กรมประมงเวิร์กช็อปเสริมทักษะจนท. ต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469312

news_default

กรมประมงเวิร์กช็อปเสริมทักษะจนท. ต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพบริหารทรัพยากรสัตว์น้ำ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายบัญชา สุขแก้ว รองอธิบดีกรมประมง กล่าวว่า สืบเนื่องจากกรมประมงนำคณะเข้าร่วมประชุม The Technical Committee on Management Procedures (TCMP) ที่อินเดีย เมื่อวันที่ 14-15 มิถุนายน 2562 ที่ประชุมมีการลงมติขอให้คณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IOTC) จัดฝึกอบรมด้านการประเมินกลยุทธ์การจัดการ (MSE)ให้ประเทศภาคีสมาชิกของ IOTC โดยเน้นการจัดการทรัพยากรปลาทูน่าและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นอกเขตอำนาจรัฐ รวมถึงสนับสนุนการจัดการด้านประมง  การทำประมงอย่างมีประสิทธิภาพยั่งยืน ซึ่งไทยเป็นหนึ่งในประเทศสมาชิกที่ให้ความสำคัญเรื่องดังกล่าว จึงจัดโครงการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร“Capacity Building on  Harvest Strategies” ที่กรมประมง ระหว่างวันที่ 21-22 มกราคม 2563

สำหรับการฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าวได้เชิญวิทยากรจากมูลนิธิเพื่อความยั่งยืนของอาหารทะเลสากล (ISSF) และคณะกรรมาธิการปลาทูน่าแห่งมหาสมุทรอินเดีย (IOTC) มาอภิปรายหัวข้อสำคัญ อาทิ  การประเมินกลยุทธ์การจัดการ (MSE) และขั้นตอนกลยุทธ์การประมง หารือเกี่ยวกับ“ตัวอย่างจริง” กรณีปลาทูน่าตาโตของ IOTC แนวทางการบริหารจัดการของ IOTC และสถานะของทรัพยากรสัตว์น้ำ อีกทั้งยังแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการใช้ตัวชี้วัดการแปลความหมายของผลลัพธ์และการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์กับกระบวนการจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดให้เจ้าหน้าที่กรมประมงที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติงาน เพื่อเสริมสร้างทักษะความรู้ความเข้าใจให้เจ้าหน้าที่กรมประมงนำความรู้ด้านกลยุทธ์จัดการประมงดังกล่าวไปต่อยอดในการบริหารจัดการทรัพยากรสัตว์น้ำในประเทศไทยต่อไป

รายงานพิเศษ : โชว์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่‘สุโขทัย1’ ให้ผลผลิตสูง-คุณค่าทางโภชนาการชนะเลิศ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469317

รายงานพิเศษ : โชว์กล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่‘สุโขทัย1’ ให้ผลผลิตสูง-คุณค่าทางโภชนาการชนะเลิศ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

กรมวิชาการเกษตร คลอดกล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่ “สุโขทัย 1” ผลกลมป้อม ใหญ่ยาว เนื้อทั้งสุกและดิบสีครีมอ่อน เนื้อละเอียดเหนียว รสชาติหวานไม่อมเปรี้ยว ให้ผลผลิตสูง 1 เครือมี 9 หวี  น้ำหนักเครือกว่า 16 กิโลกรัม ทึ่งคุณค่าทางโภชนาการ วิตามินบี 3 และโพแทสเซียมสูงแซงพันธุ์การค้า

นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่าประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกกล้วยประมาณ 481,639 ไร่  ในจำนวนนี้มีพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้ามากที่สุดจำนวน 328,456 ไร่ กล้วยไข่จำนวน 63,233 ไร่ กล้วยหอมจำนวน 62,525 ไร่ และกล้วยอื่นๆจำนวนประมาณ 27,425 โดยพื้นที่ปลูกกล้วยน้ำว้าจะปลูกมากที่สุดในเขตภาคเหนือ อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาในประเทศไทยแต่ยังขาดกล้วยน้ำว้าพันธุ์ดี และขาดข้อมูลของพันธุ์ ดังนั้น ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย  กรมวิชาการเกษตร จึงศึกษาหาสายต้นหรือพันธุ์กล้วยน้ำว้าที่ดีมีคุณภาพ เพื่อปรับปรุงพันธุ์ให้ได้สายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะดีเด่น ให้ผลผลิตสูงมีคุณภาพและมีคุณค่าทางโภชนาการสูงกว่าพันธุ์การค้า เป็นที่ยอมรับของเกษตรกรและผู้บริโภค เพื่อเป็นพันธุ์ทางเลือกสร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร

ระหว่างปี 2547-2554 ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย ได้คัดเลือกสายต้นหรือพันธุ์กล้วยน้ำว้าจากแปลงรวบรวมและอนุรักษ์พันธุกรรมกล้วยของศูนย์ฯ  โดยใช้เกณฑ์การคัดเลือกคือ ให้ผลผลิตสูง มีจำนวนหวีต่อเครือไม่ต่ำกว่า 7 หวี เนื้อแน่น สีเนื้อขาวนวลถึงเหลือง รสชาติหวาน คุณภาพการบริโภคดี ผู้บริโภคยอมรับสูง  โดยสามารถคัดเลือกไว้ 7 สายต้น นำไปปลูกเปรียบเทียบสายต้น และคัดเลือกสายต้นที่ดีเด่นไว้ 2 สายต้น  ปี 2558-2560 นำไปปลูกทดสอบที่ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเลย และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรเพชรบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศและสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกัน พบว่า กล้วยน้ำว้าสายต้น สท.55-4 เจริญเติบโตได้เร็ว ต้นแข็งแรง ผลผลิตเฉลี่ยน้ำหนักเครือและจำนวนหวีต่อเครือสูงสุดทั้ง 3 สถานที่ผลิต ที่สำคัญยังมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ซึ่งคุณสมบัติทั้งหมดตรงกับวัตถุประสงค์ในการปรับปรุงพันธุ์

