมพัฒนาที่ดินร่วมจัดทำกับกรมวิชาการเกษตร ซึ่งขณะนี้มีกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับรองมาตรฐานแล้ว 119 กลุ่ม จำนวน 40,774 ราย พื้นที่กว่า 520,000 ไร่
โครงการโรงพยาบาลอาหารปลอดภัย – Organic Tourism- การรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์และระบบการรับรองแบบมีส่วนร่วม (PGS) การควบคุมปัจจัยการผลิตเกษตรอินทรีย์ในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด การตลาดเกษตรอินทรีย์ที่ใช้ตลาดของกระทรวงที่มีอยู่ หรือตลาดสีเขียว งานวิจัยเพื่อสนับสนุนเกษตรอินทรีย์. การประชาสัมพันธ์เกษตรอินทรีย์ เพื่อเป็นการขับเคลื่อน สร้างความเข้าใจ และสร้างการเปลี่ยนผ่านการเกษตรไทยสู่เกษตรอินทรีย์

นายอลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า การประชุมครั้งนี้ได้เน้นย้ำให้เกิดการขับเคลื่อนผ่านศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม (Agritech and Innovation Center : AIC) ที่จัดตั้งร่วมกับมหาวิทยาและภาคการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals : SDGs) การเกษตรสีเขียวเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Greenovation Agriculture) ซึ่งนำไปสู่การเกิดความมั่นคงและปลอดภัยทางอาหาร เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน ตามแนวทางของศาสตร์พระราชา เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของภาคการเกษตรไทยตลอดไปด้วย

กรมชลฯเร่งสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก กักน้ำต้นทุนใช้หน้าแล้ง-แก้อุทกภัย’เชียงคาน’ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469570

กรมชลฯเร่งสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก กักน้ำต้นทุนใช้หน้าแล้ง-แก้อุทกภัย’เชียงคาน’

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 18.47 น.

กรมชลเร่งสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรักฯเสร็จให้จบปีนี้ กั้นแม่น้ำเลยก่อนไหลลงแม่โขง กักน้ำต้นทุนไว้ใช้ในหน้าแล้ง-แก้ปัญหาอุทกภัยเชียงคาน

เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2563 นายประพิศ จันทร์มา รองอธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังจากได้รับรายงานจาก นายยุทธนา มหานุกูล ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างชลประทานขนาดใหญ่ที่ 12 ที่รับผิดชอบงานก่อสร้างโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเลย ว่า งานก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรัก ตามแผนจะแล้วเสร็จในปี 2565 แต่ทั้งนี้ เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำไว้ในแม่น้ำเลยบางส่วน ไม่ให้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงทั้งหมด จึงได้เร่งรัดการก่อสร้างประตูลำน้ำเดิม (ประตูกั้นแม่น้ำเลย) ให้แล้วเสร็จภายในปี 2563 เพื่อให้สามารถเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง และช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่พี่น้องประชาชนในพื้นที่ พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ทุกคนสร้างการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนอย่างเข้มข้น เพื่อให้รับทราบถึงประโยชน์ที่จะได้รับเมื่อโครงการฯแล้วเสร็จ ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการก่อสร้างไปพอสมควรแล้ว คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จตามแผนที่วางไว้

สำหรับโครงการประตูระบายน้ำศรีสองรักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการที่กรมชลประทานได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้น ประกอบไปด้วยการก่อสร้างประตูระบายน้ำปิดกั้นระหว่างลำน้ำเลยกับแม่น้ำโขง จำนวน 5 ช่อง กว้าง 15 เมตร สูง 13.2 เมตร สามารถระบายน้ำได้สูงสุด 2,500 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยในช่วงฤดูน้ำหลาก จะยกบานประตูน้ำขึ้น เพื่อเร่งระบายน้ำในแม่น้ำเลยลงสู่แม่น้ำโขง ส่วนในช่วงที่น้ำในแม่น้ำโขงสูง จะทำการปิดบานประตูระบายน้ำลง เพื่อกั้นน้ำจากแม่น้ำโขงไม่ให้ไหลเข้ามาในแม่น้ำเลย นอกจากนี้ ประตูระบายน้ำแห่งนี้ จะทำหน้าที่สำคัญในการทดน้ำเพื่อเก็บกักน้ำในแม่น้ำเลยไว้ใช้ในฤดูแล้งของทุกปี ซึ่งในส่วนของประตูระบายน้ำลำน้ำเดิม จะมีประตูระบายน้ำจำนวน 2 ช่อง กว้าง 10 เมตร สูง 12.5 เมตร แบบให้เรือสัญจรผ่านได้ มีขีดความสามารถระบายน้ำได้สูงสุด 400 ลบ.ม.ต่อวินาที