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย เป็นหน่วยงานในการพัฒนาพันธุ์กล้วยน้ำว้าสายต้น สท.55-4 ดังนั้น จึงได้ตั้งชื่อกล้วยน้ำว้าพันธุ์ใหม่นี้ว่า “กล้วยน้ำว้าสุโขทัย 1” ซึ่งมีลักษณะเด่นคือ ให้ผลผลิตสูง น้ำหนักเครือ 16.1 กิโลกรัมสูงกว่ากล้วยน้ำว้ามะลิอ่องซึ่งเป็นพันธุ์การค้าที่ให้ผลผลิต 13.7 กิโลกรัม จำนวน 9 หวี/เครือ  สูงกว่ากล้วยน้ำว้ามะลิอ่องซึ่งให้จำนวนหวี 8 หวี/เครือ ให้คุณค่าทางโภชนาการ ได้แก่ วิตามินบี 3 และโพแทสเซียม สูงกว่าพันธุ์การค้า นอกจากนี้ กล้วยน้ำว้าพันธุ์สุโขทัย 1ยังลักษณะผลค่อนข้างป้อมกลม  ผลค่อนข้างใหญ่กว้าง 3.8 เซนติเมตร และยาว 14 เซนติเมตรซึ่งใหญ่กว่าพันธุ์การค้า เนื้อผลทั้งดิบและสุกมีสีครีมอ่อน เนื้อละเอียดเหนียว และมีรสชาติหวานไม่ปนเปรี้ยว

ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัยมีแปลงแม่พันธุ์กล้วยน้ำว้าพันธุ์สุโขทัย 1 พร้อมขุดแยกหน่อได้ปีละ 2,000 – 3,000 หน่อ ใช้ปลูกในพื้นที่ประมาณ 20-30 ไร่  โดยในปี 2562 ที่ผ่านมาสามารถขุดแยกหน่อได้ประมาณ 2,000 หน่อ ใช้ปลูกในพื้นที่ 20 ไร่  เกษตรกรที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์วิจัยพืชสวนสุโขทัย กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 0-5567-9085-6

ส่องเกษตร : เมื่อความมั่นคงทางอาหารสู่ฐานการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469314

449007

ส่องเกษตร : เมื่อความมั่นคงทางอาหารสู่ฐานการพัฒนาเศรษฐกิจชาติ

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

วันเวลาเปลี่ยน ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนไปแต่ชีวิตก็ยังคงต้องดำรงกันต่อไป ผมได้ทบทวนชีวิตกว่า 37 ปีในชีวิตการรับราชการที่ผ่านมา มีหลายอย่างที่ได้ทำและอีกหลายอย่างที่อยากทำแต่ทำไม่ได้สิ่งที่เลือกทำ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ณ จุดนั้น แต่เมื่อวันเวลาเปลี่ยนแปลงไป สิ่งที่เคยเห็นว่าดี ณ เวลานั้น ก็อาจกลายเป็นสิ่งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบันก็เป็นได้จำต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาให้เหมาะสมกับสถานการณ์แวดล้อมที่เป็นปัจจุบัน เช่นเดียวกับการพัฒนาภาคการเกษตร ในยุคเริ่มแรกที่ภาคการเกษตรเป็นส่วนหนึ่งของวิถึชีวิต โดยเฉพาะวิถีชีวิตของผู้คนในเขตชนบท มีความผูกพันระหว่างธรรมชาติกับการทำการเกษตร ประเพณี วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ในชุมชน เกิดความรัก ความผูกพัน และการให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นรูปแบบของสังคมที่มีความอบอุ่นและห่วงใยซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง

เมื่อวันเวลาผ่านไป วิธีคิดในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ โดยใช้ภาคการเกษตรเป็นรากฐานในการผลักดันการเจริญเติบโต บริบทต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องถูกนำมาใช้ในการพัฒนาดังกล่าว ผลักดันให้เกษตรกรเป็นฟันเฟืองหนึ่งของระบบการผลิต เริ่มคำนึงถึง input output และ outcome ของระบบการผลิตที่เปลี่ยนไป มองกระบวนการผลิตทางการเกษตร เป็นเหมือนกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรม เทคโนโลยีต่างๆ ถูกพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับกระบวนการผลิตให้ได้ผลตอบแทนสูงสุดซึ่งกำไร-ขาดทุนเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของกระบวนการผลิตในรูปแบบดังกล่าว

หากเมื่อย้อนกกลับไปพิจารณาจุดเริ่มต้นที่แท้จริงของการพัฒนาการเกษตรที่เกิดขึ้น มนุษย์ในยุคโบราณเริ่มรู้จักการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์แทนการล่าสัตว์และการหาจากธรรมชาติ เพื่อนำมาเป็นอาหารเลี้ยงชีพเป็นหลัก ไม่ได้เริ่มต้นจากการแสวงหาผลตอบแทนสูงสุดแต่ประการใด แต่เมื่อรูปแบบของสังคมเปลี่ยนแปลงไป การพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อสะสมความมั่งคั่ง การแสวงหาสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับชีวิต การทำการเกษตรกลายเป็นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจ การนำหลักคิดของกำไรขาดทุนเข้ามามีบทบาทในการพัฒนาการเกษตร มีการพัฒนาเทคโนโลยี ปรับปรุงกระบวนการผลิตให้ผิดไปจากเดิมที่เป็นไปตามธรรมชาติ บังคับให้พืช-สัตว์ ติดดอก ออกผล ให้ผลผลิต ตามที่ต้องการ ให้ทันกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และความต้องการอันไม่จำกัดของผู้คนในสังคมโลก ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นจากภาคการเกษตรถูกนำไปสร้างความมั่งคั่งให้กับภาคการผลิตอื่นๆ ทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ตัวอย่างมีให้เห็นอยู่มากเครือข่ายทางธุรกิจของกลุ่มมหาเศรษฐีหลายๆ กลุ่ม เริ่มต้นมาจากธุรกิจเกษตร ก่อนที่จะต่อยอดไปสู่ภาคอื่นๆ และขยายเครือข่ายครอบคลุมไปทั่วโลก