ทั้งนี้ หากโครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำศรีสองรักฯ แล้วเสร็จ จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนสำหรับใช้ในการอุปโภคบริโภค การบรรเทาอุทกภัยในช่วงฤดูน้ำหลาก และยังช่วยเหลือพื้นที่การเกษตรได้อีกกว่า 72,500 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 44 หมู่บ้าน 7 ตำบล ของอำเภอเชียงคาน ประชากรได้รับประโยชน์รวมกว่า 9,200 ครอบครัว ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ส่งเสริมให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอเชียงคาน ที่จะสามารถสร้างรายได้และประโยชน์สูงสุดให้แก่ราษฎรในพื้นที่ได้อีกด้วย

เกษตรฯทุ่ม 700 ล้าน ขุด 4 หมื่นบ่อน้ำขนาดเล็กใน 66 จว.แก้แล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469491

news_default

เกษตรฯทุ่ม 700 ล้าน ขุด 4 หมื่นบ่อน้ำขนาดเล็กใน 66 จว.แก้แล้ง

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.21 น.

เกษตรฯทุ่ม 700 ล้าน ขุด 4 หมื่นบ่อน้ำขนาดเล็กใน 66 จว.แก้แล้ง

29 มกราคม 2563 น.ส.ภิทราภรณ์ โสเจยยะ รองอธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สั่งการให้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาภัยแล้งขุดบ่อน้ำขนาดเล็กในไร่นาเกษตรกร นอกเขตชลประทาน เพิ่มอีก 4 หมื่นบ่อทั่วประเทศ 66 จังหวัด โดยยกเว้นภาคกลาง 11 จังหวัดในปี 2563 ซึ่งโครงการนี้ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำไว้ใช้ช่วงฤดูแล้งให้กับเกษตรกรกว่า 5 แสนครัวเรือน

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯโดยกรมพัฒนาที่ดิน ให้งบขุดบ่อละ 17,800 บาท รวมกว่า 700 ล้านบาท ส่วนเกษตรกรสมบทอีก 2,500 บาทต่อบ่อ ซึ่งได้ดำเนินการสำรวจความต้องการเกษตรกร มีเอกสารสิทธิในที่ดิน และที่ส.ป.ก. เกษตรกรใช้ทำการเกษตร พื้นที่ขุดบ่อประมาณ 1 งาน ขนาดบ่อ 20 คูณ 30 เมตร ลึกไม่เกิน 3 เมตร จุ 1,260 คิว สามารถใช้หล่อเลี้ยงต้นพืช ในช่วงขาดแคลนน้ำ โดยเร่งรัดขุดให้เสร็จก่อนฝนมาเดือนพฤษภาคม จะรองรับน้ำฝนได้ทัน

“ขณะนี้เกษตรกรสมัครเข้ามา 4 หมื่นราย เจ้าหน้าที่ไปสำรวจพื้นที่ และเตรียมพร้อมจัดซื้อจัดจ้าง เมื่องบผ่าน ดำเนินได้เลย ใช้เวลาดำเนินการขุดบ่อ 2-3 เดือนโดยสถานีพัฒนาที่ดินแต่ละพื้นที่ ตั้งคำของบ ระบุเป็นรายตำบล จะไม่มีการผูกขาดกับผู้รับเหมารายใด เพราะหากเกิน 5 แสนบาท จะเป็นระบบอีบิดดิ้ง ผ่านการประมูล ที่ต้องสมเหตุสมผลกับจำนวนบ่อ ระยะเวลา ที่เหมาะสม ผู้รับจ้าง ต้องมีขีดความสามารถ และต้องดูศักยภาพ ที่ผ่านมาไม่มีปัญหาการร้องเรียน” น.ส.ภิทราภรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตามผู้รับเหมา สามารถรับงานข้ามจังหวัดได้ ส่วนจะเป็นผู้รับเหมารายเดิมๆ เพราะงานไม่ยาก ส่วนปี 2564 ได้สำรวจแล้วมีความต้องการ กว่า4หมื่นบ่อ ได้ตั้งคำขอไปที่สำนักงบประมาณแล้ว สำหรับภารกิจขุดแหล่งน้ำในที่สาธารณะ ซึ่งเดิมอยู่ในการดูแลของกรมพัฒนาที่ดิน ได้ถ่ายโอนภารกิจไปให้ท้องถิ่น เป็นผู้ดำเนินการต่อไป และได้ตัดงบส่วนนี้ ในงบประมาณปีนี้ไปแล้วกว่า 800 ล้านบาท

ร่วมด้วยช่วยกัน! เกษตรกร’พิจิตร’ เก็บฟางไว้ใช้แทนการเผา-แถมสู้ภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469481

ร่วมด้วยช่วยกัน! เกษตรกร’พิจิตร’ เก็บฟางไว้ใช้แทนการเผา-แถมสู้ภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 16.01 น.