ผลจากการพัฒนาภาคการเกษตรเพื่อเป็นฐานในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ ส่งผลกระทบตีกลับไปยังต้นทุนการผลิตภาคการเกษตรที่จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมอันมาพร้อมกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น กระทบสู่แนวทางการลดต้นทุนตามหลักeconomic of scale ซึ่งจำต้องเปลี่ยนจากเกษตรกรรายย่อยพัฒนาเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ใช้ทุนในการดำเนินการสูงขึ้น เพื่อผลิตให้ได้ปริมาณมากขึ้นเกิดความคุ้มค่าในการลงทุน การผลิตในรูปแบบนี้ทำให้เกิดการผูกขาดในระบบการผลิต เพราะเป็นระบบการผลิตที่กำหนดให้ใช้เทคโนโลยีเฉพาะเจาะจง ต้องใช้ปัจจัยการผลิตตามที่กำหนด มีแบบแผนการผลิตที่แน่นอนและต้องทำตามจึงจะให้ผลผลิตตามที่คาดหวัง การใช้ปัจจัยการผลิตต่างๆ ที่กล่าวถึงย่อมกระทบต่อตนเองและสิ่งแวดล้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รวมทั้งขยายผลกระทบนั้นสู่ชุมชน สู่สังคมที่กว้างขวางขึ้น กลายเป็นความขัดแย้งของทิศทางการพัฒนาว่าสุดท้ายแล้วการพัฒนาการเกษตรของเราจะก้าวไปทางไหน ระหว่างการพัฒนาเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับคนในชาติ หรือ การใช้การเกษตรเป็นฐานการพัฒนาการเศรษฐกิจของชาติ ได้อย่างก็คงต้องเสียอย่าง จะสร้างสมดุลทั้งสองด้านได้อย่างไร คงต้องคิดและตัดสินใจให้รอบคอบและถี่ถ้วน เพราะหากตัดสินใจพลาด การย้อนกลับมายืน ณ จุดเดิม จะยากยิ่งขึ้นไปอีก

สมชาย ชาญณรงค์กุล

ก.เกษตรฯเซ็นMOUพัฒนามาตรฐานผลิตข้าวลุ่มน้ำโขง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469313

news_default

ก.เกษตรฯเซ็นMOUพัฒนามาตรฐานผลิตข้าวลุ่มน้ำโขง

วันพุธ ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว พร้อม ดร.วัชรัศมิ์ ลีละวัฒน์ผู้อำนวยการสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation :MLC) Special Fund ประจำปี 2018 โดยมีผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตจีน ประจำประเทศไทย กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ

นายสุดสาครกล่าวว่า ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบในบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง (Mekong-Lancang Cooperation (MLC) Special Fund) ประจำปี 2561 ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย และบันทึกความเข้าใจระหว่างกระทรวงเกษตรฯ และสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง มีสาระสำคัญมุ่งให้เกิดสันติภาพความมั่นคงในอนาคตต่อสมาชิกแม่โขง-ล้านช้าง มีการปรึกษาหารือร่วมมือช่วยเหลือ และมีผลประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งเคารพกฎหมายและกฎระเบียบของไทยและจีน และร่วมกันติดตามประเมินโครงการและใช้งบประมาณจากกองทุน

นายสุดสาครกล่าวอีกว่า การลงนามครั้งนี้เพื่อพัฒนาส่งเสริมการผลิตข้าวให้ได้มาตรฐานระดับอนุภูมิภาค นอกจากนี้ ยังตั้งศูนย์ตรวจสอบพยากรณ์แมลงศัตรูพืชและภัยธรรมชาติอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยดำเนินการผ่าน 2 โครงการ ได้แก่ 1.โครงการพัฒนาศูนย์เฝ้าระวัง พยากรณ์ และเตือนภัยการผลิตข้าวอย่างยั่งยืน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง-ล้านช้าง (Development of Center for Monitoring, Forecasting and Warning of Sustainable Rice Production under Climate Change in Mekong – Lancang Sub-Region) และ2.โครงการพัฒนาและการดำเนินการตามมาตรฐานการผลิตข้าวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (Development and Implementation of CommonRice Production Standard in Mekong-Lancang Sub-Region) ระยะเวลาดำเนินโครงการ 3 ปี วงเงิน 27,624,045 บาท

“โดยกิจกรรมโครงการความร่วมมือระหว่าง 6 ประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง คือ ไทย จีน กัมพูชา ลาว เมียนมาและเวียดนาม ซึ่งการดำเนินงานทั้ง 2 โครงการสอดคล้องกับนโยบายภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง ที่ตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2559 เพื่อส่งเสริมสนับสนุนความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมระดับอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง”อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

หัวหน้าผู้ตรวจฯก.เกษตรลุยนราธิวาส ติดตามสถานการณ์เชื้อราในใบยาง-โรคระบาดในสัตว์กีบ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469370

หัวหน้าผู้ตรวจฯก.เกษตรลุยนราธิวาส ติดตามสถานการณ์เชื้อราในใบยาง-โรคระบาดในสัตว์กีบ

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563, 21.45 น.