เกษตรกรจังหวัดพิจิตร ทำการเก็บฟางหลังเก็บเกี่ยว นำไปเป็นอาหารให้กับสัตว์เลี้ยงในช่วงหน้าแล้ง งดการเผาทำให้เกิดหมอกควัน

29 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดพิจิตร ว่า สถานการณ์ภัยแล้ง แหล่งน้ำแห้งขอดลงในหลายพื้นที่ ส่งผลกระทบกับการทำการเกษตรแล้ว ยังส่งผลกระทบกับเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ ที่บรรดาแหล่งอาหารโดยเฉพาะหญ้าสดได้ลดจำนวนลง ทำให้เกษตรกร ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร ต่างนำเอาอุปกรณ์ ทำการเก็บฟางข้าว หลังจากที่ทำการเก็บเกี่ยวข้าว โดยนำฟางที่ได้นำใส่รถเพื่อนำไปเป็นอาหารให้สำหรับวัวที่เลี้ยงไว้ เนื่องจากแหล่งอาหารโดยเฉพาะหญ้า ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้แหล่งอาหารจึงลดลง เกษตรกรจึงต้องทำการเก็บฟางในแปลงนาเพื่อไว้เป็นอาหาร แทนการเผา ทำให้เกิดหมอกควันที่ส่งผลกระทบกับสภาพอากาศ

โดยนางปราณี บัวเกิด เกษตรกรหมู่ที่ 5 ตำบลกำแพงดิน อำเภอสามง่าม จังหวัดพิจิตร กล่าวว่า “ในช่วงสถานการณ์ภัยแล้ง ส่งผลทำให้หญ้าซึ่งเป็นแหล่งอาหารของวัว ลดน้อยลง จึงต้องออกมาทำการเก็บฟางข้าว หลังชาวนาเก็บเกี่ยว เพื่อสำรองเป็นอาหารให้กับวัวที่เลี้ยงไว้ กว่า 30 ตัว โดยการเก็บฟางข้าว ส่งผลดี เป็นอาหารที่สำคัญกับสัตว์เลี้ยง รวมถึงงดการเผาฟางข้าวที่ทำให้เกิดหมอกควันที่ทางหน่วยราชการและผู้นำหมู่บ้านได้รณรงค์งดการเผาที่จะส่งผลให้เกิดหมอกควัน

สำหรับการเก็บฟางในนาข้าว จะได้ประโยชน์ในการรักษาผลผลิตไม่ให้ได้รับความเสียหายจากผลกระทบของภัยแล้งที่รุนแรงในพื้นที่จังหวัดพิจิตรแล้ว การนำฟางในนาข้าวยังเป็นผลดีในการลดภาวะโลกร้อน เนื่องจากฟางในนาข้าวมาใช้จะลดปริมาณฟางข้าวในนาข้าว เป็นการลด การเผาตอซังซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มหมอกควันและมลพิษจากการเผาตอซางข้าวอีกด้วย

ม็อบเกษตรกรเฮลั่น! ธกส.ยอมปล่อยกู้ ทำอาชีพใหม่ช่วยภัยแล้ง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469449

ม็อบเกษตรกรเฮลั่น! ธกส.ยอมปล่อยกู้ ทำอาชีพใหม่ช่วยภัยแล้ง

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 14.33 น.

“ม็อบเกษตรกร”กว่าพันคนจาก23จว. บุกกระทรวงเกษตรฯ ร้อง ของความชัดเจน โครงการขุนโค เฮลั่นกระทรวงเกษตรฯ หลังรมช.ประภัตร เร่งเจรจา ธกส.ยอมหั่นเงื่อนไขจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน -ทำธุรกิจก่อน6เดือน-1ปี พร้อมปล่อยกู้กลุ่มเกษตรกร กลุ่มละไม่เกิน10ล้านบาท ทำอาชีพใหม่เพิ่มรายได้เลี้ยงครอบครัวช่วงภัยแล้ง”

นที่ 29 มกราคม 2563 ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายประภัตร โพธสุธน รมช.เกษตรฯ ได้ประชุมร่วมกับแกนนำและกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงโคเนื้อ โคขุน กว่าพันคนเดินทางมาชุมนุมหน้ากระทรวงเกษตรฯ นำโดยนายอนุรักษ์ แสนเวียง นายสุพล หมื่นศรีพรหม นายปิยะ ผูกจิตร เป็นแกนนำสภาประชาชนเพื่อปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง(สปศ.) นำเกษตรกรมาจาก23จังหวัด ที่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการเกษตรสร้างชาติ(ด้านปศุสัตว์ พืช ประมง) ซึ่งเป็นโครงการที่มีลงนามไปแล้วระหว่าง กรมปศุสัตว์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์(ธกส.) ให้สินเชื่อกับกลุ่มเกษตรกร รูปแบบวิสาหกิจชุมชนด้านการเลี้ยงโคเนื้อโคขุน รวมทั้งทำเกษตรผสมผสานปลูกพืชใช้น้ำน้อย ให้เกษตรกรมีรายได้ในช่วงฤดูแล้ง ทดแทนการปลูกพืชใช้น้ำมาก โดยใช้เงินทุนดอกเบี้ยต่ำ ล้านละ100บาท ตามโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทยของธกส.มีวงเงินสินเชื่อ5หมื่นล้านบาท