หัวหน้าผู้ตรวจฯก.เกษตรลุยนราธิวาส ติดตามสถานการณ์เชื้อราในใบยาง-โรคระบาดในสัตว์กีบ

28 มกราคม 2563 ที่ห้องประชุม การยางแห่งประเทศไทยสาขาเมืองนราธิวาส ตำบลบางนาค อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส นายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดนราธิวาส เพื่อติดตามหารือด้านปศุสัตว์และติดตามสถานการณ์โรคใบร่วงยางพารา โดยมี นายชาตรี จันทรโรจน์วงศ์ ปศุสัตว์จังหวัดนราธิวาส  นายพนัสพล โกสิยาภรณ์ ผู้อำนวยการการยางแห่งประเทศไทยจังหวัดนราธิวาส  โดยมีหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องให้การต้อนรับ เพื่อติดตามสถานการณ์โรคใบร่วงยางพารา หลังจากการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครม .สัญจร เมื่อวันที่ 20 ม.ค. ที่ผ่านมา พร้อมทั้งติดตามโครงการและส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตรจังหวัดชายแดนภาคใต้

นายอภัย สุทธิสังข์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากการพบโรคใบร่วงยางพารา ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. ที่ จ.นราธิวาส เมื่อเดือนกันยายน 2562 ที่ผ่านมานั้น การแพร่กระจายของโรคนี้เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก เนื่องจากสภาพแวดล้อมด้านภูมิอากาศในพื้นที่นี้อยู่ในเขตร้อนชื้น และในช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝน มีความชื้นสูง เหมาะแก่การเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุโรค จึงทำให้การแพร่ระบาดของโรคเป็นไปอย่างรวดเร็ว สำหรับพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโรคชนิดนี้แล้วคือ จ.นราธิวาส (ทุกอำเภอ) เนื้อที่ 432,347 ไร่

นายอภัย  ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการป้องกันกำจัดโรค ใส่ปุ๋ยบำรุงสม่ำเสมอเพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้แก่ต้นยาง เมื่อเกิดการระบาดของโรคจะทำให้ต้นยางสามารถสร้างใบใหม่ออกมาทดแทนใบยางที่ร่วงได้อย่างรวดเร็ว หากสังเกตเห็นต้นยางมีทรงพุ่มไม่สดชื่น ใบออกเหลือง ให้รีบตรวจสอบอาการของโรคบนใบ และใบยางที่ร่วง หากพบมีอาการของโรคให้รีบใช้สารเคมี เช่น เบโนมิล, แมนโคเซป, สารกลุ่มไตรอะโซล, ไทโอฟาเนต-เมธิล ฉีดพ่นทรงพุ่มให้ทั่วทั้งแปลง โดยใช้เครื่องฉีดพ่นสารเคมีแรงดันสูง หรืออาจใช้เชื้อจุลินทรีย์ เช่น ไตรโคเดอร์มา (ยังไม่มีรายงานการใช้) แต่มีข้อจำกัด คือต้องใช้ซ้ำบ่อยๆ หลายครั้ง

สำหรับอาการโรคปากเท้าเปื่อย สัตว์จะมีอาการซึม  ไข้สูง น้ำลายไหล มีเม็ดตุ่มใส พุพอง เกิดขึ้นภายในปาก ลิ้น เหงือก เพดานปาก ข้างแก้ม ซอกกีบต่อมาเม็ดตุ่มจะแตกเป็นแผล สัตว์แสดงอาการขาเจ็บ เดินกะเผลก น้ำลายไหลมากขึ้น มีแผลในปาก ลิ้น เท้า และหัวนม โดยทางปศุสัตว์มีการฉีดวัคซีนให้ฟรี งดการนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงใหม่จากโคที่ไม่ทราบแหล่งที่มา หรือจากพื้นที่ที่มีโรคระบาด หลีกเลี่ยง ให้บุคคลภายนอกที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าฟาร์ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอกเลี้ยงโคและโรงรีดนม เลือกซื้ออาหารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ว่าไม่มีโรคปากและเท้าเปื่อยระบาด ที่สำคัญทำความสะอาดและทำลายเชื้อโรคที่โรงเรือน ถังนมและอุปกรณ์ต่างๆ

‘อลงกรณ์’จับมือหอการค้าไทย ชาวนาเกลือเฮ! ได้พิจารณารับซื้อเกลือที่ค้างสต็อก #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/469275

‘อลงกรณ์’จับมือหอการค้าไทย ชาวนาเกลือเฮ! ได้พิจารณารับซื้อเกลือที่ค้างสต็อก

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563, 17.17 น.

อลงกรณ์จับมือหอการค้าไทยขับเคลื่อนศูนย์เทคโนโลยีเกษตรฯทุกจังหวัดเดินหน้านโยบายตลาดนำการผลิตพลิกโฉมหน้าภาคเกษตรครั้งใหญ่ ส่วนชาวนาเกลือเฮ!  หอการค้ายินดีพิจารณารับซื้อเกลือที่ค้างสต็อก 2 หมื่น 5 พันตัน”

วันอังคารที่ 28 มกราคม 2563 เวลา 09.00-11.00 น. ที่ ห้องประชุมสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ พร้อมด้วยนายวราวุธ ชูธรรมทัช รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร และคณะผู้บริหารคณะทำงานกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมประชุมหารือการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรกับหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย อันประกอบด้วยคุณกลินท์ สารสิน ประธานฯหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย คุณอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกิตติมศักดิ์ หอการค้าและสภาหอการค้าฯ  นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานหอการค้า และกรรมการ สภาฯ ทุกท่าน ร่วมประชุม
โดยนายองกรณ์ได้นำเสนอนโยบายภายใต้การนำของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ว่ามียุทธศาสตร์ ที่ขับเคลื่อนตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ จาก 1.การบริการข้อมูลสารสนเทศน์การเกษตรของกระทรวงด้วยบิ๊กดาต้าและการเข้าถึงถาครัฐด้วยเทคโนโลยี่สารสนเทศน์( Big Data & Gov Tech) 2.ด้านการผลิต เช่นการจัดโซน การยกระดับสู่มาตรฐานระดับโลก การเชื่อมโยงเครือข่ายตลาดกับผู้ผลิต การรับรองมาตรฐานและการสืบกลับย้อนหลัง (Traceability) 3.ด้านโลจีสติก(Logistic) ทั้งการขนส่งหารสดที่ลดการเน่าเสีย (Cold chain) การบรรจุภัณฑ์และการขนส่ง ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (Cooperative distribution center:CDC) และผู้ให้บริการโลจีสติก( Logistics Service Provider : LSP) รวมทั้งการอำนวยความสะดวกการนำเข้าส่งออก ลดความยุ่งยากของเอกสาร  4.การตลาด ทั้งออนไลนและออฟไลน์มาร์เก็ต ไม่ว่าจะเป็นระบบเกษตรพันธะสัญญา(Contract Faring ) ,การค้าออนไลน์ (Ecommerce ) บนแพลตฟอร์และแอปพลิเคชั่นต่างๆ (Platform &Application)

“เพื่อให้ยุทธศาสตร์-นโยบายได้ผลยั่งยืนในระดับพื้นที่จึงจะจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีและนวัตกรรมขึ้นในทุกจังหวัดทั้ง 77 จังหวัด (Agritechnology and Innovation Center :AIC) ซึ่งจะประกอบด้วย 6 ภาคี ได้แก่ มหาวิทยาลัยในจังหวัด ส่วนราชการกระทรวเกษตร ตัวแทนกระทรวงอุตสาหกรรม ตัวแทนกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน และภาคเกษตรกร จะเป็นศูนย์ขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ (Area Base) บริหารในรูปแบบบอร์ดโดยอธิการบดีเป็นประธาน เกษตรและสหกรณ์จังหวัดเป็นรองประธาน ซึ่งศูนย์ดังกล่าวจะตอบโจทย์ทั้งการวางแผนการผลิต การตลาดและการส่งเสริมการวิจัยในพื้นที่ โดยรัฐเป็นพี่เลี้ยงเอกชนกับเกษตรกรจะเป็นผู้ขับเคลื่อน นอกจากนั้นยังมีการเชื่อมเครือข่ายศูนย์ความเป็นเลิศทางเทคโนโลยี และศูนย์วิจัยทดลองด้านเทคโนโลยี่ อันจะเป็นการส่งเสริมต่อยอดสิ่งประดิษฐ์ของปราชญ์เกษตร-ช่างเกษตรในแต่ละชุมชนไปสู่วงกว้าง และการผลิตแบบอุสาหกรรม ต่อไป

หลังจากนำเสนอนโยบายแล้ว นายอลงกรณ์ได้เสนอแผนความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์กับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้แก่ 1. แต่การลงทุนความร่วมมือแลกเปลี่ยนข้อมูลและการเชื่อมโยงข้อมูลกับศูนย์ข้อมูลเกษตรแห่งชาติ_2.ความร่วมมือในนโยบายการตลาดนำการผลิต_3.ความร่วมมือในเรื่องการจัดตั้งศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรม 77 จังหวัดโดยเฉพาะเชิญตัวแทนหอการค้าและสภาอุตสากรรมจังหวัดการร่วมเป็นคณะกรรมการ_4.ความร่วมมือด้านโลจิสติกส์และอีคอมเมิร์ซ 5.การแก้ไขปัญหาราคาเกลือและสัตว์น้ำในประเทศ ”
ทั้งนี้ในส่วนของเกลือนายอลงกรณ์ได้หารือถึงความร่วมมือในการรับซื้อเกลือของเกษตรกรชาวนาเกลือที่ค้างสต๊อก อยู่ 2 หมื่น 5 พัน ตัน ด้วย

ด้านกรรมการสภาหอการค้าไทยได้ตอบรับและพร้อมสนับสนุนนโยบายอย่างเต็มที่ ทั้งในระดับชาติและระดับจังหวัด ในการจัดตั้งศูนย์ AIC โดยนายกลินท์ สารสิน ประธานกรรมการ ได้กล่าวชื่นชมนโยบายการเพิ่ม Productivity และขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นกรรมการสภาฯหลายท่านได้แนะนำแนวทาง ที่เป็นประโยชน์ในการทำงานร่วมกัน
ส่วนเรื่องเกลือจะให้ทางอุตสาหกรรมแช่แข็งกับทูน่า พิจารณารับซื้อต่อไป

ตั้งทีมรณรงค์งดเผาภาคเกษตรลดฝุ่นPM2.5 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468951

news_default

ตั้งทีมรณรงค์งดเผาภาคเกษตรลดฝุ่นPM2.5

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมคณะทำงานป้องกันและเฝ้าระวังการเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตร ในพื้นที่การเกษตรว่า จากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 กระทรวงเกษตรฯตั้งคณะทำงานดังกล่าวขึ้น มีอำนาจหน้าที่จัดทำแผนป้องกันและเฝ้าระวังเผาเศษซากพืชหรือวัชพืช และเศษวัสดุทางการเกษตร เสนอแนะมาตรการแนวทางป้องกันต่อรมว.เกษตรฯกำกับดูแล แก้ปัญหาให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยลดปัญหาฝุ่นได้อีกทาง