ซึ่งกลุ่มเกษตรกร มาทวงถามความคืบหน้าของโครงการและขอให้ รมช.เกษตรฯเจรจากับ ธกส.เพื่อผ่อนปรนเงื่อนไขระยะเวลาการจดทะเบียนตั้งวิสาหกิจชุมชน ประกอบธุรกิจมาก่อน 6 เดือนถึง1ปี ตัดออกไปเนื่องจากกู้เป็นกลุ่มกว่า10คนจะเซ็นค้ำประกันกันได้ พร้อมกับมอบกระเช้าผักสวนครัวให้กำลังใจ รมช.เกษตรฯที่ผลักดันโครงการนี้ด้วย

นายประภัตร กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีความห่วงใยเกษตรกรอย่างมาก ที่ประสบภัยแล้งยาวนานได้เร่งรัดโครงการนี้ไปให้ถึงมือเกษตรกรโดยเร็วเพื่อมีอาชีพใหม่ เพิ่มรายได้เลี้ยงครอบครัว แต่ไม่ต้องการให้ก่อภาระหนี้สินเพิ่ม จึงให้ทำในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน เกษตรกรร่วมกลุ่มกันมา ไปจัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชน ทำแผนธุรกิจ แผนกรตลาด ขอกู้กับธกส. จะปล่อยกู้ไม่เกินกลุ่มละ10ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 0.01

“ผมได้ประสานกับธกส.แล้วให้สั่งการไปยังทุกสาขา ในเรื่องเงื่อนไขกลุ่มเกษตรกร ต้องประกอบธุรกิจมาก่อน 6เดือนหรือ1ปี จึงให้กู้ จากนี้จะไม่มีเงื่อนไขนี้ เพราะเป็นกลุ่มเกษตรกรตั้งใหม่  ซึ่งการทำแผนธุรกิจและการตลาด จะต้องยื่นให้ปศุสัตว์อำเภอ เกษตรอำเภอ ดูรายละเอียดก่อนยื่นให้ธกส. ถ้ามีตลาดรองรับก็โอเคหมด วันนี้ตลาดจีนมีแล้วต้องการมากอย่างไม่จำกัดปริมาณ ที่จะรับโคเนื้อมีชีวิตจากไทย แต่ประเทศจีนปิดประเทศ เพราะโรคระบาดไวรัสโคโรนา เป็นเวรกรรม อะไรไม่รู้พอเรื่องโครงการจบก็มีเหตุขัดข้อง แต่ไม่เป็นไรกลุ่มเกษตรกร สามารถไปยื่นทำเรื่องเข้าโครงการไว้ได้ก่อน สิ่งสำคัญสุดท้ายคือต้องมีตลาดรับซื้อ ถ้าไม่มีตลาดเราตายอีก ทุกวันนี้เกษตรเราทำอะไรล้มเหลวเพราะตลาดไม่มี ดังนั้นธกส. ได้มีประกันโคทุกตัวด้วย ขอให้ท่านสบายใจ โครงการนี้เดินหน้าต่อแน่นอน ในสัปดาห์หน้าทุกคนสามารถไปยื่นกับธกส.ได้”นายประภัตร กล่าว

ส่วนตัวแทนธกส. กล่าวว่าโครงการสินเชื่อธุรกิจชุมชนสร้างไทย จะวัดความสามารถประกอบอาชีพ และการชำระหนี้ รัฐบาลไม่สนับสนุนให้ก่อหนี้เพิ่ม และต้องการลดความเสี่ยง จะพิจารณาว่ากิจกรรมไหนมีตลาดรองรับชัดเจน ภาครัฐสนับสนุนเต็มที่ เพื่อให้เกษตรกรมีกำลังใจผลิตสินค้ามีคุณภาพ ปลอดภัย และได้ราคาดี

ต่อจากนั้นนายประภัตร ได้เดินลงมาพบปะเกษตรกรพร้อมทั้ง ชี้แจงให้เข้าใจขั้นตอนโครงการ พร้อมกับตะโกนให้กำลังใจว่า “เกษตรกรไทย รวยๆๆ” กลุ่มเกษตรกร ต่างตะโกนรับเสียงดังก้องไปทั้งกระทรวงอย่างพอใจและแยกย้ายเดินทางกลับภูมิลำเนา