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯจัดทำโครงการ/แผนงานสนับสนุนการป้องกันแก้ปัญหาการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม ปี 2563 จำนวน 4 โครงการ/แผนงาน ได้แก่ 1) โครงการส่งเสริมการหยุดเผาในพื้นที่การเกษตร 2 กิจกรรมคือ ถ่ายทอดความรู้แก่เกษตรกร เป้าหมาย 16,800 ราย และสร้างเครือข่ายเกษตรกรปลอดการเผา เป้าหมาย 150 ตำบล และ 80 ศพก.ใน 42 จังหวัด 226 แห่ง อีกทั้งยังจัดกิจกรรมรณรงค์หยุดการเผา ไปแล้ว 3 จังหวัดคือ เชียงใหม่ เชียงราย น่าน และจะดำเนินกิจกรรมต่อเนื่องในจ.นครปฐม วันที่ 28 มกราคม 2) โครงการส่งเสริมการไถกลบและผลิตปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อป้องกันหมอกควันในพื้นที่เกษตรภาคเหนือ  2 กิจกรรม คือ ไถกลบตอซัง เป้าหมาย 70,000 ไร่ ผลิตปุ๋ยหมักสูตรพระราชทาน 3,645 ตัน งบดำเนินงาน 38.994 ล้านบาท 3) โครงการส่งเสริมระบบวนเกษตรในเขตปฏิรูปที่ดิน 45,000 ไร่ ส่งเสริมปลูกไม้ยืนต้น ไม้ป่า ไม้หายากหรือไม้ประจำถิ่น และ 4) แผนบรรเทาปัญหาหมอกควันและไฟป่า โดยปฏิบัติการฝนหลวง ลดความหนาแน่นของหมอกควันและไฟป่า ซึ่งกรมฝนหลวงฯจะเปิดศูนย์ปฏิบัติการฯเร็วขึ้น โดยจะเปิดวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 7 ศูนย์

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯยังมอบให้กรมส่งเสริมการเกษตร มอบหมายให้เกษตรจังหวัดบูรณาการแผนงานโครงการ ในพื้นที่การเกษตรของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ และกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด มอบหมายเกษตรอำเภอ หน่วยงานในสังกัด จัดชุดปฏิบัติการประจำพื้นที่ออกตรวจ ป้องปราม ระงับ แจ้งเหตุการณ์เผาในพื้นที่เกษตร ให้กรมส่งเสริมการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมฝนหลวงและการบินเกษตร และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ติดตามหน่วยงานในระดับจังหวัดปฏิบัติการต่อเนื่อง ให้อธิบดีและหัวหน้าสนับสนุนการดำเนินงานเจ้าหน้าที่ในสังกัดที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ให้หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรฯมอบหมายผู้ตรวจกระทรวงเกษตรฯลงพื้นที่ติดตามงานใกล้ชิด นอกจากนี้ ที่ประชุมมีมติตั้งคณะทำงานชุดเล็ก 3 คณะ ใน 3 สินค้าเกษตร คือ ข้าว ข้าวโพดและอ้อย เพื่อหาพื้นที่เสี่ยงมีการเผาและมีแนวโน้มจะเผาหามาตรการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ทั้งระยะสั้นและระยะยาวต่อไป

เร่งพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468950

news_default

เร่งพัฒนาศูนย์ข้าวชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บรรยายพิเศษ หัวข้อ “นโยบายด้านผลิตข้าวและสร้างความเข้มแข็งให้องค์กรชาวนา” ในการสัมมนาชี้แจงโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2563ว่า เมล็ดพันธุ์ข้าวเป็นปัจจัยสำคัญมาก เพราะเปรียบเสมือนหัวใจเพาะปลูก ถ้าได้เมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพดีการเพาะปลูกด้ผลผลิตดียิ่งขึ้น โดยสร้างระบบผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวให้เข้มแข็งมั่นคงยิ่งขึ้น ซึ่งศูนย์ข้าวชุมชนถือเป็นส่วนสำคัญที่ต้องร่วมมือร่วมใจ ผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีให้ได้เพียงพอกับความต้องการใช้ในแต่ละปี

โดยปีนี้สนับสนุนศูนย์ข้าวชุมชนเต็มรูปแบบ ทั้งเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี จากกรมการข้าวศูนย์ละ 3 ตัน ระบบควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน รวมไปถึงการถ่ายทอดความรู้ด้านการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ และที่สำคัญเป็นปีแรกที่ได้งบจัดซื้อเครื่องอบลดความชื้นเมล็ดพันธุ์ข้าว 20 ชุด และเครื่องคัดทำความสะอาดเมล็ดพันธุ์ข้าว 200 ชุด ให้ศูนย์ข้าวชุมชนที่เข้าร่วมโครงการ และคาดว่าจะได้รับการสนับสนุนให้ศูนย์ข้าวชุมชนเพิ่มขึ้นในปีต่อไป ส่งผลให้พัฒนาศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นเพียงพอความต้องการของชุมชน เป้าหมายให้ศูนย์ข้าวชุมชนผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวได้ไม่น้อยกว่า 100 ตันต่อศูนย์

ปัจจุบันภาคการเกษตรแรงงานน้อยลงและเป็นแรงงานอายุมาก แต่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เลือกใช้แทนแรงงานคน จึงต้องเรียนรู้ที่จะเลือกใช้ให้เหมาะสมจะช่วยลดต้นทุนการผลิตได้ ส่วนภาคการตลาดวันนี้มีช่องทางค้าขายมากขึ้น ติดต่อซื้อขายกับผู้ซื้อได้โดยตรงคือ ขายออนไลน์ แต่สิ่งสำคัญต้องคำนึงถึงการผลิตปลอดภัยต่อผู้บริโภค และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยให้การผลิตยั่งยืน เป็นที่ยอมรับของสังคมโลก

“สิ่งที่ไม่ควรลืมคือ ศาสตร์พระราชาโดยเฉพาะการดำรงชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง อยากให้ทุกคนน้อมนำไปประพฤติปฏิบัติ เพื่อช่วยให้ตนเองและครอบครัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขตลอดไป”รมว.เกษตรฯกล่าว

ด้านนายสุดสาคร ภัทรกุลนิษฐ์ อธิบดีกรมการข้าว กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการข้าวมีแนวทางสร้างความเข้มแข็งให้ศูนย์ข้าวชุมชน ให้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีไว้ใช้เองอย่างเพียงพอต่อเนื่องในชุมชน รวมทั้งเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดเทคโนโลยีการพัฒนาการผลิตข้าวและชาวนา กำหนดแนวทางผลิตข้าวอย่างเป็นระบบ และบริหารจัดการที่ดีโดยปี 2563 ได้จัดทำโครงการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวของศูนย์ข้าวชุมชน ปี 2563 เพื่อเสริมสร้างศักยภาพการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้แก่ ศูนย์ข้าวชุมชน 400 แห่ง ให้ผลิตได้ไม่น้อยกว่า 100 ตันต่อศูนย์

“โดยเน้นส่งเสริมสร้างเครือข่ายให้เชื่อมโยงเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนปัจจัยการผลิตสำคัญคือเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีจากกรมการข้าว สำหรับเป็นหัวเชื้อ พัฒนาระบบควบคุมคุณภาพเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี รวมไปถึงถ่ายทอดความรู้ด้านผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดีให้สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการ ทั้งนี้ กรมฯยังส่งเสริมให้ศูนย์ข้าวชุมชนขายแบบออนไลน์ เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดอีกด้วย” อธิบดีกรมการข้าว กล่าว

โค้งสุดท้ายยื่นของบสนับสนุน ระบบสูบบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468949

news_default

โค้งสุดท้ายยื่นของบสนับสนุน ระบบสูบบาดาลพลังงานแสงอาทิตย์

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

ว่าที่ร้อยตรีสมพูนทรัพย์ กล้าวิกรณ์  เลขาธิการสภาเกษตรกรแห่งชาติ เปิดเผยว่า ปัญหาภัยแล้งคุกคามภาคการเกษตรทวีความรุนแรงมากขึ้น เกษตรกรเดือดร้อนโดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ผ่านมา

สภาเกษตรกรแห่งชาติประสานกระทรวงพลังงาน โดยสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมอนุรักษ์พลังงาน ขอสนับสนุนระบบสูบน้ำจากบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้โครงการสูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์) ซึ่งเมื่อปีงบประมาณ 2562 สภาเกษตรกรแห่งชาติขอสนับสนุนงบประมาณ 300 บ่อ ใน 5 จังหวัด ได้แก่ มหาสารคาม ได้งบสนับสนุน 27 ล้านบาท
ร้อยเอ็ด 20 ล้านบาท  ศรีสะเกษ 19 ล้านบาท อำนาจเจริญ 3.9 ล้านบาท นครราชสีมา 3 ล้านบาท ทั้งนี้ จากการพูดคุยกับเกษตรกรที่ได้รับการสนับสนุนพึงพอใจ เพราะลดต้นทุนการผลิต ค่าไฟไม่ต้องเสีย การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย น้ำที่ได้จากการสูบด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์นำไปใช้เพื่อกิจกรรมช่วงฤดูแล้งที่ปกติไม่มีน้ำใช้ประกอบอาชีพ เช่น ปลูกพืชผักสวนครัว พืชไร่ ปลูกหญ้าเนเปียร์ ปศุสัตว์ บ่อเลี้ยงปลา เพาะกล้าพันธุ์ข้าว

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2563 ประมาณการว่าจะของบสนับสนุนระบบสูบน้ำจากบ่อบาดาลด้วยพลังงานแสงอาทิตย์จังหวัดละ 100 บ่อ  โดยเกษตรกรที่ประสงค์ขอรับการสนับสนุนต้องมีบ่อน้ำบาดาลที่ขุดแล้วและได้รับอนุญาตจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลรวมตัวกัน 7 ครอบครัว พื้นที่ใช้น้ำร่วมกันไม่ต่ำกว่า 15 ไร่ ถ่ายสำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน  เอกสารโฉนดที่ดินของเกษตรกรทั้ง 7 คน ใช้ยื่นคำขอรับการสนับสนุน พร้อมถ่ายภาพพื้นที่บ่อบาดาล แล้วนำไปยื่นที่สำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดในพื้นที่ ภายใน 31 มกราคมนี้ จากนั้นสำนักงานสภาเกษตรกรจังหวัดจะรวบรวมส่งมายังสำนักงานสภาเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อตรวจสอบและนำส่งสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานเพื่อพิจารณา ระยะเวลาดำเนินการจนถึงการได้รับอนุมัติงบไปดำเนินการตามระเบียบพัสดุรวม 120 วัน ก็ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ส่งมอบยังเกษตรกรผู้ใช้น้ำต่อไป

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ ดีเหลือหลาย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/468953

news_default

รักษ์เกษตร : ปุ๋ยอินทรีย์ ดีเหลือหลาย

วันอังคาร ที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563, 06.00 น.

คำถาม ผมใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในไร่นาของผมครับ จึงอยากขอทราบความรู้เรื่องนี้ อย่างละเอียดหน่อยครับ

นายสวน ครอบครอง

อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

คำตอบ

ปุ๋ยอินทรีย์เกิดจากการย่อยสลายของบรรดาอินทรียวัตถุทางชีวเคมีโดยจุลินทรีย์มีธาตุอาหารต่างๆ ที่พืชต้องการส่วนประกอบหลักของปุ๋ยประเภทนี้มาจากสิ่งที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ของเสียจากโรงงานบางประเภท มูลสัตว์บางประเภท เช่น มูลวัว มูลควาย มูลไก่ มูลค้างคาวและได้จากการย่อยสลายจากธรรมชาติ เช่น ซากต้นไม้ใบไม้ จากสารอื่นๆ และแร่ธาตุต่างๆ โดยผ่านกระบวนการบดและเติมจุลินทรีย์ลงไปเพื่อทำการบ่มหมัก กลับกอง แล้วค่อยย่อยสลายกลายมาเป็นปุ๋ยอินทรีย์

แร่ธาตุอาหารของพืชที่มีในปุ๋ยอินทรีย์ประกอบด้วย แร่ธาตุ 13 ชนิด โดยแบ่งตามคุณสมบัติที่พืชต้องการ แบ่งเป็น ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ดังนี้

1) ธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) โพแตสเซียม (K) หรือเรียกสั้นๆว่า NPK คือสารอาหารสำหรับพืชมีความต้องการมากและมีอยู่ในดินน้อย

2) ธาตุอาหารรอง ได้แก่ แคลเซียม(C) กำมะถัน(S) แมกนีเซียม(Mg) เป็นสารอาหารสำหรับพืชที่สำคัญรองลงมา

3) ธาตุอาหารเสริมได้แก่ เหล็ก (Fe) โบรอน (B) แมงกานีส (Mn) ทองแดง (Cu) โมลิบดินัม (Mo)คลอรีน (Cl) สังกะสี (Zn) เป็นแร่ธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการในปริมาณไม่มากนักแต่ขาดไม่ได้เหมือนกัน

ประโยชน์ของการใช้ปุ๋ยอินทรีย์มีดังนี้

1) ปุ๋ยอินทรีย์ มีธาตุอาหารครบถ้วน ทั้งธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ซึ่งในปุ๋ยเคมีอาจจะไม่ได้มีครบ ทำให้พืชผลทางการเกษตรเจริญเติบโตได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง และได้รับธาตุอาหารครบถ้วน

2) ช่วยให้ดินมีสภาพเป็นกลาง ส่งผลดีในระยะยาว ส่วนการใช้ปุ๋ยเคมี จะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรดส่งผลให้เกิดการทำลายแร่ธาตุในดิน และละลายธาตุที่ไม่พึงประสงค์บางตัวในดินออกมา เช่น อะลูมิเนียมส่งผลให้พืชแคระแกร็น เกิดโรคง่าย ได้ผลผลิตไม่เต็มที่ในระยะยาว

3) ช่วยเพิ่มจุลินทรีย์พร้อมแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่างๆ ให้กับดิน และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ในธรรมชาติ ส่งผลให้สิ่งเหล่านี้ ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากขึ้น

4) ทำให้ดินร่วนซุย มีโครงสร้างโปร่ง อุ้มน้ำและธาตุอาหารได้ดี เหมาะกับการทำเกษตรในทุกๆ รูปแบบ และไม่เกิดสารตกค้างต่างๆ ภายในดินพร้อมกันนี้ยังค่อยๆ ปล่อยธาตุอาหารที่เป็นคุณประโยชน์ให้กับตัวดินอย่างช้าๆ

5) ปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้พืชผลต่างๆ ที่เติบโตขึ้นมาปลอดภัยจากสารเคมี และไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค จึงเหมาะสมกับการเกษตรแบบอินทรีย์ ที่กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน

6) ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุต่างๆ ในดินให้กลายเป็นอาหารของพืชโดยพืชสามารถดูดซึมสิ่งต่างๆ เหล่านี้ไปใช้งานได้เลย ไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากเกินเหมือนการใช้ปุ๋ยเคมี

7) ลดการพังทลายของหน้าดิน เนื่องจากมีแร่ธาตุต่างๆ อยู่เยอะ เวลามีน้ำหลากพัดผ่านมาหน้าดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ จะไม่โดนพัดไปหมด

8) ช่วยบำบัดน้ำเสีย กลิ่นเหม็น เศษขยะจากโรงงานปศุสัตว์ ประมง ชุมชน รวมถึงโรงงานต่างๆ ได้ดี โดยสิ่งปฏิกูลทั้งหลาย จะถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่งผลไปถึงชั้นบรรยากาศที่ทำให้อากาศบริสุทธิ์ทำให้พืชผลต่างๆ ที่เติบโตขึ้นมา ไม่มีส่วนผสมของสารเคมี ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์ในอนาคตเมื่อบริโภคเข้าไปได้

การทำเกษตรกรรมให้ได้ผลดี มิใช่เพียงใช้ปุ๋ยอินทรีย์เท่านั้น ปุ๋ยอินทรีย์ มีผลดีต่างๆ มากก็ตาม แต่เราเองก็ยังปฏิเสธการใช้ปุ๋ยเคมีไม่ได้ ในทางหลักวิชาการและผลวิจัยในหลายๆ ส่วนแล้ว พบว่า ยังจำเป็นที่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์จึงจะได้ผลดีที่สุด

นาย รัตวิ